พระธรรมวินัยเป็นศาสดาอยู่ที่หัวใจ
วันที่ 19 กรกฎาคม. 2552 เวลา 14:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมคณะพระสงฆ์และประชาชนจากจังหวัดเลย

ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อบ่ายวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

พระธรรมวินัยเป็นศาสดาอยู่ที่หัวใจ

          วันนี้บรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ตลอดประชาชนจำนวนมากมาที่นี่ เพื่อแสวงบุญแสวงอรรถแสวงธรรม คำว่าบุญเป็นผลของการบำเพ็ญความดี บำเพ็ญมากน้อยก็เป็นบุญเป็นกุศลมากเท่าเทียมกัน ยังเจ้าของนั้นแหละให้เป็นความสุขความเจริญ สัตว์โลกทั้งหมดต้องการควมสุขกันทั้งนั้น ความทุกข์ไม่มีใครเหลียวแล กลัวกันทั้งหมดโลก เมื่อเราเกิดมาก็มีวาสนาประเภทหนึ่งแล้ว อันดับที่สองก็ได้ศึกษาอบรมความดีงามคืออรรถธรรมทั้งหลายให้รู้ความผิดความถูกดีชั่วประการใด แล้วปฏิบัติตามธรรมที่ท่านแนะนำสั่งสอน ความดีนี้ทำให้เจ้าของเป็นสุขภายในจิตใจ เข้าสู่สมาคมใดต่างคนต่างมีศีลมีธรรมด้วยกัน ตายใจกันได้

เช่นอย่างพระเจ้าพระสงฆ์ผู้บวชมามุ่งศาสนา มุ่งต่ออรรถต่อธรรมจริงๆแล้วถือธรรมวินัยคือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา ตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกอาการที่เคลื่อนไหวซึ่งถูกต้องตามหลักธรรมวินัยตลอดไป พระเหล่านี้ก็ชุ่มเย็น ผู้ใดที่แหวกแนวออกจากอรรถจากธรรมจากวินัยแล้วผู้นั้นก็นับวันร้อน ตัวเองก็ร้อนเพราะตัวเองหาความดีไม่มี มีแต่ความดื้อด้านหาญทำในความชั่วทั้งหลาย ก็มีตั้งแต่ความทุกข์เต็มหัวใจผ้าเหลืองเอามาห่มว่าห่มผ้าเหลือง มันมีความหมายมันมีความหมายอยู่ที่บุคคลผู้ปฏิบัติตามจารีตประเพณีของพระ เราให้ปฏิบัติอย่างนั้น

คนคนเหมือนกัน คำว่าพระกับฆราวาสแยกจากกันไป พระก็คน ฆราวาสก็คน แต่พระบวชแล้วมาปฏิบัติก็เป็นระเบียบกฎข้อบังคับที่จะทำความดีแก่ตนให้มากขึ้นโดยลำดับ นี่ท่านเรียกว่าพระ อะไรเป็นเครื่องหมายของพระ เครื่องหมายของพระก็คือข้อปฏิบัติตามจารีตของพระ ท่านห้ามไว้สักกี่ข้อเราก็พยายามปฏิบัติตามนั้น อย่าข้ามเกินฝ่าฝืนพระธรรมวินัยซึ่งเป็นเหมือนศาสดาอยู่ที่หัวใจของเรา ไปที่ไหนให้มีศาสดาติดตัว  มีสติมีปัญญา มีความพากเพียร มีความหิริโอตตัปปะสะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรม อยู่ที่ไหนเป็นความมักน้อย เสียสละ ที่มากก็คือความดีงาม ได้มากเท่าไรยิ่งดี ปฏิบัติตนให้ดีในทางที่ถูกแล้วก็ชุ่มเย็นเป็นลำดับลำดาไป

ถ้าไม่ปฏิบัติมีแต่ผ้าเหลืองเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้  ผ้าเหลืองนี่เป็นเครื่องหมายของผู้ละอายต่อบาปต่อกรรม เป็นผู้มีความกระหยิ่มยิ้มย่อง ปฏิบัติโดยตรงให้ถูกกับหลักธรรมหลักวินัยก็เป็นพระจากการปฏิบัตินั้นแหละ คำว่าพระแปลว่าประเสริฐ ท่านว่าพระๆแปลว่าประเสริฐ มีประเสริฐตั้งแต่ชื่อแต่นามก็ไม่เข้าท่า ถ้ามีประเสริฐทางข้อวัตรปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยถูกต้องตามธรรมของศาสดาก็เท่ากับเราตามเสด็จพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าคืออะไร คือธรรมคือวินัย นั่นละจุดนั้นละเป็นจุดที่จะทำเราให้เย็น ขอให้ทุกท่านปฏิบัติ

พระนี้ไม่มีงานมีการอะไร มีแต่หน้าที่บำเพ็ญความดีงามอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นเข้ามาแทรก การงานทุกสิ่งทุกอย่างทางบ้านเมืองเขาอนุญาตแล้วเขาอนุโมทนาด้วยกับพระผู้ที่บวชมาศีลด้วยธรรมจริงๆ ไม่ใช่พระเฉยๆ พระหัวโล้นโกนคิ้วใครโกนก็ได้ หัวโล้นก็มี หัวล้านก็มี แต่ทำตัวไม่ดีแล้วหัวโล้นก็ไม่มีความหมาย หัวล้านยิ่งแล้วไม่น่าดูเลย ให้พากันจำเอานะ การปฏิบัติไม่มีอะไรสวยงามยิ่งกว่าเพศของพระที่ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยอย่างเคร่งครัด ท่านผู้มีธรรมวินัยปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดแล้วไปที่ไหนก็ชุ่มเย็นสำหรับตัวเอง พระพุทธเจ้าห้ามตรงไหนอย่าฝ่าฝืน ทรงอนุญาตตรงไหน ให้มีความขยันหมั่นเพียร นั่นละชื่อว่าพระทำความชุ่มเย็นให้แก่ตัวของเรา แล้วเข้าในนามเดิมว่าพระคือความประเสริฐ พระประเสริฐ

พระนี้ถ้าพูดตามหลักตำราที่ท่านแสดงไว้นั้นพระนี้มีหลายประเภท คือพระธรรมดากัลยาณชน ยังมีกิเลสอยู่ก็เรียกว่าพระ แต่ปฏิบัติดีตามหลักธรรมหลักวินัยก็เรียกว่าพระที่ดี ปฏิบัติดี ถ้าพระปฏิบัติเหลวแหลกจากนี้แล้วไม่มีความหมายอะไรเลย ให้รักศีลรักธรรมเต็มหัวใจในตัวของเราเอง เคลื่อนย้ายไปไหนให้เป็นไปตามหลักธรรมหลักวินัยที่ทรงสั่งสอนไว้แล้วเราก็มีความเย็นเป็นสุข อยู่ในป่าในเขาคนเดียวก็มีความสง่างามอยู่ในหัวใจนั้นแหละ ไม่สง่างามที่ไหนพระเรา สง่างามอยู่ที่ข้อวัตรปฏิบัติ การประพฤติตัวให้ถูกต้องตามหลักศีลหลักธรรมตามหลักพระวินัย นี่ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติดี ชุ่มเย็นอยู่ที่ตรงนี้นะ ไม่ได้ชุ่มเย็นอยู่กับชื่อกับนามกับยศถาบรรดาศักดิ์อะไรแหละ

ยศถาบรรดาศักดิ์พระพุทธเจ้ายกให้เต็มภูมิแล้วว่าพระ พระแปลว่าผู้ประเสริฐ ให้ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัย ก็เท่ากับตามเสด็จพระพุทธเจ้าอยู่ทุกเวลา พระพุทธเจ้าคืออะไร คือพระธรรมพระวินัย นี้เป็นหลักของธรรมของวินัยของศาสดา  ท่านทรงเลิศมาจากอันนี้แหละ แล้วมาสั่งสอนบรรดาสัตว์โลกทั้งหลายก็ได้ยึดถือและปฏิบัติเป็นคนดีงามมาเรื่อยๆ ให้เราทั้งหลายตั้งใจประพฤติปฏิบัติ อย่าเห็นแก่กินแก่นอน เห็นแก่ขวนขวายอันนั้นก็จะเอา อันนี้ก็จะเอา อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี แต่เจ้าของเลวเท่าไรไม่ดูตัวเองใช้ไม่ได้นะ ให้ดูตัวเองด้วย ถ้าไม่ดูตัวเองมีแต่ความอยากความทะเยอทะยานดิ้นดีดอยู่ตลอดเวลา นั่นจะพาคนให้จม ให้รู้จักประมาณ

เช่นเราเป็นฆราวาส เรามีโอกาสวาสนาเหมือนกันที่จะปฏิบัติธรรมเหมือนพระท่าน เราอยู่ในภูมิใดปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมในภูมินั้น พระท่านปฏิบัติตามภูมิของพระคือสิกขาบทวินัยท่านก็ปฏิบัติตามนั้นก็เป็นพระดี เราปฏิบัติตามเพศฆราวาสของเราซึ่งเป็นลูกศิษย์พระเราก็ปฏิบัติตัวของเราให้ดีตามลูกศิษย์พระ งามตางามใจ พระเราอย่าห่างเหินจากธรรมวินัย คือข้อปฏิบัติเป็นเครื่องประดับตนเองให้สวยงามทั้งภายนอก สวยงามทั้งภายใน ใจก็ชำระกิเลสตลอดเวลานี่ภายใน ภายนอกกิริยามารยาท อันใดที่จะขัดต่อศีลต่อธรรมต่อวินัยของตนให้ละเว้นทันทีๆ อย่าได้คุ้นกับความชั่วช้าลามก โดยมากพระที่มีหิริโอตตัปปะมันมีในเวลาบวชทีแรก ครั้นนานไปมันเลยเป็นปุถุชน ชนดะไปเลย เลยไม่มีธรรมมีวินัย มีแต่หัวโล้นๆ ใส่ผ้าเหลือง ใช้ไม่ได้

ให้มีการปฏิบัติตามหลักศีลหลักธรรม มีการภาวนา อย่างพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าพอบวชแล้ว รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถโว ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ในร่มไม้ในป่าในเขาตามถ้ำเงื้อมผา ที่แจ้งลอมฟาง ในที่อากาศดีๆ แล้วให้อยู่และปฏิบัติในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด นั่นท่านบอกถึงตลอดชีวิตนะ การปฏิบัติตัวไม่ให้จืดจางว่างเปล่า ให้ปฏิบัติตามศีลตามธรรมทุกแง่ทุกมุมแล้วจะเป็นผู้ทรงมรรคทรงผล ที่ว่าพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต์ พระอริยบุคคลสี่ประเภทนี้จะมาได้แก่เรา เพราะเราเป็นผู้ขวนขวายหาอรรถหาธรรมต้องได้ธรรมประเภทนี้

ธรรมประเภทนี้ เป็นธรรมที่ยกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้ ท่านว่าเป็นพระอรหันต์ คือสิ้นแล้ว สิ้นทั้งหมดสิ้นจากใจ เหลือแต่ธรรม ธรรมชาติที่สว่างกระจ่างแจ้งอยู่ภายในจิตใจ เพราะการปฏิบัติขัดถูกันอยู่ตลอดเวลา ใจก็สงบร่มเย็น ใจก็สว่างไสว จากนั้นใจมีความรื่นเริงบันเทิงในอรรถในธรรม รื่นเริงบันเทิงในมรรคผลนิพพาน หนักเข้าๆ ซักฟอกเข้าทุกวันทุกเวลา ท่านว่าความเพียร เพียรชำระตัวเอง ชำระจิตใจ ชำระกายวาจาที่ปฏิบัติไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดีออกให้หมด ให้มีแต่ของดีมาใช้ ของชั่วมันมาแทรกอยู่ในคนแต่ละคน พระแต่ละองค์มากต่อมากนะ เราพูดตั้งแต่ว่าดีๆ เฉยๆ ความชั่วเต็มตัวของเราเราไม่พูด อันนั้นละอันเราไม่พูดนั้นละมันตามราวีเราให้ได้รับความทุกข์ความยากความลำบาก อะไรๆก็ไม่มีสมบูรณ์กับเขา มีแต่ความขาดแคลนบกพร่อง ต้องการอะไรก็ไม่ได้ เพราะเราไม่ได้สร้างความดีเอาไว้ตามเพศตามภูมิของตน

พระก็สั่งสมศีลสมาธิปัญญาให้หนักแน่นในจิตใจ ศีลสมาธิปัญญารักษาให้ดี ศีลก็คือเรารักษาไว้เป็นข้อๆ ข้อห้ามท่านแสดงไว้แล้วให้รักษาตามนั้น สมาธิคือการอบรมจิตใจให้มีความสงบร่มเย็น..สมาธิ จากนั้นก็เป็นปัญญาขึ้นมา คุ้ยเขี่ยขุดค้นในสกลกาย ตั้งแต่วันบวชมาอุปัชฌาย์ท่านก็สอนให้แล้วว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา นี่ท่านว่าผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ท่านบอกให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้แยกสัดแยกส่วนออกไป คนอยู่ที่ไหน พระอยู่ที่ไหน หาไปที่ไหน ข้างนอกก็ผิวหนัง ในเข้าไปก็มีแต่กระดูกเนื้อหนังมังสัง ค้นเข้าไปเท่าไรเห็นแต่ความสกปรกโสโครกให้เกิดความเบื่อหน่ายภายในใจด้วยการภาวนาที่ท่านสอนว่าเกสา โลมา นั้นแหละ ให้นำธรรมะเหล่านี้ไปปฏิบัติ

เดี๋ยวนี้พระเราจะไม่มีพระกรรมฐานแล้วนะ มีแต่หัวโล้นๆเฉยๆเกิดประโยชน์อะไร สุดท้ายพระกับโยมก็ไม่มีอะไรแปลกกัน ความประพฤติเลวร้ายกว่าฆราวาสก็มีเยอะ ผู้ปฏิบัติดีตามหลักของพระแล้วผู้นั้นก็เย็น คนอื่นก็เย็น เขาเห็นเขาอยากกราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจ ถ้าผู้ปฏิบัติชั่วใครเห็นก็แหงนหน้าขึ้นฟ้าเขาไม่อยากดู เหมือนว่าพวกโจรปล้นศาสนาในความเป็นพระ ใช้ไม่ได้ จึงขอให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติรักศีลรักธรรมซึ่งเป็นสมบัติอันล้นค่าของตนให้ดี แล้วคุณงามความดีหากมีอยู่ในนั้นแหละ

ไม่มีอะไรจะงามเกินพระไป ถ้าพูดถึงเรื่องความงามเพศของพระเป็นเพศที่สวยงามมาก กิริยามารยาทอาการต่างๆเป็นเพศที่สำรวมระวัง ไม่เตลิดเปิดเปิงเหมือนโลกเขา เรารักษาขนบธรรมเนียมอันเป็นธรรมวินัยไว้ให้ดีเราก็เย็น ไปที่ไหนก็เย็น ยิ่งไปภาวนาเข้าในป่าเขาด้วยแล้วก็ยิ่งเย็นภายในใจ ไม่สนใจกับเรื่องโลกามิสความได้ความเสียของอามิสต่างๆ ที่โลกเขามาส่งเสริม เรามีแต่สบงจีวรบริขาร ๘ เท่านี้เราพอใจแล้ว แต่การแสวงหาธรรมไม่ลดละความพากเพียร แล้วคำว่าธรรมนับแต่พระโสดาบันขึ้นไป สกิทา อนาคา อรหันต์ นี้จะเป็นสมบัติของเราโดยแท้ ผู้ปฏิบัติดีจะได้รับสมบัตินี้เป็นเครื่องตอบแทน ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งอกตั้งใจ

ประชาชนญาติโยมมีการมีงานยุ่งเหยิงวุ่นวาย ก็อย่าวุ่นไปเสียจนลืมเนื้อลืมตัว เกิดมาในชาติหนึ่งตายเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์ เราขวนขวายทางโลกเราก็ต้องขวนขวาย เพราะธาตุขันธ์ยังมีการอยู่การกินการหลับการนอน เราก็ต้องบรรเทากันไปตามเรื่องตามราวตามกาลตามเวลา เวลาที่จะสร้างความดีเราก็สร้าง เฉพาะอย่างยิ่งคือพุทโธๆ คำภาวนานี้ควรจะให้มีอยู่ในหัวใจทุกหัวใจ ไปที่ไหนอย่าลืมพุทโธ นึกพุทโธๆ รถทั้งคันที่เราขับมานี้มีกี่คันมานี้ คนน่ะเต็มรถทุกคันๆ แต่พุทโธไม่มีในรถเป็นอย่างไร ว่างเปล่าไปหมดความดีงาม อยู่ในรถเต็มแต่คนขอนซุงทั้งท่อนเต็มอยู่ในรถๆ นี่ละจิตไม่มีธรรมเสียอย่างเดียว ไม่ระลึกถึงธรรม คนไปยัดใส่รถมันก็เหมือนขอนซุงไปยัด ถ้ามีพุทโธเข้าอยู่นั้นก็เป็นของวิเศษเลิศเลอ อยู่ในรถวิเศษอยู่กับคนผู้นั่งอยู่ในรถนั่นแหละ ให้พากันจดกันจำ

เกิดมาได้พบพระพุทธศาสนาแล้วเป็นศาสนาที่เลิศเลอ หาศาสนาใดเสมอไม่ได้ละ ไม่มีศาสนาใดจะเสมอได้ พูดกันตามหลักความจริงตามหลักแห่งการพิสูจน์ของศาสนานั้นๆ มารวมลงแล้วคือพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่หาความบกพร่องไม่มีเลย สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบทุกอย่าง สอนให้ปฏิบัติตามที่พระองค์ตรัสไว้ชอบแล้วจะเป็นมงคลทั่วๆหน้ากัน ขอให้พี่น้องทั้งหลายนำไปจดจำปฏิบัติภาวนา อย่าให้ห่างเหินไกลวัดไกลวา ไกลศีลไกลธรรม ไม่ดีๆ ถ้าห่างเหินจากนี้ก็ใกล้ชิดติดพันกับความชั่วช้าลามก นรกอเวจีไปเรื่อยๆ แล้วเกิดมาชาติใดก็จะไปเสวยแต่กรรมชั่วๆ แล้วก็มาตำหนิเจ้าของทำไมคนอื่นเขามีความสุขความเจริญ เราทำไมมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ในหัวอก เกิดภพใดชาติใดก็มีแต่ภพต่ำๆชาติต่ำๆ ชาติเป็นฟืนเป็นไฟชาติของสัตว์นรกไปอย่างนี้

เขาไปสวรรค์-พรหมโลก-นิพพานไปมากมายขนาดไหน เราทำไมมีหูมีตามีใจทำไมไปไม่ได้กับเขา เขาไปได้เราก็ควรจะไปได้ ควรจะไปได้ๆก็ควรทำได้ สำหรับความดีงามทำไปทุกวันๆ เงินหนึ่งบาทไปสองสามบาทสี่บาทเป็นล้านๆ ก็ได้ เมื่อเราขนหามาอยู่เสมอ แต่อย่ามีแต่การจับจ่ายถ่ายเดียว จับจ่ายมาแล้วกู้ยืมเร็วยิ่งกว่าลิง ไปบ้านไหนขอได้ฉวยเอาๆ ยืมไป จึงกลายเป็นคนสันดานหยาบ ช่วยตัวเองไม่ได้ต้องไปกู้ยืมเขามา  แล้วเวลาเขามาทวงเงินแล้วโกรธเคียดแค้นให้เขา ผิดสองชั้นสามชั้น สุดท้ายเจ้าหนี้กับผู้ติดหนี้เลยเป็นกรรมเป็นเวร เป็นคู่ทะเลาะกัน เราไม่ช่วยตัวเอง ถ้าเราช่วยตัวเองเราก็ต้องขวนขวายหามาเต็มกำลังของเรา เขาหาได้เราต้องหาได้ เขาทำได้เราต้องทำได้ เราเป็นมนุษย์ มีสิทธิเป็นมนุษย์เต็มที่ เป็นคนเต็มบาทเต็มตาเต็ง ไม่เป็นคนห้าสิบสตางค์ ให้พากันตั้งใจปฏิบัตินะ

เวลานี้ธรรมะเหินห่างจากใจชาวพุทธเรามาก จึงมีแต่ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไม่รู้จักเป็น ไม่รู้จักตาย จะตายเมื่อไรก็ได้ขอให้ได้โลภได้โกรธได้เพลิดเพลินก็เอา ไปแต่อย่างนั้นเสีย ขอให้ได้มีศีลมีธรรมไม่ค่อยมี มีแต่ความเพลิดความเพลิน เขาก็เพลินเราก็เพลิน เลยเป็นบ้าเพลินกันทั้งโลก จะเป็นคนดีไม่มี หาความสุขไม่ได้นะ ให้พากันจดจำเอา

การเทศนาว่าการเมื่อเทศน์ไปมากก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกวันนี้ ไม่เหมือนแต่ก่อน พูดไปเหนื่อยๆ จำเป็นต้องหยุด เพราะฉะนั้นการเทศนาว่าการก็เห็นว่าสมควรแก่กาลเวลาและธาตุขันธ์ของผู้แสดงธรรม จึงขอความสุขความเจริญจงมีแก่บรรดาท่านทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

 

            รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

  www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

     และทางสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก