นิสัยเราต้องเอาชนะ (มหาอำนาจคอยสอดแทรก)
วันที่ 19 กันยายน 2543 เวลา 7:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(Real)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๓

นิสัยเราต้องเอาชนะ

(ผู้ฟังเทศน์ประมาณ ๕๐๐ คน)

วันที่ ๙ ตุลา นี้ก็จะไปหนองผือ เรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้เรา โอ๋ย มันหมอบราบ ๆ เป็นอย่างนั้นนะ ลงทุกอย่าง อย่างพี่น้องชาวหนองผือเรามา ก็พี่น้องชาวหนองผือก็มีคุณมากที่สุดเลย คิดดูซิเราตั้งใจจะไปจำพรรษาที่วาริชภูมิ ถ้ำไปดูเรียบร้อยแล้วตั้งแต่สมัยเที่ยวอยู่โน่น ถ้ำนี้แหละไปดู ทีนี้พอจวนจะเข้าพรรษา ลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์ นั่นละพูดตรง ๆ ลงจากเวที วัดดอยธรรมเจดีย์ คราวนั้นเอง ลงจากนั้นมาพักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส ๒ คืน ก็พุ่งโน่นเลย ไป อ.วาริชภูมิ มาพักวัดสุทธาวาสเพียง ๒ คืน ไปเลย เที่ยวไปทางโน้นเที่ยวไป ๆ ไปถึงถ้ำนี้ ตั้งใจเรียบร้อยแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะมีข้อปลีกข้อแยกออกมานะ ตั้งใจเรียบร้อยแล้ว ไปก็ขึ้นไปเลยจะไปจำพรรษาที่นั่น ไปพักอารมณ์สบาย ๆ สักหน่อยว่างั้นนะ เพราะมันยุ่งตลอดเรา

มาโยมเขาก็ขึ้นไปเล่าทางหนองผือให้ฟัง โอ๋ย สะดุ้งปึ๋งเลย เขาไม่รู้นะ เขาเล่าให้ฟังธรรมด๊าธรรมดา เขาไม่ได้นิมนต์เราไปหนองผือ เขาไปหนองผือกลับมา แล้วเขาทราบว่าเราอยู่บนถ้ำนั้น เพราะคนคนนี้เขาเคยไปหนองผืออยู่เสมอ ทีนี้พอมาที่นั่นเขาทราบว่าเราอยู่บนถ้ำเขาเลยไปหา ก็เลยไปเล่าเรื่องสภาพของบ้านหนองผือให้ฟัง วัดก็จะร้าง ประชาชนก็เหมือนกับบ้านร้าง อะไรยุบยอบไปหมดเลย พอระลึกถึงว่าบ้านนี้มีคุณขนาดไหนต่อพระต่อเณร นับแต่ครูบาอาจารย์มา เป็นเวลาตั้ง ๖ ปีเต็ม เขาไม่ได้หันหน้าไปไหน หันหน้าเข้าสู่แต่วัด ๆ ตลาดลาดเลไม่มีนะ ขวนขวายหาด้วยกำลังปลีแข้งของตัวเอง เอามาเลี้ยงพระทั้งวัด ๆ พระมีจำนวนน้อยเมื่อไร เป็นเวลาตั้ง ๖ ปีเต็ม ๆ คิดดูซิ โห ห้าปีหกปี ห้าปีพ่อแม่ครูจารย์มั่นอยู่ หกปีเราไปสุดท้ายนี้ คนก็หนาแน่นเหมือนเดิม

เราไป หนาแน่นเหมือนพ่อแม่ครูจารย์มั่นยังอยู่ พระเณรก็ ๒๘ องค์โน่นไม่ใช่น้อย ๆ พี่น้องชาวหนองผือเลี้ยงทั้งนั้น หนักมาก เราถึงฝังใจ พอพูดถึงทางบ้านหนองผือแล้ว พ่อแม่ครูจารย์มั่นเท่านั้นลงทันที แข็งเท่าไรก็แข็งไม่อยู่ คิดดูจะไปจำพรรษาที่บ้านทุ่งเชือกนะ เตรียมพร้อมหมดแล้ว ก็เรียกว่า ๙๙% ร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นวันเข้าพรรษา นั่นละเขาก็มาแยกตรงนั้น คุณค่าของหนองผือมีขนาดไหน โยนใส่ภูเขาลูกนี้พังเลย เห็นไหม ถ้ำนี้ไม่มีคุณค่าเท่าหนองผือ ไม่พูดนะไม่ตอบ เขามาเล่าให้ฟัง เขาเล่าเขาก็ไป เราไม่พูดเลย นิ่ง โห มันกระเทือนใจอย่างหนัก

พอฉันจังหันเสร็จแล้วก็พูดกับท่านเพ็งเลยละ ท่านเพ็งไปด้วย ๒ องค์ด้วยกัน ว่าจะไปจำพรรษาให้สบาย ๆ สักหน่อย เตรียมของวันนี้บอกเลย เตรียมของไปหนองผือว่างั้น หนองผือไม่มีพระเลย โยมเขามาเล่าให้ฟังเมื่อวานนี้ ก็ได้ยินอยู่ด้วยกันนี่ละ คนนั้นจะคิดยังไงไม่ทราบ แต่เรามันสะดุ้งเลยทันที เตรียมของวันนั้นออกเลย นั่นเห็นไหม วันหลังเท่านั้น วันนี้เขาไปเล่าให้ฟัง วันพรุ่งนี้ก็ออกเดินทางมาหนองผือ เดินทั้งนั้นละ ไม่มีละเรื่องทางรถทางราอย่าไปถามหามัน บุกป่าฝ่าดงเรื่อยไป

นี่เราพูดถึงบ้านหนองผือ เราฝังลึกนะไม่ใช่ธรรมดา ฝังลึกมากทีเดียว เราถึงได้ประกาศก้องออกทั่วประเทศไทย คุณค่าของบ้านหนองผือกับพระเณรจำนวนมากเท่าไร นับแต่พ่อแม่ครูจารย์มั่นลงไปเป็นเวลา ๖ ปีเต็ม เรียกว่าไม่ได้หันหน้าไปไหน หันหน้าแต่เข้าวัดเข้าวา วิ่งเต้นขวนขวายเพื่อวัดเพื่อวา ทั้งสร้างที่อยู่ที่พักที่อาศัย ทั้งหาอาหารมาเลี้ยงพระ จะเป็นจะตายคือพี่น้องชาวหนองผือ เราไม่ได้ลืมนะ มันฝังลึกขนาดนั้น ประหนึ่งว่างานการทางบ้านทางเรือนนี้ไม่ค่อยได้อะไรนักละ วิ่งใส่แต่วัดแต่วา ทั้งที่พักที่อยู่ เอ้า พระมาเรื่อย เข้าเรื่อยออกเรื่อย ทำแคร่ทำร้านอะไรมีแต่พี่น้องชาวหนองผือทั้งนั้น นั่นน่ะเห็นไหม

ทั้งจะวิ่งไปหาอาหารมาเลี้ยง ทั้งจะวิ่งหาที่อยู่ที่พักให้หลับให้นอน เลยจะตายบ้านหนองผือน่ะ เราไม่ลืม เราลืมเมื่อไร เพราะฉะนั้นพอว่าบ้านหนองผือ เวลานี้เหมือนบ้านร้าง วัดก็เหมือนวัดร้าง พุ่งเลยทีเดียวหัวใจนี่ โถ ทันทีเลย แต่ไม่พูดกับคนนั้น ฟังเฉย ๆ เขามาเล่าให้ฟังจบแล้วเขาก็ไป เพราะเขาไม่ได้มานิมนต์เรา เขามาเล่าสภาพหนองผือให้ฟัง แต่เรามันจะสลบแล้ว พอเขาไปก็คิด กลางคืนวันนั้นพิจารณาเรื่องเหล่านี้ทบทวน สุดท้ายก็ยกขึ้นเลยว่า ถ้ำนี้ไม่มีคุณค่าเท่าบ้านหนองผือ บ้านหนองผือมีคุณค่ามากมาย เกินกว่าที่จะมาจำพรรษาที่นี่ ปล่อยหนองผือให้เป็นวัดร้างบ้านร้าง ไม่สมควรอย่างยิ่ง นั่นเห็นไหมล่ะ ตอบทันทีในหัวใจ ออกเลยพุ่งเลย มาโดยด่วนเสียด้วย มันจวนจะเข้าพรรษาแล้ว

กุดก้อมนี่ก็เหมือนกัน กุดก้อมก็พยายามอุปถัมภ์อุปัฏฐากตั้งแต่พ่อแม่ครูจารย์มั่นเข้ามาวัดกุดก้อม ตั้งแต่วันนั้น นี่ก็หมุนตัวเป็นเกลียว กุดก้อมกับหนองผือเป็นสายเกี่ยวโยงเป็นญาติพี่น้องกัน น้ำใสใจศรัทธาเหมือนกัน ทางกุดก้อมเรา วิ่งเต้นขวนขวาย กุดก้อมนี้ก็หมุนติ้วตั้งแต่พ่อแม่ครูจารย์มาพักเป็นเวลาสิบวันกว่า หมุนตลอดเลยไม่มีเวลาไปไหน เพราะพระเณรหลั่งไหลมาเป็นร้อย ไม่ใช่เล่น ๆ นะ ท่านเหล่านี้วิ่งจะเป็นจะตาย เรามาประมวลหมด วิ่งตลอดเลย งานนี้เราพอปลีกได้เราก็จะไปให้

หนักมากจริง ๆ เรา หนักเพื่อโลกนะ เราไม่ได้หนักอะไรเพื่อเราพูดจริง ๆ มีแต่เรารับผิดชอบขันธ์อยู่เท่านั้นวันหนึ่ง ๆ เราไม่มีอะไรเลย มีแต่ดูขันธ์มันดิ้นดุ๊กดิ๊ก ๆ ความรู้คือใจนั้นเป็นเจ้าของรับผิดชอบโดยหลักธรรมชาติของมันเอง ขันธ์มันดีดมันดิ้น ไม่มีอะไรกวน มีแต่ขันธ์เท่านั้นกวน พาอยู่พากินพาหลับพานอนพาขับพาถ่าย พาเดินเปลี่ยนอิริยาบถ เหล่านี้มีแต่เพื่อขันธ์ ๆ ไม่ได้เพื่อเราเลย เราไม่หวังอะไรกับมัน เพื่อขันธ์อันนี้จะได้ทำประโยชน์ต่อไป เพื่อขันธ์แล้วขันธ์จะได้ทำประโยชน์เพื่อโลก มีเท่านั้นนะเราช่วยโลก ขอให้พี่น้องทั้งหลายชาวไทยเราจงเห็นใจ อย่านอนจมนะ

พี่น้องชาวไทยเรานี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา รู้สึกจะนอนจมมาเรื่อย ๆ เพราะเบื้องต้นก็เกิดในอู่ข้าวอู่น้ำ ไม่เคยอดอยากขาดแคลนแต่ไหนแต่ไรมา สมบูรณ์พูนผลตลอด เลยนอนใจ ทีนี้เมื่อสิ่งภายนอกเข้ามาล่อลวงแบบไหน ๆ ก็วิ่งตามเขา ๆ เขาเอาอะไรมาล่อมาลวงคว้ามับ ๆ เมืองไทยเรานี่ไม่มีหลักเกณฑ์ นี่เคยพูดไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เนื้อหนังเป็นของตัวไม่มีในประเพณีประเทศไทยเรา เอาธรรมวินัยจับซิมันดูไม่ได้ว่าจริง ๆ นะ เอาศาสนา คือศาสนาพุทธนี่เป็นศาสนาชั้นเอก เอกอุไม่ใช่ธรรมดานะ มาจับดูมันจะดูไม่ได้ดูชาวพุทธเรา มันเป็นชาวผีไปหมดเลย

มีแต่คำพูดเฉย ๆ ว่าเป็นชาวพุทธ กิริยาท่าทางที่จะปฏิบัติตามชาวพุทธ มีขอบเขตเหตุผล มีการบังคับบัญชาตัวเอง มีขอบมีเขต ไม่มี ฟังซิน่ะ มันปล่อยเลยตามเลยอย่างนั้นตลอดมา ทีนี้เมื่อรั้วบ้านมันก็เปิดตลอดเวลาแล้ว ใครจะเข้าเมื่อไรก็ได้ โจรมารเข้าเมื่อไรได้หมด เพราะเปิดรั้วไว้ตลอดเวลาไม่มีปิด รั้วบ้านเขายังมีเวลาปิด แต่รั้วของชาติไทยนี้ไม่มีปิด เปิดโล่งเลยด้วยความเหลวแหลกแหวกแนว ด้วยความดีดความดิ้น ความเพลิดเพลิน ความทะเยอทะยาน ไม่รู้จักเป็นจักตายคือเมืองไทยเรา

นี่ละเราเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลาย พูดเหล่านี้ตำหนิ-ตำหนิเพื่อจะยกขึ้นนะ มันบกพร่อง อย่าทำความบกพร่องอย่างนี้ต่อไปถ้าไม่อยากให้เมืองไทยล่มจม เราว่าอย่างนี้นะ นี่จะล่มจมด้วยเหตุการณ์อันนี้เอง ด้วยความที่ว่าเมืองไทยเราหลวมตัวเอามาก จนไม่มีขนบประเพณีเป็นเนื้อเป็นหนังของตนเลย เหลวแหลกแหวกแนว แล้วเห็นภายนอกดีกว่าภายใน นี้เสียหายมากนะ อะไรถ้าเป็นสิ่งภายนอกแล้วคว้ามับ ๆ มีคุณค่า เอามาอวดเมืองไทยตัวเอง ยิ่งเหลวยิ่งเลวลงไปนะ แทนที่จะสงวนรักษาสิ่งที่มีอยู่ของตัวเอง และบำรุงส่งเสริมกันขึ้น ผลิตกันขึ้น เพื่อเป็นเนื้อหนังของตัวเองอย่างนี้ เราอยากจะพูดว่าไม่มี บอกไม่ค่อยมียังไม่อะไร

มันเตลิดเปิดเปิงไปหมด หัวใจหาหลักยึดไม่ได้ ประเพณีของชาติไทยเรา มันอะไรประเพณีของชาติไทยเรา เรามองหาที่ไหนไม่เห็นนะเวลานี้ เอาประเพณีพุทธศาสนามาวางนี้ พุทธศาสนาท่านสอนว่ายังไง แล้วคนไทยที่ถือว่าเป็นลูกชาวพุทธปฏิบัติตัวยังไงนั่นซิ มันเข้ากันไม่ได้นะ ตลอดถึงพระถึงเณร ไม่ว่าเขาว่าเรา มันเหลวแหลกแหวกแนวไปตาม ๆ กันหมด ไม่มีใครจะยึดอะไรที่ไหนได้นะ วิ่งเข้าวัดก็เป็นไฟ วิ่งข้างนอกก็เป็นความเพลิน เพลินกับฟืนกับไฟก็มาอันเดียวกัน เลยยุ่งกันไปหมด หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ นี่ละที่ว่าไม่มีหลักมีเกณฑ์ ไม่ว่าอะไร

การแต่งเนื้อแต่งตัวประเทศไทยเราเคยแต่งเป็นเนื้อเป็นหนังมาดั้งเดิมจริง ๆ แต่งมายังไงดูเอาบ้างซิ เวลานี้มันแต่งเป็นเปรตเป็นผีจิ้งกกจิ้งโก๋ไปหมดเลยนะ เขาคว้าเอามา เอาซิ่นนี้เอามาผ่าตรงกลาง ๆ จนไอ้ดำไอ้ตูบมันรำคาญจะตาย เขาเขียนไว้ในการ์ตูน เอามายกสาธกสอนเมืองไทยเราบ้าง ให้ไอ้ตูบมันมาสอนบ้างมันโง่มันเซ่อจนขนาดนั้นนะเมืองไทยเรา ก็มีหญิงคนหนึ่ง เขาเขียนรูปการ์ตูนเอาไว้นะ นุ่งดำ ๆ อย่างนี้แหละ แต่พวกนี้หนีบหรือไม่หนีบ ผ่าหรือไม่ผ่า อันนั้นเขาผ่ามานะ ผู้หญิงคนนั้นผ่ามา ผ่าจนเกือบจะเห็นหีมันนู่นละ มันผ่าลงไปนี้นะ ทางนี้ยังไม่ผ่า ไอ้ตูบมามันก็มาคาบทางนี้ซิ ทางนี้ก็ตบหัวมัน เห็นรูปการ์ตูนอยู่นี่ ตบหัว มึงมากัดทำไม มันก็ตอบว่า ตรงนี้ยังไม่ผ่า มันว่าอย่างนั้นนะ เห็นไหม

นั่นละมันโง่ขนาดนั้น จนไอ้ตูบมาสอนมัน มันผ่าไปหมด อะไรวับ ๆ แวม ๆ หลอกหีหลอกก้นหลอกหำหลอกโค็ยกัน เรื่องของกิเลสตัวหยาบโลนจะพาคนให้ล่มจมรู้กันไหม ให้รู้จัก มีขอบมีเขตมีประเพณีรักษา ศีลธรรมเข้าแนบจิต ๆ ให้กิเลสเข้าแนบเป็นยังไง ต่อไปนี้มันจะไม่นุ่งซิ่นนุ่งผ้านะ ให้กิเลสเข้าเป็นเจ้าของมันจะไม่นุ่งซิ่นนุ่งผ้า ปล่อยกันเลยทีเดียว นี่คือลัทธิของสัตว์เดรัจฉานล้วน ๆ ไม่มีในมนุษย์เราเลย มนุษย์ชาวพุทธเสียด้วยนะ เมื่อมีศีลธรรมแล้วก็ต้องมีขอบเขต การแต่งเนื้อแต่งตัวระเบียบไหน ๆ ประเพณีของเราเคยดำเนินมายังไง ต้องยึดถือหลักนี้ไว้เป็นกฎเป็นเกณฑ์ นี้คือบ้านเมืองที่มีขอบเขตมีประเพณี อันนี้มันมีที่ไหน แหลกเหลวไปหมดนะ เป็นอย่างนั้นนะ เอาไปพิจารณาถ้าพูดผิด นี่ละเอาศาสนาจับ

ศาสนาจับละเอียดลออมากนะ นอกจากจะเอามาพูดหรือไม่พูดเท่านั้น จนจะมองดูไม่ได้ว่างั้นเถอะน่ะ ศาสนากับชาวพุทธเรามันเข้ากันไม่ได้ มันเหลวแหลกแหวกแนว นี่ละคือการแต่งเนื้อแต่งตัวมีเท่าไรไม่พอ ขอให้เขามาล่อเถอะน่ะ เหยื่อล่อปลานั่นน่ะ เอาเบ็ดติดไว้ข้างใน ๆ เหยื่อล่อปลาเอามาล่อ อันโน้นก็ดี อันนี้ก็ดี มาจากเมืองนอกเมืองนา ผลที่สุดแอปเปิ้ลแอปแป้นก็ดีกว่าเมืองไทยเรา แอปเปิ้ลในเมืองไทยเรามีมากขนาดไหน เอาโคตรเมืองนอกมาซื้อมันก็หมดเงินเปล่า ๆ เพราะแอปเปิ้ลเราไม่อดไม่อยาก แล้วมันไปกว้านซื้อมาหาพ่อหาแม่มันอะไร เราอยากว่าอย่างนี้ ซื้อมาอวดเมืองไทยเราทั้งที่เป็นตลาดแอปเปิ้ลนะเมืองไทยเรา เห็นไหม มันโง่ไหมมนุษย์ นี่แอปเปิ้ลเอามาจากเมืองนอก เมืองนอกหีพ่อหีแม่มันอะไรเราอยากว่าอย่างนั้น ถ้าให้เราตอบเราจะตอบอย่างนั้นมันถึงจะทันกันเข้าใจไหม

นี่เราไม่ได้พูดถึงความหยาบโลนนะ ให้มันทันกันกับที่มันโง่มันเซ่อมันลืมตัวนักหนา ทีนี้กระตุกเสียบ้าง เข้าใจไหม นี้เป็นคำกระตุกให้รู้ตัว ไม่ได้เป็นความเสียหายอะไร โคตรพ่อโคตรแม่เอามาตีหัวมัน ตัวมันเองตีไม่ได้ ต้องเอาโคตรมาช่วยฟาดหัวมันอีก เอาโคตรมันนั่นละมาตีหัวมัน มันไม่รู้ตัวนะเมืองไทยเรา เขาจะมากลืนมากินบ้านกินเมืองเมื่อไรมันรู้เมื่อไร อันนี้ธรรมะประกาศก้องมานานสอนพี่น้องทั้งหลายมานาน ถ้าไม่ต่างคนต่างจริงจัง มีหลักมีเกณฑ์บังคับตัวเองให้อยู่ในขอบเขต การอยู่การกินการใช้การสอยแล้วจม เมืองไทยเราไม่เป็นอื่น

ฝืนศาสนาฝืนไปเถอะ ศาสนาฉุดลากขึ้นมา กิเลสเหล่านั้นฝืนลงไป ดึงลงไป ลากลงไป พอปล่อยตามมันก็จมไปเลย ๆ เท่านั้น ไม่มีความหมายอะไรเลย ใครจะว่าใครดิบใครดี เอามาอวดกันนั่นละ เอาของเมืองนอกมาอวดเมืองไทย ทางนี้ก็เป็นบ้าด้วยกัน ยิ่งเป็นบ้ากับของเมืองนอกเมืองนาไปหมด อะไร ๆ ของตัวไม่มีชิ้นดีเลย ไปดีอยู่กับเมืองนอกเมืองนา ลูกก็ลูกเมืองนอกดีกว่าเรา หมาเมืองนอกดีกว่าเรา ตึกรามบ้านช่อง อิฐปูนหินทราย ของเมืองนอกดีกว่าเมืองไทยเราหมดเลย ผลที่สุดแอปเปิ้ลแอปแป้นก็ดีกว่าเมืองไทยเรา เห็นไหมมันโง่ไหม เมืองไทยเราต่ำขนาดไหนหัว ใครจะไม่เหยียบต่ำขนาดนั้น มันก็เหยียบได้ล่ะซี มันโง่ขนาดไหน เอาธรรมจับแล้วดูไม่ได้นะ

ธรรมท่านมีขอบเขต มีเหตุมีผล มีหลักมีเกณฑ์ ผู้ปฏิบัติตามหลักของพระของธรรมวินัยจริง ๆ แล้วจะหาที่ต้องติไม่ได้เลย นอกจากโกโรโกโสนั้นไปที่ไหนมันเกลื่อนแหละเวลานี้ ไม่ว่าเขาว่าเราพอ ๆ กัน นี่คือไม่มีหลักเกณฑ์ จิตใจมันเลื่อนมันลอยเสียจนเกินประมาณ จนหาหลักเกณฑ์มายึดเป็นเนื้อเป็นหนังของตัวไม่ได้เลย นี่เสีย เมืองไทยเราเสียทั้งทางวัด เสียทั้งทางบ้าน เสียไปด้วยกันเลยเวลานี้

ใครจะตั้งเนื้อตั้งตัวฉุดกัน ฉุดตัวเองเสียก่อน ต่างคนต่างฉุดตัวเอง รั้งตัวเอง ๆ ให้อยู่ในขอบเขตแห่งความพอเหมาะพอดี ความยุ่งเหยิงวุ่นวาย ความทุกข์ร้อนทั้งหลาย จะค่อยเบาลง ๆ ถ้ามีศาสนาเข้าไปแทรกแล้วจะเบา ถ้าปล่อยให้กิเลสเข้าขยำนี้เป็นลาบเลย หั่นหอมกระเทียมไม่ทัน มันเอาแหลก ๆ ต้องการนักเหรอหอมกระเทียมน่ะ ไปพิจารณากันซิ

ทำไมจึงไม่คิดกันบ้าง เมืองไทยทั้งเมืองเขาก็ว่าเป็นเมืองไทย ๆ ก็คือเมืองคน ไม่ได้เป็นเมืองที่ว่าแบบเมืองหมานี้ไม่มีขอบเขตอะไรเลย อะไรเหลวไหลไปหมดคือเมืองไทยของเรา พูดให้มันเต็มยัน เราเป็นผู้นำของพี่น้องชาวไทยเวลานี้ อันไหนบกพร่องพูดให้ฟัง มันบกพร่องมากมายจริง ๆ นะ ถ้าว่าการอยู่การกินการใช้การสอย มีแต่เลยขอบเขตทั้งนั้น ไม่มีความพอดิบพอดีเลย การประพฤติเนื้อประพฤติตัวทุกอย่างแหลกเหลวไปหมด เอาความเพลิดเพลินจูงจมูกไป ๆ จูงลงทะเลหลวง ๆ เพื่อความล่มจมเท่านั้น มันไม่รู้เนื้อรู้ตัวนะเวลานี้ โอ๊ย น่าทุเรศนะ

เมืองนอกเขาเป็นเมืองเขาหาเงิน ใครเมืองไหนมันไม่เห็นแก่ตัวมีเหรอ หัวใจที่มีกิเลสต้องเห็นแก่ตัว เมื่อเราบกพร่องตรงไหนเขาก็ต้องฟาดเข้ามาตรงนั้น นี้เมืองไทยเราบกพร่องทั้งเมืองทั้งประเทศไม่มีขอบเขต ไม่มีรั้วกั้นเลย ประเพณีอะไรไม่มี เปิดทาง เขาก็ไหลเข้ามาซิ หลอกลวงด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่จะเอาได้วิธีไหน สินค้าสินขายประเภทไหนเอามา เอามาเมืองไทยนี่ ขายได้หมดถ้ามาเมืองไทยแล้ว เมืองอื่นเขายังมีเลือกมีเฟ้น เมืองไทยไม่เลือก คว้ามับ ๆ ยิ่งกว่าลิง เมืองไทยนี่เป็นเหมือนเมืองลิง ว่าอย่างนี้ก็ไม่ผิด เพราะอะไรมาคว้าทั้งนั้น ไม่ได้คำนึงถึงความผิดถูกชั่วดีอะไรเลย นี่ละมันเสีย-เสียตรงนี้

เราที่นำพี่น้องทั้งหลาย เรานำมาด้วยแบบฉบับของพุทธศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าจริง ๆ เราไม่นำมาด้วยความลูบ ๆ คลำ ๆ การปฏิบัติก็ดังที่พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว มีกฎมีเกณฑ์ตั้งแต่วันเข้าบวชเลย อันนี้ก็พูดย้อนถึงโยมแม่นะ โยมแม่เวลาจะไป แม่มานั่งปั๊บตรงนี้ แม่จะบอกนะลูกนะ เราไม่ลืม นี่แม่จะบอกนะลูกจะไปบวชแล้ว คือเตรียมจากนี้ก็จะลุก ออกจากนี้ก็จะเข้าวัดแล้ว แม่ก็มานั่งปั๊บ นี่แม่จะบอกนะลูกนะ แม่ขอชมสิ่งเหล่านั้น แม่หาที่ต้องติไม่ได้ บอกอย่างนั้นเลย ไม่ว่าหน้าที่การงานการประพฤติตัว แม่หาที่ต้องติไม่ได้ แม่ชมตลอดมา แต่ที่แม่เป็นห่วงเอามากจริง ๆ นั้นก็คือการนอนนะลูกนะ นี่อันหนึ่ง การนอนนะลูกนะ

แล้วก็ยกพี่ชายขึ้นมา พี่ชายเขาบอกแม่ตอนค่ำแล้วว่า วันพรุ่งนี้ปลุกแต่เช้าหน่อยนะแม่ เขาจะไปธุระแต่เช้า บางทีแม่ก็ได้ปลุกเขา บางทีก็ไม่ได้ปลุก เขาตื่นเขาไปแล้ว ๆ แต่ลูกคนนี้ถ้าลงได้บอกว่าแม่ปลุกหน่อยนะ วันพรุ่งนี้จะไปธุระแต่เช้า นอนนี้ตายเลย ว่าอย่างนั้นนะ แม่เอาอย่างถนัดนะ นี่นะลูกจำให้ดีนะ อันใดแม่ไม่มีที่ต้องติ มีที่ต้องติเป็นห่วงมากที่สุดตั้งแต่การนอนนะลูกนะ คือถ้าบอกว่าแม่ปลุกหน่อยนะ วันพรุ่งนี้จะไปธุระแต่เช้าแล้วเป็นตายเลย ถ้าไม่ปลุกไม่ตื่นว่างี้นะ ไม่มีแม้หนเดียวนะลูกนะ ขนาดนั้นนะแม่เหน็บเอา ต้องได้ปลุกทุกที ๆ ทางนี้ก็ฟัง นิ่งแหละเรา ไม่ตอบ นี่แม่ก็เป็นห่วงเวลาไปบวชแล้ว

พอไปบวชแล้วนั้นน่ะ ไปนอนยังไม่ตื่น หลับครอก ๆ อยู่ในกุฏิ ที่นี่เพื่อนฝูงไปบิณฑบาตบ้านไหน ที่ไหนใกล้ที่ไหนไกลไป กลับมาแล้วคุณบัวยังนอนไม่ตื่น ไปปลุกคุณบัวมาฉันจังหัน โอ๊ย อย่าให้แม่ได้ยินนะ แม่จะหัวมุดดินไปเลยนะลูกนะ นี่ละจำปึ๊บเลยนะ ทีนี้พอแม่ว่าอย่างนั้น ไม่ตอบสักคำเดียว เก็บไว้หมดเลย ที่เรานอนให้แม่ปลุกไม่ใช่อะไรนะ คือนอนใจ ยังไงแม่ก็จะปลุก ทีนี้ก็ทอดธุระไปเลย ถึงเวลาแม่มาปลุกเอง นี่ละแม่ถึงได้ปลุกทุกครั้ง ทีนี้เวลาออกจากนี้ไปแล้วแม่ไม่ได้ตามปลุกนะลูก ลูกต้องเป็นตัวของตัว เท่านั้นละ พอก้าวเข้าสู่วัด ฟิตตัวตั้งแต่นั้นเลย บัดนี้มาเข้าสู่วัดวาแล้ว ไม่ใช่บ้านเรือนของเรา สถานที่เหล่านี้เพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่ ไม่ใช่พี่น้องของเรา เราต้องรับผิดชอบเรา เท่านั้นละปึ๋งเลยเทียว

การนอน เอา เอาเวลาไหนได้หมดเลย ขนาดนั้นนะ ไม่มีที่ต้องติเจ้าของ เพราะเวลานี้แม่ไม่ได้มาปลุก เราต้องเป็นตัวของเราเต็มที่ แม่คงจะทราบทีหลังทราบการหลับนอนของเรา เพราะบางทีก็คงมีผู้มาเล่าให้ฟัง เราไม่เคยพูดถึงเรื่องการหลับนอนให้แม่ฟังจนกระทั่งแม่ตายจากนะ เราได้รับแม่เป็นอาจารย์เอกที่สอนเราในคราวนั้น สอนอย่างถึงใจเลย ตั้งแต่นั้นการหลับนอนของเรานี้ ตั้งแต่วันเข้าไปบวชนะ นั่นเห็นไหมการฝึกฟังซิพี่น้องทั้งหลาย นี่ละการฝึก ฝึกตั้งแต่บัดนั้นเลยจนกระทั่งป่านนี้ละฟังซิ การหลับการนอน เอา ตื่นเวลาไหน จะหลับ หลับเวลาไหน กำหนดไว้ให้เรียบอย่างเด่นเทียว อย่างแม่นยำเด็ดเดี่ยวด้วย จะตื่นระยะนั้นปั๊บ ๆ ได้เลย ๆ ไม่มีคลาดเคลื่อน นี่ความตั้งอกตั้งใจฝึกฝนตนเองเป็นอย่างนั้น จะนอนดึกขนาดไหนก็ตาม ที่จะพลาดท่านี่ไม่มี ๆ

แล้วการนอน เวลาตื่นนอนนี้เอาอีกเหมือนกันนะ พอตื่นไม่ได้ตื่นธรรมดา ตื่นแบบสะดุ้งผึงเลย ทันทีเลย ถ้าหากว่ามีเพื่อนฝูงนอนอยู่ด้วยกัน ต้องตื่นนอนเพื่อนฝูง เพราะการตื่นนอนของเราตื่นด้วยความสะเดิดสะดุ้งจริง ๆ ด้วยความรู้เนื้อรู้ตัวปรับตัวเองเป็นอย่างนั้น ตลอดมาถึง ๑๘ พรรษาถึงได้ฝึกหัดใหม่ ตั้งแต่วันแรกเข้าบวช การหลับการนอนทุกอย่างฝึกมาตลอดเวลา แล้วก็ภูมิใจในการฝึกของตนว่าไม่คลาดเคลื่อน เราไม่แพ้ตัวเราเอง ถ้าตรงไหนเราแพ้ตัวเราเอง ตรงนั้นจะแก้ไขกันนะ คือจะแก้หมัดกัน เราแพ้เราตรงไหน เราบกพร่องเราคิดว่าเราจะทำอย่างนั้น แต่ผิดพลาดมาทำอย่างนี้เสีย สมมุติว่ามันพลาด จะตามแก้กันจนได้ จะให้แพ้มันไปตลอดนี้ไม่ได้ สำหรับนิสัยเราเป็นอย่างนั้น ต้องเอาชนะ

คิดดูซิตั้งแต่ไปอยู่บนภูเขาสู้กิเลสไม่ได้ น้ำตาร่วง มึงนะขึ้นเลย มันเจ็บแสบมากนะ มึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอย คราวนี้มึงเอากู กูก็ยอมรับว่ากูสู้มึงไม่ได้ แต่กูไม่ถอย ยังไงกูจะมาเอามึงพังวันหนึ่ง ไปก็ไปฟิตกับครูบาอาจารย์ พ่อแม่ครูจารย์มั่นเราแล้วกลับมา หงายอีก กลับมาหงายอีก ฟิตอีก กลับมาหงายอีก ฟิตอีก นี่พูดถึงเรื่องเอาจริงเอาจัง ความเคียดแค้นนี้แหม ถ้าหากว่าเคียดแค้นให้คนให้สัตว์ทั้งหลายนี้ฆ่าพินาศนะ ความเคียดแค้นถึงขนาด เคียดแค้นให้กิเลสอย่างเดียวนี้ นี่เราถึงได้แยกมาพูดว่า ความโกรธความเคียดแค้นให้สัตว์ให้บุคคลตัวใดก็ตามเป็นกิเลส แต่ความโกรธความเคียดแค้นให้กิเลสในหัวใจของตัวเอง เพื่อจะสังหารมันนี้เป็นมรรค เราเป็นเองเรารู้เอง

ทีนี้เวลาเราเคียดแค้นเต็มเหนี่ยว พอได้กำลังนี้ฟัดกิเลสนี้แบบเดียวกันเลยนะ เคียดแค้นให้มันสุดหัวใจเลย จึงฟาดกันตลอดนะ นี่ละการฝึก พี่น้องทั้งหลายยึดเอานะ แล้วการฝึกผลก็ได้เป็นที่พึงพอใจดังที่สอนมานี้ เราภาคภูมิใจในปฏิปทาของเราที่ดำเนินมาแทบเป็นแทบตายตลอดมา ผลได้เป็นที่พึงพอใจ จึงได้นำมาทั้งเหตุทั้งผลมาสอนพี่น้องทั้งหลาย เราไม่ได้มาสอนแบบลูบ ๆ คลำ ๆ มาหลอกลวงพี่น้องทั้งหลายนะ สอนจริง ๆ ถ้าว่าเสียสละ เราเสียสละจริง ๆ ตั้งแต่เรามาตั้งรากตั้งฐานที่วัดป่าบ้านตาด สมบัติเงินทองข้าวของไม่มีติดเนื้อติดตัวตลอดมา ช่วยโลกช่วยสงสาร เริ่มมาตั้งแต่สงเคราะห์สงหาคนทุกข์คนจน โรงร่ำโรงเรียน สถานสงเคราะห์ ที่ราชการต่าง ๆ ทั่วไปหมด จนกระทั่งถึงโรงพยาบาล จึงไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว

เป็นไงเสียสละไหมพี่น้องทั้งหลายฟังซิ เงินไม่เคยมีติดเนื้อติดตัว บางทีติดหนี้เขาก็มี ติดหนี้เพื่อนำมาช่วยโลก ไม่ใช่ติดหนี้ด้วยนำไปเถลไถล อย่างนี้เราก็เป็นมาแล้ว นี่มาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เราเสียสละขนาดนั้น แล้วเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองเราก็ไม่ได้หวังเอาอะไรนะ ที่ช่วยชาติอยู่เวลานี้ เม็ดหินเม็ดทรายเราไม่มี เราพอทุกอย่างแล้ว เราสอนโลกด้วยความเมตตาล้วน ๆ เพราะฉะนั้นอำนาจแห่งความเมตตาจึงพูดได้ทุกแบบทุกฉบับ นอกบัญชีก็ไม่ผิด เราจะพูดอะไรเราพูดได้เต็มอรรถเต็มธรรมของเรา ส่วนกิเลสมันจะเห่าว้อก ๆ ว่าดุว่าด่าว่าเฆี่ยนว่าตีหรือว่าสกปรกโสมม นั่นเป็นหมาเห่าถังขยะ มันอยู่ในถังขยะ มันเห่าถังขยะของมัน แล้วมันก็นอนจมอยู่ในถังขยะ เราไม่มาสนใจ

ธรรมเป็นธรรมไม่ใช่ถังขยะ จะไปเอามาเป็นอารมณ์อะไร เพราะฉะนั้นการสอนโลกเราจึงสอนได้ทุกแบบทุกฉบับ ตามแต่เห็นสมควรที่จะสอนได้หนักเบามากน้อยเพียงไร จะออกเอง ๆ พูดตรง ๆ อย่างนี้เลย สิ่งที่มาสอนพี่น้องทั้งหลาย เราก็ไม่ไปหาเรียนในคัมภีร์ คัมภีร์นั้นคัมภีร์นี้ คัมภีร์ในหัวอกที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เป็นศาสดาของโลก พระองค์บรรจุมาแล้ว สาวกทั้งหลายบรรจุมาแล้ว ธรรมประเภทเดียวกัน นักรู้อย่างเดียวกัน ความจริงทั้งหลายมีอยู่ ซึ่งจะควรรู้ควรเห็นจากธรรมชาติที่รู้คือใจนี้ มันก็รับกันอยู่แล้ว ทำไมจะไม่รู้ เมื่อรู้แล้วทำไมจะพูดไม่ได้ นี่เราถึงสอนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย บอกว่าไม่อัดไม่อั้นว่างั้นเลย ฟังซิ อวดหรือไม่อวด พี่น้องทั้งหลายฟังเอาซิ

ในหัวใจนี้เป็นธรรมทั้งแท่ง เปิดช่องไหนเปิดออกมา เทถังใส่เลยถ้าควรจะเทถังใส่ ถ้าไม่ควรเทเปิดเท่าไรก็ไม่ออก ถ้าควรแล้วไม่ต้องบอก หนักเบามากน้อยจะออกทันที ๆ คำว่าธรรมไม่จนตรอกจนมุม จนกิเลสเสียอย่างเดียว กิเลสพังแล้วไม่มีอะไรจน ธรรมแท้ ๆ ครอบโลกธาตุเอาอะไรมาจน พิจารณาซิ

เราก็นำทั้งเหตุทั้งผลนี้มาสั่งสอนโลกเต็มกำลังความสามารถนี้ร่วม ๓ ปีนี้แล้ว ไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวแล้ว ใครจะฟังก็ให้ฟัง ศาสนาเท่านั้นที่จะรื้อเมืองไทยเราให้ได้สติสตัง รื้อฟื้นตนขึ้นมาในคนไทยทั้งประเทศ จากอรรถจากธรรมเท่านั้น ถ้าจากกิเลสแล้วจะพากันจมไปหมดนะ อย่าว่าไม่บอกนะ คนนั้นก็สร้าง คนนี้ก็สร้าง สร้างแต่ฟืนแต่ไฟเพื่อเผาไหม้ตัวเองและชาติบ้านเมืองไปด้วยกัน สุดท้ายชาติบ้านเมืองก็จะไม่มีอะไรเหลือ จมไปด้วยกันหมดนั่นแหละ ให้พากันรื้อฟื้นนะ ให้รู้เนื้อรู้ตัวพี่น้องชาวไทยเรา

ไอ้เล็บใหญ่ ๆ มันกางอยู่ครอบประเทศไทยรู้กันไหมเวลานี้ เมืองที่มีอำนาจมาก ๆ นั่นละมันมาสอด ๆ มามองดูเหตุดูผลกลไกของชาติไทยเรา จะมาล่อมาลวงทุกแบบทุกฉบับที่จะให้เมืองไทยเราล่มจม จำให้ดีข้อนี้ก็ดี เราจะตั้งหน้าล่มจมหรือตั้งหน้าปัดสิ่งที่ไม่เป็นมงคลนั้นออก ก็ให้พากันปรับเนื้อปรับตัวเสียตั้งแต่บัดนี้ต่อไปนะ เมืองไทยเรามันจะจม

ข้างนอกมันก็เป็นภัยเข้ามา ข้างในก็เป็นภัยต่อชาติไทยของเราเอง หัวใจของชาติก็กำลังเป็นภัยต่อชาติไทยของเราอย่างโจ่งแจ้งเห็นแล้ว เห็นได้ชัด เวลาศาสนาออกประกาศธรรมมันต่อต้านศาสนาคืออะไร ก็คือพวกมหาโจรนั่นเอง เห็นได้อย่างชัด ๆ อย่างนี้ รู้เอา ดูเอา ประกาศกันมาเท่าไร ศาสนาออกที่ไหนมันคัดค้านต้านทานบีบบี้สีไฟ มันจะไม่ให้ออกช่องของศาสนา ที่จะทำโลกให้เจริญ มันจะให้ออกแต่ช่องที่จะทำโลกให้ฉิบหายถ่ายเดียว ๆ เท่านั้น จำให้ดีนะข้อนี้ก็ดี ทุกคนให้พากันถึงใจ

เราเป็นลูกชาวพุทธให้ฟังเสียงครูซิ ครูท่านสอนว่ายังไง พระพุทธเจ้าสอนว่ายังไง นี่เราเป็นผู้นำ สอนว่ายังไง เราสอนยังไงเราทำอย่างนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เราทำมาแล้วทุกอย่างจึงมาสอน ไม่ได้ว่าเจ้าของทำอย่างหนึ่งสอนโลกอย่างหนึ่ง ไม่เป็นอย่างนั้นนะ เราเอาอย่างจริงจังทุกอย่าง ๆ วันนี้พูดเพียงเท่านี้ละ เอาละพอ

ปัญหา

ถาม พิจารณาไตรลักษณ์แล้วเห็นลมก่อน ลมเข้าออกพุทโธ

ตอบ ลมหายใจเหรอ เอ้า เห็นลมก่อนให้ดูลม ลมมันจะไปถึงไหน ความรู้นักรู้รู้ตามมันตลอด ลมมันจะเกิดจะดับ ใจไม่เกิดไม่ดับ ใจรู้ให้รู้ตามมันตลอด เอาให้ถึงวิถีของสิ่งเหล่านั้นมันไปถึงจุดไหน ความรู้จะตามมันถึงนั้น ความรู้ไม่ดับ เข้าใจเหรอ เอาไปพิจารณาให้ดี อะไรมันจะเป็นอรรถเป็นธรรม ไม่ต้องไปหาเรียนในคัมภีร์ นี้ตัวของเราเป็นคัมภีร์ทั้งนั้น กิเลสก็นี่ตัวของเราเป็นกิเลสทั้งหมด ตัวของเราเป็นธรรมทั้งหมด ฟิตทางธรรมขึ้นมาเป็นธรรมล้วน ๆ ฟิตทางกิเลสขึ้นมาเป็นกิเลสล้วน ๆ พร้อมที่จะให้ผลด้วยกัน กิเลสกับธรรมอยู่ในกายวาจาใจของเราอันเดียวกัน เฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในใจของเรา คิดให้เป็นกิเลสเป็นขึ้นทันที คิดให้เป็นธรรมเป็นขึ้นทันที ไม่ต้องไปหาเรียนคัมภีร์ไหน คัมภีร์ของกิเลส คัมภีร์ของธรรม อยู่ในกายวาจาใจของเราหมดแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในใจ เข้าใจไหมล่ะ เอ้า พิจารณา อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา พิจารณาให้มันแตกสลายลงไป คนตายทั้งโลกเผากันมาเท่าไร มันเน่ามันเฟะทั่วแผ่นดิน เราทำไมดูเราเท่านี้ไม่ได้ ดูอย่างนั้นซิ เราก็จะตายเหมือนเขา เน่าเหมือนเขา เฟะเหมือนเขา จะถูกเผาถูกฝังเหมือนเขานั่นแหละ พิจารณามันตั้งแต่ยังไม่ตายให้เห็นเสียแล้วก็ปล่อยเลย พอปล่อยเลยมันจะยังอยู่ก็ตาม เมื่ออุปาทานความยึดมั่นถือมั่น อันเป็นภาระที่หนักหน่วงถ่วงใจมากที่สุดขาดสะบั้นลงไปแล้วอยู่สบาย ๆ ขันธ์นี่เพียงรับผิดชอบ ใช้กันไปอย่างนั้น พอถึงเวลาใช้ไม่ได้หรือ ทิ้งปัวะไปเลย เข้าใจไหมล่ะ เอาละพอ

ถาม เมื่อก่อนที่ลูกเคยมากราบหลวงตา นั่งภาวนามองเห็นเนื้อหนังทะลุลงไปเห็นกระดูก หลวงตาบอกให้ลูกกลับไปทำใหม่ ช่วงนั้นก็ได้เห็นญาติพี่น้องทุกคนที่ไม่คิดว่าจะเห็น ได้เห็นฉัพพรรณรังสีของหลวงตา และได้เห็นกายของหลวงตาเป็นทองคำ แต่อันนี้ไม่แปลกใจเพราะหลวงตามีทองคำเต็มภูเขาเลากาเจ้าค่ะ

ถาม เห็นกายหลวงตาเป็นทองคำ เมื่อสิบกว่าปีมาแล้วเจ้าค่ะ

ตอบ เอ้าที่นี่ ให้เห็นใจเจ้าของเป็นทองคำ จะดีกว่าเห็นกายหลวงตาเป็นทองคำ

ถาม แล้วลูกก็เชื่อแล้วว่า ฝากเป็นฝากตายกับพุทโธของหลวงตา ฉกาจฉกรรจ์ กับได้ เวทนา สัญญา อนิจจา ค่ะ

ตอบ เอาอันนี้นะเป็นสนามรบนะ กิเลสมันตีอยู่ในนี้ สนามรบตีกับกิเลส ฟาดลงไปให้มันพังให้เห็นชัด ๆ แล้วมันจะถอนขึ้นมา เรื่องอุปาทานไม่ต้องบอก พอรู้แล้วมันถอนเอง ๆ ถ้าไม่รู้ทำยังไงมันก็ไม่ถอน เอ้า พิจารณานี้ สาเหตุที่มันจะถอน พิจารณาให้มันเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภัง ของเปื่อยของเน่า พิจารณาให้มันเห็นชัด นี่สนามรบกิเลส อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นภูเขาทั้งลูก อันนี้หนักยิ่งกว่าเขา ภูเขาทั้งหลายไม่ได้หนักเหมือนภูเขาอันนี้นะ อุปาทานหนักมาก

ถาม อุปาทานของลูกกลัวงู แล้วงูมันก็รัดคอจะให้ลูกตาย แต่ลูกไม่ทิ้งพุทโธก็เลยไม่ตายและไม่เห็นงูตัวนั้น ลูกยอมตาย

ตอบ ยอมตาย เมื่อวานหลวงตาไปภูเรือก็ไปพบงูจงอางตัวหนึ่ง มันก็ไม่รัดเราแหละ มันออกมาบนทาง เราก็ไปจอดรถที่นั่น แล้วก็เป็นห่วงงูตัวนี้ กลัวรถมาทีหลังเขาจะมาทับมันไปเลย เราเลยไม่ยอมไป จอดรถเสียก่อนรออยู่ มันก็รอไม่ยอมไป พระเลยเอากระป๋องร้าง ๆ โยนออกไปข้างนอกไปถูกข้างหางมันเปี้ยะป๊า มันก็วิ่งกลับ ก็ไม่รัดคอหลวงตา หลวงตาก็ไป มันก็ปลอดภัย อันนี้มันไม่รัดแหละ สัญญาเจ้าของมันเป็นบ้าเฉย ๆ ให้ไปแก้บ้าเจ้าของเสีย งูที่ไหนมา งูสังขารเรามันหลอก ต่างหากเข้าใจไหมล่ะ ไป ๆ

นี่ก็จะไปธุระอีกนะ เราไม่ได้อยู่ เมื่อวานนี้ไปภูเรือ ถึงโน้นแล้วก็เอาของลง พูดกับเขาประมาณ ดูเหมือนจะได้สัก ๒๐ นาที เขาเห็นเราไปเขารุมมาหมดเลย ได้อบรมเขาเล็กน้อย จากนั้นก็กลับมา ที่ว่าไปเจองู งูจงอางมันออกมา เราก็รอ ออกจากนั้นไปจอดรถนู้น คอยมันจะไปไหนมาไหน มันไม่ยอมไป มันนิ่งอยู่ตรงกลางถนน พระเลยเอากระป๋องโยนลงไปใส่มัน พอมันได้ยินเป้งป้าง กระป๋องกลิ้งไปใส่หางมันก็ปุ๊บกลับ ไปเลย

ถาม หลังจากที่เกิดเวทนาตรงนั้น วันหลังมามีคลื่นของวิญญาณที่มันมาในรูปผัสสะของสัตว์เล็กสัตว์น้อยเต็มไปหมด ตรงนั้นลูกก็กำหนดดูจิตวิญญาณของสังขาร ดูเวทนา ดูผัสสะ ลูกก็นึกถึงหลวงตาว่า เมื่อมีสติมีปัญญาก็เอาปัญญาตรงนั้นจับ แยกแยะดูสิ่งนั้นก็จางคลาย

ตอบ จำเอาไว้นะ นั่นละวิธีการ เหตุการณ์ต่าง ๆ มันจะมาทุกแบบ สติปัญญาของเราจะทันกันทุกแบบ สติปัญญาจะเกิดขึ้นเวลาเหตุการณ์เกิดขึ้น ถ้าอยู่เฉย ๆ มันก็ไม่เกิด พอมีเหตุการณ์เข้ามามันจะรับกัน พิจารณาเป็นสติปัญญาแก้ไขกันได้ ๆ แล้วก็เป็นแนวทางต่อไป เจออะไรขึ้นมามันจะแก้ไขของมันเป็นลำดับลำดาไป อย่างนั้นเรียกว่าธรรมเกิด กิเลสเกิดก็คือเรื่องสัญญาอารมณ์มาหลอกเรา นั่นกิเลสเกิด สติปัญญาเกิดคือแก้สัญญาอารมณ์ได้ นั่นเรียกว่าธรรมเกิด เอาละพอ ให้พร

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก