เรื่องแปลกที่วัดดอยธรรมเจดีย์
วันที่ 15 พฤษภาคม 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Real)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

เรื่องแปลกที่วัดดอยธรรมเจดีย์

วันนี้ทำให้เราระลึกได้นะที่เรื่องแปลกที่วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร นี้ เรื่องแปลกมาอยู่ที่นั่น เรื่องแปลกประหลาดมาปรากฏที่วัดดอยธรรมเจดีย์ทั้งนั้น เช่น เวลาเกิดความอัศจรรย์ในใจตัวเอง มันสว่างจ้าไปหมดเลย ทั้ง ๆ ที่อวิชชายังครอบหัวมันอยู่ เพราะเรายังไม่เคยเห็นที่เหนือนั้น ตอนเช้าออกไปเดินจงกรมตั้งแต่สว่าง คือวันนั้นเป็นวันพระ เช่นวันนี้เป็นวันพระ ท่านอาจารย์กงมาท่านอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาใส่บาตรที่วัดได้เลย โดยพระไม่ต้องออกบิณฑบาต คือเขามาขอร้องอย่างนั้น

พระท่านสมบุกสมบันตลอดมา บิณฑบาตตลอด พวกญาติโยมไม่มีได้แบ่งส่วนบ้างเลยวันพระวันเจ้า พระก็ต้องบิณฑบาตตลอด พวกประชาชนทั้งหลายเลยขอร้องว่า วันพระทุกวันพระเลย ขอให้ญาติโยมทั้งหลายได้มีโอกาสเข้ามาใส่บาตรพระบนวัดดอยธรรมเจดีย์ ทุก ๆ วันพระไป เขาจะได้มีส่วนบุญส่วนกุศล ท่านอาจารย์กงมาท่านเห็นเหตุผลสมควรท่านก็เลยอนุญาตให้ เพราะฉะนั้นวันพระทุกวันพระเขาจึงมาใส่บาตรที่วัดดอยธรรมเจดีย์ โดยพระไม่ได้ไปละวันนั้น ถึงเวลาก็รับบิณฑบาตที่บริเวณวัดเลย ไม่ต้องบิณฑบาตในหมู่บ้าน

ก็วันนั้นแหละวันพระอีกเหมือนกัน คือวันนั้นเป็นวันจะบิณฑบาตภายในวัด ก็พอดีกับเราอดอาหาร วันนั้นเป็นวันที่จะฉันจังหัน อดอาหารมาแล้ว วันนั้นเป็นวันที่กำหนดจะฉันจังหัน พอสว่างเราก็ออกจากกุฏิ กุฏิกระต๊อบพูดง่าย ๆ ลงไปเดินจงกรม ทางจงกรมมันทางเรียบดีนะ บนหลังเขาแต่มันอยู่ไหล่เขาอีกเล็ก ๆ นู่น ไกล เดินสะดวก ๆ เพราะเราเคยไปเดินเสมอ วันนั้นลงจากที่พักออกมาก็เดิน พูดให้มันเต็มหัวใจเดินชมความสว่างไสวภายในใจ มันก็อดไม่ได้นะ นั่นละเวลาจิตใจของเรามันสว่าง เพียงขั้นนี้ก็เรียกว่าพออยู่พอกินจนเจ้าของตื่นเต้น ถึงขนาดออกอุทานขึ้นมาเลยว่า โถ จิตใจเราทำไมถึงสว่างไสวอัศจรรย์เอานักหนานา มองดูนี้จ้าหมดเลย มันว่างของมัน จ้า ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้พ้นนะ เห็นไหมล่ะ ขนาดนั้นละจิตทรงอานุภาพความแปลกประหลาดอัศจรรย์ให้เจ้าของได้ชม

นี่ก็ไม่ลืมเหมือนกัน พอเราชมเชยความแปลกประหลาดอัศจรรย์ของจิตที่สว่างไสวเต็มภูมิของจิตในขั้นนั้น หยุดลงพับเท่านั้นแล้ว อันนี้เรียกว่าธรรม คือธรรมเกิด กิเลสเกิด ในหัวใจของผู้บำเพ็ญ เกิดได้ทั้งสอง ถ้ากิเลสเกิดจะเป็นสิ่งขัดข้องกีดขวาง ถ้าธรรมเกิดเปิดโล่งออก หรือติดขัดตรงไหนธรรมเกิดปั๊บบอกอุบายปั๊บ แก้ปึ๋ง ทะลุ นี่เรียกว่าธรรมเกิด วันนั้นก็รำพึงความอัศจรรย์นี่ว่า โถ จิตใจเราทำไมถึงอัศจรรย์เอานักหนา ภูเขาทั้งลูกนี้เหมือนไม่มีภูเขา ครอบไปด้วยความสว่างไสวหมดเลย อัศจรรย์ พอคำรำพึงนี้สงบเงียบลงไป สักประเดี๋ยวขึ้นละนะ นี่เรียกว่าธรรมเกิด เราไม่ลืมนะ ผุดขึ้นมานี้ ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ อู๋ย ธรรมนี้บอกจะแจ้งทีเดียว ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เวลาผ่านไปมันถึงมารู้ โถ ทำไมบอกชัดเจนถึงขนาดนั้น แล้วเรามันก็โง่ชะมัด

ทำให้ย้อนหลังไปคิดถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่น ถ้าสมมุติว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ นำธรรมที่ปรากฏขึ้นในจิตของเราไปเล่าถวายท่านปั๊บ ท่านจะเปรี้ยงลงขณะนั้นแล้วขาดสะบั้นลงเลยเรานะ มันจะผ่านได้ในขณะนั้นเลย คือจุดหรือต่อมนั้นเป็นไวพจน์ของกัน ใช้แทนกันได้ จะว่าจุดก็ได้ต่อมก็ได้ของผู้รู้ ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ตัวภพคือตัวนั้นเองพูดง่าย ๆ ว่าอย่างนี้แหละ แต่เราก็สิ่งไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นเลยงงไปนะ เอ๊ จุดอะไรต่อมอะไรไปอย่างนั้นนะ เลยงง

นี่ละจึงได้แบกปัญหาข้อนี้ไปภูเขา ขึ้นไปทาง อ.บ้านผือ ศรีเชียงใหม่ ท่าบ่อ เข้าไปอยู่คนเดียวในป่าลึก ๆ แล้วกลับมาอีก นี้เป็นตอนเดือน ๓ ที่ว่ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้ เดือน ๓ พอเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่นแล้วก็ขึ้นเขาอีก ปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็ลงจากเขา แก้ปัญหาไม่ได้ ไปโน้นแล้วก็ตอนกลับมาอีก ตอนเดือน ๖ กลับมาอีก ปัญหามักจะมีอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ทำให้เราประจักษ์ใจหรือประทับใจตลอดนะ ถ้าได้เล่าให้พ่อแม่ครูจารย์ฟังในเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านก็จะว่า ก็นั้นละต่อมผู้รู้ คือผู้รู้ที่เด่น ๆ อยู่นั้น นั้นละคือตัวภพ ทีเดียวเท่านั้นมันจะเห็นโทษปั๊บ แล้วฟาดนี้ขาดสะบั้นในขณะนั้นเลย เราถึงเสียดาย

นี่ละการขาดครูขาดอาจารย์ เป็นของเล่นเมื่อไร อย่างน้อยก็เนิ่นช้า จากนี้ไปถึงโน้นกลับมาก็เป็นเวลา ๓ เดือนถึงมาปล่อยกันลงได้ที่จุดนั้น ก็เป็นจุดเก่านั่นแหละ แบกไปโน้นก็ปลงไม่ได้ กลับมาถึงมาภูเขาลูกนี้อีก แปลกอยู่นะ ทีนี้เวลามันเป็นขึ้นแล้วมันก็กังวลอยู่งั้นแหละ มันไม่ได้มาสะดุดเอาที่ว่าจุด คือผู้รู้ที่เด่นอยู่ตลอดเวลานั้น ความเด่นอันนี้ละออกเป็นแสงสว่าง ความรู้ที่เด่นนี้ออกเป็นแสงสว่าง ตัวของมันเองมันมืดอยู่ในตัวของมัน มันไม่รู้ตัว มันมืดอยู่ตรงนี้ มันส่งแสงสว่างออกไปให้เจ้าของอัศจรรย์ ตัวมืดมันหลอกอยู่นี้ไม่เห็นน่ะซี

เวลามันย้อนกลับมารู้ ตัวนี้ขาดสะบั้นลงไปนี้จ้าไปหมดเลย เห็นไหม จุดนี้ก็ไม่มี จุดต่อมแห่งผู้รู้เหล่านี้ไม่มี ขาดสะบั้นลงไปหมดเลย มันถึงได้มารู้อีกทีหนึ่งที่นี่นะ โอ๋ นี่ก็หลอกลวงเอาอย่างอัศจรรย์ จึงได้เห็นความลึกลับละเอียดแหลมคมของอวิชชา คือตัวนี้เองตัวอวิชชา นั่นเห็นไหมล่ะ เราไม่รู้ มาชมเชยอวิชชาว่าเป็นของอัศจรรย์ พออันนี้ขาดสะบั้นลงไปผึงนี้ ตัวจุดผู้รู้ผู้เด่นนี้หายไปหมด ทีนี้มีแต่ความสว่าง สว่างออกจากธรรมชาติแท้ที่นี่ ไม่ได้สว่างออกจากจุดนี้นะ จุดนี้พังลงไปแล้วความสว่างที่เป็นพื้นฐานสำคัญอันใหญ่หลวงหรืออัศจรรย์ล้นโลกล้นสงสาร อยู่ใต้พื้นอันนี้ซึ่งมันครอบเอาไว้ พออันนี้พังลงไปเท่านั้น ความสว่างอันนี้มันยิ่ง เอาอีกละที่นี่นะ ทีนี้เทียบไม่ได้เลย เรียกว่าเทียบอะไรไม่ได้ มันนอกไปเสียทุกอย่าง ถ้าว่าโลกธาตุก็เอาโลกธาตุไว้ ก็ครอบเลย ถ้าไม่มีครอบก็เรียกว่าไม่มีขอบมีเขต เลยสมมุติไปแล้ว

ทำให้เราระลึกถึงวัดดอยธรรมเจดีย์ สำคัญที่เราไปสะดุดที่นั่นเป็นที่นั่น เวลาไปปลดปล่อยกันก็ไปปล่อยที่นั่น เวลาติดปัญหาก็ติดที่นั่น เลยไม่ลืมนะเรา นี่พูดถึงเรื่องวัดดอยธรรมเจดีย์ ทีนี้เมื่อเช้าก็มา มันแย็บขึ้นมาเรื่อย ๆ เห็นอาหารเหลือเฟืออย่างนี้นะ มันแย็บขึ้นมาเรื่อย แย็บขึ้นมาก็รับทราบแล้วก็ผ่านไป ๆ ไม่ถือมาเป็นอารมณ์แหละ อาหารมาก ๆ กับเวลาเราปฏิบัติทุกข์จนค่นแค้น หาอะไรจะอยู่จะกินก็ไม่มี เวลานี้ล้นพ้น ๆ อาหารหวานคาว มันก็วิ่งใส่กันกับความทุกข์จนค่นแค้นของเราในขณะที่ขึ้นเวทีฟัดกับกิเลส ทีนี้ก็มาระลึกได้ อันนี้ละถ้าอันไหนมันมาติดใจแล้วมันไม่ลืมนะ

วันนั้นก็ลงจากภูเขา วันนั้นก็เป็นวันลงฉันจังหันเหมือนกัน ไม่ได้ฉันทุกวัน ออกจากถ้ำโน้นแล้วก็เดินลงมา แล้วทีนี้เขาย้ายบ้านมาจากทางทิศเหนือ เขามีไร่มีนาอยู่ทางแถวนี้ เขาเลยย้ายบ้านมา พวกที่มีไร่นาอยู่ทางแถวนี้เขาก็ย้ายบ้านมา มาตั้งทับอยู่ข้างทางที่จะไปบ้านเขา ทางไปบ้านก็ทางเป็นด่านนั่นแหละ จากภูเขาไป เป็นทางพอหลวมตัวไป ถ้าเป็นตอนเช้า ๆ มีน้ำค้างมันจะเลอะจีวรเหมือนกันนะ ได้ระวัง ๆ พอตอนเช้าก็ออกบิณฑบาต พอดีบ้านนี้เขากำลังยกครอบครัวเขามาจากบ้านใหญ่ เขาจะมาตั้งบ้านแถวนั้น เขาวางของอะไรเกลื่อนกล่นหมดอยู่สองฟากทาง เราไปบิณฑบาตกับเขาแหละ

ดูเหมือนตอนนั้นมี ๕ หลังคาเรือนถ้าจำไม่ผิดนะ เขาตั้งเป็นทับ ๆ เอาไว้ คือระยะนั้นเขาจะปลูกบ้านที่นั่น ระยะนี้จะปลูกบ้านที่นี่ เขาวางเป็นระยะ ๆ เราก็ไปบิณฑบาตสุดบ้านเขา เขาใส่บาตรแล้วก็กลับออกมา พอมาบ้านสุดท้ายนี่ เวลาออกมา เป็นบ้านสุดท้าย มีอีตาคนหนึ่งแกอยู่กับลูกแกอยู่ข้างทาง ใกล้ ๆ อย่างนี้ละ ทางไปนี้เขามาตั้งทับที่นั่น เขาเอาของมาวางไว้ข้าง ๆ ทาง เขายังไม่มีอะไรแหละ ตั้งแต่พวกปะรำเขาก็ยังไม่ได้ตั้ง เขาพึ่งมา อยู่ ๆ ก็อีตาคนนี้แหละ ลูกแกใส่บาตรแกก็ยืนดูอยู่ ให้ลูกแกใส่บาตรแกก็ยืนดู พอใส่บาตรเราเสร็จแล้วแกปุ๊บปั๊บออกมา ไหนขอดูบาตรหน่อยแกว่างั้นนะ แกขอดูบาตร

แกก็มาจับบาตรเรา เราก็เปิดฝาบาตรให้ดู โอ๊ย ขึ้นเลยร้องอย่างรุนแรง ไม่มีอะไรเลย มีข้าวสองสามปั้นว่างั้นนะท่านจะฉันอะไรนี่ สูรีบ ๆ ว่างั้น เขาบอกลูกนั่นละ สูรีบ ๆ ตำพริกว่างั้นนะ นิมนต์รอก่อน เราก็เลยยืนรอ นี่ถ้ามันติดใจแล้วมันก็ไม่ลืมนะ นิมนต์รอก่อน แกก็บังคับอย่างรีบด่วน เอ้า สูตำ ๆ แล้วเอาพริกมาเอาอะไรมา เอาปลาร้ามา ไหปลาร้าเขาก็ตั้งอยู่นั่น เขาก็เอาทัพพีไปตักเอาน้ำปลาร้ามาเทใส่ครกตำกึ๊ก ๆ ปลาร้าก็เป็นปลาร้าดิบ เขาก็ตำปึ๊งปั๊ง ๆ เสร็จแล้วก็หาใบไม้มา แกก็วิ่งเด็กก็วิ่งช่วยกันอย่างรีบด่วน เพราะนิมนต์เรารอ พอเสร็จแล้วแกก็ห่อมา พอเราเปิดฝาบาตรแกก็วางกึ๊ก เออ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย แกว่าอย่างนั้นนะ นี่ไม่มีอะไรเลยมีแต่ข้าวเปล่า ๆ มันจะกินได้ลงคอเหรอ อย่างนี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อย

แกดีใจภูมิใจ เราก็เอาความภูมิใจของแกนะ ไม่ได้บอกว่าอันนี้มันดิบมันอะไรเราไม่พูดแหละ คือเอาน้ำใจแก เรารับแล้วเราก็ไป เราก็เห็นอยู่ก็ไม่เปิดกระทั่งห่อ ก็มันเห็นอยู่นี่ เอาทัพพีไปตักปลาร้าดิบมาตำใส่ครก แล้วตักออกมาใส่ห่อให้เรา ก็เห็นอยู่ก็จะไปเปิดอะไร เราก็หยิบออกวางไว้ โน้นเวลาฉันแล้วข้าวยังเหลือเล็กน้อย ก็เอานี้กับอันนี้ไปแบ่งให้กระแต ไปวางไว้ ๆ สูจะกินก็กิน ไม่กินก็แล้วแต่สูเถอะ อยู่บนภูเขา อันนี้ก็ไม่ลืมนะ ไม่ลืมจนกระทั่งป่านนี้ เวลามันจนตรอกจนมุมเป็นอย่างนั้นเป็นประจำ สำหรับเราเองเป็นประจำ แต่ไม่เคยถือเป็นอารมณ์เพราะเราหาอย่างนั้นนี่นะ ที่ไหนสมบูรณ์พูนผลไม่อยู่

ไปบ้านไหนที่มีผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้อง สมมุติว่าเราไปพักอยู่นอกบ้านเขานี่ เขาออกมาแหละ บางทีก็ยกขบวนกันออกมา โอ๊ย บ้านนี้ไม่เป็นท่าแล้ว คือเขามาเกี่ยวข้องกับเรานี้เราจะไม่ได้ภาวนา เรื่องอาหารการกินเราไม่เคยถือมาเป็นข้อข้องใจอะไร คนไม่กวนเป็นจุดที่เราต้องการ ถ้าบ้านไหนมีคนมาหาเรามากนี้เราจะไม่อยู่ หาอุบายผ่านไปจนได้ ถ้าบ้านไหนเขาไม่สนใจเราเลย ดูสถานที่บำเพ็ญภาวนาสะดวกสบาย น้ำท่าเป็นสำคัญมากสำหรับพระกรรมฐาน ที่ไหนจะอดอยากขาดแคลน น้ำอดไม่ได้นะ ต้องให้มีน้ำ พักอยู่อย่างนั้น แล้วมันก็เป็นอย่างนี้เป็นประจำ ๆ คือพอยังชีวิตให้เป็นไป แต่จิตมันอยู่กับธรรม ๆ ล้วน ๆ

ไปเห็นอีตาคนนี้แหละ เราถึงระลึกได้ไม่ลืมนะ แกดีใจเสียจน เอ้อ ต้องอย่างนี้ถึงยังชั่วหน่อย ฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ จะฉันได้ลงคอเหรอแกว่า เราก็เอาไป เราก็ไม่ลืม นี่เราพูดถึงเรื่องความอดอยาก พูดให้คนฟังนี่ไม่อยากมีใครเชื่อนะ แต่เราเชื่อในการทำของเราและนิสัยของเรา ถ้าว่าอะไรมันจริงไปเลยทุกอย่าง นี่มุ่งต่ออรรถต่อธรรมอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านั้นมายุ่งไม่ได้เลย ขอให้ได้ธรรมอย่างสมใจ ๆ นี้เป็นจุดมุ่งหมาย มันถึงพุ่ง พุ่งกับธรรม อดอยากขาดแคลนอะไรก็ช่าง ขอให้ธรรมสะดวกสบายภายในใจเกี่ยวกับการบำเพ็ญ เราเป็นที่พอใจ เป็นอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นมันถึงทุกข์ยากลำบากตลอดมา ๆ

ทีนี้เวลามาเห็นอาหารเหลือเฟืออย่างนี้มันอดไม่ได้นะ แย็บ ๆ เช่น ผักกระโดน ผักอะไรเหล่านี้นะ ผักอยู่บนภูเขา พวกผักแว่นผักอะไร บางทีไปพักอยู่บนภูเขามันมีผักเหล่านี้ มันเกิดอยู่กับน้ำครำน้ำซับน้ำซึม พวกผักแว่น ผักโหระพา เขาเด็ดอันนั้นมาใส่บาตรทีละยอดสองยอดพอถ้าวันไหนมีกับ ถ้าวันไหนไม่มีกับก็บอกเขาไม่ต้อง คือมันไม่มีกับจะไปกินกับอะไรมีแต่ข้าวเปล่า ๆ บอกวันนี้ไม่ต้องบอกเท่านั้นละ ไม่ได้บอกกับมีไม่มี ไม่ให้กระเทือนใจใคร ก็เราทำเพื่อเราต่างหาก บอก เอาละ วันนี้ไม่จำเป็นผัก ความจริงมันไม่มีกับมันไม่มีน้ำพริกอะไร บอกแต่เพียงว่าวันนี้ผักไม่จำเป็น คือมันมีแต่ข้าวเปล่า ๆ อันนั้นเขามาเขาก็มาตามประสาของเขาคนป่า ถ้าเผื่อว่าเขามานะ ถ้าเขาไม่มาก็.. ส่วนมากไม่มาแหละ จะมาอะไรบิณฑบาตได้เท่านี้ ๆ ฉันข้าวเปล่า ๆ จะฉันได้สักกี่คำ จากนั้นเศษเหลือก็ไปวางไว้ให้กระแตตามร้าน เขาก็มากินกับเรา เขาก็กินข้าวเปล่า ๆ นั่นแหละ

นี่พูดถึงเรื่องความลำบากลำบนเรื่องอาหารการกิน นี้เป็นพื้นฐานของเรามาเลยนะ ไม่เคยสมบูรณ์พูนผลเลย เรื่องมีนั้นมีแต่มีเพียงเล็กน้อย ๆ เพราะเราไม่เสาะหามัน เราเสาะหาธรรมมากกว่า ธรรมต้องเกิดในที่แร้นแค้นกันดาร เราก็ไปหาที่นั่นแหละ มันจึงเป็นพื้นฐานมาตลอด ทีนี้เวลามาเห็นอาหารการกินเหลือเฟือ ๆ ไปที่ไหนเหลือเฟือ ตีกระจายหมดทั่วประเทศไทย เราอยากจะพูดว่า ประเทศไทยวัดไหนยังสู้วัดเราไม่ได้เรื่องอาหาร ว่าอย่างนี้เลยนะ เพราะเราเที่ยวทั่วเมืองไทยนี่วะ วัดราษฎร์ วัดหลวง วัดใหญ่ วัดเล็ก เราไปหมดเราเห็นหมด จนกระทั่งมาเห็นในวัดของเรามันเหลือเฟือ มันอดถึงห่อปลาร้าไม่ได้แหละ ห่อปลาร้าดิบ มันอดคิดไม่ได้

นี่ละความอุตส่าห์พยายาม ความบึกบึนนี้เราบึกบึนจริง ๆ นะ เรียกว่าไม่มีเปอร์เซ็นต์ใดที่จะเหลือตกค้างอยู่ เพื่อจะยึดหน่วงเราเอาไว้ในวัฏสงสารนั้น มีแต่พุ่งด้วยกันหมดเลย จะอดจะอิ่มพุ่ง ๆ เพื่อมรรคผลนิพพาน เพื่อความเป็นพระอรหันต์เท่านั้น ๆ เท่านั้นตลอด เพราะฉะนั้นมันถึงเด็ดซิทุกอย่างเด็ดหมดนะ ถ้าลงหัวใจได้พุ่งต่อธรรมอันเด็ดแล้วต้องเด็ดไปด้วยกันหมด ความเป็นความตายไม่ได้สนใจแหละ ก็คิดดูซินั่งภาวนาจนก้นแตก ๆ ใครมีที่ไหนฟังซิ นี้มันยังไม่สนใจนะ ถ้าพ่อแม่ครูจารย์ไม่มากระตุกเอาไว้มันยังจะเอาอีก เพราะก้นแตกไม่ได้บอกท่านนี่วะ บอกแต่เรื่องภาวนา

วันไหนนั่งตลอดรุ่งวันนั้นเอาธรรมอัศจรรย์มาถวายท่านเสียงเปรี้ยง ๆ เลย ระหว่างแชมเปี้ยนลูกศิษย์กับอาจารย์ต่อยกัน ก็มันรู้ของมันมันอาจหาญนี่วะ มีแต่อย่างนั้นขึ้นวันไหน ๆ ทีนี้หลายคืนต่อหลายคืนนั่งตลอดรุ่ง เว้นสองคืนบ้างสามคืนบ้าง นั่งตลอดรุ่ง เว้นคืนหนึ่งบ้างก็มี สองคืนกับสามคืนแหละส่วนมาก นั่งตลอดรุ่ง ๆ ดูเหมือนเก้าคืนสิบคืนกระมัง เป็นแต่เพียงว่าไม่ติดกันเท่านั้นเอง ทีนี้นั่งไปนานก้นมันก็แตก นั่งทีแรกออกร้อนหมด ก้นเราเหมือนไฟลนเหมือนไฟเผาไม่แตก พอคืนที่สองมามันก็พอง ต่อจากพองมันก็แตก จากแตกแล้วก็เลอะ เลอะก็ไม่สนใจถ้ากิเลสไม่พังเสียก่อน นั่นเห็นไหมจิตมันอยู่กับกิเลส

บทเวลาขึ้นไปที่จะได้หยุดชะงักหรือหยุดมาเลยก็ พอขึ้นไปนั่งปั๊บท่านรู้แล้วว่าวันนี้จะมาพูดอะไรธรรมะ ท่านก็เปรี้ยงออกมาเลย อู๊ย เราไม่ลืมนะ พอไปนั่งปั๊บกราบลงเท่านั้น กิเลสมันไม่อยู่ที่กายนะ มันอยู่ที่ใจนะ ขึ้นอย่างเปรี้ยงๆ กิเลสมันไม่ได้อยู่ที่กายนะ มันอยู่ที่ใจนะ ท่านว่าอย่างนั้น ก็คือว่าเราทรมานกายเรามากจนถึงร่างกายเป็นขนาดนั้นท่านก็รู้เอง ถึงไม่บอกว่าก้นแตกท่านก็รู้ นั่งตลอดรุ่งมันของเล่นเมื่อไร บอกว่ากิเลสมันไม่ได้อยู่ที่กายนะ มันอยู่ที่ใจนะ

จากนั้นก็ยกม้ามา ม้าตัวที่คึกคะนองผาดโผนโจนทะยานมาก นายสารถีเขาฝึกม้าเขาจะฝึกอย่างหนัก ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้กินไม่ควรกินน้ำไม่ให้กิน ตัดขาดหมดเรื่องอาหารการกิน ไม่ให้มันกินเลย มีแต่ฝึกทรมานอย่างเดียวเอาอย่างเต็มเหนี่ยว จนกว่าว่าม้ามันค่อยลดพยศลงไป ๆ การฝึกทรมานเขาก็ค่อยลดลงตามส่วนๆ จนถึงขั้นม้าทำการทำงานได้ตามที่ฝึกสอนเรียบร้อยแล้ว การฝึกทรมานก็หมดปัญหาไป ท่านพูดเพียงเท่านี้นะ แต่อันนี้เราก็เรียนมาแล้ว อันนี้ก็มีในคัมภีร์ พอท่านว่าอย่างนั้นเราก็เห็นแล้ว ท่านไม่ได้ย้อนเข้ามาหาเรา เรายังเสียดายนะเราพูดจริง ๆ เสียดาย คือขาดน้ำหนักพูดง่าย ๆ คำว่าเสียดายคือขาดน้ำหนัก ท่านสอนเรายกม้ามาเปรียบเทียบ ม้าเป็นอย่างนั้น ๆ เวลาม้าฝึกได้พอสมควรแล้วเขาก็ปล่อยให้กินหญ้ากินน้ำธรรมดา ทำงานธรรมดา เขาไม่ได้ฝึกแบบนั้น ท่านก็พูดเพียงเท่านั้น

ที่เสียดายคือว่าท่านไม่ย้อนกลับมาว่า ไอ้หมาตัวนี้มันฝึกแบบไหนน่ะ อยากให้ท่านว่าอย่างนั้นนะ มันถึงจะถึงใจ ท่านก็ไม่ว่าเสีย ท่านพูดเท่านั้นเราก็ยึดเอามาปฏิบัติ ตั้งแต่วันนั้นมาเราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่งนะ แน่ะเห็นไหม จิตนี้มันเป็นอย่างนั้นนะถ้าลง ลงจริงๆ ถ้าหากว่าท่านไม่มากระตุกมันยังจะเอาอีกนะ มันจะเลอะไปไหนก็เลอะเถอะถ้ากิเลสไม่พัง แต่นี้ท่านใส่เปรี้ยงเดียวเท่านั้น นั่นเห็นไหมความรู้จักประมาณ ครูบาอาจารย์ที่ฝึกฝนทรมานท่านรู้จักประมาณของท่าน ใส่เปรี้ยงในตัวที่มันผาดโผนมากให้อยู่ในความพอดี เมื่อจิตฝึกฝนทรมานพอเป็นพอไปมีหลักมีเกณฑ์บ้างแล้ว การฝึกตัวในทางร่างกายก็ควรจะลดหย่อนผ่อนผันไปตาม ๆ กัน ความหมายก็ว่างั้น แต่ท่านไม่ได้บอกมาก หากเข้าใจทันที ๆ

นั่นละครูบาอาจารย์เป็นของเล่นเมื่อไร เราไม่ลืมท่านใส่จุดไหนนี้ โหย ไม่มีผิดแม้เปอร์เซ็นต์เดียวนะ เปรี้ยงลงตรงไหนนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ถูกต้อง ๆ อย่างที่ว่าม้านี่เหมือนกันท่านใส่เปรี้ยงเดียว ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่งนะ ไม่เคย นี่เรียกว่าลงแล้วนั่น ลงใจแล้ว ทีนี้พักละอันนั้น แต่ทางฝึกทรมานทางด้านจิตใจนี้ไม่มีพัก ท่านบอกเรื่องร่างกายต่างหากนี่นะ เราก็พักเสียหนักแบบนั้น เราก็หนักแบบอื่นเพื่อแก้กิเลสตัณหา นี่ละครูบาอาจารย์จึงเป็นของสำคัญมาก

หลวงปู่มั่นเราพูดเราไม่ได้ยก หรือไม่เหยียบย่ำทำลายครูบาอาจารย์องค์ใดทั่วประเทศไทย เราชี้นิ้วเลยมีพ่อแม่ครูจารย์มั่นเท่านั้นเป็นยอดสุด นั่งอยู่บนหัวใจเรา สุดยอดหัวใจเลย นั่งอยู่บนหัวใจเลย เทิดทูนสุดขีดไม่มีอะไรเหลือที่จะเป็นความเสียดายในการยกถวายท่านเลย ชีวิตจิตใจยกถวายหมดเลย สมมุติว่าท่านว่ามหาองค์นี้มันโง่นักหนามันอยู่ให้หนักโลกทำไม ตายเสียดีกว่า สมมุติว่าท่านว่างั้น จะเอาเมื่อไร นั่นเห็นไหม เอาเดี๋ยวนี้-เอาเดี๋ยวนี้เลยนั่น คือลงแล้วทุกอย่าง นี่จิตถ้ามันได้ลงมันลงอย่างนั้นถ้าไม่ลง-ไม่ลง นี่ไม่เหมือนใครนะ คือจริงจังทุกอย่าง การโต้ตอบกับท่านถึงขนาดที่ว่าแชมเปี้ยนฟัดกัน นั่นก็คือว่าความรู้ของเราก็เข้าใจว่ามันถูก นี้ก็ซัดกันกับท่าน ท่านก็ใส่เปรี้ยงๆ มา พอถูกตรงไหนเราก็หมอบๆ ที่ตรงไหนมันยังอยู่ ก็ซัดอีกอย่างนั้นนะ จนกระทั่งหมดไม้หมดมือแล้วก็นอนหงายเลย แผ่สองสลึงเรียกว่าหงายหมา กราบท่านราบ ไปอีกกลับมา เอาอีกอยู่งั้นแหละ

การพูดอย่างนั้นมันไม่มีทิฐิมานะ ไอ้เรื่องหวังแพ้หวังชนะอย่ามายุ่งเลย เข้าใจไหม หาเหตุหาผล เมื่อเรายังมีอะไรข้องใจอะไรไม่สนิทใจ เราจะไปกราบเรียนใคร ถ้าไม่ใช่ครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นที่ลงใจเราเท่านั้น มันยังตรงไหนก็ซัดกันตรงนั้นซิ พอท่านเปรี้ยงมานี้ปั๊บขาดปุ๊บเลย ยอม ตรงไหนยังอีกเอาอีกอยู่งั้นนะ จนกระทั่งหมดแล้วหมอบราบแล้วลง อย่างนั้น เราถึงได้กราบราบกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ครูบาอาจารย์นี้ โห สำคัญมากทีเดียวนะเคลื่อนไปไม่ได้เลย ต้องให้เป็นตามนั้น ๆ เลย เพราะท่านแม่นยำผ่านไปหมดแล้ว นี่พูดถึงเรื่องการภาวนา

เราจึงอยากให้พี่น้องชาวไทยเราได้มองดูหัวใจบ้าง ความเลิศเลอจริง ๆ อยู่ที่หัวใจนะ เวลานี้พวกมูตรพวกคูถคือกิเลสตัณหาประเภทต่าง ๆ มันพอกพูนหัวใจจนมองหาหัวใจไม่เห็น เห็นแต่พวกมูตรพวกคูถมันพาดีดพาดิ้น ให้รื่นเริงบันเทิง ให้โลภให้ทะเยอทะยานดีดดิ้น มีแต่กองมูตรกองคูถแสดงเปลวของมันออกไป ให้เหม็นคลุ้งทั่วบ้านทั่วเมืองด้วยกองทุกข์นั่นเอง ไม่ใช่ด้วยอะไรนะ ท่านทั้งหลายเห็นเหรอว่าโลกอันนี้ตรงไหนมันเจริญ มีตั้งแต่เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันทั่วดินแดน นับแต่ผู้ใหญ่ลงมา ว่ากันไปเฉย ๆ ว่าผู้ใหญ่ผู้น้อย ใหญ่เท่าไรกองทุกข์ยิ่งมากนะ เอาธรรมจับปั๊บเห็นหมดเลย

ตัวเล็กตัวน้อยตัวอยู่ตามท้องไร่ท้องนา นั้นเขาไม่ค่อยมีทุกข์นะ ติดหนี้ติดสินเขาก็ไม่ค่อยติด ไอ้ผู้ใหญ่ ๆ ใหญ่เข้าไปเท่าไรนี้ โอ๋ย พะรุงพะรัง กองทุกข์นี้เต็มบ้านเต็มเมือง พวกเรื่องสายของหนี้ของสินติดหนี้กันนี้เหมือนตาข่ายนะ มันติดหนี้ติดสินพะรุงพะรัง ตั้งแต่ส่วนย่อยถึงส่วนใหญ่ ตั้งแต่ผู้น้อยถึงผู้ใหญ่บ้านนี้กับบ้านนั้น บ้านนั้นกับบ้านนั้น เมืองนั้นกับเมืองนี้ ประเทศนั้นกับประเทศนี้ มันสายระโยงระยาง มีแต่หนี้แต่สินเต็มบ้านเต็มเมือง หนี้สินคืออะไรไม่ใช่กองทุกข์ หนี้สินเป็นสวรรค์นิพพานได้ที่ไหน นี่โลกมันดีดมันดิ้น หาทางออกไม่ได้มันก็มัดตัวเองเข้าไปเรื่อย ๆ ไปกู้หนี้ยืมสินเขามานึกว่าจะเปลื้องหนี้ มันกลับไม่เปลื้อง มันเพิ่มหนี้เข้าไปอีก เพิ่มเข้าไป ๆ ต่างคนจึงต่างดีดต่างดิ้น

แล้วก็เอาเครื่องประดับตกแต่งให้สวยงามหน้าร้านมา เอามาประดับนั้นนี้ ได้มาจากการติดหนี้ติดสินเขา แล้วก็มาประดับประดาบ้านเรือน ตึกนั้นเขามีอันนั้น ๆ บ้านเขามีอันนั้น ๆ ภายในมันมีแต่มูตรแต่คูถ ธรรมส่องเข้าไปมันเห็นหมดจะว่าไง แล้วอะไรมี นี่มันหลอกกันอย่างนี้ แล้วมันจะดิ้นกันอย่างนี้ตลอดไปนะ ถ้าไม่เอาธรรมส่องใจ แต่ถ้าต่างคนต่างส่องใจแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องเยียวยารักษาธาตุขันธ์เราพอเป็นไปอยู่แล้วเวลานี้ ไม่ได้อดอยากขาดแคลน เฉพาะอย่างยิ่งเมืองไทยเราไม่ได้เห็นอดอะไร มันอดที่ความดีดความดิ้น ความแซงหน้าแซงหลัง ชิงดีชิงเด่นนี้ต่างหาก มันสร้างกองทุกข์ให้โลก เฉพาะอย่างยิ่งเมืองไทยเราเป็นบ้ากันอยู่เวลานี้

ให้พากันฟังเสียงอรรถเสียงธรรม ให้อยู่กันอย่างพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านรับสั่งนี้ แหมแม่นยำมากทีเดียวนะ ให้พอเพียง ทุกสิ่งทุกอย่างมาอาศัยซึ่งกันและกันพอเพียงแล้วเป็นสุข ๆ นะ ถ้าเลยนี้แล้วหาความสุขไม่ได้ มีแต่จะทำให้ดีดให้ดิ้นทั้งนั้น ให้พากันจำเอานะ แล้วก็ให้มองดูหัวใจบ้าง เลิศเลอที่สุดไม่มีอะไรเกินหัวใจนะ เวลานี้กำลังถูกมูตรถูกคูถ คือกิเลสทั้งหลายนี้มันบีบบังคับมันกลบไว้หมด ให้เห็นแต่กระแสของมันแสดงออก เป็นความดิ้นรนกระวนกระวายไปตลอดเวลา และทุกแห่งหนตำบลหมู่บ้าน ธรรมไม่ได้แสดง ถ้าธรรมมีความสงบร่มเย็นปรากฏขึ้นในใจบ้าง เจ้าของจะเริ่มรู้ตัวนะ จะเริ่มรู้ตัว อะไรเกี่ยวข้องกับตัวเองก็จะค่อยเริ่มรู้กันไป

ทีนี้ต่างคนต่างปฏิบัติต่างคนต่างสนใจมีจิตสงบพอสมควร ๆ ต่างคนก็ต่างจะรู้แสงสว่างแห่งธรรม ความพอดิบพอดีแห่งธรรมกระจายถึงกันแล้ว บ้านเมืองจะสงบ ถ้ามีแต่แสงฟืนแสงไฟด้วยความโลภ ความโกรธ ความดีดความดิ้น นี้ตายกี่กัปกี่กัลป์ก็จะตายกองกันอยู่ด้วยไฟเผาหัวมันนั่นแหละ เข้าใจไหมล่ะ เอาละพอ

ลูกศิษย์ แม่ชีจะมากราบลากลับบ้าน ที่หลวงตาเมตตารักษาตาให้หายแล้วครับ

หลวงตา นี่เหรอที่รักษาตาที่ตาบอดหายแล้วนะ นี่เห็นไหมล่ะอานิสงส์ตา ที่แต่ก่อนตาบอดมานี่ เรามอบเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลอุดร นี่หายมาแล้ว ตาดีแล้วเดี๋ยวนี้ ตานี้คือเริ่มแรกที่เป็นเหตุก็คือ เราไปผ่าตาที่โรงพยาบาลรัตนิน ซอยอโศก มันก็แปลกอยู่นะเรากับดร.เชาวน์ นี่มันมีอะไรกันนะ มันแปลกอยู่ มาคุยกันสองต่อสองคุยกันอยู่กุฏินั่นนะ เพราะดร.เชาวน์มาพักอยู่นี้เป็นอาทิตย์นะ พักภาวนาอยู่นี้ เวลาจะไปก็ไปคุยธรรมะกันแล้ว กราบเสร็จแล้วมาว่าขอนิมนต์ท่านอาจารย์ไปตรวจตาด้วย ดูตาท่านอาจารย์ผิดปกติมาก เราไม่เคยสนใจเพราะตาเราก็ดีๆ อยู่ไม่เห็นมีอะไร ดูตาท่านอาจารย์ผิดปกติมากว่างั้นนะ เราก็ไม่ถือเป็นอารมณ์

แล้วอยู่ ๆ ไม่กี่วันนะ อย่างนานไม่เลย ๕ วันมีเหตุธุระอะไรจำเป็นทางกรุงเทพฯ ปุ๊บปั๊บไปกรุงเทพฯ โดยด่วนเลย พอไปกรุงเทพฯ ดร.เชาวน์ทราบก็นิมนต์ให้ไปตรวจตาเสียก่อน พอไปถึงนั่นเราก็ไปตรวจ พอเข้าไปในห้องตานี้ โอ๋ย หมอร้องโก้กเลยนะ โอ้โห ทำไมถึงมาได้พอดิบพอดีเอานักหนา ถ้าเลย ๗ วันนี้ตาบอดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเลยเขาว่างั้น เขาเอาเข้าห้องตาตั้งแต่บัดนั้น ทางนี้ ๕ ชั่วโมง ทางหนึ่ง ๒ ชั่วโมงเป็นเวลา ๗ ชั่วโมงไม่ได้ออกมาเลยแหละ แล้วจากนั้นเขาก็กำหนดดูตาแล้วให้มาผ่า กลับไปผ่าทีหลังนี้ออกมาสว่างจ้าหมดเลย นี่ละเป็นต้นเหตุนะ

พอออกมานี้มันสว่างจ้า ทำให้ระลึกถึงความพิกลพิการของตาคน และตาบอดนี้มากมาย เรามาอยู่นี้ได้ ๓ วันเข้าโรงพยาบาลเลย อุดรฯ เชิญหมอตานี้เข้ามาประชุมกันทันทีเลย ตกลงประเดี๋ยวประด๋าววันนั้นให้เสร็จเลย ต่างคนต่างรับรองกัน คือเราจะให้เครื่องมือทำตานี้ทั้งหมด แล้วเวลานี้หมอที่เกี่ยวข้องกับทางด้านตานี้เวลานี้มีครบไหม ไม่ครบก็ครบได้ เพราะเวลานี้ที่ไม่มีก็เพราะไม่มีเครื่องมือมาก หมอจึงไม่มามาก ถ้างั้นเอาเลยนะ ให้หมอกำหนดกันมาเลยให้ครบ ทางนี้จะเอาอะไรให้บอกมาเดี๋ยวนี้จะสั่งโดยด่วนเลย ทางนั้นเขาก็จัดการสั่งเครื่องมือตา เรียกว่าครบเลยนะ เอาโดยด่วนเลย ฟาดเลย ทางโน้นก็เอาหมอมาโดยด่วน ทางนี้ก็สั่งโดยด่วน ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ละ

จึงได้เห็นคุณค่าของตามาก เฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสานไหลเข้ามาที่นี่หมดนะ แล้วก็ไปศรีนครินทร์ ๒ แห่งนี้ นี่ละตาที่เห็นนี่ก็อย่างนั้นแหละ จนกระทั่งป่านนี้เรียกว่าเปิดโอกาสหรือว่าปวารณาไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะตา อะไรบกพร่องควรที่จะสั่งหรือจะซ่อม ให้รีบสั่งหรือซ่อมทันทีไม่ต้องมาขออนุญาตจากเรา ให้สั่งเลย ตกมาเท่าไรๆ เราจะเป็นคนจ่ายเงินให้ตลอดมานะ ตานี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดมาจนกระทั่งป่านนี้ เราเห็นคุณค่าของตามาก มีมากคน เราจะเห็นได้ชัดเจน คือว่าวันไหนถ้าเราเข้าโรงพยาบาลนะ เข้าห้องตานี้อัดแน่นทุกวันนะ คนมาตรวจตาแน่นทุกวันๆ จนถึงกับเราสงสัยต้องถามหมอ แล้วคนมาจำนวนมาก ๆ นี้ตรวจเขาทันไหม ทันเขาว่า ถ้าไม่ทันเครื่องมือก็สั่งแล้วว่าให้เพียงพอ โอ๋ เพียงพออยู่แล้วนี่ก็ทันอยู่แล้วเขาว่างั้น เราก็หมดปัญหาไป อย่างนี้ทุกวันนะไปเมื่อไรเต็มอยู่ทุกที ห้องอื่นไม่ค่อยมีนะ ห้องตาเป็นที่หนึ่งๆ ตลอดมา เราจึงได้ช่วยเหลือตลอดมา เรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่ก็หายแล้วนี่ แล้วคนหนึ่งทางเวียงจันทน์เขาว่าไง

ลูกศิษย์ ทางเวียงจันทน์รักษาไม่ได้ครับ ก็เลยให้กลับไปแล้วครับ

หลวงตา อันนี้ทางเวียงจันทน์เราก็รับให้เหมือนกัน คือถ้ารักษาได้เราก็จะรักษาให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่ว่ารักษาไม่ได้นะ

ลูกศิษย์ มันเกินขีดที่จะรักษาได้ครับ

หลวงตา ก็อย่างนั้นแหละ เกินขีดก็รักษาไม่ได้ เมื่อวานนี้ทองคำไม่ได้นะ ดอลลาร์ได้ ๑๐๑ ดอลลาร์ วันนี้ทองคำได้ ๒ กิโล ๑๕ บาทแล้ว

เมื่อวานนี้ไปดูตึกใหญ่ที่อากาศอำนวย ๓๐ เตียงนี้เราจะให้อุปกรณ์หมดเลยแหละ กำลังให้เขาเขียนรายการ คือตึกนั้นกำลังจะเสร็จ กำลังใส่ประตูหน้าต่าง นอกนั้นเรียบร้อยหมดแล้ว แล้วเดินไฟแล้วเขาก็จะขออะไรๆ อุปกรณ์ของเตียงทั้งหมด ก็ให้เขาเขียนรายการแล้วส่งมา เราจะพิจารณาทีหลัง เพราะเรารับเขาแล้วตั้งแต่วันเริ่มอนุญาตให้สร้างตึก เราก็จะให้ทั้งหมดเลย เราก็จะให้เขา

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก