กฐินแห่งชาติ (21ต.ค.2543)
วันที่ 19 ตุลาคม 2543 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓

กฐินแห่งชาติ

เอ้า รวบรวมนะพี่น้องชาวไทยเรา คราวนี้เป็นคราวสำคัญมากในชาติไทยของเรา ให้พี่น้องทั้งหลายจำไว้อย่างถึงใจ หลวงตาช่วยพี่น้องทั้งหลายนี่ช่วยอย่างถึงใจจริง ๆ ไม่มีอะไรเหลือเลยพูดง่าย ๆ ทุ่มลงเพื่อชาติ เราก็เคยบอกแล้วว่า เรื่องที่เราทุ่มเพื่อเราฆ่ากิเลสนี้ เราเอาชีวิตเข้าแลกเลย ในชีวิตของเราไม่มีงานใดที่จะหนักมากยิ่งกว่างานฆ่ากิเลส เราประกาศป้าง ๆ เลย ไอ้เรื่องงานทั้งหลายที่เราตั้งแต่เกิดมาว่างั้นเถอะน่ะ งานหนักก็ยอมรับว่าหนัก แต่ไม่เคยสละชีวิตกับมันนะ แต่งานฆ่ากิเลสนี้สละตลอด ๆ พอถึงขั้นจะเอาแล้ว เอาเลย ว่างั้นเลย พุ่งเลยเทียว เราก็บอกว่าเราเฉียดสลบ พระพุทธเจ้าสลบ ๓ หนเก่งไหมศาสดา ฆ่ากิเลส พระพุทธเจ้าสลบ ๓ หน เราเฉียดสลบ ไม่สลบเราก็บอกไม่สลบ

พระโสณะท่านทำความเพียรเดินจงกรมฝ่าเท้าแตก เราไม่ถึงฝ่าเท้าแตก แต่ออกร้อนเหมือนไฟลนเทียวนะ ต้องได้มาดูจริง ๆ มาดูฝ่าเท้า ทำไมมันออกร้อนนักหนา เวลามาพัก คือเดินจงกรมนี่ลงได้ลงทางจงกรมแล้วไม่มีเวล่ำเวลา พวกน้ำพวกท่าอะไรไม่สนใจเลย เหมือนนักมวยคลุกวงในกันเลย ตลอด ๆ นั่นฟังซิพี่น้องทั้งหลาย นี่ละสละชีวิตฆ่ากิเลสเราเด็ดขนาดนั้นนะ นี่เรียกว่าเด็ดดี ให้จำเอาไว้นะ นี่ละเด็ดดีเลิศ เด็ดชั่วเลวสุดยอดเลย มันเด็ดสองเด็ดนะ ถ้าเด็ดชั่วก็เลวสุดยอด เด็ดดีก็ดีสุดยอด พระพุทธเจ้าสลบ ๓ หนผ่านนี้ได้เป็นศาสดาเอกของโลก เรายอมกราบไหว้ท่านเรื่องความเพียร ท่านถึงขั้นสลบ ๓ หน ๖ ปีท่านสำเร็จ เอาให้มันยันกันอย่างนี้ละ

ธรรมเป็นของจริงพูดไม่ได้มีอย่างเหรอ แต่กิเลสเป็นของปลอมทำไมมันเกลื่อนตลาด ไม่เห็นใครสะดุดใจบ้าง ธรรมพอจะเป็นเครื่องต้านทานกิเลส ลบล้างกิเลส ชะล้างกิเลส ออกมาแย็บหนึ่งฮือฮาเป็นบ้ากันไปหมดแล้ว เห็นไหมกิเลสมันโจมตีธรรม นี่พระพุทธเจ้าสลบ ๓ หน เป็นศาสดาเอกของโลก ทรงบำเพ็ญอยู่ ๖ พรรษา เราฟาด ๙ ปี ขึ้นเวทีไม่ถอยเลย ๙ ปี ไปคนเดียว ๆ ตลอด ไปบางหมู่บ้านเขาตีเกราะประชุมเขาว่าเราตายแล้ว ฟังซิน่ะ แต่เราไม่ตาย พระพุทธเจ้าสลบไม่มีใครตีเกราะนะ เราไม่ได้สลบแต่มาตีเกราะนี้ เอารัดเอาเปรียบพระพุทธเจ้าเกินไป คือไปบางบ้านพวกชาวบ้านเขา

สำคัญก็คือว่าไม่ฉันจังหัน คือเวลาฉันจังหันแล้วมันเหมือนรถบรรทุกของหนัก การภาวนาไม่คล่องตัว ถ้าฉันจังหันเป็นอย่างนั้น มันมีลักษณะอืดอาด ถ้าหากว่าจิตตั้งตัวไม่ได้ก็ล้มเหลว ๆ พออดอาหารเข้าไปสติค่อยตั้งขึ้นได้ ๆ สติเป็นสติขึ้นมาเป็นลำดับลำดา นี่เห็นผลอย่างนี้ ทีนี้เวลาอดไปนานเท่าไร ร่างกายมันอ่อนเปียก จะก้าวเดินไปไม่รอด เดินจงกรมนี่สองสามตลบนั่งแล้ว แต่จิตนี่เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า ฟังซิน่ะ นี่ละทางจิตมันดี ทางธาตุขันธ์มันอ่อน อ่อนก็ตามเถอะเราเทียบกันเรียบร้อยแล้ว ธาตุขันธ์นี้กินเมื่อไรก็มีกำลังทันที แต่เรื่องอบรมอรรถธรรมนี้ไม่ได้มีกำลังเหมือนอย่างนี้นะ ถูไถรอดล้มรอดตายก็ไม่ขึ้น

เพราะฉะนั้นจึงต้องอด อดแล้วอด ๆ จนบิณฑบาตไปหมู่บ้านเขา คำนวณแล้วว่า กะว่าจะถึงหมู่บ้าน วันพรุ่งนี้ไปคงจะถึงหมู่บ้าน ถึงขนาดนั้นไม่ถึง ไปถึงกลางทางต้องพักกลางทาง ไปไม่ได้นะ ถึงขนาดนั้นนะฟังซิ ไปนั่งอยู่กลางทาง แล้วทีนี้กิเลสมันขึ้น ไม่ใช่ธรรมเกิดนะ เกิดในใจ กิเลสก็มี ธรรมก็มีภายในใจ กิเลสก็เกิดขึ้น นี่เห็นไหม ขึ้นเลยนะ เป็นเหมือนคำพูดพุ่ง ๆ ขึ้นนี่ ท่านอดอาหารเพื่อจะฆ่ากิเลสให้ตายว่างั้นนะ แต่เวลานี้กิเลสยังไม่ตาย ท่านกำลังจะตายรู้ไหม นั่นมันกระตุกเรา ท่านกำลังจะตายรู้ไหม ขึ้นแล้วกิเลสขึ้น นี่เรียกว่ากิเลสเกิด ทีนี้ธรรมก็เกิดรับกันทันที การกินนี้ก็กินมาตั้งแต่วันเกิด ไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร อดเพียงเท่านี้จะตายหรือ เอ้า ตายก็ตาย นั่นธรรมเกิดเข้าใจไหม พุ่งเลย

เมื่อนานเข้า ๆ ที่เป็นอย่างนี้เราเป็นตลอด สำหรับนิสัยของเรามันเป็นนิสัยอย่างนั้น เป็นตลอด แต่ไม่มีใครตีเกราะประชุมเหมือนหมู่บ้านนั้น ไม่ต้องบอกละหมู่บ้าน เอาความจริงมาพูดเป็นอะไรไปวะ เขาตีเกราะประชุมลูกบ้านเขาเลย เป็นยังไงพระองค์นี้ที่มาอยู่กับเรานี้ มาไม่ทราบว่ากี่เดือนแล้ว ไม่ทราบว่ากี่วันด้อม ๆ บิณฑบาตหนหนึ่งแล้วหายเงียบ ๆ ไปนี้กี่เดือนแล้ว พวกเรากินวันละ ๓ หน ๔ หนยังทะเลาะกันได้ เขาว่าอย่างนั้นนะ ผู้ใหญ่บ้านเขาตีเกราะประชุมลูกบ้าน นี่ท่านอดขนาดนี้ท่านทำไม นี่ก็หลายวันแล้วนะหายเงียบไปหลายวันแล้ว ท่านไม่ตายแล้วเหรอ ให้ไปดูซิ ประชุมกันบอกให้ไปดูเรา เราตายแล้วยังเขาว่าอย่างนั้น

แต่เวลาไปเขามีข้อแม้ข้อหนึ่ง สั่งลูกบ้านเขา เขาบอกเขาไม่ไป กลัวท่านว่างั้นนะ บอกว่ากลัวท่าน เขาบอกเลย เอ้า ไปดูซิเป็นยังไง แต่ไปให้ระวังนะ พระองค์นี้ไม่ใช่พระธรรมดา เป็นมหา ไปเดี๋ยวท่านเขกเอาหลงทิศมานะ เขามีข้อแม้เตือนกัน ไปก็รุมมาจริง ๆ โอ๋ย แห่กันมา มาธุระอะไร เขาก็พูดเรื่องราวให้ฟังตามที่เขาตีเกราะประชุมกัน มาดูท่านว่าท่านไม่ตายแล้วเหรอ ผู้ใหญ่บ้านให้มาดู เราก็ถาม แล้วตายแล้วยัง โอ๊ย ไม่เห็นตาย ไม่ตาย ท่านไม่โมโหโทโสอยู่เหรอ เป็นยังไงล่ะโมโหโทโสไหม ไม่เห็นโมโหโทโส ยิ้มแย้มแจ่มใส มีเท่านั้นเหรอ มีเท่านั้น

เราอดอาหารนี่เราไม่ได้อดเพื่อฆ่าตัวให้ตาย เราจะอดฆ่ากิเลส มีเท่านั้นละ ไป เลิก ยังไม่ถึง ๑๐ นาที ไล่แตกฮือเลย เราก็ไม่ลืม นี่ละเห็นไหม ฟัดกันถึงขนาดนั้น ถึงว่าในชีวิตของเรานี้ ไม่มีงานใดหนักยิ่งกว่างานฆ่ากิเลส เฉียดสลบ ๆ ไปเลยเรื่อย ๆ ไปอย่างนั้น ไม่ถึงขั้นสลบเราก็บอกไม่สลบ ฝ่าเท้านี้เวลามาพัก ออกร้อนฝ่าเท้า เหมือนไฟลนเทียวนะ เราต้องได้มาดูฝ่าเท้าเรา มาดูจริง ๆ ฝ่าเท้านี่มันแตกเหรอ มันทำไมพิลึกพิลั่นเอานักหนา ออกร้อน เวลาเดินจงกรมไม่ได้สนใจกันนี่น่ะ

เพราะการเดินจงกรมนี้เดินทุกวันทุกคืน ครั้นนานเข้า ๆ ฝ่าเท้ามันก็จะแตก มาดูฝ่าเท้าก็ไม่เห็นแตก เรียกว่าไม่แตก พระโสณะท่านฝ่าเท้าแตก เราสู้พระโสณะไม่ได้ แต่เป็นสักขีพยานกันในความเพียรประเภทนี้ หมุนตลอดเวลา ไม่ได้คำนึงถึงความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จะเป็นจะตายไม่คำนึง เหมือนนักมวยคลุกวงในกัน กิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจ หัวใจคือเวทีอันใหญ่หลวง กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่นี้ ไม่ได้สนใจกับร่างกายจะเป็นอะไรต่ออะไร ทีนี้ทำไปหลายวันหลายคืน ฝ่าเท้ามันก็ทนไม่ไหว มันบางเข้า ๆ มันจะแตกจะทะลุถึงเนื้อนั่นแหละ ก็ไม่ทะลุ นี่เราก็พูดให้ฟัง เป็นยังไง

ถ้าว่านั่งก็ก้นแตก ฟังซิพี่น้องทั้งหลาย นี่เอาความจริงมาพูดนะ เรื่องความสละเป็นสละตายของเราเป็นเวลา ๙ ปี เหมือนว่าไม่ได้แหงนดูเมฆดูดาวอะไร ฟัดกันกับกิเลสตลอดเวลา นี่ละทุกข์หรือไม่ทุกข์ฟังซิ นี่ละเราเด็ดเพื่อเรา เด็ดเพื่อดีเป็นอะไรไป เอาไปเป็นคติซิ เด็ดเพื่อเลวเห็นกันทั่วโลก เด็ดเพื่อดีมีที่ไหน ไม่ค่อยมีนะ ทีนี้ถ้าว่านั่งก็จนก้นแตก ฟังซิน่ะ ก้นแตกเป็นอะไร ก็นั่งหามรุ่งหามค่ำ บางวันนั่งตั้งแต่ยังไม่มืดนะ ฟาดตะวันโผล่ขึ้น นั่งท่าเดียวไม่มีข้อแม้ ยกข้อแม้ให้ข้อเดียว คือเวลาเรานั่งตลอดรุ่ง เราอยู่กับครูบาอาจารย์ อยู่กับเพื่อนกับฝูง พระเณร เว้นแต่เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาภายในวัด จะเกิดขึ้นกับครูบาอาจารย์หรือพระเณรองค์ใดก็ตาม เราจะลุกขึ้นไปช่วยเหตุการณ์นั้น นอกจากนั้นแล้วไม่มีเว้นเลย

เอา ปวดหนักออกเลย บอกงี้เลยนะ ปวดเบาให้ออกเลย เราจะไม่ลุก ถ้าว่ามีข้อแม้ว่า เว้นแต่ปวดหนักปวดเบา เวลามันจะตายจริง ๆ มันจะหาทางออก ปวดหนัก มันจะว่านะ เดี๋ยวปวดเบา ไม่ให้ออก เอ้า ๆ ทะลักออกเลย ตั้งแต่เกิดมาทีแรกมันเอาตักแม่เป็นส้วมเป็นถานมาสักเท่าไรกว่าจะโตขึ้นมานี้ โตขึ้นมาขนาดนี้แล้ว ขี้ใส่ผ้าจีวรตัวเองมันล้างไม่ได้ เอาไปฆ่าทิ้งเสียอย่าให้หนักศาสนา นั่นเห็นไหม เด็ดไหมฟังซิพี่น้องทั้งหลาย ถอดออกมาจากหัวใจมาพูดนะ ไม่มีข้อแม้ ฟาดนี้หามรุ่งหามค่ำ เว้นสองคืนสามคืนนั่งตลอดรุ่ง เว้นสองคืนสามคืนนั่งตลอดรุ่ง เวลานั่งตลอดรุ่งวันไหนจิตนี่เหมือนเหาะเหินเดินฟ้า อัศจรรย์ได้ทุกคืน

นี่ละที่ว่าคนเราเมื่อจนตรอกจนมุมแล้ว สติปัญญามันจะขึ้นฟัดกันกับกิเลส มันก็ได้เหตุได้ผลเวลานั้น ได้ความอัศจรรย์ทุกคืนไม่มีเว้นนะ นั่งตลอดรุ่งคืนไหนที่ว่าไม่ได้ความอัศจรรย์ นั่งสู้กิเลสไม่ได้หงายออกมา ๆ ไม่มี ได้ทุกคืน ๆ นี่นั่งไม่ทราบว่ากี่คืน ๙ คืน ๑๐ คืน แต่ไม่ได้ติดกันนะ เว้น ๒ คืนบ้าง ๓ คืนบ้างตลอด ทีแรกก้นมันออกร้อน พอต่อมามันก็พอง นั่งเข้า ๆ ต่อจากพองก็แตก ต่อจากแตกมันก็เลอะ ฟังซิเป็นยังไงหนักไหม เลอะไม่เลอะก็ตาม ถ้ากิเลสไม่แตกเป็นไม่ถอย

นี่พ่อแม่ครูอาจารย์กระตุกเอาอย่างแรงเหมือนกัน เพราะท่านรู้นิสัยผาดโผน นิสัยเรามันจริง ๆ นะ ผาดโผนจริง ๆ นะ ถ้าสมมุติว่าเป็นทางชั่วนี่ โหย ไม่ได้ตายในเรือนจำละนะ คืออย่างน้อยต้องตายในเรือนจำ มากกว่านั้นตายในป่าในเขา ก็ไปซัดกับเขาล่ะซิ เป็นโจรใหญ่ เขาก็ฆ่าในป่าเข้าใจเหรอ ไม่ได้ตายในเรือนจำจะตายในป่า นั่นละถ้าเป็นโจรก็เป็นขนาดนั้น แต่นี้เดชะจิตทางนั้นไม่มีนะ อันนี้มันหมุนมาทางดี เพราะฉะนั้นมันถึงผาดโผนโจนทะยาน

พอขึ้นไป ทีแรกท่านก็ชมเพราะเห็นนั่งตลอดรุ่ง เอาความอัศจรรย์เล่าถวายท่านฟัง ท่านก็ซัดเปรี้ยงเลย เรียกว่ายุให้หมาตัวนี้ มันจะเป็นแบบไหนคอยดู ไอ้หมาตัวนี้พอได้รับท่านยุ โหย มันทั้งจะกัดจะเห่า ท่านยุยังไง พอไปเล่าเรื่องอัศจรรย์ให้ฟังในเวลานั่งตลอดรุ่งนี้ จิตมันเกิดความอัศจรรย์ขึ้นมา ไม่เคยเห็นตั้งแต่เกิดมา มันก็เกิดขึ้นแล้วในคืนวันนั้น พอพรุ่งนี้เช้าขึ้นไป ทีนี้กิริยามารยาทไม่ได้เป็นกิริยามารยาทเหมือนลูกศิษย์กับครูบาอาจารย์ขึ้นไปหากันดังที่เคยปฏิบัติมานะ

คือธรรมดาลูกศิษย์กับครูบาอาจารย์ขึ้นไปหากัน ต้องเหมือนผ้าพับไว้ เรียบร้อยทุกอย่าง ทีนี้เวลาขึ้นไปมันได้ธรรมอัศจรรย์ คืออยากเล่าถวายท่านให้ท่านได้ยินได้ฟังแล้วท่านจะแนะตรงไหน ผิดตรงไหน เราพร้อมที่จะคอยฟังตลอดเวลา ขึ้นไปด้วยบรรจุธรรมที่อัศจรรย์ขึ้นไป ขึ้นไปเสร็จแล้วก็คึกคักขึ้นเลยนะ ทีนี้ไอ้เรื่องที่ผ้าพับไว้ไม่มี มีแต่พลังของจิต พลังของธรรม ที่มันเกิดภายในใจนี้ ขึ้นไปก็เล่าเรื่องนั่งตลอดรุ่งให้ฟัง ฟัดกับกิเลสแบบนั้น ๆ พอถึงขั้นมันลงอัศจรรย์ มันก็ผึงลง ก็เล่าถวายท่านฟัง พอจบลงแล้ว

เวลาเราเล่านี้ท่านจะนั่งนิ่งฟังทุกกิทุกกี เราเล่าถวาย พอจบลงแล้วเราก็หมอบคอยฟังท่านจะออก อุบายวิธีใดที่เราขัดข้องตรงไหนท่านจะแก้จะปลดให้เราตรงไหน ๆ เราก็คอยฟัง พอเราเงียบปั๊บลงท่านขึ้นผึงเลย เอาละที่นี่ได้หลักแล้ว ฟาดมันลงไป ขึ้นอย่างนี้เลยเราไม่ลืมนะ อัตภาพนี้มันตายเพียงหนเดียว ไม่ได้ตายถึง ๕ หน เอ้าทีนี้ได้หลักแล้ว เอามันลงไป ฟัดมันลงไปอย่าถอย โอ๋ย พอลงมาจากท่าน หมาตัวนี้ทั้งจะกัดจะเห่า เห็นใบไม้แห้งใบไม้สดจะกัดจะเห่า เรียกว่ามันดีใจเข้าใจไหม เว้นสองคืนสามคืนเอาอีก เว้นสองคืนสามคืนเอาอีก ท่านก็เสริมให้ ๆ

พอนานเข้า ๆ ทีนี้ ขึ้นไปทีไรก็เล่าแบบนี้ให้ฟัง กิริยาท่าทางนี่ไม่ได้เป็นผ้าพับไว้นะ คึกคักขึงขังตึงตัง แต่ขึงขังตึงตังอำนาจของธรรมต่างหาก มันมีกำลังของมัน ผึง ๆ ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมันรู้มันเห็นจะให้ว่ายังไง เล่าครูบาอาจารย์นี้ผาง ๆ เลยนะ นั่นธรรมเกิดในใจฟังเอานะ ไม่ต้องไปถามใครละ พอเสร็จแล้วท่านก็ยุท่านก็เสริมแหละ ลงมาก็ขนาบใหญ่ ทีนี้พอนานเข้า ๆ พอขึ้นไปนั่งปั๊บ จะเล่าเรื่องภาวนาให้ท่านฟัง พอขึ้นไปปั๊บ กิเลสมันไม่ได้อยู่ในกายหนาท่านว่า มันอยู่ในจิตหนาว่างี้ เราไม่ลืมนะ ม้าตัวคึกตัวคะนอง ตัวผาดโผนโจนทะยานมาก ๆ นายสารถีฝึกม้าเขาจะฝึกอย่างหนัก ว่างั้นนะ ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้มันกิน ไม่ควรกินน้ำไม่ให้มันกิน เอาอย่างหนักจนมันลดพยศลงไปโดยลำดับลำดา การฝึกเขาก็ค่อยลดลง ๆ เมื่อใช้งานได้เป็นปกติแล้ว เขาก็ไม่ฝึกทรมานม้าอย่างหนักอย่างนั้นอีกต่อไป ใช้งานเป็นธรรมดา ท่านพูดเพียงเท่านี้

นี่เป็นข้อเปรียบเทียบ ม้าที่มันพยศ นี่ก็เรากำลังพยศ ความหมายก็ว่างั้นเอง ทีนี้พอท่านพูดถึงเรื่องม้าเสร็จแล้ว แต่เรายังเสียดายนะ ท่านไม่ได้เอาเราเข้าไปเทียบปั๊บทันทีเลย ท่านไม่เทียบ ท่านยกขึ้นแง่เดียว เราเข้าใจแล้วเพราะเราเรียนมาแล้วนี่ นี้มีในชาดกแล้ว พอท่านพูดถึงเรื่องการฝึกทรมานม้าแบบไหน ๆ เราก็เรียนมาแล้ว ท่านก็คงทราบว่าเราก็เรียนมาแล้วเหมือนกัน ท่านจึงยกตั้งแต่ม้าขึ้นเท่านั้นละนะ เวลามันพยศให้ทำอย่างนั้น ๆ เวลามันลดพยศลงมาก็อ่อนลง ๆ จนกระทั่งใช้การใช้งานได้เรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่ทรมานอย่างนั้น เท่านั้นละท่านจบ

ทีนี้เราก็ได้ความทันทีเลย คือเราผาดโผนเราก็รู้ แต่เราเสียดายคำหนึ่งที่ว่า ไอ้หมาตัวนี้น่ะมันทรมานตัวแบบไหนน่ะ แต่ท่านไม่ได้ว่าอย่างนี้นะ ท่านพูดถึงเรื่องม้า ไอ้เรานี่อยากให้ท่านพูดว่าหมาตัวนี้มันทรมานตัวแบบไหน มันถึงทำอย่างนั้น เรายังเสียดายอยากให้ท่านว่า แต่ท่านไม่ว่านะ เราดึงขึ้นมาเพื่อให้น้ำหนักมันถึงกันเข้าใจไหม นี่ละการฝึกทรมานเป็นอย่างนี้ ท่านรั้งเอาไว้

ตั้งแต่บัดนั้นมาเราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่งอีกนะ นั่นเห็นไหมยอมรับ บอกว่า กิเลสมันไม่อยู่กับกายนะ มันอยู่กับใจ ใจดื้อด้านต่างหาก ทีนี้จิตมันมีความยอมรับผิดชอบในอรรถในธรรมเป็นหลักเป็นเกณฑ์พอสมควรแล้ว ก็ควรจะลดหย่อนผ่อนผันมันลงไปเหมือนกับฝึกม้า ความหมายว่างั้น แต่ท่านไม่บอก ท่านพูดแง่เดียวไปเลยเราก็เข้าใจทันที ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่ง จากนั้นก็ฟัดกันใหญ่เลย ไม่ตลอดรุ่งก็ตาม แต่เรื่องความเพียรนี้ไม่ว่าตลอดรุ่งไม่ว่าตลอดค่ำ มันหากฟัดกันอยู่นั้นตลอด นี่ทุกข์ไหมพี่น้องทั้งหลายฟังซิ นี่ละเราทุกข์ทรมาน

พอตั้งหลักได้แล้วทีนี้ก็ฟาดทางด้านจิตใจ สมาธิภาวนา ทางด้านสติปัญญาขึ้นผึง ๆ นี่เวลาได้หลักแล้ว ทีนี้ธรรมเกิดพูดง่าย ๆ ว่างี้เลย กิเลสกับธรรมเกิดฟัดกันตลอดเวลาบนหัวใจเวทีใหญ่นี้ ซัดกัน ๆ ตลอด ๆ จนกระทั่งเอาสุดยอดเลย ฟาดกิเลสขาดสะบั้นลงจากหัวใจไม่มีอะไรเหลือแล้ว ทีนี้เหมือนฟ้าดินถล่ม นั่นเคยได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบแล้วมาหลายครั้งหลายหน นี่เกิดขึ้นจากความเด็ดเดี่ยว เกิดขึ้นจากความเด็ดขาดของธรรมที่จะฟัดกับกิเลส เด็ดขาดขนาดนั้นกิเลสถึงขาดสะบั้นลงไปได้ ถ้าธรรมท้อแท้อ่อนแอจะไม่ได้มีอะไรมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังนะ เพราะนิสัยของเราเป็นนิสัยอย่างนี้

เวลาจนตรอกจนมุมมันจะได้สติปัญญาเวลาจนตรอกจนมุม เพราะสติปัญญาหมุนติ้วในเวลานั้น ต่อสู้กัน ไม่ต่างคนต่างฟัดต่างเหวี่ยงกันได้หรือ กิเลสฟัดมาแบบหนึ่ง เราก็ฟัดไปแบบหนึ่ง นี่เรื่องของธรรม สุดท้ายกิเลสมันก็ม้วนเสื่อให้เห็นประจักษ์ในหัวใจ ตั้งแต่บัดนั้นมาแล้วไม่เคยมีกิเลสตัวใดเข้ามาผ่านในหัวใจเลย เป็นเวลา ๕๐ กว่าปีนี้แล้ว เรื่องความทุกข์จึงไม่เคยปรากฏในหัวใจนี้เลย มีแต่บรมสุขล้วน ๆ เป็นอนันตกาล เรียกว่านิพพานเที่ยงก็ไม่สงสัย เป็นอันเดียวกัน นี่ละอำนาจแห่งการทำจริงทำจังทุกอย่าง เป็นผลขึ้นมาให้เห็นอย่างนี้

การสละตัวเองก็สละอย่างนี้จนเป็นที่พอใจทุกอย่าง หายสงสัยแล้วในเรื่องของโลกสมมุติโดยประการทั้งปวง ไม่มีอะไรสงสัยแล้ว ก็เกี่ยวข้องกับหมู่กับเพื่อนเรื่อยมา จนกระทั่งได้มาช่วยชาติบ้านเมือง ความเด็ดอันนั้นก็ได้ผลเป็นที่พอใจแล้ว ทีนี้เมื่อมาเห็นชาติบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ๆ มันก็จะเป็นนิสัยวาสนาชะตาของชาติไทย ระหว่างหลวงตาบัวกับชาติไทยก็ได้ ก็บันดลบันดาลให้ขึงขังตึงตังขึ้นมา โรคท้องนี้ก็หายวันหายคืนเป็นลำดับในจังหวะเดียวกัน ก็ได้ขึ้นเวทีตั้งแต่บัดนั้นต่อมา

ทีนี้ธรรมประเภทเหล่านี้ก็ออกละที่นี่นะ หากว่าเราไม่ได้ขึ้นเวทีแล้ว ธรรมประเภทนี้จะตายไปด้วยกันเลย จะไม่มีใครได้ยิน จะได้ยินเฉพาะที่เราเทศน์สอนพระที่แกงหม้อเล็ก แกงหม้อจิ๋วบนศาลานี่โดยเฉพาะ ๆ ที่จะเทศน์สาธารณะทั่วไปทั่วประเทศไทยดังที่แสดงมานี้ไม่มีนะ แต่นี้เวลาไปขึ้นเวทีมันก็ต้องเป็นทุกอย่าง แกงหม้อใหญ่ หม้อเล็ก หม้อจิ๋ว จะออกไปตาม ๆ กันตามเวลาสถานที่อันควร ถึงออกมา นี่ละที่ประกาศพี่น้องทั้งหลาย จึงประกาศด้วยความอาจหาญชาญชัยทุกอย่าง ด้วยความจริงจัง เชื่ออรรถเชื่อธรรมเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เต็มหัวใจทุกอย่างมาประกาศพี่น้องทั้งหลาย จึงแน่ใจว่าไม่ได้ผิดไป

ความเด็ดความเดี่ยวเหล่านี้เป็นความเด็ดเดี่ยวเพื่อทำชาติบ้านเมือง เพื่อประชาชนชาวพุทธเราให้ได้สติสตัง คิดอ่านไตร่ตรองพินิจพิจารณาปฏิบัติตาม อย่างน้อยก็เป็นลูกศิษย์ที่มีครู ไม่เร่ร่อน ๆ สาดกระจายไปทุกแห่งทุกหนแบบไม่มีแบบไม่มีฉบับ ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองรวนเรอย่างนี้ มันจะได้ลดลง ๆ จะมีแบบมีฉบับอันดีงามเข้าเป็นเครื่องประคับประคองหัวใจกายวาจาของเรา เราจะปฏิบัติตัวได้เป็นความดีงามตลอดไป นี่จึงได้นำธรรมะนี้มาสอนพี่น้องทั้งหลาย

ธรรมะเหล่านี้ได้ออกแล้วนะ ออกมาได้เกือบ ๓ ปีนี้แล้ว ที่เริ่มขึ้นเวทีนี้ เราบอกตรง ๆ เรื่องการสอนโลก เราไม่อัดไม่อั้นบอกงี้เลย ฟังซิคำนี้เคยได้ยินไหม เมื่อในหัวใจนี้มันครอบโลกธาตุไปด้วยธรรมธาตุ สง่างาม สว่างจ้าครอบโลกธาตุแล้วจะเอาอะไรมาจน จนก็จนกิเลสเท่านั้น กิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วเอาอะไรมาจน เอาอะไรมาเป็นข้าศึก นั่นซิธรรมถึงได้ออกเต็มเหนี่ยวแก่พี่น้องทั้งหลายที่จะเห็นว่าเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงไร เราจึงได้แสดงเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เราไม่เคยมีที่ว่าอยากจะโอ้จะอวด อยากให้เขาเยินยอสรรเสริญ เราไม่มี เหล่านี้เป็นถังขยะทั้งนั้น ความสรรเสริญก็ดี ความนินทาก็ดี เป็นถังขยะทั้งนั้น ธรรมไม่ใช่ถังขยะมาสนใจอะไรกับถังขยะอย่างนี้ เขาสรรเสริญก็เป็นบ้ากับเขา เขานินทาก็เป็นบ้ากับเขาไปอีกแบบหนึ่ง นี่มันเป็นธรรมอะไรอย่างนั้น ฟังซิ ถ้าเป็นธรรมแล้วไม่ตื่น เอ้า ถ้ายกตัวอย่างเทียบ เหมือนทองคำแท่งนี้มีน้ำหนัก ๑๐ กิโล ก้อนอิฐก้อนนี้มีน้ำหนัก ๑๐ กิโล เอา เราไปยกดูซิน่ะ ทองคำยกมันจะหนักถึง ๑๐ กิโล แล้วก้อนอิฐนี้ก็หนัก ๑๐ กิโลเหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นอันใดดีกว่ากัน

น้ำหนักเท่ากัน เราเป็นผู้แบกคนเดียวกัน เราต้องเป็นผู้รับน้ำหนักด้วยกันทั้งสอง ทั้งอิฐทั้งทองคำ เมื่อเป็นเช่นนั้นคำนินทาก็ดี คำสรรเสริญก็ดี ก็เท่ากับอิฐกับปูนกับทองคำนั่นแหละ จะเรียกว่าถังขยะก็ไม่ผิด ไม่ยกมันจึงไม่หนักเข้าใจไหม ใครติฉินนินทาก็ไม่ตื่น ใครชมเชยสรรเสริญก็ไม่ตื่น เรียกว่าไม่แบกไม่หนักเข้าใจเหรอ นี่ละเอาธรรมประเภทนี้ละมาสอนพี่น้องทั้งหลายเวลานี้ เราไม่ได้มาสอนเล่น ๆ นะ เราไม่ได้สนใจกับใครจะตำหนิติเตียนว่าเรานักโม้โอ้อวดอะไร เราไม่เคยสนใจ พวกนี้พวกถังขยะ มันจะเห่าว้อก ๆ ขึ้นมาจากถังขยะ เห่าแล้วมันก็ลงไปถังขยะกินถังขยะตามเดิม ธรรมไม่ได้กินถังขยะ ธรรมไม่ใช่ถังขยะ ตื่นหาอะไร เรื่องอรรถเรื่องธรรมที่เป็นประโยชน์แก่โลกแสดงออกไปซิ ผู้ที่จะรับความดีมีอยู่ เราเอาตรงนั้นนะ เราถึงไม่ได้สนใจกับใครว่าจะว่าอะไร ๆ

นี่ก็ช่วยพี่น้องทั้งหลายเต็มเม็ดเต็มหน่วย การสละชีพเพื่อฆ่ากิเลสในหัวใจของเรา เราก็สละเต็มหัวใจเรามาแล้วเป็นที่พอใจ เวลานี้ก็กำลังอุ้มชูพี่น้องชาติไทยของเราทั่วทั้งประเทศ ขอให้พากันตื่นเนื้อตื่นตัวนะ ธรรมของจริงเอาไปที่ไหนยกได้ทั้งนั้น ต่างคนต่างเอาคติธรรมนี้ไปปฏิบัติตัวเองจะยกได้ทุกคน ยกได้ ๆ การปฏิบัติให้มีขอบเขตมีเหตุมีผลมีหลักมีเกณฑ์ อย่ารวนเรเร่ร่อนนะ นี่เสีย ประเทศไทยเราเสีย ขนบประเพณีอันดีงามไม่ค่อยมีนะ ถ้าของมาจากเมืองนอกอันไหนดีหมด เรายังไม่ได้ถามดูขี้ไอ้หรั่งมันดีไหม เราไม่ได้ถามดู ขี้ไทยเราเหม็นขี้มันหอมหรือ เราอยากถามว่างั้นนะ

อะไรถ้าเป็นของนอกดีหมด ๆ เสียตรงนี้นะเมืองไทยเรา ไม่รักนวลสงวนตัว ไม่สงวนเนื้อหนังของตัว ไปเห็นลูกของเขาดีกว่าลูกของเรา เห็นผัวเห็นเมียเขาดีกว่าผัวเมียของตัว เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วกระจายออกไปมีแต่ของเขาดีกว่าของเรา ๆ เลวที่สุด ชาติไทยของเราถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเลวที่สุด อันดับหนึ่งเราต้องเป็นตัวของเรา สองนี้ลูกของเรารัก ผัวของเรารัก เมียของเรารัก เป็นของเรารับผิดชอบพึ่งเป็นพึ่งตายกัน นี้เจริญรุ่งเรืองแน่นหนามั่นคง ครอบครัวนั้นมีความอบอุ่นเต็มที่เต็มฐาน ครอบครัวใดก็ต้องรักเหมือนกัน ต่างคนต่างรับผิดชอบกันระหว่างพ่อแม่กับลูกรับผิดชอบ บ้านของตัวเองรับผิดชอบบ้านตัวเอง แล้วรวมลงไปถึงประเทศไทยของเรา รักประเทศไทยของเรา ต่างคนต่างมีความรักสงวนประเทศของตนแล้ว ต่างคนต่างเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองของเราก็เจริญรุ่งเรือง เข้าใจไหมล่ะ ให้พากันจำเอานะ

อย่าไปเห็นของนอกดีกว่าของใน อะไรเอามาอวดกัน ๆ ผลที่สุดเราอยากพูดซ้ำอีกว่า ประสาแอปเปิ้ลไปเอามาจากเมืองบ้าที่ไหนก็ไม่รู้นะ นี่แอปเปิ้ลนี่ได้มาจากเมืองนอก เมืองนอกหีพ่อหีแม่อะไรเราอยากว่าอย่างนั้นนะ เมืองไทยมีเต็มไปหมดไปดูซิ เอ้า ยกตัวอย่างเช่น จันทบุรีนี่มีแต่แอปเปิ้ลมีแต่ผลหมากรากไม้ เดี๋ยวถ้าเราเป็นชาวจันทบุรีเราจะไล่ตีเมืองไทยให้แตกหมดเลย สูไม่ดูหรือจะว่าอย่างนั้น ไม่พูดธรรมดานะ นี่แอปเปิ้ลกูถืออยู่นี่ กูจะฟาดหน้าสู สูยังไม่รู้อยู่เหรอ สูเป็นบ้าอะไรตื่นแอปเปิ้ลเมืองนอกเมืองนา เห็นดีกว่าแอปเปิ้ลเมืองไทยเรา เราอยากว่าอย่างนั้นนะ แต่นี้เราไม่ได้เป็นชาวจันท์เราเป็นชาวอุดรฯ เข้าใจไหม เพราะฉะนั้นพวกนี้จึงไม่หัวแตก ถ้าเราเป็นชาวจันท์แล้วพวกนี้หัวแตกหมดเลย จะตีแทนพี่น้องชาวจันท์ทั้งจังหวัด ฟาดให้เมืองไทยหัวแตก เพราะมันเลอะเทอะ มันเป็นบ้าตื่นของเมืองนอก

อะไรถ้ามาจากเมืองนอกดีหมด ๆ เลวที่สุดนะเมืองไทยเรา จำให้ดีนะคำนี้นะ ต้องรักสงวน ตั้งแต่ตัวของเรา ลูกเต้าหลานเหลนของเรา ครอบครัวของเราขึ้นไปโดยลำดับ จนกระทั่งชาติไทยของเรารักสงวนเหมือนกัน นี้จะเป็นที่เจริญรุ่งเรืองแน่นหนามั่นคง ถ้าหากเหลว ๆ ไหล ๆ เห็นแต่ของเมืองนอกดี ๆ นี้เจ๊งทีเดียวไม่ต้องสงสัย แล้วเงินก็ขนออกไปซื้อเข้ามาล่ะซี ซื้อมาก็มากัดตับกัดปอดชาติไทยของเราไม่มีอะไรเหลือ เสียตรงนี้นะ ให้พากันรักนวลสงวนตัว ของอะไรที่มีอยู่ในเมืองไทยของเรา ให้พากันใช้กันสอยกันอยู่กันกิน อย่าไปเป็นบ้ากับเมืองนอกมันเสียเรานะ กินของเราไม่เสีย หนุนกันในเมืองไทยของเรา เอาของเขามาเท่าไรมากน้อยนี่เสียไปหมด

ส่วนที่จำเป็นใครก็รู้ ที่เขาจะต้องแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเป็นธรรมดา อันนี้ยกให้เป็นธรรมดาประเพณีของโลก มันสืบต่อกันอยู่อย่างนั้น แต่ไอ้ที่มันเป็นนิสัยเลว ๆ อย่างเมืองไทยเรานั่นซิ ถ้าเป็นของเมืองนอกอะไรก็ตาม ขี้ฝรั่งแตกปู้ด โอ๊ย ๆ นี่ขี้ฝรั่งมาแล้ว ยกขบวนเมืองไทยไปขยี้ขยำเลย นี้มันบ้า หลงกระทั่งขี้เขา เข้าใจไหม นี่ละเป็นกัณฑ์แรกแล้วนะ กัณฑ์ที่สองต่อ เรื่องกฐินของชาตินี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ กฐินของชาติไทย ให้ถือเป็นความสำคัญทุกคน ให้ต่างคนต่างจดจ่อต่อเนื่องกันโดยลำดับทั่วประเทศไทยของเรา เอ้า ต่างคนต่างเสียสละเพื่อหนุนชาติของเรา สมบัติเงินทองเหล่านี้จะเข้าหนุนชาติของเราทั้งนั้น ไม่ได้ทำให้ชาติล่มจม ให้ต่างคนต่างเสียสละ มีมากมีน้อยต่างคนต่างเสียสละ ให้เป็นประวัติศาสตร์

ยังไงก็เป็นแน่ ๆ ประวัติศาสตร์ในเมืองไทยเรา เพราะกฐินแห่งชาติไทยไม่เคยมีว่า ชาติไทยทั้งชาติเป็นเจ้าภาพเป็นเจ้าของกฐินนี้ มามีขึ้นในชาติไทยของเรา จุดศูนย์กลางคือวัดป่าบ้านตาดโดยหลวงตาบัวเป็นผู้นำ จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายทำให้สมหน้าสมตาสง่าราศี ด้วยความองอาจกล้าหาญในการรักชาติ ในการเสียสละหนึ่ง ในความพร้อมเพรียงสามัคคีหนึ่ง ในการรักกันหนึ่ง

คนทั้งประเทศนี่เป็นเหมือนอวัยวะเดียวกัน นี่เรียกว่ารักกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน อย่าถือสีถือสาว่าคนตำบลนั้น บ้านนี้ ภาคนั้นภาคนี้ อันนี้เป็นความเสียหาย เป็นความกระทบกระเทือน ไม่มีส่วนดีเลย เอา ภาคไหน ตำบลใด เมืองใดก็ตาม ก็เหมือนอวัยวะของเรา นี้แข้งนี้ขา นี้ตีนนี้มือ นี้หัว มันก็คืออวัยวะของร่างกายเรานั่นเอง ในชาติไทยของเรานี่ใครจะอยู่แห่งหนตำบลใดภาคใดก็ตาม ก็คืออวัยวะของชาติไทยของเรา ให้ต่างคนต่างรักต่างสงวนเสมอหน้ากันแล้ว ชาติไทยก็แน่นหนามั่นคง เข้าใจไหมล่ะ ให้จำกันให้ดีนะ นี่คือความรักกัน ไม่มีคำว่ายุแหย่ก่อกวนให้แตกร้าวสามัคคี อันนี้เป็นการทำลายอย่านำมาใช้ในเมืองไทยเราซึ่งเป็นเมืองพุทธ

อะไรที่ไม่ดีให้ซ่อมให้แซม ตั้งแต่เสื้อผ้าเขาก็ยังซ่อมแซมดัดแปลงกันไป มนุษย์เราไม่ดีที่ตรงไหนให้ซ่อมแซมต่อกันนะ คำว่าซ่อมแซมต่อกันคือให้ทำความเข้าใจกัน เพื่อความแน่นหนามั่นคงแห่งชาติไทยของเรา ให้พากันเข้าใจ

นี่เรื่องงานกฐินก็จะขึ้นแล้วนี่ ให้เริ่ม ท่านผู้ใดที่จะบริจาคในงานกฐินครั้งนี้ บริจาคได้ทุกแห่งทุกหนทั่วประเทศไทย ธนาคารได้เปิดไว้แล้วเป็นเวลาเกือบ ๓ ปีนี้แล้ว เฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกฐินที่ไทยพาณิชย์ มีทั้งอุดรฯ มีทั้งกรุงเทพ แล้วก็โอนไปได้ทุกจังหวัดในธนาคารไทยพาณิชย์สำหรับกฐินแห่งชาติ บริจาคเข้ามานี้ก็ได้ อันนี้เป็นจุดใหญ่จุดหนึ่ง จุดแตกกระจายออกไปก็พวกโครงการช่วยชาติเรานี้ ก็เพื่อเข้าสู่คลังหลวงด้วยกันนั้นแหละ ไม่ว่าแขนซ้ายแขนขวา แขนไหนแขนใดมาก็เข้าสู่อวัยวะเดียวกัน ๆ นี้จตุปัจจัยไทยทานพี่น้องทั้งหลายบริจาคมามากน้อย จะมาในแง่ใดมุมใด จะเข้าคลังหลวงด้วยกันนั่นแหละ เป็นแต่ว่าเปิดทางให้เข้ามาหลายด้านหลายทางเท่านั้นเอง ขอให้พากันทราบตามนี้นะ ให้เอากันเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ที่หน้าวัดเรานั้นน่ะ บอกเขาให้ทำให้เตียนโล่งไปหมดแล้ว เพื่อต้นทองคำ ต้นดอลลาร์ ต้นเงินสด เหลืองอร่ามเขียวปื๋อแถวนั้น เราได้เตือนรถมาหลายวัน ถ้ารถคันไหนเซ่อมันจะลงคลอง เราจะบอกให้ตรง ๆ นะ เดี๋ยวจะว่าเราไม่บอก เราเตือนรถมาได้สองสามวันนี้แล้ว รถให้เตรียมเครื่องเอาไว้เพื่อย้ายที่ต้นผ้าป่า กฐินเพื่อชาติจะเข้ามาที่หน้าวัดป่าบ้านตาดเต็มท้องนานั้นหมด รถคันไหนมาจอดเก้งก้าง ๆ จับโยนลงคลองเลย มันมากีดขวางต้นผ้าป่าของเราเข้าใจไหม นี่เราก็เตือนมาหลายวันแล้ว มันเซ่อซ่าอยู่หรือไงไม่รู้ เซ่อก็ช่างหัวมันเถอะ รถมันเองตกคลอง เราไม่มีรถให้ตกคลองละ พวกเราเอาผ้าป่าไปกองกันให้หมด เอาให้เต็มที่นะ คราวนี้เอาให้เห็นประวัติศาสตร์ของชาติไทยเรา เด็ดขนาดไหนชาติไทยของเรา มีศาสนาเป็นผู้นำจะเป็นยังไง เอ้า พิจารณาให้ดีนะพี่น้องทั้งหลาย อย่าทำอ่อนข้อนะ เสียชาติของเราที่เป็นลูกชาวพุทธ แล้วมีพระเป็นผู้นำเสียด้วย หลวงตาบัวก็เรียกว่าเด็ดขาดตลอดมาอย่างนี้ ลูกน้องบริษัทบริวารทั้งหลายอย่าอ่อนแอนะ ให้เด็ดขาดไปตาม ๆ กัน เอาละนะ วันนี้พูดเพียงเท่านี้

สรุปทองคำและดอลล่าร์ วันที่ ๑๘ ตุลา ๔๓ ทองคำได้ ๒ บาท ดอลลาร์ได้ ๑๐ ดอลล์ ทองคำที่ต้องการมอบเข้าคลังหลวง คราวนี้ คราวที่ช่วยชาตินี่ ๔ พันกิโล ที่ได้ฝากแล้วมอบแล้ว เป็น ๒ รายการนี้ รวมแล้วเป็น ๒,๐๖๒ กิโลครึ่ง ทองคำที่ได้หลังจากการฝากแล้วได้เพิ่มอีก ๖๒ กิโล ๓๐ บาท ๗๐ สตางค์ นี่ยังไม่ได้หลอมนะ ได้พิเศษจากนี้ แล้วรวมทองคำทั้งหมดได้ ๒,๑๒๔ กิโลครึ่ง ยังขาดอยู่อีก ๑,๘๗๕ กิโลครึ่ง จะครบจำนวน ๔ พันกิโล

แล้วรวมทองคำดอลลาร์ของกฐินที่มาบริจาคแล้ว ถึงวันที่ ๑๘ ตุลา ๔๓ นี้ ทองคำได้ ๓๖ กิโล ๓๖ บาท ๖๙ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑,๙๗๙ ดอลล์นะ นี้หมายถึง ที่เข้ามาในวงกฐิน พูดถึงในวงกฐิน ทองคำได้ ๓๖ กิโล ๓๖ บาทแล้วเวลานี้ เราหนักในทองคำมากนะ พี้น้องทั้งหลายโปรดทราบนะว่า เราหนักในทองคำมาก เพราะนี้เป็นหัวใจของชาติไทยเรา เงินเหล่านี้ที่ได้มาเราจะหมุนเข้าซื้อทองคำๆ หากจะเศษเหลือบ้าง เพื่อเป็นเงินหมุนเวียนเพื่อช่วยชาติก็ไม่มากนัก ยิ่งกว่าที่เราจะหมุนเข้าสู่ทองคำ คือซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวงของเรา กรุณาทราบตามนี้นะ เงินจะมาแง่ไหนๆ ก็ตาม จะเข้าสู่คลังหลวงแห่งประเทศไทยของเรา แล้วกระจายออกไปทั่วประเทศไทยทั้งนั้นแหละ ไม่เป็นอย่างอื่นนะ เอาละทีนี้ให้พร

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก