ใช้ฝ่ายมากเป็นประมาณไม่ได้ ต้องมีธรรมแทรก (ที่อยู่ของจิต)
วันที่ 27 พฤษภาคม 2544 เวลา 8:10 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

ใช้ฝ่ายมากเป็นประมาณไม่ได้ ต้องมีธรรมแทรก

(ให้รถแอมบูแลนซ์ ๑ คันแก่โรงพยาบาลบ้านแท่นที่มาขอวันนี้) โฮ้ กว่าจะคิดตกลงได้นี้ ความจำเป็นมันรอบข้าง ๆ นี่นะ ควรจะออกช่องไหน ๆ ที่จะเป็นประโยชน์อันดับหนึ่งและสอง สามอะไร ตกลงก็เป็นอันว่าให้ แล้วทางนี้จะสั่งเองนะ ทางโน้นเป็นแต่เพียงว่ารับทราบว่าทางนี้ให้แล้ว ปกติทางนี้จะสั่งให้เองเครื่องมือแพทย์อะไร ทางนี้จะสั่งมาให้เองถึงปุ๊บ ๆ เลย เพราะทางนี้หมอเป็นผู้สั่งเอง คงไม่นานนะ ส่วนมากเราสั่งที่อุดร ถ้าหากว่ารถอย่างนี้มีก็ได้ทันทีเลย ถ้าหากว่าไม่มีเขาก็สั่งทางโน้นมา ประมาณ อาทิตย์ อาทิตย์กว่าก็มาถึง ถ้าหากว่ามีอยู่นี้แล้วก็ไม่ยาก ได้เลยไปเลย ไม่ว่าโรงพยาบาลไหนก็เหมือนกันถ้ารถแอมบูแลนซ์มีอยู่แล้วก็ได้เลยส่งเลย

เวลานี้กำลังจ่ายเงิน โถ ไม่ใช่เล่น ๆ นะจ่ายเงิน หนัก ถ้าเป็นโลกเขาบอกว่าใช้สมอง ธรรมไม่ใช้ สมองไม่ใช้เลยธรรม นี่ละโลกกับธรรมต่างกันตรงนี้ คือโลกมากต่อมากจะใช้สมองทั้งนั้น ธรรมนี้ถ้าเกี่ยวกับเรื่องการจดการจำก็ใช้สมองเหมือนกันกับทางโลก เรียนจดจำไม่ว่าทางธรรมทางโลก เพื่อจดจำนี้ใช้สมองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสมองเวลาใช้มาก ๆ ถึงทื่อหมดนะ สมองทื่อ บังคับให้จำไม่จำเลย ได้หยุดเอาเฉย ๆ คือมันจำไม่ได้แบบดื้อ ๆ เลย บังคับให้จำมันก็ไม่จำ ต้องได้หยุด นี่เรียกว่าขึ้นสมอง สมองทื่อหมดเลย นี่ทางโลก ทางธรรมถ้าเป็นความจำก็เป็นแบบเดียวกันกับโลก ต้องใช้สมอง

แต่ทางด้านจิตตภาวนาแล้วไม่มีทางสมอง จะเริ่มเข้านี้จุดเดียว ๆ เด่นที่นี่ แล้วขึ้นที่นี่ กิเลสพังออกจากใจก็ออกจากนี้เลยไม่ได้ขึ้นสมอง ให้พากันจำเอาไว้ นี้ผ่านเวทีมาแล้ว ฟัดกับปริยัติด้วยกันหงายไปเลย สู้ปฏิบัติไม่ได้ เพราะหมัดหนึ่งเรามีปริยัติ หมัดหนึ่งเรามีปฏิบัติ เขามีแต่ปริยัติใช่ไหมล่ะ หมัดปฏิบัติเขาไม่มี เราก็สนุกเอาหมัดปฏิบัติต่อยเอา ๆ พวกปริยัติยอม เอาเหตุผลมาใส่กันปึ๋งทันทีเลย ยอมรับเพราะเราถอดออกจากของจริง

เวลาภาวนานี้พอจิตเริ่มสงบจะเริ่มสงบตรงนี้ทันที ไม่ต้องมีใครบอกนะ มันรู้โดยหลักธรรมชาติของมัน ความจำยังไงก็ตามขึ้นนี้ปึ๊งเลย จำอะไร ๆ ก็ตามขึ้นนี้ ๆ หนักเข้า ๆ ถึงขั้นสมองทำงานหนักสมองทื่อ หยุด ไม่หยุดบังคับให้จำก็ไม่จำ เราเคยบังคับพอแล้ว ยิ่งจวนจะสอบเท่าไรยิ่งเร่งการศึกษาเล่าเรียนเข้าไป ความจำหนักเข้า ๆ สุดท้ายจำไม่ได้เลย จึงได้ทราบได้ชัดสมองทื่อหมด นี่ทางภาคความจำ เรียนเพื่อจำขึ้นสมองทั้งนั้น ทีนี้ปฏิบัติเพื่อจริงลงในตรงกลางอกนี้ทั้งนั้น อยู่ตรงนี้เลย พระพุทธเจ้าท่านก็สอนไว้แล้ว คุหาสยํ นั่นละที่อยู่ของจิตแท้ ๆ เหมือนหนึ่งว่าหมากหัวใจเราเป็นคูหา อยู่ในจุดนั้น คืออยู่ในตรงกลางตรงนี้

ในปริยัติก็บอกไว้ เวลาปฏิบัติมันก็รู้ตรงนี้ มันแสดงความสงบขึ้นตรงนี้ขึ้นเลย ไม่มีใครบอกก็รู้ สงบเข้ามา ๆ รวมกระแสของจิตเข้ามาเป็นความรู้ ความรู้ก็เป็นจุดของความรู้เด่นขึ้น ๆ ที่นี่ เมื่อเด่นมากขึ้นแสงสว่างก็เริ่มออก แสงสว่างของความรู้ที่รวมตัวมันจะออก ออกตรงกลางนี้เลยไม่ได้ขึ้นไปไหนนะ ออกตรงนี้ ๆ ทีนี้ออกโดยลำดับ ภาคปฏิบัติไม่มีขึ้นสมองเลย เข้าสู่จุดนี้ ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นสงบร่มเย็น ผ่องใสแน่นหนามั่นคงภายในจิตใจ จนกระทั่งถึงความสว่างกระจ่างแจ้ง ขึ้นที่ท่ามกลาง ๆ ฟาดจนโลกธาตุแตกกระจายเลย โลกธาตุโลกสมมุติแตกกระจายออกจากนี้ทั้งนั้นเป็นผู้ทำลาย ทำลายในท่ามกลางหัวอก ชัดขนาดนั้นละ

สาธุ ไม่ทูลถาม พระพุทธเจ้าประทับอยู่นี้ก็ไม่ถาม เพราะของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน ถามกันหาอะไร พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้แล้วแบบเดียวกันเลย ก็สอนให้รู้แบบพระพุทธเจ้ารู้ เมื่อรู้เข้าไปอย่างนั้นจะเอาแบบไหนมาขวางพระพุทธเจ้าล่ะ ไม่มี นี่ละภาคปฏิบัติมันถึงชัดเจนว่าจิตแท้นี้อยู่ตรงนี้ ความรู้แท้ ๆ อยู่ที่ท่ามกลางอกเรานี้ เป็นนามธรรม สักแต่ว่ารู้ ไม่เป็นก้อนเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนวัตถุอย่างนี้ หากรู้อยู่ในจุดนี้ เวลากระแสมันออกไปแล้วความรู้นี้ไม่ปรากฏ ไปปรากฏแต่กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ ยุ่งกับโน้นกับนี้ นี้คือกระแสของจิตออกไป

พอรวมกระแสของจิตเข้ามาสู่นี้แล้วจะสงบตัว ไม่กวนตัวเองและไม่แส่ส่าย พอสงบมากกว่านั้นตัวเองก็เป็นตัวของตัวขึ้นมา แน่วเรื่อย ๆ สว่างไสวขึ้นที่นี่ ๆ ส่งแสงกระจายออก ๆ แล้วแต่อำนาจของความเพียรของผู้นั้นจะเร่งรัด พร้อมกับอุปนิสัยด้วยนะ หนุนกันไป ๆ เข้าไป ๆ ความรู้นี้รู้กระจ่างออกไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องถามใครรู้อยู่กับตัวเอง ความรู้อยู่กับตัวเองไปถามใครวะ มันรู้อย่างไรมันก็รู้อยู่กับตัวเองนี้จะไปถามใครที่ไหน ถามต้นเสา ต้นเสาเป็นต้นเสาไม่ใช่ความรู้ ถามผู้รู้ซี แล้วถามอะไรผู้รู้ ผู้รู้ก็รู้อยู่แล้วนี่ แน่ะมันก็กระจ่างออกจากนั้น

เพราะฉะนั้นการสอนธรรมทางภาคปฏิบัติท่านจึงสอนอย่างแม่นยำ เพราะท่านถอดออกมาจากความจริงที่ท่านรู้อยู่เห็นอยู่ประจำ ถอดออกมาจากนั้นเลยแล้วท่านจะไปสงสัยที่ไหน ที่เราเอาออกมาจากความจำคัมภีร์นั้นบ้างคัมภีร์นี้บ้าง มันเป็นความจำ ผิดพลาดไปได้ คัมภีร์แน่เราไม่แน่ก็ได้ ความจำของเราพลิกแพลง เช่นว่าบาปมี เหอ บาปไม่มี นั่นเห็นไหมมันพลิกไปแล้ว บุญมีมันบอกว่าบุญไม่มี นรกมีสวรรค์มี มันบอกนรกสวรรค์ไม่มี ความจำของเรามันพลิกแพลงไปได้อย่างนี้ ถ้าความจริงเจอเข้าไปแล้วไม่มีในนี้ฟาดหน้าผากพร้อมเลย คือความจริงมันจังอย่างนั้นนะ ไม่มีอะไรที่จะมาค้านได้ รู้เพียงคนเดียวใครจะไม่รู้ตามก็ตาม ทั้งสามแดนโลกธาตุนี้ท่านไม่เคยหวั่นท่านไม่เคยเอียง จะไปหาใครมาเป็นพยาน อันเดียวเท่านี้พอแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระอรหันต์ตรัสรู้ ท่านเป็นอย่างนั้น ท่านจะไปหวั่นไหวกับสิ่งอะไรในโลกอันนี้ ความจริงมีอยู่กับหัวใจท่านเต็มสัดเต็มส่วนแล้ว นั่นเรื่องราวมันเป็นอย่างนั้นหนา

ภาคปฏิบัติจึงเป็นภาคที่ทำลายความชั่วช้าลามก ซึ่งเป็นสาเหตุที่จะให้เกิดความทุกข์ได้โดยลำดับ ๆ จนกระทั่งทำลายได้โดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรนอกเหนือธรรมนี้ไปได้เลย ธรรมนี้เท่านั้นที่เหนือโลก ท่านจึงเรียกว่าโลกุตรธรรม แปลว่าธรรมเหนือโลก คือโลกสมมุตินี้เอง เหนือหมด…พระพุทธเจ้า โลกุตรธรรมสุดยอด ๆ คำว่าโลกุตรธรรม เหนือขึ้นไปเป็นลำดับ ๆ กิเลสประเภทนี้ธรรมเหนือแล้ว ๆ จนกระทั่งสุดยอด ธรรมเหนือหมดเลย เรียกว่าโลกุตรธรรม เป็นขั้น ๆ ขึ้นไป

ให้พากันจำเอาไว้นักปฏิบัติ เราพูดนี้เราไม่ได้พูดด้วยความสงสัย พูดให้ฟังทุกอย่างแล้วนะอย่ามาหาเรื่องว่าเราเป็นบ้านะ พวกนี้มันจะเป็นบ้ากันทั้งโลกนะ ธรรมของจริง ธนบัตรใบหนึ่ง ๑๐๐ บาทเอามายันกันซิ ธนบัตรใบนี้ ๑๐๐ บาท ธนบัตรเหล่านั้นหนึ่งร้อยบาท ๆ ก็ตามแต่เป็นธนบัตรปลอม มากี่หมื่นกี่แสนร้อยบาทก็ตามสู้ธนบัตรใบเดียวนี้ไม่ได้ ธนบัตรนี้จริง นอกนั้นล้มเหลวไปหมดเลย นั่นเห็นไหม ของจริงเพียงอันเดียวเท่านั้นพอแล้ว

อย่างที่พูดทางกฎหมายเขาก็พูดไปแบบคลุมเคลือ ๆ กันไปอย่างนั้น ทางธรรมะเหน็บเข้าไปจุดกลางนั้นเข้าไปเลย ธรรมะยังละเอียดกว่านั้นอีก เช่น เอาฝ่ายมากเป็นประมาณ ๆ ถ้าหากว่าฝ่ายมากเป็นของปลอมแล้วว่าไง มันมีส่วนที่จะสวนหมัดกันอยู่นี้ ถ้าฝ่ายมากเป็นของปลอม ร้อยพันก็ตามไม่มีความหมาย ฝ่ายความจริงเพียงอันเดียวเท่านั้นใช้ได้แล้ว นั่น มันมีเครื่องยันกันนี้ถ้าธรรมเป็นอย่างนั้นนะ ส่วนมากไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันได้ก็เอาโลกต่อโลกมาบวกกันเข้า ใครมีอำนาจมากถูไถกันไปเท่านั้นเอง กฎหมายก็เลยกลายเป็นกฎหมอยไปเลย เหยียบหัวคน กฎหมายตั้งขึ้นมาก็เหยียบหัวคนคือกฎหมาย เพราะมันกลายเป็นกฎหมอยแล้วเข้าใจไหมล่ะ ถ้าเป็นกฎหมายส่วนมากท่านเอาออกมาจากหลักคือความยุติธรรม แต่เวลาออกมาแล้วกิเลสมันฟาดแหลกไปหมดเลย ความยุติธรรมไม่มี เลยกลายเป็นกฎหมอยไปหมด

อย่างนั้นถึงว่าจะเอาฝ่ายมากฝ่ายน้อยเป็นประมาณเสียอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเอาความเป็นธรรมเข้าไปจับปุ๊บ มากน้อยมีข้อยืนยันยังไง ธนบัตรนี้เป็นธนบัตรปลอมหรือธนบัตรจริง เอามายันกันปั๊บ อันนี้เป็นธนบัตรจริงเพียงร้อยเดียวปั๊บ ธนบัตรปลอมหมื่นแสนล้านก็ตามไม่มีความหมาย ล้มละลายไปทันทีเลย อันจริงเท่านั้นเป็นผู้คงเส้นคงวาไว้ได้ เป็นอย่างนั้นนะ เราจะว่าเอาฝ่ายมาก ๆ เป็นประมาณถ่ายเดียว นั้นเป็นฝ่ายคลุมเคลือ ฝ่ายประมาณเอาอย่างนั้น ฝ่ายความจริงไม่ยอมรับกันแล้ว เรื่องคลุมเคลือนั้นก็เป็นกฎหมอยไปหมดเลย ต้องให้มียุติธรรมเข้าแฝง จะมากจะน้อยก็ตาม อะไรเป็นเครื่องยืนยันกันได้แล้วว่า นี่เป็นของจริง เอาเลยเอาอันนี้เลย

เช่น ธนบัตรนี้หนึ่งร้อยบาทเป็นของจริง เพียงร้อยบาทชนะแล้ว กี่หมื่นกี่แสนธนบัตรก็ตามที่ปลอม ล้มเหลวทั้งนั้น ต่างกันตรงนี้นะ น้ำหนักต่างกัน เราจึงไม่ควรใช้แต่ว่าเอาฝ่ายมากเป็นประมาณ ๆ อย่างเดียว ต้องมีธรรมอยู่ในท่ามกลางเข้าไปแทรกเป็นแกนเข้าไปอันหนึ่ง วินิจฉัยทั้งสองอย่าง ฝ่ายมากฝ่ายน้อยมีน้ำหนักต่างกันเพราะเหตุผลกลไกอะไร เอามาทดสอบกันดู ถ้าฝ่ายมากเหตุผลกลไกต่อความจริงมันห่างเหินมาก ฝ่ายน้อยมีความจริง ๆ ฝ่ายน้อยมันก็เป็นฝ่ายมากฝ่ายแน่นหนามั่นคง ควรจะเอานี้เป็นหลักไปเลย อย่างนั้นซี เอาละวันนี้พูดเท่านั้นละ

สรุปทองคำวันที่ ๒๖ ทองคำได้ ๔ บาท ๙๓ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๔๒๙ ดอลล์ เวลานี้ที่เราได้พูดมาตลอดนั้นคือว่า ทองคำที่จะมอบเข้าคลังหลวงในคราวช่วยชาติคราวนี้ ๔ พันกิโล ทองคำที่มอบเข้าคลังหลวงไว้เรียบร้อยแล้วเวลานี้นั้น รวมกับ ๔๑๐ กิโล ๑๔ บาท ๑๔ สตางค์ที่ยังไม่ได้หลอม รวมทั้งหมดทั้งเข้าคลังหลวงและยังไม่ได้เข้านี้เป็นทองคำ ๒,๔๗๒ กิโลครึ่ง ซึ่งเท่ากับ ๒ ตัน ๔๗๒ กิโลครึ่งที่ได้แล้วเวลานี้ กรุณาทราบตามนี้ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ เราจะต้องเพิ่มขึ้นโดยลำดับลำดา คำว่าอ่อนข้อไม่มีถ้าหัวหน้าไม่พาอ่อน อ่อนไม่ได้ จะให้ถึง ๔ พันจำนวนนี้นะ จำนวนพิเศษที่เคยพูดไว้แล้วนั้นไม่เอามานับ อันนั้นจะต่อยอดไม่นับ

ลูกศิษย์ รายงานพระจับแมวได้ วันศุกร์ที่ ๒๕ จับได้ ๑ ตัว ตัวเมีย สีขาวดำ ประมาณตี ๑ จับได้ คืนวันเสาร์ที่ ๒๖ ตัวผู้ สีขาวดำเหมือนกัน จับได้ประมาณตี ๑ เหมือนกัน ตกลงได้แล้ว ๒ ตัวครับ

หลวงตา ได้ ๒ ตัวแล้ว จับแมวต่อไปอีก โอ๋ย พวกนี้รู้เรื่องได้ดีนะ แมวอยู่ในบ้านมันประกาศมันตีเกราะประชุมอะไรก็ไม่รู้นะ มันหลั่งไหลออกมาวัดเรานี่ พอดึกๆ แล้วจะมาตามถนน แอบ ๆ มานี่ปุ๊บขึ้นต้นเสา มันเคยขึ้นตรงนั้น แล้วพวก ต.ช.ด.ไล่จับ บางทีก็มีพระไปบวกด้วย พระท่านก็แอบ ๆ คอยจับแมวอยู่นั่นตอนดึก ๆ ๒ วันได้ ๒ ตัวแล้ว มันออกมาแต่ในบ้านนู้นนะมันเคยกันแล้วนี่ สถานที่นี่เป็นอาหารโอชามากต่อมากมันเลยไม่ไปหาที่ไหน รุมกันมากินที่วัดเรานี่ เพราะฉะนั้นภาระของวัดจึงหนักมาก ถึงได้ตีสังกะสีครอบเสากั้นไว้รอบหมดเลย ถึงขนาดนั้นมันยังขึ้นได้นะ เผลอตรงไหนขึ้นตรงนั้น แสดงว่ามันฉลาดมากเหมือนกัน

เมื่อเช้านี้เราก็ออกพอสว่างออกเลย เดินรอบไปเลย มาถึงนี้พอดีกับพระบิณฑบาตกลับมา ไปดูช่องว่างของแมวมันขึ้นตรงไหนๆ เมื่อเช้านี้เดินไปเรื่อย นี่มันยังมาอยู่เรื่อย จับให้หมดเลยบอก จับให้หมดไม่งั้นจะมายุ่งเรื่อยสัตว์ในวัด มันมีกระต่ายอยู่นั่นที่ว่ากระต่าย ๒-๓ ตัวที่มันป้วนเปี้ยนอยู่กับเรานี่มันไปคลอดลูกอยู่ที่ข้างสระน้ำนะ เขาบอกเมื่อตอนเย็นเมื่อวานนี้บอกที่นี่ แล้วเราจะปฏิบัติยังไงไอ้หมีเรามันก็สำคัญนะ ไอ้หมีมันเข้าไปเรื่อย นี่เป็นทางเข้าออกของไอ้หมีเรา เราจะห้ามมันได้ยังไงมันน่าคิดอยู่นะ ลูกกระต่ายมันอยู่ทางแถวสระนะ กลัวไอ้หมีมันเข้าไปนั่นไปเจอกระต่ายปั๊บแล้วมันเอาไปเลยนั่นซิ ข้างในน่ะถ้าเห็นกระต่ายมันคลอดมากี่ตัว เราควรจะหากรงที่ปลอดภัยไว้สำหรับลูกกระต่ายนี้เป็นพิเศษนะ

ไอ้หมีมันเข้าได้ทุกเวลา ตอนกลางวันนะ ตอนกลางคืนปิดคือเข้ากรง ตั้งแต่ตอนเช้านี้ก็เข้า(ครัว) ได้เพราะเปิดโอกาสให้เล็กน้อย พอพระเริ่มออกบิณฑบาตก็ไล่เข้ากรง บิณฑบาตกลับมาแล้วสักเดี๋ยวก็เปิด จากนี้ถึงค่ำแหละถึงจะเข้ากรง ในช่วงนั้นละตอนกลางวันนี่ กลัวมันจะไปทำลายลูกกระต่ายนะ แล้วพวกเราจะปฏิบัติยังไง กรงถ้าไม่มีให้มาถามพระนะ กรงลูกกระต่ายเอาไว้เป็นกรณีพิเศษ ควรจะเอาไว้ในห้องก็ได้ เช่นในครัวนั้นมันมีห้องอยู่ เอาลูกกระต่ายไปไว้ในห้อง แล้วมีกรงอยู่ข้างในสำหรับสัตว์อีกทีนึง ถ้ามันมาเห็นอยู่ข้างนอกเดี๋ยวมันมากวนทำอะไรอีก แล้วกัดได้นะ

ไอ้หมีนี่มันไปอยู่เรื่อยนะ มันอยากไปเมื่อไรมันก็ไปเป็นอิสระของมัน เป็นทางเปิดของมันแล้ว ไปได้ทุกเวลาไอ้หมีนี่ นี่มันก็ปิดยากเหมือนกันหมาที่เคยไปมาแล้ว ไม่ทราบจะปิดแบบไหน เราจะต้องเอากระต่ายไว้ที่ปลอดภัยดีกว่าที่จะบังคับไอ้หมีไม่ให้เข้าไป ไม่ได้ถ้าไอ้หมีไม่เข้าไปพวกนั้นหมดละไม่มีศักดิ์ศรี รัศมี รัศหมาอะไรเลย ไอ้หมีไปช่วยแล้วค่อยยังชั่วหน่อย

พระมานี่หน่อย เปิดทางให้พระเข้ามาที่นี่ ผ้าขาวเรายังพอมีไหมถ้ายังพอมี ให้จัดผ้าขาวนี้ให้โรงพยาบาลบ้านแท่นเสียนะ พร้อมกับเอาสิ่งของให้แล้วก็เอาผ้าขาวให้พร้อมเลย คือผ้าขาวมันไม่มีมากพอที่เราจะตั้งไว้แจกโรงพยาบาลต่างๆ ให้ทั่วถึงกัน เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลต่างๆ ที่มานี้จะไม่ได้ผ้าขาว ส่วนผ้าขาวนี้เราจะเป็นผู้นำไปเองเวลาเราไปเยี่ยมโรงพยาบาลไหนก็เอาผ้าขาวนี้ไป เพราะมีเพียงเล็กน้อย ถ้าไม่มีเราก็ไม่เอาไป ถ้ามีเราก็เอาไปให้เฉพาะโรงพยาบาลที่เราไป ส่วนโรงพยาบาลอื่นที่มานี้จะไม่ได้กันเลย แล้ววันนี้ให้เป็นกรณีพิเศษ ยังพอมีผ้าขาวอยู่ไหมถ้าพอมีแล้วจัดให้ทางบ้านแท่นไปพร้อมเสีย

เป็นกังวลกับไอ้หมีนะ ให้เข้มงวดกวดขัน ที่สั่งแล้วเป็นคำสั่งนะที่ว่าหากรงเหล็กไปใส่ลูกกระต่าย พากันเอาใจใส่เอาไว้อย่างดีนะ กระต่ายตายไปเพราะความโง่ไม่ได้เป็นอันขาด ได้สั่งเสียขนาดนี้ด้วยความเป็นห่วงมากนะ ไอ้หมีมันเข้าเรื่อยห้ามมันไม่ได้เพราะมันเคยไปแล้ว เราต้องใช้ปัญญารักษาสัตว์เอา โห มันเข้าเรื่อยนะไอ้หมีน่ะ มันของเล่นเมื่อไร ทางจงกรมเราอยู่ข้างใน ถ้าเขามาจากสระทางนู้นเขาจะตัดขึ้นมานั่นเลย เพราะเขารู้ว่าทางจงกรมเราอยู่ที่นั่น ธรรมดาเขามานี้เขาปึ๊งออกมาทางนี้เลย เวลาไหนเขาจะไปเยี่ยมเรานี้เขาจะตัดสระปุ๊บเข้ามานั้นเลย

เรากำลังเดินจงกรมอยู่นี้เขาจะตรงเป๋งมาเลย พอมองเห็น ไอ้หมีมาจากไหน เขาจะเฉยเลย ปึ๊งๆ มานี้ผ่านมาหาเรา เรายืนตรงไหนผ่านเราไปตรงนั้นละ เราตีหลังปั๊วะ เขาผ่านเลยไม่สนใจกับเราเลย ไม่มองไม่อะไรเลย มึงไปไหนมาไอ้หมี เดินผ่านมานี่ตีหลังปั๊วะ เขาเดินผ่านสบายเลย โถ มึงนี่ท่าใหญ่เหลือเกิน ความจริงเขาหยอกเรา หยอกด้วยท่าของเขาอย่างนั้น เฉยเลย ตีหลังปั๊วะนี่ก็เฉยเลยไปเลย เออ แปลกอยู่หมาตัวนี้ มันท่าใหญ่มาก

เออ พระเท่าไร ๓๒ องค์เหรอ(๓๒ ครับผม) อันนี้พอพูดถึงเรื่องนี้ผู้พันนี่นะพอเราหันหน้าไปนี้ ๓๒ นึกว่าเราเตรียมจะถาม มันก็เลยเข้ากันได้กับที่วัดสุทธาวาส วันนั้นเป็นวันถวายเพลิงหลวงปู่มั่นพอดี และวันนั้นเป็นวันบวชพระจำนวนมาก พอค่ำมาก็ถวายเพลิงจริงท่าน ทีนี้เวลาบ่ายโมงกว่าแล้วก็ประชุมพระจะบวชนาค ทีนี้มีนาคอยู่หลายนาคเตรียมพร้อมที่จะบวช แล้วก็ไปรวมกันอยู่ที่นั่น เราก็เป็นองค์หนึ่งที่อยู่ในนั้น ทั้งมีสวดกรรมวาจาบ้างอะไรบ้างเราก็ได้ช่วย ทีนี้ก็เพราะเราเคยเห็นมาแล้วนี่ เคยเห็นพวกนาคที่เตรียมตัวอยู่แล้ว เผลอไม่ได้นะ

คือ อาจารย์ฝึกซ้อมว่า อาม ภนฺเต กับ นตฺถิ ภนฺเต น่ะเข้าใจไหม ฝึกซ้อมไว้อย่างแม่นยำ คือว่าอันนี้ใช่ ถ้าใช่ก็บอกว่า อาม ภนฺเต ถ้าไม่ใช่ก็บอกว่า นตฺถิ ภนฺเต แล้วผู้ฝึกซ้อมก็ฝึกซ้อมกันอย่างเต็มเหนี่ยว ทีนี้ก็เข้าไปสู่หัตถบาส นั่นละเวลานี้เข้าสงครามแล้วนะ เข้าสู่หัตถบาส แล้วพวกนาคก็นั่งเป็นแถวอยู่อย่างนี้ พระเราก็นั่งเป็นแถววงรอบ นาคอยู่ในนี้ เราเป็นผู้เตือน เวลาเราเตือนนั้นพระก็รู้หมดนะ ตัวนาคก็รู้ แต่บทเวลามันเข้าสงครามมันต่อยดะเลยเข้าใจไหม มันไม่ได้มองหน้ามองหลัง นี่พวกนี้เตรียมเข้าสู่สงครามแล้วนะ ใครอย่าไปแตะใครอย่าไปถามไปพูดคำใดด้วยนะ เขาจะมีคำตอบมาตั้งแต่ นตฺถิ อาม ภนฺเต เท่านั้นแหละเราว่างั้นนะ ใครอย่าไปยุ่งนะเวลานี้กำลังเตรียมแล้วกำลังจะเริ่มบวชแล้ว บอกพระ

ทีนี้พอดีพระนั่งใกล้ชิดกับพวกนาคนั่นซิ บอกพระ นาคนั่งอยู่ติดกันอยู่นี่น่ะ บอกว่าให้ขยับไปหน่อย นตฺถิ ภนฺเต แน่ะบอกแล้ว บอกแล้วว่าอย่าไปแตะ เห็นไหมล่ะ อย่างนั้นแหละ คือบอกพระที่ติดกันนี่ ทีนี้พระนั่งติดกันกับนาคน่ะซิ บอกว่าให้ขยับไปหน่อย นตฺถิ ภนฺเต หัวเราแตกเลย ก็บอกแล้วตะกี้นี้ มันเป็นอย่างนั้นแหละ อันนี้ก็เหมือนกันเตรียมพร้อมแล้ว พอหันหน้ามานี้ ๓๒ องค์เลย มันเข้ากันได้แล้ว เอาละไปละ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก