ใจไม่มีอะไรกดถ่วง
วันที่ 5 กรกฎาคม. 2553 เวลา 11:40 น.
สถานที่ : วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส

วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร

เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓

เวลาประมาณ ๑๑.๔๐ น.

ใจไม่มีอะไรกดถ่วง

 

          มันหมดสภาพ ร่างกายกำลังอะไรๆ หมด ลดลงๆ จนทุกวันนี้จะเคลื่อนไหวไปมาอย่างไรก็ไม่อยากเคลื่อน เหนื่อย หนักเข้าไปทุกวันๆ ร่างกาย เพราะกำลังไม่มีต้านทาน มันเลยทำให้ร่างกายหนักมากกว่าแต่ก่อน ทุกวันนี้แก่เท่าไรร่างกายยิ่งหนัก กำลังไม่มี (ลูกศิษย์ : หลวงตารักษาธาตุขันธ์ไว้ก่อนเจ้าค่ะ) รักษาทุกแบบจนจะตายอยู่ ตะเกียกตะกายรักษาท่านั้นท่านี้ มาพิจารณาดูธาตุดูขันธ์กับดูใจมันเป็นคนละโลก ธาตุขันธ์นี้เหมือนภูเขาทั้งลูก ส่วนใจมันเหมือนปุยนุ่นเบาหวิวๆ อยู่อย่างนั้นละ เรื่องกายนี่หนักเหมือนภูเขา ใจเหมือนปุยนุ่นหวิวๆๆ เลย คือใจไม่มีหนัก ใจไม่มีอะไรมากดมาถ่วง ถ้าใจมีกิเลสกดถ่วงด้วยร่างกายก็น้ำหนักกดถ่วงด้วยยิ่งหนักนะ นี้ร่างกายมันหนักก็จริงแต่ใจไม่หนัก ใจไม่มีอะไรกดถ่วง มันว่างของมันไปหมด

ถ้าจะพูดก็พูดมันจะตายจากกันละ ใครจะหาว่าหลวงตามหาบัวนี่คุยโม้ก็ให้ว่าไป นี่มันจ้ามาได้ ๓๐ ๔๐ ปีแล้วนะ (๖๐ ปีแล้วเจ้าค่ะ) นั่นซีก็มันจ้าอยู่อย่างนั้นตลอดเลย ร่างกายหนักตลอด ยิ่งหนักเข้าทุกวันๆ เทียบกับใจมันหวิวๆ ๆ ใจ มันไม่มีอะไรอยู่ในหัวใจเสียดแทงกดถ่วงอะไรไม่มีเลยนะ มีกิเลสเท่านั้น กิเลสก็ฟาดให้มันขาดสะบั้นลงไปแล้วอะไรจะมาถ่วง ว่าให้มันชัดๆ อย่างนี้มันจะตายแล้วนะ นี่มันว่างมาสักเท่าไรปีแล้ว จ้าทั้งวันทั้งคืนนี้เท่าไรปีแล้ว ร่างกายนี้อืดอาดไปไหนคลานไป ส่วนจิตไม่เป็น จะตายพูดเสีย จิตไม่มีอะไรถ่วง หมด ร่างกายความหนักกดถ่วง ส่วนจิตไม่มี ว่ามันหมดหมดจริงๆ อิริยาบถทั้งสี่ยืนเดินนั่งนอนจ้าอยู่ตลอด นอนอยู่ก็จ้าอยู่ในนั้นละ ไม่ได้ลดความสว่างไสวของจิตไม่ได้ลดนะ มันจ้าอย่างนั้นละ

อันนี้ก็เป็นมาไม่ทราบว่ากี่ปีแล้วนะ แต่ก่อนจำได้หมดนะ ขณะมันเป็นก็จำได้ ตั้งแต่ขณะแรกเลย อยู่วัดดอยธรรมเจดีย์อยู่บนภูเขา เพราะอย่างนั้นวัดนี้จึงเป็นวัดสำคัญสำหรับเราตลอดมา มันไปเป็นอยู่ที่นั่น พังกิเลสลงจากใจพังที่นั่น มันไม่มีอะไรเหลือเลยจะว่าอย่างไร ถ้าดูในจิตโลกนี้เหมือนไม่มีมันว่างไปหมดเลย ถ้ามาดูร่างกายนี้ หนักยิ่งกว่าภูเขา มันต่างกันนะ พูดเสียมันจะตายแล้วแหละ เวลาจวนจะตายพูดเสีย เวลาตายแล้วไม่พูดให้ใครฟังได้ ไม่ได้เรื่องล่ะ วันนี้พูดเสียให้เป็นพยานทุกหู

นี่มันจ้ามานานแล้วละอันนี้ก็ดี สักเท่าไร แต่ก่อนจำได้หมดนะ วันเวลาอะไรจำได้หมด มันเป็นทีแรกนะ (วันที่ ๑๕ เดือนพฤษภา ๒๔๙๓ เจ้าค่ะ) นั่นละมันเป็นตอนนั้นละ จากนั้นมาแล้วลืมหมดเลย นั่นละกิเลสพังจากหัวใจ มีแต่ใจนี้สว่างจ้าครอบโลกธาตุ มันไม่ใช่ของเล่นนะ ใจครองร่าง ล้มลุกคลุกคลานมันไม่ได้ล้มลุกคลุกคลานเหมือนร่างกายนะใจ ตั้งแต่นั้นมาแม้นอนหลับฝันก็ไม่เคยแพ้อะไรนะ นอนหลับฝันไปนี่เช่นต่อสู้กับอะไรมีแต่ฝ่ายเราชนะเสมอไปเลยตั้งแต่นั้นมาแล้ว แต่ก่อนไม่สังเกต สังเกตเอาตอนนี้ละ ฝันทีไรมีแต่เราเป็นฝ่ายชนะๆ ตลอดเลย

นี่อายุเท่าไร (๙๗) ใกล้แล้วนะ บวชตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๗๗ กี่ปีมาแล้วนะ (๗๖ พรรษาครับผม) นู่นละ ขนาดนั้นละ ครองผ้าเหลืองก็ครองมาเลยตั้งแต่วันบวชจนกระทั่งป่านนี้ ไม่เคยสึก ไม่เคยอยากสึก แต่เริ่มบวชมาเรื่อยจนกระทั่งปัจจุบันนี้ไม่เคยอยากสึกนะ ไม่มี ไม่ปรากฏ กิเลสมีอยู่ก็ตามแต่มันไม่มีก็บอกไม่มี อยากสึกอยากหาอยากอะไรไม่เคยมี นี่ก็อายุ ๙๗ แล้ว จะทนไปนานเท่าไร ไม่นานละ (ให้ถึงร้อยนะเจ้าค่ะ) โอ๊ยอย่าว่ามันเลยร้อยๆ แร้ๆ แค่อยู่เดี๋ยวนี้มันก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่ตลอดเลย

จากอุดรก็มาสกล เป็นจังหวัดที่เราเข้าออกตลอด สกลนคร-อุดรเข้าออกอยู่ตลอด นอกจากนั้นไม่ค่อยได้ไป เช่นอย่างหนองคายใกล้นิดเดียวไม่ได้ไป มันไม่มีสายเกี่ยวโยงให้ไป ทางนี้สายเกี่ยวโยงมี พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นเป็นสายเกี่ยวโยงมา พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นอายุ ๘๐ นะ ท่านบอกไว้เลยละ บอกตั้งแต่ยังไม่ตาย “เราไม่เลย ๘๐” ท่านบอกไว้เลย “อายุเราแค่ ๘๐” พูดอย่างนั้น พอก้าวเข้านั่นแล้วเริ่มป่วยแล้ว “เออมาแล้วนะทีนี้” ท่านบอกแล้วนะ “เริ่มป่วยครั้งนี้ป่วยจนสุดยอดไม่กลับ” ท่านว่าอย่างนั้น “ป่วยจนตายไม่กลับ” จนตายจริงๆ ท่านบอกไว้แล้วว่าอายุท่านไม่เลย ๘๐ พอดีก้าวเข้า ๘๐ ท่านก็เป็น ท่านก็บอกเลย “ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา ป่วยคราวนี้ไม่หาย แต่มันไม่ตายง่ายๆ นะ โรคทรมาน” ท่านว่าอย่างนั้น “หากครั้งนี้แหละ” ท่านว่า เรื่อยมาจนสิ้นสุด

อายุของท่านดูว่า ๘๐ นะหลวงปู่มั่น ๘๐ เรานี้มันเท่าไร ๙๗ นู่นน่ะ มันยังขวางโลกอยู่เหรอ เดี๋ยวนี้มัน ๙๗ ปี มันจะไปแล้วแหละ ไม่มีใครห้าม ไม่ฟังเสียงใครละ พอถึงเวลามันแล้วมันก็ไปของมันเท่านั้น จะไปหรืออยู่มันก็ไม่มีอารมณ์นะ เราจะเป็นจะตายก็ไม่มีอารมณ์ จะไปเมื่อไรก็ได้จะตายเมื่อไรก็ได้ไม่มีอารมณ์ อารมณ์ตายไม่มีมากดถ่วงไม่มีเลย เวลาจะไปแล้ว จะไปแล้วเหรอ ปุ๊บเลย อายุเรามัน ๙๗ ตั้ง ๙๖ ๙๗ ปีแล้วจะหาอยู่ที่ไหนอีก

จำพรรษาที่ไหนๆ บ้างจำไม่ได้นะ มากกว่าเพื่อนก็มาสร้างวัดป่าบ้านตาด อยู่มาจนป่านนี้นับว่าหลายปี นอกจากนั้นอยู่ที่นั่นบ้างที่นี่บ้างเรื่อยมาเลย ที่นานกว่าเพื่อนก็ห้วยทราย ทางมุกดาหาร ห้วยทราย อันนั้นอยู่กี่ปีนะ ๔ หรือ ๕ ปี ห้วยทรายดูว่า ๔ ปี นอกนั้นไม่นาน มานานตอนย้อนหลังมามาอยู่วัดป่าบ้านตาด อันนี้นาน

ไปที่ไหนเขาก็เตรียมแคร่หาม หามขึ้นหามลงหามไปหามมาเดี๋ยวนี้น่ะ ขึ้นมานี้ก็หามมา เรามันไม่อยากขึ้นคานหามละซิ ไปทีเดียวเลย มันไม่อยากขึ้น มันสุดขีดของมันแล้ว แต่ก็ดีอยู่ เฒ่าแก่ขนาดนั้นมันยังอยากเที่ยวนะ อายุเฒ่าแก่ขนาดนี้จิตไม่อยากอยู่ อยากเที่ยวตลอด เพราะอย่างนั้นจึงไปที่นั่นที่นี่เรื่อย แล้วจวนตัวมาเท่าไรยิ่งอยากไป มันแปลกอยู่นะ ถ้าว่างานก็ถูกต้อง ไม่มีงาน หมดงาน เข้าใจไหมพูดอย่างนี้ ผู้สิ้นกิเลสคือผู้หมดงาน ว่าอย่างนั้นทีเดียวเลย พระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ทั้งหลายไม่มีงาน ถึงเวลาก็ไปเลย เพราะงานท่านเสร็จแล้วตั้งแต่วันกิเลสขาดสะบั้นจากใจ นั่นละตัวงานใหญ่คือกิเลสพาสร้างการสร้างงาน ความยุ่งยากอะไรต่างๆ มีแต่กิเลส พอตัวนี้ขาดไปแล้วไม่มีงาน ว่าง จิตว่าง จิตไม่มีงาน อยู่อย่างนั้นนะ

ใครเคยได้ยินไหม จิตพระอรหันต์ว่างไม่มีงาน บอกอย่างนี้ ใครยังจะพูด ไม่มีใครพูด มีแต่ตาบัวหัวดื้อมันพูดได้เข้าใจไหม พูดได้จริงๆ นี่ มันไม่มีอะไรนี่จิต กิเลสตัวไหนมันก็ไม่มี หมด เตียนโล่งไปหมดแล้ว ว่างแล้วหมดงาน นั่นละท่านหมดงาน งานไปนั้นมานี้ไม่เรียกว่างาน งานแก้กิเลสนี่คืองานแท้ พอกิเลสขาดไปแล้วก็หมดงาน พระอรหันต์ไม่มีงาน สิ้นแล้ว กิเลสพาให้ยุ่ง พาให้มีงาน

นี่เที่ยงพอดีแล้ว ต่อไปนี้จะกลับเท่านั้นเอง มันอ่อนลงทุกวันๆ ธาตุขันธ์นี่อ่อนลงๆ ทุกวันๆ (หลวงตารักษาธาตุขันธ์ไว้ก่อนนะเจ้าค่ะ) นั่นแล้วก็รักษาอยู่แล้ว มันอ่อน ทานกำลังน้ำหนักไม่ได้ อ่อน ไปไหนมาไหนก็หามขึ้น มานี่ก็หามขึ้นแล้วหามลง หามไปนู่นหามไปนี่

นิพพานอยู่ชั่วเอื้อมก็จับไม่ติด จับผิดจับถูกจับพลาดอยู่อย่างนั้นละจับไม่ติด นิพพานอยู่ชั่วเอื้อมก็เพราะขันธ์นี่มันกดไว้มันไม่ให้ถึงนิพพาน เข้าใจไหม นิพพานอยู่ชั่วเอื้อมพอจับปั๊บหลุดปุ๊ด มันไม่ถึงกัน จิตมันถึงแล้วนั่น ส่วนธาตุขันธ์หนักๆ ยังไม่ถึง ดิ้นไปอยู่นั่นละ ดิ้นไปดิ้นมาตาย ไม่ไปนิพพาน ธาตุขันธ์ไม่ไป ลงเป็นดินน้ำลมไฟตามเดิม ส่วนจิตพระอรหันต์พูดไม่ได้นะ ไม่มีใครพูดได้ รู้จำเพาะตัวผู้เป็น มีกี่องค์ก็ตามท่านจะไม่พูด ท่านเหมือนกัน ท่านก็ไม่สงสัยท่านแล้วจะไปถามใคร องค์ไหนมาก็เป็นอันเดียวกันแล้วก็เท่านั้น ไม่ถามกัน พระอรหันต์ที่สิ้นกิเลสแล้ว

พวกที่หันไปหันมาอยู่นี้พวกยุ่งใหญ่เข้าใจไหม เดี๋ยวหันไปนู้นเดี๋ยวหันไปนี้หันไปหันมา นี่พวกดิ้นเข้าใจไหม ผู้สิ้นกิเลสท่านไม่ดิ้น จิตของท่านสว่างจ้าตลอดเลย พูดอะไรไม่มีใครทราบหรอก มันเป็นขึ้นมาก็ไม่ต้องถาม ทราบเอง พระพุทธเจ้า-พระอรหันต์เป็นร้อยๆ พันๆ หมื่นๆ แสนๆ ท่านไม่ถามกัน มันเหมือนกัน อันเดียว มีเท่าไรก็เท่ากับอันเดียว อย่างเดียวกันหมดเลย

  กุฏิหลังนี้ปลูกเพื่อเรา พอเรามาอยู่แล้วไม่มีใครมาอยู่ละทีนี้ ใครไม่กล้ามาทีนี้ มันหากเป็นอยู่ในหัวใจ ขยะๆ คิดดูอย่างพระอานนท์ พระพุทธเจ้านิพพานประทับที่ไหนๆ พระอานนท์จะกราบไหว้บูชาเคารพหมดทุกสถานที่ของพระพุทธเจ้าที่ประทับนะ นี่ละพระอานนท์นี่ก็ลักษณะเดียวกัน ผู้สิ้นกิเลสมันต่างกันอย่างไรกับพวกเรา พระอานนท์ยังไม่สิ้น พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าที่ไหนๆ พระอานนท์จะเคารพเหมือนมีองค์ท่านอยู่นั้น เคารพขนาดนั้น ดูในตำรับตำราก็มี ท่านเคารพ ที่ประทับก็เหมือนกันเคารพหมดเลย ที่อยู่หลับนอนของพระพุทธเจ้าพระอานนท์เคารพสุดยอดๆ เลย

เรามันต่างกันนะ ตื่นขึ้นมามันปวดถ่ายปวดไม่ทันขี้แตกใส่ผ้า มันไม่ไว้หน้านะ ไปไม่ทันขี้แตกใส่ผ้าก็มี เป็นอย่างนั้นละ ปัสสาวะนี่กวน ตอนแก่มานี้ปัสสาวะกวนมากนะ ส่วนอุจจาระธรรมดาไม่กวน ส่วนปัสสาวะนี้กวน กลางคืนก็กวน ตอนเวลานอนนั่นละไม่ถึงไหนปวดปัสสาวะแล้ว ปวดแล้วๆ มันไปได้น้ำมาจากไหน ปากท้องก็เท่ากัน บทเวลานอนมันกวนปัสสาวะ

(ลูกหลานสกลนครทั้งหมดได้ ๒๘,๗๓๐ บาทเจ้าค่ะ ทองอีก ๖ สลึงเจ้าค่ะ)

(ลูกศิษย์พูดถึงหลวงปู่หลุย) กับเราก็คุ้นกันเสียด้วยนะ ไปเดินจงกรมอยู่ในป่าไปหาเราไม่เจอ ไปกุฏิไม่เจอ ไปเจอพระที่เดินอยู่บริเวณกุฏิ ท่านมหาไปไหน ไม่ทราบ พระก็บอกไม่ทราบ  ส่วนมากท่านอยู่ในป่า ปุ๊บปั๊บไปเลย ตรงแน่วไปในป่าที่เราเดิน เดินจงกรมอยู่ฟังเสียงกุบกับๆ เข้ามา ตามองไม่เห็น เท้ามันก็เตะนั้นเตะนี้มากุบกับๆ เอ๊ะใครมานะ มันระลึกถึงพ่อแม่ครูอาจารย์ทันทีนะ หรือพ่อแม่ครูอาจารย์เป็นอะไรนา มันคิดไปนู้น เราก็เตรียมพร้อมจะถามให้ได้ความ มันคิดมันวิ่งไปถึงพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นกลัวท่านจะเป็นอะไรต่ออะไร กุบกับๆ เข้ามานี้ “ใครมานี่” “ผมเอง” ว่าอย่างนั้น พอรู้ทิศรู้ทางแล้วคว้าแขนจับแขนจูงเลยออกจากทางจงกรม “จะเอาไปไหนนี่” “ไปหาครูอาจารย์” “เมื่อคืนกระผมก็ไปท่านอาจารย์ทำไมไม่ไป” “นั่นซิผมไม่ได้ไปจึงมาเอาท่านมหาไป” “ไปแต่ท่านอาจารย์” “ท่านเขกเอา” ไปอย่างนั้นเสีย

คำว่าท่านเขกบรรดาลูกศิษย์ลูกหาไม่รู้ นี่พิจารณาสอดแทรกไปหมด ความเมตตาสงสารจะไม่เหมือนกัน กิริยาการต้อนรับกันระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์แต่ละคนๆ ไม่เหมือนกันนะ องค์นี้มีกิริยาอย่างนี้ องค์นั้นมีอย่างนั้นๆ อย่างท่านอาจารย์หลุยกับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนี้โอ๋ยเอาจริงๆ ท่านไม่กล้าไปเลย เรารู้ ท่านโปรดตามมีนิสัยเป็นอย่างนั้น พอไปก็คึกคักใส่กัน ทางนั้นก็หมอบ กิริยาที่ปฏิบัติต่อลูกศิษย์ลูกหาไม่เหมือนกัน องค์หนึ่งขึ้นไปเป็นอย่างหนึ่ง องค์หนึ่งขึ้นไปเป็นอย่างหนึ่ง

ท่านอาจารย์หลุยท่านมักน้อยที่สุด ในบรรดาลูกศิษย์หลวงปู่มั่นไม่มีใครเกินท่านอาจารย์หลุยมักน้อยมาก ไม่เอาอะไร ใครให้อะไรๆ ไม่เอาทั้งนั้น ไปเลยๆ มีองค์เดียว ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นมีท่านอาจารย์หลุยองค์เดียว นอกนั้นไม่มี มีองค์เดียวเป็นเอกเรื่องความมักน้อยท่านอาจารย์หลุย

จากนี้ก็กลับเท่านั้น ให้พร

 

รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM103.25 MHz

            พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ

 

 

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก