ปทปรมะ-พวกนรกแตก
วันที่ 15 มิถุนายน 2543
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๓

ปทปรมะ-พวกนรกแตก

ยาอะไร (ยาที่เขาขออนุญาตหลวงตา) ขออนุญาต เราไม่ได้อนุญาตนี่นะ ไม่เอา เอาไปเอาคืน สุ่มสี่สุ่มห้ามาไม่ได้นะ เราไม่ได้เหลาะ ๆ แหละ ๆ เราจริงทุกอย่างบอกแล้ว นี่เราไม่ได้อนุญาต ขอก็เป็นไรไป ขอเป็นเรื่องของผู้ขอ แล้วยุ่งตลอดตั้งแต่หยูกแต่ยา อะไรต่ออะไร รุ่มร่าม ๆ ธรรมไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ เป็นตัวของตัวตลอดเวลา..ธรรม ยุ่งตลอด

เห็นไหมล่ะเราเขียนไว้ในประวัติหลวงปู่มั่น ยาแก้โรคท่าน ขึ้นถ้ำสาริกา เขียนมาไว้ทำไม เพื่อให้เป็นคติตัวอย่าง ยาชนิดนั้นมีอยู่ทั่ว ๆ ไปเพราะเป็นยาสมุนไพร หาได้ตามป่า เวลาท่านขึ้นถ้ำสาริกา ส่วนเขาห้ามไม่ให้ท่านขึ้นไป พระพึ่งตายไปตั้ง ๔ องค์แล้ว ตายสด ๆ ร้อน ๆ ไปองค์ที่สี่เร็ว ๆ นี้ ท่านจะขึ้นไปทำไม ท่านก็ขอขึ้นเรื่อย ๆ เพราะท่านไม่รู้จักทาง ให้เขาพาขึ้น เขาก็บอกว่าไม่ควรขึ้น ๆ อย่างนั้นเสีย อย่างไรท่านก็ขอให้เขาไปส่งท่านขึ้นเขา จนกระทั่งเขาถามเหมือนกับว่ากระแทกกลับมาเลยว่า นี่ท่านจะไปตายองค์ที่ห้าเหรอ นั่นเห็นไหมล่ะ เอ้อ ตายไม่ตายก็จะขึ้นไปดูเสียก่อน เมื่อไม่ควรอยู่ก็จะลงเสีย นี่ยังไม่เคยเห็น ให้ส่งอาตมาไปดูเสียก่อน หากไม่ควรอยู่ก็ค่อยลงมา นั่นเห็นไหมคำพูดท่านพูดกับเขา

แต่ใจท่านเด็ด ไม่ว่าจะองค์ที่ห้าองค์ที่เท่าไรก็ตามว่างั้นเลย ป่าช้าอยู่กับทุกคน ฟังซิน่ะ ไม่ขึ้นบนเขามันก็ตาย ผู้ที่บอกอยู่เวลานี้เขาก็จะตาย ทำไมจะมาตายแต่เราคนเดียวทั้งโลกนี้น่ะ คนทั้งโลกมีมากขนาดไหน มาตายแต่เราคนเดียวเหรอ ก็นี่เราจะไปเสาะแสวงหาธรรมนี่นะ

พอขึ้นไปโรคท้องท่านกำเริบ มีริดสีดวงด้วย วันนั้นท้องกำเริบด้วย เอายามาฉัน ยาก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ที่เคยบรรเทามาก็ไม่มีความหมาย ในระยะนั้นไม่มีความหมายเลย ก็ยานี่พอบรรเทากันมาบ้าง คราวนี้ยาก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว ความหมายจะอยู่กับอะไร ไม่มีความหมายก็จะเอาไว้ให้หนักทำไม ท่านก็เอายาปาลงเขาเลย ปาเข้าป่าเลย นั่นฟังซิ ท่านพูดเอง เราจับติดไม่ปล่อยนะ เอ้า ไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ต้องยุ่งกัน ปายาเข้าป่าแล้วก็ เอาละวันนี้ เอากันให้ถึงเหตุถึงผลวันนี้ เตรียมสละเลย ที่ท่านนั่งท่านก็บอก เราไปดูหมด คือมันเป็นหลุมอยู่ ท่านไปนั่งอยู่ปากหลุม หลุมก็กว้างประมาณ ๒ เมตรละมั้ง เป็นหลุม ท่านนั่งอยู่ปากหลุม หันหน้าไปทางไหนไม่รู้ละ ซัดกันเลย เอากันเต็มเหนี่ยวเลยท่านว่า โถ จิตก็รวมพรึบเลย

นั่นเห็นไหมเวลาจนตรอกจนมุม ไม่เอาไหนละที่นี่เอาซัดกันเลย ยาก็เรียกว่าหมด ขาดสะบั้นไปเลย เพราะจิตท่านเด็ดมากนะ นิสัยพ่อแม่ครูจารย์นี้เด็ด เด็ดมากทีเดียว ว่าอะไรขาดเหมือนหินหัก ปั๊บต่อกันไม่ได้แล้ว ซัดกันเต็มเหนี่ยว ไล่กันเข้าไป สติปัญญาไล่ต้อนกันเข้าไป กาย เวทนา จิต ธรรม สติปัฏฐาน ๔ อริยสัจ ๔ มาพร้อมกัน กายคือร่างกายที่กำลังถ่ายอยู่เวลานั้น เวทนาคือกองทุกข์ จิตก็คือตัวกังวลในสิ่งเหล่านี้ ธรรมก็สติธรรม ปัญญาธรรม แยกออกไปหาที่เอามาแก้ซี ท่านแสดงไว้ในสติปัฏฐาน ๔ นั่นก็เห็น แต่ผู้ที่จะนำมาใช้แยกออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวซี กาย เวทนา จิต ธรรม ธรรมนี้หมายถึงอะไร สติธรรม ปัญญาธรรม แน่ะเห็นไหมล่ะท่านแยกเข้ามา ฟาดกายกับเวทนา ไล่เบี้ยกันตรงนั้น พอรอบตัวแล้วมันก็ลง

อันนี้เราก็ยอมรับทันที เพราะเราเป็น เป็นตามหลังท่านก็ธรรมอันเดียวกัน ยืนยันกันได้ทันทีเลย เวลาไล่เข้าไปจริง ๆ สติปัญญาทันมันก็ไล่เข้าจนตรอก กิเลสจนตรอกธรรมะก็พุ่งทะลุเลย ลงพรึบเดียวเท่านั้นท่านว่า โถ โลกธาตุนี้ว่างไปหมดเลย จึงได้มีผีใหญ่แบกไม้จะมาตีท่าน นั่นละท่านว่าจิตรวมเป็นครั้งแรก สว่างจ้าครอบไปหมดเลย นี่ละเวลาจนตรอกจนมุม ไล่มันลงไปอย่างนี้ มันก็ลงของมันอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราจึงได้กล้าพูดล่ะซี พูดกับท่านอยู่หนองผือเราลืมเมื่อไร พิจารณากัน จิตมันก็ลงแบบเดียวกันนี่แหละ มันก็จ้าเหมือนกัน พอวันหลังขึ้นไปกราบนมัสการถวายธรรมะให้ท่านฟัง ท่านก็ขึ้นอุทาน เอ้อ เอาละที่นี่เหมือนกัน ท่านมหาเป็นเหมือนกัน ผมเป็นอยู่ถ้ำสาริกา ท่านย้อนมาทันทีเลย

ท่านเคยเล่าอยู่บ้างแล้วก่อนหน้า แต่เล่าเวลาถึงใจมันเผ็ดร้อนอยู่นะ เอามาเป็นพยานกัน เวลาจนตรอกจนมุมมันลงของมันเต็มเหนี่ยวเลย แต่เราก็ไม่เคยเป็น บทเวลาเป็นคาดได้เมื่อไร สิ่งที่รู้ที่เห็นที่เป็นนั้น ไม่ต้องไปหาใครมาเป็นพยาน ประจักษ์กับหัวใจหมดเลย แล้วจะเอาใครมาเป็นพยาน ธรรมอยู่กับใจ ไม่ได้อยู่กับที่ไหนจะมาเป็นพยาน มันอยู่กับใจ จ้าขึ้นที่ใจแล้วไปถามใคร ท่านว่า เอาละที่นี่ได้หลักใหญ่ เราก็ไม่ลืม เอาละที่นี่ หลักใหญ่อันหนึ่งท่านว่างั้น คือเล่าให้ท่านฟัง เรื่องอย่างนี้เราก็ไม่เคยเป็นจึงไม่เคยเล่า สิ่งที่แยกแยะออกไปไหนท่านก็เล่าให้ฟังกลาง ๆ ทีนี้เวลาเราพูดมันแยกแยะออกไป ท่านก็ เอ้อ ขึ้นเลยทันที ท่านรู้มาหมดแล้วนี่ ก็เป็นเหมือนกันก็รู้อย่างเดียวกัน เวลาท่านเล่าท่านก็ออกมาเป็นเครื่องยืนยันกันทันที ๆ

ไอ้เรามันก็บ้า ไปไหนก็จูงหมาไปด้วย พอเป็นอย่างนั้นแล้ววันหลังจะฟัดใหญ่อีกละเราก็ดี มันบ้าเข้าใจไหมล่ะ วันหลังจะฟัดใหญ่ให้มันลงอย่างนั้นอีก ทีนี้มันไม่ลง ทำยังไงมันก็ไม่ลง เราพิจารณาเรื่องอะไรมันก็ลงตามสภาพของมันโดยเฉพาะ ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่เป็นนั้น ซัดอยู่สองสามคืนมันไม่เป็น กลับขึ้นไปหาท่านอีก ทำคราวนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นอีก มันเป็นไปตามเรื่องของมัน มันไม่ลงอย่างนั้น มันเป็นบ้าเหรอ ขึ้นเลยทันที มันเป็นมันก็เป็นหนเดียวเท่านั้นจะไปหามันอะไรอีก เวลามันเป็นไปหามาจากที่ไหน มันก็เป็นขึ้นจากจิต เวลาไม่เป็นจะไปหาที่ไหนก็ไม่เจอ มันอยู่กับจิต มันเป็นบ้าอะไรนี่ ท่านขนาบเลย โถ หมาตัวนี้หลบใหญ่เลย มันเป็นหนเดียว ผมก็เป็นหนเดียวเท่านั้นไม่เคยเป็นอีกนะท่านว่าอย่างนั้น จะให้มันเป็นอะไร มันเป็นอะไรก็รู้กันเท่านั้น ๆ เราก็ไม่ลืม

นี่ละธรรมถ้าลงได้เป็นขึ้นกับจิตแล้ว เป็นปัจจุบัน ๆ ไม่มีอดีต อนาคต อย่างพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมากี่พระองค์ ๆ นี้ มันกระเทือนถึงกันหมดเลย ถึงขั้นมันกระเทือน ๆ หมดนะ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กระเทือนถึงกันหมด ไม่ต้องไปถามใคร มันเป็นอันนี้แล้วถึงนำอันนี้ออกพูดถึงเรื่องความกระเทือนถึงกัน ดังที่ว่า น้ำสายต่าง ๆ ไหลลงมาเข้าสู่มหาสมุทรปึ๋งเท่านั้น เป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมด แม่น้ำสายนั้นสายนี้ไม่มีความหมายเมื่อเข้าถึงมหาสมุทรแล้ว จ่อลงไปปั๊บก็เป็นน้ำมหาสมุทรอันเดียวกันหมด นี่จิตเวลาลงเป็นธรรมทั้งแท่งเป็นอันเดียวกันแล้ว ก็เท่ากับน้ำไหลลงสู่มหาสมุทร เป็นจุดรวมแห่งธรรมทั้งหลาย ผึงลงไปนั้นแล้วไม่ต้องถามใคร มันจ้าอยู่กับนั้นแล้วถามใคร

หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง นั่นเห็นไหมล่ะ ก็เหมือนแม่น้ำสายต่าง ๆ ไหลลงมา มาเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันได้ยังไง ความหมายว่างั้น จิตเวลาลงเต็มที่แล้ว เป็นธรรมธาตุเหมือนกันแล้วก็ไม่ต้องถามกัน สิ่งที่เราเคยคิดเคยอ่านแต่ก่อน เช่น พุทโธ ธัมโม สังโฆ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เราก็คิดฝังใจ แต่เวลาถึงเหตุถึงผลอย่างจัง ๆ แล้วไม่ต้องไปถามใคร หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง นี่เห็นไหมล่ะ ถามใครที่ไหน เราไม่เคยคาดเคยคิด เวลามันเป็นขึ้นมาก็ไม่เห็นถามใคร พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นแง่แขนงแห่งธรรมที่จะนำออกมาสู่โลก เพื่อโลกได้ยึดนี้เข้าหาจุดใหญ่ ๆ คือยึดอันนี้ ๆ พอเข้าถึงอันนั้นแล้ว พุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็เป็นอันเดียวกันเลย

นั่นละธรรมรู้ ๆ อย่างนั้นนะธรรมพระพุทธเจ้า ใครจะมาลบล้างได้เมื่อไร ขอให้ปฏิบัติตามที่ทรงแสดงไว้แล้วจะไม่เป็นอื่น เข้าจุดนั้น ธรรมนี้ถูกต้องทุกอย่างแล้ว เป็นแบบแปลนแผนผังอย่างถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอให้ปฏิบัติตามนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติก็มีแต่ให้กิเลสมันปิดทางเดินไว้หมด ๆ มันลบไว้หมด มรรคผลนิพพานไม่มี สวรรค์ไม่มี บาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มีไปหมด มันปิดไว้หมด ทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านั้นมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ มีมาวันสองวันเมื่อไร มันก็ลบหมด กิเลสมันปิดทางไม่ให้เดินไปนั้น

ทำบุญทำทานทำไปหาอะไร นั่นเห็นไหมล่ะ มันไม่ให้ทำไม่ให้เดิน การทำบุญให้ทานสร้างคุณงามความดีทั้งหลาย เหมือนกับเราก้าวเดินจะเข้าสู่จุดนั้น กิเลสมันก็ปิดตันไว้เสีย ทำไปหาอะไรทำบุญ บุญไม่มี บาปไม่มี สร้างแต่บาปล่ะซีทีนี้ ว่าบาปไม่มี ผู้สร้างบาปคือตัวผู้นั้นเอง สร้างเรื่อย ๆ คำว่าบาปว่าบุญไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำเสกสรรปั้นยอ ขึ้นอยู่กับความจริง ใครทำดีเป็นดี ใครทำชั่วเป็นชั่ว ใครทำบุญเป็นบุญ ทำบาปเป็นบาป ตลอดไปเลย ขอให้กระดิกตัวลงสร้างเถอะ ทำปั๊บนี้ใช่แล้ว นั่นละทางเดินของตัวเอง ดีก็เดินทางดี ชั่วก็เดินทางชั่ว จากการทำของตัวเอง ไม่ได้หาที่ไหนนะ เวลาถึงที่แล้วก็อย่างที่ว่าไม่ต้องถามกันแหละ

นี่ละพ่อแม่ครูจารย์เวลาท่านทิ้งยาเข้าป่าแล้ว ปล่อยอะไรทั้งหมด หมุนตัวเข้าสู่ธรรมจ้าขึ้นมานั้น นี่เอะอะยานี้ดี ยานั้นดี ยานี้มาจากเมืองนั้นมาจากเมืองนี้ เมืองขี้หมาอะไรประสายา เอามาอวดทำไมประสายา รักษากันไปอย่างนั้นแล้ว ควรจะรักษาแค่ไหนก็รักษากันไป ไม่ควรรักษาก็ปัดทิ้งเสีย ธรรมเป็นตัวของตัวตลอดเวลาแล้วยุ่งอะไรกับสิ่งเหล่านั้น เพียงเครื่องเยียวยาเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่เป็นหลักเป็นเกณฑ์เป็นมรรคเป็นผลพอจะฝากเป็นฝากตายกับมันได้ ฝากเป็นฝากตายได้กับธรรมเท่านั้น อย่างอื่นไม่มี

ใครจะเก่งขนาดไหนให้เก่งไปเถอะว่างั้นเลย สัตวโลกนี้ไม่มีใครเหนือกรรม กรรมดีกรรมชั่วรวมแล้วเรียกว่าธรรม ไม่มีอะไรเหนือกรรมเหนือธรรมไปได้ ใครจะเก่งขนาดไหนก็เก่ง เก่งแต่ขนาดกิเลสมันหลอกต้ม เปิดทางนรกให้เท่านั้นเอง เปิดทางนรกให้ มันบอกนรกไม่มี แต่มันเป็นผู้เปิดทางนรกให้เองนะ บอกว่านรกไม่มี บาปไม่มี มันเปิดทางนรกแล้วนะนั่น ให้ผู้นี้ตายใจทำตามมัน ก็โล่งเลยนรก ว่ามีหรือไม่มีไปดูเอา สัตว์เต็มอยู่ในนรก ในสัตวโลกเรานี้สัตว์ที่ไหนจะมากกว่าสัตว์นรก เพียงหลุมเดียวเท่านั้น อย่ามาพูดเลยเมืองไทยเรานี่ มีน้อยเท่ากำปั้นเท่านั้นแหละ กับสัตว์ที่จมลงในนรกมากขนาดไหน มีหรือไม่มี นั่น ท่านผู้เห็นท่านตาดีนี่นะ ไอ้ผู้ปฏิเสธมันคนตาบอดนั่นซิ เราจะเอาอันไหนมาเป็นเครื่องวัดเครื่องตวงมาเทียบเคียงกัน ผู้เห็นเป็นคนตาดีเห็น ผู้ปฏิเสธเป็นคนตาบอด แล้วก็เดินตามความตาบอดของตน ก็ลงเอา ๆ โดนเอา ๆ ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าองค์ไหนมาสอน รื้อขึ้นมาเท่าไรมันไม่ยอมฟังเสียง กิเลสลากลงไป ๆ

น้ำหนักของกิเลสนี้เก่งมาก ๆ เรายังบอกแล้ว ไม่มีอะไรที่จะฉลาดแหลมคมยิ่งกว่ากิเลสในวัฏจักรนี้นะ ถ้าไม่มีธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องกิเลสนี้เป็นยอดทีเดียว เพราะฉะนั้นถึงเกลี้ยกล่อมสัตวโลกตลอดเวลา ไม่ให้มีคำว่าเบื่อหน่ายอิ่มพอเห็นโทษของมันเลยแหละ ดิ้นไปตามมันตลอด เมื่อธรรมแทรกเข้าไปมันก็มีเครื่องวัดกันล่ะซี เครื่องเทียบเครื่องเคียงกันมันก็รู้น่ะซี เป็นสองแล้วได้เลือกแล้วที่นี่ แต่ก่อนเป็นอันเดียว มีแต่กิเลส อะไร ๆ ก็มีแต่กิเลสหมดลากไปตลอด พอมีธรรมแทรกเข้าปั๊บก็สะดุดใจ นั่นละเวลาจิตสัมผัสธรรมเข้าไปสะดุดใจ เทียบกับกิเลสทันที

เช่น อย่างความวุ่นวายนี้ เราจะภาวนาจิตมันดีดมันดิ้นเอาเสียจนไม่เป็นตัวของตัว จะตกนรกทั้งเป็นว่างั้นเถอะนะ ทีนี้เมื่อฟัดเหวี่ยงกันเข้าไม่หยุดไม่ถอยนี้ เรื่องความวุ่นวายนั้น ธรรมระงับมัน เช่น คำบริกรรม เป็นต้น พุทโธ ๆ บีบบังคับให้อยู่กับพุทโธ ไม่ให้มันไปไหน มันจะคิดจะยุ่งเหยิงวุ่นวายไปไหน เป็นเรื่องของกิเลสลากออกไปจมนรก ไม่ไป เกาะอยู่กับธรรม เช่น พุทโธ เอ้า เป็นตายให้อยู่ที่นี่ ตั้งสติไว้ที่นี่ไม่นานละนะ เมื่อเอากันหนัก ๆ ความวุ่นวายเหล่านั้นค่อยเบาลง ๆ ทำความสงบด้วยการภาวนามีคำบริกรรมเป็นที่ยึดของใจ แล้วค่อยสงบเข้ามา ๆ แน่ว

เห็นแล้วที่นี่ ความวุ่นวายเป็นโทษอย่างนั้น ๆ ความสงบเป็นคุณอย่างนี้ ๆ นี่เห็นไหมเมื่อมีธรรมเข้าไปแทรกมันเทียบกันได้ทันที ต่อไปมันก็หมุนหาความสงบ พอความวุ่นวายเกิดขึ้นมา โอ๋ย นี่ภัย นั่นเห็นไหม มันรู้แล้วว่าเป็นภัย แต่ก่อนรู้เมื่อไร เพียงความสงบเข้าไปเท่านั้นก็เห็นแล้ว ทีนี้ก็เน้นหนักทางนี้อีก หมุนติ้วเข้าไปละที่นี่ กิเลสทั้งหลายก็ค่อยจางไป ๆ จิตก็พุ่ง ๆ นั่น พอมีสองแล้วมันเทียบกันได้นะ อันนี้มันไม่มีนั่นซี มีอันเดียว มีแต่กิเลสเต็มตัวเต็มหัวใจ

ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ท้าทายได้ในหัวใจของผู้รู้ผู้เห็น ไม่ต้องไปหาใครมาเป็นพยาน สด ๆ ร้อน ๆ ขึ้นทันที กระจ่างขึ้นแล้วไม่ต้องถามใคร มีแต่อุทานขึ้นเท่านั้นเอง หือ อย่างนี้เหรอ ๆ นั่นเห็นไหมล่ะ ไปถามใครที่ไหน พูดอย่างนี้เราก็ระลึกถึงพ่อแม่ครูจารย์ พอถึงขั้นสุดยอดแล้วท่านพูด เราไม่ได้ประมาทพระพุทธเจ้า สาธุ ท่านยกมือขึ้นไหว้เลยนะ เห็นอยู่นั่งอยู่ต่อหน้าต่อตา ยกมือไหว้ขึ้น สาธุ แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้านี้ก็ไม่ทูลถาม นั่นฟังซิ ทูลถามท่านอะไรของอันเดียวกัน เราก็ไม่ลืม เราฟังอยู่นั้น บทเวลาไปโดนเข้าก็อย่างเดียวกันเลย ทูลถามท่านหาอะไร ไม่ใช่บ้าว่างั้นเลยพูดง่าย ๆ นั่น ของอันเดียวกัน

ทีนี้เวลากิเลสมันปิดมันไม่ให้เห็นซี เวลานี้ศาสนามีที่ไหนในเมืองไทยเรา มีแต่กิเลสเต็มบ้านเต็มเมือง เต็มหัวใจสัตวโลก จนอิดหนาระอาใจละผู้ที่จะสอน สอนไปทำไมสอนไปเขาก็ไม่เชื่อ เพราะเขาเชื่อกิเลสจนฝังใจแล้ว เอากิเลสเป็นสรณะแล้ว กิเลสเป็นที่พึ่งไปหมดแล้ว เขาไม่สนใจกับธรรมเป็นที่พึ่ง สอนไปแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์สอนไปทำไม นี่ละที่พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย อย่างนี้เอง มองดูแล้วเหมือนกับว่าจะไม่มีเลยผู้ที่จะรู้จะเห็นได้อย่างนั้น ผ่านไปอย่างนั้น มันมืดมิดปิดตาไปเสียหมดเลย เรื่องมีก็มีเวลาทรงพิจารณาแล้ว มีแต่น้อยมาก

นี้ก็เคยเทียบแล้ว ภูเขาทั้งลูกมืดตื้อไปหมดทั้งลูกเลย ท้อใจล่ะซิ หือ มันจะมืดตื้อไปหมดไร้สาระเสียทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเหรอภูเขาลูกนี้ สิ่งที่เป็นสาระบ้างจะไม่มีแทรกอยู่ในภูเขาลูกนี้บ้างเหรอ พิจารณาแยกแยะออกไป ก็มี ไม่ใช่จะไร้สาระเสียหมด แร่ธาตุต่าง ๆ ที่จะนำมาเป็นประโยชน์มีเยอะ แร่ธาตุนั้นแร่ธาตุนี้ จนกระทั่งถึงแร่ทองคำ เพชรนิลจินดา มันอยู่ในนั้นหมด อ๋อ มี ถึงไม่มากก็มี จึงได้ขุดค้นในภูเขาลูกไร้สาระนั้นแหละ ออกมาเป็นสาระ ๆ ลากสัตวโลกที่อยู่ในภูเขาวัฏจักรอันมืดตื้อนี้ละ ออกไปเป็นราย ๆ ขึ้นเป็นประเภทอุคฆติตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ แยกออก ๆ ท่านแยกไปอย่างนั้น ท่านจึงสอนโลก

เดี๋ยวนี้พวกเรามันมีแต่ปทปรมะ กะทะครอบหัวมัน ไปที่ไหนไม่ได้มองเห็นนะ ตาใสตาแมวสู้ไม่ได้ ตาหมาไอ้ปุ๊กกี้เรานี้ก็สู้ไม่ได้ ตาใสแจ๋ว ถ้ากับกิเลสมันตาแหลมนะ เรื่องกิเลสมันรู้มันเห็นได้ หูก็ดี ตาก็ดี วิ่งตามกิเลส ฟังเสียงกิเลสนี้ ฟังดี ถ้าจะฟังเสียงอรรถเสียงธรรมแล้วหูหนวกไปหมด ไอ้ปุ๊กกี้ก็ตาบอดหูหนวก ไอ้หย็องก็ตาบอดหูหนวก หมาสองตัวนี้หนวก แต่สู้คนไม่ได้ คนหนวกมากกว่านั้น ลากเข้าทางจงกรมมันยังเถลไถล ไปพักสักหน่อยเสียก่อน ยังเก่งกว่าไอ้ปุ๊กกี้อีกนะ ปุ๊กกี้ถ้ามันไปในครัวไม่อิ่มท้องมันไม่มานะ ไอ้ปุ๊กกี้น่ะ กับไอ้หย็องนี่ ถ้าไปในครัวต้องท้องแปร้ออกมาแหละมันถึงจะออกมา

พวกเรานี่ลากเข้าไปในทางจงกรม ที่จะให้ท้องคือใจอิ่มหนำสำราญด้วยธรรมคือความสงบเย็นใจ ไม่มีนะ มันสู้หมอนไม่ได้ พักสักหน่อยเสียก่อน วิ่งใส่หมอนใส่เสื่อนั่น หมอนเสื่อถ้ามีวิญญาณมันก็โดดลงกลางทุ่งนาแล้ว มันจะตาย เวลาไหนก็ทับแต่หัวมัน ๆ นอนทับนั่งทับอยู่นั้น หมอนมันก็อิดหนาระอาใจ วิ่งออกท้องไร่ท้องนา เวลาออกจากวัดนี่ไปหาดูหมอนดูเสื่อ พวกนักภาวนาในวัดป่าบ้านตาดบ้างนะ มันไปกองอยู่โน้นหมดนะ ไม่ได้อยู่กับคน เสื่อหมอนมันกลัว กลัวพวกขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอ ลากเข้าไปเลี้ยงอรรถเลี้ยงธรรมไม่ยอมกิน มันโดดเข้าหาหมอน หมอนมันก็อิดหนาระอาใจ มันก็โดดวิ่งลงหลุมลงคลองไปละ หลบภัยได้เท่านั้นก็เอา พอหลบภัยได้ชั่วระยะหนึ่งก็เอา เป็นอย่างนั้นนะ นี่ปทปรมะเข้าใจไหม มันหนาขนาดไหน

มันไม่ได้เห็นอะไรดียิ่งกว่าหมอนกว่าเสื่อนะ ไม่เห็นอะไรดียิ่งกว่าความขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอ ไม่เห็นอะไรดียิ่งกว่าคำว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก มรรคผลนิพพาน ไม่มี อันนี้ดีเลิศสำหรับกิเลส ปิดจิตใจของสัตว์ได้อย่างหนาแน่นมั่นคง จึงเรียกว่า ปทปรมะ มืดแปดทิศแปดด้าน ตั้งแต่วันเกิดถึงวันตายไม่มีวันสว่างเลย นี่พวกปทปรมะ ไอ้พวกหมอนวิ่งเข้าป่าเข้ารกพวกนี้น่ะ มันมีไหมในวัดป่าบ้านตาด ถามทางพระทางเณร ถามไปทางในครัว อย่าไปถามไอ้ปุ๊กกี้นะ เดี๋ยวมันตีหน้าผากเอาไม่รู้นะ พวกแกก็แบกอยู่แล้วมาถามหาเราทำไม มันจะว่าอย่างนั้นเข้าใจไหม แกก็แบก

แบกใครจะหนักยิ่งกว่าพวกเธอ แล้วมาถามเราหาอะไร เดี๋ยวตีหน้าผากเอานะจะว่ายังงั้น ให้ระวังนะออกไปนี้ไปเจอไอ้ปุ๊กกี้ไม่ได้นะ มันมีลวดลายอยู่นะไอ้ปุ๊กกี้เรา เวลามันนอนเราสังเกตดู เขาไม่นอนแบบตายเหมือนหมาทั้งหลาย หมาในวัดนี้มี ๑๓ ตัว เราดูมันตลอด ดูด้วยความรักความเมตตา ไอ้ปุ๊กกี้นอนถึงจะนอนหมอบอยู่มันก็เอาคางหมอบแล้วส่อง มันไม่นอนแบบหงายหมาอย่างนี้ พวกนั้นแบบหงายหมา ต่างตัวต่างหงายหมา หมาต่อหมาสู้กันแบบหงายหมา ใครจะหงายเก่งกว่ากัน แต่ไอ้ปุ๊กกี้ไม่นะ เวลาหมอบมันก็ดูเหตุ…ลักษณะ เพราะฉะนั้นเอะอะมามันถึงเห่าว้อกก่อนใคร มันมีลักษณะอยู่นะไอ้ปุ๊กกี้

เป็นยังไงเทศน์ ต้องจูงหมาขึ้นเวทีด้วยไม่งั้นไม่ได้พวกนี้ มันไม่เชื่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มันก็ควรจะเชื่อหมาก็ต้องเอาหมาขึ้นไปสอนล่ะซี เอาปุ๊กกี้เป็นครูหน่อยนะ ปุ๊กกี้มันไม่มีลักษณะเสียท่า นอนมันก็มีท่าดู นอนลักษณะไหนก็เป็นอย่างนั้น แปลกจากหมาทั้งหลายอยู่นะ ในหมา ๑๓ ตัวนี้ไอ้ปุ๊กกี้แปลกจากเขา เราดูลักษณะมัน เอ้อ หมาตัวนี้แปลก ๆ อยู่นะ

นี่เราพูดถึงปทปรมะ ประเภทปทปรมะนี้ก็เหมือนอย่างที่คนไข้ไปเข้าโรงพยาบาล มันไม่ยอมเข้าไปหาหมอหายานะ มันเข้าห้องไอซียูรอลมหายใจอยู่เท่านั้นพวกนี้ อันนี้มันก็รอลมหายใจพอถึงวันตายเท่านั้น มันไม่ได้สนใจกับอรรถกับธรรมกับบุญกับกุศลอะไรนะ พวกที่มันหนามันหนาขนาดนั้น เราอย่าไปดูลักษณะรูปร่างของคน ยศถาบรรดาศักดิ์สูงต่ำขนาดไหน เป็นเรื่องวาดภาพหลอกของกิเลสทั้งนั้น ให้ดูหัวใจซิ ธรรมะท่านไม่ได้ดูสิ่งเหล่านั้น ท่านดูหัวใจคน สายตาของธรรมจ้าเข้าไปตรงนั้นเห็นหมด จะมีใครยิ่งกว่าใคร

ยิ่งใหญ่ยิ่งโตยศถาบรรดาศักดิ์สูงเท่าไร ยิ่งสร้างแต่ฟืนแต่ไฟเผาหัวอกตัวเอง แล้วกิเลสออกประดับร้านว่าเป็นคนมั่งคนมี คนร่ำคนรวย เป็นคนมียศถาบรรดาศักดิ์ชั้นนั้นชั้นนี้ กิเลสวาดภาพหลอกเจ้าของก็ภูมิใจ โฮ้ เย่อหยิ่งจองหองเต็มไปหมด แล้วสุดท้ายเวลาดูหัวใจแล้วไม่มีใครร้อนยิ่งกว่าประเภทนี้นะ ประเภทลืมตัวนี้ สร้างบาปสร้างกรรมได้มากกว่าเพื่อนเขา ครั้นเวลาลงนรกก็จม ๆ ไม่ทราบว่ากี่กัปกี่กัลป์ถึงจะได้ฟื้นขึ้นมา นี่ด้วยอำนาจแห่งความทะเยอทะยาน ด้วยความเห็นแก่อยากแก่ได้แก่เอา ความตะกละตะกลามอะไร ด้วยอำนาจของกิเลสไม่มีคำว่าพอ ๆ เวลาจมก็จมลงในนรกนั่นละไม่ไปไหน

ความโลภอย่าเข้าใจว่ามันจะพาไปหามรรคผลนิพพาน ความโลภ ความเห็นแก่ได้ ความเห็นแก่ร่ำแก่รวย ความตะกละตะกลามนี้จะลงนรกทั้งนั้นไม่ไปอื่น อย่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้า หายใจเหมือนโลกทั้งหลายเขาหายใจนั่นแหละ ชีวิตมีเท่ากันกับโลกทั่ว ๆ ไป ยศถาบรรดาศักดิ์สูงขนาดไหนก็ตาม สมบัติเงินทองมีมากมีน้อยเท่าไรก็ตามไม่มีความหมาย ลมหายใจเท่านั้นมีความหมายต่อความเป็นอยู่ ถ้าลมหายใจขาดสะบั้นแล้วตายเหมือนกันหมด แล้วไปนรกไปสวรรค์ได้เช่นเดียวกันหมด เมื่อสร้างความดีและความชั่ว ผู้สร้างความดีจะไปทางดีได้ ไม่มีใครมาคัดค้านต้านทานได้ ผู้สร้างความชั่วก็ไม่มีสิ่งใดจะมาคัดค้านต้านทานได้ ชั่วตลอดไป จมตลอดไป นี้คือธรรม

เปิดออกที่หัวใจซิ นรกในเมืองมนุษย์เราก็เผาอยู่ที่หัวใจสด ๆ ร้อน ๆ นรกในเมืองผีเอาอีกแบบหนึ่งนะ เราอย่าไปคาดนะนรกในเมืองผี เราดูเพียงหัวใจเราเท่านี้เราก็พอทราบเป็นเงื่อนที่จะให้พิสูจน์ไปข้างหน้า วันไหนจิตใจเราเดือดร้อนวุ่นวายมาก วันนั้นนรกเผาหัวอกของเรา นรกของมนุษย์อยู่ที่หัวอกของเราผู้คิดมากปรุงมาก สร้างความชั่วมาก จะเผาอยู่ภายในนั้น ดูอย่างนั้นซิ ส่องปั๊บเข้าไปแล้วเห็นละ แล้วที่ไหน ๆ เห็นแต่ไฟเผาหัวอก ๆ สัตวโลกหมด พระพุทธเจ้าจะไม่อิดหนาระอาใจยังไง ไม่ท้อพระทัยยังไง ก็มันเป็นอย่างนั้น ความจริงเป็นอย่างนั้นปฏิเสธได้ยังไง

ผู้ที่จะมีความสว่างไสวด้วยอำนาจแห่งน้ำดับไฟคือบุญกุศล สร้างจิตตภาวนาเป็นแนวหน้านำไปแล้ว ผู้นั้นจะมีความสว่างไสว ถ้าหากว่าแดดจ้า ๆ กลางวันนี้ก็มีร่มไม้เป็นที่หลบซ่อน ผู้ที่ไม่มีความดีมีแต่ความชั่วถ่ายเดียวแล้ว เหมือนตากแดดกลางแจ้งแดดร้อน ๆ นั่นแหละ หาร่มที่ไหนพอจะอาศัยก็ไม่มี ๆ เพราะไม่ได้สร้างเอาไว้

นี่เราพูดมาตั้งแต่เรื่องยา ที่ยื่นเข้ามาตะกี้นี้ ยามาจากเมืองนั้นมาจากเมืองนี้ เมืองขี้หมาว่างั้น เมืองไหนก็ยาทั้งนั้นแหละ รักษาได้ก็ได้ รักษาไม่ได้มันก็ไม่ได้ อยู่เมืองไหนเขาก็ตายเหมือนกัน ยานี้มาจากเมืองนั้น เมืองนั้นมีป่าช้าไหม ถามเข้าไปซิ ยานี้มาจากเมืองนอก เมืองนอกเขามีป่าช้าไหม ถามดูซิ เมืองในเราก็ไม่ใช่เมืองอยู่ในตุ่มในไห เราก็มีป่าช้าเหมือนกัน เขาก็มีป่าช้าเหมือนกัน พอรักษาได้ก็รักษาไป อย่าตื่นเมืองนั้นเมืองนี้พวกบ้าเมืองนอกนะ เมืองไทยเรานี้ตื่นจริง ๆ กับเรื่องเมืองนอกเมืองนา ใครมาจากเมืองนอกเหมือนเหาะเหินเดินฟ้ามา มันเป็นบ้าขนาดนั้นนะ มองดูแล้วสลดสังเวช เมืองบ้าว่างั้นเลย

ถ้าพูดตามหลักความจริงแล้ว เมืองนอกเขามีศาสนาอันใดที่เป็นของเลิศเลอประจำโลกธาตุมานี้คืออะไร คือธรรมของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มีในหัวใจเขาไหม เจตนาที่เขาทำคุณงามความดีเพื่อสร้างบุญสร้างกุศลมีในหัวใจเขาไหม ถ้าไม่มีนั้นแหละคือนรก อยู่เมืองไหนก็คือนรกเหมือนกันหมดไม่ได้ผิดกันอะไร อย่าไปตื่นเป็นบ้า มาจากเมืองนั้นเมืองนี้ นิวยอร์กนิวแหยกอะไร เราฟังแล้วฟังไม่ได้นะ มาจากไหน นิวยอร์ก แคลิฟอร์เนียฟอเนอ พวกบ้า ฟังแล้วฟังไม่ได้นะ

ตาพระพุทธเจ้ากับตาพวกเราต่างกันยังไง ตาบอดชนนั้นชนนี้ มาจากเมืองนั้นเมืองนี้ บทหัวชนต้นเสาไม่เห็นพูด ไปไหนก็ไปโดนทุกข์เหมือนกัน ไม่เห็นพูด เอามาอวดเฉย ๆ พวกบ้านี้ก็เป็นบ้าด้วยกัน หือ เมืองไหน ๆ เมืองสันพร้าถ้าเราจะตอบก็จะตอบว่าอย่างนั้น

นี่เวลาเราไป(กรุงเทพฯ) แล้ว การดูแลพระเณร และในครัว เป็นภาระของวัดทั้งหมดจะดูแลกัน ให้พากันดูแล อย่าเห็นว่าครูบาอาจารย์ไปโน้น ขาดทางโน้นขาดทางนี้ ไม่ขาด ความดีอยู่กับเราสร้างลงไปซี จำเป็นอะไรจะต้องให้พระพุทธเจ้ามาจูงแขน คุณงามความดี ทาน ศีลของเรานี้จูงเราเอง ท่านไปไม่ไป สร้างลงไปความดีเป็นของเราทั้งนั้นแหละ สำคัญอยู่ตรงนี้นะ

เราไปนี้เราก็ไปช่วยโลกนะ แต่โลกปทปรมะนี้เหมือนกับว่า เราไปนี้ไปเป็นข้าศึกศัตรูต่อเขา ต่อพวกปทปรมะ เราไปนี้ไปชะไปล้างสิ่งสกปรกโสมมซึ่งเต็มไปด้วยกองทุกข์อยู่ในความสกปรกนั้น เราไปช่วยชำระล้างให้สะอาดให้พอดูได้ ๆ พอทรงตัวได้ในเมืองไทยของเรา ด้วยการได้ยินได้ฟังอรรถธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นธรรมที่สะอาดสุดยอด แต่พวกปทปรมะพวกนรกแตกนี้มันจะถือว่า เราไปที่ไหนเราเป็นข้าศึกต่อพวกนี้ ตั้งหน้าตั้งตาต้านทานทุกแบบทุกฉบับ

คิดดูซีอย่างบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายเป็นห่วงเป็นใยเรา เหมือนว่ามีข้าศึกรอบตัว ข้าศึกจะเป็นใครถ้าไม่ใช่พวกปทปรมะนี่มาเป็นข้าศึก ก็ธรรมไม่ได้เป็นข้าศึกกับปทปรมะนี่ ปทปรมะจะยกขบวนของวัฏจักรมาเป็นข้าศึกต่อธรรมก็ไม่มีความหมาย เพราะธรรมเป็นธรรมล้วน ๆ แล้ว ไม่เป็นข้าศึกต่อผู้ใด สร้างแต่ความดีเพื่อโลกเพื่อสงสาร ดังที่เราไปนี้ ตัวเท่าหนูเราก็พูดได้เต็มปาก เพราะออกมาจากความเต็มหัวใจด้วยเมตตา เราช่วยเต็มเหนี่ยว เราไม่เคยสนใจว่าใครจะเป็นข้าศึกต่อเรา เป็นศัตรูต่อเรา หรือเป็นคุณต่อเรา เราไม่เคยสนใจ

อย่างบรรดาลูกศิษย์ลูกหาเขาพูด ก็มันเป็นเขาก็พูดตามความเป็น เราคิดว่าไม่น่าจะผิดไป ว่าเวลานี้หลวงตาข้าศึกรอบด้านเขาว่าอย่างนั้น ข้าศึกก็อยู่ข้างนอก จะเป็นอะไรไปเราก็ตอบ ข้าศึกอยู่ข้างในของเราเราฟัดมันขาดสะบั้นไปแล้ว ไม่มีอะไรมาเป็นข้าศึกต่อหัวใจของเรา มีแต่ธรรมล้วน ๆ ที่ช่วยโลกเวลานี้เราช่วยด้วยธรรม เราไม่ได้ช่วยด้วยข้าศึก เราว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นใครจะมาเป็นข้าศึกต่อเราขนาดไหน ก็เป็นข้าศึกของเขาเอง ๆ ไม่ได้เป็นข้าศึกต่อเรา เราพูดตรง ๆ อย่ามาพูดเราว่างี้เลย เรื่องความกล้าความกลัวในความเป็นความตายนี้เราไม่มีแม้เม็ดหินเม็ดทราย ในหัวใจเราไม่มีเราบอก เราเรียนจบแล้ว บอกจนกระทั่งวันเดือนปีเห็นไหม นี่เรียกว่าจบโดยสมบูรณ์ไม่มีบกพร่องเลย เราจบโดยสมบูรณ์มาถึง ๕๐ ปีแล้ว ก็บอกชัด ๆ แล้วจะไปกล้าไปกลัวในถังขยะหาอะไร

หน้าที่การงานของเราที่จะเป็นประโยชน์แก่โลกมีมากน้อยเพียงไร ตามกำลังของเรา เราจะฟัดให้เต็มเหนี่ยว ๆ ผลสุดท้ายเราก็ดีดทีเดียวเท่านั้น เราก็มีเท่านี้เราบอก เราจึงว่าเราไม่เป็นข้าศึกศัตรูต่อผู้ใด ใครจะมาเป็นข้าศึกศัตรูต่อเราสักเท่าไรก็ไม่มีความหมาย การสร้างข้าศึกศัตรูต่อผู้อื่นก็คือการสร้างข้าศึกศัตรูต่อตัวเองนั่นแล ทำไปไหนมันก็จม สำหรับตัวเราเองแล้ว เพราะเราเป็นผู้ทำผลจะไปไหน ไม่เกิดขึ้นจากสถานที่ทำและผู้ทำจะเกิดที่ไหน ทำที่ไหนก็เป็นที่นั่นไม่ว่าทำดีทำชั่ว เราจึงพูดตรง ๆ กับลูกศิษย์ลูกหา เขาก็พูดด้วยเจตนาหวังดีในขั้นหนึ่งของโลก เขามีความเป็นห่วงเป็นใยต่อเรา อย่าห่วงเราว่างี้เลย เราไม่ห่วงอะไรกับสิ่งไร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องถังขยะ กิเลสก็เป็นถังขยะ กิเลสก็ไม่เหนือธรรม ธรรมเหนือกิเลสตลอดไป กลัวกิเลสหาอะไร แน่ะ ก็ว่าอย่างนั้นซิ ไม่กลัวก็บอกไม่กลัว

เรื่องใครจะว่าอะไรไม่สนใจนะ เราทำประโยชน์ให้โลกเต็มกำลัง เราจะตายด้วยความเมตตาก็ให้เห็นซิ พระพุทธเจ้านิพพานก็ตายเหมือนกัน สาวกอรหันต์ท่านตายเหมือนกัน ด้วยความเมตตาต่อโลก ท่านก็ไปนิพพาน ท่านไม่ได้ลงนรกนะ พวกที่ตายด้วยการก่อกรรมทำเข็ญนี้ตายที่ไหนก็ลงทั้งนั้นแหละ ไม่ได้เลือกสถานที่บุคคลผู้ทำ ไปได้ทั้งนั้น เราเชื่อกรรมเราเชื่อธรรม เราไม่เชื่อกิเลส เราไม่เชื่อข้าศึกศัตรูอยู่ข้างนอกข้างนาจากหัวใจเราไป หัวใจเราไม่มีข้าศึก มีแต่ธรรมล้วน ๆ เราเชื่อหัวใจเรา เราจึงไม่เคยสะทกสะท้านกับสิ่งใด กล้าเราก็ไม่เคยมี กลัวเราก็ไม่เคยมี เราคือธรรมล้วน ๆ เราบอกอย่างนี้เลย บอกลูกศิษย์ลูกหาเขาที่เป็นห่วงเป็นใยเรา

นี่ฟังซิพี่น้องทั้งหลาย เราทำประโยชน์ให้โลกกลับมาเป็นข้าศึก เป็นยังไงฟังซิ ถ้าโลกเขาพูดก็ว่า มาเป็นข้าศึกต่อเราผู้ทำประโยชน์ต่อโลกเอง เขาก็จะว่าอย่างนั้น แต่เราไม่เป็นข้าศึกกับใคร ถึงโลกเขาจะว่ายังไง เราก็ไม่มี เรื่องธรรมก็เป็นอย่างนั้น พูดกันหนาหูไปที่ไหน ใครก็ว่า เป็นห่วงหลวงตา ๆ ครั้นเวลาจะพูดก็ในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ ห่วงอะไรห่วงเรา ห่วงเจ้าของซี ไปนั้นเสีย มันเป็นบ้าเหรอพวกนี้ห่วงแต่ผู้อื่น เจ้าของไม่ยอมห่วง ไปนั้นเสีย ย้อนกลับไปอย่างนั้นเสีย หลายพลิกหลายแพลงซิธรรมะ

อะไรจะละเอียดลออแหลมคมยิ่งกว่าธรรม รู้หมด…ธรรม ขอแต่เหตุการณ์เข้ามาผ่าน ไปได้ทั้งนั้นละ นี่ซิพระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย ประเภทไม่มีอะไรเลิศเลอยิ่งกว่าความหยาบโลนเป็นไฟเผาหัวอก นี่ประเภทปทปรมะ เลิศเลอสำหรับพวกนี้ ๆ แต่ธรรมเลิศเลอสำหรับผู้มีธรรม เป็นอย่างนั้นละ

วันนี้ดอลลาร์ได้ ๔๐๙ ดอลล์ เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๒ บาท ๒๘ สตางค์ ทองคำที่จะเข้าคลังหลวง ๔,๐๐๐ กิโลเวลานี้ยังขาดอยู่ ๑,๙๔๒ กิโลจะครบจำนวน ๔,๐๐๐ กิโล แล้วทองคำที่จะมอบในระยะต่อไปนี้หากเหตุการณ์เรียบร้อยไม่มีอะไร ก็จะมอบทองคำ ๑,๐๐๐ กิโลนี้ในคราวนี้ เวลานี้ได้ ๑,๐๒๐ กิโลแล้วนะ ๒๐ กิโลนี้เราเผื่อเวลาหลอม ได้มากเท่าไรก็ไม่เป็นไร หลอมมากเท่าไรเราจะนำเข้าพร้อมกันหมดเลย ดอลลาร์ที่จะมอบพร้อมกันนี้ ๑ ล้านดอลล์ เวลานี้ยังขาดอยู่ ๒๒๘,๐๕๑ ดอลล์ แต่อย่างไรก็ต้องพอทั้งสองอย่าง คราวนี้ต้องพอ ๆ รู้สึกว่าได้อย่างใจทุกอย่าง แปลกอยู่นะ พอหัวหน้าเด็ด ลูกน้องก็เด็ดตามกันเลย พอหัวหน้าเด็ด ต้องอย่างนั้นนะ บริษัทบริวารก็พรึบเลย เป็นอย่างนั้นเรื่อยมา

อันนี้ก็กะไว้แล้วว่า ๑,๐๐๐ กิโลกับ ๑ ล้านดอลล์ ว่าจะมอบในกาลต่อไปหากไม่มีเหตุการณ์ ถ้ามีเหตุการณ์ก็ต้องฟัดต้องเหวี่ยงกนเต็มเหนี่ยวในระยะนี้นะ เราจึงไม่แน่นักนะไปกรุงเทพฯ คราวนี้น่ะ เราไม่แน่ในเหตุการณ์ แต่ยังไงไปมันจะต้องได้ขึ้นเวทีแหละคราวนี้ ขึ้นเวทีเพื่อชาติบ้านเมืองของเรา เราเป็นหัวหน้าอย่างนั้น นอกนั้นไม่มีใครกล้าเป็นหัวหน้าได้แหละ ไม่ทราบว่าไม่กล้าแบบไหน หากมีหลายแบบ สำหรับเรามีแบบเดียว แบบเดียวว่า สู้ความจนให้เต็มเหนี่ยว เท่านั้นแหละแบบของเรา ให้ถอยไม่ถอยว่างั้นเลย

การหลอมทองนี้หลอมแน่ ๆ ไปคราวนี้จะหลอมทอง แต่การเข้าต้องมีเหตุผล สมควรที่จะเข้าหรือไม่เข้าเพราะเหตุผลกลไกอะไรนี้ก่อนอื่น เมื่อสมควรเข้าแล้วผึงเลย เพราะเตรียมจะเข้าอยู่แล้ว ไม่สมควรเข้า มีอะไรกีดขวาง ขวางเพราะเหตุผลอะไร ทีนี้ก็จะซัดกันตรงนั้นละ ให้ถอยไม่ถอย ขอให้พี่น้องทั้งหลายฟังเสียงหัวหน้าคือธรรม ธรรมนี่ละจะทำโลกให้สงบร่มเย็น หัวหน้าเอาธรรมออกมาชี้แจงให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ไม่ว่าจะพูดเด็ดพูดเดี่ยวพูดหนักหนาขนาดไหน เป็นธรรมล้วน ๆ เราไม่มีกิเลสเข้าแทรกในกิริยาหรือสุ้มเสียงที่เราแสดงออกเลย ไม่มี มีแต่เรื่องเป็นธรรมล้วน ๆ เพราะฉะนั้นเราถึงพูดได้ในฐานะของธรรม ไม่ว่าสูงว่าต่ำดำขาวอะไร ชะล้างตลอดไปเลย ขึ้นชื่อว่าธรรมเป็นอย่างนั้นนะ

จึงไม่มีคำว่ากล้าว่ากลัวต่อสิ่งใดผู้ใด ว่าไปตามเหตุตามผล ถึงขั้นไหนที่จะควรเปรียบเทียบกับอะไร ฟาดมันถึงขั้นหมาขี้เรื้อนก็ลงหมาขี้เรื้อนเลย นี่ข้อเปรียบเทียบ ไม่ใช่หมาขี้เรื้อน ข้อเปรียบเทียบเหมือนหมาต่างหาก ถ้าคนทำอย่างนั้นคนคนนี้ก็เหมือนหมา คนคนนี้เหมือนไอ้ขี้เรื้อน ถึงไม่เป็นอย่างนั้นก็ตาม เหมือนก็บอกว่าเหมือน มันต้องย้อนอย่างนั้นซิ

ให้มั่นใจทุกคนนะ ตั้งหน้าตั้งตานะ นี่เป็นขั้นที่สาม ขั้นสำคัญมากอีกขั้นหนึ่ง ให้ฟังเสียงหัวหน้า ผนึกกำลังให้เต็มเหนี่ยว ชาติไทยของเราจะคงได้ถ้าเป็นไปตามธรรมนี้ อยู่ได้ ถ้าพลาดจากนี้แล้วจม จำให้ดีคำนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องฟังเสียงหัวหน้าคือธรรม ธรรมเป็นหัวหน้าที่จะฉุดลากชาติไทยของเราขึ้นได้ ให้คงเส้นคงวาหนาแน่นตลอดไป คือธรรมเท่านั้น กิเลสมีแต่จมถ่ายเดียว อย่าไปฟังเสียงกิเลส มันมาแง่ไหนมุมใดให้เห็นว่านี้คือข้าศึกศัตรู ๆ ไปตลอด อย่าฟังเสียง ให้ฟังเสียงธรรม ธรรมนี้เป็นเครื่องฉุดลาก ไม่ว่าออกมากออกน้อย จะเป็นธรรมเครื่องฉุดลากทั้งนั้น ให้รวมพลังกันให้ดี ให้ลงความเห็นตามธรรม ๆ ปฏิบัติตามธรรม ปฏิบัติอย่างอื่นไม่ได้นะจมเมืองไทยเรา

เวลานี้มีอะไรที่อยู่ในเมืองไทยของเรา ที่เราสูดลมหายใจได้เต็มปอด ๆ เวลานี้คืออะไร คือคลังหลวงของเรา คลังหลวงคือหัวใจของชาติไทยเรา ตั้งแต่บรรพบุรุษมาจนกระทั่งบัดนี้ ท่านรักษามาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านพลีชีพมาตลอด ใครมากีดมาขวางจะมายื้อแย่งแข่งดี แล้วจะมาโกยเอาอันนี้ไปไม่ได้ ๆ ตลอดมานะ นั่นละบรรพบุรุษของเรากล้าหาญชาญชัย เราเป็นลูกหลานบรรพบุรุษ เราจะอ่อนแอท้อแท้เหลวไหลแล้วแหลกนะ ต้องกล้าหาญชาญชัยตามบรรพบุรุษของเรา รักษาชาติบ้านเมืองไว้ได้แน่นหนามั่นคงไม่สงสัย ถ้าไปตามธรรมแล้วไม่สงสัย เจริญแน่นหนามั่นคงขึ้นได้ ถ้าเอนจากธรรมแล้วเหลว ล้มเหลว แล้วจะล้มเหลวตลอดไปด้วยไม่ใช่เพียงเท่านี้

เมืองไทยเราถ้าลงสมบัติที่เป็นหัวใจของชาติไทยทั้งชาติได้ถูกล่มจมไปแล้ว เท่ากับชาติไทยของเราจมไปตลอดเลย ไม่มีวันไหนจะฟื้นได้เลย ถ้าคราวนี้ฟื้นไม่ได้แล้วฟื้นไม่ได้นะ จำให้ดีคำนี้ คราวนี้เป็นคราวที่ศาสนามานำพี่น้องชาวไทยเรา ฉุดลากชาวไทยเราขึ้น กิเลสพาจมขนาดไหน จนกระทั่งจะไม่มีความหมายแล้วเมืองไทยเรา เวลานี้ก็ศาสนากำลังมานำฟื้นฟูชาติไทยของเราขึ้น ให้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมเสียงศาสนา เราจะมีความแน่นหนามั่นคงต่อไป เหนียวแน่นมั่นคงด้วยอรรถด้วยธรรม นี่ละเมืองไทยเราไปได้ไม่สงสัย ถ้าผิดจากนี้แล้วไปไม่ได้ จม เอาละพอ จะให้พร

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก