อำนาจแห่งความเพียรของเรา
วันที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 8:15 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

อำนาจแห่งความเพียรของเรา

สำหรับทองคำคราวนี้รู้สึกได้มากรวมกันแล้ว (ไม่มีใครทำได้ หลวงตาองค์เดียว) ก็คนทุกคนๆ มาหาเรื่องอะไรกัน ประสาหลวงตาบัวมีแต่ว้อๆ มีแต่พี่น้องทั้งหลายหามา ได้มากอยู่ นี่เป็นเครื่องสง่างามในประเทศไทยของเรา มีทองคำมากเท่าไรยิ่งดี สง่างามแล้วก็อบอุ่น เหมือนต้นไม้ใบหนาฝนตกก็ชุ่ม แดดออกก็ชุ่ม ดีทั้งนั้นละ ต้นไม้ใบหนา อันนี้ก็เป็นต้นไม้ใบหนาอยู่ในประเทศไทยของเรา

เรื่องสุรุ่ยสุร่ายเราไม่อยากให้ทำนัก พี่น้องทั้งหลายควรจะคิดบ้าง นี้เป็นธรรมของพระพุทธเจ้า พระองค์ไม่เคยพาพี่น้องทั้งหลายล่มจมทั้งทางโลกและทางธรรม เมื่อทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับลำดาจนถึงที่สุดวิมุตติพระนิพพาน คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยพอที่จะมาอ่านแล้วทิ้งๆ ไม่สนใจ เอาให้จริงให้จัง พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีมามากขนาดไหน บทสุดท้ายก็ทรงสลบไสลถึงสามหน ฟังซิน่ะ สลบถึงสามหนจึงได้ตรัสรู้ขึ้นมาเป็นศาสดาเอกของโลก

นั่นละความทำเอาจริงเอาจังได้ได้จริงๆ เราไม่สงสัย เพราะฉะนั้นขอแต่ให้สร้างนิสัยจริงจังเป็นหลักเกณฑ์เถอะ อย่าเหลาะแหละๆๆ โลเลโลกเลกใช้ไม่ได้นะ จะทำอะไร ว่าจะปลาก็งู ว่างูก็ปลา งูๆ ปลาๆ เป็นบ้ากันหมด ใช้ไม่ได้นะ ให้มีจริงมีจังทำอะไร สลบสามหนเอาจนได้ ได้ตรัสรู้ ธรรมที่จะมาตรัสรู้ใครสอนพระองค์ ไม่มี แต่พระองค์ทรงค้นเองพิจารณาเอง เพราะฉะนั้นทีแรกจึงอดพระกระยาหาร ๔๙ วัน ว่าจะไม่เป็นทางตรัสรู้ คืออดพระกระยาหารอย่างเดียว ไม่ได้มีอย่างอื่นเข้าสนับสนุนซึ่งเป็นส่วนกุศล เช่นอย่างมีการภาวนาสวดมนต์เข้าสนับสนุน มีตั้งแต่การอดอย่างเดียวก็ไม่สำเร็จ

นั่นละทีนี้จึงพลิกใหม่ มาเสวยพระกระยาหารแล้วไปเจริญอานาปานสติ นั่นละท่านทรงระลึกได้ที่ต้นหว้าใหญ่ที่พระราชบิดาพาเสด็จไปแรกนาขวัญ ท่านไปประทับอยู่ร่มหว้าใหญ่ ผู้ใหญ่ทำอะไรๆ ท่านก็ไม่สนใจ ท่านทรงทำภาวนาแล้วจิตสว่างจ้าขึ้นใต้ร่มหว้าใหญ่ นั่นละท่านทำไปทำมาท่านถึงระลึกได้ข้อนั้น จึงหมุนเข้ามาหาคำภาวนาอานาปานสติ ที่อยู่นู้นก็อานาปานสติ เวลาจะสุดท้ายก็อานาปานสติ พ้นทุกข์ผางเลยเห็นไหมล่ะ ผู้บอกผู้สอนท่านไม่มี ท่านก็ทำได้เป็นไปได้

เมื่อวานนี้ไปเขาใหญ่ (เอาของไปให้ห้าคันรถ) นั่นแหละ ถ้ามีแล้วเอาจริง เราพูดจริงๆ ไม่ใช่คุย มันเป็นนิสัยอย่างนั้น ถ้ามีน้อยก็จำเป็นถูไปไถมา ถ้ามีมากเอามาใส่ตูมเดียวเลย ตูมเดียว เป็นอย่างนั้นละมันถึงใจ เวลามาก็ถึงใจ เวลาไปก็ให้ถึงใจไป เมื่อวานนี้ไปนู้น (ไปวัดเขาใหญ่เจริญธรรม) เมื่อวานนี้คนเยอะ พูดเหล่านี้คงทราบจากทางวิทยุละ (ทั้งวิทยุทั้งทีวี) ทางไหนก็เห็น เมื่อวานนี้คนเต็มเลย วิทยุพูดนี้ออกทั่วประเทศ

เมื่อวานนี้ไม่ได้อยู่ทั้งวัน เราที่ทำอยู่นี้ก็อุตส่าห์พยายามทำเต็มกำลังความสามารถของตนในเรื่องความเพียร เราอยากจะพูดว่าไม่มีที่ต้องติเรื่องความเพียร ความเพียรในภาวนานะ เรียนหนังสือท่านเหมือนเรา เราเหมือนท่านเป็นธรรมดา แต่ความเพียรทางจิตตภาวนาเพื่อมรรคผลนิพพานนี้เอาจริงมากทีเดียว คำนวณถึงเรื่องความเป็นอยู่ความเป็นไปชีวิตจิตใจ ตั้งแต่เป็นมนุษย์ไปบวชแล้วได้บุญได้กุศล  มาก็จะไปสวรรค์ ไปสวรรค์อายุสักเท่าไรน้า อายุเท่านั้นปีเท่านี้ปีตามชั้นนั้นๆของสวรรค์แล้วขึ้นพรหมโลก ไปแล้วลงมาๆ เอ๊ รวมแล้วมันเป็นอย่างไร

นี่พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังนะ นี่คิดจริงๆ ทำอะไรทำจริงๆ คิดจริงๆ ท่านว่านิพพานๆ ไปแล้วไม่ต้องมาเกิดมาตายกองกันเหมือนโลกทั้งหลายตายกองกันอยู่นี้อีกต่อไป รู้สึกว่าติดใจปึ๊งเลย แปลกอยู่นะ นี่ละที่สุดของทุกข์สุดที่ตรงนี้ ที่สุดของความสุขก็สุดที่ตรงนี้ รวมลงที่หัวใจ หัวใจหากสร้างแต่ความชั่วช้าลามกแล้วก็จะขนตั้งแต่กองทุกข์เข้าไป ตายแล้วจมไปเลย ผู้สร้างคุณงามความดีสร้างไปๆ หนักเข้าๆ ดีดขึ้นถึงนิพพาน แล้วเอาอะไรที่นี่ นิพพานดีก็ขยับใส่นิพพานเลย

ตอนเอานิพพานนี่ โอ้ ทุกข์มาก ซัดกันภาวนานี่ฟาดจนก้นแตก เอาจริงๆ จนพ่อแม่ครูจารย์รั้งเอาไว้ๆ พ่อแม่ครูจารย์มั่นนะ ทำอะไรไปไปกราบเรียนให้ท่านฟัง เวลาขึ้นนี้เหมือนลูกศิษย์กับอาจารย์นะ ท่านเป็นผู้ใหญ่อยู่นู้นเราเข้าไปกราบท่านแล้ว พอได้โอกาสพูดธรรมะนี้ซัดกันเหมือนมวยแชมเปี้ยนเลย ท่านก็ยิ้มๆ นะ หลวงปู่มั่นท่านยิ้มๆ เหมือนกัน เพราะท่านเห็นนิสัยจริงจัง

เช่นอย่างไปภาวนา ถ้าคราวนี้มีโอกาสจะลาท่านไปภาวนา พอได้โอกาสแล้วเข้าไป ท่านมีโอกาสนะ พอไปเผดียงท่าน เวลานี้พอว่างแล้วถามท่านว่าว่างแล้วอยากจะไปเที่ยวภาวนาสักระยะหนึ่ง คือไปแล้วยังต้องกลับมาหาท่าน ท่านก็นิ่ง เท่านั้นละทิ้งไว้นั้นแหละจนกว่าท่านได้โอกาสท่านจะเปิดออกมา เออ ไหนว่าท่านมหาอยากจะไปเที่ยวภาวนาเหรอ เออๆ ไปได้ ไม่ใช่ว่าเที่ยวแล้วจับจดไปเลยนะ ไปกราบเรียนเผดียงไว้อย่างนั้นก่อน พอท่านได้เวลาแล้วท่านจะมาตอบทีเดียว ถ้าท่านไม่พูดอีกเราก็ยังพูดอีกไม่ได้ อย่างนั้นละ

ไปภาวนาไปทางไหน คิดว่าจะไปทางนั้นทางนี้ ท่านไปหมดแล้วนะ จึงว่า เออ ที่นั่นดีที่นี่ดีอยู่อย่างนั้นละ จะไปกี่องค์ล่ะ ไปองค์เดียว เออ ขึ้นเลยนะ ท่านมหาไปภาวนาใครอย่าไปยุ่งท่านนะท่านไปภาวนา ใครจะไปยุ่งต้นโพธิ์ใหญ่อยู่นั้น ต้นโพธิ์ต้นไทรใหญ่ก็คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น เราเข้าไปไม่ได้นึกว่าใครจะสนใจกับเรานะ เพราะเราเอาแต่เราเฉพาะๆ ไปภาวนาไปคนเดียว เวลากลับมามีแต่หนังห่อกระดูกๆ มา บางทีตัวเหลืองเหมือนทาขมิ้นลงมา จนท่านร้องโก้กเลย โอ้ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะท่านว่า ลงมาจากภูเขา มันเอาจริงนี่นะ

สักเดี๋ยวท่านกลัวเราจะพลิกจิตใจอ่อนเปียกไป เออ อย่างนี้จึงเรียกว่านักรบ ท่านว่าอย่างนั้นนะ  ท่านพลิกปุ๊บเลยกลัวใจเราจะอ่อน อย่างนี้จึงเรียกว่านักรบ มันเอาจริงเอาจัง ถ้าว่าเราไปภาวนาว่าไปองค์เดียวท่านขึ้น เออ ทันทีเลย ห้ามไม่ให้ใครไปยุ่ง เพราะนิสัยอันนี้เป็นอย่างนั้น เราก็ไปภาวนาคนเดียวจริงๆ ไปภาวนาที่ไหนไปองค์เดียว คือไปสองเป็นน้ำไหลบ่า สองสาม จากนั้นไปก็เลอะเทอะไม่เป็นท่า ถ้าไปองค์เดียวป่าช้าอยู่กับเรา พุ่งเลย อยากกินก็กิน ไม่อยากกินกี่วันก็ตาม เอาเราเป็นเกณฑ์เลยเชียว เอา ตายที่ไหนตาย ซัดกันเลย เป็นอย่างนั้นละ

การภาวนาที่จะได้ธรรมพอประมาณมาสอนพี่น้องทั้งหลายนี้แทบตายนะ เวลาเราไปอยู่ภาวนาคนเดียว โถ อดอยากปากแห้ง ทุกข์ยากลำบาก ข้าวไม่ทราบว่ากี่วันจึงจะได้ฉัน เราไม่ฉันเองนะ ไปอยู่บ้านเล็กๆ น้อยๆ พอได้อาศัยเขาภาวนา ทีนี้จิตใจมันก็ดีดๆ อดอาหารไปหลายวันเท่าไรจิตใจยิ่งผ่องใสยิ่งสะอาดสะอ้าน สง่างามเข้าไปๆ ความง่วงเหงาหาวนอนไม่มี อดอาหารไปหลายๆ วันความง่วงไม่มี นอนอย่างมากก็หลับคืนหนึ่งสองชั่วโมงเท่านั้น ตื่นแล้วแล้วเลยพุ่งๆ ใส่ความเพียร

นี่ละทำความเพียรเพื่อตัวเองแล้วจึงมากลายเป็นเพื่อท่านทั้งหลายเอง เราไม่ได้วัดรอยนะ พระพุทธเจ้าเพื่อพระองค์เดียวแทบเป็นแทบตายก็คือองค์ศาสดานั่นแหละ แล้วได้มาสอนโลก ธรรมกระเทือนโลกอยู่จนกระทั่งป่านนี้เป็นอย่างไร เพราะความจริงจังของศาสดาองค์เอก นี้เราตัวเล็กๆ ไม่ใช่วัดรอย เราก็บืนตามนิสัยของหนูนั่นแหละ เอาไปๆ จนกระทั่งถึงจิตนี้พูดเสียให้สุดยอดเสียวันนี้ เดี๋ยวตายแล้วจะไม่ได้มาเกิดอีก พูดตรงๆ ตายแล้วชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่กลับมาเกิดอีก แน่อยู่ในหัวใจ โลกนี้ขาดออกหมด กิริยาท่าทางที่ทำอยู่นี้เป็นเรื่องโลกก็ใช้กันไปอย่างนั้นละ พอหัวเราะพอหยอกพอเล่นอะไรว่าไปทำไปอย่างนี้เท่านั้น แต่จิตใจนี้มันแน่วอยู่อย่างนั้น ไม่มีเอนมีเอียง

นี่ละเข้าถึงจุดนี้แล้วทีนี้มองดูเป็นอย่างไร แต่ก่อนพอพูดสาธุเราไม่ได้ประมาทเรื่องคาดมรรคผลนิพพานนี้คาดแล้วคาดเล่า พอเวลามันผางขึ้นที่ใจนี้ โอ๋ จ้าเลย อ๋อ นี่เหรอธรรมพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้เหรอ อย่างนี้ๆ ออกในหัวใจนะ กลางคืนห้าทุ่มภาวนาอยู่ ไม่หยุดนี่ภาวนา ห้าทุ่มพอดี แล้วก็ผางขึ้นนี้เลย จนตัวกระเด็น ไม่ใช่เล่นๆ นะ โถ กิเลสกับธรรมขาดจากใจนี้ไม่ใช่เล่นๆ ดีดผึงเลยเชียว อ๋อ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้แหละเหรอๆ ซ้ำเจ้าของนะ มันอัศจรรย์ในเวลานั้น ผางขึ้นตัวดีดขึ้นเลย

นั่นละกิเลสตัวหนักหน่วงถ่วงที่สุดคือตัวกิเลส ธรรมะตัดขาดสะบั้นลงไปแล้วดีดผึงเลย ใจดีดผึง ใครจะว่าบ้าก็ว่า คราวนี้เป็นบ้าก็ให้เป็นเสียสุดยอดเสียคราวนี้ เราบอกตรงๆ เราจะไม่กลับมาเกิดอีก พูดให้มันชัดๆ อย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งความเพียรของเรา นั่นลืมแล้วพูดไปถึงไหนลืมแล้ว อย่างนี้ละพูดไปหลงไป นี่ก็ซัดอันนี้อีกเหมือนกัน กิเลสกับจิตขาดจากกันนี้ก็ออกอุทาน เหอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้แหละเหรอๆ มันเป็นขึ้น อัศจรรย์นะ แหม มันจ้าเลยเชียว

แล้วมาอีกอันหนึ่งเราไม่เคยคิดนะ ระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ บทใดก็ตามติดใจตลอดๆ พอขณะนี้ดีดผึงผ่านไปแล้วมาถึง อ๋อ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้แหละเหรอ จะจริงหรือไม่จริงก็ตามเราพูดไปตามความจริงของเรา ตรัสรู้อย่างนี้แหละเหรอๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันอัศจรรย์ ทำไมพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร สามองค์นี้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ระลึกอยู่ตั้งแต่ต้นมาจนกระทั่งถึงขณะนั้น บทเวลานี้พลิกปึ๊บแล้วพลิกใหม่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้แหละเหรอๆ ธรรมะแท้อย่างนี้แหละเหรอ สังฆะแท้อย่างนี้แหละเหรอ โห ทำไมพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร นี้เป็นอันเดียวกันแล้ว เราไม่เคยคิดนะว่าพุทธ ธรรม สงฆ์ สามอันจะมาเป็นอันเดียวกัน นี้เป็นให้เห็นชัดๆ ใครจะว่าบ้าก็ว่า อ๋อ ธรรมแท้เป็นอย่างนี้ ไม่มีหนึ่ง ไม่มีสอง ไม่มีสาม เป็นอันเดียวที่เลิศเลออยู่ในหัวใจจ้าหมดเลย เป็นอย่างนี้นะ สมใจ

นี่ละการประกอบความพากเพียร เวลาจะตายนี่ก็ได้มาเล่าให้หมู่เพื่อนทั้งหลายฟังอย่างที่เห็นนี่ละ เพราะฉะนั้นชาตินี้จึงทำให้สุดกำลัง ไม่ว่าจะสร้างความดีแบบไหนๆ มีอะไรเอามาถึงไหนถึงกัน เพราะเราได้หลุดพ้นจากทุกข์เพราะอำนาจแห่งการทำบุญให้ทาน มากน้อยเป็นสมบัติสำคัญหนุนตัวทั้งนั้นๆ เราอย่าว่าอันนี้เล็ก อันนี้น้อยอันนั้นใหญ่ อันนั้นดีไม่ดี ดีหรือไม่ดีรวมกันแล้วเหมือนอวัยวะของเรามีอันนั้นอันนี้รวมกันแล้วก็เป็นอวัยวะเป็นหญิงเป็นชายขึ้นมา

อันนี้เทียบเข้าหาศีลหาธรรม ธรรมเมื่อเวลาถึงขั้นที่เป็นอันเดียวกันแล้วเป็นอันเดียวอย่างนั้นนะ ไม่มีคำว่าพุทธ ธรรม สงฆ์ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นธรรมธาตุ ธรรมทั้งแท่งเลย นั่นก็อัศจรรย์อันหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการสอนธรรมจึงจริงจังมาก ไม่ว่าสอนที่ไหน เพราะจิตของเรามันจริง นอกจากสอนสะเปะสะปะไปตามพุ่มไม้ตีนู้นตีนี้ ถ้าตีหนักมันก็จะไปถูกหัวเด็กหัวผู้เฒ่าผู้แก่ ตัวอันธพาลมันก็วิ่งเข้าป่าเข้ารกมันไม่ให้ตีมันเสีย เดี๋ยวนี้จึงมีแต่อันธพาลเต็มโลกเต็มสงสาร มันไม่เชื่ออรรถเชื่อธรรม ถ้าเชื่ออรรถเชื่อธรรมจริงๆ แล้วไปได้ ไม่มากก็น้อยไม่สงสัย

เรายอมร้อยเปอร์เซ็นต์กับธรรมพระพุทธเจ้า ว่าฉุดสัตว์โลกนี้ให้พ้นจากทุกข์ได้จริงๆ เรียกว่านิยยานิกธรรม  สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ชอบแล้ว ชอบแล้วตั้งแต่ธรรมขั้นนี้ถึงสูงสุด ผู้ปฏิบัติธรรมจะได้ผลเป็นลำดับลำดาตามกำลังของตน ท่านสอนไว้ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานภาวนาจนโมโหให้เจ้าของก็มีบางที ครั้นแล้วมันได้เพราะความถูไถ เอามันจะหนักยากลำบากขนาดไหนก็เอาแบบยากแบบลำบาก ที่จะให้ขี้เกียจขี้คร้านไม่ให้มี มันลำบากก็แสนลำบาก ทั้งล้มทั้งคว่ำทั้งหงายก็เอาซัดกันอยู่นั่นละ จนกระทั่งมันตั้งหลักได้แล้วทีนี้นักมวยเป็นแชมเปี้ยนเอง เมื่อมันชำนาญทำไม่หยุดไม่ถอย ขอให้ทำ

ธรรมพระพุทธเจ้าไม่เคยหลอกโลก มันหลอกโลกแต่พวกอยู่ใต้ถุนศาลาลูกศิษย์หลวงตาบัวนี่ หลอกจริงๆ ว่าจะไปอย่างนั้นไปอย่างนี้ ว่าจะทำอย่างนี้ทำอย่างนี้ ไล่เข้าทางจงกรม ไปสักหน่อยเดี๋ยวกลับ เป็นอะไรล่ะ ลืมหมอน เสื่อ เอาหมอนมัดติดคอ แล้วครั้นไปหย็อกๆ เอ้า ลืมเสื่อ แล้วก็เอาเสื่อมัดติดหลัง มันมีแต่พวกนี้ใช้ไม่ได้นะ เข้าใจไหมล่ะ วันนี้สายแล้วเอาละพอ วันนี้กระเทือนไปหมดนะ วิทยุนี้ดังทั่วประเทศไทย  วันนี้ตั้งใจเทศน์

วันนี้พูดมากหน่อย มีพูดมากพูดน้อย วันนี้เอามากหน่อยหนักหน่อย ยิ่งพูดถึงเรื่องปฏิปทาที่จะให้หลุดพ้นถึงพระนิพพานทั้งเป็นนี้มันยิ่งเร่งนะ มันเป็นเองจิต ดีดผึงขึ้นมาเลย ถ้าพูดธรรมดาอันนั้นอันนี้ก็เออๆ ไปกับเขาอย่างนั้นละ ถ้าพูดหันเข้าสู่มรรคผลนิพพาน องค์นั้นตรัสรู้ที่นั้นๆ หมุนเข้ามาหาเจ้าของ มันดีดผึงๆ เลยความเพียร อย่างนั้นละ แล้วก็สมใจ เราพูดตรงๆ ว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว เกิดกับตายเป็นคู่เคียงกันมากี่กัปกี่กัลป์ สัตว์โลกทั้งหลายเกิดเปลี่ยนประเภท เปลี่ยนกรรม แล้วแต่สัตว์ตัวใดจะไปเกิดเป็นมดเป็นแมลงเป็นหนอน อยู่ในส้วมก็มี เป็นสัตว์ทั่วๆ ไปในน้ำบนบกมี ขึ้นสวรรค์ไปก็มีเต็ม พรหมโลกก็มี แต่เวลาขึ้นถึงนิพพานพุ่งเข้าถึงนิพพานสุดยอดหาที่ต้องติไม่ได้ นิพพานแปลว่าอะไร แปลว่าหาที่ต้องติไม่ได้ เข้าใจไหมล่ะ เอาแค่นั้นละ ให้พร

 

รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM103.25 MHz

พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก