ผลแห่งความจริงจัง (ไม่ให้พระฉันอาหารในบ้าน)
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 เวลา 8:10 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓

ผลแห่งความจริงจัง

มีอะไร ธุระอะไร

มากราบเฉย ๆ ครับ

อยู่วัดไหน

วัดป่าสันติธรรม อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ครับ

ก็มีเท่านั้นละ พูดเท่านั้นละ ไป ออกไปได้แล้ว เรามีธุระอะไรจะพูด ไม่ต้องกราบมากละ กราบละผ้าลูกบวบตกเป๊ะ ๆ แสดงว่าเหลวไหลมาตลอดนี่ เอ้า อย่างนั้นละดูคน ดูยากอะไร ดูพระก็ไม่ดูยาก ก็เราดูเราอยู่ตลอดเวลานี่วะ เราก็พระ เขาก็พระ ใครก็พระ ดูกันออกล่ะซี กราบพระ ลูกบวบตกเป๊ะ ๆ ใช้ไม่ได้ ไม่ได้ผิดธรรมผิดวินัยแหละ แต่ผิดตรงที่ใช้ไม่ได้ว่างั้นเถอะ องค์ที่เรียบร้อยกว่านี้ท่านกราบลูกบวบท่านไม่ตก เข้าใจหรือเปล่าล่ะ นี่แสดงว่าเลอะเทอะ ไม่ค่อยสนใจ สติสตังไม่ค่อยมี ลูกบวบตกเป๊ะ กราบลูกบวบตกเป๊ะ

วันนี้ธรรมอินทร์ก็จะมาฉันที่บ้าน…สี่แยกดงเค็ง วัดใหม่กี่องค์ก็ไม่ทราบ แล้ววัดธรรมอินทร์ แล้วก็มาลากวัดเราไปอีกพวกสันพร้านี่ โมโห วันนี้พระไป ๖ องค์นู่นน่ะ เราไม่เคยให้ใครง่าย ๆ นะ ถ้าให้รับนิมนต์ไปแล้ว วัดนี้จะมีแต่ตลาดหากิน เราตัดมาตั้งแต่ต้นเลยนะ วัดนี้ไม่รับนิมนต์ เสียทางความพากเพียรเอามากทีเดียว จึงไม่เคยรับใคร นอกจากจำเป็นจริง ๆ ด้วยเหตุผลกลไกอะไร ๆ แล้วเราจะจัดให้เอง สั่งให้ นอกจากนั้นปิดกึ๊บ ๆ ทันทีเลย อย่างที่ไปนี้ก็เป็นกรณีพิเศษที่เราพิจารณาแล้วแยกให้

การฉันในบ้านนี้ทั้งเสียเวล่ำเวลา เราเคยดูนาฬิกา ออกจากวัดปั๊บจนกระทั่งมาถึงวัด อย่างน้อย ๓ ชั่วโมง เสียเวลาไป ๓ ชั่วโมง ส่วนมากก็อยู่ใน ๓ ชั่วโมงครึ่ง ๆ ถ้าเป็นงานใหญ่อีกก็ถึง ๔ ชั่วโมง พอให้คนนั้นแล้วก็ให้คนนี้ ๆ สุดท้ายก็เลยให้ทั้งบ้านทั้งเมือง เลยพระตื่นขึ้นมาก็ไปหากินล่ะซี เสียเวล่ำเวลาไปวันหนึ่ง ๆ ต่อไปก็เลอะ ๆ เทอะ ๆ เพราะฉะนั้นเราถึงได้กักไว้อย่างนี้ ไม่ให้ยุ่ง ให้พระท่านเสาะแสวงหาธรรมตรงกับเวล่ำเวลาของท่าน ไม่ให้เสียเวลาไป

ในครั้งพุทธกาลการฉันในบ้านก็มี แต่ใครจะเกินพระพุทธเจ้า ก็นั้นคือองค์ศาสดา ความเหมาะสมจะอยู่ที่นั่นหมด ท่านจะควรแยกควรแยะสงเคราะห์สงหา ทั้งฝ่ายพระฝ่ายประชาชน ท่านจะทรงพิจารณาเรียบร้อยแล้ว จึงสมนามว่าศาสดาองค์เอก พวกเราไม่เป็นอย่างนั้นนะ เข้าไปมันก็เลยเถิดเสีย มันเลยเถิดเสีย ใช่ไหมล่ะ ท่านไม่เป็น แต่เมื่อมีอยู่และท่านทรงพิจารณาแล้ว ประชาชนกับพระก็แยกกันไม่ออก เกี่ยวโยงถึงกันอยู่ ท่านถึงแยกเอาไว้ ๆ ให้พอเหมาะพอดี จึงมีมาจนกระทั่งบัดนี้การฉันในบ้านในอะไร เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มีตำรา มี แต่การพินิจพิจารณาให้เป็นความเหมาะสมทางด้านธรรมะของพระนี้ เป็นเรื่องจะต้องพิจารณาอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้เองวัดนี้ ที่มานี้พระทั้งหลายมาทั่วประเทศไทย ฟังซิ คือทุกภาคมาวัดนี้ ตั้งใจมาอบรมศึกษา การฉันในบ้านอยู่วัดท่านท่านก็มี อยู่บ้านท่านท่านก็มี ท่านฉันได้ทั้งนั้นแหละ เหตุใดจึงต้องมาไกลแสนไกลอย่างนี้ ก็เอามาเทียบพิจารณาซิ ท่านมาบำเพ็ญก็ให้ท่านบำเพ็ญด้วยความสะดวกสบาย หัวหน้าวัดเป็นสำคัญ อะไร ๆ ขึ้นอยู่กับหัวหน้า ถ้าหัวหน้าสั่งก็ต้องไป อย่างที่ว่าไปฉันเมื่อเช้านี้ ๖ องค์ ก็หัวหน้าสั่ง ใช่ไหมล่ะ อยู่กับหัวหน้านะ ใครมา ๆ ก็ปล่อยเลย ๆ ปล่อยเลยตามเลย เลอะเทอะไปเลย แล้วมาศึกษาหาอะไร

การขบการฉันนี้อยู่ที่ไหนก็มี มาที่นี่ก็เพื่อมาศึกษาอบรมหาหลักหาเกณฑ์นั่นเอง ท่านจึงมา เราก็ต้องคำนวณพิจารณาตามเรื่อง แล้วเราเองดำเนินมายังไง หลักเหตุผลตำรับตำราท่านว่ายังไง ทีนี้ความเหมาะสมจะแยกจะแยะกัน จะปฏิบัติยังไง มันต้องหลายขั้นหลายตอน เช่นอย่างที่นี่ก็เพื่อความสะดวกแก่พระซึ่งมาจากทั่วประเทศไทย ให้ท่านได้บำเพ็ญด้วยความสะดวกของท่าน การแนะนำสั่งสอนก็โดยอรรถโดยธรรม เต็มอรรถเต็มธรรมไปตลอด ความเคลื่อนไหวไปมาของพระเณรขึ้นอยู่กับหัวหน้าวัด หัวหน้าวัดจะคอยสอดส่องดูแล พระวินัยมีแล้วยังต้องไปอีก เป็นแง่อีก ๆ ที่จะปฏิบัติตามหลักพระหัวหน้าวัดกับลูกวัด มันหลายขั้นหลายตอนนะ

นี่หากว่าเราอนุญาตรับให้เหมือนที่ทั่ว ๆ ไปนะ วัดนี้แทบจะไม่มีพระติดวัดเช้าหนึ่ง ๆ นะ ไม่ใช่จะมาเอาบ้านหนึ่งบ้านเดียว บ้านนั้นก็มาเอาเท่านั้นองค์ บ้านนี้มาเอาเท่านี้องค์ แล้วบ้านนั้นเท่านั้นองค์ แล้วกี่บ้าน แล้วพระมีกี่องค์ หมด ตอนเช้าไปหากินเราว่าตรง ๆ อย่างนี้เลย กลับมา โอ๊ย วันนี้เหนื่อยมาก ไปฉันในบ้านเขามาเหนื่อย ๆ พักสักหน่อย มันไม่ได้สักหน่อยเวลาพักแล้วนี่ มันไม่ได้สักหน่อยนะ มันว่าเฉย ๆ กิเลสมันคลานเข้าไปว่าสักหน่อย พอลากแล้ววิ่งเลย ไปนี่ถลอกปอกเปิกไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวกลับมาละ ฟังซิ จึงต้องเข้มงวดกวดขัน การขบการฉันในบ้านเราไม่ปฏิเสธ เราก็ต้องแบ่งสันปันส่วนให้พอเหมาะพอดี

เวลานี้พระท่านมาอยู่ที่นี่ท่านมาเพื่ออรรถเพื่อธรรมทั้งนั้น สิ่งเหล่านั้นท่านไม่ประสงค์ ท่านประสงค์ต่อครูบาอาจารย์วัดวา สถานที่อยู่ พระเณรที่อยู่นั้นเป็นยังไง จะให้เป็นสิริมงคลแก่การดูการเห็นการได้ยินได้ฟังทุกอย่าง นั่นท่านมุ่งมาแบบนั้นต่างหาก ไม่ได้มุ่งมาหากิน การหากินนี้ บวชแล้วที่ไหนก็ต้องมีบาตรไปบิณฑบาตแหละ อยนฺเต ปตฺโต นี่บาตรของเธอบอกแล้ว ให้หากินด้วยบาตรนะ อย่ายุ่มย่าม ๆ ว่างั้นเลย ไปไหนก็ต้องได้ฉันได้บิณฑบาตสมควรแก่อัตภาพเจ้าของ แต่ไม่ใช่จะมุ่งให้ไปฉันบ้านนั้นบ้านนี้อย่างนี้ไม่มี ผู้จะเร่งความพากความเพียรท่านก็เร่งของท่านเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สำหรับเราพูดจริง ๆ ไม่ได้มาโอ้อวดนะ ท่านทั้งหลายพิจารณาดูก็รู้นี่ กิริยาท่าทางที่แสดงออกเป็นยังไง ดูก็รู้ นั่นละเราปฏิบัติต่อเรา แล้วที่ว่านี้ยังเป็นแกงหม้อใหญ่นะ ถึงจะเป็นกิริยาอย่างนี้ก็ตาม มันยกแผ่นดินทั้งแผ่น ยกคนทั้งโลกมันหนักก็ต้องอืดอาด ถึงกิริยาจะขึงขังก็ขึงขังด้วยความดิ้นล้มดิ้นตายไปแหละ แต่กับเจ้าของเองนี้ผึงเลย ๆ ทุกอย่าง คล่องที่สุดละ ทำความเพียรนี่พิจารณาย้อนหลังเราได้บกพร่องตรงไหน ความเพียรเราท้อแท้อ่อนแอที่จะเกียจคร้านมีจุดไหน ๆ ตามย้อน ก็มันไม่มี ฟังซิน่ะ ตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่เวทีเลย ตั้งแต่บัดนั้นก็บอกแล้ว ไม่ยอมให้ใครไปด้วย

แล้วพ่อแม่ครูจารย์ก็เสริมเสียด้วยนะ ท่านก็รู้นิสัยบ้าอันนี้ เข้าใจไหม จะไปกี่องค์ ไปองค์เดียว เอ้อ ขึ้นเลยทันทีทุกครั้งนะ ท่านมหาไปองค์เดียวนะ ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ องค์อื่นไม่ได้นะ แม้จะไปสักองค์ ไม่ให้ไป ให้ไปองค์เดียว ท่านไม่เคยแสดงกับใครให้เห็นเลย แต่กับเรานี่ท่านแสดงอย่างออกหน้าออกตา เช่น พระเณรนั่งอยู่ด้วยนี้ชี้เลย ส่ายมือไปนี้ ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ท่านมหาให้ท่านไปองค์เดียว นั่นเห็นไหมล่ะ ใครจะไปยุ่งก็ร่มโพธิ์ร่มไทรอยู่นั้น เราก็ไม่เคยสนใจกับใครด้วยซิ ให้ท่านมหาไปองค์เดียวเท่านั้น

บางทีท่านก็พูดหยอกเล่น ท่านเห็นหมาตัวนี้มันเห่าเก่งกัดเก่ง เวลาไปท่านพูดหยอกเล่นว่า เอาดี ๆ นะ ท่านพูดเล่นท่านรู้แล้วเรานิสัยอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ก็อย่างนั้นละเราปฏิบัติมา เพราะฉะนั้นการแสดงออกทุกอย่าง กิริยาท่าทางมันจึงมีอยู่ แม้จะอืดอาดก็ตามแต่กิริยานั้นยังมี กิริยาที่ปฏิบัติต่อเจ้าของเองเป็นอย่างนั้น ไม่ได้อืดอาด นอนนี้เวลาจับปึ๋ง ๆ เลย นอนพอรู้สึกพอตื่นนี้ผึงเลยนะ ตั้งแต่วันเข้านาคที่แม่สอนเราเราไม่ได้ลืม โยมแม่สอน มานั่งปั๊บนี้ แม่จะบอก ไม่ได้ว่าสอนนะ มานั่งปั๊บนี่เลย กำลังจะออกไปวัดไปเข้านาคบวช ที่พ่อน้ำตาร่วง นั่นละถึงใจเห็นไหมล่ะ

พ่อก็ไม่เคยยกยอ แม่ก็ไม่เคยยกยอ แต่ความเบาใจเราก็รู้ โห พูดจริง ๆ เราไม่ใช่คนขี้เกียจนี่ บทเวลาจะเอาจริง ๆ ก็ยกขึ้นเพื่อทุ่มลงน่ะซี น้ำตาพ่อพัง นั่งร่วมวงกับลูกหลายคน กินข้าวอยู่เงียบ ๆ ด้วยกัน บทเวลาจะพูด พูดขึ้นมาลอย ๆ ไม่มีเงื่อนต่อมาเลยนะ ขึ้นเลย เอ๊อ ลูกเรานี้ก็มีหลายคน พ่อนะนี่ คนเหล่านั้นกูก็ไม่สนใจกับมันแหละ ลูกผู้ชายก็ดี ลูกผู้หญิงกูไม่พูดถึงมัน นี่เกี่ยวกับเรื่องบวช จากนั้นก็หันมา กูก็เห็นไอ้บัวนี้แหละที่กูไว้ใจมันได้ ขึ้นแล้วนะ นี่ยกนะ ยกเพื่อจะทุ่ม อันนี้กูไว้ใจมันได้ อะไรก็ตาม ถ้าลงมันได้ทำอะไรแล้วกูสู้มันไม่ได้ อะไร ๆ กูเบาใจหมด พูดเรื่องการงานกูทำนี่กูสู้มันไม่ได้ นี่ยกนะ แต่.. ขึ้นเลย แต่ที่กูจะให้มันบวชนี้เหมือนมันหูหนวก หูมันไม่มีรู พูดทีไรมันก็เฉย ๆ

คือเราถ้ารับคำแล้วเอาจริง ถ้าไม่รับคำเถลไถลได้ เข้าใจไหม ถ้าลงได้รับแล้วขาดสะบั้นไปเลย เป็นมาตั้งแต่ฆราวาส เพราะฉะนั้นพ่อถึงตายใจ เราว่าจะทำอะไรให้แล้ว เหมือนว่ากูคิดอยากไปนั้นไปนี้แต่ไม่มีใครทำงานนี้ให้กู เราว่าไปจะทำให้ โอ๋ย อยากจะเตรียมของเดี๋ยวนั้นเลยพ่อ คือปลงใจ เชื่อ ถ้าลงได้ลั่นคำแล้วเป็นถึงไหนถึงกันเลย บทเวลาจะบวช แต่..นี่ซิ เวลากูจะให้มันบวชนี้กูพูดไม่รู้กี่ครั้งกี่หน มันเฉยเหมือนหูไม่มีรู นี่เวลากูตายแล้วน่ะ ถ้าไอ้นี่มันไม่บวชให้กู ไม่มีใครลากกูขึ้นจากนรก แล้วกูจะจมในนรกไปเลยละ ว่างั้นนะ กูเห็นคนเดียวเท่านี้แหละลูกกูทุกคน ว่างี้เลย น้ำตาพังเลยเทียว

โหย มองดูนี้สะดุดกึ๊กเลยเทียวนะ พอพ่อน้ำตาพัง แม่มองมาเห็นพ่อเอาอีกแล้ว น้ำตาพังทั้งสอง ลุกทันทีเลยนะ ยังไม่ได้อิ่มนะ หนีเลย นั่นละตั้งแต่บัดนั้น ที่นี่มัดเจ้าของ พูดเรื่องการบวชการเรียนนี้พ่อก็พูดหลายครั้งหลายหน แม่ก็พูดหลายครั้งหลายหน เราก็ไม่เคยตอบรับ คือเรายังไม่ได้แน่ใจเราตอบรับไม่ได้ คราวนี้เป็นถึงขนาดนี้แล้วเราจะว่าเป็นยังไงที่นี่ คนทั้งบ้านทั้งเมืองเขามีลูกมีเต้าเหล่ากอไปบวชเป็นพระเป็นเณร บวชแล้วสึกออกมาก็มี การบวชไม่ได้ติดคุกติดตะรางก็ไปบวชเป็นพระ ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านบวชแล้วท่านอยู่จนกระทั่งถึงท่านตายกับผ้าเหลือง ท่านก็ไม่เห็นเป็นอะไร เราเพียงบวชนี้ พ่อแม่ก็ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ว่า ต้องบวชเท่านั้นวันเท่านี้เดือนแล้วค่อยสึกอย่างนี้ ไม่ได้บังคับ ก็มีแต่ว่าอยากให้บวชเท่านั้น เราเพียงจะบวชเท่านี้บวชไม่ได้มีอย่างเหรอ อย่างอื่นเขาทำได้เราก็ยังทำได้ อันนี้ทำไมเราทำไม่ได้เขาทำได้น่ะ เราเป็นยังไง พ่อแม่เลี้ยงมาก็ลำบากลำบนเหลือเกิน วันนี้น้ำตาร่วง ขึ้นกึ๊กเลยนะ

๓ วันนะ พิจารณาอยู่นั้น ๓ วัน ไม่กล้ามารับประทานร่วมวงละกลัวโดนอีก จนกระทั่งตกลงใจ มัดเจ้าของไม่ให้มีข้อแม้เลยที่นี่ สุดท้ายก็ เอ้า บวช ตกลงใจเรียบร้อยละ อย่างไรก็ต้องบวช เอ้า ตายก็ให้ตายดูซิน่ะ เขาบวชเขาไม่เห็นตาย เราบวชมันจะตายก็ให้เห็น จากนั้นก็ตัดสินใจกึ๊กออกมา ส่วนมากก็ต้องติดแม่ละลูก ไม่ว่าลูกผู้หญิงผู้ชายมักจะติดแม่ เพราะแต่ก่อนแม่อยู่กับบ้าน พ่อไปทำงานนอกบ้าน นี่โบราณเราเป็นอย่างนั้นนะ ทุกวันนี้ทั้งหญิงทั้งชายทำงานนอกบ้านในบ้านเหมือนกันไปหมด ไม่เหมือนแต่ก่อน ลูกจึงติดแม่ล่ะซี ลูกอยู่กับแม่ เราก็ติดแม่มากกว่าติดพ่อนะ ถึงเป็นหนุ่มแล้วก็ตาม ติดแม่ เอะอะก็แม่ กับพ่อไม่ค่อยพูดแหละ เอะอะก็มาหาแม่

ทีนี้ก็บอกว่า เอ้า เรื่องที่ว่าจะให้บวชนั่นน่ะ จะบวชแล้วนะ แต่ใครจะบังคับไม่ได้นะ มีข้อแม้ไว้นะ ใครจะบังคับไม่ได้ บวชจะบวช แล้วจะสึกเมื่อไรก็ได้ ถ้าห้ามไม่ให้สึก ให้อยู่วันนั้นเดือนนั้นปีนี้ไม่บวช แม่ก็ฉลาดกว่าลูก เอ้อ สาธุ ลูกไปบวชแล้วบวชอยู่ในโบสถ์นั้น พอออกมาจากโบสถ์แล้ว คนไปบวชลูกยังไม่กลับ เขาเต็มอยู่นี้ ลูกจะมาสึกต่อหน้าคนมาก ๆ แม่ก็ไม่ว่าแหละ แล้วใครจะไปสึกได้ใช่ไหม แม่ก็รู้ แม่อยากเห็นผ้าเหลืองว่างั้นนะ ในเวลาลูกบวช แม่พอใจแล้ว ตกลงบวช แม่มัดแล้ว คือเปิดทางแล้วอยากสึกเมื่อไรก็ได้ ว่างั้น เอ้า บวชก็บวช นั่นละเรื่องราวมัน

ทีนี้เวลาบวช ออกจากนี้ไป มันไม่ลืมนะทุกกิทุกกี แม่มานั่งปั๊บนี้ว่า แม่จะบอกนะ แม่ก็บอกเหมือนพ่อละ ก็ยกขึ้นทุ่มลงอีกเหมือนกันนั่นแหละ เรื่องการงานอะไรแม่ไม่มีที่ต้องติลูก ขึ้นเหมือนกันนะ แม่ไว้ใจได้ทุกอย่าง แม่ยังอยากจะให้ลูกนี้เป็นผู้หญิงด้วยแม่จะได้เบาใจ ลูกผู้หญิงเหล่านั้นมันขี้เกียจ แต่เราไม่ได้บอกว่าขยันแหละ ยกในตัวว่างั้นเถอะ อย่างอื่นอย่างใดแม่ไม่มีที่ต้องติ แต่ที่แม่เป็นห่วงมากที่สุดนี้คือการนอนนะลูก คือการนอนนี้เหมือนตายเลยนะ ถ้าลงได้นอนแล้วเป็นตายเลย อันนี้ละแม่เป็นห่วงมาก

คือมีพี่ชายคนหนึ่ง พี่ชายได้สั่งแม่ไว้ก็ตามนะว่า ตื่นเช้าให้ปลุกแต่เช้า คือเขาจะมีธุระไปตอนเช้า เขาบอกให้แม่ปลุกเขาตอนเช้า แล้วบางทีแม่ได้ปลุกบางทีแม่ไม่ได้ปลุก เขาตื่นเขาไปแล้ว ๆ แต่เรานี่พอว่าวันพรุ่งนี้เช้าจะไปธุระแต่เช้า ให้แม่ปลุกหน่อย พอแม่รับทราบเท่านั้นตายเลย คำว่าตายเลยคือว่านอนใจแล้ว ถึงเวลาแม่ก็มาปลุกเอง ทีนี้ก็ปล่อยเลย หลับ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเวลาที่จะลุกโดยลำพังตนเองเลย แม่ต้องปลุกทุกครั้ง นี่ที่แม่เป็นห่วงมาก แม่เป็นห่วงอันนี้นะลูก แล้วไปนี้ไปบวชตอนจะขายหน้ามากนะ ว่าอีก ไปบวชแล้วนอนหลับครอก ๆ อยู่นั้นน่ะ หมู่เพื่อนไปบิณฑบาตกลับมาแล้วมาปลุกไปฉันจังหัน ว่าท่านบัวยังไม่ตื่น ไปปลุกมาฉันจังหัน โอ๊ย อย่าให้แม่ได้ยินนะลูก ว่างี้นะ เราไม่ลืม ถึงใจทั้งนั้นนะ แต่ไม่ตอบ เพราะจิตใจเรามันจริงทุกอย่าง นี่แม่สอน อ๋อ เราบกพร่องตรงนี้

แต่เราก็รู้ที่เราบกพร่องเพราะเรานอนใจต่างหาก คือทอดธุระต่างหาก ไม่ใช่ตั้งใจว่าจะนอนไม่ตื่นนะ นี่แม่บอกว่าจะปลุกแล้วเราก็นอนไปเลย ถึงเวลาแม่ก็มาปลุกเอง พอสะกิดนิ้วเท้าเท่านั้นแหละ ปลุกไม่ยาก เรานอนนี่ไปสะกิดนิ้วเท้าปั๊บ ๆ พึบลุกขึ้นไปเลย เป็นอย่างนั้น นั่นละแม่ปลุก ถ้าแม่ไม่ปลุกไม่ตื่น เป็นอย่างนั้นตลอด ไม่เคยคิดได้เลยว่าเวลาไหนที่เราตื่นเอง ไม่มี เพราะนอนใจ นี่ละที่แม่ห่วงใยมาก พอออกไปบวช พอออกไปแล้ว เอาละที่นี่ นั่นสอนเจ้าของ ทีนี้แม่ไม่ได้มาตามปลุกแล้วนะ เราต้องเป็นตัวของเราเต็มเหนี่ยวตั้งแต่บัดนี้ต่อไป

ตั้งแต่บัดนั้นละ ตั้งแต่วันเข้านาคเลย ตื่นนอนนี้ผึงเลย ดีดผึง ๆ เหมือนแม่เนื้อตื่นนายพราน ไม่ว่าเวลาไหน นอนนี่ตื่นดีดผึง ๆ เลย นี่ละฝึกเจ้าของ คือฝึกด้วยความจริงใจจริงจังทุกอย่าง จนกระทั่ง ๑๘ พรรษา ฟังซิน่ะ แบบเดียวกันนี้ตลอด เรานอนตื่นขึ้นมาแล้วเราจะกลับไปนอนอีกไม่มี เว้นแต่เวลาเจ็บป่วย เช่น ถ่ายท้อง อย่างนั้นยกให้เป็นกรณีพิเศษ จับกันไว้นะนั่น พอเสร็จนี้แล้วมันจะดีดตามเดิมของมันเลย ที่จะปล่อยเฉื่อยชาไม่มี การนอนเราฝึกเราตั้งแต่บัดนั้นจนถึง ๑๘ พรรษา แล้วมาฝึกใหม่ ฝึกใหม่ โอ้ย นานกว่าจะได้นะ พอรู้สึกนี้มันจะดีดขึ้นก่อนแล้ว ดีดก่อน ๆ แล้วพยายามไว้ให้มันอยู่ในความพอดิบพอดี

การที่เราตื่นนอนเราตื่นด้วยความตั้งอกตั้งใจในความพากความเพียร นั้นเป็นความถูกต้องแล้ว แต่ระยะนี้ก็เป็นระยะที่ควรจะผ่อนผันสั้นยาวกัน พรรษาได้ ๑๘ แล้วนะตื่นนอน พอรู้ตัวขึ้นมานี้ กำหนดดูทิศดูทาง ทิศเหนือ ทิศใต้อะไรเรียบร้อยแล้วค่อยลุกขึ้นมาเป็นธรรมดา ๆ ทีนี้จะไม่ให้ลุกแบบดีดผึง ๆ นี้ นานกว่าจะได้นะ เป็นอย่างนั้นละ เพราะมันชิน พอพับพึบเลยแหละ ไม่เคยนอนซ้ำอีก นี่ละการฝึกเจ้าของเราฝึกมาแบบนี้ เราจึงพูดได้เต็มปากของเรา ดูหมู่ดูเพื่อนนี่เหมือนซุงทั้งท่อน ๆ หลับตาดูเอานะ หลับตาดู ปิดหูฟังไปอย่างนั้นละ ที่จะให้ดูแบบเจ้าของสอนเจ้าของมานี้ดูไม่ได้ หมู่เพื่อนจะอยู่กับเราไม่ได้นะ

คิดดูตั้งแต่กุฏินั้นใครไปยุ่งได้ ทุกวันนี้ก็ไม่ให้ยุ่งนะ เราอยู่คนเดียวเรา ถ้าใครไปไปทำอะไรเก้ง ๆ ก้าง ๆ ให้เห็น เห็นตรงนั้นก็คือเห็นหัวใจของผู้ไปจัดไปทำ ว่าจิตใจมีความจดจ่อต่อเนื่องอะไร นี่โง่หรือฉลาด มันบอกอยู่ในสิ่งที่ทำนั้น เข้าใจไหมที่พูดนี่ ทำอะไรเรียบร้อยเป็นไปจากเจตนาอันใด สติปัญญาชนิดใดมาใช้ นั่นจับเอาตรงนั้นนะ ขึ้นไปดูอะไรที่หมู่เพื่อนวางอะไรนี้ มันจะอ่านหมู่เพื่อนตลอด ๆ มันเป็นในหลักธรรมชาติของมันเอง เพราะฉะนั้นในกุฏิเราจึงไม่มีใครไปยุ่งได้ ไปก็เพียงองค์เดียว แล้วไปไม่ใช่เวลาเราอยู่ด้วย เราอยู่ไปยุ่งไม่ได้ ปกติเป็นอย่างนั้นมาตลอด นี่เราปฏิบัติตัวของเราทำอย่างนั้น จริงจังทุกอย่าง

ถ้าพูดถึงเรื่องความเพียรเราไม่ได้ตำหนิเลยนะ เราพิจารณาย้อนหลังนี่ ความเพียรเราย่อหย่อนอ่อนข้อที่ตรงไหน ขี้เกียจขี้คร้านอ่อนแอที่ตรงไหน ไม่มี ฟังซิน่ะ มีแต่ขยะ ๆ คือความเพียรมันเกินเหตุเกินผล โอ้โห ขนาดนั้นมันก็ทำได้ ๆ คืออย่างทุกวันนี้มันทำไม่ได้ ตายเลยว่างั้นเถอะ วัยมันไม่เหมือนแต่ก่อน ความมุ่งมั่นก็ไม่มี แต่ก่อนความมุ่งมั่นนี้พุ่ง ๆ ตลอดเวลา ทีนี้เวลาความมุ่งมั่นมันไม่มีก็บอกไม่มีอย่างนี้ มันไม่มีจริง ๆ นี่ มุ่งเพื่ออะไร ๆ นี้มันก็ไม่มีทุกวันนี้ ก็บอกว่าไม่มี เมื่อความเพียรจะตั้ง ตั้งเพื่ออะไร ก็สิ่งที่เพื่อมันไม่มี มันก็อยู่อย่างนั้นแหละ

นี่พูดถึงเรื่องความพากเพียรของเราได้ปฏิบัติมา ปฏิบัติต่อตัวของเราเอง เราไม่ได้มาคุย เราจริงจังทุกอย่าง นี่ก็เข้ากันได้กับพ่อแม่ครูจารย์ที่ว่าไปเที่ยว ไปกี่องค์ ไปองค์เดียว เอ้อ ขึ้นเลย ท่านมหาไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งกับท่านนะ ก็เวลาขากลับมานี้มีแต่หนังห่อกระดูกจะว่าไง ท่านดูทุกครั้ง เป็นอย่างนั้นทุกครั้ง ลงมาจากภูเขามาหาท่านหนังห่อกระดูก คือเนื้อมันไม่มี มันผอมโซจะตาย เรียกว่าฟัดกันเต็มเหนี่ยวลงมา นั่นท่านก็รู้แล้ว ๆ อย่างนั้น เราปฏิบัติตัวของเรามาอย่างนั้น เรียกว่าไม่ได้หยุดได้หย่อนเลยในระยะ ๙ ปียังบอก ๙ ปีนี้ไปคนเดียว ๆ ตลอด ตั้งแต่ออกจากการศึกษาเล่าเรียนแล้ว ขึ้นเวทีแล้วขึ้นแบบนี้ตลอดไปเลย มันถึงหนักมากล่ะซิ

ใครยังไม่เคยฆ่ากิเลส งานใดก็ตามถ้ายังไม่เคยฟัดกับกิเลสแล้วอย่ามาคุยนะ ว่าอย่างนี้เลยเรา เพราะเรามันเคยต่อกันพอแล้ว จนกระทั่งถึงขั้นจะเป็นจะตายก็มี แต่สลบไม่เคยมี ก็บอกไม่เคยมี มันจะเลยสลบถึงขั้นตายมันก็ยอม ถ้าลงเวลามันเอานะ เท่านั้นละ อย่าว่าแต่สลบเลย เอ้า ตายก็ตาย ฟัดกันเลย แต่ก็ไม่ถึงสลบไม่ถึงตาย มันก็มีเงื่อนที่จะหลบจะหลีกฟัดฟันกันได้จนได้ ๆ มันก็ทำให้อันนั้นอ่อนลง ที่ว่าสละตาย มันก็อ่อนไปตามกำลังของกิเลสมันอ่อนลง เป็นอย่างนั้นนี่นะ นี่ละทำอย่างนี้

เพราะฉะนั้นเวลามันเป็นขึ้นมา จึงได้พูดสมเหตุสมผล ที่เราทำมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนขนาดที่เจ้าของกลัวความเพียรเจ้าของ ทีนี้เวลาความรู้ที่มันได้เกิดขึ้นภายในใจนี้มันก็อัศจรรย์เจ้าของเหมือนกันนี่นะ เราไม่เคยมีเคยเป็น ผางขึ้นมานี้มันจ้าไปหมดโลกธาตุนี่จะว่าไง เวลามันมืดก็กิเลสปิดมันไว้ห่อมันไว้อย่างนี้ มันไม่ให้มองเห็น ตามีอยู่แต่ปิดไว้นี้จะเห็นได้ยังไง..ตา มีสิ่งปิดมันอยู่ตาร้อยดวงมันก็ไม่เห็น ถ้าถูกปิดเสียทุกดวง ๆ มันไม่เห็น ทีนี้พอตาใดที่มันเปิดออกบ้างมันก็เห็น ๆ แย็บออกบ้างมันก็เห็น ถ้าปิดเสียหมดก็ไม่เห็น

นี่เวลากิเลสมันหนามันปิดอย่างนี้นะ เห็นประจักษ์ในหัวใจนี่ ใจดวงนี้ละเวลามันมืดมันมืดขนาดที่เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ไปนั่งน้ำตาร่วงอยู่บนภูเขาลืมเมื่อไร สด ๆ ร้อน ๆ นี่ละเคียดแค้นอย่างเต็มเหนี่ยวเลย จึงได้ยกมาพูดอีกว่า ความเคียดแค้นเพื่อฆ่ากิเลสนี้ เป็นความเคียดแค้นทางมรรคนะ เคียดแค้นมากเท่าไร มานะความอดความทน ความจะฟัดกันนี้มันยิ่งหนักขึ้น มันก็ได้เหตุได้ผลจากนั้นนี่นะ อ๋อ ความเคียดแค้นอันนี้เป็นมรรค ไม่ใช่ความเคียดแค้นอะไร ๆ แล้วเป็นกิเลสหมด ไม่ใช่นะ

ถ้าเคียดแค้นให้สัตว์ให้บุคคล ให้อะไรก็ตามนอกจากเคียดแค้นให้ตัวเองเพื่อฆ่ากิเลสไปแล้วนั้น เป็นความเคียดแค้นทางกิเลสทั้งนั้น แต่ความเคียดแค้นให้กิเลสที่มีอยู่ในใจของตน จะฆ่ามันให้ขาดสะบั้นลงไปนี้เป็นมรรค นั่นทางเดินเพื่อความพ้นทุกข์ ทีนี้เวลามันได้จังหวะมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ มันเคียดแค้นขนาดนั้น พอได้จังหวะแล้วทีนี้ก็ซัดกันใหญ่เลย เหมือนกับว่าเราขึ้นตะพองช้าง ถูกขอกระหน่ำลงไปมันร้อง โอ้ก ๆ ร้องก็ร้องเถอะ เวลามึงเอากูจนน้ำตาพัง เห็นไหมมันแก้กัน กูไม่ถอยละว่างั้น ซัดกันอย่างเต็มเหนี่ยวเลย ไม่งั้นก้นแตกได้เหรอ ฟังซิ ก้นแตกยังไม่ถอย

พ่อแม่ครูจารย์มากระตุกเอาไว้ ถ้าไม่กระตุกจะเอาอีกนะนั่น แต่เรามันจริงนะ ถ้าว่าลง-ลงจริง ๆ ถ้าไม่ลง-ไม่ลง พ่อแม่ครูจารย์ซัดทีไรหน้าผากแตกทุกที ยอม ๆ หมอบราบ ๆ เพราะฉะนั้นจึงว่านักต่อสู้ครูบาอาจารย์ไม่มีใครเกินเรา เราสืบถามหมดแล้วนะ บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นรุ่นใหญ่ ๆ ของท่าน เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนี้ มีองค์ไหนที่มันดื้อด้านเอานักหนาเหมือนเรามีไหม ไม่มี ใครก็บอกว่าไม่มี มีองค์เดียว นักต่อสู้ครูเข้าใจไหม แต่ต่อสู้ไม่ใช่สู้แบบทิฐิมานะนะ ต่อสู้ด้วยหาเหตุหาผล เข้าใจไหม ถ้ามันไม่ลงแล้วไม่ลง ซัดกันอยู่นั่นกับพ่อแม่ครูจารย์นี่เสียงลั่นเลยเทียว จนพระเณรแตกมาใต้ถุนกุฏิเต็มหมดเลยนะ

สองต่อสองนะฟัดกัน เป็นอย่างนั้นนะ คือมันไม่ลง เรียกว่าเราก็มีความจริงอันหนึ่งของเรา ความจริงที่ปลอม ๆ นั่นแหละ ไม่ใช่ความจริงจริง ๆ อะไรแหละ ของท่านจริงโดยแท้นี่นะ พออันนี้ออกสู้ปั๊บตีมานี้หงาย ยอมอันนี้ มันยังมีอีกแง่หนึ่ง แง่ไหนมีก็ซัดกันล่ะซี ซัดกัน สุดท้ายก็ โอ๋ย วัดหนองผือนี้เหมือนจะแตกนะ เสียงลั่น เวลาสงบเรื่องลงไปแล้วพระเณรนี้เต็มหมด เรียกว่ามาทั้งวัดว่างั้นเถอะ ฟังอยู่ใต้ถุน ลูกศิษย์กับครูต่อยกัน มันเป็นอย่างนั้นนะเรา ไม่เหมือนใคร

เคารพก็เคารพมาก ที่ต่อยกันกับหลวงปู่มั่นนั่นคือว่า เราหาเหตุหาผลเข้าใจไหม ไม่ได้เป็นละเรื่องทิฐิมานะว่าเราอวดรู้อวดฉลาดกับท่าน อย่างนั้นไม่มี เราไม่ลงใจตรงไหน ความไม่ลงใจมันเป็นอุปสรรคต่อเราใช่ไหม เอาอันนี้ออกถวายท่าน ท่านตีมาปั๊บนี้ลงท่าน ปั๊บนี้มันก็ขาดสะบั้นไปเลย หมอบ ๆ อย่างที่ว่านั่งตลอดรุ่ง ๆ พอขึ้นไปนั่งปั๊บขึ้นผางเลยนะเห็นไหมล่ะ กิเลสมันไม่อยู่ในกายหนา มันอยู่ในใจหนา กิเลสมันไม่อยู่กับกาย มันอยู่กับใจหนา ท่านก็ยกม้าขึ้นเลยอย่างว่าแหละ ใส่ม้าเปรี้ยง ๆ พอจบลงแล้ว แต่เรายังเสียดาย ทุกวันนี้ยังเสียดาย

พอพูดถึงม้าแล้ว ท่านไม่ย้อนกลับมา ไอ้หมาตัวนี้มันทรมานแบบไหน อยากให้ท่านว่าอย่างนั้นอีกที มันจะถึงใจเข้าใจไหม นี่เรื่องธรรม ไม่มีคำว่าหยาบว่าโลนนะ น้ำหนักเข้าใจไหม ถ้าว่าหมาตัวนี้มันฝึกยังไง เขาฝึกม้าเขาฝึกกันอย่างนี้ หมาตัวนี้มันฝึกกันยังไง อยากให้ท่านพูดอย่างนั้น แต่ท่านก็ไม่พูด ท่านพูดเรื่องม้าเท่านั้นท่านก็ผ่านไป เราจับได้แล้ว ก็เราเรียนมาแล้วในบาลีมี เขาฝึกทรมานม้าแบบไหน ๆ แสดงไว้นายสารถีฝึกม้า เราก็เรียนมาแล้ว พอท่านพูดท่านก็ผ่านไปเลย เพราะท่านก็เข้าใจว่าเราเรียนมาแล้ว

ลงเลยนะ ตั้งแต่บัดนั้นมาเราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่ง ไม่เคย ถ้าหากว่าท่านไม่กระตุกเรานี้จะเอาอีกนะ ไม่ได้ถอย พอท่านใส่เปรี้ยงทีเดียวมันก็หยุดเลย ถ้าลงก็ลงอย่างนั้น พูดถึงสมาธิท่านลากออกก็สู้ท่านเต็มเหนี่ยว ครั้นเวลาทางด้านปัญญาออกออกอย่างผาดโผน ท่านก็รั้งเอาไว้ อันนี้ไม่ค่อยสู้นัก เห็นจะถูกอย่างท่านว่าแหละ แต่ว่าความเพียรอัตโนมัตินี้มันไม่ได้ถอยนะ หมุนติ้ว ๆ ทั้งวันทั้งคืน มันไปจนสุดเหวี่ยงมันจะเป็นจะตายจริง ๆ ก็ย้อนกลับเข้ามาสมาธิ ก็ถูกอย่างท่านว่านี่ มันก็เป็นอย่างนั้น

พูดถึงเรื่องความเพียร เรามันเป็นนิสัยผาดโผน แต่ผาดโผนด้วยความหาเหตุหาผล ไม่ใช่ผาดโผนแบบทิฐิมานะไม่ยอมลงใครเลย อย่างนั้นเราไม่มี โผนขนาดไหนก็โผนหาเหตุหาผล อย่างกับพ่อแม่ครูจารย์ ทุกครั้งหน้าผากแตกทุกที เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วมันจะไม่กราบท่านอย่างราบได้ยังไง ตรงไหนที่จุดสำคัญ ๆ เป็นจุดอันตรายทั้งนั้นท่านลากออกตรงนั้น ๆ เราจับได้หมด เพราะฉะนั้นมันถึงหมอบราบ ๆ กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ถ้าพูดถึงเรื่องความเพียรเป็นอย่างนี้ละ พี่น้องทั้งหลายฟังเอา

การแนะนำสั่งสอนก็สั่งสอน ถอดออกมาจากหัวใจที่เป็นผลจากการปฏิบัติเอาเป็นเอาตายเข้าสู้นะ นั่นละผลแห่งการปฏิบัติเด็ดขนาดไหน ผลเวลาได้มาสมค่าสมราคากันทุกอย่าง จึงไม่อยากให้อ่อนแอ ถึงเวลาจะดัดจะเด็ดเจ้าของควรจะดัดบ้างคนเรา ถ้าอยากให้ดีก็ต้องดัดบ้าง ปล่อยไปตามบุญตามกรรมโกโรโกโส มีแต่กิเลสลากทั้งนั้น ไม่ใช่ธรรมลาก ถ้าธรรมลากต้องสู้กัน ๆ อย่างนั้นถึงเป็นไปได้ ไม่งั้นไม่ได้นะ นี่ได้ซัดกันเต็มเหนี่ยวละการปฏิบัติมานี่ แล้วผลก็เป็นที่พอใจอีกด้วยนะ นี่ละถึงว่าเด็ด เวลารู้มันก็รู้แบบนั้นเหมือนกัน ไม่ได้แบบอ่อน ๆ แอ ๆ ลูบ ๆ คลำ ๆ รู้ตรงไหน อ๋อ ๆ เลยทันที ผาง ๆ เลย

เริ่มต้นมาตั้งแต่ได้เริ่มออกบวช พ่อน้ำตาร่วง ออกมาก็ ทีนี้คงไปคิดละแม่ เวลาออกไปบวชแล้วจะเป็นยังไง คอยฟังข่าวว่าจะได้ปลุกมากินข้าวไหม สุดท้ายก็เอาอีกละ โยมเขาไปทำงานอยู่ที่นั่น เราอยู่กุฏิ ๒ ชั้น เขาไปทำงานนอนอยู่ข้างหน้า เขาก็ไม่ทราบว่าเรานอนเมื่อไร จะไปคลุกคลีตีโมงกับใครไม่เคยเห็นเลย เงียบ ๆ มีแต่ดูหนังสือ ดูตลอด จนกระทั่งเขาไปฟ้องท่านพระครูว่า กลัวท่านบัวจะเป็นบ้า ไม่ทราบท่านนอนเวลาไหน เวลาไหนมีตั้งแต่ดูหนังสือตลอดเวลา กลัวท่านเป็นบ้า ท่านก็ใส่เปรี้ยง เหอ ท่านบัวหนุนมะพร้าวหรือหนุนหมอนท่านว่า หนุนหมอน กูหนุนมะพร้าวนี่นะ กูไปเรียนสน(สนธิ) เรียนมูล(มูลกัจจายน์) ที่เมืองอุบลกูหนุนมะพร้าว พอมะพร้าวกลิ้งปั๊บตื่น กูพุ่งเลย เรียนหนังสือว่างั้น นี่คุณบัวหนุนหมอนอย่าไปเตือนเธอนะ เดี๋ยวเธอจะอ่อนกำลังปวกเปียกไปแล้วท่านบอก ท่านพระครูเองก็ไม่เคยพูด แต่มีผู้มาพูดให้ฟัง อย่างนั้นละ

ทีนี้การนอน เอา เอาแบบไหน ตีสามตีสี่นอนพอสว่างไปทำวัตรเช้านี่นะ พอสว่างทำวัตรเช้าก่อนแล้ว พอไปทำวัตรกลับมาแล้วก็ออกบิณฑบาต แต่ก่อนนะ นี่ตี ๔ นอน บางทีตี ๕ กว่า เดือนมิถุนาพอตี ๕ แล้วมันสว่างใช่ไหม นั่นละดูซิระยะที่นอน ตี ๔ นอนพับ กะตื่นให้ทันทำวัตรเช้า เพราะการทำวัตรเช้านี้เด็ดขาดเหมือนกันนะ จึงได้ไปกราบเรียนขอท่านพระครูเอาไว้ เวลาเรามีธุระจำเป็นจะไปไหนมาไหน เช่น ถูกนิมนต์ไปที่นั่นที่นี่มา ทำวัตรเย็นนี้ขอให้รอเราเสียก่อน เรากลับมาแล้วค่อยให้ท่านทำวัตร คือเราไม่ให้ขาด ทำวัตรเช้าไม่ให้ขาด ทำวัตรเย็นไม่ให้ขาด นอกจากนั้นยังทำวัตรโดยลำพังเจ้าของเอง

เด็ดขาดก็คือว่า ทำวัตรเช้า วัตรเย็น จะไม่ให้ขาดใน ๓ เดือนคือเข้าพรรษา เราพูดถึงตอนเข้าพรรษานะ เราตั้งสัจอธิษฐานไว้ว่า เข้าพรรษานี้เราจะทำวัตรเช้าวัตรเย็นร่วมหมู่เพื่อนทุกเช้าทุกเย็นไม่ให้ขาดเลย เพราะฉะนั้นอันนี้มันถึงเด็ดล่ะซี ไปขอท่านพระครู เวลามีธุระจำเป็นท่านก็รอเหมือนกันนะ พอเรายังไม่มาท่านก็ยังไม่ทำวัตร ทำวัตรรวมกัน นี่เด็ดอย่างนั้นละ เวลาทำนะมันเด็ด

เวลาเรียนหนังสือมันก็เด็ดของมันแบบเรียน เวลาออกปฏิบัตินี้เอาละนะที่นี่ นี้ยิ่งเก่งมากนะ เรียนก็สมองทื่อหมดเลย มันไม่ยอมจำ แต่ใจมันบึกบึนมันจะเอา เอาอะไรมันไม่จำ สมองทื่อหมดแล้วจำอะไรไม่ได้พักเสียก่อน สรุปลงไปแล้วทีนี้ออกปฏิบัติ ทีนี้ก็ว่าการเรียนนี้เก่งนะว่าหนักมาก พอออกปฏิบัติ โอ๋ย ขี้ปะติ๋ว นั่นเห็นไหมล่ะ มันฟัดกันหนักขนาดนั้นแล้วผลก็ได้เป็นที่พอใจๆ ตลอดมาๆ จนกระทั่งถึงจ้าเลยอย่างที่ว่านี่

เราพูดอย่างนี้เราพูดให้ถังขยะฟังทั่วสามแดนโลกธาตุ เราพูดว่าถังขยะได้เต็มปากของเรา เพราะธรรมประเภทนั้นไม่ใช่ถังขยะ เลิศเลอเหนือกันขนาดไหน ถึงต้องเอามาพูดว่าโลกธาตุนี้คือถังขยะได้เต็มปากวะ ฟังซิ ขอให้ใครเจอเข้าไปก็แล้วกันธรรมชาติอันนี้ พระพุทธเจ้าจนได้ท้อพระทัยก็เพราะเหตุนี้เอง

พระองค์เคยคิดไว้เมื่อไรว่าจะท้อพระทัย ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเสียด้วยซ้ำนะ เพราะเป็นพระพุทธเจ้าก็เพื่อสอนโลก แต่พอเป็นพระพุทธเจ้าควรแก่การสอนโลกแล้ว ทำไมจึงท้อพระทัย มันก็มีแต่ถังขยะ มีแต่มูตรแต่คูถ เต็มโลกเต็มสงสารนั่นซิ ที่อุตส่าห์พยายามสอน มีท้าวมหาพรหมมาอาราธนานี้ก็เพราะว่า ถึงจะเป็นมูตรเป็นคูถก็ตาม แต่ก็มีส่วนดีๆ ถ้าพูดถึงแร่ธาตุต่างๆ มันก็มีแร่ธาตุที่เป็นสารประโยชน์สำคัญๆ แทรกๆ อยู่ในกองมูตรกองคูถ เพราะฉะนั้นจึงต้องพยายามคุ้ยเขี่ยขุดค้น

ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ทนเอา นี่คุ้ยเขี่ยขุดค้นกับของสกปรก มันจะติดไม้ติดมือติดจมูกบ้างก็ทนเอา ดมก็ทนเหม็นไป นี้เราพูดจริงๆ นะเราสอนโลกเราสอนแบบนั้นนะ ทนเอา ใครจะว่าอะไรอันนั้นไม่มีปัญหาละ ใครจะมาโจมตีว่ายังไงก็ตาม อันนี้มันก็ถังขยะ ก็จะไปกล้าไปกลัวตั้งหมัดตั้งมวยใส่มันยังไง ว่ากล้ากับมัน แล้วไปกลัวมันเผ่นเข้าป่า กลัวถังขยะได้ยังไง ความไม่กล้าไม่กลัวคือธรรม มันเหนือหมดแล้ว นี่พูดถึงเรื่องการสอนโลก พระพุทธเจ้าท้อพระทัย มันขึ้นที่หัวใจเหมือนกัน โห จะสอนได้ยังไงถึงขนาดนี้แล้ว ๆ มันก็วิ่งถึงกันนะ คือมันไม่ได้เหมือนอย่างที่เราคาดไว้เลย มันผิดเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เลยโลกสมมุติไปหมด แล้วก็ดึงมาสู่โลกสมมุติสกปรกนี้ มันจะไม่สะอิดสะเอียนได้ยังไงคนเรา

ก็ต้องทนเอา เพราะสิ่งที่ดีที่มีคุณค่ายังแฝงอยู่ในมูตรในคูถ ไม่ใช่เป็นมูตรเป็นคูถอย่างเดียวพอที่จะปล่อยเลยทีเดียวได้นี่นะ สิ่งที่เป็นสารประโยชน์ยังแทรกอยู่นี้ ก็ต้องคุ้ยเขี่ยหาเอาสาระอันนั้น ๆ นั่น หมายถึงว่าคนผู้มีจิตใจเป็นศีลเป็นธรรม เป็นบุญเป็นกุศล และมีอุปนิสัยปัจจัยที่จะถึงมรรคผลนิพพาน ยังมีอยู่มากในกองมูตรกองคูถนี้ ความหมายว่างั้น เข้าใจไหมล่ะ ท่านคุ้ยเขี่ยขุดค้นพยายามก็เพราะมันมีส่วนดีอยู่ ถ้ามีแต่กองมูตรกองคูถสนใจกับมันหาอะไร นี่ที่พระพุทธเจ้าลำบากลำบนก็อย่างนี้

มันวิ่งถึงกันหมดนะ พอมันลงน้ำมหาสมุทรอันเดียวกันแล้วมันถึงกันหมดเลย ธรรมธาตุอันเดียวเท่านั้นกระจายถึงกันหมด ไม่ต้องไปถามกัน รู้ปั๊บแบบเดียวกันหมด ถามกันหาอะไร สนฺทิฏฺฐิโก เต็มหัวใจแล้วถามหาอะไร นั่น มันเป็นอย่างงั้นนะ เราถึงได้สอนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไอ้เรื่องใครที่จะมาตำหนิติเตียนยังไงหรือมาชมสรรเสริญ เราไม่ได้สนใจเลยนะ เพราะอันนี้เป็นวิสัยของโลก เขาไม่มีอะไรใช้เขาก็ต้องเอาอันนี้ออกใช้ อยู่ในถังขยะก็เห่า เมื่อออกถังขยะไม่ได้ เห่าแล้วจึงค่อยคืนไปหาถังขยะที่เดิม นอนอยู่ในนั้นกินในถังขยะนั้นก็ได้ไม่เป็นไร เวลาอยากเห่าก็เห่าบ้าง เข้าใจไหม อันนี้เขาจะเห่าว่าอีตาบัวเป็นอย่างนั้น อีตาบัวเป็นอย่างนี้ก็ช่างหัวมันซี ปากเขาต่างหาก ปากถังขยะต่างหาก ไม่ใช่ปากธรรมนี่วะ

ปากธรรมเป็นยังไง เฉยเลย เหมือนหมาปล่อยหำ เข้าใจไหม ปากธรรมต้องเป็นอย่างนั้น เฉยเลย ถ้าจะเอาอันนี้เป็นอารมณ์ เทศน์ไม่ได้สอนไม่ได้ เข้าใจไหมล่ะ มันเป็นคนละวิสัย ต้องเอาวิสัยธรรมออก เพราะฉะนั้นการเทศนาว่าการ กิเลสมันสงวนตัวของมัน ไม่มีอะไรที่จะสกปรกยิ่งกว่ากิเลสในสามแดนโลกธาตุนี้ แล้วไม่มีอะไรที่จะอัศจรรย์สะอาดเลยสะอาดอัศจรรย์เหมือนธรรม นั่น ทีนี้เมื่อความสะอาดกับความสกปรกดูกันมันดูได้ยังไง ฟังซิ มันห่างกันไกลขนาดไหน

แล้วเวลาเทศน์เราจะเอาเรื่องสกปรกมาเป็นอุปสรรคต่อการแสดงธรรม การชะการล้างสัตวโลกนี้เอามาไม่ได้นะ น้ำต้องเป็นน้ำสาดลงไป สาดลงไป ผู้ใดที่ควรแก่การชะล้างก็ให้ได้รับผลประโยชน์ ผู้ใดไม่ควรมันกลายเป็นถังขยะ กลาย(เลยไป)ถังขยะไปอีกแล้ว กลาย(เลยไป)จากถังขยะลงต่ำกว่านั้นก็ช่างมัน ปล่อยไปเลย

การเทศนาว่าการเราจึงไม่ได้คำนึงว่า เทศน์หยาบเทศน์โลน เทศน์ดุเทศน์ด่าเทศน์อะไร มีอรรถธรรมหนักเบาต่างกันๆๆ ไปเท่านั้นแหละ ควรหนักออกหนัก ควรเบาออกเบา ว่าสกปรกกิเลสมันปิดป้องตัวของมันเอง คือตัวของกิเลสตัวสกปรกที่สุด เอายกตัวอย่างเช่น ร่างกายของเรามีอะไรสะอาด เอ้า ว่าซิ ร่างกายของคนทั้งคนนี้มีอะไรสะอาด มันเต็มไปด้วยมูตรด้วยคูถ สกปรกโสมมเต็มตัว แล้วก็เอาสิ่งปกปิดกำบังเข้ามาเป็นเสื้อเป็นผ้ากางเกงอะไรก็แล้วแต่ มานุ่งมาห่มมาปิดของสกปรกเอาไว้ พอให้ดูกันได้ เข้าใจไหมล่ะ

แต่กิเลสมันไม่เอาเท่านี้นะ กิเลสมันต้องหาเรื่องมาเสริม ตกแต่งให้สวยให้งามประดับประดา โอ๋ย หยดย้อย ทองคำไม่ทราบว่ากี่คลังหลวง เอามาประดับคอประดับแขนประดับมือหมด เพื่อให้สวยงาม ปกปิดของสกปรกข้างในเอาไว้เข้าใจไหม ทีนี้กิเลสมันออกมาหลอกนี้เราก็ตื่นล่ะซิ โอ๊ย คนนี้เขาสวยงาม เขาแต่งเนื้อแต่งตัวหรูหราฟู่ฟ่า บางคนอย่างสมัยปัจจุบันนี้เขาแต่งเนื้อแต่งตัว เช่น ผู้หญิงนุ่งกางเกงรัดจนมองเห็นริมอ่อนริมแก่ของมัน นี่ละกิเลสมันฟิตของมัน เข้าใจไหม ให้มีความกระหยิ่มยิ้มย่องต่อของสกปรกนี่ เห็นไหมกิเลสมันมาหลอกลวงเอาไว้

ธรรมะจ้าเข้าไปหมดเห็นหมด ไม่จ้าพูดได้เหรอ นี่หลักธรรมชาติจริง ๆ มันมาหุ้มห่อของสกปรกไว้พอให้ดูกันได้ แต่มันประดับเข้าอีก ให้เพลินกับที่มาประดับตกแต่งไว้ ไม่ให้ดูข้างในสกปรก ให้ดูแต่ข้างนอก เห็น โอ๊ย คนนี้สวย คนนั้นงามนะ แต่งเนื้อแต่งตัวหยดย้อย ถ้าเป็นผู้หญิงนุ่งกางเกงเหมือนจิ้งโกะ มองดูเห็นทั้งริมอ่อนริมแก่ พูดง่าย ๆ รวมแล้วเรียกว่าเห็นหมดหีมัน นี่มันสกปรกขนาดไหน นี้เอาธรรมจับเข้าไปอย่างนี้ซิ สกปรกที่ไหน นี่ตัวมันสกปรกอยู่ในนั้น พูดถึงเรื่องสกปรกทำไมพูดไม่ได้ ตัวมันสกปรกทำไมมันเป็นได้เต็มตัวของมัน ไม่อายใครเลย การพูดถึงเรื่องของมันเพื่อชะล้างเพื่อให้รู้เนื้อรู้ตัว ทำไมจะพูดไม่ได้ธรรมแท้ ๆ เข้าใจหรือเปล่าล่ะ

นี่ละเปิดให้ฟังอย่างนี้แหละ เราจวนจะตายแล้วนะ กิเลสมันเก่งขนาดนั้น มันแฝงขึ้นมา ๆ ทันที จากนี้แล้วก็เอา ที่หลับที่นอนหมอนมุ้งอะไร ๆ ให้หรูหราฟู่ฟ่าสวยไปตาม ๆ กันหมด กิเลสออกประดับ ๆ มันปิดความสกปรกนี้ไว้ เพื่อไม่ให้ใครมองเห็นนี้ให้เป็นบ้ากับมันไปข้างนอก เข้าใจหรือเปล่า แต่ธรรมไม่เป็น จ้อเข้าไปเลย ๆ จริงอยู่ตรงไหนใส่ตรงนั้น ๆ พากันเข้าใจนะ พูดไปพูดมาเลยเหนื่อยวันนี้ ๆ ไปใหญ่แล้วแหละ ไปใหญ่หรือไปน้อยวันนี้ เอาละ เอาแค่นี้พอ

เราไม่ได้พูดผู้ชาย ผู้ชายระวังให้ดีนะ วันนี้เราพูดไปทางฝ่ายผู้หญิงก่อน เพราะหมดเวลาหมดกำลังแล้ววันนี้ แต่ผู้ชายอย่านอนใจ ระวังอย่าภูมิใจนะ วันนี้ท่านเขกผู้หญิงจะว่าอย่างนั้น ให้ระวังให้ดีผู้ชายก็ดี ธรรมะไม่ได้มีเอียงมีแองไปไหน ธรรมะจะไม่เอียงเลย พอไปข้างหน้าปึ๋ง พอศอกงัดข้างหลังก็งัดเลย จึงเตือนผู้ชายให้ระวังให้ดีนะ วันใดวันหนึ่งมันจะออกแน่ ๆ ให้พร

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก