ใจนี้ไม่ต้องหาใครมาเป็นพยาน
วันที่ 11 มิถุนายน 2543
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๓

ใจนี้ไม่ต้องหาใครมาเป็นพยาน

(วันนี้มีผู้มาฟังธรรมประมาณ ๓๕๐ คน)

ทองคำเมื่อวานนี้ได้ ๑ บาท ๓๘ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๙๐ ดอลฯ ทองคำที่ว่า ๔,๐๐๐ กิโลฯนี้ เวลานี้ได้แล้ว ๒,๐๔๖ กิโลฯ ยังขาด ๑,๙๕๔ กิโลฯ และต่อไปนี้ที่จะมอบคลังหลวงคราวนี้ ๑,๐๐๐ กิโลฯ เวลานี้ได้แล้ว ๑,๐๐๙ กิโลฯ นี้ติดมาหลายวันแล้วนะ แล้วดอลลาร์ ๑ ล้านที่จะมอบพร้อมกันนี้ เวลานี้ได้แล้ว ๗๕๓,๗๐๗ ดอลฯ ยังขาดอยู่ ๒๔๖,๒๙๓ ดอลฯ แต่ในสมุดนั่นแน่ ได้เท่าไรๆ แล้ว มันจะแน่อยู่ในสมุด เพราะสมุดเราอ่านแล้วออกมา สมมุติว่า แสน นี่ก็ได้ติดหัวแสน เศษหมื่นเศษเท่าไรจำไม่ได้เลยนะ อ่านแล้วก็ลงมานี่ ลืมแล้ว เพราะสมุดอยู่กับเรา เข้ามากน้อยเราเป็นคนสั่งให้เข้าออก มาเท่าไรได้ เข้าไปเท่าไร เวลาเข้าแล้วกลับมาเป็นยังไง โน่นขนาดนั้นตรวจละเอียดลออ

เมื่อวานนี้ก็อ่านสำนวนหนึ่ง พระนำมาให้อ่าน ดูเหมือนจะเป็นเทศน์วันที่ ๘ หรืออะไรลืมแล้วแหละ แต่ตอนสุดท้ายนี้ให้อ่าน เราอ่านแล้วก็ออกพิมพ์ คำว่าอ่านนั้น คือหมายความว่ายืนยันว่างั้นเถอะน่ะ พอถอดจากเทปแล้วก็ไปพิมพ์ พิมพ์แล้วก็มาอ่าน ไม่ได้แก้อะไร อ่านผ่านๆ ๆ ก็แสดงว่ายืนยันแล้ว ยืนยันตั้งแต่ออกจากปาก ทุกคำๆ ยืนยันตั้งแต่ออกจากปาก ออกไปยืนยัน อันนั้นเป็นหนังสือเป็นเล่มแล้วก็อ่านอีกทีหนึ่ง ยืนยันทางหนังสือ ทางนี้ยืนยันทางปากออก จะออกในเทปออกสดๆ ร้อนๆ นี้ก็เรียกว่า ยืนยันไปพร้อมแล้วๆ

ถึงขนาดนั้นนะพี่น้องทั้งหลายเราช่วยโลกนะ หมดตับหมดปอดจริงๆ เอามาช่วยด้วยความเมตตาล้วนๆ ไม่ใช่ธรรมดา เราถอดเอามาหมด ทั้งตับทั้งปอดทุกอย่าง ไม่มีเหลือ แจกด้วยความเมตตา ถ้าใครจะเชื่อฟังก็เชื่อ ธรรมพระพุทธเจ้าไม่มีสองนะ ไม่เชื่อก็ให้กิเลสมันกลืนเอาไปๆ อย่างที่เห็นกันอยู่นี้ละ โห อะไรจะหน้าด้านยิ่งกว่ากิเลส ยิ่งทำให้คิดมากเข้าไป ถึงเรื่องคนเพิ่มปริมาณขึ้น ก็เท่ากับเพิ่มเรื่องเพิ่มราว เพิ่มกิเลสตัณหาให้พอกพูนขึ้นในหัวใจแต่ละดวงๆ ขึ้นมา เวลามนุษย์มีน้อย เรื่องราวก็ไม่ค่อยมาก กิเลสตัณหาก็ไม่ได้แผ่อำนาจมากมายนัก

เวลาคนมากขึ้นมาเรื่องราวก็มาก กิเลสขึ้นพร้อมกับเรื่องราว เพราะกิเลสเป็นต้นเหตุของเรื่องราว แล้วขึ้นแผ่กระจายออกไป ที่เกลื่อนอยู่เหล่านี้มีแต่เรื่องของกิเลส มันไม่ได้มองเห็นเรื่องของอรรถของธรรมนี่นะ ที่น่าวิตกวิจารณ์เอามากทีเดียว มองไปไหนเกลื่อน โลกนี้มีแต่เรื่องของกิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์ๆ ทำให้สัตว์ดีดดิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ได้เท่าไรไม่พอๆ คือ ความอยาก เรียกว่า กิเลสตัวสำคัญ ทำโลกให้ล่มจมได้ไม่สงสัยนะ

ความอยาก ความโลภ อันนี้รุนแรงมาก มันแสดงอยู่ทุกแง่ทุกมุม แล้วผลของมันที่แสดงออกมานั้น เอามาคุยต่อกันฟังซิ ทั่วเมืองไทยเรานี่ ปากไหนที่ว่าได้รับความสุขความเจริญ ความสะดวกสบาย ครองความสุขได้อย่างเต็มเหนี่ยวสมกับที่กิเลสพาวิ่งเต้นขวนขวายนั้น มีปากไหนเอามาพูดอวดธรรมสักหน่อยน่ะ ปากไหนออกมามีแต่ปากถูกผลักดันออกมาจากฟืนจากไฟภายในหัวใจที่กิเลสก่อขึ้นมา ระบายตั้งแต่เรื่องความทุกข์ความลำบากลำบนในวงแคบๆ ครอบครัวเหย้าเรือน ก็เอาเรื่องครอบครัวเหย้าเรือนมาแสดง

ก็กิเลสอยู่ในนั้น ให้มาแสดงออกไปในวงงานต่างๆ มีแต่กิเลสออกแสดงๆ ทั้งหมด จนกระทั่งทั่วประเทศไทยเรา นี่หมายถึงวงชาวพุทธเรา มันก็ทั่วประเทศไทย ขนาดนั้นมันก็ไม่เอามาเทียบมาเคียงกันบ้างพอได้รู้ผลดีผลชั่วของมัน เทียบเคียงกับธรรมบ้าง อันนี้ไม่ได้มีคำว่าเทียบเคียง ต่างคนต่างดีดต่างดิ้นเป็นบ้ากับมันไม่รู้เนื้อรู้ตัว ครั้นเวลาผลออกมามีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย คุกรุ่นอยู่ภายในใจ สุมอยู่ในนั้นแหละ นี่แหละกิเลสมันทำงานอย่างนี้ มันไม่ให้รู้นะ รู้โทษของมัน

นี่ละคนมากเท่าไรเรื่องก็มากเท่านั้น ความทุกข์ก็มากขึ้นโดยลำดับ เราอย่าเข้าใจว่าคนมีจำนวนมากความสุขจะมีนะ ความสุขนี้เกือบจะพูดว่าจะไม่เหลือแล้วนะ วันหนึ่งๆ ยืนเดินนั่งนอน กอดกองทุกข์อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้มีความสุขในหัวใจนะ พี่น้องทั้งหลายฟังหรือยัง ธรรมประเภทนี้ใครพูด

นี่ถอดออกจากหัวใจมาพูด บรมสุขอยู่นี่ พูดตรงๆ อย่างนี้นะ พูดอย่างอาจหาญ คำว่าอาจหาญไม่ได้อาจหาญอยู่ในวงสมมุตินะ นอกสมมุติไปแล้ว ดึงออกมาพูดให้ฟัง เพราะฉะนั้นจึงไม่เคยสะทกสะท้านว่า ใครจะมาตำหนิติเตียนหาว่าโอ้อวด ก็มีแต่หมาเห่าอยู่ในถังขยะเท่านั้นแหละ อันนั้นไม่ใช่ถังขยะ จะมาสนใจอะไรกับถังขยะ ความเมตตาสงสาร พอจะฉุดจะลากออกขนาดไหนได้เพียงไรก็ดึงออกๆ แล้วกิเลสมันก็เห่ากัน กิเลสมันไม่มีของดีออกเห่า ก็เอาแต่ของชั่วของเลวทราม ซึ่งถือว่าเป็นของดีของมันนั่นแหละออกอวด คัดค้านต้านทานทุกแบบทุกฉบับ เรื่องของกิเลสทั้งนั้น

ถ้าธรรมแล้วไม่มีคัดค้านกันเลย พระพุทธเจ้าพระอรหันต์มีกี่ล้านๆๆๆ ไม่มีแม้พระองค์เดียว และองค์เดียวที่จะมาขัดมาแย้งกัน ในธรรมชาติของธรรมแท้เป็นอย่างนั้น ใครรู้ขึ้นปึ๋ง สนฺทิฏฺฐิโก ตัดสินขาดสะบั้นไปเลย เรื่องความสงสัยไม่มีเหลือในใจเลย นั่นท่านรู้อย่างนั้น นั่นละธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยท้ออย่างนี้ คือ กิเลสมันไม่ยอมรับ มันไม่ยอมหนีจากถังขยะ มันกินมันนอน มันขับมันถ่ายอยู่ในถังขยะ เห่าก็เห่าออกมาจากถังขยะ มันถือถังขยะเป็นวิมานของมันกิเลส วิมานของกิเลสคือถังขยะ วิมานของธรรมตั้งแต่สวรรค์ พรหมโลก นิพพานขึ้นไป ถึงนิพพานคือถึงธรรมธาตุแล้ว นั่นละวิมานอันเลิศเลอสุดยอดแล้ว โลกสมมุตินี้อย่าไปเทียบเลย เอาอะไรมาเทียบก็ไม่มีอะไรเทียบแล้ว คือ เลยเสียทุกอย่าง

ธรรมประเภทนี้แหละที่นำมาสอนพี่น้องทั้งหลายอยู่เวลานี้ มาโกหกพี่น้องทั้งหลายเหรอ เราจะตายเพราะความเมตตายังไม่รู้อยู่เหรอเวลานี้ ยังมาหาว่าหลวงตาบัวอย่างนั้น หลวงตาบัวอย่างนี้ ยังเห่าว้อๆ อยู่ในถังขยะนั้น ก็มันไม่มีอะไรมาผ่านหัวใจ ขึ้นชื่อว่าความทุกข์แม้เม็ดหินเม็ดทราย เพราะความทุกข์นี้เกิดขึ้นจากกิเลสเป็นผู้สร้างขึ้นมา กิเลสเป็นสาเหตุให้สร้างกรรม ให้ทำกรรม นั่นท่านบอกแล้ว ทำกรรมแล้วก็รับผลของกรรม กิเลสเป็นต้นเหตุ กิเลสสิ้นซากไปแล้วทุกข์มาจากไหน ทุกข์เป็นผลของกิเลส ไม่มีเหลือเลย นั่นแหละพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านครองอย่างนั้น บรมสุข

คำว่า นิพพานเที่ยงก็คือ ธรรมชาตินั้น ไม่ต้องถาม เพราะไม่มีอดีตอนาคต ว่าจะไปเสื่อมเวลานั้น จะไปเจริญเวลานี้ ไม่มี ถ้าว่าปัจจุบันก็ตลอดไปเลย นั่น ท่านครองอย่างนั้น ธรรมนั้นละที่พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทั้งหลายท่านท้อใจ ท้อพระทัย ที่จะมาสอน ก็ไม่มีใครยอมรับ มันยอมรับแต่ถังขยะ ถ้าถังขยะครอบหัวมันแล้ว คนหนึ่งอยากได้ ๑๐ ถังมาครอบหัวมัน ถังขยะได้มาด้วยความโลเลโลกเลก ได้มาด้วยความโลภความสกปรกโสมม ก็เท่ากับเอาฟืนเอาไฟมาครอบหัวมัน ได้เท่าไรไม่พอ นี่จึงเรียกว่า ถังขยะ ถังฟืนถังไฟ มาครอบหัวมันเท่าไรก็ไม่พอ ตายไปด้วยอันนี้แหละ

ไปเกิดอีก เกิดอีกก็กรรมติดหัวใจมันอยู่นั่นน่ะ บังคับอยู่ในหัวใจ อะไรจะเหนือกรรมไม่มี ใครอย่าอวดเก่งอวดกล้านะ ไม่ได้มีใครเหนือกรรมไปได้ กรรมนี้ครอบหัวอยู่ตลอดเวลา กรรมดี กรรมชั่ว มี ๒ อย่าง ถ้ากรรมดีก็หนุน ถ้ากรรมชั่วครอบ กดลงๆ ธรรมเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เรียกว่าธรรม กิเลสนี่แสนปลิ้นปล้อนหลอกลวงร้อยสันพันคม อยู่กับกิเลสทั้งหมด ไม่มีอะไรเกินกิเลสเรื่องหลอกลวงโลก โลกก็ไม่มีวันอิ่มพอที่จะหลงตามกิเลส หลงไปเรื่อยๆ อย่างนั้น

ท่านผู้บำเพ็ญธรรมอยู่ในป่า เช่น พระกรรมฐาน ท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรม ท่านอยู่ในป่าในเขา ว่าท่านเป็นคนสิ้นท่าเหรอ คนมีท่าก็แต่พวกถังขยะนี่เหรอ ท่านที่อยู่ในป่าในเขา บำเพ็ญปราบปรามกิเลสขาดสะบั้นออกไปจากใจโดยลำดับลำดาอยู่ในป่าในเขา นั้นหรือท่านผู้สิ้นท่า พิจารณานะ นั่นละผู้ครองความสุขอยู่ในป่าในเขาอย่างนั้น เงียบๆ นะ ท่านไม่มีเรื่องกะโตกกะตาก กุเรื่องนั้นขึ้นมา กุเรื่องนี้ขึ้นมา เหมือนโลกถังขยะ ถังขยะนี้ร้อยสันพันเรื่องเต็มอยู่ในนั้นหมด เดี๋ยวกุเรื่องนั้นขึ้นมา เห่ากัน แห่กัน ตื่นกันเป็นบ้ากันอยู่อย่างนั้น ธรรมะท่านไม่มี ไม่มีอยู่ในป่าในเขา

โลกนี่เหมือนไม่มี ฟังซิ โลกนี้คือกิเลสนั่นเอง จิตไม่ยุ่งกับมันแล้วจะเอาอะไรมายุ่ง มีแต่ตีออกเรื่อยๆ ธรรมเจริญขึ้นภายในใจ ธรรมเจริญขึ้นมากน้อย ความสงบเย็นใจ ความสะอาดของใจ สว่างไสวจ้าขึ้นๆ ภายในใจ สุดท้ายก็ครอบโลกธาตุ ใจดวงนี้เป็นของเล่นเมื่อไร ถ้าเอาสิ่งสกปรกโสมมนี้ออกจากหัวใจแล้วจะแสดงจ้าขึ้นมา ไม่ต้องถามใครแหละ หากรู้ขึ้นภายในใจดวงนั้น ท่านผู้ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าในเขานั้นแหละ ตามหลักพุทธศาสนา ท่านเป็นผู้ครองความสุขเป็นขั้นเป็นภูมิของท่านอยู่ในป่าในเขา

เวลามานั่งคุยกันไม่ได้มีเรื่องโลกเข้ามาเจือปนนะ เป็นยังไง ไปอยู่ที่นั่นเป็นยังไง ไปอยู่ที่นี่เป็นยังไง เป็นยังไงคือหมายความว่า ภาวนาเป็นยังไง มีความรู้ความเห็นแปลกประหลาดอะไรบ้าง นอกจากหลักธรรมความสงบร่มเย็น ความแน่นหนามั่นคงของใจนี้ ยังมีความรู้แปลกๆ ต่างๆ เช่นปัญญาแยบคายไปทางไหน แก้กิเลสประเภทใดบ้าง ด้วยวิธีการใดของปัญญา นั่นท่านพูดกันท่านพูดอย่างนั้น ตลอดถึงสิ่งภายนอกที่เกี่ยวโยงกันเป็นพืดไปหมดทั่วแดนโลกธาตุ ออกจากใจที่จะรู้ทั้งนั้น ปิดไม่อยู่ ใครจะเห็นไม่เห็นก็ตาม ใจนี้จ้า ไม่ต้องถามใคร ไม่ต้องหาใครมาเป็นพยานอีก พอรู้ขึ้นแล้ว อ๋อ ทันทีเลย นั่นละเรียกว่า รู้จริง ไม่ต้องมีใครมาเป็นพยาน มีแต่ อ๋อๆ เรื่อยๆ

ถ้าพูดถึงภายในก็แน่นหนามั่นคงเป็นลำดับลำดาด้วยจิตตภาวนา ระมัดระวังตัวตลอดเวลา ถ้าดูออกไปสู่สิ่งภายนอก ดูสัตว์ พวกเปรต พวกผี เทวบุตร เทวดา เกลื่อนอยู่โลกธาตุนี้ก็เห็นจ้าอยู่อย่างนั้นจะว่าไง ไอ้พวกตาบอดก็บอกว่าไม่มีๆ พวกนี้แหละพวกที่จะไปเป็นอย่างนั้น มันจะปฏิเสธว่าไม่มี อันนั้นเต็มโลกธาตุอยู่เป็นพยานของมัน มันก็ไม่ยอมรับนะ มีหรือไม่มีนี่ ข้าเป็นเปรตตัวใหญ่นี่น่ะ เห็นไหม นี่กำลังสร้างวิชาเปรตตัวใหญ่ขึ้นในชาวพุทธเมืองไทยของเรานี้ ยังไม่รู้อยู่หรือว่าจะไปเป็นเปรตอย่างนี้

ไปเป็นเปรตแล้ว ก็จะต้องเป็นรองผู้ว่าการเปรต เพราะไปทีหลังเขาก็ต้องเป็นผู้น้อยเสียก่อน ต่อไปเวลาสั่งสมความชั่วช้าลามกขึ้นมากๆ ก็จะได้เป็นเปรตอันใหญ่หลวงครองนรกเอวจี พิจารณาซิ โห เราพูดๆ ด้วยความสลดสังเวชนะ เราไม่เอาใครมาเป็นพยานมายืนยัน เอาความรู้นี่ จ้าไปหมด พระพุทธเจ้าไม่หาใครมาเป็นพยาน พระสาวกอรหันต์รู้ตรงไหนแบบเดียวกันหมด เพราะมีอยู่หมดเลยเหล่านี้ นอกจากไม่รู้เฉยๆ จึงเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีๆ พอลืมตาปั๊บ อ๋อนี่หนังสือพิมพ์ นี่ปฏิทิน มันเห็นอยู่นี้จะว่าไง แล้วจะเอาใครมาเป็นพยาน

นี่ละพอจ้าขึ้นมาก็เห็น อ๋อ มันไม่เห็นนั่นซี มันเอาหัวชนฝาเลย ชนไปเรื่อยๆ ขอแต่อยาก อยากอยู่ อยากกิน อยากได้ อยากร่ำอยากรวย อยากอะไรมันจะบืนไปตามความอยาก ไม่คำนึงถึงความผิดถูกชั่วดี นี่ละที่เรียกว่า หัวชนฝา ตายแล้วก็ผึงลงเลย เพราะทางนี้เป็นทางนรกอเวจี ทางเปรตทางผีทั้งนั้น เพราะออกจากทางบาปทางกรรมของผู้สร้างเอง ถ้ามีเหตุมีผลพินิจพิจารณาบ้างสมเราเป็นผู้รับผิดชอบเรา ก็มีปัดมีป้องกันบ้างคนเรา

เราพูดอะไรจึงไม่เคยว่าจะสะทกสะท้าน กลัวคนนั้นจะว่างั้น กลัวคนนี้จะว่างี้ ไม่เคยมีในหัวใจ มีแต่ธรรมล้วนๆ เต็มหัวใจ ควรจะออกมากน้อยเพียงไร จะออกๆ ๆ ตามเรื่องของธรรมทั้งนั้น แต่ไม่เคยหาอะไรมาเป็นเครื่องยืนยันเป็นพยานนะ ธรรมชาตินี้เต็มตัวแล้วๆ ทุกอย่าง ไม่ว่าส่วนย่อยส่วนใหญ่ เหมือนธนบัตร ใบสิบบาทก็สิบบาทเต็มตัว ร้อยบาทพันบาทก็เต็มตัวๆ รวมแล้วเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านก็เป็นเงินเต็มตัวๆ อันนี้ก็เหมือนกัน เต็มตัวๆ ไปหมดเลย ไม่ได้บกพร่องพอจะไปหาอะไรมายืนมายันกัน

พระกรรมฐานท่านอยู่ในป่าดูเอาซี นี่หมายถึงท่านผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมนะ ท่านจะเป็นผู้ครองธรรมประเภทนี้ ขอให้เดินตามสวากขาตธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้วนี้เถิดจะไม่ไปไหน ธรรมเหล่านี้จะเป็นทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพานล้วนๆ ไปเลย ถ้าดำเนินตามนี้แล้วจะพุ่งๆ พระพุทธเจ้านิพพานหรือยังไม่นิพพาน ทางเดินนี้พาดให้แล้ว แปลนนี้ทำให้เรียบร้อยแล้ว เอ้าก้าวตามนี้ สร้างตามนี้ เดินตามนี้ พระพุทธเจ้านิพพานหรือไม่นิพพานไม่สำคัญ เหมือนอย่างช่างแปลนเขาทำไว้เรียบร้อย เขาตายไปแล้วยังก็ตาม แปลนนี้เอาไปทำตามที่เขากำหนดเรียบร้อยแล้ว แปลนนี้เป็นเรื่องของปุถุชน แต่ก็เป็นความรับรองตามขั้นสมมุติของเขา

ส่วนแปลนของพระพุทธเจ้า เป็นแปลนของศาสดาองค์เอก จึงไม่มีอะไรที่จะต้องติแล้ว เอ้าเดินๆ เดินตามนี้ ใครเดินตามนี้จะเป็นผู้ตักตวงเอามรรคผลนิพพานไปตลอดสายเลย เช่นเดียวกับเราตักตวงเอาความชั่วช้าลามกจากกิเลสนั่นแหละ จะได้แต่ความชั่วช้าลามกตลอดสายไปเช่นเดียวกัน เพราะผลพร้อมที่จะให้ผลด้วยกัน ทั้งฝ่ายธรรมทั้งฝ่ายกิเลส

อยู่ในป่าในเขาท่านคุยกัน โถ เพลิน มีแต่เรื่องความรู้ความเห็นในธรรม ถ้าพูดถึงเรื่องสมาธิความสงบเย็นใจ พูดถึงเรื่องปัญญา ความแยบคายของปัญญาที่ออกรู้ออกเห็นแก้กิเลสแก้วิธีใดๆ มาคุยกันแล้ว พวกที่เรียนแล้วปฏิบัติอยู่ในขั้นภูมิระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน มันเข้าใจกันทันทีๆ ไปเลย มันก็เพลินล่ะซี ฟังนี้เพลินเลย ท่านพูด ไม่มีละไอ้เรื่องโลกเรื่องสงสารที่จะมาเจือปน มีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมล้วนๆ คุยกัน ท่านเพลินในธรรมเพลินอย่างนั้น

นั่นละ เอาผลแห่งการปฏิบัติธรรมมาพูดให้กัน มีแต่ความรื่นเริงบันเทิง มีแต่ความสุขความเจริญ สมาคมถังขยะนี้มาคุยกันซิน่ะ เอาสมาคมถังขยะมาคุยกัน โอ๊ย พ่นขยะออกมาใส่กันนี้หลบไม่ทัน หัวมีแต่ขี้เต็มละ ขี้ออกมาจากถังขยะ หลบไม่ทันขี้เต็มหัว ๆ เพราะมีแต่ขี้เต็มถังขยะ ออกมาจากปากไหนก็ออกมาจากปากถังขยะ โอ๊ยหลบไม่ทัน ขี้เต็มหัวๆ ทั้งนั้น นั่นละพวกถังขยะคุยกันเป็นอย่างนั้นนะ แต่ธรรมคุยกันไม่เป็นอย่างนั้น มีแต่ธรรม มีแต่เครื่องชะเครื่องล้าง ออกมาจากจิตใจที่สะอาดด้วยธรรมๆ พูดกันแล้วเพลิดเพลิน รื่นเริงบันเทิงเป็นกำลังใจ นี่ละธรรมท่านพูดกัน

ท่านผู้ครองความสุข พูดอย่างปัจจุบันนี้ ส่วนมากมักจะอยู่ในป่าในเขา เราไปดูถูกละซี พระเหล่านี้พระสิ้นท่า อยู่ในป่าในเขาไม่เห็นมาทำประโยชน์กับโลกกับสงสารเขาบ้าง พระพวกนี้พระสิ้นท่า ใครได้ท่าล่ะเอามาคุยกันหน่อยซี ได้ท่ากิน ท่านอน ท่าหมูขึ้นเขียงไปอย่างนั้น ถ้าได้ท่าก็ท่าแบบนั้นเสีย ได้ท่าตัวขี้เกียจขี้คร้าน บรมขี้เกียจอยู่นั้นหมด ไปได้ท่านั้นๆ พวกเรา ผลเกิดขึ้นมา วันนี้ภาวนาไม่ได้เรื่องอะไร จะได้เรื่องอะไรมันอยู่ในหมอนนั่นน่ะ จะเอาอะไร มันได้ท่าไปอย่างนั้น ท่านผู้ภาวนาท่านเป็นอย่างนั้น

นี่คือเราถอดออกมาจากทางด้านปฏิบัติ เพราะปฏิบัติเสียจนแทบเป็นแทบตาย กว่าจะได้มาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เพราะฉะนั้นการเข้าป่าเข้าเขากับเพื่อนกับฝูงบรรดากรรมฐานด้วยกัน จึงจำเจ คุยกันเสียจนจำเจ คล่องแคล่วทุกอย่าง ท่านคุยกันอย่างนั้น คุยเรื่องธรรม โลกกิเลสมองไม่เห็น ท่านคุยเรื่องธรรม เบิกกว้างทางธรรมไปเรื่อย กิเลสตาบอดมันมองไม่เห็น ท่านจึงไม่ค่อยพูด พูดให้ฟังมันก็ไม่เชื่อจะว่าไง

ถ้าว่านี่ถังขยะ นี่ขี้จวนจะหมดแล้ว อย่ากินขี้นะ ไปหามาเพิ่มอีก มีแต่อย่างนั้นเขาคุยกันพวกถังขยะ เอ้ย ทุเรศนะ ท่านคุยกันนี้ โถ รื่นเริง องค์นั้นมาจากป่านั้น องค์นี้มาจากเขาลูกนั้น ถ้ำนั้นๆ เวลาท่านลงมา หลังจากฟังเทศน์จากครูบาอาจารย์แล้วออกไป ไปคุยกัน คุยกันเฉพาะ ๒ องค์หรือ ๓ องค์ คุยตั้งแต่ธรรมล้วนๆ ไปอยู่ที่นั่นเป็นยังไง ไปอยู่ที่นั่นเป็นยังไงๆ ท่านมาคุยเป็นกรณีพิเศษจากสภาใหญ่คือหลวงปู่มั่นเราแล้วออกมาคุย นี้หมายถึงส่วนรวมนะ ตะเกียงเล็กๆ จุดไว้ เหมือนตะเกียงเราที่อยู่กุฏิทุกวันนี้ ตะเกียงเหมือนดอกบัวตูมนะ ตะเกียงเล็กๆ คุยกัน ธรรมะ

ความรู้แปลกๆ หนา คือเป็นไปตามจริตนิสัยตามวาสนา นอกจากรู้ธรรม ระหว่างกิเลสกับธรรมแล้ว ยังรู้สิ่งแปลกๆ ต่างๆ ที่เกี่ยวโยงกันไปหมดตามนิสัยวาสนา จะรู้กว้างแคบลึกตื้นหนาบางขนาดไหน ท่านจะนำมาคุยมาพูดให้ฟัง องค์นี้รู้อย่างนี้ๆ องค์นั้นรู้อย่างนั้นๆ แปลกๆ ต่างๆ กัน ทีนี้มันก็เพลินล่ะซี เพลิน ผู้ฟังเพลิน

อันนี้เราก็ระลึกได้ คือ หลวงปู่ฝั้นท่านเก่งทางพวกเทพ หลวงปู่ฝั้นท่านเก่งทางเทวบุตรเทวดา เวลาท่านมาหนองผือ คือ ครูบาอาจารย์ใดก็ตามมา เรานี้เป็นนิสัยอย่างนั้น ครูบาอาจารย์ หมายถึงว่า ลูกศิษย์ผู้ใหญ่ๆ ของท่าน แต่ละองค์ๆ ที่มาหาท่านนั้น ท่านจะปฏิสันถารต้อนรับแบบไหนๆ ทั้งภายในภายนอก ภายในคือธรรมภายในใจ ภายนอกคือกิริยาต้อนรับกัน เราจะไม่หนีไปไหน คือครูบาอาจารย์แต่ละองค์ๆ มา จะแนบอยู่นั้นเลย คอยสังเกต คอยจับ

วันนั้นพอดีท่านอาจารย์ฝั้นท่านมา พ่อแม่ครูจารย์มั่นเราอยู่หนองผือ วันนั้นดูจะเป็นวันคราวที่ตาเทิ้งแกมาด้วยนั่นแหละ เอาตาเทิ้งเป็นลูกศิษย์มาด้วย เราเคยว่าให้ตาเทิ้ง ตาเทิ้งแต่ก่อนแกอยู่ธาตุนาเวง เราลงมาจากภูเขา เรามาพักคืนเดียว แล้วนอนอยู่ในป่าด้วย ตอนเช้าออกแต่เช้าเลย มาถึงเวลาบิณฑบาตพอดี เราก็บิณฑบาตมาฉันที่ธาตุนาเวง ทีนี้ก็ชุมนุมกัน ตาเทิ้งแกไปนั่งที่ไหนฟังเสียงหัว(เราะ) อิ๊กแอ๊กๆ แกพูดเสียงไม่ค่อยดังละ แต่มีพูดตลกขบขัน พวกผู้หญิงหัวเราะกิ๊กแก๊กๆ สักเดี๋ยวเขาชวนกันไปนครพนม แล้วน้าเทิ้งไปไหม ๆ อ๋อ อย่างนี้ต้องได้ลาข้าหลวงก่อนซี ข้าหลวงคือผู้ว่า อันนี้ต้องลาข้าหลวง ข้าหลวงที่ไหน คนหนึ่งมากระซิบว่า เมียของมันนั่นน่ะ (เสียงหัวเราะ) อย่างนี้ต้องไปลาข้าหลวงเสียก่อน ถ้าข้าหลวงไม่อนุญาตก็ไปไม่ได้ เหอ ข้าหลวงที่ไหน ต่างคนต่างตื่น คนหนึ่งมากระซิบ เมียของมันนั่นน่า (หัวเราะ) แกยิ้มนะ

นี่ละที่ได้เรื่องอันนี้ จนกระทั่งเรามาอยู่หนองผือ แกมาดูเหมือนมากับท่านอาจารย์ฝั้น ดูจะเป็นคราวนั้นละ อ้าว โยมเทิ้งที่มานี้ได้ลาข้าหลวงแล้วยัง แก้ปั๊บเลยนะ โอ๊ย มาราชการอย่างนี้ไม่เป็นไรแหละ (เสียงหัวเราะ) ไม่ต้องลา มาราชการ

นี่แหละพอขึ้นไปพอกราบ เราก็นั่งแอบอยู่ข้างๆ พ่อแม่ครูจารย์นั่งอยู่ข้างบน เรานั่งข้าง ๆ ท่านขึ้นไปกราบ พอกราบท่านยิ้มๆ เพราะนิสัยท่านอาจารย์ฝั้นนิ่มนวลมาก หาครูบาอาจารย์องค์ไหนที่จะนิ่มนวลเหมือนท่านอาจารย์ฝั้นนี้ รู้สึกจะไม่ค่อยมีว่างั้นเถอะ เราชมตลอด เราก็อยากได้กิริยาของท่านเอามาใช้ แต่ลิงเรามันเกาะอยู่บนคอนี่ซี่ พอออกมาลิงเราก็ออกเสีย แบบลิงเราไปเสีย ทีนี้พอกราบแล้วท่านทำยิ้มๆ เอ๊ วันนี้หอมอะไรนะ แต่ไม่ใช่หอมธูป มันหอมอะไรนะ ทางนั้นตอบกันแล้ว เอ้อ ใช่แล้ว เราก็งง ทางนี้พูดขึ้นมา เอ๊ วันนี้หอมอะไรชอบกล แต่ไม่ใช่หอมธูป ทางนั้นตอบมาแล้ว นั่นเห็นไหมท่านรู้ด้วยกัน เอ้อใช่แล้ว ว่างั้น เราก็จับอันนี้ไว้

พอวันหลังได้โอกาสเราก็ขึ้นไปกราบเรียนถามท่าน เมื่อคืนวันที่ท่านอาจารย์ฝั้นขึ้นมา ท่านกราบแล้วมีลักษณะยิ้มๆ แล้วว่า เอ๊ วันนี้หอมอะไรชอบกลนะ แต่ไม่ใช่หอมธูป ทีนี้พ่อแม่ครูอาจารย์ตอบว่า ใช่แล้ว หมายความว่าไง อ๋อ พวกรุกขเทพมารอเต็มอยู่นั่นแล้ว รอฟังเทศน์ รุกขเทพเต็มไปหมด ท่านว่า นั่นเห็นไหม ท่านเห็นแล้ว ทางนี้ก็เห็นล่ะซี มาพูดกัน ท่านตอบกันอย่างนั้นละ เอ้อ ใช่แล้ว เรามาเรียนถามทีหลังถึงรู้ว่า ใช่แล้ว คือ ใช่รุกขเทพ แน่ะยังงั้นนะ อย่างนี้ละความรู้แปลกๆ ต่างๆ กัน

ความรู้ภายในปิดไม่อยู่นะ ตามภูมินิสัยวาสนาของใคร มีสมาธิเป็นรากฐาน ที่จะให้เกิดความรู้แปลกๆ ต่างๆ นี้ขึ้นมา สมาธิเป็นรากฐาน พอจิตมีความสงบเข้าเท่าไรๆ เรื่องนิสัยวาสนาของใครจะรู้เห็นอะไรนี้ จะแตกออกมาจากสมาธินี้ รู้สิ่งนั้นสิ่งนี้เรื่อยๆ แล้วเกี่ยวกันไปเรื่อย เป็นความชำนิชำนาญไปเรื่อย คล่องตัวไปเรื่อย จากพื้นฐาน ถึงจิตจะขึ้นขั้นปัญญาก็ต้องมีฐานสมาธิเป็นที่รับรองในเบื้องต้น

นี่ละท่านปฏิบัติธรรม ท่านรู้ธรรมท่านเห็นธรรมอย่างนั้น ก็ธรรมมีอยู่ กิเลสมีอยู่ ปฏิบัติเพื่อกิเลสก็เป็นกิเลสไปตลอดสาย ปฏิบัติเพื่อธรรมก็เป็นธรรมไปตลอดสาย เพราะผลพร้อมที่จะได้รับสำหรับผู้ปฏิบัติเสมอกันทั้งฝ่ายกิเลสและฝ่ายธรรม นั่นเป็นอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นจึงว่าเพลิน ท่านไม่ได้พูดว่าเป็นทุกข์ลำบากเหมือนพวกบ้าถังขยะเรานี่นะ องค์ไหนมาพูด ท่านไม่ได้ว่าท่านเป็นทุกข์ มีแต่ความรื่นเริงจากธรรมที่ท่านปฏิบัติทั้งนั้น ไม่เห็นองค์ไหนมาพูดเรื่องความทุกข์ความลำบาก เหมือนอย่างประชาชนทั้งหลายแบกหากกันอยู่นี้มาระบายกันนะ ท่านไม่มี ท่านเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่เห็นมีแสดงต่อกันเลย

นี่ได้ฟัดกับกิเลส ยากก็ยากเพราะการต่อสู้กับกิเลส ไม่ใช่ยากเพราะทุกข์มาทับหัวจากกิเลสที่ผลิตขึ้นมา

เวลาจิตสงบสงัดเข้าไปจริงๆ อันนี้ขึ้นอยู่กับขั้นของจิต ขั้นของจิตสำหรับผู้ภาวนา จิตละเอียดเท่าไรๆ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จ้าออกๆ ๆ ทุกอย่าง ทีนี้เวลาจิตรวมเข้าเป็นตัวของตัวโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับอาการใดทั้งหมด เป็นเรื่องของจิตล้วนๆ อยู่เฉพาะตัว ไม่มีอาการออกแล้ว มันก็เป็น สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โลกว่างเปล่าไปหมด ตัวนี้ไม่ออกแสดงว่าสิ่งนั้นมี สิ่งนี้มี ตัวนี้เข้ามาอยู่นี้หมด มีแต่ความรู้ล้วนๆ เต็มภูมิของตัวเองแล้ว โลกธาตุก็ว่างไปหมด

นี่ละที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่พระโมฆราชว่า

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ.

แปลออกให้เต็มศัพท์เต็มแสงก็คือว่า ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ฟังซิสติทุกเมื่อ จำจุดนี้ให้ดีนะ สทา สโต มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่า ว่างเปล่า แล้วจะข้ามพ้นพญามัจจุราชเสียได้ ขึ้นต้นก็ว่า พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่า ว่างเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิ อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ ถอนอัตตานุทิฏฐิที่สำคัญว่าเป็นตนเป็นตัวออกเสีย แล้วจะข้ามพ้นพญามัจจุราชเสียได้ พญามัจจุราชจะตามไม่ทันสำหรับผู้พิจารณาโลกเห็นเป็นของว่างเปล่าอยู่อย่างนี้ นี่เรียกว่าแปลเต็มศัพท์ นั่นละว่างอย่างนั้น เพราะพระโมฆราชจวนแล้ว เมื่อจวนจะถึงขั้นนั้นก็ปัดเข้าขั้นนั้นเลย ผู้ที่จะคอยดึงไปเสียก่อนเป็นวรรคเป็นตอนก็ดึงไป ๆ ผู้จะควรเข้าช่องปั๊บแล้วตีเข้าช่องเลย นี่ละ สุญฺญโต โลกํ จวนจะเข้าช่องแล้วท่านก็เอาเข้าช่องเลย

เพราะฉะนั้นธรรมะพระพุทธเจ้าที่สอนโลกจึงไม่เหมือนกัน สอนโลกทั่ว ๆ ไปท่านก็ตั้งอนุปุพพิกถา ๕ ขึ้นมา เหมือนเครื่องบินเหินฟ้า ขึ้นจากสนามแล้วก็เหินขึ้น ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่ควรแก่การบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างง่าย ๆ อยู่แล้วก็พุ่งเป็นจรวดเลยเทียว อย่างที่แสดงแก่เบญจวัคคีย์ทั้งห้า ขึ้น เทฺว เม ภิกฺขเว เข้าอริยสัจปึ๋งเลย อริยสัจนั้นเป็นรังของกิเลสและรังของธรรมที่จะฟัดกันให้แตกกระจาย อยู่ในอริยสัจ ท่านเข้านั้นเลย อริยสัจ ๔ ท่านไม่แสดงนอกจากนั้นไป

อย่าง สุญฺญโต โลกํ ก็เหมือนกัน เหมือนอริยสัจ โลกเป็นของว่างเปล่า โลกคืออะไร โลกอริยสัจ พิจารณาให้เป็นของว่างเปล่า ถอนหมดเลย อัตตานุทิฏฐิก็เป็นตัวกิเลสที่มันถือว่าเป็นตนเป็นตัว ถอนออกหมด ถึงขั้นที่ควรจะถอนแล้วท่านสอนทันทีเลย ถ้าควรที่จะก้าวเดินไปก่อนท่านก็แสดงอนุปุพพิกถา ๕ ให้ฟัง นั่นเป็นขั้น ๆ ตอน ๆ ฟอกจิตใจเป็นลำดับ ผู้ควรจะเข้าขั้นเข้าตอนแล้วก็ปัดเข้าเลย ๆ ธรรมะจึงหลายประเภทตามจริตนิสัยของคนที่หนาบางต่างกัน เอาละวันนี้เทศน์เท่านี้

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร  www.luangta.com

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก