เห็นธรรมไม่มีความหมายแล้วจะจม
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๓

เห็นธรรมไม่มีความหมายแล้วจะจม

เมื่อเช้านี้เขามีเรื่องมาเล่าให้ฟัง ข้อเท็จจริงอะไรเราก็เล่าตามข้อเท็จจริงนั้นแหละว่า เขาไปขอคาถากับหลวงพ่อคูณว่างั้น เอ้อ หลวงพ่อคูณกับหลวงพ่อบัวมันเข้ากันได้มันพวกขลังด้วยกัน ขลังนั่นท่านก็ไม่ได้บอกว่าท่านขลังนะ เป็นเรื่องของประชาชนเขาพูดเหมือนกัน เราก็นำเรื่องประชาชนมาพูดว่าขลังเฉย ๆ ท่านไม่ได้บอกว่าท่านขลังอะไรไม่ได้ขลังอะไรแหละ ทีนี้เขาก็ไปขอคาถาจากท่าน ได้คาถาแล้วเขาก็ขับรถบึ่งใหญ่เลย เราก็ไม่ทราบว่าคาถานั้นจะคุ้มครองแบบไหน ๆ เราก็ไม่รู้นะ คาถาที่หลวงพ่อคูณมอบให้คนที่เขามาขอไป ไป พอได้คาถาจากหลวงพ่อคูณแล้วขับรถบึ่งใหญ่เลย เราไม่ได้ถามดูว่าเวลาเขาจะขับรถนั้นเขาติดเครื่องหรือเปล่า หรือเขาเหยียบคันเร่งไปเลยก็ไม่รู้

ทีนี้รถพาลงคลองไปนู่น กลับมาก็มาต่อว่าท่านซิ หลวงพ่อว่าให้คาถาไปแล้วขับรถปลอดภัย ทำไมถึงพาคนขับรถลงคลอง ผู้เฒ่าก็ถามว่า สูขับเท่าไร สูเหยียบคันเร่งเท่าไร สูงต่ำขนาดไหน ภาษาเราก็ว่าอย่างนั้นแหละนะ เขาบอกว่า ๑๔๐ โอ้โฮ้ กูตาย คาถากูโดดลงตั้งแต่รถมันวิ่งถึง ๙๐ กูโดดลงแล้ว ใครจะไปคุ้มครองหัวสู สูจะลงทะเลก็เป็นเรื่องของสูเอง กูโดดลงตั้งแต่รถวิ่งถึงแค่ ๙๐ กูโดดลงแล้ว สูจะลงคลองไหนทะเลไหนก็เป็นเรื่องของสูเอง กูเอาตัวรอดก็เป็นพอ เอ๊อ เข้าท่าดีนะเราถึงมาพูด

ทีนี้คาถาของเราเมื่อเช้านี้ฉันจังหัน เราก็ไม่ทราบว่าเราได้ติดเครื่องไม่ติดเครื่อง เหยียบคันเร่งไม่เหยียบคันเร่ง เห็นแต่รถเราบึ่งใหญ่ ฉันจังหันแล้วหมู่เพื่อนหนีไปหมด จนกระทั่งญาติโยมเขามานั่งคอยรอเราฉันจังหันเสร็จแล้ว มีอะไรก็จะพูดให้ฟังกันตอนนั้น เขาก็จ้องกันอยู่ตลอดเวลา รถเราก็บึ่งดูเหมือนจะ ๑๖๐ หรือไงมันวิ่งเมื่อเช้านี้นะ มันเลยทะเลแหละ รถเราเก่งกว่าคาถาหลวงพ่อคูณอีก เหยียบคันเร่งใหญ่เลย ฉันไม่รู้จักหยุดเมื่อเช้านี้น่ะ โถ คาถาหลวงตาบัวมันขลังเกินไปแล้ว มันจะเอาให้ท้องระเบิดจนได้ เมื่อเช้านี้ฉันจังหันก็ได้มากอยู่นะ ยาที่ว่านั้นคงเข้ากันได้แล้ว ยาจ่าเดชหรือว่าไง(ครับ) นั่นละได้ยามาในราวสักสี่ห้าวัน เขาบอกว่ายานี้ฉันได้นอนหลับ

การฉันได้การนอนหลับนี้เราก็เคยฉันได้นอนหลับมานานแล้ว มันหลับจนขี้เกียจตื่น ถ้าเป็นภาวนานี้พวกนี้เอาไม้ไสมันก็ยังจับหมอนคว้าหมอนไปด้วยนะ เราก็เคยมาแล้ว ทีนี้เวลามาฉันนี้เห็นผลนะ คือฉันจังหันมันก็ธรรมดาของมัน แต่สำคัญการนอนนะ นอนหลับดีอยู่ ได้ผลอยู่ ยานี้ที่เด่นก็คือได้ผลทางการนอน เป็นหลับเป็นตื่นพอประมาณนะ ธรรมดามันหลับยิบ ๆ แย็บ ๆ เท่านั้นไม่หลับมาก ทีนี้ตั้งแต่ฉันยามาแล้วนี้หลับรู้สึกว่าผิดปกติอยู่ นี่เราก็จะต้องได้เตรียมเหยียบเบรกเอาไว้ เดี๋ยวมันจะหลับไปเลย จะเลย ๑๖๐ ไปอีกนะ ฉันจังหันก็ ๑๖๐ แล้ว เวลานอนจะฟาดเข้า ๒๐๐ ก็ตายเลยหลวงตาบัว คาถาหลวงตาบัวมีแต่เรื่องวิจิตรพิสดาร นอนหลับมันจะหลับไปเลยก็ไม่รู้

ยานี้เห็นพระท่านผสมไว้เล็ก ๆ นิดหน่อย ประมาณสักกลืนเต็ม ๆ เท่านั้นเราฉันดู ก็เห็นผล ฉันจังหันได้พอประมาณอยู่ ดีอยู่ แต่มันจะไปแค่ไหน ก็อย่างว่าแหละ เราก็พูดตามระยะที่มันดี มันเปลี่ยนแปลงของมันไปอย่างนั้นโลกอนิจจัง ความเที่ยงตรงถาวรของมันมีที่ไหน ธรรมต้องจับตลอดครอบมันไว้หมด ไม่ตื่น ฉันได้ไม่ได้ไม่ตื่น มันเป็นยังไงก็ว่าตามเรื่องมัน ตามเรื่อง ๆ ไม่ติดไม่ยุ่งมัน เราก็ไม่เป็นทุกข์ จะว่าฉันได้แล้วก็ดีใจ พอฉันไม่ได้ เอ๊ ทำไมเป็นอย่างนี้ นั่นเป็นบ้าแล้วนะ ได้หรือไม่ได้ก็อยู่กับเรา

เมื่อวานนี้ท่านสมบูรณ์ก็มานวดเส้น โถ นวดเมื่อวานพิลึกเหมือนกันนะ พิลึกไปคนละทาง ๆ ของแต่ละครั้ง ๆ นะ วันหนึ่งเจ็บไปแบบหนึ่ง ๆ ไม่ซ้ำกัน คือเส้นนี้มันสำคัญมาก กระดูกแตกเสียก่อน จากนั้นมาก็มีอะไรในนี้ ถ้าหากไม่ใช่ท่านสมบูรณ์นี้เราต้องเป็นอัมพาตแน่นอน แต่นี้มันถึงกัน ว่ามันเป็นด้วยเส้นแล้วก็ปล่อยเลย ฟาดเสียจน โถ เหมือนแขนจะขาดไปเลย แต่เมื่อวานนี้มันก็พิลึก พอเริ่มติดเครื่องนี้คันเร่งขึ้น ๑๒๐ แล้ว เมื่อวานนี้นวด ซัดกันเสียจน โถ เร่งใหญ่เลย ๕๕ นาที มีแต่คลุกวงในทั้งนั้น ๕๕ นาทีนี่ พิลึกจริง ๆ นะเจ็บเมื่อวานนี้ เจ็บผิดปกติ คือท่านคุ้ยเขี่ยเอาที่จุดสำคัญ ๆ เพราะฉะนั้นมันถึงเจ็บเอามากเมื่อวานนี้ ท่านเอาใหญ่เลย เราก็เฉยเลยเทียว

พอเสร็จไปแล้วก็ถาม วันนี้รู้สึกว่าพิสดารผิดปกติอยู่มาก เป็นยังไงขนาดนี้ ถ้าเป็นท่านเพ็งเป็นยังไง โอ๊ย สลบไปนานแล้ว ท่านสมบูรณ์พูดเมื่อวานนี้ แล้วถ้าเป็นท่านเพ็งเป็นยังไง โอ๊ย สลบไปนานแล้ว คือมันเต็มเหนี่ยวเมื่อวานนี้ เบานะ อย่างนั้นแหละ คือเจ็บขนาดไหนมันเจ็บเพื่อจะหาย เพราะฉะนั้นเราถึงปล่อยให้นวดเต็มเหนี่ยวเลย แล้วเบาเมื่อคืนนี้ ค่อยเบาไปเรื่อย ๆ สำคัญอยู่ในจุดนี้ เพราะฉะนั้นมันถึงหนักมาก นวดธรรมดานี้ไม่ได้ ท่านสมบูรณ์ก็บอกไม่ได้ไม่มี อย่างหลวงปู่นี้ไม่มี ไม่เคยมี อันนี้แบบปล่อยเลย

นี่จะหายได้นะ เราแน่ใจว่าจะหายได้เพราะถึงเส้นมันเลย มันเจ็บมันปวดขนาดไหน คุ้ยเขี่ยดึงออกมาจนได้แหละ แล้วค่อยเบาไป ๆ เจ็บมาก ธรรมดาไม่มีใครทนได้อย่างว่า เราก็ยอมรับนะที่ว่าไม่มีใครทนได้ ทำไมเราทนได้ ก็เรานี่นะ แน่ะ แก้กันปั๊บเดียว ไม่ใช่เขานี่นะ ก็อย่างนั้นแหละ เรื่องอริยสัจพิจารณาให้ถึงกันแล้วก็อย่างนั้นแหละ เรียกว่าอริยสัจ

พูดอย่างนี้พูดให้ใครฟังไม่ได้นะ คือไม่มีใครจะเป็นอย่างนี้ รู้ได้อย่างนี้ พิจารณาอย่างนี้ ต่อเหตุการณ์คือการนวดเส้นอย่างนี้เป็นต้น ใส่ลงไปปั๊บก็ร้องโก้กเลยแหละ เอาเสือมาสู้เลย ร้องโก้ก ๆ เลย นี่ไม่ร้อง ปล่อย ดีไม่ดียังบอกด้วยซ้ำพอลงถึงจุดสำคัญ คือธรรมดาของหมอนวด เอ้อ จุดนั้นแหละ พอว่างั้นเขาก็จะเน้น ไม่ว่าหมอเส้นคนใดก็ตาม ถ้าว่า เอ้อ ตรงนั้นแหละ มันขนาบใหญ่เลยนะ แต่ท่านสมบูรณ์ท่านไม่ทำอย่างนั้น คือเวลาไปถึงจุดสำคัญ ๆ ถูกจุดสำคัญคือจะต้องเจ็บมากและขัดอยู่ตรงนั้นมาก ผิดอยู่ตรงนั้นมาก จะแก้มันตรงนั้น

พอเราบอกว่า เอ้อ ตรงนั้น ๆ อู๊ย ถ้าแรงกว่านี้จะอักเสบ ท่านว่า ท่านไม่ไปตามเรานี่นะ คือถ้าว่าเอาตรงนั้นแหละ ธรรมดาต้องเน้นลงให้หนักเต็มเหนี่ยวเลย คือที่เราบอกก็บอกเพื่อให้ท่านเน้นลงไปนั่นเอง เอาลงไป พอถึงจุดมันแล้ว เอ้อ ตรงนั้น ๆ ท่านก็ตอบมาว่า ถ้าเลยนี้ไปมันจะอักเสบ ถ้างั้นก็แล้วแต่ท่าน เราก็มอบให้เลย อย่างนั้นละ เจ็บขนาดไหนฟังซิน่ะ แล้วก็หายไปเป็นลำดับลำดานะ เราค่อนข้างแน่ใจว่าจะไม่เป็นอัมพาต เพราะเบาเป็นลำดับลำดาไป แขนที่เกิดอุบัติเหตุน่ะ ที่รถไป..

อันนี้ก็เป็นกรรมอันหนึ่งเหมือนกันนะอีตาคนนี้ก็ดี เราจะตำหนิแกเราก็ตำหนิไม่ลง เราก็พิจารณาของเราอีกแง่หนึ่งเหมือนกัน รถเขาก็ขับดีตลอด ทางก็ดี รถก็ขับดีอยู่ เราก็นอนอยู่ในรถ แล้วไป อีตาคนนี้แกขับรถมอเตอร์ไซค์มาเก้งก้าง ๆ ทางของเราก็เป็นทางโล่ง ๆ ทางโน้นก็โล่ง ๆ ไม่มีรถที่ไหนจะผ่านมาพอจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นมา แต่ก็เกิดขึ้นมาจนได้ นี่ซิมันน่าคิดนะ รถของเราก็วิ่งไป อยู่ ๆ ก็เก้งก้าง ๆ เข้ามานี้เลย ตัดเข้ามานี้ มันก็หลบไม่ทันซิ ถ้าหากว่าจะไปตามนี้ ถึงเป็นแนวที่ถูกของเราก็ตาม ก็เขาผิดร้อยประตูแล้ว มานี้รถชนปั๋งนี้แหลกเลยนะ ไม่ใช่ตายธรรมดา ตายแบบแหลกเลย เขาก็หลีก หลีกให้พ้นมันก็แฉลบลงไป อีตาเก้งก้างก็พ้นภัยไป

นี่มันน่าคิดอยู่ รถลงไปโน้น โหย เรานี้ตกลงเป็นระยะ ๆ ก็เราไม่ได้เผลออะไรนี่ ดูเหตุการณ์ตลอดถึงที่สุดของมันเลย เรานอนอยู่นั้นมันตกลงตูม ๆ เราก็สังเกตดูเรื่อยไป มาสรุปเอาเลย สมมุติว่าคนคนนี้ตายเราไม่ได้คำนึงถึงกฎหมายยิ่งกว่าเรื่องธรรมนะ ถ้าสมมุติว่าคนคนนี้ตาย จะหมดเงินไปสักกี่ล้าน ไม่ใช่ธรรมดานะ พูดถึงเรื่องทางกฎหมายนี้ ดีไม่ดีเขาก็รู้แล้วว่าเราเป็นพ่อตำรวจ เขาก็ยิ่งจะให้เกียรติมากขึ้นอีก ดีไม่ดีไม่มีความผิดก็ได้ เพราะเป็นเหตุที่สุดวิสัย ผู้นี้เก้งก้างเข้ามาต่างหาก เขาแก้เสียคำเดียวก็ได้นี่นะ

แต่ธรรมไม่เป็นอย่างนั้นซี ถ้าอีตาคนนี้ตายจะต้องซักไซ้ไล่เลียงถามทุกสิ่งทุกอย่างละเอียดลออ ความเป็นอยู่เป็นยังไง ผู้ที่ตายไปแล้วก็ตาย ผู้เป็นอยู่ที่เกี่ยวโยงกัน พวกลูก ๆ หลาน ๆ ครอบครัวเหย้าเรือนอยู่กันยังไง เป็นยังไง สมบัติเงินทองข้าวของมียังไง มันจะลุกลามกันไป สมมุติว่าไม่มีเงินมีทองก็ต้องให้เงินให้ทอง ควรให้นาก็ให้นา ควรปลูกบ้านให้ก็ปลูกบ้านให้ ราคาเท่าไร ๆ อันนี้มันจะออก ออกของมันเองด้วยน้ำใจนะ ไอ้เรื่องกฎหมายเราไม่ไปสนใจแหละ สนใจเรื่องศีลเรื่องธรรมมากกว่า ถ้าแกตายนี้จะต้องไปหลายล้าน เราคิดว่านะ แต่แกก็ไม่ตาย เราเจ็บเพียงเท่านี้ก็ไม่เป็นไรแหละ ผ่านกันไป เอ๊อ กรรมอันหนึ่งเหมือนกัน

เราก็ไม่ถามถึง สถานที่นั่นรถเราก็ผ่านไปผ่านมา เราก็ไม่เคยสนใจว่าตรงนี้ไหม ตรงนั้นไหม ที่รถคว่ำ ไม่เคยสนใจ ก็มันคว่ำไปแล้วมันผ่านไปแล้วสนใจกับมันอะไร ผ่านไปอย่างนั้นแหละเราไม่เคยสนใจ เลยไม่รู้ว่าตรงไหน ๆ นะจนกระทั่งป่านนี้ ไม่เคยถามไม่เคยสนใจ

นี่พูดถึงเรื่องเหตุการณ์ เรื่องธรรมกับโลกผิดกัน ถ้าโลก ธรรมดาก็จะว่าผู้ใหญ่เป็นฝ่ายผิดเสมอ ผิดก็ผิดจริง แต่จะผิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผิดแบบที่มันสุดวิสัยจริง ๆ แต่คนมันตายทั้งคน ความเสียหายทางด้านจิตใจของเรา กระทบกระเทือนหมดในโคตรในวงศ์ของเขาเป็นยังไงนั่นซี ที่จะนำสิ่งเหล่านี้ไปเยียวยารักษาโรคหัวใจนั่นมันสำคัญ จะต้องหมดเป็นล้าน ๆ ว่างั้นเลย ไม่ใช่ธรรมดานะ นี่อำนาจเมตตาธรรมมันเป็นของมันเองนะ เรื่องที่เขาจะปรับอะไรเท่าไร เราไม่ไปสนใจเลย ปรับเท่าไรให้ทันที เพียงขี้ปะติ๋ว เรื่องใหญ่นั่นซีเรื่องสำคัญ ก็ผ่านมาได้ นี่จะถึงวันที่ ๑๗ มีนา นี้จะเป็น ๓ ปีแล้วมั้ง ๓ ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนา ๔๑

พอทราบข่าวอะไร ๆ ทางฝ่ายผู้ใหญ่ทางกรุงเทพก็โทรมาถามกันยุ่งไปหมด ว่าเราจะงดไหมการช่วยชาติบ้านเมือง ท่านจะหยุดไหม เราก็ตอบเราไม่หยุด ตลอดมาอย่างนี้ ไปไม่ได้ก็แบกแขนไป ไปกรุงเทพก็แบกแขนไปนะ ที่เอาอะไรคล้องไว้นี้ แบกแขนไปเทศน์ตลอดมา ลงขึ้นเวทีแล้วไม่ถอย มีศอกเดียวก็ฟัด มีสองศอกก็ฟัด นี่ศอกหนึ่งถูกมัดไว้แล้ว ยังศอกเดียวก็ฟัดเลยจนกระทั่งป่านนี้แหละ แล้วค่อยหายไป ๆ นะ ระยะนี้ก็ค่อยเบามากแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว

วันนี้ก็ไม่มีอะไรพูดนักละ มันเหนื่อยนะหลวงตาก็ดี พูดทุกวัน ๆ พูดทุกวันนี้ออกวิทยุทุกวันนะ เทปอัดไว้ข้างบนแล้วก็ออกสถานีอุดรฯ ๘ สถานีออกด้วยกันหมดเลยในวันหนึ่ง ๆ เป็นแต่ว่าไม่ซ้ำเวลา จากนี้ก็ออกกรุงเทพ แล้วก็ออกทางอินเตอร์เน็ตอีก ทุกวัน ๆ วันหนึ่งได้เรื่องหนึ่ง ๆ มาพูดอยู่เสมอ เพราะโลกเรานี้โลกโกโรโกโส โลกหาประมาณไม่ได้ โลกไม่มีฝั่งมีแดน คือกิเลสนี้จะหาฝั่งหาแดนหาเหตุหาผลหากฎเกณฑ์กับมันไม่ได้เลย มีธรรมเท่านั้นเป็นเครื่องควบคุมให้อยู่ในกรอบ ในขอบในเขตในเหตุในผล จึงพออยู่ได้กันมนุษย์เรา

เราอย่าเข้าใจว่ากิเลสเป็นสิ่งที่เลิศเลอ ธรรมไม่มีความหมาย อย่างนั้นเป็นความผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วจะพากันจมทั้งชาติไทยของเราและชาติใดก็ตาม ลงทะเลหลวงไปด้วยกันทั้งนั้นถ้าลงไม่เห็นธรรมเป็นของจำเป็น ธรรมเป็นเครื่องควบคุม การขับรถจะช้าหรือเร็ว เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็ตามขึ้นอยู่กับคนขับ มันมีเครื่องควบคุมกันอยู่นั้น เครื่องดีก็จริงแต่คนขับไม่ดี เลวนั่น คนเราจะมีความรู้ความสามารถฉลาดแหลมคมขนาดไหน ด้วยความทะนงที่กิเลสมันชอบพาให้ทะนงเสมอนั้นก็ตาม ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องควบคุมแล้วแหลกทั้งนั้นแหละ ความรู้เหล่านี้ความรู้เพื่อแหลก ไม่ใช่ความรู้เพื่อให้ชาติบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง

กิเลสจะพองตัวเสมอ เย่อหยิ่งจองหองไม่มีอะไรเกินกิเลส ชอบยกชอบยอที่สุดไม่มีวันอิ่มพอคือกิเลส หิวโหยจะเป็นจะตายคือกิเลส หิวโหยเรื่องความยกยอปอปั้น สรรเสริญ ยกตัวว่าดี แม้ไปอยู่ในเรือนจำก็ให้เขายกยอว่าดีตลอด นักโทษในเรือนจำนั้นไม่มีใครเป็นผู้ทุจริต มีแต่คนสุจริต เราอยากจะไปหาคนสุจริตแล้วให้ไปหานักโทษในเรือนจำ ถามปากไหนก็ถามเถอะน่ะ นี้เป็นยังไงถึงได้มาติดคุกติดตะราง เขาจะตอบด้วยความบริสุทธิ์ของเขาทันทีว่า เขาหาว่า นั่นเห็นไหม มันยอมรับความจริงเมื่อไร

เพราะฉะนั้นความบริสุทธิ์ตามเรื่องของกิเลสแล้ว จึงไปกองอยู่ในเรือนจำ อยู่กับนักโทษทั้งนั้น พวกนี้พวกบริสุทธิ์ ประกาศตนได้ป้าง ๆ เลยว่า เขาหาว่า เขาอยู่นอกเรือนจำเขาไม่ได้ประกาศตนแก้ตัวอะไร ไอ้นี้มันต้องประกาศทันที เขาหาว่า ความจริงแล้วเป็นจริง ๆ เหรอ เป็นจริง ๆ แหละคร้าบ ถูกมัดแล้ว เอาธรรมมัดเข้าไป ความจริงแล้วเป็นยังไง จริง ๆ แหละคร้าบ คือไปขโมยเขาเป็นต้นนะ จริง ๆ นั่นแหละ

มันไม่ได้ยอมรับนะเรื่องของกิเลส นี่โลกเรา เฉพาะอย่างยิ่งเมืองไทยเรานี้ ถ้าไม่ยอมรับอรรถธรรม ซึ่งสมนามกับว่าเราเป็นลูกชาวพุทธแล้ว เมืองไทยเราจะจมให้โลกทั้งหลายเขาได้ดูถูกเหยียดหยามว่า เมืองไทยนี้คือเมืองมูตรเมืองคูถ ไม่ใช่เมืองพุทธศาสนา ถ้าเมืองพุทธศาสนาต้องยอมรับความจริงกันบ้างซี ไม่มากก็รับบ้าง พอเห็นวี่แววแห่งความดีของชาวพุทธเราแสดงออกมาบ้าง ผิดยอมรับว่าผิด ถูกยอมรับว่าถูก แก้ไขดัดแปลงกันไปเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขในระหว่างคนหมู่มาก เฉพาะอย่างยิ่งชาติไทยของเรา เอาศาสนาเป็นเครื่องควบคุมให้อยู่ในระดับที่พอเป็นพอไป ถึงไม่ได้ดีเลิศเลอขนาดไหน ขนาดที่ว่าควบคุมด้วยอรรถด้วยธรรม ให้พอเป็นพอไปแล้ว บ้านเมืองเราก็ผาสุกร่มเย็นได้

นี่จะมีตั้งแต่ฟืนแต่ไฟความโลภเผาบ้านเผาเมือง ได้เท่าไรไม่พอ ๆ บ้าอำนาจ บ้าตื่นอำนาจ หลงอำนาจ หลงยศหลงศักดิ์ของตัวเอง หลงรายร่ำรายรวย เลยเหยียบคนทั้งชาติไปได้ นี้คือความโลภ นี้คือไฟ นี่เผาบ้านเผาเมืองได้จริง ๆ ไม่สงสัย ทีนี้ธรรมระงับเข้าไป เรื่องโลภมันมีด้วยกันทุกคนนั่นแหละ แม้แต่สัตว์เขาก็อยากเขาก็โลภ แต่สัตว์เขาไม่ได้โลภแบบเป็นกิเลสอย่างเรา เขาโลภด้วยธาตุด้วยขันธ์ ส่วนจิตใจก็มีน้อยไม่เหมือนมนุษย์เรา

มนุษย์เรานี้โลภ ตั้งหน้าตั้งตาโลภจริง ๆ ตั้งหน้าตั้งตาหลงจริง ๆ ตั้งหน้าตั้งตาหน้าด้านต่อชาติต่อบ้านเมืองจริง ๆ คือมนุษย์เราที่ไม่มีธรรมในใจ ไม่มีเบรกห้ามล้อ ให้กิเลสมันออกตีตลาดเตลิดเปิดเปิง ไม่มีคำว่าเบรกห้ามล้อ มีตั้งแต่คันเร่ง พวงมาลัยตรงไหนจะฉิบหายมันหมุนตัวเข้าไป บ้านเมืองจะฉิบหายเพราะเหตุผลกลไก ด้วยอุบายวิธีของเราแบบไหนที่แยบยลที่สุด ซึ่งจะทำลายชาติให้ล่มจม มันจะเหยียบคันเร่งเข้าไป หมุนพวงมาลัยเข้าไปเลย แล้วแหลกได้ ๆ

นี่เราพูดถึงเรื่องกิเลส ถ้าให้กิเลสออกหน้าออกตาแล้วฉิบหาย ตั้งแต่ส่วนย่อยคือตัวของเราเอง เราอย่าเข้าใจว่าเราจะเจริญนะ ทำโลกให้ฉิบหาย ตัวเราเป็นตัวฉิบหายอยู่แล้วจะเอาความเจริญมาจากไหน มันต้องเป็นอันดับหนึ่งก่อน ถ้าไม่มีธรรมเป็นเบรกห้ามล้อแล้วเราอย่าอวดดีหนา ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้านี้เลิศเลอสุดยอดแล้ว สามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรเกินศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ ที่ปกครองโลก ให้ความร่มเย็นแก่โลกมานาน เราอยู่โลกไหน ถ้าอยู่ใต้โลกนี้ควรจะยอมรับความจริงคือศาสนธรรมที่แสดงความจริงมาสุดส่วน ตั้งกัปตั้งกัลป์มาแล้ว นำมาปฏิบัติแก้ไขดัดแปลงตนเอง

เราอยู่คนเดียวไม่ได้นะ มนุษย์เป็นสัตว์พวก มหาเศรษฐีก็ต้องอยู่กับคนจน อยู่เฉพาะมหาเศรษฐีไม่ได้ อย่าโอ้อวดว่าเราเป็นมหาเศรษฐี ไม่มีเครื่องหนุนมันเป็นไปไม่ได้นะ ต้นไม้ทั้งต้นมันสูงสง่างามขนาดไหนก็ตาม ปุ๋ยของมันที่เลี้ยงลำต้นมันออกจากพื้นดินนะ มันมีปุ๋ยเลี้ยงลำต้นของมันมันจึงชุ่มเย็น อันนี้เป็นมหาเศรษฐีอาศัยปุ๋ย คือพวกที่บำรุงรักษา พวกลูกน้องพวกบริษัทบริวาร หรือเรียกว่าคนการคนงานมาช่วยสนับสนุนกัน นี้พวกปุ๋ย ต่างอันต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ผู้น้อยต้องอาศัยผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ต้องอาศัยผู้น้อย ต่างคนต่างอาศัยกัน

นี่มนุษย์ทั้งชาติ เราเป็นเอกคนเดียวได้เหรอ มันก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน มองหน้ากันบ้าง แล้วอย่าประกาศให้ยมบาลเขาได้แตกจากความเป็นนายในนรก ว่าความตายไม่มี อย่างนี้เราอย่าประกาศนะ โลกนี้โลกเกิดตายเป็นของคู่กันมากี่กัปกี่กัลป์แล้ว แล้วใครจะมาแก้โลกนี้ว่าเกิดแล้วไม่ให้ตาย แก้ได้ไหม ถ้าแก้ไม่ได้ เราอย่าอาจหาญไปแก้บุญแก้บาป ว่าทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี เราอย่าไปลบไปล้าง ถ้าเราลบล้างความเกิดแล้วไม่ให้ตายไม่ได้แล้วนะ

เกิดแล้วต้องตายนี้เป็นหลักธรรมชาติ บาปกับบุญเป็นคู่เคียงกับผู้นักเกิดนักตายนั่นแหละ ไม่ได้อยู่ที่ไหน เราอย่าเข้าใจว่าจะเลยเขตเลยแดนนี้ไป ธรรมเป็นหลักธรรมชาติที่ถูกต้องดีงาม นี่เราอยู่กับโลกเขา บาปเราทำได้ ทำไมความชั่วเราจะรับไม่ได้ บุญเราทำได้ ทำไมความดีเราจะรับไม่ได้ เราจะเสวยความชั่วเพราะบาปกรรมของเราไม่ได้ เสวยความดีเพราะบุญกุศลของเราไม่ได้ นี้เป็นหลักธรรมชาติ ได้ด้วยกันเสมอกันหมด ใครจะลบให้เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

เราอย่าเข้าใจว่าเราจะไม่ตายในป่าช้า เราเป็นคนเก่งกล้าสามารถ มีความฉลาดรู้แหลมคม เป็นความเสกสรรปั้นยอ หลงลมตัวเอง ออกไปเหยียบประเทศชาติบ้านเมืองผู้คนจำนวนมากน้อยให้แหลกเหลวไปหมด เราจะยกตัวของเราขึ้นพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายให้เข้าสู่ความเป็นมหามงคลแก่เรานั้น ก็เท่ากับเราไปลบความตายไม่ให้ตายนั่นเอง มันเป็นไปได้ไหม เกิดแล้วไม่ต้องตาย โลกเขาตายเราอยู่คนเดียวค้ำโลก จะไม่ตายแต่เราคนเดียวเป็นไปได้ไหม เอาข้อนี้ไปยืนยันหลักธรรมชาติซิ

หลักธรรมชาตินี้ไม่ว่าสัตว์ว่าบุคคล เกิดแล้วต้องตาย ทีนี้หลักที่ขวางโลกที่จะทำลายโลกให้ฉิบหายวายปวงพร้อมกับตัวเองไปด้วยก็คือว่า เกิดตายก็จริง แต่โลกทั้งหลายเกิดแล้วตาย เราเกิดแล้วไม่ตาย นี้คือธรรมชาติที่ขวางโลก เมื่อขวางโลกแล้วทำลายโลกคือธรรมชาตินี้ ทำลายตัวเองไปพร้อมก็คือธรรมชาตินี้

อย่ากล้าอย่าหาญอย่าฝืนธรรมพระพุทธเจ้า ถ้าเรายังรักความสุขความทุกข์ในตัวของเราอยู่ปฏิเสธไม่ได้นี้แล้ว เราอย่าไปปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ซึ่งจะต้องได้ผลเช่นเดียวกันกับเรื่องความสุขความทุกข์ ซึ่งมีอยู่ในร่างกายจิตใจเรา คนหนึ่ง ๆ สัมผัสความสุขความทุกข์ในหัวใจและร่างกายนี้ประจำทั่วหน้ากันหมด เราลบได้ไหม ความสุขความทุกข์ที่มีประจำร่างกายและจิตใจของเราแต่ละคน ๆ เราลบไม่ได้ เราลบได้ไหม ถ้าลบไม่ได้เราอย่าไปลบสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว ท่านสอนตามหลักธรรมชาติที่ถูกต้องดีงามมาแล้ว เช่น เกิดแล้วต้องตาย ลบอย่างอื่นไปไม่ได้นะ ต้องตายอย่างนั้น นี่อันนี้ความดีความชั่วมันก็มีอยู่กับผู้ทำ

แล้วเราย่อมเป็นมนุษย์ที่เกี่ยวโยงด้วยกันแล้วให้เห็นอกเห็นใจกัน ให้ฟังเสียงกัน มีขนาดไหนก็มีเถอะน่าคนเรา กองสมบัติเงินทองเท่าภูเขาก็ตาม เวลาตายเรานั่นละตาย กองสมบัติไม่ได้ตาย กองสมบัติเหล่านี้ไม่ได้ไปนรกไม่ได้ไปสวรรค์ เรานั่นแหละเป็นผู้ทำดีทำชั่ว จะไปนรกและไปสวรรค์คือเราเป็นผู้ยืนยัน สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงอาศัยเขา เราไปหลงลมเขาเฉยๆ ว่าเรามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ มาเสริมอำนาจป่าเถื่อนของตัวเอง ให้สร้างความชั่วช้าลามก แล้วจมนรกได้คือเราเท่านั้น สิ่งเหล่านั้นเขาไม่หลงไม่รู้กับเรานะ ความรู้ความหลงคือเราคนเดียว จึงต้องเอาศาสนาไปฟังกันซิมนุษย์เรา

เป็นยังไงชาวพุทธเรา เวลานี้หลวงตาบัวก็นำศาสนาของพระพุทธเจ้า อาราธนาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ องค์ธรรมทั้งแท่งออกประกาศสอนพี่น้องทั้งหลาย แล้วเป็นยังไง ฟังกันว่ายังไงบ้าง หรือจะยังเห็นดียิ่งกว่าเกิดแล้วไม่ต้องตาย นรกไม่มีนั่นเหรอ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ประกาศกังวานมากี่กัปกี่กัลป์ว่าสิ่งเหล่านี้มีมาดั้งเดิม แล้วจะมีเราที่เลิศเลอยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไปว่า เกิดแล้วไม่ต้องตาย นรกไม่มี สวรรค์ไม่มีไม่ต้องไป ไม่ต้องสร้างความดี นรกไม่มี เอ้า สร้างลงไปความชั่ว นรกเราลบไว้หมดแล้วนี้ เป็นไปได้เหรอ เราจะเก่งกว่าพระพุทธเจ้าไปที่ไหน ถ้าเห็นว่าเราไม่เก่งกว่าให้รีบแก้ไขดัดแปลงนะ เราเป็นลูกชาวพุทธ

คนชั่วมันก็คนเหมือนกัน คนดีก็คนเหมือนกันหัวใจดวงเดียวกัน แก้ไขดัดแปลงให้เข้าสู่ระบอบอันดีงามเพื่อความสงบร่มเย็นแก่กัน ทำไมจะแก้ไม่ได้มนุษย์เรา ถ้าไม่เลยเปรตเลยผีเลยนรกอเวจีไปเสียเท่านั้นมันแก้ได้นะ ศาสนานี้เป็นศาสนาที่แก้เพื่อแก้ และแก้ได้ด้วย การทำความชั่วนี้เพื่อให้ล่มจม ๆ ได้ด้วยไม่ต้องสงสัยถ้าลงได้ทำให้เป็นความเสียหายแล้ว จมไปได้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครเก่งกว่าใครละน่า มันอยู่กับเจ้าของทุกคนนั้นแหละ ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้นำศาสนานี้ไปปฏิบัติตัวเอง เพื่อส่วนรวม

ชาติไทยของเราไม่ใช่ชาติเล็กน้อย ชาติไทยนี้มีมานานเท่าไรแล้ว เราครอบครองได้รับความสงบร่มเย็นมาด้วยศีลด้วยธรรม ด้วยพุทธศาสนามาเป็นเวลานานแล้ว อย่าพากันปล่อยวางนะ อย่างอื่นเรื่องกิเลสความโลภ ความโลเล ความโกรธ ราคะตัณหานี้คือฟืนคือไฟเผาโลก ถ้าบืนไปตามมันแล้วฉิบหายด้วยกันหมด ตัวที่ว่าเก่ง ๆ นั้นแหละตัวจะฉิบหายมากที่สุดกว่าเขา อย่าไปกล้าหาญชาญชัยต่อหลักความจริง ให้ปลอมเป็นอื่นไปไม่ได้นะ ตัวเราที่อวดตัวว่าจริงกว่าของจริงทั้งหลาย แล้วมันเป็นตัวจอมปลอมจะลงนรกนะ เอาละพูดเพียงเท่านี้วันนี้

วันนี้เทศน์รู้สึกเหนื่อย ถ้ามันพุ่งเป็นอย่างงั้นนะ ธรรมะนี้คือออกเป็นลม ลมออกมันกระแทกเข้ามา ๆ หลายครั้งหลายหนก็กระเทือน เฉพาะอย่างยิ่งคือโรคหัวใจ คือการแสดงธรรมนี้ ถ้าพลังทางนี้ออกแรง ลมก็ออกแรง แล้วสะท้อนเข้ามา ๆ มา พลังอะไร พลังธรรม พลังกิเลสที่ไหนว่ะ ว่างี้เลย เราพูดอย่างจังๆ อย่างนี้ ถ้าเป็นเรื่องของโลกถ้าออกอย่างนี้แล้ว โลกพินาศนะ อย่างจังๆ นี่ผึงๆ โลกพินาศเลย แต่ธรรมนี้ผึงๆ เป็นน้ำดับไฟ ดับซ่าๆ ดับยุบยอบๆ ลงไปเรื่อย

ให้พี่น้องทั้งหลายทราบเสียว่า ธรรมกับโลกเป็นคู่กันนี้มากี่กัปกี่กัลป์ ไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายนะ จะมีอย่างนี้ คือต้านทานกันไปตลอด เป็นแต่เพียงว่ามีมากมีน้อย มีหนักมีเบา ตามยุคตามสมัย กิเลสก็มียุคมีสมัย ถ้ายุคไหนสมัยใดที่พระพุทธเจ้า ศาสนาอื่นใดอย่ามาพูดเลย ต้องยกพระพุทธเจ้าเป็นอันดับหนึ่ง ทุกๆ พระองค์ไปเลย ถ้าเวลาศาสนาพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาปั๊บนี้ เป็นน้ำดับไฟเริ่มขึ้นมาแล้ว แล้วกิเลสที่ฟืนเป็นไฟจะค่อยยุบยอบลงๆ นี่เรียกว่าสมัยนี้ธรรมเจริญ สมัยนี้กิเลสอ่อนตัวลง มีเท่านั้นนะ จะให้ฉิบหายไม่ฉิบหาย

แล้วทีนี้เวลาธรรมอ่อนลง เช่นพระพุทธเจ้าปรินิพพานไป ผู้แนะนำสั่งสอนก็ผ่านไปๆ ถ้าหากยังโอวาท โอวาทกับตัวจริงคือผู้สอนนั้นมีน้ำหนักต่างกันอยู่นะ พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ด้วย สอนด้วยพระองค์เองด้วย หนักร้อยเปอร์เซ็นต์ พระองค์ปรินิพพานไปเสีย สอนให้พวกเธอทั้งหลายให้พากันภาวนานะ ค่ะ แต่ไปถึงนี้ต้องไปเย็บหมอนเสียก่อน หมอนกำลังแตก มันต้องไปอย่างงั้นมันแย้งพระพุทธเจ้าเข้าใจไหม พวกหมอนแตก นี่ละถ้าพระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนั้น มันจะหลีกแบบนี้เข้าใจไหม ถ้าพระพุทธเจ้าว่า สูนี่ แล้วตีเลย มันก็ต้องหมอบนั่งภาวนา เข้าใจไหม สูนี่นั่นนะ นิทานต้องมาประกอบด้วยซิ

นี่ละการสอนด้วยปากกับการสอนด้วยตำรับตำราผิดกันมากนะ ออกจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้านี้ผางร้อยเปอร์เซ็นต์ผึงๆ เลย พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ก็ตาม ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วลงผึงๆ เลย ถ้าออกเป็นตำรับตำราไปอ่านแล้วก็อย่างว่า ไม่ค่อยมีน้ำหนักพอ แม้นั้นจะเป็นความจริงตามที่สอนไว้ก็ตาม แต่น้ำหนักมันก็ไม่เท่า ผิดกันอย่างนี้

นี่ละเรื่องกิริยาของโลกของธรรมดังที่พี่น้องทั้งหลายได้เห็น คราวนี้เป็นคราวที่เราออกสนาม เราบอกป้างๆ เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ว่าคราวนี้เป็นคราวที่ธรรมออกสนาม พี่น้องทั้งหลายอย่าตัดบอกตรงๆ เลย กิริยาที่ออกทางทีวงทีวีทางวิทยุเป็นสุ้มเป็นเสียงกิริยาท่าทางต่างๆ นี้เป็นกิริยาท่าทางของธรรมออกสนาม ให้พี่น้องทั้งหลายได้เห็น เพราะแต่ก่อนมานั้นเราเคยเห็นตั้งแต่กิเลสออกสนาม ซึ่งออกไปมากน้อยเพียงไร โลกพินาศเป็นลำดับลำดาไป เพราะความรุนแรงแผดเผาของกิเลส ทีนี้ธรรมออกสนามกิริยาท่าทางรุนแรง แต่รุนแรงท่าน้ำดับไฟเข้าใจไหม ต่างกันอย่างนี้ เป็นน้ำดับไฟสาดลงซ่าๆ นี้ดับลงๆ กิริยาท่าทางเข้มแข็งก็เป็นพลังของธรรม ไม่ใช่พลังของกิเลส มันต่างกัน เข้าใจไหมล่ะ ต่อไปนี้จะให้พร

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก