ฟังเสียงธรรมบ้าง
วันที่ 22 มกราคม 2543
สถานที่ : งานฉลองเจดีย์หลวงปู่คำตัน วัดดานศรีสำราญ หนองคาย
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์ในงานฉลองเจดีย์หลวงปู่คำตัน วัดดานศรีสำราญ หนองคาย

เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๓

ฟังเสียงธรรมบ้าง

วัดหลวงพ่อตันเราก็พึ่งมาเห็นบริเวณคราวนี้แหละ แต่ก่อนได้ยินแต่พระท่านมากรรมฐานที่นี่ท่านเล่าให้ฟัง ที่นี่เป็นป่าดงรกชัฏมากไม่มีบ้านผู้บ้านคน มีบ้านสามสี่หลัง พระท่านมาเที่ยวกรรมฐาน แต่ก่อนนี้เป็นดงหนาป่าทึบ หลวงตาจะเล่าเรื่องประวัติย่อของก่อนที่จะเป็นวัดนี้ขึ้นมาให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบบ้าง

คือแต่ก่อนเหล่านี้เป็นดงหนาป่าทึบ ทั้งหมดแหละบริเวณนี้ พระท่านมาเที่ยวกรรมฐาน พวกเพื่อนเดียวกันท่านเล่าให้ฟัง มาเที่ยวกรรมฐานบริเวณนี้แหละ ดงนี้เป็นดงช้างดงสัตว์เต็มไปหมดเลย ท่านมาตั้งกลดลงที่นี่ เวลากลางคืนพระท่านนั่งกรรมฐาน พวกโขลงช้างก็มาเที่ยวเล่นน้ำเต็มไปหมด แถวนี้มีแต่ช้างเต็มไปหมด ทีนี้พระท่านมาอยู่บริเวณนี้หินดานตรงไหนเราก็ไม่ทราบแหละ ท่านปลูกกระต๊อบไว้บนหินดาน แล้วพวกโขลงช้างมันก็มาเล่นน้ำ รบกวน กลางคืนไม่ได้ภาวนา เพราะช้างโขลงใหญ่ไม่ใช่ธรรมดา ถ้าลงมันได้มาเล่นน้ำแล้ว ตั้งแต่หัวค่ำยันสว่างมันถึงหนี เลยเป็นการรบกวนมาก

พระเลยปรึกษากันจะทำยังไง พระต้องการความสงัดก็เลยปรึกษากัน ตกลงกันว่าเราควรจะหาปี๊บแตกมา บอกญาติโยมให้เขาหาปี๊บแตกมา แล้วพระองค์ไหนอยู่ที่ไหนก็ไปขอปี๊บแตก ๆ มา ทีนี้ปี๊บแตกกับพระเลยอยู่ด้วยกันองค์ละปี๊บ ๆ พอได้จังหวะแล้วช้างก็ลงมาเล่นน้ำบริเวณนี้แหละ พอมาเล่นน้ำเต็มที่แล้ว พระอยู่ที่ไหนจับปี๊บขึ้นก็เคาะเป๊ก ๆ ช้างก็ตื่นปี๊บตรงโน้นวิ่งมาทางนี้ ทางนี้ก็เป๊ก ๆ ขึ้น ช้างก็วิ่งมาทางนี้ ทางนี้ก็เป๊ก ๆ ช้างก็วิ่งวนไปมา ช้างทั้งโขลงไม่ใช่น้อย ๆ นะ ไม่ทราบจะวิ่งไปทางไหน วิ่งไปทางไหนมีแต่เสียงปี๊บดังทั่ววัดทั่ววา ช้างก็วิ่งไปมา พอดีไปชนเอากุฏิพระที่อยู่บนหินดาน ฟาดจนกุฏิพระหงายลง พระก็ร้องโก้ก ช้างก็ร้องโก้ก ต่างคนต่างเผ่น ป่านนี้วิ่งหยุดแล้วยังไม่ทราบช้างที่วิ่งก็ดี พระที่ตกกุฏิลุกขึ้นได้แล้วยังก็ไม่ทราบ จากนั้นช้างก็เลยไม่มาอีกตั้งแต่วันนั้นมา พระเคาะปี๊บตรงนี้ละให้พากันจำเอาไว้ นี่เราเล่าเรื่องนิทานย่อ

ต่อมาก็เลยมาตั้งสำนักนี้ขึ้นมาที่ตรงนี้แหละ พวกเพื่อนฝูงกรรมฐานท่านมาเที่ยวที่นี่ท่านไปเล่าให้ฟัง ต้นเหตุมีอันนี้ก่อนแล้วก็มาสร้างวัดขึ้นที่นี่อยู่ที่นี่ต่อไป หลังจากนั้นหลวงพ่อตันก็มา คือหลวงพ่อตันนี้เป็นลูกศิษย์ของหลวงตาเอง อยู่ห้วยทรายด้วยกัน อำเภอคำชะอี ท่านเป็นตาปะขาวมาภาวนาด้วย เห็นว่าภาวนาดี มาเล่าเรื่องภาวนาให้ฟังน่าฟังดี เราเลยจัดบริขารให้ไปบวชที่จังหวัดมุกดาหาร แต่ก่อนเป็นอำเภอ เดินด้วยเท้าไปบวช เสร็จแล้วก็มาอยู่ห้วยทรายด้วยกัน หลังจากนั้นก็พลัดพรากจากกันไป พบกันเป็นบางครั้งบางคราว จนกระทั่งท่านมาอยู่ที่นี่จนท่านเสียไป การภาวนาของท่านดีมาตั้งแต่เป็นตาปะขาว เราถึงได้จัดบริขารบวชให้ จากนั้นการภาวนาก็ก้าวหน้าเรื่อย ๆ ไปจนควรแก่การก่อเจดีย์ให้

การก่อเจดีย์นั้นตามตำราท่านแสดงไว้ ผู้ที่ควรแก่การก่อเจดีย์ไว้กราบไหว้บูชานั้นมี ๔ ประเภท ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบเอาไว้ ประเภทที่หนึ่งคือพระพุทธเจ้า ประเภทที่สองพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่สามคือพระอรหันต์ ที่สี่คือพระเจ้าจักรพรรดิ ทั้งสี่ประเภทนี้ควรแก่การกราบไหว้บูชาของพุทธบริษัททั้งหลายทั่ว ๆ ไป นอกจากนั้นท่านไม่ได้กล่าวถึง

เพราะฉะนั้นการก่อเจดีย์จึงควรมีกำหนดกฎเกณฑ์ ใครต้องการจะก่อที่ไหนก็ก่อ กบตายตัวหนึ่งก็ก่อเจดีย์ให้ เขียดตายตัวหนึ่งก็ก่อเจดีย์ให้ ไก่ตายตัวหนึ่งก็ก่อเจดีย์ให้ หมูตายตัวหนึ่งก็ก่อเจดีย์ให้ หมาขี้เรื้อนตายตัวหนึ่งก็ก่อเจดีย์ให้ ไปที่ไหนมีแต่เจดีย์ กราบลงตรงนี้ถูกหมาขี้เรื้อน กราบตรงนั้นถูกเป็ด กราบตรงนี้ถูกเจดีย์ไก่ กราบลงไปตรงนั้นถูกคางคก กราบลงไปตรงโน้นถูกเขียดกับปาด เลยกราบมีแต่กราบกบกราบเขียดกราบหมูกราบหมา กราบพระพุทธเจ้า กราบพระอรหันต์ กราบพระปัจเจกพุทธเจ้า กราบพระเจ้าจักรพรรดิ ไม่มี นี่เรียกว่าเสียหลักของชาวพุทธ เพราะฉะนั้นเราจึงได้เตือน การก่อเจดีย์ควรหรือไม่ควรประการใด ควรดูตามหลักใหญ่ที่ท่านแสดงไว้ในธรรม

ที่กล่าวทั้งนี้มีแสดงไว้ในตำรับตำราเรียบร้อยแล้ว บุคคลที่ควรก่อเจดีย์ท่านแสดงไว้อย่างนั้น เวลาเห็นพระเจดีย์ที่ตรงไหนก็พึงทราบทันทีตามหลักที่ท่านสอนไว้ และผู้ปฏิบัติก็ปฏิบัติตามนั้นแล้ว กราบลงเจดีย์ไหนไม่เป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็เป็นขวัญตาขวัญใจ เป็นที่ลึกซึ้งภายในจิตใจแล้วระลึกไว้ไม่ลืม พาบุคคลผู้กราบไหว้บูชานั้นไปสวรรค์นิพพานได้โดยไม่ต้องสงสัย

แต่การกราบขบกราบเขียด กราบขี้หมูราขี้หมาแห้ง กราบหมาขี้เรื้อนนั้น ดีไม่ดีมันลากพวกนี้ลงนรกหมด เพราะพวกนี้เซ่อ ตั้งแต่เป็นมนุษย์ก็กราบหมาไปแล้ว ตายลงไปแล้วมันจะไปกราบพวกสัตว์นรกด้วยกันได้สบาย ๆ พวกนี้ ท่านถึงเตือนเอาไว้ไม่อยากให้มันไปกราบพวกหมาขี้เรื้อน จะพาลงนรก แล้วไปกราบพวกเปรตพวกผีที่ทำความชั่วช้าลามกแก่ชาติบ้านเมือง ตายไปแล้ว เคารพบูชากันด้วยการเสกสรรปั้นยอลม ๆ แล้ง ๆ ตายแล้วก่อเจดีย์ให้กัน เห็นว่าคนนี้เขามีเกียรติ คนนี้เขามียศถาบรรดาศักดิ์สูง คนนี้เขาเป็นคนมั่งมีศรีสุข ควรก่อเจดีย์ให้เขา แต่เขาทำความชั่วช้าลามกให้ตัวเองและชาติบ้านเมืองจนถึงขั้นล่มจมนั้นไม่ได้คำนึง เวลาตายลงไปแล้วตัวเขานั้นก็ไปลงนรก ไอ้พวกนี้ก็ไปกราบสัตว์นรกด้วยกันก็ไปจมนรกด้วยกัน ฟังซิพี่น้องทั้งหลาย พิจารณาให้ดีนะ

เรื่องบาปเรื่องบุญไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องขององค์ศาสดาทุก ๆ พระองค์สอนมาแบบเดียวกันหมด ตายตัวไม่มีใครลบล้างได้คือเรื่องศาสนาสอนตามหลักความจริง หลักความจริงคืออะไรฟังให้ดี บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี นิพพานมี เปรตผีสัตว์ต่าง ๆ ทั่วดินแดนโลกธาตุนี้มี เหล่านี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ไม่เคยสอนขัดแย้งกันแม้แต่พระองค์เดียวเลย คือสอนตามหลักความจริงที่ท่านทรงรู้ทรงเห็น ทุก ๆ พระองค์เห็นแบบเดียวกันหมด แล้วนำมาเป็นแบบฉบับอันดีงามแก่สัตวโลก เพื่อให้ดำเนินตามธรรมที่ท่านแสดงไว้นั้น แล้วจะเป็นสิริมงคลแก่พวกชาวพุทธเราทั้งหลาย ขอให้พี่น้องจำเอาไว้ทุกคน นี่คือพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ท่านสอนแบบเดียวกันหมด ให้พากันจำเอาไว้

เรื่องกิเลสตัณหามันก็สอนแบบเดียวกันเหมือนกัน เพราะพวกกิเลสตัณหานี้เรียกว่ามารของศาสนา มารของศาสนานี้ต้องเป็นภัยต่อสัตวโลกอยู่โดยตรง อันใดที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่าถูกต้องดีงาม ว่าจริงว่าถูกว่ามี มันจะลบล้างทั้งหมด บอกว่าไม่มี ๆ แล้วก็ขนสัตวโลกทั้งหลายที่เชื่อตามกลมายาของมันให้จมลงนรก แออัดแน่นเบียดเสียดกันเต็มไปหมด ไม่มีใครเกินกิเลสเรื่องหลอกลวงสัตวโลก ของจริงมันไม่ยอมเอา ถ้าของปลอมคว้ามับ ๆ ลิงร้อยตัวสู้คนคนเดียวไม่ได้ความรวดเร็วกับการคว้าน้ำเหลว ๆ ให้พากันจำให้ดีทุกคน

วันนี้ได้มากราบเจดีย์ของหลวงพ่อตัน เป็นพระสำคัญองค์หนึ่ง ได้ติดสอยห้อยตามกันมาตลอดตั้งแต่เริ่มแรกเป็นลูกศิษย์มา พูดถึงเรื่องปฏิปทาทางด้านจิตใจ เล่าเรื่องราวภาวนาเป็นความจริงในหัวใจของทุกคนวัดกันทีเดียว ไม่ต้องมาเอาชื่อเอานามเอาเสียง เอายศถาบรรดาศักดิ์มาวัดกันละ ธรรมท่านวัดกันที่ใจ นักปฏิบัติมาเล่าภาวนาให้กันฟังเท่านั้นท่านจะรู้กันทันที ๆ นี่คือแบบฉบับปฏิปทาทางด้านจิตใจ เรียกว่า จิตฺต มคฺโค ทางเดินของจิต

มคฺโค แปลว่า ทางเดิน จิตฺต มคฺโค ทางเดินของจิตเข้าสู่วิถีธรรม ท่านเดินด้วยจิตตภาวนา เมื่อก้าวเดินไปตามทางของจิตแล้ว สิ่งที่จิตจะรู้จะเห็นนั้นก็เหมือนกับเราเดินไปด้วยเท้า เรามาจากบ้านจากเรือนของเรา มาใกล้มาไกลขนาดไหน สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่สองฟากทางนั้นปิดตาเราไม่ได้ ปิดหูเราไม่ได้ เราจะต้องได้เห็นได้ยินตลอดสายทาง จนกระทั่งมาถึงที่นี่ นี่ละเรียกว่าสายทางการเดินด้วยเท้า เรามาด้วยเท้ามาด้วยรถด้วยรา สองฟากทางที่ผ่านสายตาของเราเราจะเห็นหมด

ทีนี้ จิตฺต มคฺโค วิถีทางเดินของจิต จิตเดินไปตามทางเดินของจิตโดยธรรม คือปฏิปทาที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้เรียบร้อยแล้ว คำว่าบาปเราก็จะเห็นประจักษ์ที่หัวใจของเรา ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า เพราะทรงสอนให้รู้ไม่ใช่สอนให้ไปทูลถามพระพุทธเจ้า ท่านสอนให้ปฏิบัติ ให้เดินตามทางสายนี้แล้ว เราจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ในสองฟากทางเป็นลำดับ ๆ ไป ซึ่งเป็นทางเดินของจิต เหมือนเราเดินด้วยเท้าของเรานี้ มาจากบ้านใครมาที่ไหนเห็นมาหมด ใครพูดเรื่องอะไรรู้เรื่องรู้ราวเป็นลำดับลำดา

อันนี้ทางเดินของจิตไปตามสายธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นั้นแล้ว เมื่อเดินไปตามสายจิตแล้ว สิ่งใดที่ควรรู้ เช่น บุญ บุญมีพระพุทธเจ้าเห็นแล้วจึงมาสอนพวกเรา และสอนให้พวกเราปฏิบัติเพื่อเห็นบุญเห็นบาป เห็นนรกสวรรค์ภายในใจซึ่งเป็นวิถีทางเดินของจิตนี้แล เราจะเห็น เรียกว่าโกหกกันไม่ได้ เหมือนเราเดินมาตามสายทางเท้าของเรา เรามาตามสายทางเห็นอะไร รู้อะไร ได้ยินอะไร ไม่มีใครจะโกหกกันได้

อันนี้ก็เหมือนกันวิถีทางเดินของจิต เมื่อปฏิบัติถึงขั้นจะควรรู้บุญ รู้ ไม่สงสัยในหัวใจตัวเอง ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า บาปมี รู้ที่หัวใจตัวเอง ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า นรกมี นรกมีกี่หลุมจะรู้ภายในใจตัวเองไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า เพราะสิ่งเหล่านี้อยู่สองฟากทางของจิตที่ก้าวเดินไปตามสายธรรม สายธรรมเป็นทางเดินไป วิถีจิตก้าวเดินไปตามสายธรรม สิ่งเหล่านี้เทียบกับสิ่งที่อยู่สองฟากทาง จะเห็นหมด ๆ ตั้งแต่บาปขึ้นไป บุญขึ้นไป นรกมีกี่หลุม ๆ สวรรค์ชั้นพรหมจนกระทั่งนิพพาน ก้าวเดินไปตามนี้จะเห็นเป็นลำดับลำดาไป ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พวกเราทั้งหลายได้รู้ได้เห็น จากการปฏิบัติของพวกเราเอง

ถ้าเพียงเรียนเฉย ๆ จำเฉย ๆ เรียนเท่าไรก็มีแต่ชื่อแต่นาม ว่าบาปได้ยินแต่ชื่อบาปไม่เห็นตัวบาป บุญเรียนแต่ชื่อบุญไม่เห็นตัวบุญก็หาความเชื่อถือไม่ได้คนเรา ไม่เป็นความแน่นอนใจ ว่านรก ว่าสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน ก็ได้ยินตั้งแต่ชื่อของบาปบุญ นรกสวรรค์ นิพพานเท่านั้น ก็ไม่เป็นที่แน่ใจได้ ต่อเมื่อเราปฏิบัติเราได้รู้ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้เพื่อให้รู้ให้เห็นจากการปฏิบัติของตนแล้ว เราจะไม่สงสัย ๆ เหมือนพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ทรงรู้ทรงเห็นสิ่งต่าง ๆ ทั่วแดนโลกธาตุแล้วมาสอนพวกเรา จึงไม่ผิดพลาดไปไหนเลย ให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้ นี่เรียกว่าวิถีทางเดินของจิต เรียกว่า จิตฺต มคฺโค ทางเดินของจิตเดินไปอย่างนี้

บาป บุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก จนกระทั่งถึงนิพพาน เปรตผีประเภทต่าง ๆ อยู่รอบหัวใจ คือใจเป็นผู้ก้าวเดิน ทางคือปฏิปทา ก้าวเดินไปตามสายทางของธรรมนี้แล้ว สิ่งที่อยู่เกี่ยวโยงกันกับสายทางที่เดินไป ปิดไม่อยู่ ต้องรู้ต้องเห็น ๆ ตลอดไป ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย เหมือนเราเดินด้วยเท้า ไปที่ไหนเราครึไหมล้าสมัยไหม ว่าเราไม่เห็น นอกจากคนตาบอดเท่านั้นไปที่ไหนก็ไม่เห็น อยู่กับบ้านก็ไม่เห็น นอนอยู่ก็ไม่เห็น ทำยังไงก็ไม่เห็นคนตาบอด ถ้าคนตาดีแล้วอยู่ยังไงเห็นอย่างนั้น นี่การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ถ้าลงปฏิบัติเพื่อความรู้ความเห็นตามที่พระองค์ทรงสอนไว้แล้ว จะต้องรู้ต้องเห็นเป็นลำดับลำดาไปอย่างนี้ จึงเรียกว่าธรรมและสิ่งเหล่านี้ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย

สิ่งเหล่านี้มีมาดั้งเดิมแต่กัปไหนกาลใดอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงว่าสัตวโลกทั้งหลายหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงกันในการตกนรกก็ดี ไปสวรรค์พรหมโลกก็ดี เป็นเปรตเป็นผีประเภทต่าง ๆ ก็ดี หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงกันไปมา คนนั้นเข้าคนนี้ออก เหมือนเขาติดคุกติดตะราง คนที่ไปสวรรค์คนนั้นขึ้นคนนี้ลงเหมือนกัน คนที่ไปนรกก็เหมือนกัน คนนั้นเข้าคนนี้ออกเหมือนคนติดคุกติดตะราง มีอยู่อย่างนั้นตลอดมา ทีนี้เราไปเห็นอย่างนั้นแล้วจะสงสัยได้ยังไง ก็เราเห็นเอง เหมือนพระพุทธเจ้าทรงรู้เองเห็นเองแล้วนำมาสั่งสอนสัตวโลกให้ปฏิบัติ เพื่อรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานี้ด้วยธรรมที่สอนไว้เรียบร้อยแล้วนั้น เมื่อปฏิบัติไปแล้วสิ่งเหล่านี้ก็ผ่านสายตาของจิต ทำไมจะไม่รู้ไม่เห็น ต้องรู้ต้องเห็นเป็นลำดับลำดาไป

จึงเรียกว่าธรรมนี้ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย เหมือนเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ครึไม่ล้าสมัย เขามีมาดั้งเดิมตั้งกัปตั้งกัลป์ ผู้ที่ไปรู้ไปเห็นทำไมจะครึจะล้าสมัยไปเสีย บาปมี บุญมี นรกสวรรค์มี มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ทำไมจะให้กิเลสมาหลอกพวกเราว่าบาปครึล้าสมัย บุญครึล้าสมัย นรก สวรรค์ นิพพาน ครึล้าสมัย มรรคผลนิพพานไม่มี ปฏิบัติยังไงก็ไม่รู้ไม่เห็น ครึล้าสมัย ทำไมจะให้กิเลสมาหลอกอย่างนี้ มนุษย์เราเป็นชาวพุทธลูกศิษย์ตถาคตผู้เฉลียวฉลาดแหลมคม ใครเกินศาสดาองค์เอก แต่ลูกศิษย์ตถาคตทำไมจึงโง่เอาชะมัด ให้พิจารณาชั่งดูน้ำใจตัวเองนะ

พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ทันสมัยทั้งนั้น ทันกับกิเลสทุกอย่าง ปราบกิเลสออกจากหัวใจ ไม่มีกิเลสตัวใดตกค้างอยู่ในพระทัยของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ ที่มาสอนโลกนี้เลย เวลามาสอนเราก็สอนตามหลักความจริง ไม่ครึไม่ล้าสมัย สอนตามสิ่งที่มีที่เป็น ทำไมเราจึงให้กิเลสหลอกลวงได้ว่า บาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี เวลานี้ใครปฏิบัติยังไงก็ไม่ได้แหละมรรคผลนิพพาน ปฏิบัติจนตายก็ไม่ได้แหละมรรคผลนิพพาน ก็หัวมันทั้งโคตรทั้งแซ่กิเลสมันเคยปฏิบัติหามรรคผลนิพพานที่ไหน มันเคยปฏิบัติตั้งแต่มันกดคอสัตวโลกให้จมลงในนรก ๆ เท่านั้น เป็นหน้าที่ของกิเลส หน้าที่ของกิเลสที่จะฉุดลากสัตวโลกทั้งหลายให้ออกจากกองทุกข์ไม่มี มีแต่ลากสัตวโลกทั้งหลายให้ลงในกองทุกข์ ๆ เท่านั้น ให้พากันจำให้ดีนะพี่น้องทั้งหลาย

เราเป็นชาวพุทธ อย่าให้กิเลสมากล่อมเสียจนตาย ตายทั้งเป็นตายไม่เกิดประโยชน์อะไร เกิดมาชาติหนึ่ง ๆ หาคุณงามความดีติดเนื้อติดตัวไม่มี ครั้นตายลงไปแล้ว เวลาเรายังไม่ตายก็สร้างแต่บาปแต่กรรม ด้วยความลบล้างบาปบุญนรกสวรรค์ว่าไม่มี ๆ นั่นแหละ เวลาสร้างบาปบุญเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำลบล้างนะ ขึ้นอยู่กับความจริง ใครทำดีได้ดี ใครทำชั่วได้ชั่ว เป็นอย่างนี้ตลอดมาแต่กาลไหน ๆ และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย ทำไมให้กิเลสมาหลอกลวงได้ถ้าไม่โง่เสียจนเกินไปมนุษย์เราน่ะ ให้พากันพิจารณาทุกคน

อะไรจะเอกยิ่งกว่าศาสนาพระพุทธเจ้าเรา ศาสนาพระพุทธเจ้าเราเป็นศาสดาองค์เอก ตรัสรู้ธรรมขึ้นมาด้วยความแจ่มแจ้งทุกอย่าง กิเลสไม่มีในพระทัย กิเลสไม่มีในใจเลย เป็นผู้บริสุทธิ์พุทโธล้วน ๆ เป็นศาสดาเอกของโลก ไม่ได้เหมือนศาสนาใด ๆ ที่เป็นคลังกิเลส เจ้าของศาสนาเป็นคลังกิเลสทั้งนั้น ๆ การเทศนาว่าการ การแนะนำสั่งสอนบริษัทบริวาร จึงสอนด้วยความมืดความบอด ลูบ ๆ คลำ ๆ กำดำกำขาว ไม่ได้แน่นอนเหมือนศาสดาองค์เอกที่กิเลสสิ้นซากไปจากใจแล้วนะ นี่ละศาสนามันต่างกัน

คำว่าศาสนา แปลว่าคำสอน ใครนำมาสอน ใครเป็นเจ้าของศาสนา เขาก็เรียกว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของศาสนา เช่น ศาสนา ก. ศาสนา ข. ศาสนา ค. ในโลกนี้มีมากมายเรื่องศาสนาไม่กำหนดกฎเกณฑ์ แต่รวมแล้วเจ้าของศาสนาเหล่านั้นมีกิเลสเต็มหัวใจด้วยกันหมด ไม่มีใครจะรับรองใครได้ว่าบริสุทธิ์พุทโธ สอนโลกเพื่อความรู้จริงเห็นจริงตามคำสอนนั้นไม่มี แต่พระพุทธเจ้านี้สอนคำไหนเป็นคำนั้นเลย ท่านจึงให้นามว่า เอกนามกึ แปลว่า หนึ่งไม่มีสอง

เอกนามกึ แปลว่า หนึ่งไม่มีสอง หนึ่งไม่มีสองคืออะไร ๑) พระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไรแล้ว จะไม่เป็นอย่างอื่นเด็ดขาด เป็นตามที่ทรงทราบแล้วเรียบร้อยนั้นแล เรียกว่า เอกนามกึ ๒) คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่รับสั่งหรือสั่งสอนมาบทใดบาทใดในธรรมขั้นใดภูมิใด เป็นความตายตัว ถูกต้องตายตัว แม่นยำทุกบททุกบาทแห่งธรรมที่สอนนั้น เรียกว่า เอกนามกึ ไม่มีสอง ไม่มีอะไรมาแทรกแซงว่าเป็นของปลอมไปได้เลย เป็นของจริงล้วน ๆ จึงเรียกว่า เอกนามกึ

หนึ่งไม่มีสอง คือพระญาณหยั่งทราบทุกอย่าง ลงได้หยั่งทราบอันใด ได้ทรงทำนายสิ่งใดแล้วสิ่งนั้นจะไม่เคลื่อนจากหลักความจริงที่ทำนายนั้นเลย เรียกว่า เอกนามกึ อันที่สอง การแนะนำสั่งสอนที่เรียกว่า สวากขาตธรรม ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว ตรัสไว้ดีแล้วนั้น คือไม่มีอะไรจะไปแทรกไปแซงไปลบไปล้างได้เลย เพราะจริงล้วน ๆ แล้ว นี่ก็เป็น เอกนามกึ

นี่ละพระพุทธเจ้าพระองค์ใดท่านมาสอน ท่านสอนแบบเดียวกันตามสิ่งที่มี ไม่ครึไม่ล้าสมัย บาปไม่ครึไม่ล้าสมัย บุญไม่เคยครึล้าสมัย นรกไม่เคยครึล้าสมัย สัตวโลกเต็มอยู่ในนรกมากี่กัปกี่กัลป์ ครึที่ไหนล้าสมัยที่ไหน สัตว์นรกเป็นภัยตลอดเวลามากี่กัปกี่กัลป์แล้ว สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน ก็เป็นคุณมหาคุณมาตลอดเวลาแล้ว อันไหนที่ครึที่ล้าสมัยไม่มี บรรดาธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้ว ไม่มีที่ว่าครึว่าล้าสมัย ที่ว่าครึว่าล้าสมัยก็คือกิเลสซึ่งเป็นข้าศึกต่อธรรม มันตามลบล้าง ๆ ธรรม ให้ของจริงกลายเป็นของปลอมไปหมดนั่นแหละ ของจริงมันไม่ยอมรับ ถ้าของปลอมละเอาวันยังค่ำ ๆ หลอกสัตวโลก สัตวโลกไม่ชอบของจริงนักนะ ถ้าเป็นของปลอมกิเลสหลอกตรงไหน ๆ จมไปเลย ๆ เป็นบ้าไปกับมัน พวกเรานี่พวกบ้าตามกิเลสนะ

ความโลภนับวันมากขึ้นทุกวันนะเวลานี้ คำว่าความโลภคืออะไร ความทะเยอทะยานอยากดีดดิ้นหาไม่มีเวล่ำเวลา หาก็หาด้วยอำนาจของกิเลสพาหา อยากไม่หยุดไม่ถอย พาดีดพาดิ้น ความดีดดิ้นมากน้อยความทุกข์มีมากขนาดไหนไม่ได้คำนึง คนดีดคนดิ้นต้องเป็นความทุกข์ เพราะความอยากความทะเยอทะยานฉุดลากไปให้ดีดให้ดิ้น ให้เกิดความทุกข์ความทรมาน ทุกสิ่งทุกอย่างวิ่งเต้นขวนขวายมาตามความอยาก ความอยากก็ฉุดลากไปเรื่อย ๆ เอาความหวังจูงไปเรื่อย หวังอย่างนั้นหวังอย่างนี้ หวังจะร่ำจะรวยจะสวยจะงาม จะมีเงินมีทองข้าวของเป็นเศรษฐีแข่งบ้านแข่งเมืองเขา ยศถาบรรดาศักดิ์ก็ให้จรดฟ้า ๆ แข่งบ้านแข่งเมืองเขา ครั้นผลที่สุดที่ได้มามีแต่ความผิดหวัง เป็นยังไงกิเลสหลอกคน

ใครเป็นเศรษฐีตามความโลภที่เต็มอยู่ในเมืองไทยเรานี้แหละ ไม่ต้องพูดมากอะไรนักนะ เอาในเมืองไทยของเรา มีแต่คนอยากล้นฝั่งนั่นแหละ ความอยากนี้ล้นฝั่ง ๆ มหาสมุทรทะเลหลวงยังมีฝั่ง ความอยากความทะเยอทะยานของสัตวโลกที่ท่วมท้นภายในหัวใจนี้ไม่มีขอบมีเขตเลย แล้วใครที่ดิ้นเป็นบ้ากับความอยากความทะเยอทะยานสร้างขึ้นมา ได้เป็นเศรษฐีครองมหาสมบัติและครองบรมสุขภายในท่ามกลางแห่งโลกที่เขาไม่ทะเยอทะยาน ที่ว่าเขาเป็นทุกข์นั้น มีรายไหนเอาความโลภที่ได้มาด้วยความทะเยอทะยานมาแข่งเขา มีรายไหน เห็นแต่จมไปทั้งนั้น ๆ แหละ

ปลูกบ้านปลูกเรือนตึกรามบ้านช่อง กี่ห้องกี่หับกี่หลัง มีแต่หวังความร่ำรวย ๆ นั่นแหละ สร้างไม่มีเงิน เอ้า สร้างลงไป เงินในกระเป๋าหมดไป ไปกู้ไปยืมธนาคารมาสร้าง จนกระทั่งธนาคารจะล่มจม พอได้ตึกมาแล้วจะขายตึกหลังนี้ ขายเท่านั้นราคาเท่านั้น ๆ เราจะเป็นเศรษฐี โรงแรมเหล่านี้เราจะให้เช่าห้องละเท่านั้น ๆ เดือนหนึ่งได้เงินเท่านั้น ๆ นี่กิเลสวาดภาพหลอกคนให้จม ครั้นเวลาสร้างตึกไว้แล้วไม่มีใครซื้อ เงินนั้นจมไปแล้ว ๆ เจ้าของก็จมไปแล้ว แล้วห้องถงห้องแถวที่ไร่ที่นาที่ไปกว้านซื้อมาจากที่ต่าง ๆ เพื่อครองความเป็นเศรษฐี ครองบรมสุขแต่ผู้เดียว ก็จมไปหมด ๆ แล้วใครเป็นเศรษฐีเอามาแข่งบ้านแข่งเมืองเขาด้วยอำนาจแห่งความโลภมีไหม ไม่มี

พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ความโลภนี้เป็นภัยต่อสัตว์ ความไม่โลภต่างหากเป็นคุณต่อสัตว์ แต่คนเราธรรมดามีชีวิตจิตใจนี้แม้แต่สัตว์เขาก็อยาก ความอยากเหล่านี้ถือเป็นธรรมดา ความอยากในคนเราธรรมดาอยากไม่เป็นน้ำล้นฝั่ง อยากธรรมดา อยากอยู่อยากกินอยากหลับอยากนอน อยากได้สิ่งของเงินทองมาเป็นเครื่องเยียวยารักษาพอเป็นความร่มเย็นเป็นสุข ให้มีความสงบกายสงบใจนี้ พระพุทธเจ้าไม่ทรงตำหนิ ยังสอนให้มีความขยันหมั่นเพียรหาด้วยการงานที่ชอบของตนอีกด้วย แล้วสมบัติเหล่านี้ที่ได้มาจะเป็นความผาสุกร่มเย็น ความอยากประเภทนี้เป็นความอยากเป็นธรรม ถ้าไม่เลยขอบเขตนี้แล้วโลกเราจะไม่เป็นทุกข์ หมุนติ้ว ๆ

อย่างที่เป็นอยู่เวลานี้มีแต่กิเลสลากไปให้หมุนติ้วไปเลย มีอะไรไม่พอ ๆ ดิ้นดีด ต่างคนต่างดิ้นต่างดีด จะหาเงินหาทองเป็นชิ้นเป็นอันเป็นเนื้อเป็นหนังมาอวดกันไม่เห็นมี เงินในกระเป๋าในบ้านในเรือนมิหนำซ้ำไม่มี มีแต่ไปอยู่ในตึกในรามบ้านช่องที่ไร่ที่นาที่สวนไปหมดเลย เงินไปอยู่ทางโน้นหมด เงินในกระเป๋าก็ไม่มี สุดท้ายไปค้นในธนาคารก็ไม่มีเงิน ถ้าเขาจะไปเก็บค่าดอกของเขา หรือเขาจะไปริบทรัพย์เพราะเราไปติดหนี้ธนาคาร ครั้นไปริบก็ได้แต่ตึกรามบ้านช่อง ได้ที่สวนที่นา เงินไม่ได้ ธนาคารก็เลยจะล่มจะจมไปเพราะความโลภมากของมนุษย์ของเรานี่ ยังไม่เห็นโทษของมันอยู่เหรอความโลภมาก นี่ละตัวภัยคือความโลภมาก อย่าพากันโลภมากจนเกินเหตุเกินผล

คนที่จม ๆ มีแต่คนโลภมากทั้งนั้นนะ คนโลภมากที่เป็นเศรษฐีมีที่ไหนเอามาอวดบ้างซิ อวดศาสนาพระพุทธเจ้าว่าพระพุทธเจ้าสอนไว้ไม่จริง พระพุทธเจ้าสอนว่าความโลภเป็นภัย คือความโลภนี้นอกขอบเขตของธรรมไปแล้ว เรียกว่าความโลภ เป็นภัยทั้งนั้น ความอยากได้ธรรมดาของเรานี้ในวงชาวพุทธหรือในสัตว์ทั่วไป ท่านไม่เรียกว่าเป็นภัย แต่ความอยากที่เลยขอบเขตเหตุผล เป็นการรบกวนทำลายตัวเองและส่วนรวมไปนี้ ท่านเรียกว่าความโลภเป็นภัย

ความโลภอันนี้เวลานี้มันกำลังสร้าง มันตีตลาดไปหมด ไปที่ไหนมีแต่ก่อแต่สร้างยุ่งเหยิงวุ่นวาย วิ่งเต้นขวนขวายหาอยากเป็นเศรษฐี คนนี้อยากเป็นเศรษฐี คนนั้นอยากเป็นเศรษฐี เด็กอยู่ในท้องก็อยากเป็นเศรษฐีกับพ่อกับแม่ ใครอยู่ที่ไหนอยากเป็นแต่เศรษฐี ต่างคนต่างดิ้นต่างดีด พากันจมหมดทั้งพ่อทั้งแม่ทั้งลูกทั้งสกุลทั้งโคตรทั้งแซ่ไม่มีเหลือ เพราะความโลภมันเอาคนลงทะเลหลวงยังไม่พากันทราบอยู่เหรอ ยังจะหวังเป็นเศรษฐีด้วยความโลภอยู่เหรอ ถ้าไม่อยากจมยิ่งกว่านี้อย่าพากันอยากเป็นเกินไปนะ

ฟังเสียงธรรมบ้างซิ ธรรมพระพุทธเจ้าท่านสอนใครให้ล่มจมที่ไหนมีไหม ไม่มี แต่เรื่องกิเลสสอนให้ล่มจมตลอดเวลา มันเอายาเคลือบน้ำตาลใส่ไว้หมด ให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ว่ายาเคลือบน้ำตาลไม่มีอะไรเกินกิเลส ทุกอย่างมันจะเอาเคลือบน้ำตาลไว้ตลอด ๆ เลย ความโลภเคลือบน้ำตาลไว้ใหญ่ อยากเป็นใหญ่เป็นโต อยากได้นั้นได้นี้ เคลือบน้ำตาลให้หนักเข้า เจ้าของเป็นบ้าไปตามล่ะซิ เมื่อไม่สมหวังความโกรธก็ขึ้นมา ทำลายฆ่าฟันรันแทงฉิบหายวายปวงไป เพราะความโกรธที่ไม่สมใจ

เรื่องราคะตัณหานี้ตัวใหญ่ตัวหนึ่งมากทีเดียว เรื่องราคะตัณหานี้ละเป็นน้ำล้นฝั่งเวลานี้ มันจะเอามนุษย์ให้เป็นหมาไปหมดพากันรู้ไหม เวลานี้มนุษย์เรานี่จะเป็นหมาเพราะอำนาจแห่งราคะตัณหานี้ละ มันจะไปหาเอาหางหมาตามบ้านตามเรือนนั่นละ ไปตัดหางหมาตัวนั้นมาใส่ก้นคนนี้ ๆ ทีนี้คนมากกว่าหมา หมามีน้อยตัว หมาจะต้องเผ่นลงทะเลเพราะสู้คนไปตัดหางมันมาใส่ก้นคนไม่ได้ เพราะคนอยากเป็นหมาแต่ไม่มีหาง ต้องไปเอาหางจากหมามา หมามีน้อยนี่นะมันกลัวซิ ใครไปเห็นหน้าหมาไม่ได้ ตัดหาง ๆ หมาก็เป็นสัตว์ที่รู้ตัวเหมือนกัน มันก็ต้องวิ่งเผ่นลงทะเลหลวง ลงทะเลหลวงก็เป็นหมาหางด้วนเสียด้วยนะ หางไม่มีติดตัวถูกมนุษย์เอาไปหมด ไปติดหาง ๆ เพราะอยากเป็นหมาเหมือนกัน คือมันไม่มีหาง ต้องไปเอาหางหมามาใส่

นี่เห็นไหมความทะเยอทะยานเรื่องราคะตัณหา มันมีฝั่งมีแดนที่ไหน ไม่มีศีลธรรมบีบบังคับไว้มนุษย์เป็นมนุษย์ไม่ได้นะ กิริยาท่าทางต่าง ๆ นี้ไม่น่าดูเลยถ้าลงเอาหมาเข้าไปใส่แล้ว ราคะตัณหามันไม่มีสูงมีต่ำมันกลืนได้ตลอด ไม่มีฝั่งมีฝาไม่มีเขตมีแดน ไม่มีสูงมีต่ำ คือราคะตัณหา มันทำได้ทั้งนั้น ต้องมีศีลธรรมบีบบังคับไว้จึงพอรู้ได้ว่า นี้คือพ่อ นี้คือแม่ นี้คือลูก นี้คือหลาน นี้คือพี่ นี้คือน้อง นั้นคือผู้สูง นี้คือผู้ต่ำ จึงเป็นวรรคเป็นตอน มีการเคารพบูชากันตามขั้นตามภูมิของคนที่มีธรรม รู้จักสูงจักต่ำ

มนุษย์เราพอรู้จักสูงจักต่ำอยู่เวลานี้ เพราะมีธรรมเป็นเครื่องบังคับรักษาไว้ ถ้าลงปล่อยให้กิเลสราคะตัณหานี้เข้าไปเหยียบย่ำทำลายแล้วทำกันได้หมด พ่อแม่กับลูกก็เสพกันได้ ลูกกับพ่อกับแม่เสพกันได้ พี่กับน้องเสพกันได้ เสพกันได้หมด กลืนไม่เลือกคือราคะตัณหา ให้พากันจำเอานะ ถ้าไม่มีธรรมเข้าไปบีบบังคับแล้วทำได้หมดนั่นแหละ ธรรมจึงไปแยกออกบีบบังคับ นั่นขั้นนั้น ๆ ให้เป็นความสวยงาม อยู่กันได้เป็นความสงบร่มเย็น

การแต่งเนื้อแต่งตัวก็พอดู ไม่หรูหราฟู่ฟ่า ไม่วับ ๆ แวม ๆ เปิดหีเปิดก้นเปิดหำเปิดโค็ยมาอวดกันยิ่งกว่าหมา นี่เวลานี้ราคะตัณหามันกำลังเปิดก้น ราคะตัณหามันเปิดหีเปิดหำให้เห็นกัน มองเห็นกันอะไรไม่เลิศเลอยิ่งกว่าเปิดหำเปิดหีมาอวดกัน นุ่งไปก็นุ่งข้างหนึ่งไม่นุ่งข้างหนึ่ง หนีบข้างหนึ่งตัดข้างหนึ่งผ่าข้างหนึ่ง อันนี้ก็มีที่เขาออกในหนังสือพิมพ์ เราเห็นด้วยตาของเราเอง เขามีการ์ตูนเอาไว้ การ์ตูนนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งนุ่งไป นุ่งข้างนี้ถูกหนีบถูกผ่าเอาไว้ ข้างหนึ่งมองจะเห็นหีอยู่แล้ว ข้างหนึ่งยังไม่หนีบข้างหนึ่งยังไม่ผ่า

หมาไอ้ตูบมันไปมันก็ไปคาบข้างที่ยังไม่ผ่า ยังไม่หนีบออกล่ะซิ คือข้างหนึ่งมันหนีบออกให้เห็นข้าง จนจะเห็นหีว่างั้นเถอะน่ะ แต่ข้างนี้มันไม่หนีบไม่ผ่าออก ไอ้ตูบมันไปมันก็ไปคาบข้างนี้ละ ไปคาบดึงอยู่นี้ ผู้หญิงคนนั้นก็มาตบหัวไอ้ตูบ มาคาบทำไมว่างั้นนะในการ์ตูน มาคาบทำไม หมามันก็ตอบว่า ตรงนี้ยังไม่ผ่า ตรงนี้ยังไม่หนีบ มันว่างั้น ถ้าหนีบเสียหมดแล้วเปิดหมด ให้ปล่อยหีเต็มตัวนั้นจะเหมาะดี นั่นหมามาสอนคน คนโง่ขนาดไหนจึงต้องให้หมามาสอน เขาเขียนไว้ในการ์ตูน การ์ตูนเขียนไว้เป็นคติสำหรับคนจะเป็นคติเพื่อใคร

พวกเราเวลานี้ปฏิบัติตัวอย่างไร มันกำลังเลยเถิดนะเวลานี้ ขนบธรรมเนียมอันดีงามของชาติไทยเรามีความสวยงาม การแต่งเนื้อแต่งตัวทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยสวยงาม มองดูแล้วงามตางามใจเป็นที่น่าเคารพนับถือ เป็นที่น่ากราบไหว้บูชา ถ้าเป็นเด็กก็น่ารัก ผู้ใหญ่ก็น่าเคารพนับถือ นี้เป็นขนบประเพณีอันดีงามของพี่น้องชาวไทยเราที่ปฏิบัติมา กับความเป็นลูกศิษย์ตถาคตเป็นพุทธบริษัท การแต่งเนื้อแต่งตัวสวยงามทางหูทางตา ชื่นใจโดยทางธรรม ไม่ได้เดือดได้ร้อนวุ่นวายเหมือนกับแต่งตัวแบบหมานะ แต่งตัวแบบหมานี้เอาหีเอาก้นมาอวดกัน

มันวิเศษวิโสอะไรหีก้น หมามันก็มี สัตว์ตัวใดมันก็มีหีมีหำเหมือนกัน แล้วเอามาอวดกันหาอะไร อันนี้ถ้ามันวิเศษ ใครก็มีหีมีหำมีโค็ยทุกคนก็วิเศษด้วยกันหมดแล้ว มาอวดกันหาอะไร ของเท่ากันมาอวดกันเกิดประโยชน์อะไร เอาศีลเอาธรรมเอาความดีงามมาอวดกันซิ จิตใจจะได้สงบร่มเย็น เห็นกันมีบุญมีบาป มีคุณธรรมประจำใจ มีสูงมีต่ำ เป็นที่กราบไหว้บูชากัน เป็นขวัญตาขวัญใจต่อกันของคนมีธรรมด้วยกัน นี่ละให้พี่น้องทั้งหลายพิจารณาให้ดีนะ

เวลานี้ราคะตัณหากำลังกำเริบเสิบสานทั่วประเทศไทยของเรา ลัทธิมาจากเมืองนอกเมืองผี เมืองเขาไม่มีศาสนานั้นแหละ ที่เขาแต่งวับ ๆ แวม ๆ นี้มาจากเมืองนอกทั้งนั้นไม่ใช่มาจากเมืองไหน เมืองไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธอยู่แล้ว ถือขนบธรรมเนียมอันดีงามมาดั้งเดิม ล้มเหลวไปหมด หมาสองตัวเมืองฝรั่งผ่านเข้ามาในเมืองไทยเรานี้ หมาสองตัวคือยังไง ตัวหนึ่งตัวเมียมันไม่นุ่งซิ่นนุ่งผ้า ตัวหนึ่งตัวผู้ไม่นุ่งซิ่นนุ่งผ้า ทั้งสองนั้นตัวเมียก็ปล่อยหีมา ตัวผู้ก็ปล่อยหำปล่อยโค็ยมา ภาษาภาคอีสานเรียกว่าโค็ย ภาษาทางทั่ว ๆ ไปเรียกว่าควย มันผ่านเข้ามาเฉพาะอย่างยิ่งมาภาคอีสานภาคหลวงตาบัวอยู่นี่ละ

พอผ่านมานี้ โอ๋ย ภาคอีสานปล่อยหีปล่อยโค็ยปล่อยเสื้อผ้าไปหมด ไม่มีใครนุ่งซิ่นนุ่งผ้า ปล่อยหำปล่อยหีวิ่งตามหมาสองตัวไปหมด กำลังเมืองไทยเรานี้จะเป็นหมาไปหมดแล้วนะ แล้วหลวงตาบัวก็วิตกวิจารณ์กลัวว่าวัดเรานี้จะเป็นยังไง มันจะมีที่อยู่หรือไม่นะ เดี๋ยวพวกนี้ผ่านเข้ามาวัดเรา พวกพระวัดป่าบ้านตาดก็จะปล่อยหำกันหมด หมาเราอยู่นั่น ๑๓ ตัวมันก็ปล่อยอยู่แล้ว ไม่ทราบจะให้มันทำยังไง มันก็จนตรอกซิ ดีไม่ดีมันจะเผ่นข้ามกำแพงไปก็ได้ นี่ละพากันฟังให้ดีนะ

ราคะตัณหามันรุนแรงมาก ราคะตัณหาออกจากจิตใจอันต่ำช้าเลวทราม เอาวิชาหมามาใช้ เรียนวิชาหมา หมามันสูงอะไรพิจารณาซิ วิชาหมามันก็ปล่อยหีปล่อยโค็ย แล้ววิชาคนปิดหีปิดโค็ยใช่ไหม เวลานี้วิชาคนเรานี่กำลังจะวิ่งไปหาวิชาหมา เอาหมาเป็นศาสตราจารย์นะ ไปไหนให้กราบหมานะ ถ้าสู้หมาไม่ได้ให้ไปกราบหมา หมาเขาไม่นุ่งซิ่นนุ่งผ้าตามประสีประสา ตามโคตรตามแซ่ของเขา แต่เราเป็นโคตรแซ่ที่ดีของมนุษย์ที่มีศีลธรรมภายในใจ สวยงามมาก มีคุณค่ามาก ยังเห็นว่าหมาดีกว่ามนุษย์เราแล้ว ให้พากันกราบหมานะกลับไปนี้ ถ้าไม่กราบหมาให้ตั้งตัวให้ดี แก้ไขดัดแปลงเสียใหม่

ลัทธินั้นเป็นลัทธิที่ต่ำทรามที่สุด ไม่มีศีลธรรมภายในจิตใจเลย เป็นลัทธิที่ไร้สาระ เป็นลัทธิที่เลวทรามอย่านำมาใช้ เมืองนอกเมืองนาเขามีศีลธรรมที่ไหน เมืองไทยเราบกพร่องที่ไหนศีลธรรม พอจะเอาวิชาหมามาเหยียบย่ำทำลายศีลธรรมในเมืองไทยของเรา ให้คนกลายเป็นหมาไปหมดใช้ไม่ได้นะ ให้พากันจำเอานะทุกคน

ราคะตัณหาตัวรุนแรง นี่ละตัวทำจิตใจสัตวโลกให้ต่ำทราม ตัวมุทะลุ ตัวดื้อด้านทุกอย่าง มึนตึงที่สุดคือตัวนี้ ไม่มีบุญมีบาปนะถ้าราคะตัวนี้ได้ไปไหนแล้ว บาปบุญลบหมด ๆ มีแต่ทางนรกเปิดโล่ง ๆ จมอยู่ในนรกหมด เพราะอำนาจแห่งราคะตัณหานี้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำเอา

วันนี้ได้พูดถึงเรื่องธรรมให้พี่น้องทั้งหลายฟังว่าธรรมของจริงขนาดไหน กิเลสปลอมขนาดไหน ให้เอามาเทียบมาเคียง มันอยู่ในหัวใจของเรานั่นแหละ กิเลสตัณหาที่กล่าวเหล่านี้ออกมาจากหัวใจของคน ออกมาเป็นกิริยามารยาทการตกแต่งทุกสิ่งทุกอย่าง การนุ่งการห่ม ออกมาจากหัวใจ ถ้าหัวใจสูงหัวใจเป็นธรรมแล้วจะไม่ทำอุจาดบาดตาให้เห็นอย่างนี้ ถึงกับหมาไอ้ตูบมันมาสอนนะ หมาเป็นหมาอย่าให้มันเป็นศาสดามาสอนคนนะ ไอ้ตูบมันมาคาบผ้าข้างหนึ่งมันยังไม่หนีบยังไม่ผ่า ข้างหนึ่งผ่าแล้ว เห็นหีบ้างไม่เห็นหีบ้าง ไอ้ตูบมันคันฟันก็เลยมาคาบทางนี้ ทางนี้ก็ตบหัวมันซิ มาคาบทำไม ตรงนี้ยังไม่ผ่า ตรงนี้ยังไม่หนีบ นั่นเห็นไหมมันสอน โง่ไหมมนุษย์เรา นี่ละเขาสอนมนุษย์ที่จิตใจต่ำทรามมาก

พวกเราต่ำทรามมากไม่สมกับความเป็นชาวพุทธเลย พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เลิศเลอทำไมจึงปล่อยทิ้งไปหมด เอาวิชาหมูวิชาหมาวิชาที่ต่ำทราม ด้วยจิตใจที่ต่ำทรามมาใช้ในมนุษย์เรา มันก็แหลกเหลวไปหมดล่ะซิ หาความเจริญรุ่งเรืองไม่ได้นะ ใครอย่าหวังความมั่งความมีดีเด่นเอาความสุขความเจริญนอกจากหลักของศีลของธรรมไป ถ้าเป็นไปตามกิเลสจมทะเลหลวง ๆ ทั้งนั้น พากันจำเอาไว้นะ

วันนี้ก็พูดถึงเรื่องศีลเรื่องธรรมให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบพอประมาณ หลวงตาเป็นห่วงพี่น้องชาวไทยเรามากนะ จึงได้ออกเป็นผู้นำ เป็นผู้นำทั้งด้านวัตถุเงินทอง ดอลลาร์ เงินสด เพื่อหนุนชาติไทยของเราที่กำลังบกพร่องอยู่มากเวลานี้ เรียกว่าบกพร่อง หนุนอันนี้ก็หนุน ที่สำคัญมากที่สุดก็คือหนุนจิตใจซึ่งห่างเหินจากธรรมนี้มากที่สุดเวลานี้ ดังที่กล่าวเหล่านี้มีแต่เรื่องจิตใจห่างเหินจากธรรม แล้วจะไม่มีธรรมในใจ จะมีแต่เรื่องความต่ำช้าเลวทรามประจำใจ แสดงออกท่าไหน ๆ เป็นสัตว์ไปหมด ๆ กิริยาของมนุษย์ที่มีศีลธรรมไม่มีติดตัวเลยใช้ไม่ได้ ให้พากันตั้งใจปฏิบัตินะ

เราพยายามที่สุดแล้วการสอนโลก สอนเกือบทั่วประเทศไทยแล้วนะเวลานี้หลวงตาน่ะ นี่ก็พึ่งกลับมาจากภาคตะวันออกเมื่อวันที่ ๑๗ นี้ ไปนั้นก็ไม่ทราบกี่วันเทศน์ไม่ได้หยุดได้ถอย เทศน์เพราะเรื่องเหล่านี้แหละ เรื่องสกปรกโสมมนี่ ศาสนาคือน้ำดับไฟหรือว่าน้ำที่สะอาด ชะล้างลงไปสิ่งมันสกปรกโสมมให้สะอาดขึ้นมาบ้าง น้ำดับไฟ จิตใจมันรุ่มร้อนด้วยกิเลสตัณหาเผามัน ก็เป็นน้ำดับไฟลงไปด้วยศีลด้วยธรรม ไปที่ไหนสอนให้รู้จักการปรับเนื้อปรับตัว การอยู่การกินการใช้การสอยทุกอย่าง อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม อย่าลืมเนื้อลืมตัว ดังที่กิเลสพาปฏิบัติมาลากถูมาแต่ก่อน ให้เอาศีลธรรมฉุดลากเอาไว้บ้าง ยับยั้งกันไว้บ้าง

การอยู่การกินการใช้การสอย อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้มนุษย์เรา บ้านเรือนหลังหนึ่งพออยู่แล้ว อย่าไปหาคว้าเอาหอปราสาทราชมณเฑียรมาอวดโลกเขาทั้ง ๆ ที่มันจะพาเราจม มันจมจริง ๆ นะ ใครมีความปรารถนามาก ปรารถนาลามกเท่าไร ความเดือดร้อนยิ่งเป็นฟืนเป็นไฟคือคนนั้นแหละ เราอย่าเข้าใจว่าคนนี้มีตึกรามบ้านช่อง เขามีความสุขความเจริญ เราอย่าเข้าใจอย่างนั้นนะ นั้นเป็นเครื่องประดับร้านต่างหาก ตัวเขาเองติดหนี้ติดสินพะรุงพะรัง เงินในกระเป๋าไม่มีหายใจจะไม่ออกแล้ววันหนึ่ง มันคับแคบหัวอกจนจะตาย ติดหนี้ติดสินพะรุงพะรัง ตึกรามบ้านช่องเอามาหลอกโลกเขา

คนหลงก็ โห เขามีตึกใหญ่นะ เราก็อยากได้ตึกใหญ่กับเขา หลงเข้าไปอีกจมเข้าไปอีก ๆ แล้วความทุกข์ที่ไหนจะมากยิ่งกว่าคนโลภมาก คนโลภมากเป็นความทุกข์มากที่สุด ไม่โลภมากความทุกข์ไม่มาก เพราะไม่ดีดดิ้นมากก็ไม่มีความทุกข์มากคนเรานะ ให้พากันอยู่พอเหมาะพอดี

การอยู่การกินให้กินพอประมาณ การใช้สอยทุกสิ่งทุกอย่างอย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว นี่เป็นเครื่องประหยัด มนุษย์เราชาวไทยเราจะขึ้นจากหล่มลึกได้ด้วยความประหยัดมัธยัสถ์ ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ปรับปรุงจิตใจเข้าสู่ศีลสู่ธรรม ออกจากสิ่งสกปรกลามก ดังที่พูดเรื่องราคะตัณหาตะกี้นี้ มันเคยมีมากี่กัปกี่กัลป์แล้วเรื่องราคะตัณหา มีมาทุกสัตว์ทุกบุคคล ไม่ว่าจะอยู่ในภพใดแดนใดของสัตว์ มีราคะตัณหาประจำชาติของตนเหมือนกัน แล้วมนุษย์เราก็มีราคะตัณหามาอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร นอกจากมันจะเอาฟืนเอาไฟเผาเรา เมื่อเลยเถิดไปแล้วเผาทั้งนั้นแหละ

ท่านจึงสอนไว้ว่า มนุษย์เราที่ปฏิบัติศีลธรรมอย่างฆราวาส ให้เป็นผู้มีผัวเดียวเมียเดียว อย่าไปหากว้านหญิง ๓ คน ๔ คน หญิง ๙ คน ๑๐ คนมาเป็นเมียคนเดียว หาผู้ชายมา ๒๐ คน ๓๐ คนมาเป็นผัวคนเดียว นี่เก่งกว่าหมาอีก นี่คือไฟเผาโลก นี่ละขั้นเลยเถิดของธรรม ธรรมท่านสอนไว้ว่า กาเมสุ มิจฉาจาร อย่าล่วงล้ำเขตแดนกัน เมื่อมนุษย์เรานี้ละกามกิเลสไม่ได้ ธรรมท่านก็สอนให้เอาธรรมมาบีบบังคับเอาไว้ ให้อยู่เป็นความสุขในบรรดาของคนที่มีกิเลส อย่าให้เป็นความเดือดร้อน อย่าให้เป็นฟืนเป็นไฟมากยิ่งกว่านี้ จึงเอาศีลข้อที่สาม กาเมสุ มิจฉาจาร มาบังคับเอาไว้อย่าให้เป็นน้ำล้นฝั่ง

ผู้หญิงก็ให้มีผัวเดียว ผู้ชายให้มีเมียเดียว อย่าปรารถนาลามก มหิจฉตา ความปรารถนาน้ำล้นฝั่งใช้ไม่ได้ อัปปิจฉตา มีความปรารถนาน้อย ผู้หญิงผู้ชายมีเต็มโลกเต็มสงสาร ไม่ใช่ผัวเราเมียเราไม่ยุ่ง นี่เรียกว่าธรรม มีขอบมีเขตมีหลักมีเกณฑ์อย่างนี้ ก็อยู่เป็นสุขคนเราถ้ามีธรรมเป็นขอบเขต นี่ท่านก็เอาศีลข้อนี้ธรรมข้อนี้มาเป็นขอบเขต ขอบเขตก็คือผัวเมียเป็นขอบเขตของกันและกัน ให้เป็นไฟในเตา หุงต้มแกงกินอยู่ภายในเตา อย่าปล่อยให้ไฟนี้ลุกลามออกจากเตาไปจะเผาบ้านเผาเมืองแหลกเหลวไปหมด ไฟนอกเตาก็คือ หญิงมีผัวแล้วหาผัวอีก ๆ นั่นละเรียกว่าไฟนอกเตา ผู้ชายมีเมียแล้วหาเมียอีกหาหญิงอีก หมาก็เอาขอให้ได้อย่างใจหวังก็พอ นี่พวกไฟเผาโลก ไฟนอกเตา ให้พากันจำเอาไว้นะ

ไฟในเตา ไม่มีอะไรจะมีความอบอุ่นเย็นใจยิ่งกว่าผัวเมียที่มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน มีความพึ่งเป็นพึ่งตายกัน มีผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น นอกนั้นใครจะมีเท่าไรก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ ไม่มีอะไรผิดแปลกต่างกัน ผู้หญิงคนนี้ก็มีอันเดียว ผู้หญิงเต็มโลกธาตุก็มีอันเดียวเหมือนกัน ผู้ชายก็มีอันเดียว แล้วดิ้นดีดหาอะไร หาผู้ชายมากี่คนมันก็มีอันเดียว ๆ เอามาแข่งกันทำไม เช่น ผู้หญิงไปหาผู้ชายมา คนนี้เขามีกี่โค็ย คนนี้มีกี่หี เอามาแข่งกัน มันมีหีเดียวโค็ยเดียวเหมือนกัน เอามาแข่งกันหาอะไร ไม่ใช่มันบ้าเลยเถิดแล้วเหรอพวกเราชาวพุทธนี่น่ะ มันน่าโมโหนะ

หลวงตาบัวเองไม่เคยมีลูกมีเมียก็คันฟันเหมือนกัน เพราะเห็นอยู่หยก ๆ ต่อหน้าต่อตาพวกหมาเดือน ๙ หมาเดือน ๙ เดือน ๑๒ พวกราคะตัณหาแรงกล้า หมาเขายังมีเวล่ำเวลา แต่มนุษย์นี้ไม่มีเวล่ำเวลา คึกคะนองตลอดไม่มีฝั่งมีฝาเลย ให้พากันจำเอานะ

เอาศีลธรรมนี้ไปบังคับให้มีความเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบหนึ่ง ผัวเมียอยู่ด้วยกันให้มีความอบอุ่นตายใจกันได้หนึ่ง นี้ละสมบัติที่มีความสุขความเจริญอบอุ่นเต็มที่ คือผัวเดียวเมียเดียว มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน อบอุ่นต่อกัน เงินทองข้าวของกองเท่าภูเขาสู้ความเป็นผู้มีซื่อสัตย์สุจริตระหว่างผัวเมียนี้ไม่ได้นะ อันนี้เป็นของที่มีคุณค่ามาก สิ่งเหล่านั้นเอามาเท่าไรก็มาเผาเรานั่นแหละ ถ้าหากว่าคึกคะนองไปไม่เข้าท่า สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเชื้อไฟเผาได้เลย แต่ธรรมนี้ไม่เผานะ มีเท่าไรอยู่ด้วยกันผาสุกเย็นใจ ๆ สบายใจเลย

วันนี้ก็พูดถึงเรื่องเจดีย์ของหลวงปู่ตัน แล้วเทศน์ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ เพราะหลวงตาก็ไม่ค่อยได้เคยมาเทศน์ทางภาคนี้ เทศน์ไปเกือบทั่วประเทศไทยแล้วแหละ นี่ก็พึ่งกลับมา วันนี้มีโอกาสมาก็นึกว่าจะไม่ได้พูดอะไรมากมายนัก แต่เมื่อเห็นประชาชนพี่น้องชาวไทยเรามีจำนวนมาก แล้วก็แจกแจงธรรมะไปพอเป็นเครื่องระลึก ให้ได้ปฏิบัติตัวนะ ธรรมะที่ฝากไปนี้เป็นธรรมะที่มีความสงบร่มเย็น มีคุณค่าต่อจิตใจของเรา ครอบครัวของเราทุกคน ไม่ใช่เป็นความเสียหาย ธรรมะประเภทนี้ที่แสดงออกนี้เป็นความจริงล้วน ๆ

ภาษาของศาสนาท่านต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อม ๆ แอ้ม ๆ เหมือนกิเลส กิเลสนี้อ้อม ๆ แอ้ม ๆ แต่ต้มตุ๋นเก่ง สำหรับธรรมะนี้พูดอย่างตรงไปตรงมา ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก ชั่วบอกว่าชั่ว ดีบอกว่าดี นี่เรียกว่าภาษาธรรม ตายใจได้ ผู้ที่ฟังตามภาษาของธรรมแล้วปฏิบัติตัวอย่างตรงไปตรงมา อย่าให้กิเลสหลอกลวงต้มตุ๋นหลายเล่ห์หลายสันพันคม แล้วมากัดกันแหลกนะ

การเทศนาว่าการวันนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา เราขอพักเสียก่อน จะว่าให้น้ำก็ได้ไม่ให้น้ำก็ได้ เอาละขอยุติเท่านี้ก่อน

เทศน์มันก็เหมือนโวหารแม่ออกเอ๊ย ได้ยินบ่ล่ะ ฟัง จะเว้านิทานหลวงพ่อหนึ่งให้ฟัง เพิ่นหมดโวหารเพิ่นเทศน์บ่ได้ เพิ่นเลยปรึกษาเณรน้อย หลวงตาองค์หนึ่งเพิ่นไปกับเณรน้อย พอดีเขานิมนต์ไปเทศน์ที่บ้านเขา จะทำยังไงเณรน้อยเอ๊ย เดี๋ยวนี้เฮาเทศน์บ่ได้นะ เฮาบ่มีโวหารจะเทศน์จะเฮ็ดจังใด๋ อู๊ย จะยากอีหยังหลวงพ่อ เดินไปตามทางนี้ไปเห็นอะไรก็ถือเป็นกลอนเทศน์ไปได้นี่นะ เอ้อ ถ้างั้นให้เจ้าบอกข้อยเด้อเณรเด้อ พอเดินไป ๆ ได้ยินเสียงนกกะทามันขันอยู่ตามทาง นกกะทามันขันตักก้อก้อ ตักก้อก้อ พอได้ยินเสียงนกกะทามันขันอยู่กลางทาง นกกะทาขันตักก้อก้อ ตักก้อก้อ นี่ละนกกะทาขัน ตักก้อก้อ มันแม่นนกทา เข้าใจตั๊วเพิ่นเรียนกลอนเทศน์ ตักก้อก้อ มันแม่นนกทา พอดีไปโน้นไปเห็นไก่ป่ามันบินสวนทางมานี้ นี่อะไรเณร โห นี่บินผ่านไปผ่านมา ไก่ป่าว่างั้น อ๋อ ตักก้อก้อ มันแม่นนกทา บินไปมานี่มันแม่นไก่ป่า เพิ่นว่าตี๊ ได้สองกลอนแล้ว พอไปอีกไปเห็นนกกระเรียนมันบินอยู่บนอากาศ นี่อะไรเณร อ๋อ นี่มันนกกระเรียน นกเขียน นกเขียนมันบินอยู่บนอากาศ มันบินสูงนกเขียน สามกลอนแล้วนะ ตักก้อก้อ มันแม่นนกทา นี่กัณฑ์หนึ่ง บินไปมามันแม่นไก่ป่า บินผ่านฟ้ามันแม่นนกเขียน(เพิ่นว่า)

พอไปถึงบ้านเขาแล้วก็เทศน์ละที่นี่ พอดีเขามีกล้วยทั้งหวีแขวนไว้ที่หน้างานของเขา แล้วก็มีถุงมีย่ามอันหนึ่งแขวนไว้ด้วยกัน ทางนี้ก็ขึ้นเทศน์ พอเริ่มเทศน์ก็ ตักก้อก้อ มันแม่นนกทา บินไปมามันแม่นไก่ป่า บินผ่านฟ้ามันแม่นนกเขียน ใครทานกล้วยซวยลง ซวยลง ไปเห็นกล้วยนั่นน่ะ ใครทานถุงชักกระโยงขึ้นฟ้า(เพิ่นว่า) เขาก็ไปฉวยเอากล้วยหนีซิที่นี่ เพิ่นย่านบ่ได้สะแตกซิหลวงพ่อ เขาฉวยกล้วยหนีแล้วเขาก็เอาแต่ถุงไว้นั่นละ ใครทานกล้วยซวยลง ซวยลง ใครทานถุงชักกระโยงขึ้นฟ้า โห ถุงนี้ดี ถุงนี้ดี เขาก็จะเอาถุงมาถวายเพิ่นล่ะซิ เขาเอากล้วยหนี

กล้วยง่าวกล้วยหอมไม่เป็นไร(เพิ่นว่า) กล้วยง่าวกล้วยหอมมันบ่เป็นหยัง มันเป็นตาชังตั้งแต่กล้วยน้ำว้า(เพิ่นว่า) ไอ้แขวนอยู่นั่นมันเป็นกล้วยง่าวกล้วยหอมที่เขาแขวนไว้หน้างานนั่นน่ะ กล้วยง่าวกล้วยหอมบ่เป็นหยัง มันเป็นตาชังแต่กล้วยน้ำว้า ตอนนั้นมันไม่มีกล้วยน้ำว้า เขาเลยเอากล้วยหอมกลับคืนมาไว้ ตกลงผู้เฒ่าได้ทั้งกล้วยง่าวได้ทั้งกล้วยหอม ได้ทั้งถุงชักกระโยงขึ้นฟ้าเลย

เอาละจบแล้ว


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก