ดีอยู่กับชื่อ ความเลวร้ายอยู่กับใจ
วันที่ 26 กันยายน 2543 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๓

ดีอยู่กับชื่อ ความเลวร้ายอยู่กับใจ

(ผู้ฟังเทศน์ประมาณ ๓๕๐ คน)

(วันที่ ๒๕ กันยา ได้ทองคำ ๑ กิโล ๓๓ บาท ๕๗ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๖๐ ดอลล์)

พี่น้องชาวไทยเราจะตื่นเนื้อตื่นตัวก็ให้ตื่นนะ เราอยากจะพูดว่า นี่เป็นประวัติศาสตร์นะที่พี่น้องทั้งหลายได้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรม ซึ่งไม่เคยคาดเคยฝัน แม้แต่ผู้เทศน์ก็ไม่เคยได้คิดได้คาดได้ฝันว่า จะได้นำธรรมะประเภทเหล่านี้มาเทศน์ให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ก็ปฏิบัติมาแบบงู ๆ ปลา ๆ ลูบ ๆ คลำ ๆ มาโดยลำดับ กำดำกำขาวด้วยตาบอดหูหนวกที่กิเลสปิดบังเอาไว้ ไม่ได้คาดได้ฝันว่ากิเลสจะเปิดออกจากตา คือตาใจ ให้สว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา นี่ก็ไม่ได้คาดได้คิด ได้เกิดขึ้นมาแล้วบอกตรง ๆ สด ๆ ร้อน ๆ ธรรมพระพุทธเจ้านะ เป็น อกาลิโก ๆ ธรรมท่านบอก อกาลิโก

เห็นไหมในบทธรรมคุณท่านแสดงเอาไว้ อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ธรรมพระพุทธเจ้าไม่มีกาลมีเวล่ำเวลา สำหรับผู้ปฏิบัติแล้วจะรู้จำเพาะตน ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ท่านผู้รู้ทั้งหลายจะรู้จำเพาะตน ๆ อย่างสม่ำเสมอจากการปฏิบัติ ที่ดำเนินไปด้วยความสม่ำเสมอ จึงเรียกว่า อกาลิโก เป็นธรรมสด ๆ ร้อน ๆ ตลอดเวลา เหมือนกันกับกิเลสมันก็เป็น อกาลิโก ของมัน กิเลสนี้คิดให้เป็นกิเลส กระดิกพลิกแพลงไปให้เป็นกิเลส เป็นตลอดเวลาเช่นเดียวกัน เสมอกัน ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน ธรรมก็เป็น อกาลิโก กิเลสก็เป็น อกาลิโก เราคิดให้เป็นกิเลสเป็นขึ้นทันทีในใจของเราเองเป็นพื้นฐาน แล้วคิดให้เป็นธรรมก็เป็นขึ้นทันทีเช่นเดียวกัน

แล้วพี่น้องทั้งหลายคราวนี้ก็ได้ยินได้ฟังเสียแล้ว ธรรมที่หลวงตาบัวออกมาเทศนาว่าการให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ออกอย่างสด ๆ ร้อน ๆ เลย เราไม่เคยคาดเคยฝันการปฏิบัติจะได้รู้ได้เห็นธรรมประเภทนี้ขึ้นมาภายในใจ ก็ได้รู้ได้เห็นแล้วก็ได้มาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบทั่วกันโดยลำดับมา นับตั้งแต่เริ่มนำพี่น้องทั้งหลายมาเป็นเวลาร่วม ๓ ปีนี้แล้ว

ธรรมประเภทนี้เราก็เคยได้เรียนให้ทราบทั่วกันว่า ถ้าหากว่าเราไม่ได้มาเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลายแล้ว ธรรมที่แสดงเหล่านี้จะไม่มีเลย ตายไปด้วยกัน หรืออยู่ด้วยกัน เราไม่ตายก็อยู่ ไม่ออก แต่นี้ก็เพราะมันบันดลบันดาลอะไรก็ไม่ทราบให้ได้ออก เมื่อออกมาแล้วธรรมประเภทต่าง ๆ เรียกว่าแกงหม้อใหญ่ หม้อเล็ก หม้อจิ๋ว ทุกประเภทในเนื้อธรรมที่จะออกแก่ประชาชนทั้งหลาย ซึ่งเห็นว่าควรจะเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงไร ธรรมก็ออกมาโดยลำดับลำดา จนกระทั่งปัจจุบันนี้เวลานี้ก็กำลังออก พากันตื่นเนื้อตื่นตัวแล้วยัง

หรือจะเป็นดังที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ว่า โก นุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ อนฺธกาเรน โอนทฺธา ปทีปํ นคเวสถ ก็เมื่อโลกสันนิวาสนี้ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ เผาไหม้สัตว์ทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา ด้วยความมืดมนอนธการนี้ พวกท่านทั้งหลายยังรื่นเริงบันเทิงหัวเราะกันหาอะไร ทำไมจึงไม่เสาะแสวงหาที่พึ่ง นี่พระพุทธเจ้าทรงกระตุกอย่างหนักนะนี่ ฟังซิ เรายังไม่ตื่นนอนอยู่เหรอ ยังเห็นว่ากิเลสเป็นของดิบของดีอยู่ตลอดมาเหรอ หรือจะเพิ่มความเลวของกิเลสนี้ออกไปอยู่เรื่อย ๆ เหรอ ธรรมปลุกอยู่นี่ โก นุ หาโส กิมานนฺโท ปลุกประสาทพี่น้องทั้งหลาย กระตุกตลอดเวลา ตื่นแล้วยัง นั่นความหมายในธรรมนี้ว่างั้นนะ

แล้วพวกเราทั้งหลายเวลานี้เป็นยังไง พอจะตื่นเนื้อตื่นตัวหรือยัง ตื่นเนื้อตื่นตัวภายในจิตใจกับธรรมสัมปยุตกัน รู้เนื้อรู้ตัว รู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูก รู้ละรู้บำเพ็ญ นี่เรียกว่าผู้รู้ธรรม มีสติรู้เนื้อรู้ตัว ถ้าไม่รู้ก็ตายทิ้งเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร นี่ก็ได้แสดงเต็มกำลังความสามารถให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วถึงกัน ธรรมที่แสดงมานี้เราก็ประกาศเรื่อยมาว่า เรียนเราก็เรียน จำมาเราก็จำมา แต่เวลาบทเอาจริงเอาจังที่ประจักษ์ในหัวใจหายสงสัยจริง ๆ แล้ว ธรรมภาคปฏิบัติ เรียนมาแล้วนั้นคือแบบแปลนแผนผังของธรรม แล้วนำมาปฏิบัติตามธรรมที่ท่านแสดงเอาไว้

เพราะธรรมทั้งหลายที่แสดงไว้ในคัมภีร์ต่าง ๆ แสดงเรื่องบาปบุญคุณโทษ มรรคผลนิพพานล้วน ๆ เมื่อปฏิบัติแล้วก็เจอตามนั้น ๆ มาเรื่อย ๆ ทีนี้เราก็นำออกมาปฏิบัติ เวลาปฏิบัติแล้วก็เจออย่างที่ว่านี่ เริ่มเจอ ๆ มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเปิดโล่งทั่วแดนโลกธาตุ เราหายสงสัย ไม่มีอะไรที่จะข้องในจิตใจแล้วว่าละมันยังไม่ได้ แล้วธรรมพระพุทธเจ้าทรงแสดงกระเทือนมากี่กัปกี่กัลป์ ท่านว่า นิพพานเที่ยง ๆ หรือธรรมธาตุ สาธุ เราไม่ได้ไปทูลถามพระพุทธเจ้า ทูลถามทำไม สนฺทิฏฺฐิโก รู้ประจักษ์กับผู้ใดแล้วผู้นั้นก็พอตัวเอง นี่ก็ประจักษ์ในหัวใจแล้วพอตัวเองแล้ว ปล่อยทุกอย่างแล้ว

การสอนโลกเราสอนด้วยความเพียงพอ เราไม่มีความหิวโหยโรยแรง ที่อยากจะแบ่งสันปันส่วนเอาสมบัติเงินทองของพี่น้องทั้งหลาย ที่บริจาคมาเพื่อชาติของเรา แม้แต่เม็ดหินเม็ดทราย เราไม่มี เราพอทุกอย่างแล้ว สอนโลกด้วยความพอ ไม่มีความหิวความโหย และด้วยความเมตตาครอบตลอดเวลา

ธรรมที่สอนนี่ทั้งหมดเราไม่มีความสงสัยว่า ได้สอนพี่น้องทั้งหลายผิดไป เพราะการปฏิบัติและความรู้ความเห็นของเราผิดไป จึงนำคำสอนออกมาแบบผิด ๆ พลาด ๆ เราไม่มีในหัวใจของเรา ใครจะฟังก็ให้ฟัง บาป บุญ นรก สวรรค์ เฉพาะอย่างยิ่งเอาให้เห็นชัด ๆ คือกิเลสมันลบตลอดเวลานะว่า นรกไม่มี นี่เดือดพล่านมากี่กัปกี่กัลป์ ฟังซิน่ะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้องค์ไหนก็มาบอก คำว่าบาปบุญนรกสวรรค์ ก็บอกอันส่วนใหญ่ที่เป็นที่บรรจุสัตวโลก สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน เป็นที่บรรจุสัตวโลกที่ทำความดี คำว่านรก ๆ หลุมต่าง ๆ ดังท่านแสดงไว้ถึง ๒๕ หลุม นี่ก็เป็นสถานที่อยู่ของสัตว์ผู้ทำบาปกรรมชั่วช้าลามกประเภทต่าง ๆ กัน

พระพุทธเจ้าพระองค์ใดตรัสรู้ขึ้นมา ไม่ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าองค์นี้ปฏิเสธ แม้พระองค์เดียวไม่เคยมีคัดค้านว่า บาปบุญนรกสวรรค์เหล่านี้ไม่มี ไม่เคย ยอมรับทันที ๆ แสดงเป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบตามหลักความจริงด้วยกันหมด ทีนี้กิเลสมันลบ มันอยู่ที่หัวใจเรานะ ท่านบอกว่ายังไงมันไม่ยอมฟัง สิ่งที่มันจะลากไปก็คือว่า มันไม่ยอมเชื่อบาปบุญนรกสวรรค์ แต่มันเชื่อความอยากความทะเยอทะยาน ความดีดความดิ้น นี้คือสายทางที่จะลงสถานที่จม ๆ ได้แก่ นรก ที่มันบอกว่าไม่มี ๆ นั่นแหละ มันจะลงตรงนั้นนะ จึงเรียกว่าหลอก ไม่มี แล้วลงตรงที่ไม่มีนั่นแหละ มันหลอกเห็นไหม

เวลานี้เราตื่นเนื้อตื่นตัวกันหรือยัง ให้รีบตื่นนะ พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงสุดพระกำลังความสามารถทุกอย่างแล้วก็ปรินิพพานไป องค์ปัจจุบันนี้ก็ประกาศศาสนธรรมอยู่ ๔๕ พรรษาท่านก็ปรินิพพาน คำว่าปรินิพพานคือปล่อยร่างนี้ต่างหากนะ ร่างกาย พระสรีระท่าน เป็นเครื่องมือสำหรับทำประโยชน์ให้โลก อันนี้หมดสภาพ ทิ้ง แล้วเครื่องมือหมดสภาพแล้วจะนำออกมาแสดงเป็นกิริยาอย่างนี้ไม่ได้แล้ว ก็เรียกว่า นิพพาน นิพพานก็คือมีแต่ธรรมล้วน ๆ ธรรมธาตุ หรือว่าธรรมธาตุล้วน ๆ ไม่มีอะไรออกมาแสดงอย่างนี้ เพราะเครื่องมือไม่มี แล้วท่านก็ผ่านไป ๆ

ประทานโอวาท นั่นละคือสายทางเดิน ให้พวกเราทั้งหลายได้ดำเนินตาม สอนไว้ทุกแง่ทุกมุม เริ่มต้นตั้งแต่ทาน ศีล ภาวนา นี่ขึ้นชื่อว่าความดีทั้งหลาย สอนเป็นลำดับไปเลย ทางความชั่วช้าลามกก็บอกมาเป็นลำดับ อันใดที่เป็นภัยให้ละ อย่าหาญว่างั้นเลย การกล้าหาญต่อความชั่ว คือการกล้าหาญทำลายตัวเองนั่นเอง ไม่ได้ทำลายใคร ทำลายตัวเราเอง ให้พากันรู้เนื้อรู้ตัว

ที่พูดย้ำแล้วย้ำเล่าก็คือว่า ขอให้มีหลักเกณฑ์ ชาติไทยของเรานี้รู้สึกจะไขว่คว้า ๆ ไม่ค่อยมีหลักมีเกณฑ์เป็นตัวของตัว เป็นเนื้อเป็นหนังของตัว ศาสนาพุทธเป็นหลักเป็นเกณฑ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ เป็นแบบเป็นฉบับแก่สัตวโลกผู้นำไปปฏิบัติ นั่นน่ะหลักเกณฑ์ท่านก็สอนไว้แล้ว เราเป็นลูกชาวพุทธทำไมไม่มีหลักเกณฑ์ติดเนื้อติดตัวเลยนี้มันเป็นยังไง ปล่อยตัวตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนปล่อยตัวตลอด อยากจะทำอะไรทำตามความอยากความทะเยอทะยาน มีแต่เรื่องของกิเลสเผาผลาญตัวเองและส่วนรวมทั้งนั้น

ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ ไปสร้างความดีที่ไหนพอเป็นที่ระลึกบ้างในวันหนึ่ง ๆ ถามตัวเองบ้างซิ ตั้งแต่ตื่นนอนมานี้จนกระทั่งถึงขณะหลับ เราไปสร้างความดิบความดีเป็นสารประโยชน์ที่ตายใจ เป็นที่อบอุ่นแก่ใจอะไรบ้าง นอกจากมีแต่กิเลสโกยเอาฟืนเอาไฟเผาในหัวใจของเราตลอดเวลา ด้วยความทะเยอทะยานที่มันลากออกไป แล้วลากไฟเข้ามาเผาเราเท่านั้นไม่เห็นมีอะไร ทดสอบบ้างซิ ตั้งแต่ตื่นนอนมานี้ แล้วตั้งแต่เด็กจนกระทั่งถึงป่านนี้ ได้สร้างสารประโยชน์อะไรพอเป็นสารคุณแก่จิตใจของเรา ให้เป็นที่ยึดที่เกาะ เป็นที่อบอุ่น มีอะไรบ้างถามซิ

แล้วเรื่องความชั่วเป็นยังไงถามอีก เจ้าของนั่นละเป็นคลังแห่งความชั่ว อยู่กับเจ้าของ เอามาทดสอบซิ ถามตัวเองแล้วทดสอบ อะไรไม่ดีก็ให้แก้ไขดัดแปลง ไม่อย่างนั้นขาดทุนฉิบหายป่นปี้ตลอดไปดังที่เคยเป็นมาแล้ว แล้ววันนี้เป็นอย่างนี้ จนกระทั่งวันตายก็เป็นอย่างนี้แล้ว ภพนี้ชาตินี้อย่างน้อยเป็นมนุษย์ก็ยังดี แล้วชาติต่อไปจะไปเป็นอะไรไม่รู้นะ แล้วแต่อำนาจแห่งกรรมที่จะผลักไสออกไป

กรรมก็คือการกระทำ ทำดีทำชั่วเราเป็นผู้ทำ เป็นสมบัติของเรา ถ้าเป็นความดีเป็นสมบัติของเรา ถ้าเป็นความชั่วเป็นไฟเผาเรา นี้เป็นหลักธรรมชาติใครจะมาลบล้างไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็มาตรัสรู้ในหลักธรรมชาตินี้แหละ ให้พากันตั้งอกตั้งใจ ตื่นเนื้อตื่นตัวนะ ไม่อย่างนั้นเราเองก็จะจม ชาติไทยของเราก็จะจม เพราะไม่มีหลักมีเกณฑ์ ไม่มีที่ยึดที่เกาะ ไม่เป็นเนื้อเป็นหนัง ไม่มีความจริงความจังในตัวเองเลยใช้ไม่ได้นะ

ศาสนามีหลักเกณฑ์อย่างเต็มเหนี่ยว ๆ สอนชาวพุทธเราให้มีหลักเกณฑ์ เช่น พระที่ว่า สุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติดี อุชุ ปฏิบัติอย่างตรงแน่วต่อมรรคผลนิพพาน ญาย ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ สามีจิ ปฏิบัติงามหูงามตา กิริยาทุกอย่างงามหมด นี่ ๔ อย่าง เราสรุปความลงมาแล้วเป็นอย่างนี้ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่าท่านมีกฎมีระเบียบตายตัว ก็มาเป็นสรณะของพวกเรา เป็น เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ คือสงฆ์เหล่านี้แล ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาเป็นสรณะของสัตวโลกทั้งหลาย ไม่ได้มาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่มีหลักมีเกณฑ์นะ ท่านมาด้วยหลักด้วยเกณฑ์ในการปฏิบัติของท่าน และผลปรากฏเป็นที่ยืนยันขึ้นมา แล้วมาเป็นครูสอนพวกเราทั้งหลาย สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ที่ได้กล่าวอ้างทุกวันนี้ ท่านมาด้วยความมีหลักเกณฑ์ ผลก็มีหลักเกณฑ์เป็นเครื่องยืนยันในใจของท่าน เพราะการปฏิบัติมีหลักเกณฑ์ตามคำสอน

แต่พวกเรามันไม่มีอะไร หลักเกณฑ์อะไรไม่มีเลยติดเนื้อติดตัวทำยังไง เราเป็นลูกชาวพุทธ สรณะของเราก็พุทธ ธรรม สงฆ์ ถึง ๓ รัตนะ มีแต่สรณะที่เลิศ ๆ ทั้งนั้น ไอ้เราที่ถือสรณะมันถืออะไร ถ้าถือสรณะก็ควรจะได้รับความอบอุ่นแก่ตนเอง จากการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของตัวเอง ตามธรรมของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ หรือตามหลักสรณะที่ท่านสอนไว้ อันนี้มันเหลว ๆ ไหล ๆ มองดูแล้วไม่ได้เรื่องได้ราว นั่นละศาสนาท่านมีแบบมีฉบับ พระผู้ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านมีแบบมีฉบับ จึงดีจึงชอบได้นะ ไม่มีแบบฉบับอันดีงามจากธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าแล้ว หาความดีไม่ได้มนุษย์เรา

เราอย่าเข้าใจว่าเกิดขึ้นมาแล้วดีนะ ตั้งชื่อตั้งได้ นายดี นางดี นายสวรรค์ นางสวรรค์ นายพรหม ตั้งไปได้ทั้งนั้น นายจรวดดาวเทียมก็ตั้งได้ ประสาชื่อ ลมปาก แต่ความเลวร้ายทั้งหลายมันอยู่ที่ใจที่บุคคลผู้นั้น ความดีอยู่กับคนคนนั้น ตั้งชื่อไม่ตั้งชื่อนี้เป็นหลักธรรมชาติ ตั้งมาแล้วขณะที่ทำดีทำชั่ว ให้เน้นหนักในตรงนี้

อย่าพากันไปตื่นไอ้ชื่อไอ้เสียง ตั้งชื่อ โอ๋ย เวลาเด็กเกิดขึ้นมาลองไปถามดูซิว่า นี่ชื่อว่ายังไง บทเวลาเราถามเราต้องเตรียมหูเราไปฟังฟากจรวดดาวเทียมนะ อันนี้ชื่อว่ายังไง เด็กคนนี้ชื่อว่ายังไง ชื่อว่ากรุงศรี แล้วคนนี้ชื่อว่ายังไง ชื่อหัสดี ชื่อมันไปอยู่โน้น ตัวเด็กเป็นยังไงไม่รู้ มันเป็นผู้ใหญ่แล้วมั้งป่านนี้ อันนี้มันมีนิทานสด ๆ ร้อน ๆ ที่เรามาพูดให้ฟังประกอบกับบทธรรมว่างั้นเถอะ เขาตั้งชื่อ พ่อเด็ก ๒ คนนี่น่ะเป็นคนอยุธยา แล้วไปมีครอบครัวอยู่ในภูเขาโน่น เราก็อยู่ภูเขา มาบิณฑบาตเขาก็มาใส่บาตร บ้านนี้แหละมาใส่บาตร ใส่ทั้งแม่ทั้งพ่อใส่ทั้งลูก ลูกมี ๒ คน มานั้นพ่อสั่งให้ลูกใส่บาตรให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เป็นสำเนียงภาคกลางสำเนียงอยุธยา ไม่ใช่สำเนียงภาคอีสาน นี่ละธรรมพูดให้ตรงไปตรงมา

พอพูดออกมามีลักษณะให้รู้ทันที ทั้ง ๆ ที่เขาตั้งใจพูดตามภาษาของทางนี้แหละ แต่มันก็แฝงออกมาจนได้ เราก็เลยถาม นี่มาจากไหน ฟังเสียงสำเนียงของคำพูดมีลักษณะแปลก ๆ ไม่เหมือนทางภาคนี้ อยู่ที่ไหนเราถาม (อยู่อยุธยา)ว่างั้นนะ มันขบขันดีนะ แล้วทำยังไงถึงต้องได้มาอยู่ที่นี่ มีครอบครัวเหย้าเรือนอยู่ที่นี่ ว่า (โอ๊ย มันก็ยากเพราะอันเดียวแหละ) มันก็ครอบหมดแล้วใช่ไหมล่ะ ทางเมียก็ยิ้ม เพราะใส่บาตรทั้งพ่อทั้งแม่ ลูก ๒ คนอยู่ตรงกลาง นี่ลูกเหรอ (ลูก) แล้วคนนี้ล่ะชื่อว่ายังไง (คนนี้ชื่อกรุงศรี) พ่อเขาน่ะบอกชื่อกรุงศรี แล้วคนนี้ล่ะ (ชื่อหัสดี) โฮ้ ขบขัน กรุงศรีคงเป็นเครื่องหมายว่า กรุงศรีอยุธยา หัสดีคงจะเป็นลำแม่น้ำโขง ทางโน้นแบ่งให้แม่ ทางโน้นแบ่งให้พ่อ ทางนี้แบ่งให้แม่น้ำโขง ทางโน้นแบ่งให้ทะเล ก็มีเท่านั้น

นี่เราพูดมาพาดพิงหมายถึงชื่อ ใครต้องการเหลือเกินนะ ชื่อนี้หยดย้อย ๆ ตั้งมานี้ ๓ กิโลยังไม่จบชื่อหนึ่งนะ เจ้าของไปจมอยู่ในนรก เจ้าของไปอยู่ในเรือนจำ เพราะความชั่วช้าลามกของเจ้าของ มีประโยชน์อะไรชื่อตั้งไว้นั้น ทำตัวให้ดี ตั้งแต่เป็ดแต่ไก่เขาก็มีชื่อของเขา เช่นหมาของเรานี้ก็มีชื่อ จำได้แต่ไอ้ปุ๊กกี้ตัวเดียว นอกนั้นจำชื่อมันไม่ได้ เราขี้เกียจท่อง ไม่ใช่คาถาอาคมอะไร ประสาชื่อไอ้ปุ๊กกี้ นี่มันก็มีชื่อทุกตัวนั่นแหละ อันนี้ตั้งไว้เพื่อรู้ สำคัญคือการปฏิบัติตัวเองให้เป็นคนดี ตรงนี้ต่างหาก คนไม่ได้ไปตกนรกเพราะชื่อ ไม่ได้ไปขึ้นสวรรค์ชั้นพรหมหรือพ้นทุกข์ได้เพราะชื่อ พ้นได้ ตกนรกได้ ขึ้นสวรรค์พรหมโลกได้ เพราะการปฏิบัติตัวชั่วช้าลามกและปฏิบัติตัวดี ให้พากันจดจำอันนี้เอาไว้

เรื่องชื่อเรื่องเสียงมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้วแหละ อย่าไปตื่นเสียจนเกินเหตุเกินผล เอาชื่อมาประดับตัวเอง เจ้าของลงนรกก็ช่างหัวมัน ขอให้ได้ชื่อไว้ประดับ หรือเอาไปหลอกโลกเขาก็ได้ อย่าอย่างนั้นนะ ตั้งชื่อตั้งนามนี้เป็นนั้น ๆ ถ้าเป็นฝ่ายพระก็ฟาดตั้งแต่ สมุห์ ใบฎีกา เรื่อยไป การตั้งชื่อนี้มีมาดั้งเดิมแต่พระพุทธเจ้า แต่ตั้งชื่อเพื่อส่งเสริมให้มีแก่ใจในการปฏิบัติตัวดี ท่านไม่ได้ตั้งให้คนบ้าหลงอย่างพวกเรานี่ พระบ้าหลงก็มี บ้าหลงชื่อหลงเสียงมีเต็มประเทศไทยของเรา นับแต่หลวงตาบัวลงไป นี่ท่านก็ตั้งให้เป็นถึงขั้นธรรมนะเดี๋ยวนี้หลวงตาบัว ฟาดแต่อีตาบัวมาเรื่อย จากนั้นก็เป็นนักธรรมตรี โท เอก เป็นมหาบัว แล้วขึ้นเป็นชั้นราช ชั้นธรรมขึ้นไป

นี่ท่านตั้งให้มีแก่ใจปฏิบัติ ให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านไม่ได้ตั้งเพื่อให้หลงยศหลงชื่อนะ เดี๋ยวนี้มันพลิกไปอย่างนั้น ท่านตั้งแต่ครั้งพุทธกาลก็มี แต่ท่านตั้งพระอรหันต์ ท่านสิ้นกิเลสแล้ว สาวก ๘๐ องค์ มีสมณศักดิ์ที่เลิศเลอทุกองค์ เลิศไปคนละทาง ๆ พระพุทธเจ้าทรงตั้งเอง ๘๐ องค์ องค์นี้เลิศทางนั้น ๆ เรียกว่าสมณศักดิ์

ทีนี้ท่านก็เอาเยี่ยงอย่างจากนั้นมาตั้งสมณศักดิ์ให้พระเรา เพื่อจะมีแก่ใจประพฤติปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี แต่กลับกลายมันเอาชื่อนั้นมาประดับหลอกโลกเขาไปเสีย ประกาศก้อง เจ้าของไม่ทราบลงนรกหลุมไหน ศีลมีกี่ตัวก็ไม่รู้ หรือไม่มีก็ไม่รู้ มันเอาชื่อเอาเสียงมาประดับ ดีด้วยชื่อโน่น ไม่ได้ดีด้วยตัวเองใช้ไม่ได้นะ นี่มันมีมาอย่างนี้จะว่าไง ชื่อตั้งไว้เป็นธรรมดา อย่าตื่น อย่าหลงชื่อ อย่าเห็นชื่อเห็นนามว่าเป็นมรรคเป็นผล เป็นดีเป็นชั่ว ยิ่งกว่าตัวของเราผู้ทำดีทำชั่ว อันนี้สำคัญมาก อย่าลืมเนื้อลืมตัว ให้ปฏิบัติตัวให้ดี

ให้มีหลักมีเกณฑ์นะเราชาวพุทธทุกคน หลักเกณฑ์เป็นของสำคัญ ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตัว ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า คนไม่มีวาสนายังไงก็ไม่ได้พบพุทธศาสนาของเรานะ เกิดมากี่ภพกี่ชาติตายจมไปเรื่อย ๆ อยู่อย่างนั้น ไม่ได้พบ นี้ทำไม พุทโธ ธัมโม สังโฆ พอเริ่มเกิดมาได้ยินพ่อแม่บอกแล้ว นี่แก้วอันเลิศเลอ ๓ ดวง ขอให้พากันยึดไว้ในดวงใจ แล้วตั้งใจปฏิบัติตัวให้ดี

เรียกว่าคราวนี้พูดว่าเป็นประวัติศาสตร์ของเมืองไทยเรา เราก็ไม่สงสัยว่าเป็นได้แน่ ๆ ในการที่เราทุ่มชีวิตจิตใจของเราเพื่อช่วยชาติคราวนี้ เราทุ่มจริง ๆ ไม่ใช่ธรรมดา เหมือนกับเราทุ่มตัวของเราเองเพื่อฆ่ากิเลส เรียกว่าสุดเหวี่ยง กิเลสไม่ตายเราก็ตายเท่านั้น มีสองอย่าง จะให้เป็นคู่แข่งกันไปอีกไม่ได้แล้ว นี่เรียกว่าเด็ดขาดในหัวใจ เพราะฉะนั้นความเพียรมันถึงหมุนติ้ว ๆ ตลอดเวลา เวลาปรากฏขึ้นมาก็ดังที่มาแสดงให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เรียกว่าสมใจว่างั้นเลย กับที่เราทุ่มลงไป ชีวิตไม่มีอะไรเสียดาย ต้องการแต่มรรคผลนิพพานครองหัวใจเท่านั้น แล้วก็สมใจ

นี้ออกมาสอนพี่น้องทั้งหลายก็แบบเดียวกันอีก เรียกว่าทุ่มหมด ถ้าในด้านวัตถุอะไรเงินทองข้าวของมีมากมีน้อย เรียกว่าทุ่มหมดไม่มีอะไรติดตัว ๆ ตั้งแต่เริ่มช่วยโลกมาตั้งวัดป่าบ้านตาดจนกระทั่งบัดนี้ แล้วยังจะไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวตลอดจนกระทั่งถึงหลวงตาบัวตาย เพราะใจดวงนี้เป็นดวงเก่า เต็มไปด้วยความเมตตาสงสารโลกเหมือนเก่า ต้องช่วยโลกอย่างนี้ตลอดไปอีก ทางด้านธรรมะก็เหมือนกันมีมากมีน้อยเท่าไรทุ่มออกหมด จะเรียกว่าไม่มีอะไรเหลือก็น่าจะได้ คือไม่มีเหลือสำหรับผู้ที่มีความสามารถซึ่งจะมารับธรรมประเภทต่าง ๆ จากหัวใจนี้ออกไปได้ขนาดไหน เอ้ามา ว่างั้นเลย เปิดออกให้ ๆ เอ้า ๆๆ ให้สุดขีดก็เปิดออกอย่างสุดขีดเต็มที่แล้ว เพราะไม่มีอะไรอัดอั้นในหัวใจเรานี้ ครอบโลกธาตุหมดแล้ว ใจดวงนี้ไม่เคยคิดว่าจะได้รู้ได้เห็นจะเปิดตัวเองอย่างนี้ เราก็ไม่เคย

นี่ก็ได้มาเปิดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง นี่ก็เรียกว่าทุ่มเหมือนกัน ทุ่มอะไร เปิดให้ฟังหมดไม่มีความเสียดายอะไรเลย เพราะความเมตตามีกำลังมาก ส่วนกิเลสมันอยู่ในถังขยะ มันจะเห่าฟ่อ ๆ ช่างหัวมันเถอะหาว่าโอ้ว่าอวด กิเลสกับธรรมต้องเป็นข้าศึกต่อกัน ต้องต้านทานธรรมเสมอ ธรรมท่านไม่สนใจแหละ ไปเรื่อยเลย เหยียบหัวถังขยะไป มันอยู่ใต้ถังขยะก็เหยียบมันไปเรื่อย ธรรมเป็นอย่างนั้น มันจะเห่าว้อ ๆ อยู่ใต้ก้นถังขยะช่างหัวมัน เข้าใจไหมล่ะ นี่ก็ได้เปิดแล้ว ถึงว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ เราไม่อาจสงสัยนะ

นี้วิธีการพาพี่น้องทั้งหลายดำเนินคราวนี้ เรียกว่าดำเนินด้วยความทุ่มหมด ในตัวของเราเองไม่มีอะไรเหลือ ทางด้านวัตถุก็อย่างนี้แหละ พาทุ่ม ๆ อย่างนี้ เหล่านี้มีแต่จะทุ่มทั้งนั้นเพื่อชาติไทยของเรา เรื่องอรรถเรื่องธรรมเราก็ทุ่มหมด คำที่ว่าจะจนตรอกจนมุมในการมาถามเพื่อมรรคผลนิพพานนี้ เราเปิดโล่งหมดแล้ว ให้มาว่างั้นเลย เราต้องการที่จะฉุดจะลากอยู่แล้ว จะออกทันทีธรรมประเภทนี้ นี่แหละถึงว่าเป็นประวัติศาสตร์ได้แล้ว

นี่ยิ่งจวนตายเท่าไร แทนที่จะมาเป็นห่วงเป็นใยในสังขารร่างกายเจ้าของ เราพูดตรง ๆ เลย แม้เม็ดหินเม็ดทรายเราไม่มี กับเครื่องมือ คือร่างกายนี้เป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง เรานำเครื่องมือนี้ช่วยโลก เราก็วิตกวิจารณ์ว่า เรานี้แก่เท่าไร ๆ การช่วยโลก..พออันนี้ขาดสะบั้น การช่วยในกิริยาเหล่านี้ ก็ขาดสะบั้นไปตาม ๆ กัน จึงเรียกว่าห่วงโลกมาก ห่วงเพราะอันนี้แหละ จึงได้แนะนำสั่งสอนดุด่าว่ากล่าว จะว่าเด็ดว่าเผ็ดว่าร้อน ก็ด้วยอำนาจความเมตตาล้วน ๆๆ ไม่มีอะไรเจือปน

จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตัวให้ดี เกิดมาให้มีสาระแก่ตัวเอง ตั้งแต่วันเกิดถึงวันตาย การสร้างความดีมีสาระอะไรบ้าง ให้ทดสอบตัวเองนะ อย่างน้อยก็เอาอย่างนี้เสียก่อน ในวันหนึ่ง ๆ เราสร้างสาระอะไรแก่ตัวของเราตั้งแต่ตื่นนอนถึงเวลาหลับ วันนี้เดือนนี้ แล้วคำนวณเจ้าของลบบวกคูณหาร แล้วเราจะมีส่วนเศษส่วนเหลือติดตัวเรานะ ถ้ามีแต่ตื่นมาก็บืน ๆ จมไปเรื่อย ๆ ตื่นมาก็บืน จมไปเรื่อย ๆ จมไม่ถอยแบบนี้ อย่าพากันนำมาใช้ ให้บวกลบคูณหารตัวเอง แล้วเวลานี้อายุเราได้เท่าไร ตั้งแต่ตื่นนอนหลับตื่นนอนหลับมานี้กี่ปีกี่เดือน แล้วเป็นเวลาเท่าไรเวลานี้ แล้วจะมีอะไรติดเนื้อติดตัวเรา ให้บวกลบคูณหารนะ

ธรรมพระพุทธเจ้าประกาศกังวาน โก นุ หาโส กิมานนฺโท ประกาศกังวาน ให้บวกลบคูณหารตื่นเนื้อตื่นตัว อย่านอนจมอยู่เฉย ๆ เกิดประโยชน์อะไร ความหมายว่างั้น ที่เราช่วยโลกเราช่วยอย่างงั้นละ ไม่ใช่ช่วยเล่น ๆ นะ โห !! ช่วยจริง ๆ พอรู้สึกตัวขึ้นมาปั๊บ จิตมันจ้อตลอด ออกเป็นกิริยาที่จะช่วยโลกสงสาร มันออกของมันแล้ว โดยหลักธรรมชาติของมันเองที่มีเมตตาธรรมครอบเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เป็นอย่างนั้น ที่จะมาคิดถึงเจ้าของนี้ เรื่องกลัวเป็นกลัวตายหรือห่วงใยการตาย มันไม่มี ก็บอกไม่มี สิ่งรับรองคืออะไร มันจึงไม่มี อันนี้ก็คือสมมุติ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา มันก็ต้องแปรไปตามสภาพของมัน อันไม่ใช่ ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา คืออะไร ? คือเมืองพอ เมืองพออยู่กับใครมันก็รู้แล้ว แล้วจะไปตื่นหาอะไร ห่วงหาอะไร หวงหาอะไร เอาละ ให้พร

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก