พระชาวโกสัมพี
วันที่ 30 ตุลาคม 2543 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓

พระชาวโกสัมพี

ก่อนจังหัน

นี่เราเตือนตลอดมา เวลามีงานนี้พวกเปรตพวกผีจะเข้าแทรกตามจุดต่าง ๆ แม้ที่สุดเวลาคนแออัดกันนั้นเราก็ได้เตือน ระวังล้วงกระเป๋า ๆ นะ เราเป็นคนบอกเอง มันน่าพิจารณาอยู่นะ เพราะก่อนจะพูดออกมาแต่ละคำพิจารณาเรียบร้อยแล้วออก ๆ จึงแน่ใจว่าไม่ผิดพูดตรงไหนน่ะ นี่มันค่อยแทรกเข้ามา ไม่ทราบขโมยทางใกล้ทางไกล พวกเปรตพวกผีมันมีอยู่ทั่วไป สำคัญตรงนี้นะ ถ้ามีงานมันก็เตรียมพร้อมที่จะมาสร้างบาปสร้างกรรมสร้างความเดือดร้อนแก่ส่วนรวมน่ะ นี่เคยได้เตือนเสมอ มีการมีงานใครอย่าไปนอนใจไม่ได้นะ พวกเปรตพวกผีมันจะแทรกเข้ามาในวงงานสร้างกุศลนี่ สร้างเปรตสร้างผีก็ขึ้นมาด้วยกัน

แล้วบอกกันนะชาวบ้านตาดเรานี่ เราก็บอกโดยตรงเลยนะ จำให้ดีนะ บ้านตาดลูกใครหลานใครถ้ายังเสียดายชีวิตอยู่ อย่าเข้ามาขโมยของในวัดนี้นะ เวลานี้เขาจัดการพวกนี้จัดการง่ายมากนะ จำให้ดี เขาจะไม่จัดการแบบเจ้าหน้าที่จับมาสอบสวนสืบสวนเรื่องราว ขึ้นศาลนั้นศาลนี้นะ ศาลตูมเดียว ๆ เท่านั้น ไม่ทราบใครยิงใครฆ่า หายเงียบ ๆ เข้าใจเหรอ ถ้าสูยังเสียดายลูกเต้าหลานเหลนสู สูอย่ามาทะลึ่งในวัดนี้นะ กูสงสารกูเตือนเอาไว้ ตายไม่รู้ตัวนะ ไม่ทราบใครฆ่าแหละ ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่นะ เจ้าหน้าที่มาจับคนนั้นจับคนนี้ จะมองดูตั้งแต่เครื่องแบบ ระวังจ้อตำรวจจะจับมัน ระวังตั้งแต่นั้นนะ ไอ้ตัวที่เป็นขโมยอยู่ในใจกับที่มันมาแก้กันอยู่ภายในใจนี้ มันไม่ได้มีหมวกนะ เข้าใจไหม มันมีแต่ปืนเท่านั้น

บอกจริง ๆ ไม่เชื่อสูตายนะ ลูกหลานกูบอกแล้วนะ กูเมตตาทั้งสองฝ่าย คนดีกูก็เมตตา คนชั่วก็คนเหมือนกันกูเตือน สูอย่ามาทะลึ่งนะ ถ้าสูไม่อยากให้ลูกให้หลานสูตายนะ นี่กูเคยเตือนเสมอ พากันเข้าใจหรือยัง โห มันว่าแต่จะเอาท่าเดียว ๆ จะตายมันไม่รู้นะ ให้พร

หลังจังหัน

วัดเขาฉลากเหรอ พอจำหน้าได้ (อยู่เขาเขียวครับ) เออ อยู่เขาเขียว เวลานี้เขาเขียวมีพระมากไหม (๗ องค์ครับ) เอ้อ ๗ องค์ก็พอดี อ้าวมาอีกแล้วนี่ อยู่วัดเดียวกันหรือนี่ (อยู่เขาฉลากครับ) เอ้า นั่งกันชิด ๆ เข้ามา มีอะไรว่ากันไป คนเต็มศาลาเห็นไหมล่ะ

(ท่านอาจารย์ครับ คณะลูกศิษย์ชวนพิมพ์จะต้องกราบลาแล้วครับ) เออ ไป สวัสดี รถใหญ่เหรอ (รถตู้ครับ) ขับรถความระมัดระวังสำคัญมากนะ ไม่มีอะไรเหนือสติไปได้ ถ้าสติอยู่ตรงไหน ความรู้สึกตัว ความรอบคอบ จะอยู่ในจุดนั้น เผลอสติแล้วก็เรรวน ล้มเหลวไปเลย สติจึงเป็นของสำคัญมากทีเดียว สติในที่ทั่ว ๆ ไปต้องใช้กันตลอด คนไม่มีสติเขาเรียกคนบอคนบ้า สติขยับเข้าไป สติคือความพากเพียร โห สติความพากเพียรนี้จ่อตลอดเวลา มีความรู้สึกตัวตลอดเวลา กิเลสไม่รุ่มร่ามเข้ามาได้นะ คนมีสติข้าศึกกลัว ข้าศึกคือกิเลส สตินี้คือธรรม ถ้ามีสติอยู่แล้ว ไม่ว่าอิริยาบถใดเป็นผู้มีความเพียรตลอดเวลา

ถ้าเป็นพระประกอบความเพียร หรือใครก็ตามประกอบความเพียร มีสติประจำแล้ว เรียกว่ามีความเพียรประจำ ไม่ได้ถือกันว่าเดินจงกรม นั่งสมาธิ ว่าเป็นความเพียร อันนั้นเป็นกิริยาอันหนึ่งต่างหาก ส่วนหลักเกณฑ์ของความเพียรจริง ๆ แล้ว สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวงฟังซิ ไม่มีเว้นนะ เทศน์ที่ไหนก็ตาม เฉพาะอย่างยิ่งเทศน์นักปฏิบัติ เราจะเน้นหนักเรื่องสติทีเดียว สติเป็นสำคัญมาก ถ้าขาดสติความเพียรขาดทันที เดินจงกรมก็ไม่มีความหมาย เดินไปเดินมา หรือว่ามีสองขาเดินไม่ถนัด ไปยืมหมามาอีก หมามี ๔ ขา ไปยืมมันมาสัก ๒ ขา มาเพิ่มของเราอีกเป็น ๔ ขาแล้ววิ่งเลย แต่ไม่มีสติ เลวยิ่งกว่าหมา เข้าใจไหม

ถ้ามีสติแล้วเท่านี้พอแล้ว ยืนก็เป็นสติ นอนเป็นสติ นั่งเป็นสติ เพราะกิเลสไม่มีอิริยาบถ กิเลสอยู่กับใจ ข้าศึกอยู่กับใจ สติที่เป็นธรรมเครื่องป้องกันและรักษา ตลอดถึงการปราบปรามได้แก่ปัญญา อยู่กับใจ ให้ตั้งลงที่นี่ นักปฏิบัติทั้งหลายจะทรงมรรคผลนิพพานไม่สงสัย ถ้าดำเนินตามนี้แล้ว ถ้าผิดพลาดจากนี้ไม่มีความหมายนะ นี่สอนบรรดาพระลูกพระหลาน เราก็จวนจะตายแล้ว ยิ่งเน้นหนักทางความพากความเพียร

ตลาดแห่งมรรคผลนิพพานอยู่ในพุทธศาสนา ย่นเข้ามาอีก ตลาดแห่งมรรคผลนิพพานอยู่กับผู้มีความเพียร ย่นเข้ามาอีกความเพียรด้วยความมีสติปัญญารอบคอบนี้พุ่งเลย กิเลสจะอยู่ไม่ได้ พังเลย ไม่ได้อยู่กับกาลสถานที่เวล่ำเวลา กิเลสอยู่กับหัวใจ สติปัญญาธรรมอยู่ที่หัวใจ กำจัดกันที่หัวใจ ด้วยความพากเพียรไม่ลดละท้อถอย ติดต่อสืบเนื่องกันด้วยสติสตังนั้นแหละ ด้วยปัญญานั้นแหละ เรียกว่าความเพียรสืบต่อ อย่างนี้นะ ถ้าขาดนี้แล้วไม่จัดเป็นความเพียร

นี่พอพูดถึงเขาเขียวก็กระเทือนใจ เพราะเราไปแล้วเราจับใจ เราไปเห็นแล้วนะ พอเข้าไปนั้นก็ขึ้นบนเขาเขียวเลยเทียว ไปดูสภาพ เอ้อ เหมาะสมดีสำหรับผู้จะทรงมรรคทรงผล สถานที่นั่นเหมาะสมแล้ว เป็นการส่งเสริมได้เป็นอย่างดี การอยู่การหลับการนอนการไปการมา อยู่ในที่วิเวกสงัด ด้วยความมีสติของผู้มีความเพียรแล้ว นั่นแลคือการสั่งสมมรรคผลนิพพานขึ้นที่หัวใจของเรา มรรคผลนิพพานไม่ได้อยู่ที่เขาเขียว แต่สถานที่นั่นเป็นสถานที่ส่งเสริมผู้บำเพ็ญเพียรเพื่อมรรคผลนิพพาน เหมาะสมแล้ว ตรงนั้นเหมาะสม พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงให้สถานที่เหมาะสม เป็นเครื่องหนุนในความพากเพียรได้สะดวกสบาย ขึ้นต้นก็ รุกฺขมูลเสนาสนํ ขึ้นเลย นั่นละถ้าว่าวัตถุ ก็คือ ต้นไม้ ภูเขา เหล่านั้นเป็นวัตถุเพื่อหนุนธรรม

วัตถุที่ก่อนั้นสร้างนี้ ยุ่งนั่นสร้างนี่ นั้นคือวัตถุเทวทัตสังหารพระ ดีไม่ดีไม่มีคอ กิเลสตัดขาดสะบั้นไปหมด วัตถุเหล่านั้นเป็นข้าศึก วัตถุที่พระพุทธเจ้าสอนให้ไปอยู่ไปอาศัยนั้น นั้นคือวัตถุเป็นเครื่องเสริมธรรม อยู่ที่เช่นนั้นเหมาะสมแล้ว ผมไปเห็นแล้ว ไปดูทุกซอกทุกมุม สถานที่บำเพ็ญของผู้ปฏิบัตินะ ที่ไม่ปฏิบัตินอกนั้นผมก็ไม่สนใจละ แต่สถานที่ปฏิบัติอยู่ที่ไหนผมไปหมดนั่นแหละ เพราะสถานที่นั่นเป็นที่แน่ใจว่าจะทรงมรรคผลนิพพานไม่เป็นอย่างอื่น

ทางวัดหนองป่าพงผมก็ไป ไปเทศน์ที่อุบลฯ ไปพักที่วัดหนองป่าพง ที่อื่นผมไม่สนิทใจ วัดกรรมฐานอยู่ที่ไหนบุกเข้าไปเลยละ ผมไปทีไรผมก็ไปพักวัดหนองป่าพงทุกทีเลย ผมสบายใจ ผมเย็นใจ มองดูทุกสิ่งทุกอย่างของพระชื่นใจ นี่ละความชื่นใจคือพระผู้มีธรรมแล้วชื่นใจด้วยกัน จากนั้นได้โอกาสผมก็ไปนู้นทาง อ.เดชอุดม (วัดเขื่อนสิรินธร) นั่นละพระวัดหนองป่าพงท่านพาไป รู้แต่ว่าวัดนั้นเหมาะสมมากก็เลยเผดียงพระบ้าง หากว่าพอเป็นไปได้พระที่วัดหนองป่าพงเราก็รู้สึกว่ามีหลายองค์พอสมควร สถานที่นี่ก็ไม่ทำความเพียรให้ด้อยลงต่างจากวัดหนองป่าพง เป็นสถานที่สงบสงัดยิ่งกว่านั้นอีก ควรจะมีพระอยู่สืบเนื่องกันไปเรื่อย ๆ ผมว่างั้นนะ

อยู่ที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง เพื่อความเพียรสะดวกสบายเราหนึ่ง เพื่อสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในนั้นได้รับความร่มเย็นปลอดภัยจากเราหนึ่ง เพราะสัตว์ป่าอยู่นั้นเยอะนะ ผมไปดูแล้ว ไปดูสถานที่นั่นที่นี่ โอย เหมาะสม ถ้าว่าพระเราพอขยับขยายกันบ้าง มาอยู่ทางแถวนี้เพื่อความเพียรแล้วเหมาะสม และเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายอีกด้วย คนที่จะเข้าไปบุกทำลายสมบัติอันล้นค่าภายในวัดนั้น ก็จะไม่ทะลึ่งเกินเหตุเกินผล เราว่าอย่างนั้น วันนั้นมีโอกาสเล็กน้อยก่อนเทศน์หรือไง ก็ไปดูที่นู่น ถ้ามีวัดกรรมฐานที่ไหนผมจะเข้าถึง ๆ หมดเลย เพราะเป็นสถานที่เหมาะสมชุ่มเย็นภายในใจมากนะ

วัดเขาฉลากก็ตั้งแต่ ๓๐ กว่าปีแล้วนะผมเคยไปพักอยู่ที่วัดเขาฉลาก แม้แต่ผมไปพักอยู่ที่โน่นผมก็มา ไปพักอยู่ที่พัทยา หลีกแขกหลีกคน ตอนนั้นหมอเขากำชับกำชาไม่ให้รับแขก โหย อยู่ที่นี่ไม่ได้ไม่ให้รับแขก ขโมยหนีเลยไม่ให้ใครทราบนะ ออกโน้นออกนี้ปั๊บถึงชลบุรี ถามหาสำนัก เราไปพักอยู่ในสวนลึก ๆ ข้างทางทิศใต้วัดช่องลม เหมาะดีนั่น ผมก็เลยปลูกศาลาเล็กหลังหนึ่ง เป็นศาลากรรมฐาน เทคอนกรีต ทุกอย่างแน่นหนามั่นคงหมด กะว่าประมาณสัก ๕-๖ องค์ก็เห็นจะพอดี ทำศาลาเล็กหลังหนึ่ง แล้วก็ปลูกกุฏิขึ้นอีก ๓ หลัง ผมไปพักอยู่ที่นั่น นั่นก็สบายดี เป็นเวลานาน ผมพักอยู่นั่นผมก็ไปที่วัดเขาฉลาก ผมไปอยู่เรื่อย กลางวันผมไปนอนอยู่วัดเขาฉลาก ตีนเขา สบาย ๆ เย็น ๆ ผมมา

ผมเห็นพระปฏิบัติเราผมชื่นใจจริง ๆ ผมพูดจริง ๆ นะ เวลานี้ที่จะเป็นเกาะเป็นดอนแทบจะไม่มีเหลือแล้วนะ เกาะดอนก็เล็กเข้า ๆ ผู้ปฏิบัติหวังอรรถหวังธรรมมีน้อยลง ๆ ผู้ทำลายศาสนานี้มีมากขึ้น ๆ ไม่ว่าพระ ไม่ว่าฆราวาส ทำลายได้ด้วยกัน กิเลสอยู่ที่หัวใจนั้นคือภัย สามารถที่จะทำลายได้ทั้งนั้นแหละ ทีนี้เวลาเห็นพระตั้งใจปฏิบัติผมชื่นอกชื่นใจนะ

เรื่องนิกายนั้นนิกายนี้อย่าเอามาพูด ฟาดเข้าป่านู่น ตั้งแต่ไก่มันก็มีชื่อ ตั้งชื่อไว้เฉย ๆ ไอ้ปุ๊กกี้เราก็มีชื่อ ชื่อไอ้ปุ๊กกี้ ไอ้หยอง เราเลี้ยงอยู่นี่หมา ๑๓ ตัว มันเป็นนิกายไหนทำไมอยู่กับพระได้ ฟังเอาซิ หมายังอยู่กับพระได้ พระด้วยกันอยู่ด้วยกันไม่ได้มีอย่างเหรอ เมื่อปฏิบัติดีด้วยกันแล้วเข้ากันได้ทันที ที่ว่าแตกเป็นนิกายนั้นนิกายนี้ ก็คือข้อปฏิบัติยิ่งหย่อนกว่ากัน สกปรกโสมม ผู้สะอาดรักษาความสะอาดอยู่ ความสกปรกเข้ามายุ่งกวนก็แตกก็แยกกันอย่างนี้เอง เข้ากันไม่ได้แล้วแตก ทีนี้ผู้ดีก็มีมันก็เลยลำบาก ผู้ชั่วก็มี เลอะเทอะกันไปหมด นี่ที่ว่าแยกเป็นนิกายนั้นนิกายนี้

นิกาย แปลว่า หมู่ แปลว่า คณะ แปลออกแล้วนะ อันนี้ผมไม่ได้เอามาสนใจ ตามหลักธรรมเป็นอย่างนั้นนี่นะ เราจะยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัดเจนอย่าง พระชาวเมืองโกสัมพีทะเลาะกัน เห็นไหม พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ คุ้มครองรักษาด้วยพระเมตตาสามแดนโลกธาตุ แต่ปกครองพระ ๒ คณะนี้ไม่ได้ แตกกัน พระองค์เสด็จไปอยู่ป่าเลไลยก์ในพรรษานั้น ให้พระ ๒ คณะนี้กัดกัน วิชาใครจะเก่ง วิชาหมากัดกัน สุดท้ายก็แพ้ทั้งสองเลย ไม่มีคณะไหนชนะเลย ต้องให้พระอานนท์ไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จมาระงับ นี่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าระงับไม่ได้นะ พระองค์ทรงเล็งญาณดูทราบหมดแล้ว ผลจะเป็นยังไง ๆ จึงต้องเสด็จไปตามพระญาณที่หยั่งทราบแล้วไปนู้น เพื่อทรมานพระเหล่านี้ ปล่อยให้ขึ้นเวทีกัดกันจะเป็นยังไง

ทั้งวินัยธร ทั้งธรรมกถึก ฟัดกันนี้แหลกทั้งสองฝ่ายเลย ประชาชนญาติโยมเขาไม่ใส่บาตรให้กินล่ะซี ท้องอยู่กับประชาชน เมื่อกัดกันเป็นหมาแล้วใครจะไปบูชาไปถวายทาน เขาก็ไม่ไป อดอยากจะตายก็วิ่งถึงพระพุทธเจ้า พระองค์เสด็จมา พวกคณะประชาชนญาติโยมเขาก็มา ฟังให้เป็นคติทั้งสองอย่างนะที่เราพูดนี่ เวลาพระองค์เสด็จมา พวกประชาชนญาติโยมก็รุมเข้ามา ไหนคณะธรรมกถึก ไหนคณะวินัยธร พระพุทธเจ้ารับสั่ง อย่ายุ่ง นั่นเห็นไหม

อย่ามายุ่งนะ ลูกพวกเธอทั้งหลายกัดกันยิ่งกว่าหมาไปอีก ทำไมไม่เห็นไปดูกันบ้าง พระของเราลูกศิษย์ของเราตถาคตก็มีกิเลสเหมือนกัน ลูกหลายคนก็ย่อมมีการทะเลาะเบาะแว้งกันเหมือนกัน เราจะพิจารณาเรื่องลูกของเราเอง อย่ามายุ่งลูกของเรา เห็นไหมล่ะ ลูกของเธอทั้งหลายดีหรือไม่ดีให้ไปชำระกัน อย่ามายุ่งลูกของเรา พระองค์ก็ปราบ ไล่หนีหมดเลย แล้วก็ทรงแสดงชี้แจง ท่านเหล่านี้ก็เป็นผู้มุ่งต่อมรรคต่อผลอยู่แล้ว เรื่องความผิดพลาด กิเลสอยู่ในใจเป็นธรรมดาก็ต้องทะเลาะกันบ้าง จะไปตำหนิทีเดียวก็ไม่ได้ มันมีแง่ดีแง่ชั่วอยู่ในนั้น เวลาทะเลาะกัน ความเห็นไม่ลงรอยกันก็ทะเลาะกันเป็นธรรมดา เมื่อเหตุผลเหนือนั้นแล้วปั๊บยอมรับ

พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดปึ๋งแสดงผึงขึ้นมา พวกเธอทั้งหลายบวชมาหามรรคผลนิพพาน หรือบวชมาเรียนวิชาหมากัดกัน นั่นฟังซิ ถ้าบวชมาเรียนวิชาหมากัดกัน เป็นยังไงผลกัดกัน เอามาอวดตถาคตบ้างซิ ก็ไม่เห็นใครอวด มีแต่ยิงเขี้ยวยิงฟันกันแหงกหงัก ๆ อยู่งั้น พระองค์ก็ทรงโปรดเต็มที่เลย เทศนาว่าการ ท่านเหล่านั้นมุ่งต่อมรรคผลนิพพานอยู่แล้ว สำเร็จเป็นพระอรหันต์น้อยเมื่อไร นั่นเห็นไหมล่ะ

การทะเลาะของลูกศิษย์ตถาคตมีมรรคผลนิพพานเกิดขึ้น การทะเลาะของลูกประชาชนทั้งหลายมีผลอะไรเกิดขึ้น มีแต่พ่อก็กัดกันเพราะไปหาแม่ใหม่ แม่ก็กัดกันเพราะไปหาพ่อใหม่ ลูกแตกกระสานซ่านเซ็นไปหมด เป็นผลเป็นประโยชน์อะไรทะเลาะกันอย่างนี้ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ลูกศิษย์ตถาคตทะเลาะกันยังเกิดผลประโยชน์ พระได้สำเร็จมรรคผลนิพพานเพราะการโปรดของพระพุทธเจ้าครั้งนั้นมีมาก เป็นประวัติพุทธศาสนามาจนกระทั่งทุกวันนี้ ได้นำมาพูดนี้ไม่ได้เอาแบบสุ่มเดามาพูดนะ เอาตำรับตำรามาพูด

ทีนี้พอลงกันแล้ว คำว่านิกายไม่มีความหมายแล้ว ตอนนั้นแตกกัน พระพุทธเจ้าก็รับสั่ง เมื่อแตกกันเป็นคนละนิกายแล้ว การทำอุโบสถสังฆกรรมร่วมกันก็ทำไม่ได้ ต้องต่างคนต่างทำอุโบสถสังฆกรรม ร่วมกันไม่ได้ เป็นนานาสังวาสกันไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นลูกศิษย์ตถาคตพระองค์เดียวกันนั้นแล เวลาแตกกันแล้วนี้เป็นอันหนึ่ง นี้ก็เป็นอันหนึ่ง พระองค์ก็เป็นธรรมอยู่ตลอดเวลา ทรงศาสดาอยู่ตลอดเวลาไม่บกพร่อง เมื่อแยกกันอย่างนี้แล้วก็ต้องเป็นแยกกันอย่างนั้น

การจะทำอุโบสถสังฆกรรม เมื่อเป็นนานาสังวาสแล้วจะเดินผ่านไปมาก็ได้ตามเรื่องของเรา นั่นเห็นไหม นี่พระวินัยมีอย่างนี้ เมื่อเป็นสมานสังวาสแล้วก็ต้องเข้าร่วมในสีมาอันเดียวกัน ถ้าเป็นนานาสังวาสแล้วจะผ่านไปในสีมาก็ไม่เป็นไร เหมือนคนนอกบ้านเขาก็ไปของเขา เราก็อยู่ของเรา ก็เป็นอย่างนั้น

ทีนี้พอลงกันหมดแล้วจากพระโอวาทพระพุทธเจ้า สำเร็จมรรคผลนิพพานก็มาก แล้วนิกายไหนที่นี่ เป็นอันเดียวกันเลย เห็นไหม ญัตติที่ไหน ไม่เห็นมีญัตติที่ไหน ความแตกร้าวนั่นแลเป็นภัย เมื่อความสามัคคีกลมกลืนกันแล้วไม่มีละนิกาย ทำให้เป็นนิกายก็คือความแตกร้าวกัน ความเห็นขัดแย้งต่อกัน เมื่อความเห็นลงกันแล้วเป็นอันเดียวกันเลยทันที

เหมือนอวัยวะของเรา ตรงนั้นเจ็บ ตรงนี้ปวด เมื่อรักษายาแล้วก็เป็นอวัยวะดีด้วยกันทั้งร่างกายของเรานั่นแหละ จะไปหานิกายไหนในร่างกายของเรา นิกายนี้เจ็บแข้ง นิกายนี้เจ็บขา นิกายนี้ปวดหัว นิกายนี้ปวดท้อง นิกายนี้ขี้แตก นิกายนี้ตดแตก ไม่เห็นมี มีนิกายไหนบ้าง ก็มีนิกายอันเดียว ตดก็ตดไปซี กินยาแก้ตดแล้วมันก็หายเท่านั้นละ เหมือนหลวงตาบัวถ่ายเมื่อสองสามวัน มันฟาดเสียจนจะแตกนิกายเหมือนกันนะเราก็ดี เราก็เอายามาประสาน เรียกว่ายา โอสถอันนี้

ธรรมโอสถก็ประสานได้อย่างนั้นเหมือนกัน จะมีเท่าไรก็ตาม ความสามัคคีกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยความรู้ความเห็นแล้ว ลงกันได้มนุษย์เรา ถ้าไม่มี ความรู้ความเห็นแตกแยกกันเท่านั้น ๆ เหมือนร่างกายของเรานี้เมื่อเวลามันแตกสามัคคีกัน ตรงนั้นเจ็บ ตรงนี้ปวด เจ้าของก็ทุรนทุรายผู้รับผิดชอบ เข้าใจไหมล่ะ เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคำว่านิกายตั้งชื่อเอาเฉย ๆ ธรรมะไม่ได้สนใจ เราเรียนธรรมะเราก็ไม่สนใจ ขอให้ปฏิบัติดีเถิดว่างั้นเลย เมื่อดีแล้วดีไปหมด ถ้าเลวแล้วเลวหมด เป็นเนื้อร้าย

สังขารร่างกายของเราในส่วนนั้นแต่ก่อนดี แต่เมื่อกลับเป็นเนื้อร้ายแล้วต้องตัดออก ไม่ตัดออกอวัยวะส่วนใหญ่จะเสียตามไปหมดเลย ต้องได้ตัดออก นี่ก็เหมือนกัน ที่แยกกันออกก็เพราะส่วนดียังมีอยู่ จะทำส่วนดีให้เสีย เมื่อดีด้วยกัน เยียวยารักษาด้วยกันดีแล้ว เป็นอันเดียวกันเลยทันที เป็นอย่างนั้นนะ

ผมชื่นใจไปที่ไหนถ้าเห็นพระปฏิบัติด้วยกัน เราไปที่ไหนเข้าได้สนิททันที ไม่ได้เข้าด้วยว่านิกายนั้นนิกายนี้ อย่าเอามายุ่ง ฟาดมันลงทะเลนู่น นิกายนิแกอะไร เรื่องความแตกร้าวมันถึงเป็นนิกายขึ้นมา ความดีนี่เป็นธรรม เข้ากันได้สนิท เอาตรงนี้นะ เราหาความดีด้วยกันอยู่แล้ว ถ้าต่างคนต่างดีเข้ากันได้ทันที ถ้าคนหนึ่งดีคนหนึ่งชั่ว เข้ากันไม่ได้เลย แล้วแตกกันได้นะ

เวลานี้พระกรรมฐานเราร่อยหรอลงมากนะเวลานี้ แล้วผมนี่รักสงวนมากทีเดียว ตรงไหนที่มีกรรมฐานผมจะสอดแทรกเข้าไปทุกแห่งทุกหน ให้อุบายวิธีการสั่งสอน ผิดถูกชั่วดีประการใดแนะนำสั่งสอน ดุด่าว่ากล่าวกันในฐานะลูกศิษย์ตถาคต ด้วยความเป็นธรรมด้วยกัน ผมไปหมดนะ ไปที่ไหนผมไปหมดถ้าดีนะ ถ้าไม่ดีอยู่ในวัดนี้ก็เขี่ยออกเลย แม้แต่อยู่ในวัดนี้ผมก็ขับพระไม่รู้กี่องค์ นับไม่ได้เลย มาเลว ๆ ให้เห็นไม่ได้ไล่หนีทันทีเลย นั่นเห็นไหมล่ะ ถ้าดีมีเท่าไรอยู่ด้วยกันหมด ดีไม่เฟ้อ ถ้าชั่วนี่นิดหน่อยก็เริ่มเฟ้อแล้ว ถ้ามากเท่าไรเลอะไปหมดเลย ถ้าดีไม่มีเฟ้อ เป็นอย่างนั้น มันต่างกันตรงนี้นะ พูดเท่านั้นละ เอ้า พากันกราบเสีย มีอะไร มาเยี่ยมเท่านั้นนะ ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัตินะ แล้วมีอะไรบ้างล่ะ

พ่อแม่ครูจารย์บอกว่าเกือบร้อยพรรษาแล้ว นิมนต์อยู่ให้ถึงร้อยพรรษาเลยค่ะ

ร้อยพรรษา เลยจากนั้นไปไม่ได้เหรอ(เสียงหัวเราะ)

ดีค่ะ

มันต้องอย่างนั้นซิ เขาต่อยมาเปิดไว้นี้เราก็ซัดผึงเลยซี เลยร้อยพรรษาไม่ได้เหรอก็ว่าซี

อยู่ ๑๒๐ ปีเหมือนพระอานนท์

เลยพระอานนท์ไปได้ไหม (เสียงหัวเราะ) นี่เห็นไหมมันซัดกัน มันต้องอย่างนั้นซี พูดทีไรเปิดนี้ทุกที มันโมโห เราใส่เสียบ้าง เราจะอ่านนี่

คณะลูกศิษย์เขาวัดฉลาก จังหวัดชลบุรี ถวายทองคำจำนวน ๑ บาท เงินสดจำนวน ๑๐,๓๗๗ บาท ตั๋วแลกเงิน ๕๐๐ บาท กรุณาอนุโมทนาทั่วหน้ากันนะ (สาธุ) โน่นท่านอยู่เมืองชลฯ ท่านยังอุตส่าห์มา เพราะเหตุไร ก็ท่านอยู่ในเมืองไทย เมืองไทยเป็นเมืองที่จะต้องทะนุถนอมบำรุงด้วยกันทุกคน ใครอยู่ที่ไหนต้องมาช่วยกัน ถูกต้องแล้ว ที่ท่านมานี้เหมาะสมแล้วนะ

สรุปทองคำ ดอลลาร์ วันที่ ๒๙ เมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๓ กิโล ๒๖ บาท ๒๘ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑,๖๗๗ ดอลล์ เมื่อวานได้เยอะนะดอลลาร์ นี่ละที่ได้เป็นประจำวัน รวมทองคำทั้งหมดได้ ๒,๒๕๕ กิโลครึ่ง ยังขาดอยู่อีก ๑,๗๔๔ กิโลครึ่งจะครบจำนวน ๔ พันกิโล

ผ้าป่าที่วัดกลางโนนภู่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร วันที่ ๒๙ คือเมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๒ กิโล ๑๗ บาท ๔๑ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑,๑๘๔ ดอลลาร์ เงินสดได้ ๘๔๑,๔๘๐ บาท ทองคำผ้าป่าเพิ่มมาอีก ๒๐ บาท ก็เป็นทองคำ ๒ กิโล ๓๗ บาท ๔๑ สตางค์นะเมื่อวานนี้ อนุโมทนานะ(สาธุ)

พี่น้องชาวหนองผือ ชาวบ้านกุดก้อม นี้เป็นญาติเป็นมิตรสาโลหิตอันเดียวกัน มีน้ำใจกว้างขวางต่อพุทธศาสนามากเช่นเดียวกันนะ เราได้เห็นทั้งสองบ้าน บ้านแรกคือหนองผือ พ่อแม่ครูจารย์มั่นไปอยู่นั้น ๖ ปี ท่านเหล่านี้สละเวล่ำเวลาชีวิตจิตใจต่อพุทธศาสนาต่อวัดต่อวาตลอดมา แล้วอันดับที่สองเวลาอาราธนาท่านมาบ้านกุดก้อมนี้ พระมาอยู่นั้นเป็นร้อย ๆ ท่านเหล่านี้เป็นผู้ดูแลตลอดไปเลย บ้านกุดก้อมทั้งบ้านเลย จนกระทั่งท่านจากไป นี่ก็น้ำใจของพี่น้องชาวกุดก้อมและชาวหนองผือไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ด้วยความตั้งหน้าตั้งตาเสียสละด้วยกันทุกคน เราจึงขอขอบคุณอนุโมทนาตลอดมาไม่เคยถอนนะ

หลวงปู่เขียน บ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ถวายทองคำเป็นทองแท่งน้ำหนัก ๑๒๔ บาท มัน ๒ กิโลกว่าหรือไง เอ้า พูดทีละปาก มีสองหู ฟังไม่ได้ศัพท์ได้แสง เอ้า พูดออกมา (เกือบ ๒ กิโล) เออ เอาละเข้าใจ ปากเดียวหูเดียวฟังกันชัด นี่หูเดียวฟาดทั้งศาลา เลยไม่ทราบพูดอะไรต่ออะไร ได้เกือบ ๒ กิโลนะนี่ ทองคำแท่งได้ ๑๒๔ บาท ทองรูปพรรณ ๙ บาท ๓ สลึง( ๓ สลึงครึ่งครับ) อ๋อ ๓ สลึงครึ่ง มันก็ถูกนะนี่ มันเขียนไว้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เราก็เลยอ่านครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วดอลลาร์ได้ ๑๐๘ ดอลลาร์ เงินบาทได้ ๑ แสนบาทพอดี ดอลลาร์สิงคโปร์จำนวน ๒ ดอลล์ ขอขอบคุณอนุโมทนาด้วยพร้อมหน้ากันนะ(สาธุ)

หลวงปู่ค่า งานนี้เป็นวันเกิดของหลวงปู่ค่า ลูกศิษย์ลูกหาก็เลยมาเฮ็ดบุญวันเกิด

เออ ดีแล้ว บอกให้เพิ่นไปเกิดอีก เอามาอีก(เสียงหัวเราะ) อ้าว ต้องอย่างนั้นซีมันถึงถูก ใช่ไหม เกิดอีก มาอีก เรายังไม่ตายเรายังจะรับอีกอยู่นี่ รับจนวันตายนู่นนะ อู๊ย สนุกดีนะ

กระผมมาจากสถานสงเคราะห์เด็กบ้านแสงตะวัน ตอนนี้มีเด็กเร่ร่อนมาก

เขาเร่ร่อนมาได้ก็ไล่เขาเร่ร่อนกลับไปซี ยากอะไร อย่างนั้นก็มาปรึกษาเรา ไม่เอาไม่รับฟัง เท่านั้นละไป ขี้เกียจยุ่งนะขี้หมูขี้หมาก็มาปรึกษาหาเรา เอะอะมาหาเรา เดี๋ยวพวกชาวบ้านแถวนี้จะนอนใจนะ เอะอะพอจะทำอะไรต้องวิ่งเข้ามาหาเรา ให้เราช่วยทุกอย่าง นี่พวกนี้นอนใจแล้ว เราไม่ได้ช่วยอย่างเดียว พินิจพิจารณาตลอดทั่วถึงด้วยเหตุผลทั้งนั้น ไม่นอนใจนะ ใครเอะอะอะไรวิ่งเข้ามาหาเรา ให้พระนี้เป็นภาระรับ เช่นเลี้ยงผู้เลี้ยงคนอะไร ไม่เอา ตัดทันทีเลยเรา อันไหนไม่มีเหตุผล หรืออะไรที่จะเป็นความกระทบกระเทือนย้อนหลังไปหาพวกที่มาขอนั้น จะเกิดความเสียหาย ตัดทันทีไม่เสริมว่างั้นเลย เท่านั้นแหละ ที่เหล่านั้นก็เราให้ แล้วแถวนี้เราซื้อไว้นะ ยังเป็นแถว ค่อย ๆ ให้ไปเรื่อย ให้สาธารณะประโยชน์ก็มี เอกชนก็มี แล้วแต่ความจำเป็นมากน้อย เราซื้อมาไว้ ๆ อย่างงั้นแหละทั่วไปหมดนะ ไม่ใช่น้อยๆ

อย่างถนนที่กว้าง ๆ มานี้มาจากไหนใครรู้เมื่อไร รู้ซื้อทั้งสองที่เอาไว้เลย ทะลุตั้งแต่หมู่บ้าน เป็นดงมาแต่ก่อน เราซื้อทะลุมาหมดเลย สวนไหนไร่ใดราคาเท่าไร เราจ่ายปึ๋ง ๆ ออกทะลุมานี้จนกระทั่งมาถึงนี้ กว้าง ๆ นี้เป็นใครซื้อไว้ไม่รู้นะ เราทั้งนั้นนะซื้อเอาไว้ แล้วที่ว่าง ๆ สองข้างทางก็เหมือนกันอีก นั่นเราก็ซื้อเอาไว้ แล้วการซื้อนี้ก็ซื้อด้วยความเมตตาด้วย เขาจนตรอกจนมุมวิ่งมาหาเรา เขาอยากจะขายที่ด้วยความจำเป็นอย่างนั้น ๆ เราพิจารณาเหตุผลแล้ว เราซื้อ ๆ ด้วยความเมตตา แพงกว่าปกติธรรมดา ทั่วๆ ไปหมด ที่เราซื้อเราซื้ออย่างนั้นนะ ซื้อก็ซื้อด้วยความเมตตาแล้วก็จะให้ด้วยความเมตตาอีก เป็นชั้นๆ อย่างนั้น ใครไม่รู้เฉยๆ เวลาโอกาสเรื่องมันไปสัมผัสเราก็นำออกมาพูดให้ฟัง ปกติเราก็ไม่พูด เพราะเราเคยทำอยู่แล้วจนชินว่างั้นเถอะ ช่วยโลกช่วยอย่างนั้นนะ

ที่สองฟากทางที่โล่ง ๆ อยู่นั้นเราซื้อไว้ ๆ นะนั่น เมื่อมีเหตุจำเป็นที่ควรจะยกให้ตรงไหน ๆ เราให้ๆ ไปเรื่อยๆ เอกชนก็มีเวลาจำเป็นก็ให้ เอกชนก็มนุษย์นี่วะ ส่วนรวมก็มนุษย์ เราให้อย่างนั้นละ ให้ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่บ้านตาดมานี้ ทางกว้างขวางมากมายมานี่เราซื้อไว้ทั้งหมดเลย ซื้อตลอดออกมาเลยนะ เป็นดงแต่ก่อน ทางเพียงพอไปได้เท่านั้น ล้อเกวียนหลีกกันก็ไม่ได้ คับแคบขนาดนั้น เราซื้อเบิกออกหมดเลย จนกระทั่งทุกวันนี้ ใครก็ไม่รู้ว่าถนนหนทางนี้กว้างขวาง ๆ พ่อใหญ่มันซื้อจนจะตายไม่เห็นถามหาบ้าง มันโมโห เราก็ยกตัวเราเป็นพ่อใหญ่บ้างซีวะ (หัวเราะ) เข้าใจเหรอให้เขาได้รู้ ถ้าใหญ่แล้วเขาก็รู้ใช่ไหม ถ้าเล็ก ๆ เขาไม่รู้ ตัวใหญ่เขาก็รู้

อย่างนั้นละทำประโยชน์ให้โลก น้อยเมื่อไร ไปที่ไหนเห็นแต่รอยมือของเราที่สร้างให้ ๆ เป็นแถวยาวเหยียดไปเลย ไปที่ไหนเหมือนกันหมด ของเล่นเมื่อไรเราทำประโยชน์ให้โลก เราจึงกล้าพูดได้เลยว่า เอ้า ใครเก่งกว่าเรา ที่ช่วยสงเคราะห์โลกนี้ เอ้า แซงไปเลยเราบอกงั้น ถ้าไม่เก่งอย่าแซง เดี๋ยวถูกศอกงัดเอานะ เข้าใจไหม งัดนี้หงาย มันหงายหมาล่ะซิ คือมาไม่ระวังงัดเอานี่ เข้าใจไหม มีแต่จะแซงท่าเดียว เขาสูงกว่าเราอาจมีนี่นะ อันสูงกว่าละมันจะงัด

นี่เราพูดถึงเรื่องช่วยโลก เราช่วยมาขนาดนั้นนะ ไม่ใช่เล่นๆ ไปที่ไหนเห็นหมด โถ มากจริงๆ นะ ก็คิดดูซิว่าเงินตั้งแต่มาสร้างวัดป่าบ้านตาด เรามีเงินอะไรติดตัวเราสักสตางค์ เราไม่เคยได้สั่งใครไปซื้อของมาให้เรา อันนี้ ๕ สตางค์ อันนี้ ๕ บาท ไปซื้อของมาให้หลวงตาบัวหน่อย ไม่เห็นมีนะ มันล้นเหลืออยู่งี้จะมีไงเห็นไหม ข้าวจะกินให้ตายก็ตาย จะซื้อมาหาอะไรอีก ได้มาก็ออกล่ะที่นี่ มีเท่าไรออกตลอดมาจนกระทั่งป่านนี้ ได้ ๔๕ ปีตั้งแต่มาสร้างวัดนี้ละ เงินประชาชนพี่น้องชาวไทยเรามาบริจาคนี้ไปไหน ออกทั่วโลกดินแดนไม่ได้มาหาเรานะ เป็นอย่างงั้นนะ เพราะฉะนั้นมันถึงมีอยู่ทุกแห่งทุกหน เพราะเงินทองข้าวของพี่น้องชาวไทยเรามาบริจาค

ออกทุกภาคนะ ไม่ใช่ภาคเดียว ออกหมดทุกภาค เป็นแต่เพียงว่าน้อยมากต่างกันเท่านั้นเอง เราช่วยตลอดมาด้วยน้ำใจที่มีเมตตาเต็มหัวใจนี้ จึงพูดได้ละซิว่า เอา การเสียสละถ้าใครเก่งกว่าเรา เอ้าแซงเลยว่างั้น ถ้าไม่เก่งอย่าแซงเดี๋ยวถูกศอกงัด หงายหมาไปไม่บอก อย่าว่าไม่บอกนะ เราบอกอีกด้วย เราเตือน บางทีมันถูกจริงๆ เดี๋ยวหงายหมาไปไม่รู้ตัว เราเตือนแล้วยังหงายหมาอยู่ก็เอา ฟาดมันหมดทั้งโคตรให้หงายไปด้วยกันหมดนะ เราก็ว่างั้น ก็เตือนแล้วมันยังไม่ฟัง ยังทะลึ่งเข้ามาก็งัดเอาซิ เข้าใจ(หัวเราะ) ก็อย่างงั้นซี โถ พูดได้ทุกแบบ (หัวเราะ) เข้าใจ พูดได้ทุกแบบ(หัวเราะ) หูต้องเตรียมทุกแบบมานะ หูไม่เตรียมไม่ได้นะไม่ทันกัน เพราะพูดนี้ออกได้ทุกแบบเลย

เอ้า พูดจริงๆ นะเราก็ไม่เคยคาดเคยฝันว่าหัวใจนี้จะกระจ่างแจ้ง ครอบแดนโลกธาตุ ฟังซิน่ะ มันเป็นอยู่อย่างนี้ แล้วจะติดจะข้องที่ตรงไหน มาปั๊บทันทีเลย ๆ นั่นเป็นอย่างงั้นนะ แล้วแต่เหตุการณ์ของมันที่จะเข้ามามากน้อย สมควรจะออกเต็มเหนี่ยวพุ่งทันทีเลย ถ้าไม่สมควรดึงก็ไม่ออก เฉย เป็นอย่างนั้นละธรรม ไม่เหมือนโลกนะ ความพอเหมาะพอดีอยู่กับธรรมทั้งนั้น สมควรจะออกมากน้อยก็เรียกว่าสมควร ฟังซิ ถ้าไม่สมควรไม่ออก ต่อไปนี้จะให้พร

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก