ใจมืดดำเพราะอำนาจของกิเลส
วันที่ 23 มิถุนายน 2543
สถานที่ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์รับผ้าป่าช่วยชาติ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๓

ใจมืดดำเพราะอำนาจของกิเลส

วันนี้เป็นวันมหามงคลในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีท่าน รศ. ดร. นริศร์ ชัยสูตร อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผศ. สมชาย วิริยะยุทธกร รองอธิการบดีฝ่ายปฏิบัติการศูนย์รังสิต เป็นประธานของพี่น้องทั้งหลายวันนี้ เกี่ยวกับเรื่องการช่วยชาติบ้านเมืองของเรา ต้องได้ช่วยกัน เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์หมู่ ไม่ใช่สัตว์อยู่ตัวเดียวก็ได้สบาย ๆ เหมือนพวกแมว เป็นต้น แมวเขาอยู่สบายของเขา เขาไม่ต้องหาพวกหาหมู่หาคณะมายุ่งเหยิงวุ่นวายอะไรแหละ แต่สำหรับมนุษย์นั้นอยู่ที่ไหนต้องมีหมู่มีเพื่อน อยู่ในป่าในเขาก็มีหมู่มีเพื่อน ไปที่ไหนมีหมู่มีเพื่อน จึงเรียกว่าสัตว์หมู่ คืออยู่คนเดียวไม่ได้

เมื่อเป็นเช่นนั้นเรื่องความเกี่ยวโยงกันในเรื่องความสุข ความทุกข์ ความมี ความจน จึงต้องมีทั่วหน้ากัน ที่ต่างคนต่างต้องขวนขวายช่วยเหลือกัน ซึ่งเวลานี้ชาติไทยของเรารู้สึกว่าเอนเอียง ไม่เป็นที่แน่ใจต่อความเจริญรุ่งเรือง จึงต้องได้ช่วยกันพยายามทะนุบำรุงด้วยการบริจาคทานโดยวิธีการต่าง ๆ เช่น บริจาคทองคำบ้าง ดอลลาร์บ้าง เงินสดบ้าง เพื่อหนุนเข้าไป เฉพาะอย่างยิ่งเข้าสู่คลังหลวงของเรา ซึ่งเป็นหัวใจของชาติไทยทั้งชาติในชื่อว่าคลังหลวง ได้แก่สมบัติที่เป็นมรดกของบรรพบุรุษเรา นับตั้งแต่ปู่ย่าตายายเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ เรียกว่าเป็นสมบัติกลาง

ชีวิตจิตใจของพี่น้องชาวไทยเราทุก ๆ คน มีความเกี่ยวข้องและความเป็นเจ้าของทั่วหน้ากันหมด เมื่อคลังหลวงของเรามีความบกพร่องลงไปมากน้อย ก็กระเทือนถึงพี่น้องชาวไทยเกี่ยวกับเรื่องความทุกข์ความลำบากลำบน จึงต้องได้อุตส่าห์พยายามช่วยกันทะนุบำรุงส่งเสริมเข้าไปเรื่อย ๆ เช่น พี่น้องทั้งหลายบริจาคทาน จะเป็นทองคำ ดอลลาร์ เงินสด นี่เรียกว่าช่วยหนุนชาติไทยของเราทั้งนั้น ทั้งเข้าสู่คลังหลวง ทั้งเป็นสมบัติหมุนเวียนช่วยสถานที่ต่าง ๆ เช่น เงินสดนี้ส่วนมากออกเป็นเงินหมุนเวียนช่วยตามสถานที่ที่จำเป็น คนทุกข์คนจน สถานสงเคราะห์ โรงร่ำโรงเรียน โรงพยาบาล ที่ราชการต่าง ๆ เหล่านี้ต้องอาศัยเงินหมุนเวียนเหล่านี้ไปสนับสนุน นี่ก็เรียกว่าช่วยชาติไทยของเราประการหนึ่ง

สำหรับดอลลาร์กับทองคำก็เพื่อเข้าสู่คลังหลวง อันเป็นแกนสำคัญแห่งชีวิตจิตใจของชาวไทยเรา ให้มีความแน่นหนามั่นคงอยู่เสมอไป เช่นเดียวกับทางบรรพบุรุษท่านพาทะนุบำรุงและรักษามา เราก็รักษามรดกของท่านไว้ ด้วยการบำรุงรักษาแล้วส่งเสริมให้มีมากขึ้น ไม่ควรเข้าไปแตะต้องทำลายจุดใหญ่คือหัวใจประชาชนทั้งประเทศ อยู่ในคลังหลวงนี้หมด ด้วยเหตุนี้จึงต้องได้รักสงวนกัน เมื่อมีเหตุการณ์อันใดที่ไม่ดีงามเข้ามาเกี่ยวข้องกับสมบัติกองนี้ เราต้องได้ช่วยกันกำจัดปัดเป่า ไม่ให้เข้ามาแตะต้องทำลายได้ ซึ่งเช่นเดียวกับการทำลายชีวิตจิตใจของพี่น้องชาวไทยกันทั้งประเทศนั่นแล จึงต้องได้ช่วยกันทะนุบำรุงรักษา

สมบัติก้อนนี้เป็นสมบัติอันยิ่งใหญ่ เป็นแกนเป็นชีวิตจิตใจของพี่น้องชาวไทยเรา ส่วนใดที่จะขาดตกบกพร่องไปบ้างก็เป็นธรรมดา แต่ส่วนใหญ่คือคลังหลวงนี้เป็นจุดสำคัญ หากไม่ใช่เหตุการณ์จำเป็นจริง ๆ จะไม่นำออกไปใช้ การเก็บไว้ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเก็บไว้แบบขอนซุงทั้งท่อน ไม่นำออกไปทำประโยชน์อันใดเลยทั้ง ๆ ที่มีความจำเป็นรอบด้าน แต่ก็ต้องได้ใช้ในเวลาจำเป็น จึงไม่ได้เก็บไว้เฉย ๆ แม้ที่ยังไม่ได้นำออกใช้ก็เป็นความอบอุ่นต่อชาติไทยของเราทั้งชาตินั่นแล นี่ก็เป็นประโยชน์อันหนึ่งที่ทำให้ชาติไทยของเรามีหลักประกันตัว มีเครดิต มีศักดิ์ศรีดีงามอยู่กับสมบัติกองนี้

แม้จะมีการซื้อการขาย การลงทุนจากประเทศต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องลงทุนในประเทศไทยของเรา เขาก็มองเห็นเงินก้อนนี้เป็นเครื่องประกันตัวของชาติไทยอยู่แล้ว เขาจึงมาติดต่อซื้อขายหรือมาลงทุน หากว่าสมบัติก้อนนี้ได้หลุดลอยไปจากเมืองไทยของเราแล้ว ก็จะไม่มีใครมาติดต่อซื้อขาย การลงทุนต่าง ๆ จะหายเงียบไปเลย เมืองไทยกลายเป็นเมืองร้างขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่มีคนอยู่จำนวนตั้ง ๖๒ ล้านกว่าคน เพราะฉะนั้นสมบัติก้อนนี้จึงเป็นสมบัติอันยิ่งใหญ่ในหัวใจของพี่น้องชาวไทยเราทุก ๆ คน และพี่น้องชาวไทยทุก ๆ คนเป็นเจ้าของด้วยกันทั้งนั้น ที่จะบำรุงรักษาสมบัติก้อนนี้ไม่ให้รั่วไหลแตกซึมไปที่ไหน

เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องได้พยายามขวนขวายช่วยกัน ที่จะเข้าสู่คลังหลวงนี้ให้มีความแน่นหนามั่นคงเข้าไป เช่นทองคำได้เท่าไรขนเข้าที่ตรงนั้นหมด เพื่อเป็นพื้นฐานอันสำคัญแก่ชาติไทยของเรา เวลานี้ทองคำที่หลวงตาได้เป็นผู้นำพาพี่น้องทั้งหลายบริจาคในที่ต่าง ๆ ได้นำมาฝากไว้ในคลังหลวงนั้นแล้ว ๑,๐๓๗ กิโลครึ่ง มาคราวนี้ก็กำหนดเอาไว้ว่าอย่างน้อย ๑,๐๐๐ กิโล หลอมเมื่อวานนี้รู้สึกว่าได้ทองคำก่อนหลอมเป็นจำนวน ๑,๐๒๐ หรือ ๓๐ กว่ากิโลนี้แหละ ซึ่งกำลังหลอมเมื่อวานนี้ นี่ก็จะได้ฝากไว้ที่คลังหลวงก่อน จนกว่าว่าเหตุการณ์เป็นปกติดีงาม สะดวกแก่การที่จะมอบ ทั้งทองคำ ทั้งดอลลาร์ เราถึงจะมอบในเวลานั้น

สำหรับเวลานี้ยังไม่แน่นอน ยังคาราคาซังเรื่องเหตุเรื่องผลที่ขัดที่แย้งกันอยู่ แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องทางรัฐบาลกับทางพี่น้องชาวไทยเรา ซึ่งต่างคนต่างวิ่งเต้นขวนขวายหาสมบัติมาเข้าสู่คลังหลวง แต่เวลานี้ที่ทราบได้ชัดเจนก็คือ ตอนที่หลวงตามากรุงเทพฯ คราวที่แล้วนี้ ได้สืบได้เสาะเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องการเงินเหล่านี้ ว่าได้เข้าสู่คลังหลวงตามความมุ่งหมายหรือไม่ ทราบว่ายังอยู่ข้างถุงของคลังหลวง จึงให้เกิดเหตุขึ้นมา โดยที่หลวงตาได้ทักท้วงในสิ่งเหล่านี้ เวลานี้กำลังพิจารณาในจุดนี้อยู่

ความมุ่งหมายนั้นก็คือว่า สมบัติเหล่านี้จะต้องเข้าสู่คลังหลวงอันเป็นของคู่ควรกันกับสมบัติพี่น้องชาวไทย ตั้งแต่วงศ์กษัตริย์ลงมา จะได้นำสมบัติเหล่านี้เข้าสู่คลังหลวง เรียกว่าเป็นของคู่ควรกันอย่างยิ่ง การกีดการขวางหรือการปัดออกนอกคลังหลวงนี้ เป็นเสี้ยนเป็นหนาม เป็นอันตรายต่อชาติไทยของเรา ประหนึ่งว่าดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราก็ได้ พร้อมทั้งประชาชนทั่วประเทศไทย หากว่าสิ่งนี้ได้ปลีกได้แวะออกจากจุดหมาย ซึ่งเป็นของคู่ควรกันคือคลังหลวงเสียเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงต้องได้พิจารณากันอย่างหนักแน่น กำลังปรึกษาหารือกันกับทางรัฐบาล ทางฝ่ายประชาชนก็มีหลวงตาเป็นผู้นำ กำลังพิจารณากันในจุดนี้ ยังไม่ได้ลงจุดที่ต้องการ จึงได้เรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบ

แม้ทองคำที่หลอมคราวนี้ก็จะนำไปฝากไว้ ส่วนที่มอบผิดพลาดไป กลายเป็นข้าวนอกนา ปลานอกสุ่มนอกแห เป็นคนจัณฑาล เป็นสมบัติของคนจัณฑาลอนาถาไป กลายไปอยู่ที่นอกถุงแห่งคลังหลวงนั้น ยังไม่ลงกันได้เวลานี้ จึงต้องได้พิจารณาจุดนี้ให้เป็นที่แน่ใจก่อน เมื่อได้ปรึกษาหารือกับทั้งฝ่ายรัฐบาลและพี่น้องชาวไทยกัน เห็นพ้องต้องกันเมื่อไรแล้ว เราถึงจะได้ลงให้ถูกตามจุดที่หมายดังที่ได้ตั้งไว้แล้วตั้งแต่ต้นทางมา

กรุณาพี่น้องทั้งหลายทราบไว้ว่า สมบัติของเราที่หลวงตาได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบเมื่อปีกลายนี้ว่า ได้มอบเข้าสู่คลังหลวงแล้วนั้น เป็นความผิดพลาด เราก็พูดตรง ๆ เพราะเป็นภาษาของธรรม เป็นภาษาของพระ จะให้พูดนอกเหนือไปจากนี้ไม่ได้ เราก็บอกตรง ๆ เลยเมื่อเราทราบภายหลังว่าผิดพลาดไป ไม่เข้าตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการก็บอกชัด ๆ ว่า เราถูกต้มจากคลังหลวงหรือธนาคารแห่งชาติไทยของเราก็ได้ นี่ได้พูดออกมาแล้ว เวลานี้พอรู้สึกตัวว่าไม่เข้าสู่จุดแล้ว จึงได้พลิกแพลงจะกำลังแก้ไขกันอยู่เวลานี้ จะให้เข้าสู่จุดนี้โดยถ่ายเดียวเท่านั้น เพราะเป็นของคู่ควรกันกับสมบัติพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทย นับตั้งแต่วงศ์กษัตริย์ลงมาได้ทรงบริจาคสมบัติเงินทองเข้าร่วมกับพี่น้องทั้งหลาย เวลานี้ยังตกค้างอยู่นอกกำแพงคลังหลวง ไม่สมควรอย่างยิ่ง จึงต้องได้พิจารณาเน้นหนักลงจุดนี้ให้มากกว่าจุดอื่น

เพราะการกีดการขวางการกันกันไว้นี้ พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไปหลายสันพันคมนั้น เป็นภัยต่อชาติไทยอย่างยิ่ง นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงมา เพราะเหตุใด เพราะสมบัติเหล่านี้เป็นสมบัติเนื่องมาจากวงศ์กษัตริย์ได้ร่วมกันบริจาคมาแล้ว เหตุใดจึงไปถูกขับไลไสส่งออกไปนอกวงศ์กษัตริย์ คำว่านอกวงกษัตริย์คือหัวใจแห่งชาติได้แก่คลังหลวงของเรา มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงคุ้มครองสมบัติทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อสมบัติที่ได้มาจากพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทยจะนำเข้าสู่คลังหลวงนี้ จึงเป็นของคู่ควรกันอย่างยิ่ง ทำไมจึงถูกขับไล่ไสส่งไป จึงเกิดเป็นปัญหายุ่งยากขึ้นมาเวลานี้ นี่กำลังพิจารณากันอย่างหนักหน่วง

หากสมบัติเหล่านี้ไม่ได้เข้าสู่คลังหลวงหนึ่ง และสมบัติคือคลังหลวงนี้ที่รักษามาไว้ตั้งแต่ปู่ย่าตายายบรรพบุรุษของเรา ได้ถูกทำลายหรือกอบโกยไปในสถานที่ใด เรื่องใหญ่โตจะต้องเกิดขึ้นในเมืองไทยโดยไม่อาจสงสัย เพราะพี่น้องชาวไทยเราทุก ๆ คนเป็นเจ้าของแห่งสมบัติเหล่านี้ นับแต่พระมหากษัตริย์ลงมา จึงเป็นเรื่องใหญ่โตมากที่ผู้ใดจะมาล่วงล้ำเอาอย่างสะดวกสบาย กลืนไปกินไปเฉย ๆ นั้นจึงเป็นไปไม่ได้ว่างั้นเลย เพราะเมืองไทยเราเป็นเมืองมนุษย์ ไม่ใช่เมืองสัตว์ เมืองเปรต เมืองผี ที่จะไม่รู้จักรักษาสมบัติแห่งชาติของตน จึงต้องมีการปกป้องกันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะสมบัติเหล่านี้กระจายไปหมดทั่วประเทศไทย

ผู้รักษาก็นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงมา จนกระทั่งถึงทหาร ตำรวจ ประชาชนทั่วหน้ากันในแดนไทยนี้ เป็นเจ้าของสมบัติเหล่านี้ทั้งนั้น เมื่อหากถูกล่วงล้ำเข้ามาเมื่อไรแล้ว เจ้าของเหล่านี้จะนอนตัวแข็งอยู่ไม่ได้ จะต้องออกต่อต้าน จะเป็นวิธีการใดแล้วแต่เหตุการณ์ที่จะเข้ามารุกล้ำหนักเบามากน้อยเพียงไร หากเรื่องราวนี้สงบลงไป เหตุการณ์ทั้งหลายที่กำลังยุ่งเหยิงวุ่นวายก่อตั้งขึ้นทุกแห่งทุกหนในเมืองไทยของเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็จะสงบลงเอง

การที่เรื่องราวกำลังเริ่มเกิดขึ้นเวลานี้ก็เกี่ยวกับเรื่องสมบัตินี้ เป็นที่ไม่แน่ใจของประชาชนทั้งหลาย อาจจะถูกกลืนถูกกิน ถูกแบบไหนก็ตามจากมหาโจรมหาภัย จึงต้องได้ตั้งหน้าตั้งตาเตรียมพร้อมที่จะรักษาและต่อต้านเหตุการณ์หรือมหาภัยต่าง ๆ ที่เข้ามารุกล้ำในสมบัติแห่งคลังหลวงของเรา เช่นเดียวกับเจ้าของบ้านเขามีสมบัติมากน้อยเพียงไร เมื่อถูกโจรผู้ร้ายมาบุกมาโจมตี จะมาปล้นของเขา เขาต้องต่อสู้เต็มกำลังความสามารถ โจรไม่ตาย เจ้าของก็ตาย เจ้าของไม่ตาย โจรก็ตายเท่านั้น เพราะชีวิตของโจรกับชีวิตของเจ้าของสมบัตินั้นมีเท่ากัน แต่ความถูกต้องอำนาจสิทธิ์ขาดอยู่กับเจ้าของสมบัติ มหาโจรไม่มีอำนาจวาสนามาจากใดที่จะให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายบ้านเมือง

เพราะฉะนั้นสมบัติกองนี้จึงเป็นสมบัติอันถูกต้องดีงาม ทั้งทางด้านธรรม ทั้งทางด้านทางโลก ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องรักษาไว้ด้วยดีทุกคน อะไรเข้ามาล่วงล้ำก็จะต้องมีการต่อต้าน เช่นเดียวกับโจรผู้ร้ายเข้าไปปล้นบ้านของใครก็ตามนั้นเอง นี่บ้านใหญ่คือสมบัติกองใหญ่ได้แก่คลังหลวงแห่งพี่น้องชาวไทยเรา เรียกว่าสมบัติอันใหญ่หลวง พี่น้องชาวไทยเราจึงเป็นเจ้าของด้วยกันทุกคน ที่จะต้องปกป้องรักษาสมบัติเหล่านี้อย่างเต็มกำลังความสามารถ หัวใจขาดสะบั้นลงไปเลือดทากองสมบัติก็ต้องยอมทาลงไป นี่เรียกว่าสิทธิอำนาจของเจ้าของสมบัติ ต้องรักษากันอย่างนี้ กรุณาทราบไว้โดยหลักธรรม

นี่ละหลักธรรมชาติแห่งธรรมท่านไม่ได้ขัดข้อง สำหรับผู้รักษาสมบัติจะมีการต่อต้านกันกับมหาโจรที่เข้ามาปล้นบ้าน เพราะมหาโจรเป็นฝ่ายผิด เจ้าของสมบัติไม่ได้ผิด เมื่อล่วงล้ำเข้ามาก็ต้องมีการโต้ตอบกัน จะเป็นวิธีการใดก็ตาม นี่ก็มีลักษณะเช่นนั้นเหมือนกัน จึงได้เผดียงให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า หลวงตาเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลาย ก็แนะนำสั่งสอนทางด้านอรรถด้านธรรมเท่านั้น อันใดถูกอันใดผิด เราก็บอกตามแนวทางของธรรม นอกจากนั้นเรื่องของพระไม่เกี่ยว เกี่ยวแต่เรื่องศีลเรื่องธรรมที่ถูกต้องดีงาม ดังที่กล่าวเมื่อสักครู่นี้ว่า เป็นเจ้าของสมบัติ นี่หมายถึงพี่น้องชาวไทยเราเป็นเจ้าของสมบัติในคลังหลวงของเรานี้โดยชอบธรรม การรุกล้ำเข้ามาเป็นความผิดของผู้รุกล้ำ เพราะฉะนั้นผู้เป็นเจ้าของสมบัติจึงต้านทานหรือต่อต้านกันตามสิทธิของตน โดยที่ไม่ผิดจากหลักธรรม เราจึงได้อธิบายให้ฟังอย่างนี้

วันนี้พี่น้องทั้งหลายได้มาพร้อมหน้ากันบริจาคทาน เพื่อนำสมบัติเหล่านี้เข้าสู่คลังหลวงของเรา หลวงตาก็ได้อุตส่าห์พาร่างตะเกียกตะกายมาเพื่อต้อนรับพี่น้องทั้งหลาย และให้คติธรรมเป็นเครื่องเตือนใจ คำว่าธรรม ๆ คือ เป็นหลักธรรมชาติซึ่งควรมีประจำใจของเราชาวพุทธ

คำว่าธรรมนั้นคือแก่นแห่งชีวิตจิตใจ ความถูกต้องดีงามทุกสัดทุกส่วน ความร่มเย็นเป็นสุขอยู่กับผู้มีธรรมในใจทั้งนั้น ผู้ไม่มีธรรมในใจ จะมีสมบัติเงินทองมากน้อยเพียงไรก็เป็นโมฆะ ๆ ทางด้านจิตใจแห้งผากจากที่พึ่งที่เกาะที่ยึดที่อาศัย อาศัยได้บ้างเพียงภายนอก เงินทองข้าวของตึกรามบ้านช่อง มีเท่าไรเราก็อาศัยเพียงวันหนึ่ง ๆ พอชีวิตหาไม่แล้วสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็นโมฆะไป หลังจากชีวิตของเราสิ้นลงไปเท่านั้น ส่วนคุณงามความดีที่เรียกว่า ธรรม ๆ นี้ ติดแนบกับใจของเราไปตลอดภพตลอดชาติไหน ๆ ต้องส่งเสริมเราให้ไปสู่สถานที่ดีคติที่เหมาะสมตลอดไป เพราะฉะนั้นจึงควรมีธรรมภายในใจ

สำหรับชาวพุทธเรานี้รู้สึกว่าห่างเหินธรรมเป็นอย่างมากทุกวันนี้ หลวงตาขอเรียนตรง ๆ ด้วยอรรถด้วยธรรม พูดอย่างตรงไปตรงมา คำว่าชาวพุทธ เมืองไทยทั้งประเทศเกือบจะเรียกว่าเป็นชาวพุทธกันหมด แต่ความประพฤติกิริยาอาการที่แสดงออก มักจะไม่ค่อยมีพุทธ มีธรรม มีสงฆ์ ภายในใจเลย เป็นเรื่องของโลกของกิเลสล้วน ๆ ซึ่งเป็นภัยต่อตนเอง จึงขอให้พี่น้องลูกหลานทั้งหลายนำธรรมนี้ไปปฏิบัติ คือการไปการมาการประพฤติตัวเกี่ยวข้องกับสังคมนั้นแหละ เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์หมู่สัตว์พวก ให้ต่างคนต่างรักษาความดีเอาไว้ ความชั่วเป็นความเสียหายอย่าได้พากันทำ

การอบรมตัวเองให้เป็นคนดีนี้ ทางโลกถือว่าเป็นของยาก เพราะโลกนี้เป็นโลกของกิเลส ถ้าจะสร้างคุณงามความดี กิเลสไม่ใช่ของดีจึงต้องหักห้ามต้านทาน กีดกันโดยวิธีการต่าง ๆ ผู้บำเพ็ญความดีจึงต้องได้ฝืนความยากความลำบาก มันกีดมันขวางตลอดเวลาเรื่อยไป เราไม่ฝืนไม่ได้เพราะกิเลสมีแต่ลากลงถ่ายเดียว

คำว่ากิเลสคือความเศร้าหมองมืดตื้อภายในจิตใจ ตาใสเหมือนตาแมวก็ตามแต่จิตใจนั้นมืดบอด หูจะฟังเสียงได้ถนัดชัดเจนก็ตาม แต่ก็กลายเป็นคนหูหนวกตาบอดไปหมด เพราะกิเลสมันปิดมันบังไม่ให้รู้ดีรู้ชั่ว ไม่ให้รู้บาปรู้บุญ คนเราจึงชอบทำไปตามอำนาจของกิเลส ผลที่ได้มาจึงเกิดเป็นความเดือดร้อนขึ้นมาโดยทั่วหน้ากัน เพราะขาดธรรมภายในใจ ถ้ามีธรรมภายในใจ เช่น เราเป็นนักศึกษาเราก็มีโครงการที่จะตั้งหน้าตั้งตาต่อการศึกษาเล่าเรียน และประพฤติตัวไปตามกฎระเบียบที่โรงเรียนสอนและบังคับไว้อย่างไรด้วยความถูกต้องดีงาม นักศึกษาที่มานั้นก็เป็นคนดีเป็นลำดับลำดา วิชาความรู้ที่เรียนมามากน้อยก็เป็นผลเป็นประโยชน์

ถ้าไปมาแล้วเอาแต่โครงการมาพูดเฉย ๆ ว่ามาศึกษาเล่าเรียน แต่การปล่อยตัวปล่อยทุกวี่ทุกวัน ไม่สำรวมระวังตัว ทำชั่วช้าลามกไปต่าง ๆ นานานอกจากหลักโครงการหรือวิชาการไป นี่เรียกว่าเป็นความเสียหายในเวลาเรามาศึกษาเล่าเรียน ยิ่งเป็นนักศึกษาซึ่งกำลังหนุ่มน้อยอยู่นี้ด้วยแล้ว ส่วนมากมักจะเหยียบตั้งแต่คันเร่งไปตามความอยากความทะเยอทะยาน ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไม่คำนึงถึงวิชาความรู้และสมบัติผู้ดีของตัวเองบ้างเลย นักศึกษาจึงเสียไปเป็นจำนวนมากเพราะปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่บังคับ ไม่ฝึกฝนตนเองแต่อย่างใดเลย

เมื่อเราต้องการเป็นนักศึกษาที่ดีมีอนาคตอันผ่องใส เราต้องตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนอบรมเรา ถึงยากลำบากก็ต้องทำ เพราะเป็นความดี เป็นทางที่ดี อันใดที่ทำง่ายแต่เป็นความชั่ว ให้ฝืนตัวเองอย่าพากันทำลงไป ยิ่งกำลังหนุ่มน้อยนี่เรียกว่าวัยไฟมาก ราคะตัณหานี้ตัวสำคัญมาก ทั้งหญิงทั้งชายมันเยิ้มรับกันได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องถามหาว่าชาติชั้นวรรณะใด ฐานะสูงต่ำประการใด กิเลสระหว่างหญิงกับชายนี้มันเยิ้มรับกันทันที ๆ อันนี้ออกหน้าออกตาตลอด จึงต้องมีธรรมเครื่องกำกับรักษาและบังคับตนไว้เสมอ

กาลนี้เป็นเวลาที่ควรศึกษาเล่าเรียน ประพฤติเนื้อประพฤติตัวให้ดี เราต้องบีบบังคับให้ประพฤติตามกรอบแห่งศีลแห่งธรรมของเรา เราจะเป็นคนดีมีขอบเขต ถ้าเป็นผู้หญิงก็กุลสตรี จะสืบทอดมรดกอันดีงามของปู่ย่าตายายและเป็นคนดีต่อไป ยังเป็นคติตัวอย่างแก่คนรุ่นหลังอีกได้ไม่มีประมาณ นี่คือการฝึกฝนอบรมตน อย่าสุกก่อนห่าม อย่าขายก่อนซื้อ ความสุกก่อนห่าม ความขายก่อนซื้อนี้เป็นการทำลายตนทั้งปัจจุบันและอนาคตหาคุณค่าไม่ได้

เช่น ผู้หญิงปล่อยเนื้อปล่อยตัว ซื้อง่ายขายคล่อง เขายังไม่ขอก็แบให้เขา ๆ ด้วยความคึกความคะนอง นี้เรียกว่าทำลายตัวเอง เสียศักดิ์ศรีดีงามของกุลสตรี เวลาจะขายคือเวลาจะแต่งการแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาขึ้นมา ไม่มีใครเหลือบมอง เพราะขายจนหมดราค่ำราคา เน่าเฟะไปแล้วไม่มีใครเหลียวแล นี่การทำลายตนให้หมดคุณค่าลงไปเพราะการปล่อยเนื้อปล่อยตัวอย่างนี้ เราต้องระมัดระวังเอาไว้เสมอ ให้รักษาคุณค่าของตัวเองไว้

ผู้ชายก็อย่าทะลึ่งอย่าเป็นคนดื้อดึง อย่าเป็นคนคึกคนคะนอง เป็นความเสียหายสำหรับผู้ชายเหมือนกัน ผู้ชายดีใครก็ชมว่าดี ผู้หญิงดีใครก็ชมว่าดี มีฝั่งมีฝา อย่าเห็นว่าฉวยได้ฉวยเอา พอได้ท่าได้ทีแล้วก็ฉวยเอา ๆ นั้นเขาเรียกว่าวิชาลิง คว้ามับ ๆ ผู้ชายคนนั้นก็เป็นผู้ชายที่เสียคน ไม่มีขอบเขตไม่มีวินัยรักษาตัวไว้บ้างเลย ทะลึ่งพรึ่งพรวดไปหมดอย่างนี้ใช้ไม่ได้ จึงต้องมีขอบมีเขต

ถ้าสมมุติว่าผู้หญิงลืมตัว ผู้หญิงใจง่ายให้ท้าย ก็บอกไม่เอา ให้ว่าอย่างนี้เลยนะ ผู้หญิงให้ท้ายเรา เราบอกอย่าทะลึ่งว่างั้นเลย แกเป็นคนคนหนึ่ง ฉันสงสารแก ให้รักษาคุณสมบัติของแกไว้ด้วยดี อย่ามาปล่อยให้เราเราไม่เอา เอาของคนชั่วอย่างนี้เราจะกลายเป็นคนชั่วได้ เช่นไปเกี่ยวข้องกับหญิงชั่ว หญิงใจง่าย หญิงไม่มีราค่ำราคา เปิดตลอดเวลา สนิทกับใครเปิดให้ ๆ ผู้ชายที่ดีเขารังเกียจเขาไม่อยากดู

เพราะฉะนั้นเราเป็นผู้ชายที่ดี ผู้หญิงไหนที่เป็นประเภทนั้นมาให้ปัดทันที แล้วชี้หน้าด้วยว่า ผู้หญิงคนนี้เลวยิ่งกว่าหมา ให้ว่าอย่างนั้นนะ หมาเขาไม่เห็นปล่อยเนื้อปล่อยตัวอย่างง่ายดายยิ่งกว่าหญิงเกเรประเภทนี้ พูดแล้วชี้หน้าไปเลย นี่เพื่อการสอนหญิงคนนั้นให้รู้เนื้อรู้ตัว หากจะเป็นมนุษย์ต่อไปก็จะรู้เนื้อรู้ตัว ไม่ซื้อง่ายขายคล่องเลยหมาไป นี่คือหลักเกณฑ์แห่งการปฏิบัติตัวในเวลาศึกษาเล่าเรียน

พ่อแม่เราส่งมาแต่ละคน ๆ เราต้องคิดถึงพ่อถึงแม่ของเรา พ่อแม่ของเราเลี้ยงดูเรา ตั้งแต่อยู่ในท้องก็เลี้ยงดูระมัดระวังในครรภ์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ได้ปล่อยตัวง่าย ๆ เวลาตกคลอดออกมาก็บำรุงรักษาจนหมดเนื้อหมดตัว สมบัติเงินทองข้าวของมีมากมีน้อยทุ่มให้ลูก ทั้งหญิงทั้งชายนั้นแล พอเข้าโรงร่ำโรงเรียนก็ส่งเข้าโรงร่ำโรงเรียน แล้วสิ้นไปเท่าไรหมดไปเท่าไร พ่อแม่แทบเป็นแทบตาย หามาได้เจ้าของไม่ได้กินไม่ได้ใช้ ส่งเสียให้ลูก เป็นห่วงเป็นใยลูก ๆ เพราะความรักลูกนั้นแล เจ้าของยอมเป็นยอมตาย

นี่พ่อกับแม่พลีชีพให้ลูกตลอดมาอย่างนั้น ขอให้ลูกทุกคนระลึกถึงบุญถึงคุณของท่าน แล้วรู้เนื้อรู้ตัว อย่าปล่อยตัว ให้เดินตามโครงการที่พ่อแม่ไว้วางใจว่า ส่งลูกไปศึกษาเล่าเรียนที่นั่นที่นี่ เราก็ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียนให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย สมกับพ่อแม่ที่ส่งเสียเราทุกอย่าง การศึกษาเล่าเรียนจะต้องใช้เงินใช้ทองมากแต่ละคน ๆ เป็นเงินจำนวนเท่าไร เป็นเงินเป็นทองของพ่อแม่ทั้งนั้น ๆ ถูกพ่อแม่ที่ยากจนนั่นซิ ที่ลำบากลำบนเอามากทีเดียว แต่ลูกก็เป็นลูกเกเร ครั้นไปเรียนหนังสือยังไม่ได้แต่งงาน ลูกไปตั้งท้องอยู่ในโรงเรียนในที่ศึกษาแล้ว นี้ขายหน้าพ่อแม่มากทีเดียว อย่าพากันทำ

เราเป็นลูกมนุษย์ ถึงกาลถึงเขตถึงเวล่ำเวลาที่ยอมรับกันแล้วคือการแต่งงาน หากเป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ผู้ชายผู้หญิงไม่เคยอยู่เดี่ยวกันแหละ ก็ต้องมีครอบครัวเหย้าเรือนเป็นฝั่งเป็นฝา มีขอบมีเขต เป็นผัวเป็นเมียกันแล้วก็มีความรักซึ่งกันและกัน มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ไม่แบ่งปันจิตใจไปสู่หญิงอื่นชายอื่น ให้เป็นการเอาไฟมาเผาผัวเผาเมียตนเอง พ่อแม่ก็ต้องเป็นแบบนั้นอีก เวลาเป็นพ่อเป็นแม่ของเด็ก เด็กซึ่งเป็นลูกก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตัวเอง

เครื่องแต่งเนื้อแต่งตัวนี้เหมือนกัน คนอื่นเขาได้อย่างไร ก็ต้องพยายามหามาให้ได้ตามกฎตามเกณฑ์ของโรงร่ำโรงเรียนหรือสถานที่ศึกษา พ่อแม่บางคนถึงติดหนี้ติดสินเขาพะรุงพะรัง เพราะหามาเพื่อส่งเสียลูกของตนนี้มีจำนวนมากนะ ไม่ใช่นักศึกษาแต่ละคน ๆ นี้จะเป็นเศรษฐีมาด้วยกันทั้งนั้น คนทุกข์คนจนมีมาก พ่อแม่เป็นผู้รับภาระอันหนัก เราจึงต้องได้สำเหนียกศึกษาเรื่องราวของพ่อของแม่ ตั้งแต่เลี้ยงเรามาท่านยากขนาดไหน นั้นละจะมาเป็นกำลังใจให้เราไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัว และตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียน

ได้ความรู้วิชามาแล้วกลับบ้านกลับเรือน พ่อแม่ดีอกดีใจยิ้มแย้มแจ่มใส สมความมุ่งมาดปรารถนาที่ส่งเข้าศึกษาเล่าเรียน เงินหมดไม่ทราบว่ากี่พันกี่หมื่นกี่แสนละนะ ดีไม่ดีเป็นล้าน เป็นล้าน ๆ แล้วลูกเต้าสนองพ่อแม่ด้วยความตั้งอกตั้งใจดี ศึกษาเล่าเรียนดี ปฏิบัติตนดี พ่อแม่ก็มีหน้ามีตา นั่นละให้ลูกหลานทั้งหลายจดจำคำเหล่านี้ไว้ ทั้งหญิงทั้งชายอย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว ผู้ชายก็อย่าทะลึ่งพรึ่งพรวด อย่าเป็นคนดื้อด้านคึกคะนองไม่เข้าท่า เสียศักดิ์ศรีของชาย ผู้ชายต้องมีหลักมีเกณฑ์ ผู้หญิงก็ต้องมีขอบเขต นี่ละการมีธรรมในใจอย่างนี้เป็นความสงบร่มเย็น มีความแน่นหนามั่นคง เป็นฝั่งเป็นฝาต่อตัวเองต่อไปตลอดกาล ขอให้ลูกหลานทั้งหลายนำธรรมนี้ไปปฏิบัติตน

คือการรักษาตนให้เป็นคนดีตามจารีตประเพณี นี่เรียกว่าธรรม การปล่อยเนื้อปล่อยตัว เราไม่ใช่สัตว์เราเป็นมนุษย์ ปล่อยอย่างนั้นไปแล้วเลวยิ่งกว่าสัตว์ นี่เป็นของสำคัญ จึงขอให้ลูกหลานทั้งหลายนำไปปฏิบัติตนเอง

ทีนี้ฝ่ายผู้ใหญ่ประชาชนทั่ว ๆ ไป เราซึ่งเป็นชาวพุทธก็เหมือนกัน ควรปฏิบัติตนเอง เข้มงวดกวดขันตนเองบ้าง อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปเสียทุกสิ่งทุกอย่างจนธรรมไม่ปรากฏ คำว่าศาสนาพุทธไม่ปรากฏในหัวใจและกิริยามารยาทที่แสดงออกบ้างเลย นี่เสียศักดิ์ศรีแห่งชาวพุทธของเรา การไหว้พระสวดมนต์ เป็นสมบัติอันล้นค่าเข้าสู่จิตใจของเราชาวพุทธ ควรจะระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ไว้ในใจเสมอ ไม่ว่าจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอน ทำงานการใดอยู่ เราระลึกถึงธรรมนี้ได้เช่นเดียวกับเราระลึกคิดเรื่องของกิเลส คิดได้วันยังค่ำ เรามาคิดถึงธรรมเพื่อเป็นหลักใจของเรา เป็นที่พึ่งของใจ เราก็คิดได้เช่นเดียวกัน นี่สมชื่อสมนามว่าเราเป็นลูกชาวพุทธ ให้มีพุทธติดตัว มีขอบมีเขต

ถึงเวล่ำเวลาจะไหว้พระสวดมนต์ ได้มากได้น้อยก็ให้ทำตามกฎเกณฑ์ที่เรากำหนดเอาไว้ ให้มีกำหนดอย่างนี้จึงเรียกว่าไม่เป็นคนหลักลอย พอถึงเวลาไหว้พระตั้งหน้าตั้งตาไหว้พระ จากนั้นก็นั่งภาวนาทำความสงบใจด้วยบทธรรม เช่น พุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ เป็นคำบริกรรมภาวนาภายในใจ ใจเมื่อได้รับธรรมซึ่งเป็นเหมือนน้ำดับไฟเข้าสู่ใจด้วยคำบริกรรม พุทโธ หรือธัมโม ก็ตาม โดยความมีสติกำกับรักษา อย่าให้จิตส่ายแส่ไปสู่อารมณ์ต่าง ๆ ตั้งหน้าตั้งตาภาวนาบริกรรม พุทโธ ๆ เป็นต้น มีสติกำกับรักษาใจ ใจจะหดตัวเข้ามา ๆ จากอารมณ์ที่เคยฟุ้งซ่านวุ่นวายแต่ก่อนมาสู่ความสงบ

เมื่อใจสงบอารมณ์เครื่องยุ่งกวนตัวเองแล้ว ใจจะสบาย ใจสบายไม่ได้เหมือนร่างกายสบาย เป็นของแปลกประหลาดอัศจรรย์มากสำหรับผู้ได้รับการอบรมทางด้านจิตใจ เพราะใจนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก แต่โลกทั้งหลายไม่มองหรือมองไม่เห็น จะเป็นศาสนาใดก็ตาม ส่วนมากเป็นศาสนาไปทางด้านวัตถุ ทรมานตนประเภทต่าง ๆ ไปเสีย โดยไม่คำนึงถึงใจซึ่งเป็นตัวคึกคะนอง และเป็นตัวภัยแก่ตัวเองตลอดมา สำหรับพุทธศาสนาของเราชาวพุทธนี้ถูกต้องแม่นยำทุกอย่างเลย สอนให้อบรมใจให้มีความสงบเย็นใจด้วยการภาวนา

เพราะใจเป็นมหาเหตุก่อเรื่องก่อราวตลอดเวลา เมื่อมีธรรมเป็นเครื่องกำกับแล้วใจจะสงบเข้ามา เช่น เราภาวนา พุทโธ ๆ ใจจะสงบเย็นเข้ามา ๆ จนปรากฏเป็นของแปลกประหลาดและอัศจรรย์ขึ้นที่ใจของเรา แล้วสะดุดใจในทันทีทันใดที่ความสงบของใจได้ปรากฏขึ้นในเวลานั้น แล้วจะมีความอุตส่าห์พยายาม ศรัทธาก็ฝังลึกในผลแห่งการภาวนาของตน การทำบุญให้ทาน การประพฤติตัวจะมีความเข้มแข็งมากขึ้นทุกด้านทุกทาง เมื่อมีหลักเกณฑ์คือใจมีความสงบเป็นหลักยึดของใจแล้ว ใจจะกระตือรือร้นในการบำเพ็ญจิตใจให้สง่างามขึ้นเป็นลำดับ สว่างกระจ่างแจ้งขึ้นที่ใจของเรา

เวลานี้ใจมืดดำก็เพราะอำนาจของกิเลส ความโลภได้ไม่พอ ได้เท่าไรไม่พอ มีแต่ความอยากความทะเยอทะยาน นี้ก็คือกิเลสฉุดลากเราไปให้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน ราคะตัณหาก็คือกิเลส ตัวพาให้คึกให้คะนอง ได้เท่าไรไม่พอ ๆ เหมือนไฟได้เชื้อ นี่ละราคะตัณหาทำคนเสียได้มากทีเดียว ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องกำกับรักษา ผัวเมียทะเลาะเบาะแว้ง แตกกระจัดกระจายจากกัน ก็เพราะความอยากได้ไม่พอ มีเมียหนึ่งแล้วอยากได้สองเมียสามเมีย มีผัวหนึ่งแล้วแอบหาสองผัวสามผัวทุกแห่งทุกหน เพราะราคะตัณหามันกำเริบ โดยที่เจ้าของไม่สนใจระมัดระวังบีบบังคับหรือรักษามันไว้บ้างเลยก็ทำให้เราเสีย เสียไปมาก

เมียคนหนึ่งที่อยู่ร่วมกันเป็นเหมือนเศษคน ผู้หญิงที่ผ่านมาในสายตาเป็นเทวบุตรเทวดาขึ้นมา ๆ เมียที่นอนแนบอยู่ด้วยกันกลายเป็นเศษมนุษย์เศษหญิง เอ้า ผู้หญิงที่ตัวคึกตัวคะนองก็เห็นผัวของตัวเป็นเศษคนไป เห็นผู้ชายอื่นเป็นเทวบุตรเทวดาไป นั้นแหละคือไฟเผาโลกเผาที่หัวใจ ไปกว้านมาตามความรักชอบแล้วก็มาเผากัน อย่างน้อยก็ทะเลาะกัน มากกว่านั้นแตกกระจัดกระจายจากกัน เพราะราคะตัณหาน้ำล้นฝั่งนี้เผาหัวใจ ได้ไม่พอ กินไม่อิ่มคือราคะตัณหา ท่านจึงให้มีธรรมภายในใจ

มีเมียคนหนึ่งแล้วตามหลักธรรมท่านแสดงไว้ว่าพอแล้ว ไม่จำเป็นกับหญิงใดชายใดนอกจากผัวคนเดียวเมียคนเดียวนี้เท่านั้น นี่เป็นความถูกต้องตามหลักธรรม ท่านจึงสอนให้มีผัวเดียวเมียเดียว อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม อย่าเป็นน้ำล้นฝั่ง แล้วก่อฟืนก่อไฟมาเผา เราอย่าเข้าใจว่าเราไปมีเมียคนอื่นมาแล้วความสุขจะเพิ่มขึ้นแก่หัวใจเรา มันคือฟืนคือไฟเผาไหม้เรานั้นแล แล้วยังเผาไหม้คนอื่น เช่น ภรรยาเป็นต้น เมียเป็นต้น เมียคึกคะนองก็เป็นแบบเดียวกัน เอาไฟมาเผากัน อย่าเข้าใจว่าไปหาความสุขตามกิเลสหลอกลวงนั้นเลย มันไปหาฟืนหาไฟมาเผากัน นี่คือนอกไปจากหลักธรรมแล้วเป็นกิเลสไปเสียทั้งสิ้น

กิเลสต้องเอาไฟเผาสัตวโลก เผาคนผู้ดื้อด้านหาญทำ แต่ธรรมเป็นคนที่มีขอบมีเขต มีผัวเดียวเมียเดียวพอแล้วไม่ต้องยุ่งกับอะไร ผู้หญิงไหนในโลก ผู้ชายในโลกมีกี่ล้าน ๆ คนก็ไม่เห็นมีแปลกต่างกันอะไรกับเมียของเรากับผัวของเราคนนี้ มีเท่ากัน ทุกอย่างมีเพียงพอเท่ากันหมดจึงจะหามาแข่งกันไม่ได้ เช่นผู้หญิงก็มีอันเดียว แล้วจะไปหาผู้หญิงอื่นว่ามีสี่อันห้าอันมาแข่งเมียของเราก็ไม่ได้ ถ้าหากมันมีมากจริง ๆ แข่งได้ แต่นี้ไม่เคยมี ผู้หญิงคนใดก็มีอันเดียว ๆ ผู้ชายก็มีอันเดียว ๆ มีเท่านั้น กี่โลกกี่ประเทศเขตแดนที่ไหนก็มีอันเดียวเหมือนกันหมด เราจะตื่นบ้าไปอะไรนักหนาถ้าไม่ต้องการเอาไฟมาเผากันเท่านั้น นี่คือหลักธรรมท่านสอนเน้นหนักลงจุดนี้

ให้รู้จักคุณค่าแห่งกามคุณ คำว่ากามคุณ กามเป็นคุณก็คือมีผัวเดียวเมียเดียว ไม่ต้องดีดต้องดิ้นไปหาอะไรอีกแล้ว กินจนกระทั่งวันตายก็ไม่หมดไม่สิ้น นี่ท่านเรียกว่ากามคุณ ถ้านอกเหนือไปจากนี้เป็นน้ำล้นฝั่งไปแล้วเป็นกามโทษ กามโทษมันเผาหัวใจของผู้ดีดผู้ดิ้นนั้นแหละ เราจึงต้องระมัดระวังด้วยศีลด้วยธรรม ให้ต่างคนต่างมีความแน่นหนามั่นคงในศีลธรรมข้อนี้ให้มาก ผัวเมียจะอยู่กันตาหลับสนิท พึ่งเป็นพึ่งตายกันได้ มีความอบอุ่น เย็นใจสบายใจ

ลูกเต้าหลานเหลนเกิดขึ้นมาเห็นพ่อเห็นแม่มีความรักสนิท มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ลูกยิ้มแย้มแจ่มใส หมดทั้งครอบครัวของเรายิ้มแย้มแจ่มใส เพราะพ่อแม่เป็นแบบพิมพ์ที่ดีลูกก็ชุ่มเย็น แล้วยังได้คติตัวอย่างจากพ่อจากแม่นี้ไปปฏิบัติตนต่อไปอีกไม่มีสิ้นสุดเหมือนกัน นี่เรียกว่ามีธรรมครองใจ ผู้มีธรรมครองใจเป็นความสุข ผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้นแหละพอแล้ว

คนทุกข์คนจนมีล้นโลกล้นสงสารอยู่แล้ว ที่ไหนก็มี ไม่ใช่ว่าเรามีสามเมียสี่ผัวแล้วเราจะเป็นเศรษฐี อย่าไปเข้าใจผิดนะ เป็นเศรษฐีก็เศรษฐีไฟนั้นละมาเผาหัวใจเรา จะทุกข์จะจนก็ช่างมัน ขอให้มีความตายใจอบอุ่นต่อกันในรากฐานอันใหญ่โตของเราคือผัวเมีย เป็นรากฐานสำคัญในครอบครัว ให้รักษารากฐานอันนี้เอาไว้แล้วจะเย็นใจทั่วหน้ากัน นี่คือศีลธรรม ขอให้พี่น้องทั้งหลายนำไปกำกับรักษา อย่าคึกอย่าคะนอง อย่าดีดอย่าดิ้นไปตามอำนาจของกิเลสตัณหามันเป็นไฟลามทุ่ง เผาไปไม่หยุดไม่ถอยแหละ เผาไปไม่มีสิ้นมีสุดเลย ถ้าปล่อยตามอำนาจของกิเลสตัณหาแล้วตายทิ้งเปล่า ๆ นอกจากนั้นยังตกนรกหมกไหม้อีก

กาเมสุ มิจฉาจาร นี้แหละมันทำผัวเมียที่คึกที่คะนองให้ตกนรกหมกไหม้ แล้วหนักมากเสียด้วย ธรรมท่านแสดงไว้ในตำรา เราจึงไม่ควรจะดีดจะดิ้นไปฟืนหาไฟมาเผาตัว ตั้งแต่ผัวเดียวเมียเดียวบางทีก็ยังมีทะเลาะเบาะแว้ง ในลักษณะของลิ้นกับฟันที่อยู่ด้วยกัน ลิ้นกับฟันอยู่ด้วยกันก็มีกระทบกระเทือนกันบ้างเป็นธรรมดา แต่เพียงลิ้นกับฟันกระทบกันไม่เสียหายอะไร นี่ผัวเมียทะเลาะกันด้วยความเห็นขัดแย้งกันเป็นบางอย่างนี้ มีได้เป็นได้ธรรมดา แต่อย่าให้ขัดแย้งกันแบบกามกิเลสกินไม่พอนี้เลย ถ้าเป็นอันนี้ไฟบรรลัยกัลป์สู้ไม่ได้ เผาแหลกหมดเลย ทะเลาะแบบนี้ทะเลาะแบบไฟเผาโลก ไฟบรรลัยกัลป์ ตายแล้วตกนรกหมกไหม้ อย่าพากันริอย่าพากันทำ นี่ท่านเรียกว่าให้บีบบังคับ บีบบังคับให้มีเท่านี้ อย่ายุ่งนอกจากนี้ไปเป็นไฟทั้งนั้น นี่ก็เรียกว่าเป็นผู้มีศีลมีธรรม

ประพฤติปฏิบัติดีต่อกันแล้วเย็นใจสบายใจ ผัวจะไปนอกบ้านในบ้าน เมียจะไปทำงานทำการที่ไหน ผลรายได้มาเฉลี่ยเผื่อแผ่เป็นอวัยวะเดียวกัน ทั่วถึงกันหมด ไม่รั่วไหลแตกซึมไปไหนเหมือนคนมีหลายผัวหลายเมีย หลายผัวหลายเมีย ผัวนั้นก็มีปาก เมียนี้ก็มีท้อง ทีนี้มันก็ไหลแตกซึมออกไป ๆ แล้วทำลายแตกกระจัดกระจาย ไม่มีความหมายอะไรเลย เศรษฐีที่มีเมียหลายคน เศรษฐีเมียมาก เศรษฐีผัวมาก นี้คือไฟบรรลัยกัลป์เผาหัวใจ อย่าพากันฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเห่อคะนองไปตาม เสียหายมากทีเดียว

เราเป็นชาวพุทธให้ฟังเสียงพระพุทธเจ้า ให้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรม ฟังเสียงครูเสียงอาจารย์ ศาสนาจะได้มีในตัวของเรา ศาสนามีในตัวของเราเราต้องมีขอบเขต ปฏิบัติตนเข้มงวดกวดขันในทางที่ถูกต้องดีงาม อันใดไม่ดีฝ่าฝืนกัน เรียกว่ารบกันกับความไม่ดี เราไม่ทำตามความอยากความทะเยอทะยาน จะมีความทุกข์ลำบากบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะรบกับข้าศึกคือความชั่ว เมื่อรบชนะแล้วต่อไปเราก็ไม่ต้องรบอะไรมาก เป็นความเคยชินกับนิสัยของเราที่เคยฝึกอบรมตนมา แล้วก็มีความสบาย ๆ

เหมือนดังพระที่ท่านตั้งใจปฏิบัติศีลธรรมด้วยความเป็นธรรมจริง ๆ ท่านระมัดระวังในศีลในธรรมของท่านตลอดมาตั้งแต่วันบวช ท่านไม่เคยปล่อยเนื้อปล่อยตัวโกโรโกโส ไปที่ไหนมีความมุ่งมั่นขันแข็งต่ออรรถต่อธรรมอยู่ตลอดเวลา ท่านก็มีหัวใจเย็น เย็น ๆ แล้วจากนั้นท่านก็ภาวนาของท่านไปตามเพศของพระ ท่านก็เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งมรรคซึ่งผลภายในหัวใจ คนมีหัวใจเป็นธรรมต้องมีความสุข คนเอาความสุขจากธรรมนี้เป็นคนมีสง่าราศีมาก เป็นคนที่แน่นอนต่อคติความเป็นไปของตน เวลาปัจจุบันมีชีวิตอยู่นี้เราก็มีความสุข ตายไปแล้วเราก็มีความสุข เพราะอำนาจแห่งศีลธรรมคุ้มครองรักษาเราให้เป็นคนดีมีความสุขต่อไป นี่คือศีลธรรม

ถ้าเป็นเรื่องของกิเลส ไฟเผาโลก ๆ อยู่ในโลกนี้ก็เดือดร้อนวุ่นวาย สร้างแต่บาปแต่กรรมด้วยความคึกความคะนอง ด้วยความพออกพอใจ ครั้นตายไปแล้วก็เผาลงในนรกไม่มีอะไรเหลือเลย มีแต่ความทุกข์ความทรมานอยู่ในแดนนรก เราเชื่อพระพุทธเจ้าหรือไม่เชื่อ ว่าบาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี นิพพานมี เปรตผีประเภทต่าง ๆ เทวบุตรเทวดามี นี่คือองค์ศาสดาที่รู้แจ้งแทงทะลุไปหมดแล้ว เห็นทุกแง่ทุกมุมทุกสัดทุกส่วนแล้วนำมาสอนโลกด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง ไม่ได้มาโกหกโลก พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ ไม่ได้เป็นศาสดาที่โกหกโลกเหมือนกิเลสที่มันโกหกต้มตุ๋นเราอยู่ตลอดเวลานี้ มันต่างกัน นี่ท่านสอนไว้อย่างนี้

เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้าผู้เลิศเลอ ผู้หูแจ้งตาสว่างเราจะไปเชื่อใคร เชื่อคนมืดบอดมันก็บอกว่าบาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี ตายแล้วสูญ นี่คือความมืดบอดของกิเลสที่ปิดหูปิดตาปิดหัวใจของโลกให้สิ้นหวัง ๆ ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ตายแล้วก็จมเลย มันไม่สูญล่ะซิ มันอุตริพูดด้วยความคึกความคะนองของกิเลสลากไปถูไปเท่านั้น ความจริงจะสูญที่ไหน

ใจดวงนี้ไม่เคยตายตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใดมา เบื้องต้นเบื้องปลายของใจดวงนี้นับไม่ได้ มองไม่เห็น แต่มันก็พาเกิดพาตายตลอดเวลา เพราะมันไม่เคยตาย ใจแท้ ๆ ไม่เคยตาย แต่ร่างกายนี้มีได้ เวลาเกิดขึ้นมาก็เรียกว่าคนเกิดสัตว์เกิด เวลาหมดสภาพของมันแล้วเขาก็เรียกว่าคนตายสัตว์ตาย แต่ใจที่อยู่ในร่างของสัตว์ของบุคคลนั้นซิ มันออกจากนี้แล้วก็หาบบาปหาบกรรมไป ถ้าผู้ทำบาปทำกรรมมากก็ไปจมลงในนรก สูญไหมล่ะในนรก ไปจมลงในนรก พ้นจากบาปจากกรรมมาแล้วก็มาสร้างบาปสร้างกรรม ตกอีก ๆ ใจดวงนี้ไม่เคยสูญ

ร่างกายไม่ได้ไปนรกไปสวรรค์ ใจเป็นผู้ไปนรกไปสวรรค์ เช่นมีความทุกข์ความเดือดร้อน หัวใจเป็นผู้รับเคราะห์รับกรรมทั้งหมด ร่างกายมันเจ็บมันปวด มันก็รู้ว่าเจ็บว่าปวด แต่ผู้รับเคราะห์จริง ๆ คือหัวใจของผู้เป็นเจ้าของ นี่ก็เหมือนกัน หัวใจเราซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ เราจึงต้องทะนุถนอมบำรุงจิตใจของเราให้เข้าสู่อรรถสู่ธรรม อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว ให้กิเลสหลอกลวงว่าบาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี นี้คือพวกสัตว์เดรัจฉานยังสู้ไม่ได้ มนุษย์เหล่านี้ว่าไม่มีแล้ว ยังกล้าทำบาปทำกรรมอย่างอาจหาญชาญชัยไม่สะทกสะท้าน ตายแล้วจมลงในนรก ๆ นี่คือไม่เชื่อท่านผู้รู้ผู้ฉลาดมีพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ

เราเป็นคนตาบอดต้องเชื่อคนตาดี คนตาดีจูงไปที่ไหนให้ไปตามคนตาดีแล้วแคล้วคลาดปลอดภัย แต่คนตาบอดอวดดิบอวดดีนั้นตกเหวตกบ่อ เป็นอันตรายไม่มีสิ้นสุด จนกระทั่งตายด้วยความตาบอดของตนนั้นแล นี่คนใจบอดก็เหมือนกัน ไม่ยอมเชื่อศีลเชื่อธรรมเชื่อบาปเชื่อบุญ ทำตั้งแต่ความชอบใจของตนซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสหลอกลวงต้มตุ๋นตลอดไป แล้วตายแล้วก็จม ๆ เวลาจมแล้วกิเลสไม่ได้ไปจมกับเรา มันไม่ได้ตกนรกหมกไหม้ได้รับความทุกข์ความทรมานกับเรา มันหลอกเราเฉย ๆ ให้เราเป็นผู้รับเคราะห์รับกรรมตามความโง่ของตน จึงขอให้ทุก ๆ ท่านได้กำหนดจดจำเอาไว้

เราเป็นลูกชาวพุทธเกิดมาพบพระพุทธศาสนา นับว่าเป็นวาสนาบารมีอย่างมาก คนที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไม่สนใจเลยนี้มีมาก ประเภทที่เศษมนุษย์ ไม่ได้สนใจกับอรรถกับธรรมดีชั่วประการใด ๆ เลยนั้นเรียกว่า เศษมนุษย์ในร่างแห่งมนุษย์นั้นแหละไม่ใช่ผู้ใด เราเป็นผู้เชื่อบุญเชื่อกรรมตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ เราเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ แม้จะจนก็ตาม โง่ก็ตาม โง่ด้วยความมีธรรม จนด้วยความมีธรรม มีหลักมีเกณฑ์เป็นเครื่องประกันตนยิ่งกว่าความที่ว่าอวดตนว่าฉลาด ลบบาปลบบุญ นรก สวรรค์ ว่าไม่มี แล้วสร้างตั้งแต่ความชั่ว จมลงในนรก ตัวนี้สำคัญมาก

ขอให้ทุกคนได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เพื่อกำจัดความชั่ว มันมีอยู่กับทุกคน เพราะกิเลสมักจะพาทำตั้งแต่ความชั่ว ความดีกิเลสไม่อยากทำ อยากทำตั้งแต่ความชั่วช้าลามก การเห็นการได้ยินเพื่อความเพลิดเพลินรื่นเริงบันเทิง อันเป็นทางความเสียหายเสียมากต่อมาก นี่กิเลส ถ้าเป็นเรื่องของอรรถของธรรมแล้ว ต้องเสาะแสวงหาคุณงามความดี เช่น เวลาจะหลับจะนอนขอให้พากันไหว้พระสวดมนต์ ไม่ได้มากได้น้อยก็เอา ทำใจให้สงบเย็นดังที่หลวงตาอธิบายมาสักครู่นี้ นี้แหละบ่อแห่งความสุข บ่อแห่งความอัศจรรย์ อยู่ที่ใจของเรา เมื่อได้รับการอบรมแล้วใจจะแสดงความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมา เราจะเห็นว่าใจนี้แลเป็นผู้ครองธาตุครองขันธ์

เดี๋ยวนี้เราไม่รู้นะ เราถือเอาร่างกายทั้งร่างว่าเป็นเราเป็นของเรา ก็มันรู้ไปหมดสรรพางค์ร่างกาย ประสาทส่วนต่าง ๆ เป็นเครื่องมือของใจนักรู้ มันต้องรู้ไปหมด เช่นตารู้ทางเห็น จมูกรู้ไปทางดมกลิ่น หูก็รู้ไปทางเสียง มันมีประสาทรับไปเป็นลำดับลำดา อันนี้ทางแพทย์ทางหมอเข้าใจได้ดี

ทางแพทย์นี้ถ้าหากว่าได้หมุนเข้ามาทางธรรมะจะเป็นประโยชน์มากมาย แต่นี่เรียนไปตามหลักวิชาแถวทางของความรู้ มีประสาทเป็นเครื่องมือ ประสาทส่วนต่าง ๆ นี้เป็นเครื่องมือของจิต จิตจะเป็นเจ้าของซาบซ่านไปหมด เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย รับทราบทางรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส อะไรมาสัมผัสรู้หมด ๆ คือมีประสาทความรู้ที่มีอยู่ภายในนั้น จิตเป็นเจ้าของ เมื่อร่างกายนี้หมดสภาพแล้วความรู้ก็ถอยตัวเข้ามาแล้วออก เรียกว่าตาย ร่างกายนี้แม้จะมีประสาทส่วนต่าง ๆ สมบูรณ์ คนมีหูดีตาดีก็ตาม ไม่ได้ยินทั้งนั้น ไม่เห็นทั้งนั้น เพราะผู้รู้ผู้รับผิดชอบซึ่งเป็นเจ้าของนั้นออกไปแล้ว คนตายจึงไม่รู้ไม่เห็น เอาฟืนเอาไฟเผาเท่าไรก็ไม่รู้ เพราะนักรู้คือเจ้าของได้แก่ใจนั้นออกจากร่างแล้ว เป็นอย่างนั้นนะ

นี่ละใจอันนี้สำคัญมาก ลึกลับมาก จะทดสอบหรือพิจารณาตามเห็นกันได้ด้วยจิตตภาวนา นักภาวนานั้นแลจะเป็นผู้รู้วิถีจิต ทางเดินของจิต เกิดมาภพใดชาติใดได้มากน้อยเพียงไร นักภาวนาจะเป็นนักรู้ เพราะเดินตามทางของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงรู้มาก่อนเพราะดำเนินมาก่อน แล้วสอนวิธีการใดแล้วก็นำวิธีการนั้นมาปฏิบัติต่อตัวเอง มันก็ต้องรู้ต้องเห็นทางเดินมาของตน เช่นเกิดมาเวลานี้มาจากภพใดชาติใด มันตามรู้ตามเห็นของมันจนได้ นี่เรียกว่านักรู้ด้วยจิตตภาวนา

รู้ย้อนหลังก็ได้ ดีไม่ดีรู้อนาคตเข้าอีก นี่เรียกว่าการภาวนา ตามวิถีจิตของตนได้รู้ได้ ยิ่งภาวนามีจิตใจสงบมากน้อยเพียงไร เราจะเห็นเป็นแก่นเป็นสารขึ้นมาภายในผู้รู้นี้ เด่นขึ้นทุกวัน ๆ อยู่ในร่างกายนี้เราก็รู้ได้ชัดเจนว่า จิตคือจิต ไม่ใช่ร่างกายเรานี้ รู้ประจักษ์ตัวเองไม่ต้องไปถามใครเลย นี่การฝึกหัดอบรมภาวนาต้องรู้ต้องเห็นอย่างนี้

อย่างทางแพทย์สรีรศาสตร์ก็รู้ไปตามเรื่องตามราว แล้วก็ปฏิบัติไปตามแถวแนวของวิชานั้นเสีย ไม่ได้หมุนวิชาทางสรีรศาสตร์นี้เข้ามาในกฎแห่งอริยสัจ พิจารณา อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภัง ให้เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายน่าคลายกำหนัดความยินดีอะไร อย่างนี้เป็นวิชาธรรม ทางแพทย์ไม่ได้เรียนมาทางนี้เสีย แพทย์กับคนธรรมดาจึงไม่ผิดแปลกจากกัน ความรู้ไปคนละทาง ๆ ดีไม่ดีแพทย์บางคนมีเมียตั้งห้าคนก็มี นี่มันเรียนสรีรศาสตร์อะไร เรียนสรีรศาสตร์มันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกายของคนตั้งแต่ผิวหนังเข้าไปถึงเนื้อ มันสกปรกโสมมยังไง ถึงเอ็น ถึงกระดูก ตับ ไต ไส้ พุง อาหารใหม่ อาหารเก่า

พวกหมอจะเรียนรู้กันหมด แต่เวลาเห็นอีหนูนอกจากเมียของตนไปแล้วคว้ามับ ๆ เร็วยิ่งกว่าลิง นั่นละคือหมอที่ไม่ได้สนใจกับธรรม สนใจแต่ความรู้ ความรู้เลยมาเป็นวิชาให้เย่อหยิ่งจองหองพองตัว ไปที่ไหนโอ่อ่า ๆ ยิ่งเขาเรียกว่าคุณหมอ ๆ โถ จมูกโด่งเสียงไปถึงไหน ลืมเมียของตัวนะ ดีไม่ดีโรงพยาบาลต่าง ๆ เป็นที่ซ่องสุมแห่งกามกิเลส ไม่มีผัวมีเมีย สวมได้สวมใส่กันไปเรื่อยมีเยอะนะ นี่เพราะอะไร เพราะมีแต่วิชาของกิเลส ส่งเสริมให้คนหนาแน่นไปด้วยราคะตัณหา

ถ้าเรานำวิชาเหล่านี้ที่เราเรียนมาทางสรีรศาสตร์นี้น้อมเข้ามาเป็นกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภัง ตามธรรมที่ท่านสอนไว้ หมอนั้นแลจะเป็นคนมีหลักเกณฑ์มากยิ่งกว่าคนอื่นใด เพราะหลักวิชานี้นำไปรักษาคนไข้ก็ได้ รักษาจิตใจของตนไม่ให้ว้าวุ่นขุ่นมัว ไม่ให้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมก็ได้ ไม่ลืมเนื้อลืมตัว ถ้านำเข้ามาหาทางด้านธรรมะก็เป็นธรรมะไป ถ้าเป็นด้านโลกแล้วก็สั่งสมกิเลสมากมาย ดังที่พูดนี้ไม่ได้ตำหนิหมอคนใด ๆ พูดตามหลักธรรมชาติเป็นอย่างนี้ เรียกว่าธรรม ธรรมพูดอย่างตรงไปตรงมา ผู้ดี-ดี เราไม่ได้ตำหนิทุกคนที่ว่าหมอ ๆ ไปมีเมียห้าคนหกคนไปหมด ไม่ใช่ ผู้มันมีอย่างนั้นก็ต้องบอกว่ามี ผู้ไม่มีก็บอกว่าไม่มี หมอมีผัวได้กี่คน มีเมียได้กี่คน เป็นไปได้ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องกำกับ

ยิ่งเราเรียนวิชาทางสรีรศาสตร์นี้เข้าไปแล้ว เทียบกับทางอรรถธรรมเข้าไปโดยลำดับ คนนั้นจะได้รับความสลดสังเวช วิชาธรรมก็ได้ วิชาหมอก็ได้ ทำประโยชน์ให้แก่โลกด้วยความเมตตาสงสาร ไม่เห็นแก่ได้แก่ร่ำแก่รวย ไม่รีดไม่ไถ เวลานี้เรียนมามากต่อมากกลายเป็นวิชาชีพไปแล้ว เพราะไม่มีธรรมในใจ ถ้ามีธรรมในใจ หมอนั้นแหละเป็นผู้มีความเมตตาสงสารมาก คนไข้คนไหนมา ๆ มีความเมตตาสงสาร หรือปฏิบัติรักษาอย่างอะลุ้มอล่วยด้วยความเมตตา พอน้องก็น้อง พอพี่ก็พี่ พอหลานก็หลาน ดูแลรักษา

คนไข้พอก้าวเข้ามาหาหมอเห็นกิริยามารยาทของหมออันดีงามมีความเมตตาแล้ว ยาขนานนี้แหละขนานมารยาท หมอและพยาบาลปฏิบัติต่อคนไข้นี้แลเข้าถึงคนไข้ก่อนแล้วก่อนยา มารยาทนี้เข้าถึงคนไข้ก่อนยา คือเข้าถึงใจ คนไข้มีความอบอุ่น ฝากเป็นฝากตาย มีความอบอุ่น โรคหายไปโดยลำดับลำดาแล้ว หลังจากนั้นก็ค่อยวางยาลงไป ๆ ยาที่เป็นขนานแรกสุดคือมารยาทระหว่างหมอกับคนไข้ พยาบาลกับคนไข้ รักษากันด้วยมารยาทอันดีงาม ไม่เห็นแก่ได้แก่ร่ำแก่รวย ไม่เห็นแก่รีดแก่ไถ เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ตาดำ ๆ ด้วยกันที่เขามาพึ่งเรา

เวลานี้คนไข้มาทุกคนไม่ว่าเศรษฐีกุฎุมพี คนทุกข์คนจน วิ่งเข้าหาหมอต้องไปพึ่งหมอทั้งนั้น หมอจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความเมตตาสงสารทั่วหน้ากัน เมื่อต่างคนต่างมีความเมตตาสงสารแล้ว คนไข้ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส กลับบ้านแล้วยังระลึกถึงบุญถึงคุณของหมอของพยาบาลอีกนะไม่ใช่ธรรมดา โรคหายไปแล้ว แต่จิตใจที่ระลึกถึงบุญถึงคุณกันนั้นไม่มีคำว่าหาย ระลึกตลอดเวลา นี้ละหมอดีมีเมตตา เพราะมีธรรมในใจ ถ้าหมอไม่ดีก็เลวอย่างว่า รีด ๆ ไถ ๆ ควรได้แง่ไหนเอา วิชาหมอเลยกลายเป็นวิชาหากินที่คล่องตัว เพราะคนที่เข้ามาหาหมอเป็นคนจนตรอกจนมุม

ส่วนมากมีแต่คนไข้ทั้งนั้นแหละวิ่งเข้าไปหาหมอ จะรีดจะไถเอาแบบไหนได้ทั้งนั้น จะทำยังไงก็เขาจนตรอกแล้ว หมอจะเรียกเท่าไร ๆ ก็ได้ถ้าไม่มีธรรมในใจ ไม่มีเมตตาธรรม ถ้ามีธรรมแล้วถึงไหนถึงกัน คนทุกข์คนจน มหาเศรษฐีรักษาเสมอหน้ากันไปหมดด้วยความเมตตาล้วน ๆ นี้เรียกว่าหมอที่ถูกต้องด้วยธรรม เพราะฉะนั้นขอเตือนหมอทั้งหลายให้ปฏิบัติตนอย่างนี้ เป็นการถูกต้องสมกับเราเป็นลูกชาวพุทธ สพฺเพ สตฺตา อันว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งนั้นแหละในโลกอันนี้ เมื่อมาพึ่งพาอาศัยกันก็ให้ปฏิบัติต่อกันสมกับเขามาพึ่งพาอาศัยเรา

คุณงามความดีที่เรารักษาคนไข้มีอานิสงส์มากไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย คนนี้ต่อไป อู๊ย เกิดไปในภพใดชาติใดมีความสง่างาม เป็นเทวบุตรเทวดามีแต่ความสวย ๆ งาม ๆ ทั้งนั้น หมอมีความเมตตา ครั้นมาเป็นมนุษย์นี้ก็ไม่จน หมอมีความเมตตา คนมีความเมตตา ไปไหนเขารักชอบทั้งนั้น จึงขอให้พากันตั้งใจปฏิบัติ การกล่าวทั้งนี้หลวงตาไม่ได้ตำหนิติเตียนหมอที่ดี หมอที่ชั่วมีก็ต้องบอกว่าชั่วก็มี ดีก็มี สอนให้รู้จักวิธีปฏิบัติเพื่อเป็นคนที่ดี พยาบาลที่ดี หมอที่ดี คนไข้ก็รัก ถ้าหมอที่คนไข้เกลียดนั้นไปแล้วรีดไถเขา หน้าบึ้งหน้าเบี้ยวใส่เขา ถ้าเขาไม่มีเงินให้แล้วหน้าบึ้งใส่เขา ถ้าเป็นหลวงตาบัวนี้เอาฝ่ามือฟาดปากมันแล้วหนีเลยไม่รักษากับหมอคนนั้น พยาบาลคนนั้น ให้พากันเข้าใจอย่างนี้

วันนี้แสดงธรรมให้พี่น้องทั้งหลายรู้จักวิธีปฏิบัติตัวต่อพุทธศาสนา ให้รู้ว่าเราเป็นลูกชาวพุทธ ให้มีหลักใจ ไปที่ไหนให้มีพุทโธติดใจ ให้กลัวบาปกลัวกรรม ไม่กลัวบาปกลัวกรรมเขาเรียกสัตว์เดรัจฉาน คนมีธรรมในใจต้องกลัวบาปกลัวกรรมกลัวนรก เพราะเป็นสิ่งที่มีมาดั้งเดิมตั้งกัปตั้งกัลป์ นรกไม่ได้มีมาวันนี้เมื่อวานนี้นะ มีมากี่กัปกี่กัลป์แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้มากี่พระองค์ก็มาเห็นสิ่งเหล่านี้แล้ว ๆ นำมาสอนโลกเหมือนกันหมด ไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใดสอนแหวกแนวผิดกันไปอย่างนี้ไม่มี เพราะทรงรู้ทรงเห็นอย่างเดียวกัน เห็นบาปเห็นบุญ เห็นนรก สวรรค์ ตลอดเปรตผีประเภทต่าง ๆ เทวบุตรเทวดา ทรงรู้ทรงเห็นเหมือนกันหมด จึงต้องสอนไว้เป็นแบบเดียวกัน

เราเป็นคนหูหนวกตาบอดให้เชื่อท่านผู้หูดีตาดีคือพระพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติตะเกียกตะกายตน ยากลำบากในการสร้างความดีจะเป็นอะไรไป สร้างความชั่วก็ยากเหมือนกันแต่พอใจสร้างก็เหมือนไม่ยาก เวลาจะทำความดีหาว่ายาก เพราะกิเลสฉุดลากไว้เสียว่ายาก ๆ หาเรื่องหาราวมาใส่ เราก็เลยไม่ได้สร้างความดี ตายแล้วค่อยนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา กุสลา ธมฺมา เกิดประโยชน์อะไรคนตายแล้ว เวลามีชีวิตอยู่ไม่สนใจจะปฏิบัติตัวเองให้เป็นคนดี ๆ เลย ตายแล้วค่อยนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา นี้เหลวแหลกใช้ไม่ได้เลย ชาวพุทธเราอย่าทำอย่างนั้น ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตัวให้ดี

ใจเป็นของไม่ตาย ใจเป็นผู้คอยรับบาปรับบุญจากเจ้าของอยู่เสมอ บาปเจ้าของทำเองจะเป็นวิบากกรรมติดแนบในหัวใจ บุญเป็นเจ้าของทำเองจะเป็นสมบัติของหัวใจเรา ทั้งสองอย่างนี้มีอำนาจมาก ไม่มีสิ่งใดจะมาบีบบังคับได้เลย กรรมเหนือสัตวโลก เราจึงต้องพยายามทำแต่กรรมดี กรรมชั่วให้แก้ไขดัดแปลงแล้วสลัดปัดทิ้งออกไป ความทุกข์ความเดือดร้อนจะไม่ได้ติดตามเราต่อไป เราทำแต่ความดีไปเกิดที่ไหนมีแต่ความดีพาไปเกิด มีความสุขความเจริญ เป็นสิริมงคลแก่หัวใจเราตลอดไป

หากว่าเรามีวาสนาบารมีที่อุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกาย ด้วยการสร้างความดีไม่หยุดไม่ถอยแล้ว ความหลุดพ้นจนกระทั่งถึงนิพพาน ใครจะเหนือผู้สร้างคุณงามความดี ไม่มีใครที่ว่าทำบาปทำกรรมอย่างโชกโชนแล้ว ตายแล้วไปสวรรค์นิพพาน ไม่เคยมี ผู้ที่ทำคุณงามความดีนั้นแลไปสวรรค์นิพพาน ได้รับความสุขความเจริญ คือคนสร้างความดีทั้งนั้น

วันนี้การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรแก่เวล่ำเวลาและกำลังวังชา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก