มุ่งธรรมต้องหนักในธรรม
วันที่ 24 พฤษภาคม 2544 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

มุ่งธรรมต้องหนักในธรรม

วันนี้สั่งให้เขาไปซื้อของที่ตลาด ให้ไปสองแห่ง ที่ผาแดงแห่งหนึ่งแล้วก็ภูสังโฆแห่งหนึ่ง แยกไปคนละทาง ๆ เรากำหนดให้ทุกอย่างเรียบร้อย ทางหนึ่งก็ให้เข้าผาแดง ทางหนึ่งก็ให้เข้าทางภูสังโฆ จัดของไปถวายพระ ไม่ได้จัดไปถวายไม่ทราบนานแสนนานนะทางด้านนี้ ไม่ค่อยจะได้ส่งไปทางนี้ ประการสำคัญเราก็ไม่ค่อยได้เป็นกังวลกับพระมากนักเกี่ยวกับเรื่องอาหารการฉัน พระกรรมฐานนี้ถ้าอาหารเหลือเฟือภาวนาไม่ค่อยดี ท่านผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมท่านจะคัดจะเลือกอาหารที่เรียกว่าอาหารสัปปายะ อาหารเป็นที่สบาย หมายถึงความสบายในการขบการฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว บำเพ็ญธรรมสะดวก อาหารนี่ก็ไม่เป็นภัยต่อธาตุขันธ์ด้วย ไม่เป็นข้าศึกต่อการบำเพ็ญสมณธรรมด้วย เรียกว่าอาหารเป็นที่สบาย เรียกว่าอาหารสัปปายะ เพราะฉะนั้นกรรมฐานท่านจึงไม่ค่อยยุ่งกับเรื่องอาหารอะไรนัก

ท่านจะเล็งตั้งแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมเรียกว่าล้วน ๆ ไปเลย ให้ธรรมเป็นความสะดวก อะไรจะขัดข้องบ้างท่านไม่ค่อยสนใจ แต่ถ้าธรรมขัดข้องแล้วท่านถือเป็นเรื่องใหญ่ เป็นอย่างนั้นนะ ผู้มุ่งธรรมต้องเป็นอย่างนั้น จิตใจต้องหนักในธรรม คิดอะไร ๆ กระเทือนธรรมหรือไม่ มีส่วนได้ส่วนเสียกับธรรมอย่างไรหรือไม่อยู่อย่างนั้นตลอดนะ ไม่ได้ว่าส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งอื่น ต้องเกี่ยวกับธรรม ๆ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ค่อยจะส่งอาหารไปถวายพระมากนัก

เฉพาะปัจจุบันนี้ก็เรียกว่าเราเป็นผู้ดำเนินมาแล้วในทางภาคปฏิบัติจิตตภาวนา เกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินนี้เราเคยมาแล้ว อาหารการขบการฉันถ้าให้มีพอเพียง ไม่เพียงเท่านั้น ให้ลดลงไปกว่านั้นอีก นั่นละการภาวนาจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน้อยก็พอเพียงเท่านี้พอแล้ว เรียกว่าขั้นหยาบสำหรับธรรมนะ คือพอเสมอ แต่ขั้นละเอียดของธรรมคืบขึ้นเรื่อย ดัดลงเรื่อย ๆ แล้วธรรมเจริญขึ้นเรื่อย ๆ การทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับตนผู้บำเพ็ญธรรมแล้วต้องเล็งธรรมเสมอ เล็งอื่นไม่ได้ต้องเล็งธรรมเสมอ อะไรจะกระทบกระเทือน มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับธรรมอะไรบ้าง ต้องเล็งอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับธรรม ต้องคัดต้องเลือกต้องตัดออก ต้องอย่างนั้นถึงเรียกว่าผู้บำเพ็ญ

การทำอะไรทำไม่พินิจพิจารณาสักแต่ว่าทำอย่างนี้ไม่ค่อยเกิดผล พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้คนโง่นะ สอนให้คนฉลาด ทำลงไปต้องมีสติปัญญาเทียบกันหรือเคียงกันไป ๆ อะไรเกิดผลมากผลน้อย เรื่องธรรมเป็นที่ตั้งไว้เลยไม่ให้กระเทือนธรรม ธรรมจะเจริญหรือเสื่อมยังไงคอยดูตลอด อย่างนั้นถึงถูก เพียงสักแต่ว่าทำนี้ไม่ดีไม่เหมาะ ต้องมีปัญญานั่นแหละค่อยแทรก สตินี้เป็นพื้นฐาน ปัญญาค่อยสอดค่อยแทรกคอยพิจารณาการปฏิบัติของตัวเอง

ทำความเพียรเราตั้งสติไว้เหมือนกัน พยายามตั้งสติเหมือนกัน ๆ ในอิริยาบถทั้งสี่อิริยาบถใดที่เราทำความเพียรที่พยายามตั้งสติได้ด้วยกัน อิริยาบถใดมีผลมากกว่ากันต้องสังเกตอยู่ตลอดเวลา เดินมากเป็นยังไง นั่งมากเป็นยังไง นอนมากเป็นยังไง คำว่านอนในองค์ความเพียรท่านไม่ได้หมายถึงว่านอนหลับครอก ๆ นะ ผู้สำเร็จในอิริยาบถนอนก็มี คือนอนท่านก็ภาวนาของท่าน เรียกว่าผู้บำเพ็ญเพียรไม่มีอิริยาบถ สติประจำตลอด เป็นความเพียรตลอด นั่นท่านเรียกว่าไม่มีอิริยาบถ เพราะฉะนั้นท่านถึงสำเร็จได้ในขณะที่ท่านกำลังนอน คือนอนก็นอนพิจารณา สำเร็จได้

ด้วยเหตุนี้จึงต้องเอามาเทียบ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน มากเป็นยังไง อิริยาบถไหนดีกว่ากัน เดินมากเป็นยังไง นั่งมากเป็นยังไง นั่งภาวนา คอยสังเกตตลอด เช่น อดอาหารนี่ก็เหมือนกัน ไม่ใช่สักแต่ว่าอด คือเราผ่อนสั้นผ่อนยาวตลอดในความสังเกตของเราผู้บำเพ็ญเพียรด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น อดอาหารเป็นต้น อดอาหารถ้าน้อยไปร่างกายอ่อนมากไป ทางกำลังใจถึงจะดีก็ตาม ถ้ามันจะอ่อนมากไปกว่านี้ก็ไม่เหมาะ เพราะนี้เป็นเครื่องมือ ท่านก็ปรับเข้าอีก เช่นสมมุติว่าฉัน ๕๐% นี้ท่านอาจเพิ่มเข้า ๕๕ ก็ได้ หรือขึ้น ๖๐ ก็ได้ ถ้าดูลักษณะไม่ดีท่านตัดลง ๆ ถึงขนาดที่ว่า ๑๕% หรือ ๑๐% ก็ได้ท่านทดสอบพิจารณาตลอดเวลา ไม่ใช่ทำวันนี้แล้ววันหลังก็จะทำอย่างนี้ ไม่ได้อย่างนั้นนะ ต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณา

เช่น การอดอาหารหรือการผ่อนอาหาร การผ่อนอาหารเราฉันได้แต่น้อยถึงมาก มากในการผ่อนอาหารไม่ได้มากเต็มท้องนะ เราทดสอบอยู่ในนั้น ถ้าควรจะเพิ่มขึ้นเห็นว่าอาหารฉันน้อยไปกับธาตุขันธ์ ท่านก็เพิ่มให้เล็กน้อย แต่ความเพียรท่านจะถือเป็นพื้นเลยตลอด นั่นผู้บำเพ็ญภาวนาท่านเป็นอย่างนั้นนะ ท่านไม่ได้ทำสุ่มสี่สุ่มห้า ควรลดลงท่านก็ลด ควรลดลงขนาดไหนท่านก็ลด เช่น ลดอาหาร ลดลง ๆ แล้วควรจะเพิ่มขึ้นเพราะเห็นว่าร่างกายนี้อ่อนมาก ๆ ท่านเพิ่มให้พอสมควรเพื่อความเพียร เอา เพิ่มให้ ผู้ภาวนาต้องเป็นนักสังเกตตัวเอง มีสักแต่ว่าทำสุ่มสี่สุ่มห้า โอ๋ย ไม่ได้นะ ไม่ได้

สติปัญญาเป็นสำคัญมากในการประกอบความเพียรหรือบำเพ็ญภาวนา นั่นเสียงอะไร โอ๋ ไอ้หยองไอ้อุ้ย ดู ๆ มึงเป็นยังไง ตีไอ้หยองให้หน่อยน่ะ เอา ฟาดไอ้หยองให้หน่อยน่ะ มันเป็นยังไงไอ้หยอง มันหวง เราเข้าไปในครัวมันเห่าเราจะกัดเรา เอาไม้เรียวไล่ตีเอาเลย จากนั้นมาเลยหมอบ มองเห็นเราตาเขียวปื๋อแต่ไม่กล้านะ ไม่กล้าเห่าไม่กล้าอะไร เขียวปื๋อ มาซิมาเอากันอีก โอ๋ย ไม่กล้ามาเลย มันหวง เอ๊อ นิสัย นิสัยหึงหวง ข้างนอกหึงหวงถ้าเป็นทางโลกไม่ดี ถ้าเป็นธรรมแล้วหึงหวงใจ ดีมาก หึงหวงห่วงใยใจ

ดังที่พูดตะกี้นี้เกี่ยวกับเรื่องธรรมภายในใจ ทั้งรักทั้งสงวน ทั้งหึงหวงทั้งบำรุง แล้วทั้งรักษาไม่ให้ใครอะไรมายุ่ง นี่ถูกต้อง หึงหวงแบบไอ้หยองหึงหวงไม่ได้นะ แม้ที่สุดเราเป็นเจ้าของมัน-มันยังทั้งเห่าทั้งจะกัดเรา มันเข้าไปในครัวแล้วเลยไปเป็นเจ้าอำนาจในครัว มันไม่รู้ซิว่าไม้เรียวอำนาจเหนือกว่า มันไม่รู้ซี เวลาถูกไม้เรียวมันจึงรู้ วันหลังก็นั่งจ๋อดูนะ อันนี้ก็เป็นกิเลสตัวสำคัญตัวหนึ่ง ความหึงความหวงนี่ไม่ดี ส่วนมากจะเป็นกิเลส ความหวงเกี่ยวกับเรื่องธรรมดีไม่ดีจะไม่มีใครคิด ไม่มีใครนำมาพูดนะ แต่นี่พิจารณาหมดแล้ว อย่างที่ว่าที่หวงที่ห่วงบำรุงรักษา คือห่วงธรรมหวงธรรมไม่ให้อะไรมาแตะได้นี้ถูกตลอด ถ้าหวงแบบโลกแล้วจมเลยเทียว หวงมากกว่านั้นจมเลยไม่ใช่ของดี

ถ้าหวงโลกแบบธรรมก็ดี หวงโลกแต่เป็นธรรมแฝงธรรม ผู้อยู่ในโลกเป็นฆราวาสอย่างนี้ ต่างคนต่างห่วงต่างใย ต่างคนต่างหวงกันในความเป็นธรรม ครอบครัวนั้นเย็น ผัวเมียก็เย็น ผัวเมียธรรมดาต้องห่วงต้องหวง เพราะความรักความถือว่าเป็นสมบัติของตัวเอง ก็ต้องมีความห่วงความหวงด้วยความเป็นธรรมด้วยกัน แล้วต่างคนต่างเย็นใจ ต่อไปความห่วงความหวงนี้ก็ปล่อยได้เพราะเชื่อกันแล้ว นั่นเป็นอย่างนั้นนะ ห่วงอย่างหนึ่งมันก็เสีย จึงต้องได้แยกได้แยะ

นี่เราพูดถึงเรื่องการประกอบความเพียร ทั่วประเทศไทยเรามีบ้างไหมที่เรามาพูดเวลานี้น่ะ ผู้ประกอบความพากเพียรเพื่อชำระจิตใจ ที่ถูกกิเลสบีบบี้สีไฟตลอดเวลาทั่วหน้ากันหมดในหัวใจแต่ละดวง ๆ อยู่ใต้ฝ่าเท้าของกิเลสทั้งนั้นมันเหยียบย่ำทำลาย มีใครดีดใครดิ้นออกจากฝ่าเท้าของกิเลสด้วยความพากเพียร ด้วยความเห็นโทษของมันบ้างไหม มันน่าถามน่าคิดไหมพิจารณาซิ นี่เราพูดเกี่ยวกับการรักษาใจซึ่งเป็นสมบัติอันล้นค่า ที่จะต้องได้บำรุงรักษาตลอดเวลา ต้องได้พูดกันบ้างซิเมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ ทำไมพูดนี้แสลงหูแสลงตา พูดเรื่องกิเลส ขาขาดหูขาดก็ไม่ยอมเสียดาย มันห่วงมันใยกิเลสมันติดพันกิเลส เรื่องธรรมมันไม่สนใจ นี่ละมันเสียเวลานี้ บ้านเมืองของเรา

เฉพาะอย่างยิ่งชาติไทยของเราเป็นชาติชาวพุทธ มันน่าจะกว้างขวางเบิกบานต่อกันนะ ธรรมเบิกบานต่อกัน วางพื้นกึ๊กลงไปเลย ตั้งรากกึ๊กลงไปนี้ คืออะไร สัตวโลกเกิดมาทุกรายเกิดมาด้วยอำนาจแห่งกรรม ตั้งกึ๊กลงในกรรม ใครจะเกิดอยู่ในสถานที่ใกล้ที่ไกล ทางใต้ทางเหนือทางทิศไหนก็ตาม ก็เกิดออกมาจากอำนาจของกรรม ๆ เหมือนกันหมด อันนี้เสมอกัน สัตว์จะไปเกิดโดยลำพังตัวเองไม่ว่าสัตว์ประเภทใดจะเกิดไม่ได้ จะเกิดโดยลำพังตัวเองนี้ไม่มี มีแต่เรื่องของกรรมทั้งนั้นแหละ

ถ้าเราเทียบเป็นข้อเทียบเคียง ก็เหมือนสำลีเรานี่ คือสำลีนี้มันจะมีเครื่องหนุนเช่นพวกอากาศก็พอพูดกันได้ อากาศมันดึงลงก็มี มันหนุนขึ้นก็มี สำลีมันปลิวขึ้นสูงก็มี มันลงก็มี คำว่ามันขึ้นมันสูงของสำลีนั้นอย่าว่าเป็นไปตามลำพังของมันนะ มันมีเครื่องหนุนของมันอยู่ในสำลีนั้น ให้ขึ้นก็ได้ให้ลงก็ได้ ให้ไปที่ไหนก็ได้ เพราะมีเครื่องพัดผันมันอยู่ในนั้น นี่หัวใจของเราก็เท่ากับสำลี ถ้ามีกรรมชั่วมันก็ดึงลง ๆ แต่เราไม่เห็นซิสิ่งที่มันดึงลง ถ้ากรรมดีมันก็ดีดขึ้น ๆ นี่คือความดีหนุนขึ้น ไม่ใช่ใจของเราซึ่งเป็นเหมือนสำลีนี้จะไปโดยลำพังตัวเองได้ สำลีเองก็ไปไม่ได้ ต้องมีเครื่องพาพัดพาผันให้มันเคลื่อนมันไหวมันถึงเคลื่อนไหวไปสูงต่ำอะไร เป็นเรื่องมีเครื่องพัดผันมัน อันนี้ใจของเราจะไปสูงไปต่ำมันมีเครื่องพัดผัน เพราะฉะนั้นจงพากันลงในหัวใจ

นี้เราเป็นลูกชาวพุทธให้รักกัน พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอก สัตวโลกนี้เป็นลูกของพระพุทธเจ้า ถ้าลูกเชื่อฟังคำพ่อของเราแล้วต้องยอมฟังเสียงนี้ ให้รักกันขึ้นต้น เพราะเกิดมาด้วยอำนาจแห่งกรรม ไม่มีใครตกแต่งเอาได้ เกิดมานี้เห็นไหม รูปร่างกลางตัวจริตนิสัยเหมือนกันไหม ไม่เหมือน เพราะธรรมชาติของกรรมไม่พาให้เหมือน มันมีหนุนอยู่ในนั้นให้พาให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา นี่สำเร็จแล้วในขั้นนี้ แล้วจะเปลี่ยนแปลงไปอีกยังไง ความดีความชั่วจะหนุนในนั้นอีก ถ้าหนักไปทางความชั่วไม่มีการหักห้าม มันก็ชั่วลงไปต่ำลงไป ถ้ามีการหักห้ามบำรุงรักษาแล้วก็ดีขึ้นไป ๆ คนเราก็ดี สัตว์ก็ดี ออกมาจากกรรมที่เกิดมาเป็นภพเป็นชาติ ตั้งใหม่ไปอีก ๆ ต้องเป็นอย่างนั้นนะ

ไม่ใช่อยู่ ๆ เกิดมาได้ตามความต้องการ ถ้าเกิดมาได้ตามความต้องการ ๆ โลกนี้จะไม่มีคำว่าบ่นว่าทุกข์ว่ายากลำบาก เพราะได้ตามความต้องการทุกอย่าง พอทุกข์มาปัดปุ๊บได้แล้ว สุขปั๊บได้แล้ว แล้วหาอะไร ก็เป็นแก้วสารพัดนึกน่ะซี ทีนี้เราไม่ได้ถึงขั้นแก้วสารพัดนึกเหมือนพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่าน นี่เลยแล้วเลยแก้วสารพัดนึก ไม่มีอะไรเข้าไปเพิ่มเติมส่งเสริมและตัดทอนออกได้เลย คือจิตของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่าน เรียกว่าพอ มีอยู่เท่านั้น ความชมเชยเข้าไปแตะปั๊บ นี่เป็นส่วนเกินแล้ว ความชมเชยสรรเสริญเพิ่มเข้าไปปั๊บนี้เป็นส่วนเกินแล้ว ความนินทาเข้าไปปั๊บนี้เป็นส่วนเกินแล้ว มันลอยออกหลุดออกของมันเอง เหลือแต่ธรรมชาติ ๆ อันนี้จะว่าแก้วสารพัดนึก ท่านไม่ได้นึกมันก็เป็นอยู่แล้ว จะให้ท่านนึกหาอะไร แน่ะ ก็ว่าเอาตรงนั้นซี ถ้านึกถึงค่อยได้มา ไม่ใช่

การบำเพ็ญเหตุต้องนึกต้องคิดถึงได้มา แต่เมื่อเป็นผลเต็มที่แล้วอย่างพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ เรียกว่าเต็มภูมิแล้ว นึกหรือไม่นึกท่านก็เป็นของท่านอยู่อย่างนั้น จึงว่าเลยแก้วสารพัดนึก ท่านไม่นึกก็เป็นอยู่แล้ว บริสุทธิ์อยู่แล้ว นี่ละธรรมที่เลิศออกจากกรรมนี้นะ กรรมดี ๆ อย่างพระพุทธเจ้าสร้างพระโพธิญาณมาเท่าไรกว่าได้เป็นศาสดาสอนโลก โอ๊ย ทั้งจะเป็นจะตายสลบไสลไม่รู้กี่ภพกี่ชาติกี่ครั้งกี่หนกี่กัปกี่กัลป์ ๑๖ อสงไขยบ้าง ๘ อสงไขยบ้าง ๔ อสงไขยบ้าง นานแสนนาน อสงไขยแปลว่านับไม่ได้ ถึง ๑๖ ครั้ง ถึง ๘ ครั้ง ถึง ๔ ครั้ง แล้วสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาแล้วก็มาสั่งสอนโลก มีแต่การบำรุงเหตุทั้งนั้นนะกว่าจะได้มาเป็นพระพุทธเจ้าเต็มภูมิ ท่านหนุนของท่านตลอดเวลา พวกเราก็ต้องหนุนกัน

นี่หลักพื้นเพของกรรม พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มีในคัมภีร์อย่างเต็มแต้มเลยเทียวนะ ท่านไม่ให้ดูถูกกัน ไม่ว่าสัตว์ว่าบุคคลอย่าไปดูถูกเขาเป็นอันขาด สัตว์แต่ละประเภทเขาอยู่ด้วยกรรมของเขา เขาไม่ได้มายืมของเราไปเพิ่มของเขา เป็นกรรมของเขามาพอแล้วในตัวของเขาแต่ละสัตว์แต่ละบุคคล จะรูปร่างกลางตัวจริตนิสัยยังไงก็ตาม เป็นความที่มาพร้อมแล้วในตัวของเขาเอง ๆ เพราะฉะนั้นจึงอย่าไปดูถูกเขา จะดูถูกเขาเหยียบย่ำเขาอย่างนี้ก็ไม่ได้ หรือจะไปยกเขาให้ขึ้นก็ไม่ได้ เพราะเป็นกรรมพอตัวของเขาอยู่นั่นแล้ว นอกจากส่งเสริมกันทางภายนอก

การดูถูกกันนี้เป็นการเหยียบย่ำกันลง เป็นการสร้างกรรมตัวเอง ไม่ใช่สร้างให้สัตว์สร้างให้ตัวเอง สร้างกรรมดีก็สร้างอยู่ในตัวเอง สร้างความชั่ว ความดูถูกเหยียดหยาม การชมเชยสรรเสริญ เป็นการสร้างเพิ่มเติมในตัวของเราเอง ท่านจึงไม่ให้ไปตำหนิ ท่านจึงไม่ให้ไปดูถูกเหยียดหยามสัตว์ ไม่ว่าประเภทใด สูงต่ำขนาดไหน ท่านห้ามทั้งนั้น ท่านไม่ให้ไปดูถูก เพราะเขาอยู่ด้วยอำนาจแห่งกรรมของเขาที่พอเหมาะพอดีกับตัวของเขาเอง ๆ ทุกราย ๆ ไป ทีนี้อยากให้ดีก็ส่งเสริมกัน ถูกต้อง ต่างคนต่างส่งเสริมต่างคนต่างศึกษา เมื่อเป็นฐานของกรรมตั้งขึ้นมาแล้ว ทีนี้กิ่งก้านสาขาเราก็หาใหม่มาเพิ่ม ถ้าหาชั่วก็ได้ชั่ว หาดีก็ได้ดี ได้ศึกษาทางชั่วได้ชั่วไป ได้ศึกษาทางดีได้ดีไป อย่างที่เราฟังโอวาทคำสั่งสอนเวลานี้ นี่ละศึกษาทางดีก็ได้ดีไป เป็นฐานกรรมของเรามาแล้วทุกคน หาเพิ่มจากนี้ไม่ได้แล้ว ฐานของกรรมเต็มเหนี่ยวแล้ว ทีนี้เราจะหาเพิ่มก็ต้องหาเพิ่มเวลาเป็นฐานของกรรมตั้งตัวขึ้นมาแล้ว กิ่งก้านสาขาคือสิ่งที่เราจะหาเพิ่ม จะได้ดีหรือชั่วก็เราหาเองที่นี่ ท่านถึงต้องมีการอบรมศึกษากัน

ให้มีใจกว้างขวาง คนเราถ้ามีจิตใจกว้างขวางอยู่ไหนเย็นไปหมดนั่นแหละ เพื่อนฝูงก็มาก ไปที่ไหนมาก ไม่ว่าสัตว์ไม่ว่าบุคคล คนที่มีจิตใจกว้างขวางไม่คับแคบตีบตัน ไปที่ไหนเพื่อนฝูงมาก มีคนเคารพรัก ถ้าเด็กก็น่ารัก ถ้าผู้ใหญ่ก็น่าเคารพบูชาน่านับถือ เป็นอย่างนั้นนะ อำนาจแห่งความดีไปไหนนี้ซ่านไปหมดเลย ถ้าความชั่วไปไหนเป็นไฟ ๆ ความไม่ดีนั่นละคือความชั่วให้พากันระมัดระวัง ความดีนั้นอยู่กับใคร ๆ ก็ดีหมด ดีหมดเรื่องความดีแล้ว ให้พากันส่งเสริมตามธรรมพระพุทธเจ้าทรงสอน ไม่ผิดพลาดพระพุทธเจ้าสอน ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใด กลั่นกรองมาเรียบร้อยแล้วกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เรียกว่าสมบูรณ์แบบแล้วจึงได้เป็นพระพุทธเจ้า ธรรมะจึงเป็นธรรมะที่สมบูรณ์แบบ ทุกแบบทุกฉบับที่สอนโลกไม่ผิดเพี้ยน ให้ปฏิบัติตามนั้นเถอะ

เอ้า ทุกข์ก็ทุกข์ ทุกข์เพื่อพระพุทธเจ้า คอขาด-ขาดไป เราไม่เคยได้ยินคอขาดเพราะทำตามพระพุทธเจ้าไม่เคยมี มีแต่คอขาดเพราะอำนาจของกิเลส ทำตามกิเลสคอขาดได้ จมในนรกได้ ไปสวรรค์ถึงนิพพานได้เพราะอำนาจธรรมพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ให้พากันจดจำเอานะ ให้ต่างคนต่างปรับเนื้อปรับตัวทุกคนเราเป็นลูกชาวพุทธ เหลวไหลมากนะเวลานี้ชาวพุทธ เราก็อยู่จุดศูนย์กลาง คือพุทธศาสนาเรียกว่าเป็นจุดศูนย์กลาง แนะนำสั่งสอนพี่น้องชาวไทยเราทั่วประเทศเขตแดนมาได้ ๕๑-๕๒ ปีนี้แล้วนะ สอนตั้งแต่ความดิบความดี ให้บำเพ็ญความดี ไม่ได้สอนให้ทำความชั่วนะ เราเองเราก็ไม่เคยทำ เราพยายามเต็มกำลังความสามารถ เรียกว่าชีวิตจิตใจตั้งแต่วันบวชมา เป็นชีวิตจิตใจของพระตลอดมาจนกระทั่งบัดนี้จนเป็นนิสัย ถึงจะแสดงกิริยาอาการใดออกมา ความเป็นพระของเราสมบูรณ์แบบไม่เคยละ แต่กิริยาท่าทางย่อมเป็นไปตามสมมุตินิยม ไปสถานที่นี่เป็นอย่างนี้ สถานที่นั่นเป็นอย่างนั้น ไปเห็นไอ้หยองกับไอ้อุ้ยมันไล่รังแกกันก็บอกให้เอาไม้ไล่ตี เป็นอย่างนั้นเข้าใจไหม มันก็เป็นไปตามกิริยา ถ้าออกข้างนอกเป็นอย่างนั้น ข้างในเป็นอย่างหนึ่ง ข้างนอกเป็นอย่างหนึ่ง

เราก็ให้ปรับตัวของเราให้ดีทุกคน ไม่ดีไม่ได้นะ เราเป็นผู้รับผิดชอบเราทุกคน รับผิดชอบเราจะเอาไฟมาเผาเราเหรอ รับผิดชอบต้องหาของดีมาส่งเสริมเราถึงถูก อย่างนี้เป็นธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น พากันจำเอานะ วันนี้พูดเพียงเท่านี้แหละ

ลูกศิษย์ กราบเรียนข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินที่หลวงตามอบให้คลังหลวง ที่หลวงตาไปมอบเมื่อวันที่ ๒๑ แบงก์ชาติเขาก็ยังไม่ได้บันทึกอะไร เขารออยู่ว่ากฤษฎีกาจะตีความว่ายังไง ล่าสุดนี้ได้มาว่าตีความให้เข้าบัญชีผลประโยชน์ประจำปีได้ อันนี้เป็นเอกสารของกฤษฎีกาเจ้าค่ะ

หลวงตา ใครเอาไปอ่านเอาไปเถอะ เราขี้เกียจอ่านหรือใครจะอ่านก็เอาเราขี้เกียจอ่านกฤษฎีกาฎีแกนี่ มันใหญ่กว่าโลกมาจากที่ไหน เมืองไทยเราใหญ่ขนาดไหน ฎีกาฎีแกมาตีความหาอะไร

ลูกศิษย์ มีแนวโน้มว่าทีนี้จะเข้าได้ค่ะ

หลวงตา ไม่ได้ ไม่ได้เป็นอันขาดข้าศึกต้องเกิดในเมืองไทยว่าอย่างนี้เลย ชี้นิ้วเลย ลงได้ขึ้นเวทีแล้วไม่ถอย คอขาด-ขาดไปเลย เพราะเป็นความที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบแล้วในชาติไทยของเราที่นำธรรมเข้ามาปฏิบัติในคราวนี้ อันไหนมาขวางมาว่างั้นเลย ต้องเอากันอย่างนั้นเลยเทียว พี่น้องทั้งหลายให้ฟังให้ดี นี่เอาธรรมออกมาแท้ๆ นี่เอ้าขาด-ขาดไปเลยธรรม เรื่องคอขาด-ขาด ธรรมไม่ให้ขาดเรื่อง

ลูกศิษย์ ทีนี้ก็เหลือเราไปตามอีกทีว่าแบงก์ชาติเขาจะบันทึกบัญชีให้เมื่อไร

หลวงตา ก็ทำท่าไปอย่างนั้นแหละพูดอย่างนี้แหละเรา เราขี้เกียจยุ่ง ไม่อยากยุ่งนะ เรื่องธรรมมันสมบูรณ์แบบแล้วนี่ มาเหยาะๆ แหยะๆ เรื่องนั้นเรื่องนี้ทำท่านั้นท่านี้ใส่ธรรมมันน่าหัวเราะ พูดตรงๆ นี่ ถ้าลงได้ออกแล้วไม่ถอยนะ สมบูรณ์แบบแล้วธรรมพระพุทธเจ้า มาหาเรื่องหาราวเรื่องนั้นเรื่องนี้หาอะไร มาเกาอะไรเราไม่ใช่หมาขี้เรื้อนนี่วะ ตรงไหนมันคันฟาดมันเลยเกามันลงตรงนั้น ไม่คันไม่เกา อ่านไม่อ่านก็แล้วแต่เถอะเราไม่อยากอ่านแหละขี้เกียจ ไม่ต้องอ่านก็ได้นะ ไม่อ่านละเอาให้พระไปเสีย เอาไปไหนก็ไปเถอะเขาจะพิจารณา เรื่องบ้านเมืองมีขื่อมีแปนี่มันก็ต้องดำเนินตามขื่อตามแป ผิดขื่อผิดแปไม่ได้รบกัน ถ้าปีนเกลียวกันลองดูซี ดีไม่ดีเมืองไทยเคยสงบร่มเย็นมานานขนาดไหนมันเป็นข้าศึกกันได้นั่นละ ถ้าลงดีกับชั่วไม่ฟังเสียงกันแล้วยังไงมันเป็นได้ คือชั่วมันไม่มองดีนั่นแหละ ต้นเหตุที่มันจะรับ

เมื่อวานนี้วันที่ ๒๓ ทองคำได้ ๒ บาทดอลลาร์ได้ ๒๕๓ ดอลล์ ทองคำที่ได้ทั้งหมดทั้งที่หลอมแล้วและยังไม่หลอมเป็นจำนวนทองคำ ๒,๔๗๒ กิโลกรุณาทราบตามนี้ ยังขาดอยู่ ๑,๕๒๘ กิโลจะครบจำนวน ๔,๐๐๐ กิโลซึ่งกำหนดไว้อย่างตายตัวแล้ว กรุณาทราบตามนี้โดยทั่วกัน

ปล่อยแล้วหมาเรา ไอ้หมีก็มาไอ้หมาก็มา น่าดูนะหมาเรา หมาเราน่าดู ทำไมจึงว่างั้นเพราะคนมันไม่น่าดูได้ดุบ่อย หมาไม่ค่อยได้ดุบ่อยนักละ ถ้าดุก็ไม้เรียวเปรี้ยงเลยเทียว ไม่ยากดุหมา ดุคนนี้ไม่ได้ตีจึงยากซิ ไหนเรายังไม่ได้ถามตามอีก คนที่ดื้อๆ นั่นน่ะไปหรือยัง ไปแล้วเหรอ ต้องไปไม่ไปไม่ได้ ถ้าลงได้ชี้ขาด-ขาดสะบั้นไปเลยนะ พิจารณาเรียบร้อยแล้วค่อยพูดนี่ ไม่ได้พูดด้วยอวดทิฐิมานะนะ เราไม่เอามาใช้อย่างนั้นนอกจากเรื่องของธรรมเท่านั้น เด็ดหรือไม่เด็ดอยู่กับธรรม มีเท่านั้นละนะ (ของยังไม่ได้ขนไปครับ) ขนไม่ขนก็ตาม เรื่องของคนเราไม่ได้พูดถึงเรื่องของ ของมันจะฟาดเข้าป่าก็ช่างหัวมันซีเข้าใจไหม เรื่องก็มีเท่านั้นแหละ มาดื้อมาด้านได้เหรอวัดนี้ ไม่ได้นะ เลอะเทอะพอแล้วนี่ เราอกจะแตกแล้วนะ

มองดูหมาน่าดู ตัวหนึ่งนอนตัวหนึ่งกลิ้งตัวหนึ่งเล่นเข้าท่า กระต่าย ๒ ตัวนั้นก็พิลึกนะ มันพิสดารเหลือเกินมันมาป้วนเปี้ยนอยู่นั้นน่ะ ตอนเช้าก็แต่เช้าเลย อยู่นั้นแหละ ๒ ตัว ตัวหนึ่งสีหมอกตัวหนึ่งสีขาว เสี่ยวของใครให้เอาไป เห็นมันวิ่งไปทางครัวบ่อยนะ เดี๋ยวก็มาป้วนเปี้ยนกับเรา ๒ ตัวนี้ เราเดินจงกรมอยู่มาป้วนเปี้ยนอยู่ตามนั้น ให้พากันภาวนานะพวกนี้ อย่ามานอนจมอยู่เฉยๆ ไม่ได้นะ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก