จิตนี้เป็นธรรมธาตุแล้ว***
วันที่ 21 พฤษภาคม 2552 เวลา 7:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

จิตนี้เป็นธรรมธาตุแล้ว

       (ลูกศิษย์หลวงพ่อสังวาลย์ถวายทองคำ ๓ บาท ปัจจัย ๕๒,๐๐๐ บาท) พอใจๆ ลูกศิษย์หลวงพ่อสังวาลย์ไม่ใช่เล่นละ องค์ท่านเองเก่งมากในการเสียสละ ยิ่งตอนเราพยายามเอาทองคำเข้าคลังหลวง ท่านไปเที่ยวหาขนไปได้ทุกแห่งนะหลวงพ่อสังวาลย์ นู่นเข้าถึงปากช่องจะขึ้นเขาใหญ่ นิมนต์เราให้ไปรับทองคำ เราก็พอใจ ไปเลยเชียว พอฉันเสร็จไปเลย ทองคำเยอะนะดูเหมือนเป็นกิโลกว่า ทองคำเยอะหนึ่ง น้ำใจสุดซึ้งหนึ่ง เราถึงใจ เราถึงใจเรื่องน้ำใจก่อน ไปก็ไปเจอทองคำเข้าอีก เลยเพิ่มความซึ้งในจิตใจมากหลวงพ่อสังวาลย์นะ ท่านเป็นพระสำคัญในการเห็นส่วนรวมเป็นของสำคัญ ส่วนรวมเป็นสำคัญมากท่านเห็นจุดนี้สำคัญ ทองคำมีเท่าไรๆ ท่านจะหามาบริจาค

         พูดถึงเรื่องทองคำเวลานี้ได้เท่าไรแล้ว (ตอนนี้ได้ทั้งหมด ๑๑,๙๓๘ กิโล) ๑๑,๙๓๘ ไม่ใช่เล่นนะ พวกเราหาแทบล้มแทบตาย ได้มา ๑๑,๙๓๘ กิโล ตั้งหมื่นกิโลเป็นของเล่นเมื่อไร ๑๑,๐๐๐ กิโล แล้วยัง ๙๐๐ กิโล ๓๐ กิโล ๘ กิโล ไม่ใช่ของเล่นนะ ๑๑,๙๓๘ กิโลเป็นทองคำเข้าคลังหลวงแล้ว และดอลลาร์ ๑๐ ล้านกว่า นี่ก็เข้าคลังหลวง ก็ไม่มีทางไปนี่ ออกไปทางไหนเหตุผลจับกันๆ ทางไหนมีผลมากกว่ากันและถูกต้องเอาอันนั้นเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ได้ทำสุ่มสี่สุ่มห้านะ

เราก็เหนื่อยลงทุกวัน เรื่องเหนื่อยเพราะธาตุขันธ์นี้เหนื่อยนะ แต่จิตใจซึ่งความเมตตาที่เป็นพื้นอยู่ในใจนี้ก็หนาแน่นยิ่งกว่าความเหนื่อยอีก มันหนาแน่นกว่านั้น อันนี้ละชนะ มันถึงได้ไปได้ที่นั่นที่นี่ เมื่อวานไปวัดดอยธรรมเจดีย์ ไปไหนมาแล้วลืมๆ ไปก็ไม่พบท่านแบน ท่านแบนไปตรวจโรคที่กรุงเทพ

เราเคยพูด มันมาติดใจ มาฝังใจลึกอยู่ อัศจรรย์ใจเจ้าของที่ว่าอยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ คือพระธรรมท่านกลัวเราหลง ท่านเตือนขึ้นมาเหมือนคนเตือนกัน แต่เตือนเป็นคำพูดในหัวใจนะ เป็นคำพูดออกมาจริงๆ อยู่ภายในปั๊บๆๆๆ คือตอนนั้นไปภาวนาอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ จิตมันเข้าขั้นว่าง คือมันผ่านเรื่องอสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อะไรเหล่านี้มันผ่านไปหมดแล้ว คืออะไรถ้ามันอิ่มแล้วมันปล่อยๆ การพิจารณาเมื่ออิ่มแล้วมันก็ปล่อย ปล่อยเป็นขั้นๆๆ เป็นเองๆ ของมันนะ มันจะดูดดื่มๆ ที่ยังพอใจพิจารณาอยู่ดูด อันไหนพอแล้วมันปล่อยๆ

พิจารณาไปถึงขั้นผ่านอะไรไปหมด ไปถึงจิตว่าง ทีนี้พิจารณาอะไรว่างไปหมดเลย ไปยืนรำพึงเจ้าของ นอกจากว่างแล้วยังเป็นความอัศจรรย์อีก ยืนรำพึงประมาณตีห้า อยู่หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ มันสว่างไสวจริงๆ ว่างไปหมดเลย ก็เราไม่เคยเห็น มันถึงขั้นนี้แล้วมันก็ว่าง ว่างอัศจรรย์ด้วย คือเราลืมดูตัวต้นเหตุของความว่าง มันยังไม่ว่างตอนนั้น เราดูตั้งแต่ข้างนอกไม่ว่าง เหมือนอย่างคนเข้าไปอยู่ในห้องเข้าไปเดินขวางห้องอยู่นั้น โอ้ ห้องนี้ว่างเหลือเกิน ว่างหมดห้อง สง่างามด้วย ว่างด้วย มีคนหนึ่งเข้ามายืนอยู่ประตู มันว่างอย่างไร มันไม่ได้ว่างเดี๋ยวนี้น่ะ ห้องนี้มันไม่ได้ว่างอย่างที่ว่านะ ไม่ว่างอย่างไรก็มันว่างหมดแล้ว ท่านมายืนขวางอยู่ทำไมในห้องนี้ มันขวาง ห้องมันไม่ว่าง เพราะท่านขวางเอง ออกมา ถ้าอยากเห็นห้องว่าง พอออกมาปุ๊บมันก็ว่างหมดเลย

คือจิตมันติดตัวเอง อะไรก็ว่างหมดๆ ตัวเองยังติดตัวเองยังไม่ว่าง นั่นละที่ว่า ไปยืนขวางห้องอยู่ พอว่าให้ถอนตัวออกมา พอออกมามันก็ว่างหมด นี่จิตติด ว่างภายนอกยังไม่ว่างภายใน พอว่างภายในมันก็ว่างหมดเลย วางด้วย ว่างด้วย นี่ก็ได้สอนพี่น้องทั้งหลาย จวนจะตายแล้วนะนี่ เพราะฉะนั้นธรรมะจึงค่อยเปิดออกๆ เรื่อยๆ ละ เปิดเรื่อย กิริยาภายนอกอย่ามาถือสีถือสานักนะ ไปเห็นลิงเล่นกับลิง ไปเห็นหมาเล่นกับหมา ไปเห็นอะไรเล่นกับอันนั้นไปเรื่อย นี่เป็นกิริยาอย่างหนึ่ง ปฏิบัติต่อสัตว์ประเภทนั้นๆ ทุกขั้นๆ จะปฏิบัติตามขั้นของสัตว์ของคนนะ

ทีนี้ผู้ปฏิบัติตามขั้นของคนนั้นคือผู้หนึ่งต่างหาก ไม่ใช่เป็นพวกนั้นดูพวกนั้น ทีนี้จิตเวลามันว่างหมดจริงๆ แล้วดูโลกนี้คับแคบตีบตันไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหา มีเต็มไปหมด มันเล่นกับอันนี้นะมันไม่ได้ว่าง โลกไม่ว่าง พอจิตว่างเสียอันเดียวเท่านั้นปล่อยหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ ว่างหมด ภายนอกก็ว่าง ภายในก็ว่าง นั่นละว่างจริงๆ หมด ภายในก็ไม่มีเหลือ ว่างหมดเลย นั่นละท่านว่าจิตเข้าขั้นว่าง ว่างแห่งพระนิพพาน ว่างแห่งธรรมธาตุ ว่างอย่างนั้นละ จิตถึงขั้นนี้แล้วเรียกได้แต่ว่านิพพานเที่ยงหนึ่ง แล้วธรรมธาตุหนึ่ง

ธรรมธาตุกับนิพพานก็อันเดียวกัน จิตนี้ก้าวเข้านี้แล้วหมดเป็นธรรมธาตุแล้วนั่น ไม่มีทางก้าวต่อไปอีกแล้ว เป็นธรรมธาตุล้วนๆ ไปเลย จิตพิจารณาไปมันก็เห็นไปรู้ไป ไม่ถามใครละ ถามการปฏิบัติของตัวเอง เดินไปตามทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้วด้วยสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วๆ เรายังไม่ชอบ มันขวางทางอยู่ เดินออกซอกทางนี้แล้วออกทางนี้ๆ ตีเข้ามามันก็ออกทางนี้ ตีทางนี้ออกทางนี้อยู่นั่นละ คือจิตใจเรามันมีกิเลสมันจะไปแต่ทางผิด ให้ตีเข้ามา ตีเข้ามาหาทางถูกคือธรรม เรียกว่าสวากขาตธรรมแล้วค่อยไปตามนี้เรื่อย พุ่งถึงเลย มันแยกนู้นแยกนี้เสียเวล่ำเวลาและเหนื่อยเปล่าๆ

นี่ละการปฏิบัติจิตเป็นอย่างนั้น พอมันแย็บออกไปผิดทางเมื่อไร..จิตมันละเอียด สติปัญญาละเอียด มันทันกัน มันแย็บออกไปผิดตีปุ๊บๆ เลย แต่ก่อนมันยังไม่เคยเป็น แต่เวลามันเข้าถึงขั้นละเอียดแล้วพอแย็บออกแล้วตีปั๊วะเข้ามา เข้าเรื่อยๆๆ แล้วก็พุ่งถึงที่สุด หมดความสงสัยภายนอกภายในหายหมด ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นโลกธาตุไปธรรมดา ธรรมชาติของเขา จิตก็เป็นธรรมธาตุไปเลย จิตนี้สุดท้ายก็มาเป็นธรรมธาตุ ถ้าจิตของผู้บริสุทธิ์ยังทรงขันธ์อยู่ก็เรียกว่าจิตบริสุทธิ์เช่นจิตพระอรหันต์ เพราะจิตท่านบริสุทธิ์ พระอรหันต์จิตท่านบริสุทธิ์ พอธาตุขันธ์แตกกระจายไปแล้วนั่นละเป็นธรรมธาตุแล้ว ไม่ได้เรียกว่าเป็นอรหันต์หรือไม่อรหันต์ สุดขีดตรงนั้นละ จำเอานะปฏิบัติให้ดี

นี่ก็จวนจะตายแล้ว เหนื่อยทุกวันนี้เหนื่อย (มีคนถ่ายภาพขึ้น) ใครมาแพบพาบๆ เวลาพูดธรรมะธัมโมอย่ามาถ่ายรูปถ่ายอะไรให้ยุ่งกวนตลอดเวลา พวกลิงมันมากเหลือเกินในศาลาหลังนี้นะ มันหากมีละคนหนึ่งที่จะมาขวางธรรม พูดวันไหนได้ดุทุกวัน มีแต่ว่าหลวงตาดุ ที่มันผิดไม่ดู ความผิดมันทำความเสียหายแก่ส่วนรวมมากขนาดไหน กำลังเทศน์เปิดธรรมออก ปั๊บเข้ามานี้มันทำลายนี้ปั๊บก็เสียหายไปหมด ที่พูดนี้ผิดแล้วเหรอ ผู้ทำมันผิด ได้พูดกันอยู่เรื่อยละเรื่องเหล่านี้

นี่พิจารณาหมดแล้ว ในชาตินี้เรียกว่าหมด ล้างป่าช้าชาตินี้แหละ หมด ในหัวใจนี้โล่งหมดปล่อยหมดโดยประการทั้งปวง ยังเหลือแต่ขันธ์ดีดดิ้นไปอีก เพราะฉะนั้นใครอย่ามาถือนะเรื่องขันธ์ เรื่องขันธ์โลกเป็นอย่างไรขันธ์อันนี้เป็นอย่างนั้นละ กิริยาของโลกเป็นอย่างไรกิริยาของขันธ์ที่เป็นสมมุติอย่างเดียวกัน เป็นอย่างเดียวกัน แต่จิตที่เปลี่ยนแปลงตัวเองเรียบร้อยสมบูรณ์แบบแล้วไม่มี ไม่เป็น ให้จำเอานะ

จิตถึงขั้นบริสุทธิ์เต็มที่แล้วเรียกว่าเป็นธรรมธาตุ ถ้าบุคคลก็ว่าจิตบริสุทธิ์เรียกว่าพระอรหันต์บ้างอะไรบ้าง คำว่าอรหันต์ก็คืออาศัยธาตุขันธ์ไป พอขันธ์ดับลงไปพับทีนี้ก็เป็นธรรมธาตุขึ้นมาเต็มตัว ขันธ์หายหมดเลย ขันธ์ห้า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดับหมด เหลือแต่ธรรมธาตุล้วนๆ อยู่ในใจ นั่นละที่นี่จะก้าวไปไหน ก้าวไปข้างหน้าก้าวไปหาอะไร ก้าวมาข้างหลังก็ก้าวมาแล้วสุขทุกข์ขนาดไหนรู้แล้ว หามันอะไร ปัจจุบันเป็นอย่างไรพอแล้ว ลงจุดนี้แล้วไม่หา ก้าวหน้าก็ไม่ก้าว ถอยหลังก็ไม่ถอย อยู่ด้วยความพอดี นี่ก็อัศจรรย์เกินโลกเกินสงสาร

ให้ปฏิบัตินะจิตเป็นอย่างนี้ละ เมื่อปฏิบัติแล้วเป็นอย่างนี้จริงๆ ไม่เป็นอย่างอื่น ไม่ต้องถามใคร ถามเจ้าของเอง เมื่อถึงขั้นที่ไม่มีที่ก้าวแล้วมันก็รู้ ไม่มีแล้วยังจะก้าวต่อไปหาอะไรอีก มันหมดมันสิ้น ก้าวหน้าก็ไม่ก้าว ถอยหลังก็ไม่ถอย ปัจจุบันบริสุทธิ์อย่างไรก็อยู่กับความพอดีอันเลิศเลอ เรียกว่าสุดขีดแล้ว หรือจะเรียกว่าจิตนี้เป็นธรรมธาตุแล้วเท่านั้นก็พอ เอาละพอ

  (โยมจากสหรัฐอเมริกาถวาย ๒,๖๕๕ ดอลล์) พอใจๆ คิดเป็นเงินไทย ๙ หมื่นกว่านะ เหล่านี้เราคิดหมด ปุ๊บปั๊บเข้ามาหาเมืองไทยให้เขาเหยียบหัวๆ ถ้าเป็นแบบโลกเขาเรียกว่ามันคึกคักภายในใจ หัวเราสูงเท่ากันกับหัวเขาทำไมจึงยอมให้ตีนเขาสูงกว่าตีนเราแล้วเหยียบหัวเราลงไป มันคิดอยู่ตลอด  มันหากเป็นอยู่ในจิตนะ อะไรเอะอะก็เอาหัวของเราเข้าไปซ้อนไว้ให้ตีนเขามาเหยียบหัวเราๆ คืออะไรก็สู้เขาไม่ได้ๆ ขอให้พากันพิจารณานะพี่น้องทั้งหลาย

เหล่านี้เราคิดฝังใจมานานแล้ว เอะอะเห็นอะไรๆ ปั๊บดูอันนี้เป็นอะไร เป็นของเมืองนั้นเป็นของเมืองนี้ ของเมืองไทยเราไปไหน มันไม่มีหรือปัญญา นั่นละมันอดคิดไม่ได้ เป็นอยู่ในหัวใจ เขาเป็นอย่างไร เขาก็คนเราก็คน ฟิตตัวไปเรื่อยๆ มันก็ไปได้ ถ้าไม่ฟิตก็หมอบไปเรื่อยๆ ให้ตีนเขาจับมาเหยียบหัวเราสูงๆ ไปเรื่อยๆ อย่างนั้นละ ไม่เป็นท่า ให้ฟิตบ้าง อะไรก็ฟิตบ้างนะ เอาละพอ ให้พร

 

รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และทางสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก