ส่งเสริมพระตั้งใจปฏิบัติ (พระหายาก)
วันที่ 27 กรกฎาคม. 2543 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓

ส่งเสริมพระตั้งใจปฏิบัติ

โกดังนี้เต็มเอี้ยดตลอดนะ เดี๋ยวนี้โกดังเลยสำหรับโรงพยาบาลต่าง ๆ แต่ก่อนไม่กำหนดกฎเกณฑ์พระวัดไหน ๆ มานี้จัดให้เต็มรถ ๆ ไป เดี๋ยวนี้งดทางพระ..ไม่ให้ จะจัดไว้เฉพาะโรงพยาบาล เพราะโรงพยาบาลนี้มามากต่อมากนะ วันหนึ่ง ๆ มาทุกแห่งไม่ขาดเลย ทีนี้เลยต้องตัดทางวัดออก เพราะวัดนั้นบิณฑบาตในหมู่บ้านไหน ๆ ไม่อดว่างั้นเลย เราจึงตัดด้านทางพระออก..ไม่ให้ จะเอาไว้ทางโรงพยาบาลโดยเฉพาะเท่านั้น ไม่ให้ขาดเลยนะเต็มเอี้ยด ๆ ตลอดเวลา เพราะโรงพยาบาลต่าง ๆ มาทั่วกันหมด แล้วแต่โรงไหนจะมาเมื่อไร ๆ เราจัดให้เต็ม ๆ ตลอดมาและจะตลอดไปด้วยถ้าเรายังไม่ตายเมื่อไรต้องเป็นอย่างนั้น

วันนี้ก็ไปภูวัว ไปภูวัวนี้ก็ ๔ คันรถใหญ่ไม่ใช่น้อย ๆ เหมือนกัน รถ ๖ ล้อก็มี รถ ๖ ล้อก็เต็ม รถ ๔ ล้อก็ดูเหมือน ๓ คัน รถ ๔ ล้อก็รถกะบะกองสูงให้เต็มอีกเหมือนกัน วันนี้ไปภูวัว พอดีวันนี้ฝนไม่ตกคงไม่เป็นไรแหละ ถ้าฝนตกน้ำไหลลงมาจากภูเขาที่จะผ่านโน้นผ่านไม่ได้นะ แต่ระยะนี้ไม่เป็นไร วันนี้ให้ไป วัดภูวัวนี้เรารับเลี้ยงร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เรียกว่าวัดนี้เลี้ยงวัดภูวัวทั้งหมดเลย ตลอดมาได้ ๑๐ กว่าปีนี้แล้ว พระจึงหนาแน่น ไปคราวที่แล้วนั้นฟังว่า ๓๘ องค์ แต่นี้ก็ยังนานกว่าจะถึงวันเข้าพรรษา พระอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ วันนี้จะทราบละว่ามีพระเท่าไรเพราะเข้าพรรษาแล้ว

เรามีความมุ่งหมายอย่างยิ่งต่อพระที่ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คืออุดหนุนทุกอย่าง ส่งเสริมทุกอย่างพระที่ตั้งใจปฏิบัตินี่ เช่นอย่างวัดภูวัวนี้ ปกติพระจะอยู่ได้สององค์หรือสามองค์เท่านั้น ตั้งแต่วันได้ไปตกลงกับท่านอุทัยมาแล้ว หลังจากที่เราไปเที่ยวดูสถานที่หมดแล้วก็ประกาศขึ้นเลยว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปให้รับพระที่ตั้งใจปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรมจริง ๆ ได้ เอามากเท่าไรเอาให้มาเราบอกเลย บอกว่าเราจะรับเลี้ยงบอกงั้นเลย ถ้าตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้มา แต่พระขี้เกียจขี้คร้านหมูขึ้นเขียงให้ไล่ลงให้หมดภูเขาลูกนี้ หนักภูเขาเราบอกอย่างนี้ เด็ดทั้งสองอย่างเลย พระที่ตั้งใจปฏิบัติดีเพื่ออรรถเพื่อธรรมจริง ๆ ให้มา เอ้า มากเท่าไรก็ให้มา ถ้าผมรับเลี้ยงไม่ได้ผมจะบอกฟังซิน่ะ แต่พระขี้เกียจให้ไล่ลงภูเขาให้หมดบอกอย่างนี้เลย ไม่ให้อยู่ ตั้งแต่บัดนั้นมาพระจึงมากขึ้น ๆ โดยลำดับ

ดูท่านจะตั้งจุดศูนย์กลางไว้ว่าประมาณ ๓๐ เราสังเกตดูขึ้น ๓๐ กว่าบ้าง ลดกว่า ๓๐ ลงมาบ้างในระยะนี้ ท่านคงจะตั้งจุดศูนย์กลางไว้ประมาณ ๓๐ องค์ เราไม่ว่าแหละเพราะเราได้เปิดแล้ว เอ้า ถ้ามามากเท่าไรให้มาเราจะรับเลี้ยง หากว่าเรารับเลี้ยงไม่ไหวเราจะบอก นั่นบอกอย่างนั้นนะ นี่เรายังไม่ได้บอกว่าเรารับเลี้ยงไม่ไหว เพราะฉะนั้นถึงเดือน ๆ แล้วจึงเอาไป โถ เทลงเท่าภูเขาทั้งลูก ของเล่นเมื่อไร มีแต่ของมีราค่ำราคาทั้งนั้น เครื่องกระป๋อง ๆ ส่วนมากพวกเครื่องกระป๋องให้พอ สำหรับวัดนี้เผื่อไว้แล้ว

แล้ววัดอื่น ๆ ที่อยู่แอบ ๆ แฝง ๆ กันแถวนั้นท่านตั้งใจภาวนา ท่านก็มาอาศัยกัน ทางนี้ก็ส่งให้ เราก็บอกให้ไปเถอะ ๆ ว่างี้เลย ผมไม่อาจที่จะส่งไปได้ทุกแง่ทุกมุม มาส่งจุดเดียวนี้เผื่อมาพร้อมเราว่างั้น ท่านมาท่านต้องการอะไรที่พอจะให้ได้ให้ไปเลยนะ ถ้าหากว่าบกพร่องอะไรผมจะเอามาเพิ่มเราบอกงั้น แล้วก็เพิ่มตลอด ที่ให้ไปเหล่านี้เพิ่มเพื่อพระทั้งหลายที่อยู่แถวนั้น พระนี้ไปคราวก่อนรวม ๓๘ องค์ นี้ยังห่างพรรษาอยู่อาจขึ้นลงได้ วันนี้เขาไปละ

เราพยายามส่งเสริมพระที่ตั้งใจปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรม จะได้เป็นประโยชน์แก่โลกไปอย่างกว้างขวาง คือพระนั้นแหละ พระองค์หนึ่ง ๆ ได้อรรถได้ธรรมบรรจุเข้าสู่ใจ เป็นคลังแห่งธรรมหรือเป็นเศรษฐีธรรมแล้ว ทำประโยชน์ให้โลกได้มาก ไม่ได้เหมือนพระที่เศรษฐีเงินนะ เศรษฐีเงินทำความเดือดร้อนให้โลกมาก เศรษฐีเงินกับเศรษฐีธรรมต่างกันนะ

พอพูดอย่างนี้เราก็ระลึกถึงสมเด็จมหาวีรวงศ์ วัดนรนาถฯ ท่านพูดคำไหนออกมามีเป็นคำสะดุดใจทุกประโยคนะ เราอดคิดไม่ได้ ท่านเป็นเปรียญ ๙ ประโยค ชื่อท่านชื่อสนั่น ท่านก็พึ่งเสียไปเมื่อ ๒ ปีนี้มั้ง

ท่านพูดคำไหนรู้สึกสะดุดใจกึ๊กเลยนะ พอเราเข้าไปหาท่าน ท่านรู้สึกว่าตื่นเต้นมาก ตื่นเต้นด้วยความดีใจ กำลังท่านคุยกับโยมอะไร พอเราโผล่เข้าไป ท่าน โอ๊ ขึ้นทันทีเลยนะ คึกคักเลย พระเศรษฐีธรรมมาแล้ว นั่นฟังซิน่ะมันน่าคิดไหมล่ะ พระเศรษฐีธรรมมาแล้ว พระเศรษฐีธรรมนับวันจะหายากเข้าทุกวัน ๆ ไม่เหมือนพระเศรษฐีเงินซึ่งนับวันเกลื่อนกลาดไปหมด นั่นฟังซิน่ะ เศรษฐีธรรมนี้นับวันจะหายากเข้าทุกวัน แต่พระเศรษฐีเงินนี้นับวันจะเกลื่อนเข้าไปทุกวัน นั่นน่าคิดไหมล่ะ เราสะดุดกึ๊กทันทีเลย พระเศรษฐีธรรม เศรษฐีเงิน ท่านพูดคำไหนออกมาทำให้คิด

อย่างท่านอยู่โรงพยาบาลศิริราชก็เหมือนกัน หมอทางศิริราชแหละเขาไปบอก ว่าสมเด็จฯ ท่านมารักษาตัวอยู่ที่ศิริราช ทีนี้พอได้โอกาสเราก็ไปกราบเยี่ยมท่านที่ศิริราช ไปก็พอดีเป็นเวลาที่ท่าน..ปกติก็ต้องนอนนั่นแหละ นั่งมันลำบาก นี่ไปท่านนอนหันหน้าไปทางฝาโน้น เราเข้าไปทางนี้ พระขึ้นไปเหมือนหนึ่งว่าจะไปปลุกท่าน เรารีบบอกพระ ผมไม่ได้มากวนท่าน ให้ท่านอยู่สะดวกสบาย จะพบท่านเมื่อไรก็ได้คือคุยกันเมื่อไรก็ได้ เวลานี้เป็นเวลาท่านพักผ่อน ไม่ให้กวน เราก็นั่งรอ ไม่นานนะท่านหันหน้ามา อันนี้ที่น่าคิดมากอีกนะ ตามธรรมดาต้องพยุงท่านขึ้นนะ เวลาท่านจะนั่งจะอะไรต้องพยุงขึ้น อันนี้พอท่านหันหน้ามามองเห็นเรานี้ดีดผึงเลยเทียว แล้วก็มีอุทานออกแบบน่าคิด เราก็ลืม ๆ เสีย เพราะพบท่านทีไรท่านจะมีคติธรรมให้เป็นที่ระลึกกับเราอยู่เสมอ

คราวนี้ก็อีกเหมือนกัน ท่านดีดผึงเลยนะ ลุกขึ้นเอง พระหายากมาแล้ว เอาอีกแหละ พระหายากนับวันจะหาได้ยากเข้าทุกวัน ๆ ไม่เหมือนพระหาง่าย เกลื่อนตลาดเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง แน่ะฟังซิ โอ๋ย ท่านคุยท่านรื่นเริงจริง ๆ นะ อีกสองวันหมอที่เขาบอกไปหาเราว่า สมเด็จฯ ท่านกลับวัดแล้ว ท่านหายแล้วเหรอเราก็ถาม โอ๊ย เหมือนปาฏิหาริย์ว่างั้นนะ พอหลวงพ่อไปเยี่ยมท่านคึกคักขึงขังตึงตังยิ้มแย้มแจ่มใส พอวันหลังท่านออกจากโรงพยาบาลเลย ทีนี้ไปได้แล้วท่านว่า ท่านไปแล้วจะออกแล้ว ท่านว่ามันเป็นยังไงนะ ท่านพูดเอง อาจารย์มหาบัวมาเยี่ยมมันเหมือนปาฏิหาริย์ เอายาอะไรมาชโลมเรา ท่านว่าอย่างนี้นะ เหมือนเอายาทิพย์มาชโลมเรา ดีดผึงเลย มีกำลังวังชาขึ้นทันทีทันใด

ท่านพูดคำไหนน่าคิดนะ สมเด็จฯ นี้ท่านมีความสนใจต่ออรรถต่อธรรม ท่านไม่ได้ลืมตัวนะ เพราะเคยสนิทกันมานานแล้วตั้งแต่ท่านเป็นมหาอยู่ พอเป็นสมภารเจ้าวัดท่านก็หนักแน่นในธรรมตลอดมา ข้อคิดอีกข้อหนึ่งก็ว่า ท่านพูดถึงว่า ผมนี้แม้จะอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ตามนะท่านอาจารย์ คือท่านเรียกเราอาจารย์ ๆ เรียกให้เป็นเกียรติ หรือเรียกนำบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายก็ได้ ท่านแก่กว่าเราดูเหมือน ๖ พรรษาหรือไง แต่ท่านเรียกติดปากว่า ท่านอาจารย์ นี่ผมแม้จะอยู่ในกรุงเทพฯ อย่างนี้ ส่วนมากไม่ได้ฉันอาหารแบบในกรุงเทพฯ นะ ผมจะฉันอาหารแห้ง ๆ ท่านให้เหตุผลมันเข้ากันได้กับที่เราฝึกเรามาแล้วนะ ถ้าท่านไม่ทำแล้วท่านจะพูดไม่ถูก

อยู่ที่นี่ผมไม่ได้ฉันอาหารดิบ ๆ ดี ๆ อะไรนะ ฉันอาหารแห้ง ๆ ฉันไปวันหนึ่ง ๆ เพราะถ้าฉันอาหารดี ๆ แล้วภาวนาไม่เป็นท่า นั่นฟังซิ ถ้าฉันอาหารแห้ง ๆ แล้วภาวนาดี อันนี้เราฝึกของเรามาพอแล้วก็เข้ากันได้ทันทีซิ ก็เรารอดตายมาด้วยอย่างนี้ทั้งนั้น ได้ฉันดิบฉันดีที่ไหน ถึงบอกว่าตกนรกทั้งเป็น พอท่านพูดอย่างนั้นปั๊บมันเข้ากันทันที ๆ นั่นภาคปฏิบัติเป็นอย่างนั้นนะ พอเป็นแล้วมันเข้ากันได้เลย อย่างว่าฉันอาหารดิบอาหารดีนี้ภาวนาไม่เป็นท่า สิ่งที่เป็นท่าก็มีแต่เสื่อกับหมอนมัดติดหลังเลย นั่นละเป็นท่าแท้ ๆ แต่มาภาวนาไม่เป็นท่าเลย ถ้าฉันอาหารอย่างที่ท่านว่าและอด ๆ อยาก ๆ การภาวนาเดินนี้ตัวเบาเลย ฉันข้าวเปล่า ๆ

เรามันจำเป็น ก็มันไม่หวังอะไรนี่ ถ้าหวังก็จะไปอยู่บ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เหรอ ไปอยู่บ้าน ๓ หลังคาเรือน ๔ หลังคาเรือน เขาอยู่ตีนเขา ที่เรามองเห็นภูเขามืดไปหมดนั้นเราอย่าเข้าใจว่าไม่มีคนนะ มีอยู่แทรกอยู่ทุกแห่ง เป็นแห่ง ๆ แห่งละ ๔-๕ หลังคาเรือน เวลาเข้าไปแล้วถึงรู้ ทีนี้เราไปอยู่กับเขา อาหารก็มีแต่ข้าวเปล่า ๆ บางทีก็ตำพริกใส่ปลาร้า ปลาร้าก็เป็นปลาร้าดิบเสีย เราก็ไม่มีใครที่จะใช้ให้ไปทำให้สุก มาเปิดดูเป็นปลาร้าดิบตำใส่กับน้ำพริกก็เอาออกเสีย ฉันข้าวเปล่า ๆ เดินจงกรมนี้ตัวเบา นั่งภาวนานี้เป็นหัวตอ แน่ว ไม่มีสัปหงกงกงัน นั่นมันเห็นชัด ๆ อย่างนั้น

คือภาคปฏิบัติจับเข้าตรงไหนจะได้ความจริงออกมาพูดทุกอย่างอย่างอาจหาญนะ อย่างที่สมเด็จ ฯ ท่านพูด ผมฉันอาหารดิบ ๆ ดี ๆ ไม่ได้ ภาวนาไม่ดีไม่เป็นท่าเลย ผมต้องฉันอาหารแห้ง ๆ อะไรไปอย่างนั้นแล้วภาวนาดี มันเข้ากันทันทีเลยนะ หาที่ค้านกันไม่ได้ นี่ละเรียกว่าความจริง เมื่อปฏิบัติทำอย่างนี้ผลเป็นอย่างนั้น มาพูดเข้ากันได้เลย นี่เราพูดถึงเรื่องเหล่านี้เราเคยมาแล้ว เคยมาเสียยิ่งกว่าเคย ถึงบอกว่าตกนรกทั้งเป็น เวลา ๙ ปีเต็มนี้ไม่มีเวลาจะได้สะดวกสบายเลยละ ตอนขึ้นเวทีฟัดกับกิเลส ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ จวนจะเข้าพรรษา ๑๗ ถ้าพูดว่าลงเวทีก็ลง นี่ละระยะตั้งแต่พรรษา ๗ ไม่มีเวลาเลยละ แสนทุกข์แสนทรมานทุกแบบทุกฉบับ

ทุกข์ด้วยอาหารการกินก็เราทำเอง ไปบิณฑบาตที่ไหนพอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้น แต่จิตอยู่กับธรรม ๆ ไม่ได้มาอยู่กับสิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นการเสริมการภาวนาให้ดี ความอดอยากขาดแคลนเป็นการเสริมภาวนาให้ดี ๆ เรื่องอดทรมานตนนี้ไม่ได้หมายถึงเอาการทรมานเหล่านี้เป็นมรรคเป็นผลเพื่อตรัสรู้นะ เป็นอุปกรณ์เพื่อการภาวนาและการรู้อรรถรู้ธรรมต่างหาก อันนี้เป็นอุปกรณ์ เพราะฉะนั้นใครจึงต้องพิจารณา

การภาวนาไม่ใช่สักแต่ว่าภาวนาไม่คิดอ่านไตร่ตรองไม่ได้นะ นี่คิดเสียจนพอจึงได้นำมาพูดให้หมู่เพื่อนฟัง วิธีการใด ๆ ถูกหรือไม่ถูกกับจริตนิสัยของเจ้าของในวงของธรรมท่านสอนไว้ เช่น ธุดงค์ ๑๓ อย่างนี้ อันไหนมันถูกกับเรา เรายึดเอามาใช้ ๆ ส่วนอดอาหารท่านไม่มีในธุดงค์ ๑๓ แต่เป็นวิธีการแก้กิเลสเช่นเดียวกับธุดงค์ ๑๓ ข้อนั้น เป็นแต่เพียงท่านไม่นำมาใช้ แต่ก็มีอยู่ในคัมภีร์อื่นอีก เช่น มหาขันธ์ บุพพสิกขา เราก็ไปเห็นในโน้น ที่ท่านทรงอนุญาตหรือชมเชยพระที่อดอาหาร แน่ะมันเห็นอยู่โน้น ท่านไม่มาออกธุดงค์ ก็เป็นพระโอวาทของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน เป็นอุบายวิธีการฆ่ากิเลสเหมือนกัน

คือถ้าอดอาหารเพื่อโอ้เพื่ออวดนั้นปรับอาบัติทุกความเคลื่อนไหวเลย นี่พระวินัย ถ้าอดอาหารเพื่อการโอ้การอวด ยกตนยอตัว ปรับอาบัติทุกขณะ แต่ถ้าอดเพื่ออรรถเพื่อธรรมแล้วอดเถอะ เราตถาคตอนุญาต นี่อันหนึ่ง แล้วก็ทรงชมเชยการฉันน้อยนี้ร่างกายก็เบา ภาวนาสะดวก ท่านแสดงไว้เป็น ๒ ภาคเราเห็นแล้ว นี้ไม่ได้มีในธรรมแต่มีในวงพระวินัย เกี่ยวกับปรับอาบัติพระล่ะซิ เช่น พระที่อดอาหารเพื่อโอ้เพื่ออวดปรับอาบัติทุกระยะ นี่เรียกวินัย ธรรมอันนี้จึงไปเข้าอยู่ในวินัยข้อนี้ ไม่มีในธุดงค์ แต่พึงทราบว่าลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ ที่เราตถาคตไม่ได้อนุญาตไม่ได้ห้ามไว้ก็ตาม แต่อันใดที่เป็นไปเพื่ออรรถเพื่อธรรมแล้วให้อนุโลมเข้าฝ่ายที่ควร ๆ อันไหนที่ไม่อนุญาตหรือไม่ห้ามก็ตามถ้าเป็นฝ่ายผิดให้คัดเข้าทางฝ่ายผิดหมด เช่นอย่างสุรา แต่ก่อนมี

ส่วนอื่นที่อนุโลมกับสุรามีอะไรบ้าง ท่านให้ตีเข้าในสุรา เช่นพวกยาเสพย์ติด พวกฝิ่นพวกอะไรเหล่านี้ ให้เข้านี้หมดเลย นี่ท่านว่าลักษณะตัดสินพระวินัย ให้เทียบกัน อันไหนที่เราตถาคตไม่ห้ามและไม่ได้อนุญาตเอาไว้ แต่เข้ากันได้กับฝ่ายไหน ฝ่ายอนุญาต ฝ่ายห้าม ให้คัดเข้าฝ่ายนั้น เช่น พวกฝิ่นพวกอะไรให้คัดเข้าทางสุรา หรือน้ำอ้อย น้ำตาลอย่างนี้ แต่ก่อนน้ำตาลไม่ปรากฏนะมีแต่น้ำอ้อย ๆ แต่ประเภทน้ำตาลนี้เป็นฝ่ายควรเหมือนกันกับน้ำอ้อย ก็คัดเข้าทางนี้ อย่างนั้นละท่านเรียกว่าลักษณะตัดสินธรรมวินัย อันนี้ไม่มีในธุดงค์ ๑๓ ก็ตาม อย่างที่ว่าอดอาหารนี่นะ ไม่มีในธุดงค์ ๑๓ ก็ตามแต่เป็นคู่เคียงกันกับธรรมเหล่านี้ เข้ากันได้ทันที

นี่พูดถึงเรื่องการภาวนา สมเด็จฯ ท่านสนใจ ไปหาท่าน ท่านคุยแต่ธรรม คล้ายกับท่านเจ้าคุณธรรมฯ อุปัชฌาย์ของเรา อันนี้นั่งปั๊บละไม่มีเรื่องโลก ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนท่านเป็นเจ้าคณะมณฑล แล้วมาเป็นเจ้าคณะภาค ท่านไม่เคยพูดถึงเลยเรื่องการปกครอง มีแต่ธรรมล้วน ๆ นั่งกี่ชั่วโมงก็ตาม มีแต่เรื่องธรรมเรื่องกรรมฐานล้วน ๆ เลย

สมเด็จฯ ท่านก็มีลักษณะคล้ายกัน ไปหาท่านคุยแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรม คุยถึงเรื่องครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ แต่กับเรารู้สึกท่านจะมีเมตตามาก ไปหาท่านทีไรดูอากัปกิริยาทุกอย่าง ท่านยิ้มแย้มแจ่มใสทุกอย่างเลยนะ เป็นลักษณะเพลินในอรรถในธรรม นี่สมเด็จ ฯ องค์นี้องค์หนึ่ง พระผู้ใหญ่ที่อยู่ในกรุงเทพฯ คือสมเด็จ ฯ องค์นี้องค์หนึ่งที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรในพระทั้งหลายได้ว่าตรง ๆ เลยนะ เหล่านั้นเราก็ไม่ตำหนิติเตียนไม่ชมเชย เราไม่พูดถึงเราก็บอกไม่พูดถึง แต่องค์นี้อดไม่ได้ให้พูดถึงอยู่เสมอ

การปฏิบัติจึงต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณา เดินมากเป็นยังไง นั่งมากเป็นยังไง พิจารณาสังเกต ทั้ง ๆ ที่ตั้งสติด้วยกัน ฉันมากฉันน้อยเป็นยังไงให้ดู เราทำความเพียรทั้ง ๆ ที่ตั้งสติ ตั้งง่ายตั้งยากอย่างไรบ้างสังเกต สติเป็นสำคัญมากในวงความเพียรนะ เดินจนฝ่าเท้าแตกก็ตามถ้าไม่มีสติไม่เกิดประโยชน์อะไร สติจับปั๊บเลย อยู่อิริยาบถไหนเป็นความเพียรทั้งนั้นถ้ามีสติประจำใจนะ ถ้าไม่มีสติไม่เกิดประโยชน์ ที่พูดเหล่านี้ฟัดกันมาพอแล้วนะไม่ได้เคลื่อนไปเลย ถึงเวลาเข้าหัวเลี้ยวหัวต่อจริง ๆ นี้ จิตนี้เป็นเหมือนนักโทษทีเดียวจับติดเลย ไม่ขนาดนั้นไม่ได้นะกิเลสมันรุนแรงมาก ต้องได้ใช้ความเพียรทางด้านธรรมะรุนแรงพอ ๆ กัน แล้วหาวิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนให้สติสตังดีขึ้น เช่นอย่างอดนอน ผ่อนอาหารนี้ เพื่อเพิ่มกำลังของสติของปัญญาซึ่งเป็นด้านจิตตภาวนา ให้หนุนกันเข้าไป แข็งเข้าไป อย่าสักแต่ว่าทำไม่เกิดประโยชน์นะ นี้สอนทุกแง่ทุกมุม

สติปัญญาคือธรรม สติธรรม ปัญญาธรรม แก้กิเลสเหล่านี้น่ะ ความไม่คิดไม่อ่านสักแต่ว่าทำเซ่อ ๆ ซ่า ๆ ใช้ไม่ได้นะ ไม่ว่าใครก็ตามกิเลสมีอยู่กับหัวใจทุกคน ตั้งใจมาอบรมตนด้วยธรรมเพื่อแก้กิเลส ให้นำไปพิจารณาไปแก้ซี ไม่งั้นไม่เกิดประโยชน์นะ นี่ทำสุดเหวี่ยงก่อนที่จะมาสอนพี่น้องทั้งหลาย เรียกว่าสุดเหวี่ยงเลยเทียว การคิดการอ่านไตร่ตรองที่จะแก้กิเลสนี้ก็เอาสุดเหวี่ยงทีเดียว เวลาผลของมันเกิดขึ้นมาก็ดังพี่น้องทั้งหลายเห็นนี่แหละ เปิดได้เลย เราพูดอย่างเปิดเผยเลยเต็มหัวใจเรา เราไม่มีสะทกสะท้านกับถังขยะอะไร ๆ มันจะมาตำหนิติเตียนโจมตีแบบไหน ก็ถังขยะว่าอย่างนั้นเท่านั้นพอ ธรรมชาตินั้นคือถังขยะเหรอ มันเข้ากันได้เมื่อไร ทำยังไงก็เป็นถังขยะอยู่งั้น มันจะอวดดิบอวดดีอวดเก่งกล้าสามารถเท่าไรมันก็อยู่ในถังขยะ พวกประเภทนี้เข้าใจไหม

ธรรมแท้ถึงจะไม่พูดหรือพูดสูงต่ำหนักเบามากน้อยก็คือธรรมล้วน ๆ นั่นเป็นอย่างนั้นนะ นี้เรามาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังเพื่อให้เป็นคติตัวอย่าง ไม่นานเราก็จะตายแล้ว บอกแล้วนะ แล้วธรรมประเภทนี้เราก็ไม่เคยได้นำออกเต็มเม็ดเต็มหน่วย เหมือนเวลาออกมานำพี่น้องทั้งหลายในการช่วยชาติ คราวนี้ออกหมดนะธรรม ถ้าหากมีเหตุการณ์เข้ามาผ่านยังจะมากกว่านี้อีก ที่ว่าหมดแล้ว ๆ อย่างนั้นอย่ามาพูดว่างั้นเลย กิเลสเท่ากำปั้น ธรรมครอบโลกธาตุ แล้วเป็นยังไงเทียบกันซิ ธรรมจะหมดไปไหน กิเลสเพียงเท่ากำปั้น ในไตรภพโลกธาตุนี่เท่ากำปั้น อำนาจของธรรมครอบโลกธาตุ มันเหนือกันขนาดไหนถึงจะว่าธรรมนี้จะหมดจะยังอะไรไปไหน ถ้ากิเลสไม่สิ้นซากเมื่อไรธรรมไม่หมด ถ้ากิเลสสิ้นซากเมื่อไรธรรมก็หยุดเอง หมดไม่หมดไม่ต้องพูดกัน

จิตเมื่อได้เป็นธรรมล้วน ๆ แล้วเป็นหมดเลย ลงได้เป็นธรรมล้วน ๆ แล้ว เวลาเป็นกิเลสเป็นกิเลสหมดเหมือนกัน ปิดตันมืดตื้อไปหมด ใจทั้งดวงนี้มืดตื้ออยู่ตลอดเวลาเวลากิเลสมันครอบ หนาบางขนาดไหนมันจะแสดงความมืดในจิต คนที่ไม่กลัวบาปกลัวกรรมคือคนมืดตื้อแล้วนั่นเอง พวกนี้บอกบุญไม่รับ พวกไม่ได้มีกลัวบาปกลัวนรกอเวจีอะไรเลยนี่ คือว่ามืดตื้อเหลือประมาณแล้วว่างั้นเถอะน่ะ รอแต่วันลมหายใจมันเท่านั้นคนประเภทนี้ พอขาดผึงนี้ดีดผึงเลยถึงกึ๊กไม่สงสัยละ นี่คนที่เก่ง ๆ เป็นอย่างนั้นนะ

คนที่มีบาปมีบุญติดใจ ระวังบาปกลัวบาปอยู่ คนนี้มีทางจะแยกได้ออกได้ไม่หนัก ถ้าเป็นถูกไฟก็ไม่มากนัก คนที่ไม่กลัวบาปกลัวนรกอเวจีอะไรเลย พวกนี้คือพวกที่เผาแหลกเลย รอแต่ลมหายใจเท่านั้น ภายในใจของมันก็ร้อนอยู่แล้ว มันสร้างบาปไม่ร้อนมันจะเอาความดิบความดีสวรรค์ชั้นพรหมมาจากไหน จากการสร้างบาปไม่มี มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ ถึงจะประดับตกแต่งเอาตึกรามบ้านช่องที่ไปเที่ยวกวาดเที่ยวต้อน เอาสมบัติเงินทองของใครมาเป็นสมบัติของตัวเอง แบบดินเหนียวติดหัวก็เถอะว่างั้นเลย มันก็มีแต่สิ่งนั้นเท่านั้นเจ้าของเป็นไฟอยู่ในหัวใจ ไม่ได้เป็นที่อื่นนะ เป็นอยู่ในหัวใจ

ธรรมจับเข้าไปเห็นหมดจะว่าไง นอกจากท่านจะพูดหรือไม่พูดเท่านั้น มันเหมือนไฟ โห แบกโลกอยู่ตลอดเวลา นี่ละอำนาจของกรรม เจ้าของยังไม่รู้นะ ยังเพลินหากว้านเข้ามา หาเชื้อไฟเข้ามาเพิ่มไฟให้เผาแหลกเข้าไปอีก นี่ละพวกไม่กลัวบาปกลัวกรรมคือพวกนี้เอง พวกพยายามกวาดต้อนหาแต่ฟืนแต่ไฟเข้ามาเผาตัวเองตลอดเวลา

ธรรมพระพุทธเจ้ามีมาดั้งเดิมเช่นเดียวกับกิเลส ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน ธรรมก็มีมาดั้งเดิม กิเลสก็มีมาดั้งเดิม เป็นคนละฝั่งอยู่อย่างนั้นตลอดมา เป็นเครื่องแก้กันต้านทานกัน ถ้าไม่มีธรรมแล้วแหลก แต่นี้ธรรมก็มี เป็นแต่เพียงว่าธรรมเป็นยุคเป็นสมัยที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมา ก็ได้ค้นคว้าออกมาแก้ไขดัดแปลงสัตวโลกทั้งหลาย มีฝั่งมีฝา ถ้าว่าเป็นโรคก็มีหมอมียามา ไม่ใช่โรคแบบจะตายท่าเดียว มีมาอย่างนั้น ใครอย่าไปกล้าหาญต่อบาปต่อกรรมหนา จะเป็นอย่างไรก็ตามกรรมเหนือหัวทุกคนนั่นละ

สัตวโลกเกิดมาด้วยอำนาจของกรรม ไม่มีใครเหนืออำนาจของกรรมได้เลย เกิดเหนืออำนาจของกรรมไม่เคยมี ต้องเกิดอยู่ใต้อำนาจของกรรมดีกรรมชั่วด้วยกันทั้งนั้น เว้นท่านผู้ที่สิ้นไปแล้ว ท่านนอกเหนือจากนี้แล้วทุกอย่าง นอกสมมุติไปหมด พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านไม่มี จะทำยังไงให้มีก็ไม่มี นอกนั้นอยู่ใต้อำนาจของกรรมทั้งนั้น ใครจะเก่งขนาดไหนก็เก่งอวดเฉย ๆ เหมือนกับหมาเห่าอยู่ในถังขยะ เราจึงพูดจริง ๆ ตรง ๆ เลย เราไม่มีความสะทกสะท้านกับถังขยะ ในสามแดนโลกธาตุนี่ไม่เคยปรากฏว่าขยะแขยงหรือกล้าหรือกลัวต่อสิ่งใด สมมุติในสามแดนโลกธาตุนี้ไม่มี ถ้าจะพูดเทียบแล้วก็ว่ามันเหนือหมดแล้วจะว่าไง จะให้มาคิดอะไรกับสิ่งเหล่านี้

อันใดที่จะเป็นประโยชน์แก่โลกมากน้อยก็นำออกมาเท่านั้นเอง ถ้าไม่เกิดดึงออกก็ไม่ออก ถ้าควรจะเกิดเกิดทันทีออกทันที จึงว่าธรรมไม่มีฝั่งมีฝา คือนอกสมมุติไปแล้วไม่มีฝั่งมีฝา สมมุติมันมีเขตของมัน สามแดนโลกธาตุคือสมมุติของวัฏจักร เรือนจำของวัฏจักร นอกจากนี้แล้วคือธรรมธาตุทั้งนั้น กว้างขนาดไหนพิจารณาซิ แล้วจะมากลัวอะไรกับสิ่งเหล่านี้ เราจึงพูดจริง ๆ ควรพูดยังไงตามอรรถตามธรรมเราจะออกตามนั้นเลย คำว่าเราก็ไปแทรกเฉย ๆ ธรรมชาตินี้คือธรรมว่างั้นพอ ออกทันที ๆ เลยออกตามความสัตย์ความจริง เคลื่อนจากนี้ไปไม่ได้ไม่เรียกว่าธรรม ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูกไปเลย นี่เรียกว่าธรรม ไม่มีคำว่าสูง ๆ ต่ำ ๆ ลูบหน้าปะจมูก กลัวนั้นกล้านี้ ไม่มีในธรรม ตรงเป๋ง ๆ จึงเรียกว่าธรรม นี่ละเป็นที่ตายใจของสัตวโลกได้ คือไม่เอียง ตรงไปตรงมาเต็มสัดเต็มส่วน

ใครจะตั้งใจปฏิบัติก็ปฏิบัติตัวนะ ใจนี้สำคัญมากทีเดียว บอกวิถีทางเดินตามจิตใจด้วยการสร้างคุณงามความดี อย่าปล่อยนะ อันนี้ละจะพยุงจิตดวงนี้ อันอื่นไม่มีทางพยุง มีแต่กดลง ๆ บีบบี้สีไฟให้ได้รับแต่ความทุกข์ความทรมาน ใครเสาะแสวงหาคุณงามความดี เฉพาะอย่างยิ่งพวกเรามาอบรมตั้งจิตตภาวนาให้ดี นี่เป็นวิธีการที่ตรงแน่วที่จะตามติดดูวิถีของจิตมันไปยังไง ๆ ผู้นี้ละผู้จะรู้ด้วยธรรมและสังหารกันได้อย่างพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่าน มารวมลงจิตตภาวนา บารมีมากน้อยเหมือนแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ ไหลมา ๆ รวมทำนบใหญ่ ทำนบใหญ่นี้ได้แก่จิตตภาวนา อันนี้จะฟาดวัฏวนให้ขาดสะบั้นจากใจ สังหารกันที่ตรงนั้น เอาละวันนี้ให้พร สายแล้ว

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก