ผู้ปฏิบัติอรรถธรรมจะได้เป็นคติ
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓

ผู้ปฏิบัติอรรถธรรมจะได้เป็นคติ

เมื่อคืนนี้หนาว ปรอทลง ๑๕ องศาพอดี อากาศเปลี่ยนเร็วนะ พอหยุดฝน ฝนไม่ตกดูเหมือน ๒ วัน หนาวมาทันทีเลย ดูเหมือนเป็นวันที่ ๒๙-๓๐ ฝนยังตกอยู่นะ ปรอย ๆ ตามที่ต่าง ๆ ดูเหมือน ๓๑ ไม่ตก พอวันที่ ๑ ก็หนาวมาเลยนะ เมื่อวานหนาวเลย

ไปเทศน์ที่วัดบ้านภู่ก็ให้เขาออกทางอินเตอร์เน็ตเลย เพราะระหว่างเรากับพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ เราไม่เคยแสดงแง่นี้เลย ให้โลกได้เห็นได้เป็นคติต่อโลกที่เราทำต่อพ่อแม่ครูจารย์ด้วยความรักความเทิดทูนสุดหัวใจเรา ได้อุปัฏฐากท่านเวลาท่านป่วยและป่วยหนัก เราได้อธิบายแง่นี้บ้างวันนั้น ที่ไปเทศน์วัดกุดก้อมนะ แต่ก่อนเราไม่เคยเทศน์ วันนั้นมันก็ไปเจอเอาจัง ๆ สนามงานสำคัญนี้ด้วย เลยได้บอกจนกระทั่งทางจงกรม วันนั้นได้อธิบายถึงทางจงกรมด้วยนะ บอกว่าเรามีที่พักอยู่ที่นี่ ศาลาหลังนี้แต่ก่อนมันติดพื้น ปูขึ้นมาจากพื้น เรียกว่าติดพื้นเลย ไปคราวนี้จำไม่ได้ เขาบอกว่าอันนี้ยกขึ้นใหม่เขาว่าอย่างนั้น หลังนี้แหละว่างั้น เราถึงเชื่อ

ทีแรกเขาว่าหลังนี้ หลังนี้ยังไงว่างั้นเลย เถียงเลย ก็ศาลาท่านติดพื้นนี่น่ะ โอ๋ นี่เขายกขึ้นใหม่ เราก็เลยยอมรับ อยู่ที่เก่าแหละ ยกขึ้น จากนี้ไปทางจงกรมเรามันอยู่ข้าง ๆ เป็นดง แต่ก่อนมันไม่ได้เป็นอย่างนี้ เป็นดงหมดเลย เราได้แนะบอกพระเอาไว้เลย ตามธรรมดาเราไปเดินจงกรมในป่าในที่ไหนใครรู้เมื่อไร ไม่รู้ เราไปเดินจงกรมอยู่ในกลางดง เช่น อยู่หนองผือนี้ทางจงกรมอยู่นู้นของเรา อยู่ในดง ไม่ให้ใครรู้ บอกเณรไปทำให้เฉพาะ ๆ ทางไปก็ไม่ให้มี คือบุกเข้าไปแล้วปั๊บเข้าเลย เป็นนิสัยอย่างนั้นนิสัยเรานะ

คิดดูซิเดินจงกรมไม่เคยจุดไฟ มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ไม่เคยจุดไฟ นี่ก็เป็นนิสัยอันหนึ่ง ไม่ให้ใครเห็น เวลาทำความเพียรไม่ให้ใครเห็น เวลากลางวันก็ไปเดินจงกรมอยู่ในป่าหนองผือ นู้นลึก ๆ เรายังอดขบขันไม่ได้นะ พวกนั้นคงไปหาที่ทำทางจงกรมนั่นแหละ พวกพระพวกอะไรไป เรากำลังเดินจงกรมอยู่ในป่านั่นซิ ฟังเสียงซ่วมซ่าม ๆ ไป มันใครมานี่ ไปพอโผล่ออกไป เราก็เดินจงกรมอยู่นั้น โผล่ออกไป เราพูดประโยคเดียวเท่านั้น มาทำไม โอ๋ย ป่าเลิกเลย กลัว พระก็ไม่ได้นึกว่าเราอยู่ที่นั่น พอโผล่เข้าไปนี้ มาทำไหมเราว่า โอ๊ยป่าราบไปเลยเราไม่ลืมนะ เหมือนว่ามันเสียความขลังนะ ถ้าใครไปเห็นที่อะไรของเรา มันเสียขลังว่างั้นเถอะ ให้ทำอย่างนั้นไม่ให้ใครรู้แล้ว เดินจงกรมฟาดมันเท่าไรก็ได้ไม่มีใครเห็น

เหมือนกับขโมยเจ้าของนอนหลับขโมยเอาหมดเลยก็ได้ ได้ยินเสียงเจ้าของจามไอขึ้นมาแล้วขโมยก็ใจไม่ดี อันนี่ละเราทำทางจงกรมไปทำอยู่ในป่าลึก ๆ ก็ไม่ให้ใครเห็นว่างั้นเถอะเวลาทำความเพียร อยู่ ๆ พระกับเณรเข้าไป คงจะไปหาทำเลทำทางจงกรม เพราะหนองผือจากวัดนี้เข้าไปนู้นเป็นดงทั้งนั้นนี่นะ ที่ทำโล่ง ๆ รับแขกอยู่ในงานนี้เขาเปิดออกหมด เป็นดงทั้งหมดแต่ก่อน เราเดินจงกรมอยู่นั้น พระองค์หนึ่งกับเณรองค์หนึ่งเข้าไปนั้นคงจะไปหาทำเล ก็มันเป็นดง พอโผล่ไปก็เจอกับเราอยู่ทางจงกรมพอดี ทางนี้ก็ว่ามาทำไมเท่านั้น โอ๊ย ป่าเลิกเลย

เพราะปกติในวัดหนองผือ พระเณรกลัวเรานี้เป็นอันดับสอง กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น พ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร แต่พระคุณพระเดชท่านกลมกลืนอยู่ด้วยกัน ท่านไม่แสดงก็กลัว แต่เราไม่มีพระคุณแหละ มีแต่พระเดชเราน่ะ พอโผล่เข้าไป มาทำไมเท่านั้น โอ๋ย เผ่นเลย นี่เรียกพระเดชเข้าใจไหม ไม่มีพระคุณพระถึงกลัว กลัวมากอยู่กับเรา นี่เราก็พูดตามความจริง กลัวก็กลัว แต่เคารพก็เคารพมาก กลัวมากกับเราพระเณร นี่พูดถึงเรื่องทางจงกรม พอออกจากศาลาหลังนี้ก็เข้าทางจงกรมนั้น อยู่ในป่า

ตามธรรมดาเราไม่บอกใครเราทำความเพียรอยู่ที่ไหน แต่เวลาจำเป็นอย่างนั้นต้องได้บอก ส่วนมากก็คือเวลาท่านงีบหลับไปบ้างเราก็จะออกไปเดินจงกรม พอท่านตื่นเราก็จะเข้า นี่หมายกลางคืนนะ กลางวันก็ไม่มีปัญหาอะไร มีพระมีเณรคอยดูแลท่านห่าง ๆ แต่กลางคืนเวลาหนาวเข้ามามาก ๆ นี้วัณโรคมันกำเริบ ไอ นั่นละตอนที่เราได้เข้าใกล้ชิดติดพันตลอด เพราะฉะนั้นเวลาท่านมีสงบธาตุขันธ์บ้างงีบไป เราก็ออกไปเดินจงกรม จึงต้องได้บอกพระ บอกว่านี่ผมจะไปเดินจงกรมอยู่ตรงนั้นนะ ถ้าท่านถามถึงให้ไปหาผมที่นั่น สั่งไว้เรียบร้อย ธรรมดาแล้วใครจะไปรู้ว่าเราเดินจงกรมที่ไหน นี่ต้องบอกที่ไว้เลย พอได้ยินเสียงปุ๊บปั๊บบอกขึ้นมา ท่านตื่นแล้วหรือปุ๊บออกเลย ออกแล้วก็เข้ามุ้งเลยนะ เหล่านี้ใครจะไปรู้

วันนั้นเทศน์เกี่ยวข้องกับท่าน เราเลยแยกออกมาอธิบายให้พี่น้องทั้งหลายได้ฟังทั่วหน้ากันตลอดพระเณร ที่เราทำต่อท่านด้วยความจงรักภักดี ด้วยความรักความเทิดทูนสุดหัวใจเรา เราจึงไม่มีอะไรว่ามาเป็นความลำบากต่อเรา มุ่งอยู่กับท่านตลอดเวลา อย่างทางจงกรมนั่นก็ได้บอก ทีนี้พอเทศน์จบแล้วก็ยังมาถาม ทางจงกรมที่ตรงนี้มันตรงไหน คือตรงนี้แหละมันโล่งหมดแล้วเดี๋ยวนี้ มันเป็นทำเล ก็หน้าธรรมาสน์เสียด้วยนี่ตรงนั้นนะ แต่ก่อนเป็นดงทั้งหมด ที่ ๆ เทศน์อยู่นี้ก็ดง เป็นป่าเป็นดง เดี๋ยวนี้มันโล่งไปหมดเลย เขาถามว่าที่ไหนที่ว่าหลวงตาเดินจงกรมอยู่นั่น เพราะได้ยินเทศน์เราแล้วนี่ เราชี้ไปทางหน้าธรรมาสน์ อยู่ตรงนี้ ศาลาท่านอยู่ตรงนั้น เราเดินจงกรมอยู่ตรงนี้

คือเราทำต่อท่านนี้เราก็ไม่เคยได้พูด นอกจากพูดให้พระให้เณรฟังเป็นบางกาล ในเวลาที่คำพูดเข้าไปสัมผัสเกี่ยวข้องแล้วก็พูดออกมาบ้าง เราไม่ตั้งใจพูดเหมือนเราเทศน์วันนั้น วันนั้นเราได้ตั้งใจพูดตั้งใจเทศน์ วิธีปฏิบัติอุปัฏฐากดูแลหลวงปู่มั่นเราทำยังไง ๆ เราได้ชี้แจงวันนั้น ธรรมประเภทนี้เราไม่เคยแสดง เพราะฉะนั้นจึงได้บอกพระจะเอาออกทางอินเตอร์เน็ตก็ได้ ให้โลกได้เห็นเสียบ้าง การปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์ เราได้เอาตัวของเราออกแสดงเลย ที่เราได้ปฏิบัติต่อพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ ถึงได้ให้เอาออกบ้างทางอินเตอร์เน็ตเราบอก โลกเขาคงไม่เคยมีกันแหละแบบนั้นนะ แบบเราทำกับท่านไม่มีใครทำกัน เราแน่ใจว่าจะไม่ค่อยมี จะว่าไม่มีก็ไม่ได้ ไม่ค่อยมี

ทุกอย่างเราจะอยู่รอบนอกตลอดเวลา คอยดูแลตลอด อยู่ที่วัดก็เหมือนกัน พระเณรยั้วเยี้ย ๆ ต้องอยู่ในสายตาเราหมดเลย ท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร แล้วก็พูดเวลา บางทีประชุมลับกันก็มี มีพระองค์ใดองค์หนึ่งตอนกลางคืนขึ้นไปหาท่านองค์หนึ่งหรือสององค์ที่ควรขึ้นนั้นแหละ ไปนวดเส้นถวายท่าน นั่นละเราถือโอกาสนั้นนัดหมู่เพื่อนมาประชุมเงียบ ๆ จุดตะเกียงนิดอยู่ที่ลับ ๆ ศาลาหลังที่ท่านเคยกั้นห้องอยู่ ย้ายจากนี้แล้วท่านไปอยู่กุฏิหลังใหม่เวลาท่านป่วย เพราะฉะนั้นถึงได้มาประชุมกันลับ ๆ บัง ๆ เรียกพระเณรมา พระเณรเคารพ พอเราพูดอะไรพรึบเลยนะ ไม่มีองค์ไหนที่จะมามีปฏิกิริยาต่อเรา เราพูดจริง ๆ ไม่มี

พระเณรในวัดนั้นถึงจะระเกะระกะก็ไปตามประสีประสาเฉย ๆ เจตนาที่เป็นอกุศลต่อเรานี้พระเณรเหล่านั้นไม่มี เพราะฉะนั้นเวลานัดปั๊บนี้จึงพรึบเลย มา เราก็แนะทุกอย่าง ๆ วิธีการปฏิบัติต่อท่าน อย่าให้ท่านได้หนักอกหนักใจต่อพวกเรา นี่พวกเราทั้งหมดนี้มาเอง ท่านไม่ได้ขันตีนิมนต์มานะ พวกเรามาเอง เพราะฉะนั้นจงทำให้สมเจตนาเราที่มุ่งหน้ามาอบรมศึกษากับท่าน อย่าให้ขัดให้ข้อง อย่าให้กีดให้ขวางกระทบกระเทือนต่อสายหูสายตาท่าน ตลอดถึงจิตใจท่าน เหล่านี้เราแสดงหมด ให้ต่างคนต่างตั้งใจปฏิบัติทุกคน ๆ ถือเป็นเนื้อหนังในการปฏิบัติจริง ๆ ต่อตนเองและต่อท่านจริง ๆ เราก็สอนทุกอย่างสอนหมู่เพื่อน เวลาลับ ๆ มี ขนาดนั้นละที่เราอยู่กับท่านนะ

ถ้าพูดถึงเรื่องภาระหนักก็คือเรานี้หนักมากทีเดียว พระเณรทั้งหมดจะอยู่ในสายตาของเราทั้งหมดเลย ท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เราจึงคอยสอดส่องดูพระเณรองค์ไหน ๆ เป็นยังไง ๆ เรียกมาสอนโดยเฉพาะ ๆ ก็มี บางทีจี้เอาเลยก็มีแล้วแต่เหตุการณ์ที่ควรจะเป็นยังไง นี่เราปฏิบัติอย่างนั้น ยิ่งเวลาท่านป่วยหนักเข้า ๆ โอ๊ย เรานี้ไม่ได้หยุดแหละ จัดเวรมาอยู่ท่าน เงียบ ๆ อยู่ข้างล่างสอนไว้หมด อยู่ข้างล่าง ๒ องค์ ถ้าจะเดินจงกรมก็ให้เดินเบาๆ ห่าง ๆ ท่าน ห่างจากกุฏิที่ท่านพัก อย่าให้ท่านได้ยินเสียงเวลาบาทย่างเท้าเดินจงกรม อีก ๒ องค์ไปอยู่ที่หน้ากุฏิท่านข้างบน นี่เราจัดวาระไว้หมด เลยไม่ได้กราบเรียนท่าน เป็นแต่ว่าเราคิดเงียบ ๆ เพื่อความสงบแก่ท่านเอง เราแนะ ๆ ไว้หมดทุกอย่างเลย

เรานี้ไม่ได้เข้าเวร เป็นนายเวรนี่ละลำบากมาก นายเวรนี้หนักมากกว่าผู้ที่เข้าเวรองค์ละ ๒ ชั่วโมง คือวาระละ ๒ ชั่วโมงในกลางคืน ๒ ชั่วโมง ๆ สำหรับเราต้องมาดูเรื่อยเป็นไปตามที่สั่งไหม มาดู ถ้าเห็นว่าเรียบร้อยแล้วก็ผ่านไปอยู่อย่างงั้นเวลาท่านป่วย เวลาท่านหนักเข้าท่านถึงได้บอกออกมา นี่ผมหนักเข้ามากทุกวันนะท่านว่า เวลานี้จะช่วยตัวเองไม่ได้ ท่านบอกแล้วนะ นี่ท่านมหาท่านว่ายังไงบ้าง ออกแล้วนะ โอ๊ย ท่านจัดไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ทีนี้พระก็เลยกราบเรียนท่านว่า ข้างล่าง ๒ องค์ ข้างบน ๒ องค์ แต่ท่านกำชับไว้ไม่ให้มีส่งเสียง จะเป็นการกระทบกระเทือนพ่อแม่ครูจารย์ จึงเหมือนไม่มีพระ ท่านสั่งไว้หมดแล้ว หือ อย่างงั้นเหรอ

ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ พอมีอะไรปั๊บอย่างนี้ พระที่อยู่ในห้องจะคอยจ้อฟังเสียงท่านอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีแปลก ๆ ข้างล่างก็ขึ้นมา เราสั่งเสียไว้หมดทุกอย่าง ครั้นมีอะไรเสียงผิดปกติควรจะเข้าก็เข้าก็บอกอย่างนั้นแหละ บอกไว้หมดทุกอย่าง พระเณรอยู่ในวัดนั้นจึงเรียบไปทั้งหมด นี่เราก็ได้พูด เพราะเกี่ยวโยงกับพระเณร ท่านคงจะสังเกตดู เราพูดอย่างนี้เราไม่ได้ยกตัวยอตัวยกตนนะ เราพูดตามหลักความจริงที่เราปฏิบัติต่อท่านมาด้วยเจตนาที่เทิดทูนสุดหัวใจเรา เราจึงไม่มีอะไรที่ว่ามีขัดมีข้องมีขี้เกียจขี้คร้าน จะไม่มีเกี่ยวกับหลวงปู่มั่นนะ เวลาไหนได้ทุกเวลาเลย เราพร้อมเสมอตลอดเวลา นอนก็ยังบอกพระ ถ้าหากว่ามีอะไรให้รีบมาปลุก กับเวลานอน สั่งไว้หมดเลย ไม่ให้เป็นอุปสรรค ถ้าเกี่ยวกับท่านแล้วไม่ให้มีอุปสรรค นอนอยู่ก็ให้ไปปลุกได้เลยทันที มีเหตุการณ์อะไรเราบอกไว้หมดเลย

ปกติเราก็สั่งไว้อย่างนั้นแล้ว ทีนี้เวลาท่านยิ่งป่วยหนักเข้ามานี้ยิ่งกำชับกำชาพระเณรเข้าไปเรื่อย ๆ ตามปกติพระเณรก็เรียบอยู่อย่างนั้น ถึงเวลาทำข้อวัตรปฏิบัตินี่ก็เหมือนกัน เรานี้เป็นเหมือนบ๋อยกลางเรือนนั่นแหละ เราพูดจริง ๆ ถ้าเทียบแบบโลกแล้ว คือจะหนักกว่าเพื่อนทุกอย่าง ๆ ไม่ว่าข้อวัตรปฏิบัติอะไร ๆ เราจะต้องออกหน้า ๆ ทั้งหมดเลยทุกอย่าง ถ้าองค์ไหนไม่ดีจี้เอา ๆ เรื่อยอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นพระเณรถึงเรียบร้อยตลอด นี่ละหลังจากนี้เวลาเราลาท่านไปเที่ยว นี่ละที่จะเห็นท่านจะได้ดูกิริยาท่าทางของพระในเวลาที่เราอยู่กับเราจากไป คือเวลาว่าง ๆ เราก็กราบเรียนปรึกษาท่านถึงเรื่องการงานภายในวัดมีอะไรบ้าง ถ้าไม่มีแล้วก็จะขอกราบเรียนลาท่านไปเที่ยววิเวกชั่วระยะ ก็บอกชั่วระยะ

ท่านก็เห็นใจเรา เพราะเราก็มุ่งหน้ามุ่งตาต่อทางปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ท่านก็ให้ไป แต่ตามอัธยาศัยท่านไม่อยากให้ไปแหละ ที่ไม่อยากให้ไปก็คงคิดว่า เวลาเราอยู่พระเณรเป็นยังไง เวลาเราจากไปแล้วพระเณรเป็นยังไง นี่ละอันหนึ่งที่จะไปขวางจิตขวางใจขวางหูขวางตาท่าน ไม่มากก็บ้างจนได้แหละ เราอยู่นั้นไม่ไห้มี ดูตลอดเวลา เวลาเราลาไปไหนท่านนิ่ง ท่านไม่อยากพูดเลยนะ นิ่ง แต่ท่านก็เห็นเรื่องใหญ่ของเราที่มุ่งหน้าต่ออรรถต่อธรรม ท่านก็ต้องอนุญาตแหละ เรื่องพระเรื่องเณรเหล่านี้ก็เรียกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเสีย เกี่ยวกับเรื่องธรรมที่เราจะปฏิบัติต่อตนเองเพื่อประโยชน์ตนเองหรือจะส่วนรวมอะไรก็แล้วแต่แหละ ท่านก็คิดเรื่องนั้นหนักกว่า

เวลาเรากราบเรียนท่านอย่างนี้ท่านจะนิ่งนะ ท่านไม่ได้พูดง่าย ๆ นะ นิ่ง ท่านจะพิจารณาของท่านเรียบร้อยแล้วค่อยระบายออกมา จะไปทางไหนล่ะ คือ หากว่าไม่มีงานอะไร ก็อยากกราบลาพ่อแม่ครูจารย์ไปวิเวกชั่วกาลชั่วระยะ เราบอกอย่างนี้ เราไม่ได้บอกว่าไปนานไปเตลิดนะ บอกไปชั่วระยะ พอท่านพิจารณาเรียบร้อยแล้วท่านก็ระบายออกมา จะไปทางไหนล่ะ คราวนี้คิดว่าจะไปทางนั้น ๆ ต้องบอกทิศทางให้ท่านเพราะท่านถามทุกที จะไปทางไหนท่านถาม จะไปทางไหนล่ะ คราวนี้คิดว่าจะไปทางนั้น ๆ ท่านก็บอกว่า เออทางนั้นดีนะ คือท่านไปเที่ยวหมดแล้ว เอ้อ ทางนั้นดีนะ จากนั้นแล้วก็ถาม ถ้าหากว่ามีพระเณรอยู่นั้นก็จะได้ทราบทันทีเลย เราจะไปกี่องค์อย่างนี้

ถ้าว่าไปองค์เดียว หากมีพระเณรอยู่ท่านจะชี้ทันทีเลย เออ ดีแล้ว ท่านมหาไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ แล้วชี้อย่างนี้ด้วย ใครจะไปยุ่งร่มโพธิ์ร่มไทร เราเองก็ไม่เคยคิดสนใจกับใคร เพราะเราตั้งใจไปอย่างนั้น คนเดียวตลอดเวลาในการปฏิบัติของเรา เราไม่เคยเอาใครไปด้วย เพราะฉะนั้นใครจะเขียนประวัติเราที่ว่าองค์นี้อยู่กับเราระยะนั้น องค์นั้นอยู่กับเราระยะนั้น แล้วจะเอาเรื่องเหล่านี้มาติดต่อกันไปให้เป็นประวัติของเรา เพราะองค์นี้เล่าให้ฟัง องค์นั้นเล่าให้ฟังว่าอยู่กับท่านเป็นอย่างนั้น ๆ อย่างนี้ไม่มี เพราะเราไม่เคยเอาใครไปด้วย เพราะฉะนั้นท่านจึงเสริมและเห็นเจตนาของเราด้วย เวลาเราว่าไปองค์เดียว เอ้อ ขึ้นทันทีเลย บอกไม่ให้ใครไปยุ่งเรา ให้เราไปองค์เดียว

บางทีท่านก็พูดหยอกเล่นนะล่ะ ไปแล้วเอาดี ๆ นะ ท่านว่าเอาดี ๆ นะ เราก็รู้ท่านพูดหยอกเล่นเฉย ๆ ดีไม่ดียังไงมาหาท่านทีไรมีแต่หนังห่อกระดูกออกมา ลงมาจากภูเขา จริงหรือไม่จริงก็ดูเอาซิ คนหนุ่ม ๆ อยู่นี่ อายุตอนนั้นจะ ๓๐ กว่าแล้วกำลังหนุ่มน้อย แต่เวลามาหาท่านเป็นหนังห่อกระดูกมาทุกครั้งเลย ไม่มีพลาดว่างั้นเถอะ เรียกว่าเดนตายเลยลงมา เป็นอย่างนี้ แต่ท่านยังพูดหยอกเล่นอยู่ เวลาอนุญาตให้ไปแล้ว เอาดี ๆ นะ ท่านว่าเอาดี ๆ นะ อาจจะเป็นอีกอันหนึ่งทางภายในก็ได้ มันมีแต่ร่างกายอ่อนเพลียบอบช้ำ แต่จิตใจมันเป็นหมูขึ้นเขียงอยู่ก็ได้ ท่านจึงบอกว่าเอาดี ๆ นะ หมูขึ้นเขียงอยู่ในร่างกายนั้นแหละ ร่างกายมันผอมโซ แต่หมูมันอ้วนด้วยความขี้เกียจขี้คร้าน ความท้อแท้อ่อนแอ ความเผอเรอ ความเก้ ๆ กัง ๆ ไม่เอาไหน สติไม่มีอย่างนั้นก็ได้

มันมีหลายแง่นี่คำพูดของจอมปราชญ์ ของเล่นเมื่อไร พูดปั๊บนี้แตกแขนงออกไปแล้ว จอมปราชญ์พูด จอมปราชญ์รู้รอบไปหมดแล้วเป็นแต่ไม่นำมาพูดเท่านั้น เวลาพูดปั๊บนี้ติดเหมือนกับไฟได้เชื้อ พอพูดปั๊บนี้ติดนี้ ๆ แตกกระจายออกไปเลยไม่มีสิ้นสุด จอมปราชญ์ท่านเป็นอย่างนั้นนะ ท่านไม่เหมือนเรา ทั้งพูดทั้งคิดทั้งอ่าน เขียนก็ไม่ถูกอ่านก็ไม่ถูก ผู้ฟังก็ผิด ๆ พลาด ๆ พวกเราเป็นอย่างนั้น ท่านปั๊บออกมาจุดไหน ปั๊บ ๆ เลย เป็นอย่างนั้นละ ถามแต่ละคำนี้ท่านเรียบร้อยออกมาแล้วทุกอย่าง เราจะไปตอบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ

อย่างที่เราลงมาจากภูเขามานี่ คราวนี้เป็นคราวที่ท่านตกตะลึง เราจึงได้นำมาพูด ทุกคราวนี้ลงมาเป็นหนังห่อกระดูกลงมาก็ตาม ท่านไม่เห็นว่าอะไรเลย แต่คราวนั้นลงมานี้ร่างกายของเรา ผิวหนังทุกอย่าง หมดทั้งตัวเรานี้เหลืองเหมือนทาขมิ้นเลย หนังห่อกระดูกลงมา แล้วตัวของเรานี้เหมือนทาขมิ้น เหลืองหมดทั้งตัว พอมากราบท่านปั๊บ ๆ ท่าน เอ๊ย ขึ้นเลยนะ ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ ท่านว่าอย่างงั้น เราก็นิ่งคอยฟังท่านจะออกแง่ไหนอีก สักเดี๋ยวถ้าหากว่าท่านจะพูดทางอ่อนโยนลงไปนี้นิสัยเรามันนิสัยบ้าว่างั้นเถอะ ถ้าอ่อนมันก็จะอ่อนเปียกไปเลย ถ้าพูดอย่างนี้ก็จะเสียแง่นั้น พูดอย่างนี้จะเสียแง่นั้น ท่านคิดหมด แง่ได้แง่เสียจากการพูดของท่าน

ทีแรกท่านก็ว่า เอ๊ย ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ มันก็น่าตกตะลึงอย่างว่าละ เพราะเหลืองหมดตัว สักเดี๋ยวพลิกใหม่แล้ว เห็นไหมล่ะ ไม่นานนะ สักเดี๋ยวได้อุบายใหม่ขึ้นมาแล้ว เออ มันต้องอย่างนี้แหละจึงเรียกว่านักรบ นั่นเห็นไหมล่ะ ท่านกลัวเราจะอ่อนล่ะซิ มันต้องอย่างนี้ถึงเรียกว่านักรบ ทีแรกท่านก็ เอ๊ย ทำไมเป็นอย่างนี้ ก็กลัวว่าเราจะอ่อนเปียกไป ท่านพลิกใหม่ เอ้อ มันต้องอย่างนี้ถึงเรียกว่านักรบ

นี่ที่พูดถึงเรื่องทางจงกรม เราก็ไม่เคยพูดที่ไหน ๆ เรื่องปฏิบัติต่อท่าน เราปฏิบัติยังไงต่อท่านในเวลาป่วยหนักมากเข้าเท่าไร ๆ มุ้งนี้เราจึงให้เป็นที่ระลึกสำคัญ คือว่าระหว่างเรากับท่านอยู่ภายในมุ้งสองต่อสอง อยู่ในมุ้งหลังนี้นะ เวลาท่านป่วยหนัก ๆ กลางคืนนี้จะไม่มีใครเข้าไปยุ่งในมุ้งเลย มีแต่เรากับท่านเท่านั้น คือเราไม่ไว้ใจใคร เดี๋ยวจะไปคิดอกุศลเกี่ยวกับท่านเข้าอีก คิดอกุศลต่อท่านแล้วก็เป็นกรรมแก่ตัวเอง และเราก็รักสงวนท่านด้วย ไม่ให้ใครเข้าไปคิดอกุศลได้เลย เราจึงอยู่กับท่านโดยเฉพาะ แล้วเวลาจำเป็น

เช่น ถ่ายเบาถ่ายหนักอย่างนี้ เราจะดูแลคนเดียวเท่านั้นไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งเลย ถ่ายเบาเราก็มีกระป๋องเรียบร้อยแล้ว เราเป็นผู้จัดการให้ท่านขับถ่ายลงในนั้นเลย เราเป็นผู้จัดการดูแลทุกอย่าง ไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งเลย ถ่ายเสร็จแล้วยื่นออกไปนี้ พระเณรเต็มอยู่นอกมุ้ง เราอยู่ในมุ้งคนเดียว พอเสร็จแล้วยื่นออกไป ทางนั้นก็จับปุ๊บ ๆ เลย

จะเอาอะไรนี้พระเณรคอยอยู่ตลอดเวลา เช่น ถ่ายหนักนี้ ก็ต้องขออภัยเราเอานี้เลย เวลาท่านถ่ายหนัก แต่ก่อนไม่มีถุงพลาสติกสแตกอะไรแหละ เราเอามือกอบเลยให้ท่านถ่ายลงในนี้ ถ่ายกับมือเราเลย ถ่ายเสร็จแล้วเทลงกระโถนปั๊บถ่ายปุ๊บ เครื่องอะไรที่จะเช็ดจะล้างมีรอบไปหมดเลย จัดไว้เรียบร้อย น้ำที่เราไปล้างท่านก็เป็นน้ำอุ่น สำลีก็มี น้ำอุ่นก็มี เครื่องใช้อยู่นั้นหมด อยู่รอบตัวของเรานี่ ท่านอยู่นี้ เราอยู่นี้รอบ คอยจับนั้น ๆ จัดให้ทันทุกอย่าง

การเช็ดการล้างนี้เราทำหน้าที่เองหมดเลย ทุกครั้งที่ท่านถ่ายหนักถ่ายเบาแบบเดียวกัน จะไม่มีใครเข้าไปยุ่งเลยแหละ เราจะทำหน้าที่เองของเราเต็มกำลังความสามารถ เวลาถ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้วเราเป็นผู้ล้างผู้เช็ด สำลีอะไรไว้เสร็จแล้วก็ยื่นออก ๆ แล้วก็ปิดปุ๊บทีเดียวเรียบร้อย ไม่ให้ใครเห็น มีแต่เรากับท่านเท่านั้น นี่เราทำกับท่านด้วยความเทิดทูนอย่างนี่

อันนี้เราก็ไม่เคยพูดทั่ว ๆ ไป วันเทศน์ถึงได้นำออกมา จึงให้เอาเทปออกให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายเราบรรดาพระเณรก็ให้ได้ยินได้ฟังบ้าง ผู้ปฏิบัติต่ออรรถต่อธรรมจะได้เป็นคติเราว่าอย่างงั้น เพราะอันนี้เราทำด้วยความเทิดทูนสุดหัวใจเรา ทุกกิริยามารยาทการแสดงออกของเราต่อหลวงปู่มั่น เราทำอย่างนี้ ท่านก็รู้สึกจะเมตตาอยู่มาก การที่จะให้เปลี่ยนให้พระเณรเข้าไปแทนอย่างนี้ไม่เคยสั่งนะ เราอยู่กับท่านบางคืน บางทีตั้งแต่หัวค่ำจนตลอดรุ่งอยู่ในมุ้งเลย เวลาท่านหนาวมากท่านไอ วัณโรคไม่ใช่ของเล่นนะวัณโรค แต่ก่อนยาแก้ไม่ตก ใครเป็นวัณโรคตายทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นใครถึงกลัวกัน

เราไม่มีความหมายเรื่องวัณโรค ปากเรากับปากท่านคลอเคลียกันตลอดเวลา เพราะเวลากลางคืนท่านหนาวมาก ท่านไอมาก แล้วสำลีก็อยู่นี่ เราก็เอาสำลีพันมือเราเข้าไปกว้านช่วยท่าน กว้านช่วยออกมา ปากท่านกับปากเราก็อยู่ด้วยกัน ติดกันอยู่อย่างนี้จะว่าไง ถ้าหากว่าจะเป็นวัณโรคก็เป็นหมด เอาโคตรเอาแซ่วัณโรคมาเป็นมันก็เป็นในเราคนเดียวได้หมด เรารับได้หมดเลย ไม่สนใจนั่นฟังซิ แต่เดชะนะไม่เป็น วัณโรคไม่เป็นเลย นี่ละที่เราอยู่กับท่านเป็นอย่างงั้นนะ สำคัญที่ท่านจะสั่งว่า ท่านมหาก็นั่งนานเหน็ดเหนื่อย ให้องค์อื่นมาแทนบ้าง ไม่เคยมีคำสั่งจากท่านเลย ไม่ว่าจะเวลาใดก็ตาม ท่านธรรมดาเงียบๆ เราก็ปฏิบัติตัวของเราเงียบๆ การผลัดการเปลี่ยนท่านไม่เคยสั่ง เราก็ไม่เคยสนใจจะให้ใครเข้าไปยุ่งท่านนะ มันก็เข้ากันได้กับเจตนาของเรา ตลอดท่านนิพพานจากไปนะ

เราปฏิบัติเต็มเหนี่ยวเลย เรื่องเราได้ปฏิบัติต่อท่าน วันนั้นการแสดงออกเวลาเทศน์จึงมีบ้าง จึงให้ได้อันนี้ออกอ่าน ฟังตามเทปตามอะไร เพราะเราไม่เคยแสดงอย่างนี้ วันนั้นเราได้แสดง ตลอดทางจงกรมอยู่ตรงไหน ๆ ปฏิบัติท่านยังไงๆ เราได้แสดงวันนั้น นี่เราทำ ก็ไม่เคยได้ยินนะว่าท่านตำหนิเราตรงไหน ว่าท่านมหาทำไม่ดี ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่เคยมี อันนี้อันหนึ่งเราก็ภูมิใจ ที่ว่าสติปัญญาของเรามีเท่าไร เรียกว่าทุ่มลงใส่ท่านหมดเลย เหมือนว่าเหยียบคนอื่นไปเราสูงกว่าเพื่อน ลักษณะอย่างนั้นนะ แต่เราไม่มี คือเราไม่แน่ใจที่องค์ไหนเข้าไปนี้ กลัวจะไประเกะระกะ ไปขวางจิตขวางใจให้ท่านได้รับความลำบาก เรานี้ขอมอบเลย จะโง่จะฉลาดขอมอบหมดทั้งตัวเลย จึงไม่ให้ใครเข้าไป เราทำคนเดียวเลย

แต่ก็ไม่เคยได้ยินการตำหนิติเตียนอะไรจากท่านนะ จนกระทั่งท่านมรณภาพจากไป เราก็ทำเต็มกำลังความสามารถของเรา สำคัญที่อันหนึ่งเวลาท่านงีบหลับไปนี้ เราก็ออกไปเดินจงกรมตรงนั้น แล้วสั่งพระไว้ด้วย ผมจะไปเดินจงกรมอยู่ตรงนั้น ถ้าหากว่าท่านตื่น เวลาท่านงีบหลับไปนี้เราจะออกตอนนั้น ออกไป ไปเดินจงกรมนะ เพราะมันปวดระบมหมดเลย แต่เราไม่ถือเป็นอารมณ์ พอท่านตื่นขึ้นมา ท่านจะถามถึงเลยละ พอลืมตาขึ้นมามอง ท่านมหาไปไหน พระเณรปั๊บ ไปบอกเลย เราเข้ามุ้งปั๊บพระองค์ที่แทนนี้ออก องค์ที่แทนเราก็จัดเอง สมควรที่จะปฏิบัติต่อท่านได้มากน้อยเพียงไรก็เอาเข้ามา เวลาจำเป็นให้พระมาเปลี่ยนให้เรา ถ้าไม่นั่นแล้วเราจะทำงานคนเดียวตลอดเวลาเลย

เวลาท่านลืมตาขึ้นมาท่านจะถามว่า ท่านมหาไปไหน สำคัญคำนี้นะ พระทั้งวัดท่านไม่เห็นถามหา พอตื่นขึ้นมานี้ ท่านมหาไปไหน พระก็ตามเรามาทันที เข้ามุ้งเลยทันที นี่ปฏิบัติต่อท่าน นี่เราได้เทศน์วันนั้นมีเทศน์ออกอันนี้บ้าง เพื่อให้พี่น้องทั้งหลายได้ฟัง กิริยาที่เราทำต่อท่านเราทำยังไง ทำอย่างนั้นแหละ

เราพูดเรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่นเราพูดจริงๆ นะ เราไม่มีความอิ่มพอ พูดเท่าไรยิ่งดื่มด่ำในใจนะ เหมือนท่านพึ่งมรณภาพไปเมื่อวานนี้เท่านั้นเอง สดๆ ร้อนๆ ตลอดเวลา เรายังไม่เคยเห็นครูบาอาจารย์ที่เราได้คบค้าสมาคมมา เพราะเรานี้จะเรียกว่าเป็นนักล่าอาจารย์ก็ไม่ผิด ทั้งด้านปริยัติ ทั้งด้านปฏิบัติ เรียกว่าเป็นนักล่าเหมือนกันหมด ทางปริยัติก็จัดเจน ทางปฏิบัติจะว่าจัดเจนหรือไม่จัดเจนก็ไม่ทราบก็พิจารณาเอา เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดเราจึงพูด เข้านอกออกใน ไม่ว่ายังไงเราพูดได้หมด ทางปริยัติเราก็พูดได้เต็มปาก เพราะเราเคยปริยัติมาตั้ง ๗ ปี เรียนหนังสือคลุกเคล้ากับพระกับเณรอะไรมาตลอด ๗ ปี จากนั้นออกปฏิบัติก็จนกระทั่งทุกวันนี้

ครูบาอาจารย์องค์ไหนเป็นยังไงๆ เราจะเข้าถึงๆ ไปหมด เข้าไปถึงดูท่าน องค์นั้นปรากฏชื่อลือนามยังไงบ้าง เราจะเข้าถึงๆ ไปดูทุกอย่างเรียบร้อยๆ ถึงเรียกว่าเป็นนักล่าอาจารย์ก็ไม่ผิด จนกระทั่งมาหาพ่อแม่ครูจารย์มั่น เป็นยอดเลยไม่มีที่ตำหนิพ่อแม่ครูจารย์มั่น หมดทุกอย่างหาที่ตำหนิไม่ได้เลย เราจึงมอบกายถวายตัวกับท่านแล้วตั้งความสัตย์ความจริงไว้เลยว่า ถ้าหากว่าท่านมีชีวิตอยู่เรามีชีวิตอยู่จะไม่จากท่าน จะอยู่กับท่านตลอดไป เว้นแต่เวลาออกเสาะแสวงหาอรรถหาธรรมเป็นกาลเป็นเวลา ถือท่านเป็นหลักใหญ่เอาไว้ เป็นบ้านเป็นเรือนของเราว่างั้นเถอะ เรามีข้อแม้ไว้อย่างงั้น

นี่สมมุติว่าท่านยังมีชีวิตอยู่กระทั่งป่านนี้ เรายังจะไม่หนีจากท่าน เพราะคำสัตย์อันนี้ติดแนบไว้แล้ว คือเว้นแต่ท่านตายไปเราตายไป ถ้าหากว่ามีชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว เราจะอยู่กับท่านตลอดจนอย่างทุกวันนี้ ก็อยู่ตลอดมาละ ให้เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะคำสัตย์คำจริงเราปักลงไปแล้วขาดสะบั้นเลย เราไม่มีที่จะทำลายความสัตย์ความจริงเจ้าของ มันจะเป็นนิสัยอย่างงั้นก็ไม่ผิด ตั้งแต่เป็นฆราวาสก็เป็นอย่างเดียวกัน แต่เราไม่รู้ว่าเรามีธรรมนะ เราเป็นฆราวาสว่าจะทำอะไรนี้ทำเลย ถ้าลงลั่นปากปั๊บแล้วเป็นใช่แล้ว ๆ ไม่มีเคลื่อน เป็นฆราวาสก็ดี เวลามาเป็นพระมาปฏิบัตินี้ ถึงมาย้อนหลังทราบว่า อ๋อ นิสัยเป็นความสัตย์ความจริงนี้เราเคยมีมาตั้งแต่ฆราวาสอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ว่าเป็นธรรมนะ เวลามาเวียนกลับมาถึงย้อนหลังไปรู้ว่าอ๋อ นี่เราเคยเป็นผู้มีความสัตย์ความจริงมาแล้วตั้งแต่เป็นฆราวาส คือเราไม่เหลาะแหละ

เพื่อนฝูงใครเหลาะแหละนี้เราไม่เล่นด้วยเลย จะคบค้าสมาคมกับผู้ที่เป็นที่แน่ใจ ถึงไหนถึงกัน เอาจริงเอาจัง ยกตัวอย่างก็ไม่พ้น ผู้ใหญ่เถิงพ่อของครูอาจนี่ นี่ใกล้ชิดติดพันพึ่งเป็นพึ่งตายกันเลยเชียวสองคนนี้ นี่ละเป็นคู่กันจริงๆ หน้าที่การงานอะไรสองคนนี้กับเรา เราจะยกเสมออย่างผู้ใหญ่เถิง เช่นอย่างครู ก็อาจารย์ชาลีครูชาลี นี้ถึงใจ ๆ เราจึงมาพูดสดๆ ร้อนๆ ได้ นิสัยมันก็เป็นอย่างนั้นมา นี่ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งป่านนี้ เราจะยังไม่หนีเลย จนกว่าเราตายจากท่าน หรือท่านตายจากเรา จะหนีไปไหนไม่ได้ คำสัตย์อันนี้ปักลงแล้วตั้งแต่วันปลงใจแน่ใจ การแนะนำสั่งสอนของท่านเป็นที่ลงใจทุกอย่างแล้วหาสงสัยไม่ได้ นี่ฝากละที่นี่ฝากปุ๊บเลย

นี่ท่านก็ล่วงไปเสียตั้ง ๘๐ ปี นี่ ๕๑ ปีแล้วนะ ๕๑ ปีนี้ก็เหมือนสดๆ ร้อนๆ นะเวลาไปวัดสุทธาวาสไปกราบท่านกราบด้วยความซึ้งในบุญคุณของท่านนะ ซึ้งในบุญคุณของท่านนี้ซึ้งเอามากจริงๆ นะเราติดจุดไหน ๆ ท่านลากออก จุดไหนแม่นยำๆ นี้มันถึงใจมาก อย่างติดสมาธิท่านลากออก ออกไปแล้วออกทางด้านปัญญา ปัญญาก็เตลิดเปิดเปิง ท่านก็หักเอาไว้ ตรงไหนที่จะผาดโผนโจนทะยานเกินไป เช่น นั่งภาวนาฟาดจนก้นแตกๆ ไอ้เราไม่รู้ตัวของเรา ยังจะเอาอยู่นะนั่นน่ะ

พอเล่าถวายท่านนี้ โห ไม่ใช่ของเล่นนะ นี่ละเห็นไหม ความรู้ที่เกิดขึ้นจากใจ มันจริงมันจังขนาดนั้น มันอาจหาญชาญชัยนะ แต่ก่อนขึ้นไปหาท่านเหมือนผ้าพับไว้ กิริยามารยาทเหมือนพระทั่วไป เราไม่เคยคิดว่ากิริยาของเราจะเป็นอย่างนั้นต่อท่าน แต่คำว่าเป็นต่อท่านหมายถึงธรรมนะ ไม่ได้เป็นกิริยาแบบโลกๆ ที่เขาใช้กัน เวลาได้รับความอัศจรรย์จากการนั่งตลอดรุ่งมาแล้วนี้ โถ เวลาความรู้มันเกิดขึ้นภายใจ พอขึ้นไปกราบท่านเรียบร้อยแล้ว เล่าถวาย โห คึกคักขึงขังตึงตังผางๆ เลยนะ นั่นเห็นไหมธรรมในใจ ธรรมออกล้วนๆ ผางๆ ผางเลย ท่านก็นั่งนิ่ง

ที่เล่านั่นคือเล่าผลที่เราปฏิบัติให้ท่านฟัง ผิดถูกประการใดท่านจะแนะจะเตือนเรา ความหมายว่าอย่างงั้น พอพูดเต็มเหนี่ยวแล้วก็นั่งหมอบ ทีนี้คอยฟัง ทางนั้นก็ขึ้นผางเลยเทียว ทางนี้ก็จ่ออยู่แล้วจะจับเอาความจริงว่าไง ผางๆ นี่ละฟาดอย่างนี้ คืนไหนนั่งตลอดรุ่งคืนนั้นเหมือนกับแชมเปี้ยนขึ้นเวทีเลยละกับท่านนะ เปรี้ยงๆ เลยนะเรา มันเหมือนกับอาจารย์ใหญ่องค์หนึ่งนู้นน่ะ ของเล่นเมื่อไร นี่ละธรรม แต่ท่านรู้เรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดจบลงแล้ว เออ เอาละที่นี่ได้หลักแล้ว นั่นเห็นไหมล่ะ เอาๆๆ อัตภาพนี้มันไม่ได้ตายถึง ๕ หน มันตายหนเดียวเท่านั้น เอา ทีนี้ได้หลักได้แล้วฟาดมันลงไป นู่นฟังซิน่ะ

เวลาท่านขึ้นทางนี้ก็หมอบฟัง พอลงจากท่านแล้วก็เหมือนกับไอ้ปุ๊กกี้กับไอ้หยองแหละ ทั้งจะกัดทั้งจะเห่า คือภาคภูมิใจว่าอุบายวิธีการต่างๆ ที่เราปฏิบัติมาแล้วนี้ถูกต้องแล้ว ความหมายว่างั้นนะ มันก็มีแก่ใจ จึงเหมือนกับหมา ทั้งจะกัดจะเห่าที่นี่ มันมีแก่ใจ เหมือนไอ้หยองนี่ ไอ้หยองเราเข้าไปในครัวมันยังเห่าฟ่อๆ โถ ไอ้หยองมึงมาทำกับกูอย่างนี้ เราเล่นกับมัน มันไม่เล่นกับเรา มันจะเอาจริงเอาจังไอ้นี่ ไอ้บ้านี่ ฟ่อๆๆ อู๊ย มึงก็มาจากวัดกูเดี๋ยวนี้มึงทำไมมาเป็นอย่างงี้ไอ้หยอง มันยิ่งจ้อกับเรา เราก็ยิ่งรักมันนะ เล่นกับมัน มันเห่าเราเอาจริงเอาจัง เราเล่นกับมัน ท่านั้นท่านี้มันเอาเรื่อยไอ้หยองน่ะ

อันนี้เราเวลาพูดธรรมะกับพ่อแม่ครูจารย์ก็แบบนั้นเหมือนกัน ผึงๆ เลย จนกระทั่ง นี่เห็นไหมไม่ได้ผิดนี่ท่านกระตุกตรงไหน มันจับเอามาประมวลหมดนะ ติดสมาธิก็เอามาประมวล ออกทางด้านปัญญาเตลิดเปิดเปิงท่านหักเอาไว้ก็มาประมวล แล้วทีนี้เวลานั่งภาวนาฟาดหามรุ่งหามค่ำไม่รู้จักเป็นจักตาย จนก้นแตกก้นเลอะไม่สนใจ มีแต่พุ่งๆๆ เลย พอขึ้นไปปั๊บ กิเลสมันไม่ได้อยู่กับกายนะ ยังไม่ได้พูดคำไหนนะ เราไม่ลืมยังไม่ได้พูดคำไหนเลย พอกราบท่าน ท่านรู้แล้วว่าวันนี้มันจะขึ้นอันนั้นๆๆ นะ ใส่เสียก่อนแล้ว กิเลสมันไม่ได้อยู่กับกายนะ มันอยู่กับใจหนา

ม้าตัวไหนมันผาดโผนโจนทะยานมาก นายสารถีเขาต้องฝึกทรมานอย่างหนัก ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้มันกิน ไม่ควรกินน้ำไม่ให้มันกิน เอาอย่างหนักเลย เวลามันลดพยศลง ม้าลดพยศลงการฝึกเขาก็ค่อยลดลงๆ จนกระทั่งม้ามันหายพยศ ทำหน้าที่ได้เต็มสัดเต็มส่วนแล้ว การฝึกทรมานอย่างนั้นเขาก็ไม่มี ท่านพูดเพียงเท่านั้นท่านหยุด ทีนี้อันนี้เราก็เรียนมาแล้วก็มีแล้วในคัมภีร์ ท่านเอาคัมภีร์มาพูด พอพูดปั๊บนี้ก็รู้ ท่านไม่ได้บอก เรายังเสียดายอยากให้ท่านพูดอยู่นะ พอท่านพูดถึงเรื่องม้าแล้ว อยากให้ท่านย้อนกลับมาหาเราที่นั่งอยู่ข้างๆ ท่าน

ไอ้หมาตัวนี้มันทรมานไม่รู้จักเป็นจักตายเลย มันทรมานแบบไหน ไอ้ม้าเขาฝึกทรมาน ม้าตัวพยศเขาทำอย่างนั้น ๆ ไอ้หมาตัวนี้มันเป็นยังไงอยากให้ท่านพูดอย่างงั้น น้ำหนักมันจะเข้ากันได้ เข้าใจไหม แต่ท่านไม่พูดเสีย เรายังเสียดายอยากให้ท่านพูดอยู่ ไอ้หมาตัวนี้มันทรมานแบบไหนน่ะ ถ้าท่านถามอย่างงั้นเราจะหมอบเลยทันทีนะ

แต่ถึงอย่างนั้นตั้งแต่วันนั้นมาเราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่งอีกนะนั่น หยุดตั้งแต่นั้นมาไม่เคยนั่งตลอดรุ่ง นั่งธรรมดาๆ ไปเลย นี่ละเรียกว่าลงทุกจุดเรา เพราะฉะนั้นการสอนธรรมเรา ท่านสอนท่านจะไม่สอนธรรมดา คุยกันอยู่นี่ธรรมดา เหมือนพ่อแม่กับลูกคุยกัน ไม่มีอะไรเลยเหมือนพ่อกับลูกคุยกัน พอหมุนไปธรรมะนี้เปรี้ยงทันทีเลยกับเรา ไม่เคยอ่อน ท่านเห็นนิสัยผาดโผนนั่นละพูดง่ายๆ ถ้าพูดธรรมะปั๊บพุ่งเลยเชียว นี่เป็นนิสัยของท่านปฏิบัติต่อเราปฏิบัติอย่างงั้น จึงว่าเสียดายท่าน โอ๊ จะทำยังไง วันนี้พูดแบบนี้ เทศน์แบบนี้แหละ พิจารณาเอาไปเป็นคติเครื่องเตือนใจเราทั้งหลายทุกคน

เรื่องชาติบ้านเมืองของเรานั้นน่ะ มันสกปรกเหลือประมาณ ธรรมะจึงเหมือนว่าจะเข้ากันไม่ได้เลยนะ ธรรมะสะอาดสุดยอด โลกเฉพาะอย่างยิ่ง โลกแห่งเมืองไทยของเราเป็นโลกแห่งชาวพุทธ แล้วมันก็สกปรกสุดขีดของมันเวลานี้ เต็มเหนี่ยวนะ เมืองไทยเราที่สกปรกจากผู้นำทั้งหลายมาปฏิบัติต่อชาติบ้านเมืองของเรา แต่ละยุคละสมัยตั้งรัฐบาลขึ้นมา ๆ แทนที่จะได้ผลได้ประโยชน์ เป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นสาระสำคัญเข้ามาสู่ประชาชน เข้ามาสู่คลังหลวงเป็นต้นนี่นะ ได้ชิ้นนั้น รัฐบาลนั้นตั้งขึ้นมาได้ส่วนนั้น รัฐบาลชุดนี้ตั้งขึ้นมาได้ส่วนนั้น รัฐบาลชุดนั้นตั้งขึ้นมาได้สาระให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนส่วนรวมอย่างนั้น ๆ ไม่ค่อยมี

แต่เรื่องกินบ้านกินเมืองกินจุ๊บๆ จ๊อบๆ อยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง วงราชการที่ไหนมีแต่วงสกปรก อันนี้ละที่ว่าสกปรกสุดขีด ธรรมะที่สะอาดสุดยอดจึงเข้ากันไม่ได้เลย แต่เหตุใดเราจึงได้จำเป็นต้องได้มาคลุกเคล้ากับสิ่งสกปรกเหล่านี้ เราไม่ได้ยกตนว่าเราสะอาด มันเต็มหัวใจความสะอาดนี้ เลยที่จะนำมาพูด ไม่ได้มาคุยเราพูดจริงๆ เรื่องความสะอาดนี้ มันไม่อยากมองดูโลกเลย พูดให้มันเต็มสัดเต็มส่วนอย่างนี้ละ มันจ้าอยู่ที่หัวใจนี้ อัศจรรย์พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นแบบเดียวกันหมด พระสาวกอรหันต์ทุกองค์เป็นแบบเดียวกันหมด หัวใจจ้าแบบเดียวกันหมด

แล้วก็มาดูความสกปรกโสมมเต็มอยู่ในส้วมในถาน ที่เต็มไปด้วยฟืนด้วยไฟ เต็มบ้านเต็มเมือง เฉพาะอย่างยิ่งเต็มเมืองไทยเราด้วยความสกปรก ของผู้ลามกจกเปรต กินไม่พอ หลงยศหลงอำนาจตัวเองจนเห็นชาติไทยของเรานี้เป็นอาหาร กินโต๊ะกันไปเสียหมด ลืมเนื้อลืมตัวไม่คิดถึงความผิดถูกชั่วดีของตน ที่ดำเนินไปนี้จะทำให้บ้านเมืองฉิบหายหรือจะทำบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองอะไร พุงของเราทำไมจึงไม่พอ กินบ้านกินเมือง กินตับกินปอดประชาชน มันเป็นมาอย่างนี้ตลอดในวงผู้นำทั้งหลายที่เป็นวงที่สกปรก

ลูกศิษย์เรามีทุกกระทรวง จะไม่ให้เราพูดได้ยังไง เราพูดด้วยความอาจหาญชาญชัยตามที่ลูกศิษย์ลูกหาเรามาเล่าให้ฟังด้วยเจตนาหวังดี ท่านเหล่านี้เป็นคนดี ๆ ทั้งนั้นมาเล่าให้ฟัง เรามีแต่ปลงธรรมสังเวช ปลงธรรมสังเวชตลอดเวลาไม่เคยพูดเลยนะ แต่เวลาเหตุการณ์เข้ามาประจัญหน้าของเรานี้มันอดพูดไม่ได้ มันมาเกี่ยวโยงกัน เราจึงต้องนำมาพูด นี่ละเรื่องราวมันเป็นอย่างนี้ มันสกปรกขนาดนั้นนะ เวลานี้ชาติไทยของเราจะชำระความสกปรกนี้ประเภทไหน เอาพิจารณาซิ ข้าศึกศัตรูนี้มีมากมีน้อย ฟังแต่ว่าข้าศึกศัตรู เป็นคุณต่อเราที่ไหน เราจะสนิทติดจมกับมันได้เหรอ พิจารณาซิ ถ้าไม่สนิทติดจมได้เหมือนหนึ่งว่า มหาภัยเข้ามายืนจังก้าต่อหน้าเรา เราเห็นว่ามันเป็นมิตรเหรอ คนทั้งชาติเห็นว่าเป็นมิตรเหรอ มหาภัยนี่ ถ้าเห็นว่ามันเป็นมิตร สนิทสนมกับมัน ตายใจกับมัน เกรงอกเกรงใจมันในมหาภัยเหล่านี้แล้วชาติไทยต้องจม ไม่เป็นอย่างอื่นว่างั้นเลย

ถ้าจะให้เป็นอรรถตามธรรมดังที่สอนนี้แล้ว ภัยเป็นภัย ให้รู้ว่าเป็นภัย คุณเป็นคุณ ให้รู้ว่าเป็นคุณ สกปรกให้รู้ว่าเป็นสกปรก น้ำสะอาดให้รู้ว่าน้ำสะอาด ชะล้างกันลงไป นี่ถึงจะถูกตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ เราสอนเป็นกลางๆ เวลานี้ชาติไทยของเราจะล่มจมด้วยความสกปรกโสมม มหาภัยเรานี้ ท่านทั้งหลายได้ตื่นตัวแล้วยัง ถ้ายังไม่ตื่นให้ตื่นเสียนะ ถ้าไม่อยากให้เมืองไทยจม

อันใดเป็นภัยผู้ใดเป็นภัย คณะใดเป็นภัย ให้เห็นว่าเป็นภัย อย่าเห็นว่าเป็นคุณ ถ้าไม่อยากให้ชาติไทยจม ถ้าต้องการให้ชาติไทยจมแล้ว เอา หมอบคลานไปประจบประแจงเลียแข้งเลียขากันไปกินกันไป บ้านเมืองจะจมแน่นอนไม่สงสัย สำหรับหลวงตาบัวนี้ไม่จมพูดตรงๆ สอนพี่น้องทั้งหลายนี้ไม่มีคำว่าได้ว่าเสีย สอนด้วยความเมตตาล้วนๆ บอกสิ่งใดที่จะเป็นภัยต่อชาติบ้านเมืองของเรา เพราะเราเกิดในเมืองไทยเป็นคนไทย อันใดผิดถูกชั่วดีมันกระเทือนกันหมด ก็ต้องเตือนกันในฐานะที่เราถือศาสนา ถึงเป็นน้ำดับไฟที่สะอาดนำมาสอนพี่น้องทั้งหลาย ควรจะได้ยินได้ฟังต่อกันให้ถึงใจทุกคนนะอย่าเหลาะแหละ อย่าเป็นเต่าหดหัวอยู่ในกระดองนะ ต้องเอาให้จริงให้จัง

อะไรไม่ดีปัดออกทันที ถ้าไม่ปัดออกเผาหัวเราทันทีนั่นละ ถ้าปัดออกมันก็จางไป ถ้าไม่ปัดออกเผาหัวหมดทั้งชาติไทยของเรา ให้พากันต่างคนต่างตื่นตัวตั้งแต่วงราชการต่างๆ ลงมาจะเป็นผู้รักษาบ้านเมืองอยู่แล้ว และเป็นผู้รักษาบ้านเมืองตลอดมาอยู่แล้ว ให้ตั้งเนื้อตั้งตัวทุกคน เปลี่ยนแปลงแก้ไข สิ่งใดไม่ดีให้รีบแก้ไขดัดแปลง พุงเราพุงเดียวไม่สามารถทำบ้านเมืองให้เจริญได้ นอกจากจะกินบ้านกินเมืองได้ไม่มีสิ้นสุดเท่านั้น ให้ปัดมันออก พุงเขาก็มีพุงเราก็มี ประชาชนคนทั้งประเทศเขามีปากมีท้องเหมือนกัน เขาก็อดก็อยากลำบากรำคาญเหมือนกันกับเรา ทำไมจะเห็นว่าเป็นความลำบากรำคาญของเรา ตั้งแต่พุงหลวงอย่างเดียวนี้กินไม่พอ ๆ มันจะพอยังไงฟังแต่ว่าพุงหลวงเป็นไร

ถ้าพุงคนธรรมดากินเท่าไรมันก็พอ อาหารวันหนึ่งกิน ๒ มื้อ ๓ มื้อพอแล้ว ถ้ากินด้วยความโลภ ความตะกละตะกลาม ความลืมเนื้อลืมตัว ความตื่นยศความหลงยศ ความหลงอำนาจเจ้าของ นี้กินเท่าไรไม่พอ เจ้าของก็จม ชาติไทยก็จม จะไม่มีอะไรเหลือเลยนะ ขอให้พี่น้องทั้งหลายนำไปพิจารณา ให้พากันแก้ไขดัดแปลง

ตั้งขึ้นมาเป็นรัฐบาลเพื่อรักษาชาติบ้านเมือง เพื่อเป็นพ่อเป็นแม่ของชาติบ้านเมือง ให้ชาติบ้านเมืองได้รับความชุ่มเย็นเป็นสุข เอา รัฐบาลจน ประชาชนจน เอา รัฐบาลจนไม่เป็นไร พ่อแม่ตายลูกตายตายไปด้วยกัน สุขด้วยกันทุกข์ด้วยกันไม่เป็นไร แต่อย่าให้เราเป็นท้องป่องคนเดียว ประชาชนนี้เป็นอาหารเลี้ยงโต๊ะกันนี้ดูไม่ได้เลยนะ เมืองไทยของเราเป็นเมืองพุทธ อย่าเอียงจนล้มละลายนะ นี้มันเลยเอียงไปแล้วจนจะล้มละลายเวลานี้ เพราะไม่มีพุทธในหัวใจ ของผู้ตะกละตะกลามเห็นแก่ได้ เห็นแก่ร่ำแก่รวย เห็นแก่อำนาจบาตรหลวง ตัวเท่าหนูนี้ก็แผ่อำนาจจะครอบประเทศไทยมันมีอย่างเหรอ คนทั้งประเทศ แล้วหนูตัวหนึ่งจะไปปกครองคนทั้งประเทศมีอย่างเหรอ เอามาพิจารณาซิ

ให้แก้ไขนะใครไม่ดี มาเป็นรัฐบาลแต่ละชุดๆ ให้เป็นพ่อเป็นแม่ของประชาชนด้วยดี อันนี้ถูกต้องแล้ว เอา จนก็จนไป ประชาชนจนรัฐบาลจน เอา ต่างคนต่างจนไม่เป็นไร ถ้าประชาชนยังหาอยู่หากินพอได้กินอยู่ พอปากพอท้องอยู่บ้าง รัฐบาลจน เอ้า ประชาชนจะเลี้ยง ให้ได้เห็นสักทีนะ รัฐบาลตั้งขึ้นมารัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลที่ยากจนที่สุดเพราะสงเคราะห์สงหาโลก เฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยเรา จนไม่มีอาหารเข้ามากรอกหม้อกรอกปากแล้วให้เห็น ประชาชนเขาจะหลับหูหลับตาอยู่เฉยๆ ได้หรือ เวลานี้เรายังไม่เห็น เห็นตั้งแต่พวกปกครองบ้านเมืองนั่นแหละ กินบ้านกินเมืองตลอดเวลา ชาวบ้านชาวเมืองไม่เห็นได้กินเลย

ให้ชาวบ้านชาวเมืองได้หาอาหารไปหล่อเลี้ยง หรือไปเลี้ยงคณะผู้ปกครองบ้านเมือง เช่น รัฐบาลเป็นต้น ว่าอดอยากขาดแคลนไม่มีอะไรกิน ตั้งแต่ตั้งรัฐบาลมานี้ แล้วเงินไม่มีติดเนื้อติดตัว สละเพื่อชาติบ้านเมืองหมด เวลานี้จึงไม่มีอะไรกิน ทุกข์จนเต็มทีแล้ว ราษฎร์คนไหนใจดำน้ำขุ่น หลวงตาบัวจะเอาไม้ไปไล่ตีมันหมดทั้งครอบครัวเหย้าเรือนโคตรแซ่ของมันไม่ให้มีเหลือ โคตรอื่นเขาไม่เป็น โคตรมึงเป็นมาได้ยังไงจะว่างี้นะ หลวงตาบัวจะเป็นผู้ไปตีเอง แต่นี้มันยังไม่เห็นนั่นซิเดี๋ยวนี้ เห็นแต่ที่เขาจะจม ๆ เพราะหมดตับหมดปอด ที่เอาไปกินเสียจนหมดนี่ เราไม่อยากพบอยากเห็นอย่างยิ่งนะ ขอให้พากันพิจารณาทุกคน

ตั้งขึ้นมาไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อสังหารชาตินะ ตั้งรัฐบาลแต่ละชุดๆ ตั้งขึ้นมาเพื่อพยุงชาติบ้านเมืองของเราให้แน่นหนามั่นคง อย่าให้เป็นเรื่องตรงกันข้าม เป็นยักษ์เป็นผีกินบ้านกินเมืองอย่าให้มีต่อไป ชาติไทยของเราเป็นชาติชาวพุทธ ต่างคนต่างมีหัวใจด้วยกัน วันนี้พูดเพียงเท่านี้ก่อน เอาละพอ เพราะเทศน์มามากแล้ว

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร  www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก