ศาสนาเอกคือพุทธศาสนา
วันที่ 6 ตุลาคม 2543 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓

ศาสนาเอกคือพุทธศาสนา

(ผู้ฟังเทศน์ประมาณ ๗๐๐ คน)

วันนั้นไปบ้านผือ อ.(บ้าน)ผือ กลับมา ผู้หญิงทีแรกก็เห็นสองคน พวกเพื่อนเขาสามคนอยู่คนละฟากทาง เขามาขายของ เราก็ดูสิ่งของนั้น ที่ไหน ๆ เขาก็มีเกลื่อนอยู่แล้ว คิดว่าคงไม่มีคนซื้อแหละ เราไม่ได้คิดว่าพวกนี้ข้ามมาจากฝั่งลาวทางเวียงจันทน์นะ ผ่านทางศรีเชียงใหม่เข้ามาบ้านผือ เพราะพวกนั้นกับพวกนี้เป็นอันเดียวกันแต่ไหนแต่ไรมา ที่มาแยกนี้หมายถึงแยกการปกครองเป็นขอบเป็นเขต ว่าไทยว่าลาวว่านั้นว่านี้ คือพวกนี้เป็นอวัยวะเดียวกัน กอเดียวกัน ที่ว่าไทยว่าลาวออกจากกอเดียวกันมา แล้วก็แยกไปเป็นหัวหน้าทางนั้นทางนี้

หัวหน้าทะเลาะกันแตกจากกัน ก็เลยกลายเป็นไทยเป็นลาว ทางเชียงใหม่ เชียงแสน เชียงราย พวกเจ้านายมันแย่งอำนาจกันแตกกัน ก็เลยแยกเป็นไทยเป็นลาวไป คือออกมาจากกอเดียวกัน มาแยกมาแตกให้มีการปกครอง แยกนั้นเป็นชื่อนั้น แยกนั้นไปทางนั้น แยกไทยใหญ่ ไทยน้อยอะไร ไทยไหนก็ไทยเดียวกันหากแยกไป ออกจากนั้นก็ว่าไทยว่าลาวไป ออกจากกอเดียว เราดูในประวัติศาสตร์แล้วนะ ออกทีแรกดูเหมือนทางเมืองจีนโน่น หัวหน้าแยกไปนู้น ลงมาทางนี้แยกไปทางนี้ เรื่องหัวหน้าทะเลาะกัน รบกัน แตกกัน แย่งบริษัทบริวารแย่งลูกน้องกัน เรื่องราวเป็นอย่างนั้น อันนั้นเป็นนั้น อันนี้เป็นนี้ เป็นไทยใหญ่ ไทยน้อย เป็นไทยเป็นลาวไป ออกมาจากกอเดียวกัน

ในพงศาวดารประวัติศาสตร์อะไรเราได้ดู เราถึงไม่ได้สนใจว่าใครเป็นอะไร พวกไหนเป็นพวกไหน ก็ออกมาจากกอเดียวกัน แยกกันไปด้วยการปกครองของหัวหน้าแต่ละแห่ง ๆ หัวหน้าที่ปกครองทะเลาะกัน รบกัน เลยแยกลูกน้องไปเป็นนั้นเป็นนี้ไปอย่างนั้น มันออกจากกอเดียวกัน เราจึงไม่เคยสนใจกับเรื่องเหล่านี้ เพราะเรารู้ต้นมันมาแล้ว

จากนี้ก็ไปถึงเรื่องที่ว่าผู้หญิงสี่ห้าคนเขาหากินร่วมกันอยู่นี้ตลอดมา ฝั่งนั้นกับฝั่งนี้ก็คือพี่คือน้องกันธรรมดาดังที่เราเรียก เมืองพี่เมืองน้อง นั่นเอง ไปมาหาสู่ ใครได้ทางโน้นก็เอามาทางนี้ เอามาแลกมาเปลี่ยนทางนี้ ทางนี้ไปแลกไปเปลี่ยนทางโน้น สับกันไปกันมาตลอด ทีนี้วันนั้นเขามาขายอะไรต่ออะไร เรานั่งรถมาเราดูสิ่งของเหล่านี้ เราไม่ได้นึกว่าเขาข้ามมาจากฝั่งโน้นนะ ก็นึกว่าฝั่งเดียวกันนี้ พวกเดียวกันแถวนี้เขามาขาย เราก็ดูของ เอ๊ จะไปขายที่ไหน ที่ไหนก็มีเต็มไปหมด คงไม่มีใครซื้อแล้ว เราก็เลยบอกให้คนขับรถจอดรถซื้อของเขา คือซื้อแต่ไม่เอาของ พอจอดรถลงไปโบกมือใส่นี้ เขาวิ่งแอบออกข้างทาง

ผิดปกติ แทนที่เขาจะวิ่งเข้ามาหาที่เราจอดรถแล้วโบกมือ กลับวิ่งออกไปข้าง ๆ ทาง มันผิดสังเกต ก็เลยวิ่งไปหาเขา ไปบอกเรื่องราวแล้วเขาจึงมา วิ่งไปหาอะไร โอ๊ย นึกว่าตำรวจจะจับ ตำรวจอะไรจะจับ นี่ข้ามมาจากทางศรีเชียงใหม่มาขายของ มาอยู่เรื่อย ๆ อย่างนี้แหละ ทางโน้นหากินลำบากลำบน ทางนี้พอเป็นไปพอหากินได้ เคยทำอย่างนี้มาประจำ เขาว่าอย่างนั้น กลัวตำรวจจะจับ ว่าข้ามฝั่งไม่ขออนุญาตอะไรอย่างนี้ พอเขารู้แล้วเขาก็รุมมา เขาไม่จับแหละ ถ้าเขาจะจับก็ให้มาหาหลวงตาบัว ทีนี้เขาก็มองเห็นเราที่นี่นะ ให้บอกมาหาหลวงตา เราไม่ได้บอกว่าหลวงตาบัวแหละ ให้บอกมาหาหลวงตา ถ้าตำรวจจะจับ หลวงตาจะขอบิณฑบาตให้หมดเลย

เขามาเขามองเห็นก็ว่า อู๊ย นี่กราบทุกวัน เขาว่าอย่างนั้นนะ เขาดูในทีวี เขากราบทุกวัน นี่เห็นตัวจริงแล้ว ทีนี้ อู๊ย ยิ้มแย้มแจ่มใส เลยลืมอะไรต่ออะไรไป มาห้าคนผู้หญิงด้วยกันทั้งนั้น ทีแรกจะให้เพียงสองร้อย ทีนี้พอทราบเรื่องราวแล้วเราเลยให้คนละพัน ๆ ห้าคน เรียกว่าได้ห้าพัน แล้วของเหล่านี้ไม่เอา เขายังจะจับยื่นมาให้อยู่ ไม่เอา เอาไปขายที่อื่นให้ได้เพิ่มกันอีก เราไม่เอาแหละ เราซื้อด้วยน้ำใจ เราว่า นั่นแหละถึงได้ผ่านมา

นี่พูดถึงฝั่งโน้นกับฝั่งนี้ เรื่องการปกครองเขาเพียงทราบเท่านั้นนะ ไม่ได้เป็นเนื้อเป็นหนังของเขานะ เป็นเนื้อเป็นหนังจริง ๆ ฝั่งนั้นกับฝั่งนี้คือพี่กับน้อง เหมือนกับครอบครัวเดียวกัน บ้านเดียวกัน เขาไม่ได้สนใจนะว่าขอบเขตว่าไทยว่าลาว เขาไม่ได้สนใจ เพราะเขาเคยกันมาอย่างนั้นตั้งแต่ดั้งเดิม ทางไหนก็เหมือนกัน ข้ามไป เช่นอย่างทางการเขามีเข้มงวดกวดขัน ให้ข้ามวันนั้น ๆ วันข้ามเขาก็ข้ามทางนั้น วันไม่(ให้)ข้ามเขาก็ข้ามทางนี้ ลอดกันไปลอดกันมา ทางนี้ก็ลอดไป ทางโน้นก็ลอดมา อยู่อย่างนี้ตลอด เขาไม่ได้สนใจ เพราะมันฝังลึกก็คือเขาพวกเดียวกัน เขาไม่ได้มีอะไรนะ เขาแยกเป็นฝ่ายปกครองเพื่อปกครองง่ายเท่านั้นเอง ให้รู้ฝั่งนั้นฝั่งนี้ เขตนั้นเขตนี้ไปเท่านั้น ก็เหมือนเราบ้านนี้บ้านนั้น อำเภอนั้นอำเภอนี้ นั่นเอง

นี่พูดถึงเรื่องการสงเคราะห์ ไปที่ไหนเป็นอย่างนั้น ไปที่ไหนดูไป นี้ยกมาเป็นเอกเทศ เราไปที่ไหนหากเป็นอย่างนั้น ไปที่ไหนเรื่อยเลย แจกไปเรื่อยอย่างนั้น ซื้อของแต่ไม่เอาของ บางทีซื้อน้ำอะไรสักขวดหนึ่ง ให้ไปเสียสองร้อย อย่างนั้นแล้ว เราซื้อน้ำใจต่างหาก ไปอากาศอำนวยมาก็เอาอีกเหมือนกัน ไปที่ไหนเป็นอย่างนั้นละเราไป เลยไม่คำนึงว่าเงินหมดหรือยัง ไม่สนใจ มีแต่จะให้ท่าเดียว นั่นละอำนาจเมตตาธรรม ไปไหนเป็นอย่างนั้น มันเป็นอยู่ในหลักธรรมชาติของจิต ไม่ได้แยกได้แบ่งไม่ได้จัดได้แจงอะไร มันเป็นของมันเอง

ศาสนาพุทธเรานี่เป็นศาสนาเรียกว่าชั้นเอกในสามแดนโลกธาตุนี้ ไม่มีศาสนาใดที่จะนำสิ่งต่าง ๆ ที่มาชี้แจงให้สัตว์โลกทั้งหลายได้ยินได้ฟัง ผู้ที่ควรจะเห็นก็คือศึกษาตามพระพุทธเจ้า แล้วก็เห็นตามนั้น ไปเห็นไปเจออย่างนั้น แล้วผู้ที่จะรู้ตาม ปฏิบัติกำจัดความชั่วช้าลามกไปดังพวกเราทั้งหลาย แบบนี้ก็มี ผู้ปฏิบัติที่จะรู้เห็นตามพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ก็มี พวกปฏิบัติแหละจะรู้ พวกไม่ปฏิบัติไม่รู้ไม่เห็น เช่น บาป บุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก หรือเปรตผี เทวบุตรเทวดา ไม่เห็น ก็มีแต่ในคัมภีร์ในตำรา ตำรานี้ท่านเอาออกมาจากความจริงที่ท่านรู้ท่านเห็น ดึงออกมาเขียนเอาไว้

ทีนี้อ่านแต่ตำราไม่ได้ปฏิบัติ คือไม่ได้ก้าวเดินไปตามที่ท่านสอนก็ไม่เห็น คือผู้ปฏิบัติก้าวเดินตามนั้น ทั้งมรรคทั้งผลก็เห็น สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วแดนโลกธาตุ มียังไงก็เห็นไปตามความสามารถของตน แต่ที่ยันกันได้ คือเป็นสักขีพยานพระพุทธเจ้าได้เป็นอย่างดี รู้มากรู้น้อยก็เป็นสักขีพยาน ถึงส่วนที่ไม่เห็น เห็นเพียงเท่านี้ด้วยอำนาจของสายตาเราแค่นี้ ที่เลยสายตาความรู้ความสามารถของเรา ไม่เห็นก็ยอมรับ ยอมรับไปเลยว่าอันนี้เป็นพยานแล้ว ๆ เป็นอย่างนั้นนะ

จึงเรียกว่าศาสนาเอก คือพุทธศาสนาของเรา ใครเกิดมาถ้าไม่ได้พบไม่ได้เคารพนับถือ ไม่ได้กราบไหว้บูชา ไม่ได้ทำตามพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เป็นเศษมนุษย์อยู่ทั่ว ๆ ไป คือไม่สมบูรณ์ เพราะไม่มีธรรมที่ถูกต้องดีงามเข้าแทรก

ลัทธิต่าง ๆ เราไม่ได้ประมาท พูดตามหลักความจริง ลัทธิต่าง ๆ ศาสนาต่าง ๆ เป็นศาสนาที่เป็นคลังกิเลสเป็นเจ้าของศาสนา พระพุทธเจ้านี้คลังแห่งธรรม เป็นเจ้าของศาสนา ต่างกันนะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้คือเป็นผู้บริสุทธิ์ นำศาสนามาด้วยความบริสุทธิ์ แจ่มแจ้งชัดเจนทุกอย่าง นำออกมาตามความมีความเป็น ทุกด้านทุกทาง ทุกแง่ทุกมุม ท่านนำออกมาอย่างนั้น ท่านไม่ได้มาแบบลูบ ๆ คลำ ๆ นะ จึงต่างกันอย่างนี้ละ

ศาสนาพระพุทธเจ้าของเรา ใครเกิดมาพบแล้วก็ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่เชื่อ ก็เป็นเศษมนุษย์ไป ๆ แต่งตัวเป็นเทวดาก็เทวดาในเศษมนุษย์ไปอย่างนั้นแหละ หัวใจไม่มีธรรมแล้วไม่มีอะไรเป็นคุณค่าเลย หัวใจมีธรรมแทรก มีมากมีน้อยมีคุณค่าอยู่ในนั้นเสร็จ ที่พระพุทธเจ้าทรงเล็งญาณดูสัตวโลก ก็ดูหัวใจนะ ไม่ได้ดูสมบัติเงินทองข้าวของ ดูเครื่องแต่งเนื้อแต่งตัวหรูหราฟู่ฟ่าเหมือนบ้าเมืองไทยเราแต่งกัน ท่านไม่ได้มาดูอย่างนี้ ท่านดูหัวใจ เล็งญาณดูสัตวโลก นั่นละสาระสำคัญอยู่ที่หัวใจกับธรรม ๆ ใครมีธรรมมากน้อย จนกลายเป็นผู้มีอุปนิสัยปัจจัยที่สามารถจะบรรลุมรรคผลนิพพาน เต็มอยู่ในหัวใจนั้นแล้ว ถึงจะทุกข์จนหนโลกขนาดไหนก็ตาม หัวใจนั้นเต็มด้วยอรรถด้วยธรรม มีคุณค่าอยู่ตรงนั้นนะ

ไม่ได้มีคุณค่าอยู่กับตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง ยศถาบรรดาศักดิ์ เครื่องแต่งเนื้อแต่งตัว ใครแต่งเอาก็ได้ยากอะไร แต่ที่จะสร้างคุณงามความดีเป็นสารประโยชน์แก่หัวใจนี้สร้างยากนะ มันไม่อยากสร้าง คิดดูซิอย่างเดินมานี่ หมาตัวนี้ชื่อไอ้หยอง มันสนใจกับอรรถกับธรรมอะไร มันก็เป็นหมาเต็มตัวของมันนั่นแหละ นั่นมันยังดียังหมอบอยู่นั้น คนไม่มีธรรมเป็นอย่างนั้นนะ ให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้

สารประโยชน์จริง ๆ อยู่ที่หัวใจ เพราะใจนี้เป็นนักท่องเที่ยวมากี่กัปกี่กัลป์ ไม่เคยฉิบหาย ไม่เคยตายแต่ไหนแต่ไรมา ออกจากภพนี้สู่ภพนั้น ออกจากภพนั้นสู่ภพนี้ สูง ๆ ต่ำ ๆ ตามอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วที่ตนนั้นแหละสร้างเอาไว้ ถ้าเป็นฝ่ายดีก็กลายเข้าไปเป็น มีอุปนิสัย นั่นเรียกว่ามีสารคุณ พระองค์ทรงพิจารณาเห็นสารคุณในหัวใจของสัตว์ ที่ว่า ภพฺพาภพฺเพ วิโลกานํ ทรงเล็งญาณดูสัตวโลก ผู้ใดที่จะเข้ามาข้องตาข่ายคือพระญาณ ตาข่ายตาแหคือพระญาณความหยั่งทราบของพระพุทธเจ้า ก็ทรงเมตตาสงสาร ควรจะไปคนนั้นก่อนก็ไป นี่ละสารคุณที่อยู่ในกองมูตรกองคูถ

ในวัฏจักรนี้เหมือนกองมูตรกองคูถ ผู้ที่มีอุปนิสัยภายในจิตใจ มันสับปนกันอยู่ในสัตว์โลกกองมูตรกองคูถนี้ ท่านก็พยายามคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาประเภทนี้แหละ หาประเภทที่ฝังกันอยู่ ปนกันอยู่กับพวกมูตรพวกคูถ นี่ผู้มีอุปนิสัย สอนโลกสอนพวกนี้แหละ ไอ้กองมูตรกองคูถล้วน ๆ พระองค์ไม่สอน ไม่ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อสอนโลก คือสอนกองมูตรกองคูถนี้เลย ท่านสอนสัตว์โลกที่จะพอบึกพอบึนไปตามพระองค์ได้ ที่แทรกอยู่ในกองมูตรกองคูถ พวกลุ่มหลงงมงาย มืด หูหนวกตาบอดเต็มอยู่ในโลกธาตุนี้ พวกที่มีอุปนิสัยปัจจัยก็มีหูมีตาอยู่ในนั้น เรียกว่ามีสาระคนนั้น ก็มาคุ้ยเขี่ยขุดค้นสอนพวกนี้แหละ ดึงก็ดึงเอาพวกนี้แหละไป จึงทรงลำบากลำบนตะเกียกตะกายสอนโลกมาตลอด

ถ้าหากว่ามีแต่กองมูตรกองคูถล้วน ๆ สอนหาอะไร ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ที่เป็นประโยชน์มันแทรกอยู่ในนั้น จึงต้องได้คุ้ยเขี่ยขุดค้น หนักบ้างเบาบ้าง ทุกข์ลำบาก เหม็นคลุ้งทั่วแดนโลกธาตุก็พยายามอยู่อย่างนั้น ทนความเหม็นเอา ทนความสกปรกเลอะเทอะของโลกมูมมามนี้ โลกนี่มันโลกมูมมาม โลกไม่มีฝั่งมีฝา โลกไม่มีขอบเขต เกิดมาก็ไม่ทราบเกิดมาจากที่ไหน บุญกรรมนั่นละ บาปกรรมนั่นละ ลอยพาให้มาเกิด ทีนี้ครั้นไม่สร้างหลักเกณฑ์เอาไว้ก็ลอยไปเกิดอีก เพราะไม่สร้างหลักเกณฑ์ก็คือไม่สร้างความดี สร้างตั้งแต่ที่เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวเอง ตายแล้วมันก็ลงไป ๆ ลงไปเรื่อย ๆ อย่างนั้น

นี่ละสัตว์โลกเป็นสัตว์มืดบอด เกิดมาก็ไม่มีหลักมีเกณฑ์ ลอยมาเหมือนคนตกน้ำในมหาสมุทร ลอยป๋อมแป๋ม ๆ ฝั่งฝาที่ไหนไม่มี แต่ก็ลอยกันอยู่อย่างนั้น อันนี้ก็เกิดก็ตาย กระเสือกกระสนอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีเกาะมีดอน เพราะไม่มีความดีเป็นเครื่องฉุดลากไป เครื่องฉุดลากขึ้นฝั่ง พอมีเรือมาเขาก็เอาขึ้นฝั่งไป ถ้าไม่มีเรือก็จมตาย นี่ถ้ามีคุณงามความดีก็เท่ากับเรือ ก็ลากขึ้นไป ลากเจ้าของขึ้นไป

เกิดมาพบพระพุทธศาสนาเป็นของเล่นเมื่อไร ผู้ที่ไม่สนใจพุทธศาสนา มิหนำซ้ำเห็นพุทธศาสนาเป็นของครึของล้าสมัยเป็นเศษเป็นเดนไปด้วยแล้ว คนนี้คือคนเศษคนเดนเต็มเหนี่ยวเลย เหลือแต่ร่างมนุษย์อยู่ในหัวใจของมัน เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่เลิศเลอ ในโลกเมืองมนุษย์เรานี้มีที่ไหนบ้างพุทธศาสนา ฟังเอาซิ หายากไหมล่ะ นี่เรามาเกิดในแดนพุทธศาสนา ควรจะมีความกระหยิ่มยิ้มย่องปฏิบัติตน ตะเกียกตะกายตนไป เพื่อความดีงามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้วโดยถูกต้อง ไม่มีผิดมีพลาดนะ ให้บึกบึนไป

เรื่องกิเลสดึงไปเพื่อทางผิดทั้งนั้น กิเลสจะดึงสัตว์โลกให้ไปทางที่ถูกที่ดีมีความสุขความเจริญ อย่าไปหวังกับมัน มีแต่ลากลง ๆ แต่ธรรมนี้ลากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงลำบาก เพราะกิเลสเหนียวแน่นมั่นคงมาก เราจะตะเกียกตะกายพาหาคุณงามความดี กิเลสจะลากลง ๆ ถือว่าเป็นความลำบากลำบนไปหมดทุกแง่ทุกมุม ที่กิเลสจะออกแง่ไหนสกัดลัดกั้นเราไม่ให้ไปทางดี ที่จะพ้นอำนาจของมัน เราจึงต้องตะเกียกตะกาย

พุทธศาสนาเป็นของเลิศเลอที่สุดแล้ว นี่เราเกิดในเมืองไทย เมืองไทยนี้ได้พุทธศาสนามาเทิดทูนเป็นเวลานานแล้วนะ เรามีวาสนาถึงได้พุทธศาสนามา ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ อย่าสร้างแต่ความชั่วช้าลามก อันเรื่องการสร้างความชั่วช้าลามกนี้ไม่จืดไม่จางนะ เรื่องกองทุกข์ที่เป็นผลของความชั่วช้าลามก มันจะเต็มหัวใจสัตว์โลกทุกแห่งทุกหนทุกภพทุกชาติไป ไม่มีว่ากรรมชั่วช้าลามกจะติดตามสัตว์โลกผู้ทำความชั่วไม่ได้ ไม่มี ทำลงไป ๆ ทำลงไปเถิด ทำมากทำน้อยก็เจ้าของทำเอง ติดกับเจ้าของไปเอง ไปที่ไหน ไปดีไปชั่ว ทำบุญทำบาป ไปเหมือนกัน ไม่ต้องมีใครบอกใครสอน กรรมนี้ดึงไปเลย หนุนไปเลย ๆ ทางดีก็หนุนไปเลย ทางชั่วก็หนุนไปเลย นี้เป็นหลักธรรมชาติใครลบล้างไม่ได้

การทำความดีนี้ โอ๊ย ลำบากจริง ๆ แหละ ในเวลาที่ลำบากนะ ไม่ใช่ลำบากตลอดเวลา เวลากิเลสหนามันหนักมันหน่วงมันถ่วงจิตใจ จะทำคุณงามความดีนี้ โหย เหมือนกับจะตกนรกทั้งเป็น นั่นเห็นไหมล่ะ ถ้าวิ่งตามกิเลสเหมือนจะขึ้นสวรรค์สด ๆ ร้อน ๆ ฟังซิน่ะ คือเป็นไปด้วยความเพลิดความเพลิน ความพออกพอใจ ถ้าเป็นไปตามอำนาจของกิเลส มันพร้อม พอใจทั้งนั้นนะ ถ้าทางธรรมะนี้ โอ๊ย ฝืนเอามากทีเดียว ไม่อยากทำ

คำว่าไม่อยากทำ ฝืนเอามาก คือฝืนกิเลสไม่ใช่ฝืนอะไรนะ ธรรมจะฝืนท่านอะไร ท่านเป็นธรรมอยู่แล้ว ฝืนกิเลสที่จะก้าวเข้าสู่หาธรรมนี้ต่างหาก เราฝืนทุกวัน ลำบากลำบน ฝืนเอา หลายครั้งหลายหนก็ค่อยเบาไป ถากไปเรื่อยถางไปเรื่อย ก้าวไปเรื่อย มันก็ก้าวหน้าไปเรื่อยซิ เราไม่ได้เดินถอยหลังนี่ เดินก้าวหน้าไปเรื่อยก็ค่อยเจริญขึ้น ๆ

ต่อไปก็เริ่มเห็นเหตุเห็นผล เห็นรสของธรรมแทรกในใจ รสของธรรมกับรสของกิเลสต่างกัน เมื่อมีสองแล้วมันก็เลือกล่ะซิคนเรา อันไหนดีอันไหนไม่ดีก็เลือก แต่ก่อนเราไม่มีอะไรเลยก็มีแต่กิเลส บืนไปตามกิเลส เป็นตายก็ไปตามกิเลส พอมีอรรถมีธรรมขึ้นภายในใจก็เป็นสองอย่างแล้ว มันก็เทียบกันทันทีเลย รสของธรรม รสของกิเลส ต่างกันยังไง ยกตัวอย่างเช่น รสแห่งความฟุ้งซ่านรำคาญ ความดีดความดิ้น ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ บางวันหลับไม่ลง เพราะกิเลสมันกวน นี่รสของกิเลส เป็นแต่ความทุกข์เดือดร้อน ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งถึงค่ำ นี่เป็นรสของกิเลส

ทีนี้เราไม่เคยเห็นรสอันอื่นที่เข้ามาแทรก เราก็ต้องดิ้นตามมันไปอย่างนี้ พอมีรสของธรรม เช่น ผู้จำเริญเมตตาภาวนา นั่งภาวนาสงบอารมณ์ที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ตั้งแต่ตื่นนอนถึงค่ำ ถึงเวลาหลับนี้ ให้สงบลงด้วยบทธรรม บทธรรมนี้เป็นน้ำดับไฟ ดับความวุ่นวายนั้น ภาวนา เช่น ผู้กำหนดภาวนา พุทโธก็พุทโธ ธัมโม หรือสังโฆ บทใดก็ตาม อิติปิโส ภควา ได้ทั้งนั้น เป็นธรรมเป็นน้ำดับไฟทั้งนั้น ให้สติจดจ่ออยู่กับนี้ กิเลสมันจะลากออกนะ เราฝืนไม่ให้มันออก ให้อยู่กับหลักเกณฑ์อันนี้

ครั้นอยู่ไปนานไป ๆ ต่อไปก็ปรากฏเป็นความสงบขึ้นมา สงบขึ้นมาที่ใจ เพราะคำบริกรรมซึ่งเป็นน้ำดับไฟลงที่นั่น พอสงบขึ้นมาความสุขก็ขึ้นมาพร้อมกัน ที่นี่พอเห็นความสุขเห็นความสงบเด่นขึ้น ๆ ไอ้เรื่องความฟุ้งซ่านวุ่นวายกับความทุกข์ที่เป็นคู่แข่งกันก็วัดกันได้ทันที ความฟุ้งซ่านวุ่นวายนี้เป็นความทุกข์เดือดร้อนตลอดเวลา ทีนี้พอจิตสงบแล้วมีที่พักผ่อนหย่อนตัว พอหายใจได้ นั่นเห็นไหมล่ะ มันเป็นเครื่องเทียบเคียงกันทันที พอต่อจากนั้นก็เห็นคุณค่าของความสงบ เห็นโทษแห่งความวุ่นวาย มันก็ฟัดก็เหวี่ยงต่อสู้กันละที่นี่ พอต่อสู้กันหนักเข้า ๆ ความสงบร่มเย็นซึ่งเป็นฝ่ายของธรรม รสของธรรมนี้เด่นขึ้น ๆ เห็นโทษแล้วนะที่นี่ เห็นโทษไปเรื่อย เห็นคุณของธรรมมากเท่าไร ยิ่งเห็นโทษของกิเลสมากเท่านั้น ๆ เพราะฉะนั้นจึงฟัดเหวี่ยงกัน เอาเป็นเอาตายเข้าว่าเลย เป็นอย่างนั้นนะ

เบื้องต้นต้องบึกต้องบึนเสียก่อน ไม่บืนไม่ได้นะ จนกว่าจะพอคืบพอคลานไปได้ เหมือนเด็กตั้งไข่แล้วก็นั่งก็คลานไปได้ แล้วก็ไปได้ อันนี้เราก็พยายามบำรุงของเราให้มันตั้งไข่ขึ้นได้ คืบคลานไปได้ เดินได้วิ่งได้เหมือนเด็ก ต่อไปก็กลายเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ธรรมดาทั่ว ๆ ไป ทีนี้จิตใจเมื่อได้รับการบำรุง ย่อมมีความแข็งแรงขึ้นเป็นลำดับ ท่านจึงสอนให้อบรม

ใจนี้กิเลสก็เป็นเจ้าของ ธรรมก็เป็นเจ้าของ แต่เวลามันหนาแน่น กิเลสเป็นนายเป็นเจ้าอำนาจ ธรรมไม่มีอำนาจ เวลาสั่งสมธรรมขึ้น ธรรมมีอำนาจปราบกิเลสได้ ความสุขเจริญขึ้นเรื่อย ๆ ในใจดวงนี้ ๆ เป็นความสุขขึ้นมา พอถึงขั้นเห็นกิเลสเป็นโทษอย่างแจ่มแจ้ง และเห็นคุณค่าของธรรมก็เหมือนกันแล้ว ทีนี้ดีดเลยนะ คราวนี้ไม่ต้องบังคับถึงเรื่องการจะสร้างคุณงามความดี ไม่ต้องบังคับ ถึงขนาดได้รั้งเอาไว้ ๆ มันเห็นโทษมาก กับเห็นคุณมาก มันฟัดกันเลย

มีแต่จะบืนออกท่าเดียว ๆ เป็นตายไม่คำนึง นี่เรียกว่าธรรมมีกำลังมากแล้ว ทีนี้ฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติไปเลย อยู่ที่ไหนยืนเดินนั่งนอนเว้นแต่หลับเท่านั้น เป็นเวลาสังหารกิเลสฆ่ากิเลส เหมือนกิเลสทำลายเราแต่ก่อน ด้วยอัตโนมัติของมันนั่นแหละ มันเสมอกันอย่างนี้นะ ธรรมกับกิเลส เวลากิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์ บีบบี้สีไฟสัตว์โลกก็เป็นอัตโนมัติของมัน คิดออกมาในแง่ไหนมุมใด เป็นกิเลสเพื่อทำลายสัตว์โลกทั้งนั้น

ทีนี้เวลาเราสั่งสมธรรมขึ้นด้วยความบึกบึนของเราไม่หยุดไม่ถอย ธรรมก็มีกำลังขึ้น ก้าวเข้าสู่ระดับเดียวกัน คือทำงานฆ่ากิเลสที่นี่ เป็นอัตโนมัติเหมือนกัน ไม่ว่ายืนว่าเดินว่านั่งว่านอน มีแต่ความพากเพียรโดยอัตโนมัติ สติปัญญาตั้งตลอด หมุนตลอด ๆๆ ฆ่ากิเลสไปตลอด นั่นละจึงเป็นอัตโนมัติ มันมีคุณค่าเสมอกันอย่างนี้ เวลากิเลสมีอำนาจ มันก็แสดงผลแห่งความชั่วช้าลามก และความทุกข์ทรมานให้แก่สัตว์ทั้งหลายมากตามกำลังของมัน ทีนี้เวลาธรรมเราสั่งสมขึ้นมากเข้า ๆ ก็มีกำลังต้านทานกันกับฝ่ายชั่ว เวลามีกำลังมากเข้าก็กลายเป็นธรรมนี้อัตโนมัติ สังหารกิเลสไปโดยลำดับลำดา โดยอัตโนมัติของตัวเอง จนกระทั่งผ่านพ้นไปได้เลย

จึงทราบเอาไว้ว่า สติธรรมดาปัญญาธรรมดา กับสติปัญญาอัตโนมัติ จากสติปัญญาอัตโนมัติ เป็นมหาสติมหาปัญญา จากการตะเกียกตะกายของเรานี่แหละ ไม่ใช่จากอะไรนะ พอถึงสติปัญญาอัตโนมัตินี้ ก็เชื่อมโยงถึงมหาสติมหาปัญญา ทีนี้มีแต่จะออกท่าเดียว อยู่ไม่ได้ ถ้าอยู่ให้คอขาดเลย จะให้มาอยู่จมอยู่กับกิเลสนี้อีก ให้คอขาดเสียดีกว่า ต้องเอาให้ได้ให้พ้น นั่นแหละที่ว่าความเพียรกล้า ความเพียรเป็นอัตโนมัติ ได้รั้งเอาไว้ ๆ

เวลาธรรมมีกำลังก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน สังหารกิเลสโดยอัตโนมัติ เหมือนกิเลสทำลายสัตว์โลกโดยอัตโนมัติของมัน นี่ให้พากันจำเอานะ ให้พากันฝึกให้พากันฝืนทุกคน ๆ เราอยากเป็นคนดี ความชั่วไม่ใช่ของดี ให้รู้ไว้ทุกคน ความชั่วติดอยู่ในสัตว์ตัวใดบุคคลใดก็ตาม จะเป็นความทุกข์ความทรมานทั้งนั้น ความดีอยู่ที่ไหนก็ตามสบายไปหมด ให้จำเอาไว้นะ วันนี้เทศน์เพียงเท่านี้แหละ

มาจากไหน (สถานสงเคราะห์เด็กบ้านข้าวสารค่ะ) เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือห้องสมุด(ค่ะ) เราไม่ได้ไปดู เราสั่งงานแล้วตายตัวเคลื่อนไม่ได้เท่านั้นเอง เขาปฏิบัติตามเรา แล้วเป็นยังไงเรียบร้อยดีไหมล่ะ ที่เขาไปปลูกไว้เป็นยังไง เกะกะที่ไหนไม่ดีตรงไหนให้บอกมา เราจะจี้พวกที่ไปสร้างไปทำขึ้นนั่นละ เรียบร้อยแล้วนะ เวลานี้ยังอีกนู่น ตึกโรงพยาบาลตั้งสองตึกสามตึก เราสร้างอยู่เวลานี้นะ ไม่ใช่น้อย ๆ บุ่งคล้า อากาศอำนวย สร้างตึกใหญ่ แล้วก็ทางน้ำอูน เป็น ๓ หลังเวลานี้ โรงเรียนหลังหนึ่ง ความยาว ๔๐ เมตร กว้าง ๑๐ เมตร ๒ ชั้น ให้เต็มยศเลย โรงเรียนกำลังสร้าง หลวงตาแบกคนเดียว แบกตลอด หนักเราก็ทนเอาอย่างนี้ละ ไม่ทนไม่ได้ต้องทนเอา หนักมากอยู่ เดี๋ยวนี้กำลังสั่งสิ่งสั่งของ โฮ้ ราคาเป็นล้าน ๆ เครื่องมือแพทย์กำลังสั่ง ตกเข้ามาเรื่อยจ่ายเรื่อย ๆ เหมือนสำนักงบประมาณวัดป่าบ้านตาดนั่นแหละ ไม่ผิดนะ เป็นอย่างนั้นตลอดเวลา

วันที่ ๕ เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๒ บาท ๕๐ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๖๙ ดอลลาร์

ประมาณ ๙-๑๐ โมงทางสำนักพระราชวังจะมาดูสถานที่ ที่ท่านจะเสด็จมาในงานกฐินช่วยชาติของเราทั้งประเทศไทย จะรวมที่วัดป่าบ้านตาด วันที่ ๒๑ วันนี้ทางสำนักพระราชวังจะมาปรึกษาหารือกันว่าจะเอาที่ไหนดี แต่ความเห็นของเรานี้หนักไปทางหน้าวัด เวลาเราพิจารณาแยกแยะดูแล้ว น้ำหนักของหน้ากำแพงหนักมากกว่า มานี้คนจะเข้ามาได้ไม่กี่คน แล้วแยกจากนี้ก็จะออกไปหน้าวัดสองพักสามพัก ไม่เหมาะ เลยตกลงว่าจะเอาหน้าวัดทีเดียวเลย พิธีทุกอย่างรวมที่หน้าวัดหมดไม่ต้องโยกย้ายไปไหน ศาลานี้เรียกว่าไม่เอาแล้ว ไปเอาที่หน้าวัด เพราะคนจำนวนมากจะมาอยู่ที่นั่น เข้ามานี้ได้ไม่กี่คน เวลาท่านเสด็จมาก็จะทรงลำบาก มาที่นี่ แยกจากนี้แล้วจะไปที่นั่น ไม่เหมาะ เราเลยตั้งสถานที่แห่งเดียวเลย ที่หน้ากำแพง ที่รับเสด็จก็ที่นั่น พิธีของแผ่นดินทั้งประเทศก็เอาที่นั่นเลย พอเลิกก็เลิกพร้อมกันเลย ไม่ต้องแยกไปนู้นแยกไปนี้ เอาอย่างนั้นแหละ เราคิดว่าอย่างนั้น เวลาทางสำนักพระราชวังมาเราก็จะให้ความเห็นอย่างนี้

เมื่อวานก็ปรึกษากับพระดู ท่านก็ไม่เห็นขัดแย้งเรา ถ้าใครมีความเห็นปลีกย่อยที่ดีกว่านี้ก็ให้แสดงออกมา เราพร้อมที่จะรับฟังเหตุผล ก็เลยลงในจุดเดียวกัน ลงที่หน้ากำแพง มันสะดวก แต่ฐานที่รับนั้นจะไม่ให้สูงเกินไป ลำบากแก่การขึ้นลง จะให้เตี้ย ๆ กว่าที่เคยลงไป แล้วก็ให้เหมาะทั้งสองคือสถานที่ที่ท่านประทับนั้นเป็นแห่งหนึ่ง และที่ประชาชนจะเข้าเกี่ยวข้องกับเราเรื่องการบุญกุศล ก็ให้เป็นภาคหนึ่ง ท่านก็ให้เป็นภาคหนึ่ง คิดว่าอย่างนั้นนะ อันนี้ยังไม่ได้สั่ง เป็นแต่เพียงความคิดเอาไว้ หลังจากฟังสำนักพระราชวังก่อน แล้วตกลงอะไรก็จะแน่นอน

เราอย่าให้เสียนะ ประเทศไทยเราทั้งประเทศ วันที่ ๒๑ ตุลา ภาคเช้า ตั้งแต่ ๙ โมงขึ้นไปแล้วเรื่องกฐินของเราก็จะเริ่มขึ้น กฐินของคนทั้งชาติ ให้รักษาหน้าประเทศไทยเราไว้ทุกหน้า ๆ อย่าให้หน้าหม่นหน้าหมองหน้าดำปี๋ ๆ ใช้ไม่ได้นะ ให้หน้ายิ้มแย้มแจ่มใสหน้าเบิกหน้าบานหน้าการให้ทาน เพื่อรักษาชาติบ้านเมืองของเรา ต้องเป็นหน้าที่เบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส ด้วยการเสียสละในเวลานั้น เสียสละเพื่อชาติไทยของเรา ไม่ไปไหน สละเพื่อหนุนชาติไทยของเราให้มีความแน่นหนามั่นคงยิ่งขึ้น จึงสมควรที่จะมีน้ำใจทุก ๆ รายไปของพี่น้องชาวไทยเรา

เฉพาะอย่างยิ่งในวันนั้น อย่าให้เสียหน้านะ นี่ฟ้าหญิงท่านก็จะเสด็จมาเป็นประธานด้วยซ้ำ ก็เป็นความอบอุ่นแก่พี่น้องชาวไทย เฉพาะอย่างยิ่งชาวจังหวัดอุดร ทั้งจังหวัดเลย นอกจากนั้นที่อื่น ๆ มาเยอะ เช่น กรุงเทพ ไม่น้อยนะจะมารวม ก็ในนามของประเทศไทยเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นจึงอย่าให้ขายหน้า ไม่ได้นะ ต้องเอาให้เป็นประวัติศาสตร์นั่นละดี กฐินวัดป่าบ้านตาดช่วยชาติ โดยไม่มีใครมาเป็นเจ้าของ ชาติไทยของเราทั้งชาติเป็นเจ้าของด้วยกัน

สมบัติที่จะนำมาซื้อองค์กฐินเหล่านี้จะนำออกมาจากการบริจาคของพี่น้องทั้งหลาย แล้วไปซื้อสิ่งนั้นเข้ามาเป็นจุดกลางเลย ไม่มีผู้ใดเป็นหลัก เอาชาติไทยเป็นหลักเลยคราวนี้ เราประกาศไปแล้ว เพราะฉะนั้นจึงอย่าให้ขายหน้าขายตา พี่น้องทั้งหลายให้ทราบตั้งแต่บัดนี้ต่อไป นี้เป็นการช่วยชาติไทยของเรา ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยการช่วยชาตินะ เรื่องใหญ่โตมาก จึงขอให้เป็นความใหญ่โต เป็นน้ำหนักเต็มที่ในหัวใจที่จะช่วยชาติอย่างเต็มเหนี่ยวเหมือนกันทุกคนนะ

สำหรับหลวงตาไม่ต้องพูดแแหละ พี่น้องทั้งหลายก็ทราบด้วยดี สละตลอดมา เงินจำนวนเหล่านี้เราก็เพียงเกริ่น ๆ เอาไว้ หลักใหญ่จะเข้าสู่ทองคำ เงินเหล่านี้จะซื้อทองคำ ส่วนปลีกย่อยที่มาเป็นบริษัทบริวารนั้นก็เพื่อเป็นเงินหมุนเวียนช่วยชาติของเราทั่วประเทศ ก็ดังที่เคยประกาศให้ทราบเรื่อยมาอย่างนั้น เพราะจำเป็นด้วยกันทั้งต้นลำทั้งกิ่งก้าน มีความจำเป็นเท่ากัน ถ้ามีแต่ต้นกิ่งก้านแห้งผากก็ใช้ไม่ได้ มีกิ่งก้านแห้ง ต้นมันโค่นล้มลง ยิ่งดูไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นทองคำเราจึงให้เป็นหลักเป็นต้นลำอันสำคัญเอาไว้ มีมากมีน้อยหมุนเข้ามาในทองคำ แล้วกระจายออกไปเป็นเงินหมุนเวียน เพื่อหล่อเลี้ยงกิ่งก้านสาขาดอกใบซึ่งมีความจำเป็นทั่วประเทศไทยของเรา หลักใหญ่อยู่ตรงนี้

วันนั้นคนก็จะมาก สมบัติก็จะมากับคน เครื่องหนุนชาติบ้านเมืองของเราจะมากับพี่น้องชาวไทยของเราทั่วหน้ากัน ใครมาหมุนเข้ามา ๆ ให้เป็น เรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์ก็ได้กฐินคราวนี้ เพราะกฐินของคนทั้งประเทศ เข้ามาจุดศูนย์กลางคือวัดป่าบ้านตาด ซึ่งเป็นสถานที่ของผู้นำพี่น้องทั้งหลายในการช่วยชาติคราวนี้ โดยถือศาสนาเป็นธงชัย ให้ความร่มเย็นทั่วหน้ากันหมดนั่นแหละ เอาละให้พร

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก