ครั้งพุทธกาลเรียกผู้สิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์
วันที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 7:50 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่  ๓๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

ครั้งพุทธกาลเรียกผู้สิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์

 

ก่อนจังหัน

          (หลวงตามองดูรูปครูบาอาจารย์เพชรน้ำหนึ่ง) เจ้าคุณเขียนบ้านโพน เปรียญ ๙ ประโยค ท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัดโคราช สร้างวัดป่าในนั้นเลยเป็นวัดป่าเลย วัดบ้านโพนท่านสร้างเป็นป่าเลย ท่านออกไปอยู่ป่าเป็นกรรมฐานล้วนๆ เวลาทราบอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ อัฐิได้กลายเป็นพระธาตุแล้วต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น เป็นอื่นไม่ได้ ตรีตราบอกเลยคือพระอรหันต์ เวลาท่านมรณภาพอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ  จึงถามเรื่องราวอะไรทั้งหลาย โอ๋ยท่านภาวนาตลอด เพราะฉะนั้นท่านถึงลาออกจากเจ้าคณะจังหวัดไปอยู่บ้านท่านบ้านโพน สร้างวัดป่าขึ้น

พอท่านมรณภาพเราเลยสอบถามตามหลังย้อนหลัง โอ๋ยท่านเอาหลวงตาเป็นอาจารย์ตลอด ท่านบอกว่าอาจารย์มหาบัวเป็นอาจารย์ของท่านตลอด พรรษาเท่ากัน แต่เราแก่กว่าท่านนิดหน่อย พรรษาเท่ากัน ท่านเอาเทปเรานี่ไปไว้ประจำกุฏิของท่าน ที่นอน พอตกค่ำมานี้ท่านจะเปิดเทปฟังอ็อดๆๆๆตลอดเลยจนดึก จากนั้นท่านจึงทำความเพียรท่านโดยเฉพาะ ทำความเพียรด้วยการฟังเทปดีอย่างหนึ่ง ความเพียรด้วยความสงบใจ ทีนี้เวลาท่านจะทำความเพียรโดยเฉพาะท่านเก็บเทปไว้ ภาวนา ออกจากนั้นท่านก็เอาเทปมาเปิดแล้วท่านฟัง

เราเห็นตั้งแต่ท่านเอาพระท่านมามอบให้เรา เขียนจดหมายฝากมาพร้อมๆ ขอองค์นี้กลับคืนแล้วขอองค์นั้นมาฝาก ขอองค์นี้กลับคืน ท่านเปลี่ยนตลอด เราก็ไม่คิดอะไรมาก บทเวลาเรื่องราวเปิดขึ้นๆ เราถึงรู้เรื่องราวของท่าน ท่านบอกว่าตั้งแต่เราก็เป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มหาบัว เราจะเป็นอาจารย์มหาบัวได้อย่างไร นั่นละเวลามีคนถามเห็นพระส่งไปไม่เห็นส่งไปวัดไหน ส่งไปหาแต่วัดป่าบ้านตาด ส่งกลับไปส่งกลับมา เอาองค์นี้มา เอาองค์นั้นกลับไป ท่านบอกว่าท่านเป็นผู้ส่งไป ท่านเคารพอาจารย์มหาบัว เราถึงรู้

ไม่ลืมตัว ท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัด ออกจากนั้นแล้วไปสร้างวัดป่าอยู่ที่บ้านโพน เป็นวัดป่าล้วนๆ วัดป่าบ้านโพน ผู้ไม่ลืมตัวเป็นอย่างนั้น พอออก ๙ ประโยคแล้วผู้ใหญ่ก็ให้ท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัด ท่านไม่เอา พอเสร็จแล้วท่านก็กลับมาบ้านโพน แต่ท่านเป็นเจ้าอาวาสสุทธจินดา โคราช เวลาเขาไปทอดผ้าป่าวัดท่านที่บ้านโพนเขามาขอให้เราเป็นหัวหน้าทอดผ้าป่า เราก็พอใจไป เพราะหนึ่ง ท่านกับเราคุ้นกัน สนิทสนมกันมากมาแต่ไหนแต่ไหนแต่เรียนหนังสือ และสอง..ท่านออกมาปฏิบัติกรรมฐานแล้วสำนวนโวหารอรรถธรรมจะมาทางปริยัติหรือมาทางปฏิบัติมาก สำนวนโวหารออกมาจากเทศน์

เราพอใจไป ไปฟังโวหารของท่าน ตอนนั้นท่านก็ดี แต่พึ่งเริ่มตั้งต้นกรรมฐาน อย่างนั้นละกรรมฐานฟังกันฟังอย่างนั้นละ เราก็เป็นกรรมฐาน ท่านก็ออกมาเป็นกรรมฐาน ท่าน ๙ ประโยค แต่เรา ๓ ประโยค พอรู้ในจิต จิตเป็นธรรม ธรรมเป็นจิต เป็นระยะๆๆ จนกระทั่งจิตเป็นธรรมล้วนๆเลย พอแย็บออกมาจากในปาก ออกจากปากปั๊บแล้วรู้ทันที ว่าพระองค์นี้ครูบาอาจารย์องค์นี้เป็นอย่างไรภูมิจิตภูมิธรรมบอกทันที ถ้าเอาตั้งแต่หนังสือมาเป็นหนอนแทะกระดาษมันก็รู้ทันที ทีนี้มีแต่ธรรมล้วนๆ ออกจากใจ ใจเป็นธรรมแล้วก็รู้ทันที นั่นละพระท่านฟังกันฟังอย่างนั้นละ ไม่ใช่นะโน ตัสสะ ๙ ประโยคนะจะว่าอย่างนั้น

ท่านเจ้าคุณเขียนอัฐิท่านกลายเป็นพระธาตุนะ เพราะฉะนั้นเราถึงซักเลย ที่ไหนได้เทปของท่านอาจารย์เต็มอยู่ในกุฏิท่าน อยู่ข้างที่นอน เราถึงรู้ ท่านไม่สนใจกับอะไร พอเข้าใครไปยุ่งไม่ได้ ท่านจะเอาเทปมาเปิดตลอด จนกระทั่งดึกเข้ามาเงียบเข้ามาท่านนั่งภาวนา ตกหัวค่ำท่านนั่งฟังเทป นี่ละท่านเจ้าคุณเขียน พระดูกันท่านดูอย่างนั้นนะ พระกรรมฐานเทศน์เหมือนกัน พระทางปริยัติเทศน์ไปอย่างนั้นเราก็ไม่ค่อยสนใจนะ  เพราะการเรียนเราก็เรียน ท่านก็เรียน ท่านก็เทศน์ เราก็เทศน์ ถ้าพระปริยัติล้วนๆเทศน์มีแต่กระดาษ อ่านกระดาษ ถ้าพระปฏิบัติรู้ธรรมเห็นธรรมจริงๆ ธรรมกับจิตเป็นอันเดียวกันโดยลำดับลำดาแล้วแย็บออกปั๊บรู้ทันที นี้พระไตรปิฎกธรรมชาติ พระไตรปิฎกเคลื่อนที่ก็มี พระไตรปิฎกธรรมชาติก็มี ท่านรู้กันอย่างนั้น

(หลวงตาท่านมองไปที่รูปครูบาอาจารย์เพชรน้ำหนึ่ง) นั่นองค์หนึ่งพระภาวนา ชื่อเสถียร ท่านเป็นคนอุดรแล้วท่านไปภาวนาอยู่ทางเขตต่อพม่า เมืองไทย-พม่าเขตต่อ นี่สำคัญมากนะ ชื่อเสถียร บ้านเดิมท่านอยู่อุดร พาพ่อพาแม่ไปอยู่ทางนู้นมีที่สะดวกสบาย การทำมาหาเลี้ยงชีพก็สะดวก ทุกอย่างสงบสงัดทั้งด้านธรรมทั้งด้านโลก ท่านเลยชวนพ่อแม่ท่านไป ท่านเข้าท่าอยู่นะ แล้วได้ประโยชน์ทางนู้น ชื่อเสถียร นู่นอาจารย์ชา ท่านบุญมี ท่านอุทัย ท่านวันชัย หลวงพ่อตัน ท่านปัญญา นี่เพชรน้ำหนึ่งมีหลายองค์นะนี่ ท่านสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นสมัยครั้งพุทธกาลเป็นพระอรหันต์ ทุกวันนี่เทวทัตมันขวางหูขวางใจ ว่าอรหันต์ไม่ได้ เทวทัต คือพระที่ท่านจะรู้กันต้องเป็นนักภาวนาด้วยกัน ได้สนทนากันในวงภายในๆรู้กันแต่ว่าภายใน นอกนั้นไปท่านเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ เพราะฉะนั้นวงกรรมฐานกันมองเห็นกันรู้กันทันทีๆ เพราะทราบจากใจ

 

หลังจังหัน

          (พระมหาสมัยจากออสเตรเรียมากราบถวายปัจจัย ๑๔,๓๖๐ ดอลลาร์ ทองคำประมาณ ๑๕ บาท เงินยูโร ๓๐๐ ยูโร)  พวกคนออสเตรเรียเขารู้จักใส่บาตรไหม (ส่วนใหญ่มากับภรรยา เขาศรัทธาดีอยู่ครับ) พวกเราอยู่ที่ใดอยู่ด้วยความเป็นพระเย็นหมด  เย็นทั้งเรา เย็นทั้งข้างนอกข้างใน เย็นไปหมด คำว่าพระเป็นข้าศึกต่อใครเมื่อไร เป็น บุญเป็นคุณต่อเทวบุตรเทวดา-อินทร์-พรหมหมดเลย ท่านผู้ที่ทราบเรื่องวิญญาณของพวกเทพกับวิญญาณของนักภาวนา..เมื่อทราบแล้วพูดกันได้สะดวกสบาย เฉพาะวงเดียวกันที่เข้าใจกันนะ ถ้าไม่ใช่ข้างเดียวกัน....เฉย เหมือนไม่รู้ไม่ชี้ เป็นอย่างนั้นละ

          ตาบัวองค์เดียวละเป็นหัวหน้าหมู่เพื่อนอยู่ในวงกรรมฐาน นอกนั้นล่วงไปหมดแล้ว ท่านเพียรก็ล่วงไปแล้ว ท่านเพียรนั่นก็พระเพชรน้ำหนึ่งนะ ท่านเพียรเพชรน้ำหนึ่ง ถ้าในครั้งพุทธกาลท่านเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ กิเลสสิ้นแล้วจากใจ ประกาศด้วยออกมาทางธาตุทางขันธ์ทางอะไรในองค์ของท่านเอง เป็นเครื่องหมายของพระอรหันต์ครั้งพุทธกาลกับอันนี้เป็นอันเดียวกัน ความหมายว่าอย่างนั้น เหมือนกับว่าจิตบริสุทธิ์แล้วอันเดียวกันหมด เรื่องธาตุขันธ์มันก็เปลี่ยนแปรสภาพไปเป็นบริษัทบริวารของจิตที่บริสุทธิ์ เข้าใจไหมละ

          ธรรมของพระพุทธเจ้าที่ว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว ไม่มีผิด ขอให้ปฏิบัติตามนั้นเถอะไม่ผิด มันผิดแต่พวกเรา ท่านว่าสวากขาตธรรมคือตรัสไว้ชอบแล้ว ชอบทุกขั้นทุกภูมิของธรรม มันไม่ผิดพลาด แต่ผู้ปฏิบัติอย่างพวกเรางูๆปลาๆเป็นธรรมดา ท่านเพียรนี่ก็เรียกว่าเรียบร้อยแล้วเป็นเพชรน้ำหนึ่งท่านเพียร สำหรับในองค์ท่านเองรู้นะ องค์อื่นไม่รู้ แต่เราปากเปราะเลยพูดให้ฟังเสียบ้าง อันนี้มันหมดราคาแล้วละ จะขายก็ไม่ขาย จะซื้อก็ไม่ซื้อ หมดราคาแล้วคนอย่างนั้นละ ท่านเพียรนี่ก็เพชรน้ำหนึ่งนะ อย่างนั้นละใครรู้ท่านง่ายๆ ไม่รู้ง่ายนะ ไม่รู้ วงเดียวกันพูดธรรมะกันปั๊บเข้าใจกันหมดเลย ในครั้งพุทธกาลท่านเรียกผู้สิ้นกิเลสอย่างนั้นเป็นพระอรหันต์ เรานี่กิเลสเต็มตัวเดี๋ยวหันทางนั้นหันทางนี้มันหันอย่างนี้

          วันนี้จะไปไหนไม่รู้ คิดแล้วว่าจะไป เราอายุเท่าไรแล้วเดี๋ยวนี้ อายุ ๙๗ ปีแล้ว ไม่ใช่เล่น บวชกี่ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี ๒๔๗๗ ๗๕ ปีแล้วบวช) ๗๕ ปี คนเขามาถามผู้หญิงอายุประมาณสัก ๗๐ เขามาถาม เขามาวัดมาวา เขาไม่เคยถามใครที่ไหน ท่านบวชอยู่นี้สักกี่พรรษาแล้ว ท่านไม่คิดอยากสึกเหรอ เขาถาม ผู้เฒ่านะ เข้ากันได้ นี่ก็ผู้เฒ่าตอบ มันหมดทุกอย่างที่ว่าอยากสึกไม่อยากสึก ตายเมื่อไรก็ไปเมื่อนั้นเท่านั้นเอง ไม่คิดกลัวไม่คิดกล้า ตายเมื่อไรพร้อมแล้วไปได้ อย่างอื่นไม่มี แต่ก็เดชะนะตั้งแต่บวชมาไม่เคยคิดอยากสึกนะ ไม่มี คอยขยับได้ธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ อ่านไปค่อยขยับไปเรื่อย ไม่ท้อใจ ขยับไปเรื่อยๆ

          โยมแม่อยากให้บวชมาก รู้สึกว่าโยมแม่จะไว้ใจทางหน้าที่การงานอะไรๆ อยู่ในบ้านเหมือนว่าเราเป็นพ่อบ้าน ยังเด็กอยู่นะพ่อแม่ทะเลาะกันเราละเป็นคนตัดสิน เฒ่าจะตายแล้วมาทะเลาะกันให้ลูกฟังบ่อายบ้าง พ่อแม่ทั้งหลายเขาทะเลาะกันให้ลูกฟังมีไหม พ่อกับแม่เงียบเลย บวชแล้วไม่คิดอยากสึก ไม่มี เพราะอ่านธรรมะนี้เข้าไปมันปลุกใจเรื่อยๆ ปลุกใจ ถึงที่สุดไปปลุกใจตอนไปสวรรค์....จะพยายามปฏิบัติตัวให้ดี ไม่ให้คลาดเคลื่อนจากหลักธรรมวินัย สึกแล้วเราไปสวรรค์ สวรรค์ยังมาเกิดอยู่ ไปพรหมโลก พรหมโลกมาเกิดอีก ไปไหนไปนิพพาน คึกคักเลยไปนิพพาน จะเอาให้ไปนิพพานให้ได้ ให้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง มันคิดคะนองมาก พระหนุ่มพระน้อยมันก็คิดไปอย่างนั้น ที่ว่าจะให้ไปนิพพานเน้นหนักนะ ผลสุดท้ายไปนิพพาน ให้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง  จะให้ไปนิพพาน อันนี้เน้นหนักนะ มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่ทราบจะไปทางไหน เดี๋ยวนี้ไม่ทราบแล้วจะไปที่ไหนเรา เป็นพระหนุ่มพระน้อยคิดของมันอย่างนั้นละ

วันนี้จะไปวัดท่านอุทัย (ไปวันอังคารนี้เอง) วันไหนก็ตาม ธรรมไม่มีวันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส มันอยู่ที่หัวใจคน หัวใจมันดูดกันอย่างไร เราคิดหมดนะ คิดถึงบริษัทบริวาร พระเณรด้วยแล้วยิ่งจ่อนะ จ่อ เห็นว่าไม่เป็นท่าไปก็จี้กันเลย หลงทิศไป ถ้าดีแล้วไม่เป็นอะไร ถ้ามีอะไรข้อตำหนิอยู่ไปก็ไปจี้กันเลย ตอนไปจี้กันไม่มีใครรู้นะ ออกมาข้างนอกธรรมดามาเยี่ยมลูกศิษย์ลูกหา ความจริงไปจี้กัน จี้กันเลยเข้าใจไหมละ

 

รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM103.25 MHz

พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก