พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนแบบเดียวกันหมด
วันที่ 8 ตุลาคม 2543
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนแบบเดียวกันหมด

มาเมื่อเช้านี้เหรอ นี่ศิลป์สยาม เราไปเทศน์ที่ศิลป์สยาม งานทอดผ้าป่า อยู่หนองแขม โรงพิมพ์ใหญ่โตมาก เราไปเทศน์ที่นั่น คนก็มากเหมือนกันนะ แสดงให้เห็นว่าเป็นคนกว้างขวาง จิตใจกว้างขวาง มีบริษัทบริวารเพื่อนฝูงมาก คนมีใจคับแคบตีบตันไม่ค่อยมีใครเกี่ยวข้องมากนักนะ ไปก็ไปด้วยความเกรงใจบ้าง ไม่ได้ไปด้วยความพอใจสมัครใจ

จิตใจที่กว้างขวางนี้ใครไปหาเป็นเครื่องดึงดูดกันในตัว อยู่ที่ใจนะ ใจถ้าหากว่าเราเทียบเหมือนด้านวัตถุก็เรียกว่า ใจที่กว้างขวางแล้วเป็นเหมือนแม่เหล็กอยู่ภายใน ถึงจะจนก็เป็นแม่เหล็กอยู่ในนั้น จะจนจะมีก็เป็นแม่เหล็ก คนจิตใจคับแคบตีบตันนี้ไม่ค่อยมีรสมีชาตินะ เอาสมบัติเงินทองมาพอกพูนไว้ ก็เหมือนพอกพูนไม้ซุงแห้ง ๆ ผุ ๆ อยู่ในนั้น จิตใจมันผุมันแห้งไม่มีสาระตอบรับสมบัติทั้งหลาย ถ้าจิตใจกว้างขวาง นั้นละคือธรรมอยู่ตรงนั้น แม่เหล็กอยู่ตรงนั้น เป็นเครื่องดึงดูด อยู่ที่ไหนชุ่มเย็น ต่างกันนะ

จิตดวงเดียวนี้ละ โห น่าสลดสังเวชนะ จิตดวงนี้ไม่มีใครมองเห็นเลย แต่ละคนแต่ละสัตว์ ๆ สัตว์ใหญ่ สัตว์เล็ก เป็นเทวดาอินทร์พรหม คือใจนี้ทั้งนั้นครอง ๆ นรกอเวจี เปรตผีประเภทต่าง ๆ ใจ ๆ ทั้งนั้น เว้นใจไปไม่ได้เลย สัตว์ทุกประเภทใจครอง ๆ นี้ละตัวนี้ตัวสำคัญ ตัวสร้างบาปสร้างกรรมหาบตั้งแต่กองทุกข์ตลอดเวลา คือไม่รู้เนื้อรู้ตัวจะทำยังไง ตำหนิก็ไม่ได้นะ มันหากเป็นในกรรมของสัตว์นั้นแหละแต่ละราย ๆ

ใจดวงนี้ไม่เคยตายตั้งแต่กัปไหนกาลใดมา เงื่อนต้นเงื่อนปลายของจิตดวงนี้มาจากไหน พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้คิด เป็นอจินไตย อย่าไปคิดให้เสียเวลา ให้เอาปัจจุบันเลย เหมือนหนามยอกแล้วให้รีบบ่งออกทันที อย่าไปถามว่าหนามนี้ชื่อว่ายังไง มาจากสกุลไหน หนามนี้เกิดมาช้านานเท่าไร โดยไม่สนใจจะถอนหัวหนามออกนั้น เท้าเน่าเฟะเลย ท่านให้รีบถอนหัวหนามออก นี้เป็นผลที่จะได้รับ ส่วนไปถามหาสกุลหนามไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากทำให้เท้านี่เน่าเฟะ แน่ะฟังซิ นี่ละข้อเปรียบเทียบท่านยกมา

จิตดวงนี้จะมาจากไหน ๆ ก็ตาม รวมลงแล้วว่า ผู้รับความสุขความทุกข์คือจิตดวงนี้ว่างั้นเลย เอา มันขัดข้องตรงไหนให้แก้ออกเดี๋ยวนั้น อย่าไปคิดอดีตอนาคต คือไม่เกิดประโยชน์ มันขัดตรงไหน ๆ ให้แก้ปัจจุบัน เพราะจิตนี้จะแบกกองทุกข์หรือสุขก็ดี มันแบกมาตั้งกัปตั้งกัลป์ก็คือตัวนี้ ๆ จะไปข้างหน้าก็ตัวนี้ ให้รีบแก้ตัวนี้เสีย ข้างหน้าข้างหลังจะตัดไปหมด นั่นเห็นไหมล่ะฟังซิ อยู่ที่ใจดวงนี้ ไม่ได้อยู่ที่อดีตอนาคต ตัวนี้เป็นผู้แบกมาจนเป็นอดีต และจะเป็นอนาคตต่อไป ผู้นี้ที่จะแบกจะหามไป เพราะฉะนั้นให้ปรับปรุงผู้นี้ให้ดี จะลงในจุดนี้หมด นั่นละท่านสอน

จิตดวงนี้ไม่มีใครเรียนรู้นะ นี่ซิพระพุทธเจ้าจึงได้ท้อพระทัยมองดูสัตวโลก เปิดเผยโล่งในพระทัย ตาข่ายคือพระญาณรู้หมดเห็นหมดเลย แล้วก็รู้เรื่องของสัตว์ทั้งหลายหมด นี่ละจิตแต่ละดวง ๆ ที่ว่าท่านเล็งญาณดูสัตวโลก ท่านไม่ได้ดูดินฟ้าอากาศต้นไม้ภูเขา สมบัติ บริษัทบริวาร ยศถาบรรดาศักดิ์อะไร ท่านดูสัตวโลกท่านจะดูที่หัวใจ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ ความหมายว่างั้น รวมอยู่จุดนี้หมด จากอดีตมานานเท่าไร อยู่ที่นี่ แล้วจะไปอนาคตไม่มีประมาณก็อยู่ที่นี่ แล้วผู้นี้เป็นยังไง ดู ถ้าผู้นี้มีอุปนิสัยปัจจัยพอที่จะรื้อจะถอนได้ ทรงเล็งญาณเห็นว่ามีอุปนิสัยก็ทรงไปรื้อถอนขึ้นมา ถ้าไม่มีอุปนิสัยแล้วก็เหมือนทั่ว ๆ ไป สุดวิสัยที่จะไปรื้อไปถอนไปแบกภูเขาทั้งลูก ไม่สมควร เอาตั้งแต่สิ่งที่เป็นสาระอยู่ในภูเขานั้นออกมาทำประโยชน์ ๆ เท่านั้นพอดี

นี่ความมืดบอดของสัตวโลก ภูเขานี่มันน้อยไป แต่พอเอามาเทียบกันได้ ผู้ที่มีอุปนิสัยปัจจัยที่แทรกอยู่ในภูเขาความมืดของสัตว์นั้น ผู้ที่พอที่จะเป็นไปได้ที่แทรกอยู่ในภูเขา มี ๆ ๆ นั่นละท่านหาถอดหาถอนเอาตรงนั้น ๆ ไป ผู้ที่จมก็จมไป แต่จะจมไปไหนจิตนี้ไม่มีคำว่าฉิบหาย เพราะฉะนั้นท่านถึงให้อบรมให้ถึงที่สุดเสีย อบรมด้วยอำนาจแห่งความดีนี้ พอถึงที่สุดแล้วก็เป็นธรรมธาตุ ไม่มีคำว่าสูญ นั่นเห็นไหม ทีนี้หมด เรียกว่านิพพานเที่ยง คือธรรมชาตินั้น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ซึ่งเป็นสมมุติ เข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้เลย ผิดวิสัยกัน เพราะฉะนั้นท่านถึงรื้อถอน เพราะมีจุดยุติ

การสร้างคุณงามความดีมีจุดยุติ สร้างไปมากไป ๆ ไปถึงที่สุด เต็มอิ่มแล้วพอ นั่นยุติแล้วที่นี่ หมดความทุกข์ความกังวลโดยประการทั้งปวง หมดแล้ว ส่วนกิเลสไม่มีหมด ดึงไปเรื่อยลากไปเรื่อยอยู่อย่างนั้น กี่กัปกี่กัลป์จะไปตลอดไม่มีสิ้นสุด คือกิเลสลากสัตว์ทั้งหลาย ที่มีที่สิ้นสุดคือธรรมฉุดลากขึ้นมา ท่านสอนไว้อย่างนั้น ให้พากันจำเอานะ

เรื่องจิตดวงนี้สำคัญมากทีเดียว ไม่มีใครจะมองเห็นได้เลย นอกจากพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านเท่านั้น อันนี้ปิดท่านไม่อยู่ ปิดไม่อยู่เลย เพราะท่านแจ่มแจ้งชัดของท่านแล้ว หาที่สงสัยไม่ได้ จึงนำอันนี้ออกไปสั่งสอนโลกทั่ว ๆ ไปว่า จิตดวงนี้ไม่ตาย วิถีทางเดินมันมาจากไหน ๆ จนกระทั่งไม่มีที่สิ้นสุดยุติลงได้ พระพุทธเจ้าหรือสาวกท่านก็ตัดออก อย่าไปยุ่งกับมัน แก้ตัวที่มันขัดมันข้องอยู่เวลานี้ให้พ้นไปพอ นั่นเอาตรงนั้นนะ เรื่องอนาคตจะเป็นยังไง มันขึ้นอยู่กับปัจจุบัน ให้ปรับปรุงตัวปัจจุบันให้ดี เพราะฉะนั้นท่านถึงสอนโลก สอนที่หัวใจ ๆ ตัวแบกภาระทั้งหมด เกิดแก่เจ็บตาย ความทุกข์จนหนโลกตกทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่หมด ไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใจดวงนี้เป็นผู้สั่งสมขึ้นมา

เมื่อได้รับการได้ยินได้ฟังแล้วก็พอมีช่องมีทาง อุตส่าห์บึกบืนไป ทางนั้นก้าวนั้นก้าวนี้ก็ค่อยเป็นค่อยไป ๆ นี่ละเรียกว่ามีช่องมีทาง จากนั้นก็เป็นผู้มีอุปนิสัยเพิ่มเข้า ๆ เป็นผู้มีอุปนิสัย อันนี้ยังเป็นเชื้อแห่งอุปนิสัยเสียก่อน จะเรียกว่าอุปนิสัยไม่ได้นะ พอเด่นขึ้น ๆ สมควรแล้วที่นี่ จะเข้าถึงขั้นแน่นอนเข้าไปแล้ว นี่มีอุปนิสัยแล้วที่นี่ ผู้นี้จะผ่านแล้ว จิตดวงนี้ ผ่านออกจากความทุกข์ความทรมานทั้งหลายมากี่กัปกี่กัลป์ และจะเป็นไปอีกกี่กัปกี่กัลป์ ผ่านออกจากนี้ให้ถึงที่ยุติ ธรรมพาไปถึงที่ยุติสิ้นสุดไม่มีเงื่อนต่อต่อไป

อันนี้ต่อไปตลอดนะ กิเลสนี้ลากเข็นสัตวโลกให้ไปสู่กองทุกข์ทรมานอยู่ตลอดเวลา เรื่อยมาและเรื่อยไปอย่างนี้ ถ้าไม่มีธรรมเข้าหักห้ามหรือกั้นกางแล้ว จะเป็นอย่างนี้ตลอดไป เพราะฉะนั้นศาสนาจึงต้องมี ไม่มีเครื่องหักห้ามไม่ได้ สัตวโลกไม่มีความหมายเลย เหมือนคนที่ตกน้ำอยู่ในทะเลหลวงนั่นแหละ ว่ายป๋อมแป๋ม ๆ ไม่ทราบความหมายว่ายังไง ว่ายพอถึงวาระสิ้นชีวิตเท่านั้นเอง นี่ก็ป๋อมแป๋ม ๆ แล้วตายชาตินี้ก็ป๋อมแป๋มไปอีก ป๋อมแป๋มทางไหนไม่รู้ ป๋อมแป๋มทั้งสูงทั้งต่ำทุกแบบนั่นซิ

ถ้ามีอุปนิสัยแล้วก็มีทาง สร้างคุณงามความดีพอมีฝั่งมีฝา เหมือนมีเรือมีแพมารอมารับคนตกน้ำให้ผ่านพ้นไปได้ อุปนิสัยของเราก็คือเรือของเรานั่นเอง สร้างคุณงามความดีก็เป็นเรือ เป็นที่พึ่งที่เกาะของเรา ไปในภพชาติต่าง ๆ ก็มีบุญมีกุศลรับรองไป ความทุกข์มีก็ไม่มากเหมือนคนมีตั้งแต่บาปแต่กรรม หาบตั้งแต่กองทุกข์อย่างเดียว อันนี้ไม่มีจุดหมายปลายทางเลยพวกนี้ ไปตลอดเลย ผู้ที่มีความดีมีจุดหมายปลายทาง มีที่ยุติมีที่พักผ่อน จนกระทั่งถึงจุดที่หมายได้ด้วยอำนาจแห่งบุญแห่งกุศลที่ฝังอยู่ในใจนะ

วัฏวนที่พาให้สัตวโลกจมอยู่ตลอดเวลาก็ฝังอยู่ที่ใจ คือกิเลสฝังอยู่ที่ใจ เวลาสร้างบารมีเข้าไป แล้วก็ค่อยเข้าไปชำระซักฟอกเข้าไป จนกระทั่งถึงจุดของมันที่ตายตัว ถอนพรวดขึ้นมาผึง ดีดเลย นี่ละที่ว่าท่านสำเร็จพระอรหันต์ ตรงนี้ละ ถอนเชื้อแห่งภพชาติออกจากใจโดยเด็ดขาด ทีนี้ใจดวงนี้ก็สง่าจ้าเลย เพราะกิเลสเท่านั้นปิดไว้จึงมืดมิดปิดตา พอกิเลสเปิดออกมากน้อยจะพลอยเห็นโทษเห็นภัยเห็นคุณเห็นโทษเข้าไปเรื่อย ๆ อันนี้กระจ่างแจ้งเท่าไร ยิ่งเห็นคุณของธรรมมากขึ้น ๆ เห็นโทษแห่งวัฏจักรก็มากเข้าเท่า ๆ กัน จากนั้นก็ดีดละ ดีดเรื่อย ๆ เป็นอย่างนั้นละจิตดวงนี้ ดีดเพื่อถึงจุดที่หมาย หายความทุกข์ทรมานทั้งปวงที่เคยผ่านมากี่กัปกี่กัลป์โดยสิ้นเชิงไม่มีเหลือ ท่านจึงสอนไว้อย่างนี้ ให้พากันจำให้ดีนะ

นี่หลวงตาเปิดเต็มที่ เพราะจวนจะตายแล้ว เราไม่ได้มีอะไรหวังแล้วในโลกนี่ เราหวังแต่หัวใจโลกเท่านั้นเอง ไปที่ไหนจึงแนะนำสั่งสอน ทุกข์ยากลำบากเราก็ทนเอา ๆ ที่ว่าความเป็นอยู่กับความตายไปของเรานั้น มีน้ำหนักทางความเป็นอยู่มากกว่า ก็เพราะเห็นแก่โลก จะทำประโยชน์ให้แก่โลกได้เท่าที่ควรเมื่อธาตุขันธ์ยังมีอยู่ เครื่องมือที่ใช้ทำประโยชน์ก็มีอยู่ พอธาตุขันธ์สลายลงไปปั๊บเท่านี้ กิริยาที่ทำประโยชน์ให้โลกนี้จะหมดไปไม่มีเหลือ กิริยาของธาตุของขันธ์ เพราะฉะนั้นความเป็นอยู่จึงมีน้ำหนักมากกว่าความตายไป

ถ้าธรรมดาแล้วเราพูดอย่างกลาง ๆ นะ ว่าเสมอกัน ความเป็นอยู่กับความตายไปนี้มีน้ำหนักเท่ากัน สำหรับเราเองว่างั้นเลย ไม่มีอะไรต่างกัน นี้เป็นกลาง ๆ ที่แยกออกไปอีก เพื่อจะแยกออกไปอีก เรามีชีวิตอยู่นี้ธาตุขันธ์เท่านั้นกวนเรา นั่นเห็นไหมล่ะ ย่นเข้ามา โลกธาตุนี้กว้างแสนกว้างไม่มีอะไรมากวน มีแต่ธาตุแต่ขันธ์กวนตลอดเวลา จิตดูมันอยู่ตลอด มันรับทราบกันโดยหลักธรรมชาติ พาอยู่พากินพาขับพาถ่ายพาหลับพานอน เจ็บหัวตัวร้อน ต้องหาเครื่องเยียวยา นี้กวนตลอดเวลา พอปัดอันนี้ออกปุ๊บ สิ่งเหล่านี้หมดโดยประการทั้งปวง แล้วอยู่ไปทำไม เข้าใจไหม

ข้อที่สาม จะอยู่ไปทำไม อยู่ไปก็แบกอย่างนี้ไปตลอด มีแต่ธาตุแต่ขันธ์กวนตลอดเวลา กิเลสไม่มีมากวนใจ กิเลสสิ้นสุดลงไปแล้ว วิมุตติพระนิพพาน บรมสุขในหัวใจเต็มที่แล้ว ตั้งแต่ขณะกิเลสขาดสะบั้นลงไป ทุกข์ไม่มีแทรกแม้เม็ดหินเม็ดทรายในหัวใจของท่านผู้บริสุทธิ์นั้นเลย ก็มีแต่ธาตุแต่ขันธ์ที่มันดีดมันดิ้นอยู่ภายใน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบกันตั้งแต่วันเกิดมา ก็ต้องได้รับผิดชอบกันไป ถึงไม่กระทบกระเทือนถึงจิตให้ลำบาก ก็เป็นการกวนอยู่ในสมมุติของมันนั่นแหละ

วิมุตติกับสมมุติเวลาขันธ์ยังมีอยู่มันก็รับทราบกัน ถ้าพูดภาษาของโลกก็ว่า กวน ก็มีขันธ์เท่านั้นกวน นอกนั้นไม่มีอะไรกวนนะ มีธาตุขันธ์เท่านั้น พออันนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วหมดอะไรโดยประการทั้งปวง แล้วอยู่ไปทำไม นั่นความหมายว่างั้นนะ ให้มันกวนอะไรนักหนา ก็เท่านั้น แต่ท่านไม่ทำ ท่านวางไว้ตามสภาพ มันอยู่ยังไงก็ให้อยู่อย่างนั้น ถึงวาระมันก็ไปของมันเอง ก็เท่านั้นเอง นี่เวลาแยก-แยกได้หลายแง่หลายนัย ให้พากันพิจารณาอย่างนั้น

นี่ถึงว่าความเป็นอยู่กับความตายไปเสมอกัน ถ้าธรรมดาทั่ว ๆ ไป ถ้าแยกปั๊บเข้ามานี้แล้ว อันนี้กวนมาก แบกมันไปทำไมนัก แน่ะก็เท่านั้นเอง สลัดปั๊วะไปเลยไม่ต้องแบก สมมุติโดยประการทั้งปวงสามโลกธาตุนี้ดับวูบลงพร้อมกันกับขันธ์ดับลงไป ขันธ์เป็นผู้รับทราบสมมุติโดยประการทั้งปวง กว้างแคบหยาบละเอียด ขันธ์นี่ ตัวสัญญา สังขาร วิญญาณ มีจิตเป็นผู้ครองอยู่นี่ มันจะรับทราบของมันไปเรื่อย ๆ พอขันธ์ดับวูบลงไปแล้ว โลกสมมุติก็ดับไปพร้อมกันเลย ไม่มีอะไรแบก หมด

นั่นละ อนุปาทิเสสนิพพาน เป็นนิพพานล้วน ๆ เป็นธรรมธาตุล้วน ๆ ไม่มีสมมุติเข้าเจือปนมีธาตุขันธ์เป็นต้นเลย ท่านแยกไว้อย่างนั้น เข้าไปนั้นแล้วรู้เองไม่ต้องไปหาเรียนที่ไหน พูดแล้วสาธุ ไม่ต้องไปหาค้นในพระไตรปิฎก นี้เป็นพระไตรปิฎกอันใหญ่โต บรรจุไว้เต็มเหนี่ยวแล้ว มันรู้ในนี้หมดเลย นอกจากนั้นมันผิวเผินไปนะ พูดจริง ๆ อย่างนี้ละ มันเป็นในหัวใจอย่างนี้

เรียนเราก็เรียนมา เรียนขนาดไหน คัมภีร์ไหน ๆ ก็เคยพูดแล้วก่อนจะออกปฏิบัติ ค้นพระไตรปิฎกเสียแหลกเลย เพราะเหตุไร ค้นนี่ค้นเพื่อจะเอาหลักเกณฑ์ไปปฏิบัติ เพราะเวลาออกปฏิบัติแล้วจะไม่มีหนังสือนี้ติดตัวไปเลย เราจะมีแต่ตัวเท่านั้นออกปฏิบัติ กับความรู้ความเห็นความจดจำได้จากคัมภีร์ต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในใจนี้หมด ขัดข้องอะไรก็พิจารณาตามที่เราเรียนมาอย่างนั้น ๆ เท่านั้น

เวลามันเป็นขึ้นภายในใจนี้ มันจ้าออกแล้วนี้ไม่ได้เหมือนกันนะ ความจำเป็นไปด้วยความมืด ๆ มัว ๆ ความสงสัยสนเท่ห์ บาป บุญ นรก สวรรค์ เรียนไปถึงไหนสงสัยไปถึงนั้น ๆ เลยนะความจำ แต่ความจริงเจอเข้าตรงไหนแม่นยำ ๆ ตลอด นี่ความจริงกับความจำมันต่างกัน เพราะฉะนั้นพระไตรปิฎกใน พระไตรปิฎกนอกนี้จึงต่างกันมากทีเดียว พระไตรปิฎกนอกท่านถอดออกจากพระไตรปิฎกในนี้ไปจดจารึกเอาไว้ พระไตรปิฎกในคือท่านผู้บริสุทธิ์ทรงไว้ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านทรงไว้เรียบร้อยแล้วท่านจะไปถามใครที่ไหน มันจ้าอยู่นั้นหมดแล้วถามใคร ไม่ต้องถาม พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านไม่ถามใครแหละ เต็มอยู่ในหัวใจท่านหมด

สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองโดยลำพัง ประกาศก้องอยู่ในหัวใจ ดังที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ว่า เป็นความรู้เองเห็นเอง เป็นประกาศิตสำคัญมากทีเดียว พอรู้นั้นแล้วไม่ต้องไปถามใคร จ้าในหัวใจเลย

นี่ก็พูดถึงเรื่องจิตดวงนี้ ให้พากันพิจารณาให้ดีนะ จิตดวงนี้ไม่ว่าจะสัตว์ตัวใดต้องมีจิตอยู่ในนั้น ๆ ทั้งนั้น สัตว์ไม่มีหัวใจก็คือสัตว์ตายแล้ว ถ้ามีหัวใจอยู่ก็เรียกว่าจิตยังอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ให้ทำลายกัน แม้แต่อยู่ในท้องในครรภ์ก็ไม่ให้ทำลาย จิตเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วไม่ให้ทำลาย เป็นอย่างนั้นนะ นี่ละจิตดวงนี้ละที่ท่องเที่ยวเกิดแก่เจ็บตาย ไม่มีใครเรียนถึงมันนะ ต้องภาคปฏิบัติจิตตภาวนาในพุทธศาสนาเท่านั้น ศาสนานอกนั้นสาธุ เราไม่ได้ประมาท ไม่มีศาสนาใดสามารถที่จะติดตามจิตดวงนี้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย จนถึงขั้นวิมุตติหลุดพ้นไปได้เหมือนพุทธศาสนา ว่างั้นเลย

พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เบอร์หนึ่งเลยไม่ผิด สอนแบบเดียวกันหมด ตามวิถีของจิต สถานที่อยู่ของจิตเป็นยังไง พรรณนามาหมด ให้โลกทั้งหลายได้เห็นทั้งโทษทั้งคุณของฝ่ายดีฝ่ายชั่วที่ตนไปเสวย เสวยดีเสวยชั่วแสดงหมด เช่น บาป บุญ นรก สวรรค์ บอกไปหมด ๆ ออกจากใจดวงนี้ที่จะไป เพราะฉะนั้นจึงชำระใจดวงนี้ให้สิ้นสุดวิมุตติหลุดพ้นจากนี้แล้ว ดีดผึงถึงพระนิพพานไม่ต้องถาม นั่นท่านบอกไว้หมดอย่างละเอียดลออ

แต่พวกเรามันโง่นั่นซิ ให้กิเลสลบเอา ๆ ไม่เป็นหน้าเป็นหลังอะไรเลย เวลานี้กำลังลบบาปกันนะ บาปไม่มีแล้ว มีแต่ความทะเยอทะยาน ความดีดความดิ้นเป็นบ้ากันทั่วโลกดินแดน แล้วว่าโลกนี้เจริญ มันเจริญที่ไหน เราอยากถามว่าอย่างนี้นะ เห็นแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้หัวใจของสัตวโลก ใหญ่เท่าไรยิ่งเผามาก ประเทศที่ว่าเจริญเท่าไร ๆ นั้นละตัวเผามากอยู่ตรงนั้น มันเจริญด้วยอิฐด้วยปูนด้วยหินด้วยทราย ถนนหนทาง วัตถุสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เอามาหลอกกันเฉย ๆ ว่าเจริญ อิฐปูนหินทรายมันเจริญอะไร มันเสื่อมที่ไหน มันก็มีของมันอยู่อย่างนั้น ตัวเสื่อมตัวเจริญมันมีอยู่ที่ใจต่างหาก ใจเป็นผู้ดีดผู้ดิ้นกับสิ่งเหล่านั้น

อย่าพากันเป็นบ้าว่า ใครใหญ่โตเท่าไรเขาจะมีความสุขความเจริญ นั้นไฟเผาหัวมัน เอาธรรมจับปุ๊บเข้าไปเห็นหมดเลยจะว่ายังไง ตาสีตาสาอยู่ตามท้องนาเขาไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย เขายังมีความสุขกว่ามหาเศรษฐีครองเจ้าอำนาจเสียอีกนะ พูดอย่างนี้ละความจริง พวกนี้ไม่ได้คิดมาก วุ่นวายมาก ดีดดิ้นหาอยู่หากินวันหนึ่ง ๆ พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันหนึ่ง ๆ เขาไม่ได้ทุกข์มากนะ ไอ้พวกที่มันดิ้นมันดีดอยู่ภายในใจ มีอะไร ๆ มามันไม่พอนะข้างนอก เพราะใจมันหิวโหยมันไม่พอ ตัวนี้จึงดีดจึงดิ้น จึงได้รับกองทุกข์มากยิ่งกว่าใคร ให้พากันจำเอาไว้นะ วันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ก่อน เอาละพอ

วันที่ ๒๑ นี้ก็จะเป็นวันกฐินแห่งชาติไทยของเรา มารวมจุดกลางคือวัดป่าบ้านตาด ให้พี่น้องทั้งหลายตั้งหน้าตั้งตาทุกคน ให้สมเกียรติแห่งชาติไทยของเรา นี่เป็นกฐินเพื่อชาติ ให้พี่น้องชาวไทยทั้งประเทศเป็นเจ้าภาพด้วยกันหมดเลย กฐินคราวนี้ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำ ที่ทางราชการว่าจะตัดอะไรออกนั้น เราพิจารณาดูแล้วรู้สึกไม่สมพระเกียรติท่านนะ ควรจะปรึกษาผู้ว่าเสียอีกที ที่จะทำอะไรที่จะถวาย (แจกของที่ระลึก) นั่นแล้ว ควรจะทำก็ทำ เอาทางราชการมาตัดประโยชน์ของชาติบ้านเมือง นี่เรามาเทียบแล้วนะ ราชการทำไมถึงใหญ่โตนักอย่างนั้น ใหญ่ไม่เป็นท่า

อันนี้งานเพื่อชาติ เป็นงานที่ใหญ่โตมากที่สุด ควรที่จะอนุโลมตาม ผ่อนผันสั้นยาวให้พอเหมาะพอดี เวลานั้นท่านเสด็จมาเพื่อประโยชน์ของชาติแท้ ๆ เราก็มาชมพระบารมีท่านโดยถือกฐินนี้เป็นต้นเหตุสำคัญ รวมน้ำใจของพี่น้องชาวไทยเรา ควรที่จะได้ทำเต็มเม็ดเต็มหน่วย ให้เป็นไปตามอัธยาศัยของท่านนั้นแหละดี ปรึกษาหารือกันเสีย (ของที่ระลึกนี่ทางวัดต้องจัด) พี่น้องทางเมืองอุดรเราจัดไม่ได้เหรอของที่ระลึกน่ะ จะมาให้ตั้งแต่วัดป่าบ้านตาดจัด มันก็เป็นหน้าที่ของวัดป่าบ้านตาด พี่น้องชาวไทยก็เป็นโมฆะทั้งหมดใช้ไม่ได้

เราอยากให้พี่น้องชาวไทยเรามีคุณค่าทุกคน ให้พากันจัดนะ ให้พูดกับผู้ว่าอย่างนั้นนะ ขอให้พากันพิจารณาเถอะเรื่องนี้ หลวงตาพิจารณาแล้วก่อนที่จะนำออกมาพูด คือเอาเรื่องนั้นไปพิจารณามันข้อง ๆ อยู่ตลอดในหัวใจ (ไม่ถึงร้อยชิ้น) ไม่ถึงก็ได้ ขอให้มีเป็นเครื่องระลึกเป็นที่เหมาะสมว่างั้นเถอะนะ ถ้าไม่ทำอะไรเลยนี้แหม ไม่เหมาะอย่างยิ่ง

เฉพาะอย่างยิ่งคือต้นผ้าป่าเวลาท่านเสด็จมา ขอให้มีต้นผ้าป่าเป็นกรณีพิเศษเป็นที่ระลึก จะเป็นดอลลาร์ จะเป็นเงินสดเป็นอะไรก็ได้ ให้เป็นต้นพุ่มสำคัญ ๆ ให้เป็นที่ระลึกเวลาท่านเสด็จมา จะเป็นที่สง่างาม เป็นขวัญตาขวัญใจของพี่น้องชาวไทยทั่วหน้ากันในจุดนี้อันหนึ่ง เราไปพิจารณา พอพูดกันวันนั้นแล้วมันข้องอยู่ภายใน พิจารณาไปมันไม่สะดวก เอ๊ มันยังไงอยู่อย่างนั้นนะ ทีนี้ออกทางนี้โล่งเลย มีมากมีน้อยเอาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยของเราทุกคน เวลานี้เป็นกฐินของชาติอย่าเอาทางราชการอันนั้นมาตัด ๆ ให้เป็นไปตามโปรแกรม ๆ นั้นไม่ค่อยเกิดผลประโยชน์อะไรเลย

เพราะเรื่องชาติใหญ่โตมาก ราชการก็ราชการของชาติ ก็ต้องทำเพื่อชาติ นั่นมันย่นเข้าไป ๆ เอาอย่างนี้ดีกว่า ให้ปรึกษาผู้ว่าเสีย ได้มากได้น้อยก็ตามขอให้ได้ทำให้เห็นเต็มเม็ดเต็มหน่วยเรา ตามกำลังของเรา ที่จะทำอย่างแบบที่ว่านั้นรู้สึกว่า โอ๊ย มันยังไงเราเอง มันหากเป็นอยู่ในนี้พูดไม่ถูก เพราะก่อนที่จะอะไร ๆ นี้จะต้องพิจารณานี้ให้เต็มเหนี่ยวเสียก่อน โล่งตรงไหนออกปึ๋งเลย ๆ เพราะฉะนั้นการที่เรานำพี่น้องชาวไทยเราทั้งประเทศมาเป็นเวลาเกือบ ๓ ปีนี้แล้ว เราจึงไม่เคยปรึกษาใครเลย เราจะปรึกษาในนี้เสร็จ

เอ้า พูดให้เปิดอกเสีย ทุกอย่างจะพิจารณาในนี้ ๆ แล้วโล่ง แล้วถูกอรรถถูกธรรมทุกแง่ทุกมุมแล้วพุ่งเลยที่นี่ ไม่ต้องฟังเสียงใคร ธรรมเป็นเลิศแล้ว ออกเลย จะออกด้วยวิธีการวัตถุยังไงก็ดังที่ประกาศออกมาแล้วนี้ ก็ไม่เห็นผิดพลาดไปไหน วัตถุอันนั้นจะเข้าตรงนั้น ๆ เราพิจารณาหมดแล้วนะก่อนที่จะมาออก

การเทศนาว่าการพี่น้องทั้งหลายก็เหมือนกัน แกงหม้อใหญ่ แกงหม้อเล็ก แกงหม้อจิ๋ว เราพร้อมไปแล้วทุกอย่าง ออกเลย ๆๆ ไม่ต้องไปถามว่า ขึ้นธรรมาสน์แล้วจะให้เทศน์ว่ายังไง ไม่มี เข้าใจไหม จะว่าแกงหม้อใหญ่ เอ้า ให้มา ผู้ที่จะมาฟัง ให้มา ว่างั้นเลย จะออกทันที ไม่ว่าแกงหม้อใหญ่ ไม่ว่าแกงหม้อเล็ก ไม่ว่าแกงหม้อจิ๋ว จะออกทันที พุ่ง ๆ เลยเทียว ไม่ได้คุย มันเต็มอยู่ในหัวใจแล้วครอบโลกธาตุนั่น ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้ว จนตรอกจนมุมที่ไหน ไม่จน ว่างั้นเลยนะ

นี่เราจวนจะตาย เปิดให้พี่น้องทั้งหลายทราบเสีย จิตดวงนี้เราไม่เคยเป็นแต่ก่อน มันก็มาเป็นในชาติปัจจุบันนี้แหละ ได้เห็นอย่างชัดเจน จนกระทั่งถึงสะดุ้งเลยเชียว โถ ๆ ขึ้นขนาดนั้นนะ อดไม่ได้ทนไม่ได้ก็เลยยกโคตรพ่อโคตรแม่ลงมา ตั้งแต่โคตรพ่อโคตรแม่หลวงตาบัวลงมา ยังไม่เคยรู้เคยเห็นธรรมประเภทนี้ เรามารู้ได้ยังไง เห็นได้ยังไง โคตรของเราไม่เห็น มันรู้ได้ยังไง นั่น เห็นไหม คำว่าโคตรพ่อโคตรแม่ คือหมายความว่า น้ำหนัก เข้าใจไหม เกิดมาแต่โคตรแต่แซ่ไม่เคยเห็น ทำไมมันโผล่ขึ้นมาให้เห็นได้นี่ ความหมายก็ว่างั้น

เรื่องที่ว่าหยาบว่าโลนนั้น อย่าเอาเข้ามาเกี่ยวข้องกับธรรมนะ ไม่มีความหมาย อันนั้นเป็นเรื่องของกิเลสมันป้องกันตัวมันต่างหาก ตัวสกปรกโสมมที่สุดโหดร้ายทารุณที่สุด คือกิเลส พูดอะไร ๆ เขาว่าสกปรก กิเลสมันปิดป้องไม่ให้ไปแตะต้องมัน คือมันตัวสกปรก เข้าใจไหม ธรรมท่านสะอาดพอแล้ว ท่านจะไปสกปรกที่ไหน เทศนาว่าการตรงไหน เป็นความสะอาดสะอ้านไปหมด อย่างที่ว่าหมูว่าหมานี่ก็เหมือนกัน เข้าใจไหม ว่าหมูว่าหมาว่าเป็ดว่าไก่ ว่าจับหางดึงไว้ มันยังบืนไปนี่ มีแต่ธรรมจับหางกิเลสดึงไว้ เข้าใจไหม กิเลสมันผาดโผน ธรรมต้องจับหางดึงไว้ บางทีธรรมสู้ไม่ไหว หางขาด กิเลสมันยังพาไปได้สบาย เข้าใจเหรอ

อย่ามาคิดนะว่า เรื่องธรรมที่เราแสดงไปนี้ เราจะไปคำนึงคำนวณคิดถึงเรื่องว่า มันหยาบมันโลนอย่างนี้ เราไม่คิด เพราะเรื่องเหล่านี้มันหยาบโลนอยู่แล้ว เข้าใจไหม ธรรมเป็นของสะอาด เป็นน้ำที่สะอาดชะล้าง สาดไปเลย ๆ ใครจะว่าหยาบโลนหรือว่าดุด่าว่ากล่าว ไม่สนใจ นี่คือน้ำดับไฟหรือว่าน้ำที่สะอาดชะล้างสิ่งสกปรกเท่านั้นเอง เข้าใจไหม นี่คือธรรม นี่เป็นกัณฑ์ที่ ๒ แล้วเหรอนี่ กัณฑ์ที่ ๒ นี่มันเผ็ดร้อนนะ เผ็ดร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เหรอ เอาละหยุดละ เดี๋ยวมันจะไปใหญ่ ให้พร..

สรุปทองคำดอลลาร์นะ วันที่ ๗ เมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๘ บาท ดอลลาร์ได้ ๒ ดอลลาร์ แล้วนอกจากนั้นอย่าให้อ่านเถอะนะ เพราะอ่านทุกวัน ๆ นะ เมื่อวานนี้ ๘ ดอลลาร์ แต่เราไม่ได้นับตอนเย็นเมื่อวานนี้ ตอนเย็นเมื่อวานนี้ได้ ๑๒ บาท รวมไม่รวมเมื่อมาแล้วมันก็เข้าของมันเลยแหละ อันนี้เราก็อ่านไปอย่างนั้นแหละ อันไหนที่มาแล้วก็เข้าเลย ๆ เมื่อวานนี้ได้ ๑๒ บาท ที่ตั้งฮั่วไถ่ เมื่อวานนี้ถวาย ไม่ได้นับเข้าในนี้นะ มันจะมาเข้าหรือไม่เข้า ช่างมันเพราะมันมาแล้ว มันก็เข้าของมันเองแหละ เราอ่านเงามันไปอย่างนั้นแหละ

บัญชีก็ให้โอนมาเรื่อย ๆ บัญชีที่ประกาศไว้ข้างหลังศาลานี้ ประกาศมาได้ ๓ ปีแล้ว เวลานี้การโอนเข้ามาไม่ค่อยมี มันจะค่อย จืดจาง ๆ ไป ร่อยหรอไปไม่ดี ไม่สมเกียรติแห่งชาติไทยของเรา เพราะเหล่านี้เพื่อชาติทั้งนั้น ทางไหนก็เข้าเวลานี้ ทางกฐินก็หมุนเข้าทางกฐิน ส่วนเวลาที่เราจะมีว่างเราจะหมุนเข้าบัญชีทางนี้ก็เพื่อชาติ กฐินก็กฐินเพื่อชาติก็อย่างเดียวกัน คราวนี้ต้องเอาให้หนักนะ พี่น้องชาวไทยเรา เอาให้หนักคราวนี้ ทั่วประเทศไทยของเรา ให้เห็นเป็นความสำคัญจำเป็นทั่วหน้ากันหมดนะ นี้กฐินเพื่อชาติไทยของเรา ๆ ไม่ให้ใครเป็นเจ้าภาพเป็นโต้โผ เป็นโต้โผด้วยกันทุกคนเด็ดทุกคน เป็นเจ้าภาพด้วยกัน วัตถุไทยทานที่จะนำมาเป็นองค์กฐินนี้เป็นของพี่น้องชาวไทยทุกคน นำมาซื้อของเข้ามาเป็นองค์กฐินเลย ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ

เพราะฉะนั้นจึงมอบให้พี่น้องทั้งหลายเป็นเจ้าของทุกคน เอาให้เต็มเหนี่ยวทุกคน อย่าให้เสียชื่อเสียงชาติไทยของเรา เฉพาะอย่างยิ่งมาจังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นเมืองของผู้นำคือหลวงตาบัวด้วยแล้วขายขี้หน้าไม่ได้นะ อย่างคราวที่แล้วมานี้เก่งแล้วแหละ วันที่ ๙ สิงหา นี่ช่วยชาติ อันนี้เก่งแล้ว ฟาดมันเก่งครั้งที่ ๒ เข้าใจไหม คราวนี้เอาครั้งที่ ๒ อย่าให้ด้อยกว่าคราวที่แล้ว ไม่ได้นะ พูดว่าจะหยุดมันก็หยุดไม่ได้ กฐินเราจะจัดหน้ากำแพงนะ เราไม่ได้จัดในวัดนี้ เพราะคนจำนวนมาก ให้เห็นกันทั่วหน้าเลย

เมื่อวานนี้มาโรงเดียว โรงพยาบาลนะ เมื่อวานซืนนี้โรงพยาบาลมา ๖ โรง มารับของ วันนี้ไม่ทราบ มาไม่ขาดนะโรงพยาบาล เลิกละ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก