ศักดิ์ศรีของชาติ (ความสำคัญของส่วนรวม)
วันที่ 28 พฤษภาคม 2544 เวลา 8:10 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

ศักดิ์ศรีของชาติ

ดอลลาร์กับเงินไทยเราเวลานี้เทียบกันได้เท่าไร (๔๕ ๕๐ บาทค่ะ) ทำไมมันเหยียบไปเรื่อยหัวคนไทย ๓๘-๓๙ บาทเหยียบไปไม่พอ คว้าเอามา ๔๐ หัวมาเหยียบ เหยียบ ๔๑-๔๒ หัวต่อ…พูดให้มันเต็มยศเลย ต่อตีนเดียวของมัน เท้าเดียวยังให้เกียรติ ตีนนี่หลักธรรมชาติ ตีนเดียวเหยียบหัวคนไทยได้เวลานี้ ๔๕ หัวกับเด็กอีกคนหนึ่ง เด็กมัน ๕๐ สตางค์ มันตีนเดียวเหยียบหัวคนไทยไปได้ผู้ใหญ่ ๔๕ คนมีเด็กแฝงเข้าไปอีกคนหนึ่ง ๕๐ สตางค์เห็นไหมล่ะ เราควรจะมีแก่ใจ เราไม่ได้ทำเพื่ออะไรเป็นเรื่องโลก ๆ แหละ โลกอยู่ด้วยกันต้องให้มีส่วนสม่ำเสมอ สม่ำเสมอก็คือว่า ถ้าพูดถึงเกียรติ แม้แต่สัตว์เขาก็มีเกียรติของเขา เขาเคารพหัวหน้า เมืองไทยของเราก็เคารพชาติของเรา ชาติเป็นเกียรติของชาติไทยเรา ควรจะต้องได้พินิจพิจารณา สิ่งใดที่จะทำลายชาติให้ปัดออก ๆ นั้นเรียกว่าผู้รักชาติ

อย่างที่ถามวันนี้ก็ศักดิ์ศรีของเขาของเรา ทางไหนสูงทางนั้นก็เหยียบ ทางต่ำก็ถูกเขาเหยียบไป เป็นธรรมดาของโลกที่เทียบเคียงกันตามสัดตามส่วนก็ยกให้ แต่สิ่งภายในที่จะมาคิดให้เป็นคติเครื่องเตือนใจตัวเองและชาติของตัวเอง ต้องฟิตตัวขึ้นไป มีแก่ใจมีมานะอย่างนั้นถึงถูก อย่าถือว่าเป็นธรรมเนียมหรือธรรมดา อย่างนี้มันก็ลอยไปเรื่อย ๆ แล้วก็ถูกเหยียบไปเรื่อย ๆ ด้วยความนอนใจของเรา ถ้าเรามีแก่ใจ ทุกคนมีแก่ใจ ต่างคนต่างฟิตเนื้อฟิตตัวขึ้นไป หัวของเราก็จะสูงขึ้น พวกเท้าพวกตีนเขาก็จะต่ำลง ไม่ได้สูงขึ้นไปเหยียบหัวเราทุกคน นี่เรียกว่าเรื่องของธรรม

นี่เราควรจะซื้อทองคำเมื่อไรก็ควรจะทยอยซื้อได้แล้ว ไปกรุงเทพคราวนี้อาจจะได้พิจารณา (ตอนนี้ทองแพง ดอลลาร์ขึ้นแล้วทองแพงเจ้าค่ะ) อย่างนั้นให้พิจารณานะ คืออันนี้เราก็มอบให้ลูกศิษย์หมดแล้วพิจารณาเอง เราไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร เรื่องนี้เราไม่รู้ แล้วแต่คณะลูกศิษย์เห็นสมควรกันยังไง ๆ เราก็ให้เป็นไปตามนั้น นี่ก็เตือนไปเรื่อย ให้พิจารณาความหมายว่างั้น เมื่อสมควรยังไงแล้วให้ซื้อเลย สำหรับเราเปิดตลอดเวลาแล้วที่จะให้ความสะดวกแก่ชาติไทยของเรา ต้องได้เตือนไปเรื่อย ๆ ควรจะได้ระยะไหนเอาเลย ๆ (เอาไว้ช่วงทองที่มันเริ่มทยอยลงมาก ๆ แล้วหนูจะกราบเรียนหลวงตา ว่าราคาทองลงมาพอสมควรที่เราจะซื้อได้ ช่วงนี้ไม่น่าซื้อค่ะ) ไม่น่าซื้อเราก็ไม่ซื้อ

สรุปทองคำและดอลลาร์วันที่ ๒๗ พ.ค.๔๔ ทองคำได้ ๘ บาท ๓๗ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๔๒๓ ดอลล์ ทองคำมอบเข้าคลังหลวงไว้แล้ว ๒,๐๖๒ กิโลครึ่ง ทองคำที่ได้หลังจากมอบเรียบร้อยแล้วเวลานี้ ๔๑๐ กิโล ๒๒ บาท ๕๑ สตางค์ นี่ทองคำจำนวนนี้ที่เราจะหลอมในกาลต่อไป บางทีอาจหลอมเวลาเราไปกรุงเทพคราวนี้ก็ได้ เพราะมัน ๔๑๐ กิโลแล้วควรแก่การหลอมได้แล้ว กว่าจะถึงวันนั้นไปก็ยังจะได้เพิ่มขึ้นไปอีก รวมทองคำทั้งหมดได้ ๒,๔๗๒ กิโลครึ่ง ยังขาด ๔ พันซึ่งกำหนดตายตัวไว้แล้วนั้น ๑,๕๒๗ กิโลครึ่งจึงจะครบ ๔ พันกิโล นี่ก็เคยได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบตลอดมา

คือทองคำ ๔ พันกิโลนี้เป็นพื้นฐานแห่งชาติไทยของเรา ที่รวมกันด้วยความรักชาติ ด้วยความเสียสละ ด้วยความสามัคคี มาเป็นเครื่องประกาศให้ชาติไทยของเราและชาติอื่น ๆ เขาทราบด้วยว่า อย่างน้อยชาติไทยได้สี่พันกิโล นี่เป็นพื้นฐานแห่งชาติไทยของเรา อันดับต่อไปก็คือ เงินสดที่เราเจียดไว้อย่างตายตัวแล้วเวลานี้นั้น ๘๐๖ ล้านนี้เป็นอย่างน้อยที่จะซื้อทองคำทั้งหมดเข้าต่อยอดอวัยวะของเรา สี่พันกิโลเต็มเปี่ยมแล้วก็มาต่อยอดให้มีหัว เปรตหัวกุ้นมันดูได้ไหม ตั้งแต่ไอ้หมีหางกุ้นยังได้ว่าให้มันอยู่เรื่อย มึงทำไมไม่เห็นไปต่อหาง เขามีหางเต็มบ้านเต็มเมือง ยังว่าให้มันอยู่ มึงเดินฉากหน้าฉากหลังวันไหนมีแต่หางกุดหางด้วนตลอดมา มึงมาอวดกูอะไรหางกุด กูไม่มีหางยังดีกว่ามึงนี่นา มึงมีแต่หางจิ้นหางกุดนี่วะไม่เหมือนหางหมาทั้งหลาย

๘๐๖ ล้านนี้ต่อยอดข้างบน ส่วนที่จะได้เพิ่มเติมอีกนั้นก็ควรจะได้อยู่ เพราะต่างคนต่างบริจาคมาเรื่อย ๆ การที่เรานำเงินสดนี้ออกไปช่วยชาติบ้านเมืองเราก็พิถีพิถันมาก คือส่วนใหญ่เราคิดอยู่กับทอง ส่วนย่อยก็มาอย่างที่เห็นนี่ละ วันนั้นก็มาวันนี้ก็มาเกี่ยวกับเรื่องโรงพยาบาลนี้มากกว่าเพื่อน เราก็ต้องได้ให้ไป เจียดทางนี้แล้วให้ทางนั้น ๆ ทางไหนเจียดก็ไม่ให้ ทางไม่เจียดก็เอาไปเรื่อย ๆ อยู่อย่างนั้น

เมื่อวานนี้ก็ไปดูอำเภอภูเวียงที่เขาว่ามีไดโนเสาร์ เขาค้นพบที่นั่น เขาสร้างพิพิธภัณฑ์ไว้สองสามแห่ง เราก็ตั้งหน้าไปดูเลยมันเป็นยังไง พวกเจ้าหน้าที่เขาทราบแล้วก็เตรียมบริการเลย เราไม่อยากไปเท่าไรเขาก็จะให้ไปเขาจะหารถมาให้ เดี๋ยวนั้นเลยนะ รถเขาเตรียมพร้อมมีรถขึ้นเขาว่างั้น รถเราไปไม่ได้แหละ เขาเตรียมรถมาเลย ก็เลยขึ้น เขาว่าที่นั่นยังมี ๆ เขาพาไปเรื่อย สุดท้ายเราไปหมดเลย เพราะเขาลากเราไปนี่นา เจ้าหน้าที่ทั้งหมดรวมกันมาเลย เหตุที่รวมก็อันเดียวนั่นแหละ ทีวีนั่นแหละ พอเปิดม่านประตูมองเห็นเข้ามานี้ โอ๋ย รู้หมดเลย ตื่นเต้นกันทันทีทันใด เห็นไหม ยังไม่ได้พูดกันสักคำเดียว พอเปิดม่านยังไม่ได้เปิดประตูรถนะ เปิดม่านออก เขามองเห็นเท่านั้น โหย ต่างคนต่างตื่นเต้น นั่นรู้แล้ว เพราะฉะนั้นเราถึงต้องปิดม่านตลอด ไม่เปิดนะม่านรถเราไม่เปิด

เพราะเราไม่มีอะไรกับใครเราบอกแล้วนี่ อะไรจะมีกับเราสามแดนโลกธาตุนี้ เราก็ไม่มีอะไรกับใครในหัวใจของเรา ก็บอกแล้วพูดเล่นเมื่อไรวะ ไม่งั้นกล้าพูดหรือ ไม่มีเต็มหัวใจมาพูดทำไม แต่ก่อนไม่เคยพูดใช่ไหมล่ะ สู้กิเลสไม่ได้น้ำตาร่วงบนภูเขาก็มาพูดให้ฟัง เวลากิเลสมีอำนาจมาก เวลาธรรมมีอำนาจมากทำไมพูดไม่ได้วะ ของจริงเป็นอันเดียวกัน เรื่องกิเลสก็เป็นของจริงประเภทหนึ่งของมัน ธรรมก็เป็นของจริงประเภทหนึ่ง เวลาแพ้มันก็บอกว่าแพ้ เวลาชนะมันทำไมพูดไม่ได้วะ ตั้งแต่นักมวยเขาก็หวังฟังเสียงความแพ้ความชนะกันละมาก นี่เราต่อยกิเลสก็เหมือนกัน

เราออกไปเขาก็รุมมาเลย ต่างคนอยู่ที่ไหนมาหมดนะแถวนั้น ทั้งหญิงทั้งชายเจ้าหน้าที่มีอยู่ทั่วไป ทั้งกำลังทำถนนขึ้นไปก็มี พวกคนงานก็มี ใครก็รุมมาเมื่อวานนี้ เราก็ให้เป็นที่ระลึก มอบเงินไว้ให้สองหมื่นเพื่อเป็นที่ระลึกในงานช่วยชาติบ้านเมือง อันนี้คือการช่วยชาติของเราซึ่งเป็นคนในชาติรักษาสมบัติของตนเราว่างั้น เราก็มอบเงินให้สองหมื่นเมื่อวานนี้ จากนั้นก็กลับมาเลย ตั้งหน้าไปดูนั้นเรียบร้อยแล้วก็กลับมาเลย มาถึงนี้ก็พอดีบ่ายสามโมง

ตั้งหน้าไปดูเฉย ๆ ไปดูภูเขาลูกนี้ที่ว่าภูเวียง ๆ ที่มันเป็นภูเขาวงรอบนี้ มันเปิดทางไว้สำหรับทางเข้ามา โล่งไปหมดไม่มีภูเขานะ พื้นดินราบ ๆ นี้พุ่งเข้าไปถึงเลย ภูเขาที่มันรอบมานั้นมาหยุดเพียงแค่นั้นแล้วหยุดเพียงแค่นี้ เรากะประมาณดูประมาณสักสามเส้นที่เป็นโล่งเข้าไป แล้วเข้าไปข้างในเหมือนว่าเป็นโลกหนึ่ง กว้างขวางมากอยู่นะ หมู่บ้านคนก็มีเหมือนกันกับธรรมดาเราที่อยู่ข้างนอกภูเขา แบบเดียวกัน ที่ไร่ที่นาสวนเขาอะไรมี เป็นธรรมดาเหมือนเรา แต่มันอยู่ในวง น่าดูนะ พื้นที่ดินดี ดินดีต้นไม้ชุ่มเย็น มองที่ไหนสดชื่นตา ต้นไม้ดีก็แสดงว่าดินดี

ไปที่ไหนถ้าเกี่ยวกับเรื่องการรักษาชาติแล้ว จิตใจเรารู้สึกมันเน้นหนักเข้าไปในจุดนั้น ๆ อย่างที่ว่าไปด่านนั้นด่านนี้ก็เหมือนกัน เอาของไปแจก ๆ เพราะท่านเหล่านี้เป็นผู้รักษาสมบัติของชาติ ทำงานในนามของชาติ ๆ เราต้องส่งเสริมกันอย่างนั้นถึงถูก ไปที่ไหนเราเป็นอย่างนั้น ผู้ทำงานส่วนรวม ๆ จิตเรารู้สึกเน้นหนักในจุดนั้น ๆ เพราะเห็นความสำคัญของส่วนรวมเป็นปึกแผ่นมั่นคง อันนี้เป็นสำคัญมากนะ ไม่ใช่เหยาะ ๆ แหยะ ๆ เหลาะ ๆ แหละ ๆ โลเลโลกเลก ต่างคนต่างไปต่างคนต่างจะเอาตัวรอดมันจมด้วยกันนะ ยังไงมันต้องไปด้วยกัน หนักด้วยกันเบาด้วยกัน เป็นด้วยกันตายด้วยกัน นี้แน่นหนามั่นคง ขึ้นได้ด้วยกัน ให้พากันจำเอาไว้นะ

ความพร้อมเพรียงสามัคคีพระพุทธเจ้าทรงชมเชยมา โหย ไม่ทราบว่ากี่คัมภีร์นะ เรื่องความพร้อมเพรียงความสามัคคีนี้สำคัญมากทีเดียว อปริหานิยธรรม ๗ ประการ แสดงความพร้อมเพรียงความสามัคคี สาราณิยธรรม ความระลึกถึงบุญถึงคุณซึ่งกันและกัน จากความเป็นผู้มีจิตใจอันกว้างขวาง เฉลี่ยเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจ ไม่ถือสีถือสากัน ให้อภัยกัน นี่สาราณิยธรรม เป็นเครื่องระลึกกัน ท่านไม่ได้พูดถึงชาติชั้นวรรณะอะไรเลย รวมมาแล้วคือมนุษย์ด้วยกัน ถือกรรมเป็นเครื่องครอบไว้เลย

กรรมดีกรรมชั่วมีอยู่กับทุกคน ไม่มีใครตกแต่งให้กันและกันได้ เป็นสมบัติของเจ้าของเต็มตัวมาด้วยกัน เป็นหมา เวลานั้นเขาเสวยกรรมในชาติเป็นหมา อย่าไปดูถูกเขา นั่นเห็นไหม พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ดูถูกสัตว์ทั่วไป คือสัตว์ต่างตัวต่างรายที่มาเกิดนี้ เขามาเกิดตามวาระแห่งกรรมของเขาเท่านั้น พอพ้นแล้วเขาบึ่งสูงกว่าเราก็ได้ นั่นพิจารณาดูซิ ไม่ใช่เขาจะเป็นสัตว์อยู่อย่างนั้นตลอดไป วาระนั้นเป็นวาระที่เขาเสวยกรรม พอสิ้นกรรมนี้แล้วก็ผ่านกรรมนั้น ๆ มีกรรมดีรออยู่ แต่กรรมชั่วมันไปเป็นกำแพงกั้นอยู่ ก็ต้องเสวยกรรมชั่วนี้ก่อน พอพ้นจากนี้พับก็ดีดผึงเลย นั่นละหลักกรรม ใครจะรู้ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าวะ เรื่องรู้กรรมของสัตว์รู้หมดทุกแง่ทุกมุม จึงว่า โลกวิทู ล่ะซิ

ท่านจึงไม่ให้ประมาทกัน ไม่ให้ถือสีถือสากัน ดูถูกเหยียดหยามกัน ไม่ให้มี ความเมตตาสงสาร ความให้อภัยกันนี้เป็นพื้นฐานของศาสนา ซึ่งอยู่ในวงแห่งกรรมด้วยกันว่างั้นเถอะ นี่ละสาราณิยธรรม เป็นธรรมเครื่องระลึกถึง ท่านสอนพระ พูดทีแรกก็คือว่า ใครจะมาจากแห่งหนตำบลใดก็ตาม เมื่อเป็นพระมีหลักธรรมหลักวินัยด้วยกันแล้ว ให้อยู่ด้วยกันเป็นสุข ท่านเปิดไว้ในจตุรทิศทั้งสี่เลย ผู้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อสมควรจะรับได้แล้วให้เปิดโล่งไว้สำหรับผู้มีเจตนาพึ่งอรรถพึ่งธรรมจะได้เข้ามาอาศัย เมื่อจำเป็นก็ดังที่เราเห็น น้ำเต็มแก้วแล้วจะให้ล้นไปเฉย ๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ก็ให้อยู่ในระดับเต็ม เมื่อมีที่พักที่อยู่อาศัยรับรองซึ่งกันและกันไม่พอก็บอกว่าไม่พอ แต่จิตใจเปิดกว้างตลอด เรื่องหลักธรรมท่านแสดงอย่างนั้น

ผู้อยู่ในทิศใดก็ตาม ผู้ที่ยังไม่มาก็ให้มา ผู้มาแล้วก็ขอให้อยู่กันเป็นสุขด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมดีงาม ท่านว่าอย่างนั้นนะ นี่สาราณิยธรรม ส่วนอปริหานิยธรรม พูดถึงเรื่องความพร้อมเพรียงความสามัคคี ความพร้อมเพรียงความสามัคคีมีน้ำหนักมากนะ ความร้าวรานความแตกสามัคคีนี้เป็นการทำลายโดยตรง พวกเราทั้งหลายกำลังช่วยชาติก็มีความพร้อมเพรียง ด้วยความรักชาติของเรา ก็ต้องอุตส่าห์พยายาม ต่างคนต่างตะเกียกตะกาย ได้มากได้น้อย เอา สละมาเพื่อชาติของเรา ไม่สูญหายไปไหน เราสละมาเพื่อชาติสูญไปไหน สูญเพื่อชาติ ชาติของเราใหญ่โตเรานอนที่ไหนได้ถ้าชาติของเราแน่นหนามั่นคงนะ ชาติของเราล้มเหลวใช้ไม่ได้นะ อยู่ที่ไหนถูกเขาขนาบถูกเขาไล่เหมือนหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง ใช้ไม่ได้นะ

คนไทยเรา ๖๒ ล้านคน ไม่มีที่อยู่ไม่มีที่พักที่อาศัย จนตรอกจนมุมเพราะความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้อย่างเดียว ๆ ทำลายชาติตัวเอง แล้วสุดท้ายไม่มีที่นอนละนะ ไปที่ไหนถูกเขาขับเขาไล่เป็นยังไง ต้องการไหมอย่างนั้น ไม่ต้องการก็ต้องฟิตเนื้อฟิตตัวเข้าซิ ด้วยความรักชาติ ด้วยความสามัคคีกลมกลืนกันและด้วยความเสียสละ ย่อยก็ตามมันจะเข้าไปถึงส่วนมากนั่นแหละ เหมือนอย่างฝนตกทีละหยดละหยาด ท้องฟ้ามหาสมุทรเต็มได้เมื่อตกไม่หยุดไม่ถอย อันนี้ก็เหมือนกันการบริจาคของหัวใจแต่ละดวง ๆ เพื่อชาติไทยของเรา ก็มีความแน่นหนามั่นคงมากขึ้นอย่างนี้แหละ

สำหรับหลวงตาบัวแล้วพูดตรง ๆ เปิดหัวอกได้เลยมาได้ ๕๑-๕๒ ปีนี้แล้ว ไม่มีคำว่าสะทกสะท้านกับโลกใดในสามแดนโลกธาตุนี้ เราไม่มีอะไรกับหัวใจของเรา เพราะฉะนั้นใครจะมานับถือก็ตาม ใครจะมาตำหนิติเตียนก็ตามเป็นส่วนเกินทั้งนั้น ความสรรเสริญชมเชยก็เป็นน้ำหนักอันหนึ่ง ความตำหนิติเตียนก็เป็นน้ำหนัก ต่างอันต่างเป็นน้ำหนักกดลงไม่สมควร ดีดผึงไม่รับทั้งสอง ความพอดีนี้เหมาะสมทุกอย่างแล้วพอ เหมือนน้ำเต็มแก้วพอ เอาน้ำมหาสมุทรมาเทก็ล้นออก ๆ เอาคำสรรเสริญมาจากท้องฟ้ามหาสมุทรไหนมาชมเชยก็ล้นออก ๆ เอาคำตำหนิติเตียนมาเหยียบย่ำทำลายก็หลุดไหลออกไปหมด ความพอดียังคงเส้นคงวานี้คือธรรม

เราจึงไม่เคยสนใจอะไรกับใครนะ ที่เราช่วยโลกเราช่วยด้วยความเมตตาล้วน ๆ เราไม่มีอะไรกับใครเลย แม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่มี คำว่าแพ้ว่าชนะกับพวกใดหมู่ใดเราก็ไม่เคยมี สพฺเพ สตฺตา อันว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น แม้ในเรือนจำเขาก็ต้องการความช่วยเหลือ คนนอกเรือนจำต้องการความช่วยเหลือ สัตวโลกต้องการความช่วยเหลือเหมือนกัน ทำไมจะดูดายต่อกันได้หรือ เมตตาธรรมจึงกระจายไปหมดไม่ว่าคนดีคนชั่ว จะไปผลักคนนั้นยกคนนี้ขึ้นไม่มี เมตตากระจายไปหมด เป็นน้ำเย็นไปหมดทั่วหน้ากัน นั่นละเรียกว่าเมตตาธรรม

เมตตาธรรมไม่เคยเป็นภัยต่อผู้ใด นี้เราก็นำเมตตาธรรมมาช่วยชาติบ้านเมืองของเรา เพื่อให้มีความสงบร่มเย็น ขอให้ฟังเสียงกันและกัน จะเป็นคนดีก็ตามคนชั่วก็ตามหวังความสุขด้วยกัน ความสุขใดที่จะนำมาซึ่งความทุกข์ ความสุขนั้นใช้ไม่ได้ ต้นเหตุไม่ดีจะนำมาซึ่งความทุกข์ให้ปัดออก ๆ เอา จนก็จนไปเถอะจนแบบมนุษย์ของเราที่มีศีลมีธรรมในใจ จะชุ่มเย็นภายในใจด้วยกันนั่นแหละ ถ้าจะมั่งมีศรีสุขตั้งแต่ตัวเอง โดยไปหารีดหาไถหากอบหาโกยเขามาว่าจะเป็นความสุข นั้นแหละคือไฟเผาตัวเอง ในหัวใจมันก็เผาอยู่แล้วตั้งแต่ยังไม่ตาย เผาอยู่ในหัวใจมนุษย์ ตายแล้วก็ไปจมอยู่ในเมืองผี เผาอยู่ในเมืองผียิ่งกี่กัปกี่กัลป์ให้ระวัง สมบัติที่เห็นแก่ได้วิ่งผ่านหน้ามาฉวยมับ ๆ มาเป็นไฟเผาตัวเองนี้สำคัญมากนะ

กิเลสมันตาสั้น ๆ แหละ ส่วนธรรมนั้นตายาว อันใดก็ตามถ้าจะเป็นภัยแล้วปัดออกเลย ถ้าเป็นคุณแล้วมากน้อยก็สั่งสม ๆ ขึ้นมา พากันจำเอานะ นี่เราช่วยโลกเราช่วยเต็มเม็ดเต็มหน่วยมานี้ก็เป็นเวลาสามปีกว่าแล้ว เราก็ไม่เคยคิด ดังที่พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังตลอดมานั้นแล นิสัยเราเป็นนิสัยคับแคบนิสัยอาภัพวาสนา ตั้งแต่เริ่มออกปฏิบัติมา จะว่าความมักน้อยมันก็เลยนั้นไปเสีย มันไม่ได้ตั้งหน้าว่าความมักน้อย มีแต่จะพุ่ง ๆ ท่าเดียว ใครมายุ่งไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการไปเที่ยวกรรมฐานจึงไปแต่องค์เดียว ๆ ประกอบกับพ่อแม่ครูจารย์มั่นก็เสริมเสียด้วย ท่านว่าจะไปกี่องค์ ว่าไปองค์เดียว เออ ขึ้นทันทีเลยนะ ชี้ไปส่ายมือไปอย่างนี้ เอานะท่านมหาไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ พูดอย่างเด็ด ๆ เสียด้วยนะไม่ได้พูดธรรมดา ขึ้นคึกคักเลย ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ให้ท่านไปองค์เดียวท่านมหาน่ะ นั่นฟังซิเราลืมเมื่อไร

ก็เป็นเจตนาของเรามุ่งอย่างนั้นอยู่แล้ว ไปที่ไหนจึงไปแต่องค์เดียว ๆ เป็นยังไงอาภัพวาสนาไหม ไปที่ไหนไม่ได้มีแห่มีแหนด้วยอำนาจวาสนาว่ามีบริษัทบริวารมาก เราไม่มีอย่างนั้นแล้วเราก็ไม่ต้องการด้วย ไปแต่องค์เดียว ฟัดกับกิเลสตลอดเวลาถึงขั้นจะล้มจะตายก็มีมากต่อมาก ในระยะที่ขึ้นเวทีไม่ต้องมีกรรมการแยกละ ถึงขนาดนั้น มาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังพูดเล่น ๆ ได้หรือ เอาจริงอย่างนั้นจริง ๆ เวลามันเป็นขึ้นมาด้วยเหตุที่เราดำเนินถูกต้องแล้วก็เป็นผลขึ้นมาเป็นที่พึงพอใจ ทำไมพูดไม่ได้เต็มปากวะ เวลามันโง่ก็พูดให้ฟัง ใจดวงนี้ละเวลามันโง่มันมืด แต่เวลาสว่างขึ้นมาถึงขนาดสว่างจ้าไปหมดแล้วจะไม่ให้พูดได้ยังไง ก็นำธรรมเหล่านี้มาสอนโลก ธรรมเหล่านี้โลกรังเกียจที่ไหน ไม่มีใครรังเกียจ หลวงตาบัวพูดออกไปทำไมเป็นเสนียดจัญไรต่อโลกล่ะ ก็เป็นธรรมประเภทเดียวกัน ถ้าโลกมีธรรมในใจยอมฟังกันทั้งนั้นแหละ

เพราะเราเป็นผู้เทศน์ด้วยความเต็มอกเต็มใจ ด้วยความเมตตารอบคอบไปหมดเลย เราไม่ได้พูดด้วยความดูถูกเหยียดหยามหรือด้วยความยกตนยกตัวอย่างนี้ไม่มี เราพูดด้วยความเมตตาทั้งนั้น ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้นำไปปฏิบัติ ให้มีความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน เมืองไทยของเรานี้ใครจะดีใครจะเด่นก็ตาม ถ้าไม่ถูกธรรมแล้วเด่นเท่าไรยิ่งเป็นสิ่งที่เสนียดจัญไรต่อชาติบ้านเมืองอื่น ๆ เขา เมืองนอกเมืองนาเขาดูถูกเหยียดหยามว่าเมืองไทยเรานี้กัดกันยิ่งกว่าหมา อย่าให้ได้ยินนะว่าเมืองไทยเรากัดกัน ชิงดีชิงเด่นกัน เอาแต่ความชั่วมาชิงดี มันไม่ได้ชิงดีนี่นะ มันมีแต่ชิงชั่วให้ล่มจมลงนรกแล้วเผากันทั้งเป็นนี่

อย่าให้ได้ยินนะเมืองไทยเรา เป็นเมืองพุทธศาสนา ขอให้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรม ขอให้ฟังเสียงครูเสียงอาจารย์ เฉพาะอย่างยิ่งหลวงตาบัวนี้ไม่หวังอะไรกับพี่น้องทั้งหลายแล้ว สอนด้วยความเต็มอกเต็มใจด้วยความเมตตาสงสาร ควรจะเชื่อฟังในอรรถในธรรมที่นำมาสอนนี้ เพื่อความร่มเย็นแก่โลกทั่ว ๆ ไป ไม่ควรจะฝืนนะ ใครอย่าอวดดี มันไม่มีละคำว่าดีถ้าลงว่าอวดแล้วมีแต่ชั่วทั้งนั้น อันนั้นกิเลสมันหลอกเฉย ๆ มันมาประดับร้านว่าอวดดี ๆ อวดเด่น ก็มีแต่เด่นฟืนเด่นไฟ ดีก็ดีฟืนดีไฟ ถ้าดีอรรถดีธรรมท่านไม่อวดนะ ท่านเต็มอกเต็มใจทำไปเลย เรียกว่าธรรม

นี่เราก็ช่วยโลกเต็มกำลังความสามารถของเรา ชีวิตก็ขนาดนี้แล้วพี่น้องทั้งหลายก็เห็น ฟังซิอายุก็ ๘๗ ปี ๘ เดือนนี้แล้ว บวชมาได้ ๖๗ ปี ๘ เดือนหรือไง นั่นฟังซินานไหม ชีวิตพัวพันกับศีลกับธรรมมาตั้งแต่วันบวชจนกระทั่งป่านนี้ จนเป็นนิสัยอันเดียวกันกับศีลกับธรรม ระวังไม่ระวังมันรู้ของมันเอง เราจะสำคัญว่าเรามีศีลข้อนั้นเท่านั้นข้อเท่านี้ข้อ อันนั้นผิดวินัยผิดศีลของเรา อันนี้ผิดศีลของเรา เราไม่ทำ อย่างนั้นไม่ต้องคิด คือมันเคยของมันแล้ว อะไรที่จะผิดมันรู้ทันที ปัดปั๊บ ๆ เป็นหลักธรรมชาติ ด้วยความเคยชินของนิสัยที่รักษามาตั้งแต่วันบวช เราก็ปฏิบัติมาอย่างนั้น ทีนี้กลมกลืนเข้าไปเต็มเหนี่ยวแล้ว ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้ว ศีลก็เลยอยู่ข้างนอกนู่นเสีย

คือธรรมนี้ละเอียดมากยิ่งกว่าศีลไปอีก เลยไม่คำนึงว่าอะไรเป็นศีลอะไรเป็นธรรม เป็นธรรมทั้งดวงภายในหัวใจ ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน หรือธรรมธาตุเต็มหัวใจเราก็ไม่สงสัย เราจึงกล้าพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังด้วยความเต็มอกเต็มใจ และด้วยความเมตตาสุดส่วนของเรา ท่านผู้ใดจะยึดไปปฏิบัติก็ควรจะปฏิบัติ เราเกิดมาถ้ายังมีวาสนาอยู่พอที่จะยึดเอาอรรถเอาธรรมไปแก้ไขดัดแปลงส่วนชั่วของตน ชั่วมากชั่วน้อยแก้ไขดัดแปลงได้ทั้งนั้น เหมือนของสกปรกที่สกปรก เอาน้ำที่สะอาดชะไปล้างไป ๆ ล้างหลายครั้งหลายหนมันก็สะอาดได้ นี่คนเราจะชั่วช้าลามกมาขนาดไหนก็เป็นไปตามอำนาจแห่งกรรมชั่วของเรา ทีนี้เอากรรมดีไปชะไปล้าง ชะล้างไม่หยุดไม่ถอยก็ดีได้เหมือนกัน

ถ้าหากว่าวาสนาของชาติไทยเราซึ่งเคยกลมกลืนสามัคคีกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ปู่ย่าตายาย ไม่เคยมีข้าศึกในชาติไทยของเราเกิดขึ้นบ้างเลยแล้ว ก็ขอให้ทรงหรือให้เทิดทูนสมบัติอันมีค่าของบรรพบุรุษของเรา ซึ่งสืบทอดมาด้วยความสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเต็มประเทศไทยมาให้เป็นไปตลอดนะ ให้มีความสงบร่มเย็น อย่ากัดกันไม่ใช่หมา ปู่ย่าตายายบรรพบุรุษของเราไม่ใช่หมานะ เป็นปู่ย่าตายายของพวกเราซึ่งเป็นคนทั้งคน ท่านเป็นคนทั้งคนแล้วมาสอนพวกเรา ให้ยึดมรดกอันนี้ไว้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวของเรา อย่าเอาสมบัติหมาเข้ามาขัดมาแย้งมาชิงดีชิงเด่น ชิงฟืนชิงไฟกัดกันเหมือนหมาในประเทศไทย อย่าให้มีในเมืองไทยเรานะ

ใครจะเก่งขนาดไหนถ้าลงว่าหมาได้กัดกันในเมืองไทยเราแล้ว หมาเหล่านี้หมาตกถานยังสู้ไม่ได้นะ สู้เมืองไทยทั้งประเทศนี้ตกถานไม่ได้นะ เราอย่าไปแข่งหมาเลยเรื่องตกถาน หมาตกถานมันยังได้กินขี้ ไอ้เราขี้ก็กินไม่ได้แต่ไปตกถานทั้งประเทศ มันเลวยิ่งกว่าหมานะ อย่าให้มีในเมืองไทยของเรา ขอให้ปรับปรุงแก้ไขดัดแปลง ใครไม่ดียังไงให้รีบแก้ไข ความสัตย์ความจริงมีอยู่ หลักธรรมมีอยู่ ให้เอาหลักธรรมคือความจริงเข้ามายึดมาถือมาปฏิบัติตาม ชาติไทยของเราจะมีความสงบร่มเย็นเป็นสุข แน่นหนามั่นคงยิ่งขึ้น

อย่าเอาความชิงดีชิงเด่นอันเป็นเรื่องของกิเลสเป็นฟืนเป็นไฟมาเผาโลก ชั่วขนาดไหนยกพรรคยกพวกเข้าไปตีกันๆ ใครมีอำนาจน้อยก็เหยียบหัวกันไป ตัวมีอำนาจก็ครองบ้านครองเมือง มันครองนรกอเวจี อย่าเอามาครองในเมืองไทยเรานะ เมืองไทยเราไม่เคยเอาสิ่งเหล่านี้มาครองเป็นสมบัติบนฟ้าบนสวรรค์แหละ อันนี้เป็นเรื่องของนรกอเวจี หมากัดกันในส้วมไม่มีขี้กิน หมาตกถานมันมีขี้กิน มนุษย์ตกถานทั้งประเทศไทยไม่มีขี้กินเลวยิ่งกว่าหมา อย่านำมาใช้ในเมืองไทยเรานะ ให้พากันจำให้ดีคำนี้น่ะ

ให้ฟังเสียงกัน ความจริงนั่นละยึดมาเป็นหลัก ทดสอบคุณสมบัติ โทษของมันเป็นยังไง คุณแห่งความดีเป็นยังไงเอามาเทียบกัน อันไหนที่ดีอันไหนที่เด่น อันนั้นเอามายึดเป็นหลักการดำเนินของชาติไทยเรา และยึดเป็นหลักการปกครองของชาติไทยเรา อย่าเอาพวกพวกเอาพ้องที่เป็นเปรตเป็นผีมาเหยียบย่ำทำลายจำนวนน้อยให้ล่มจมไป โดยยกตนขึ้นนี้จมไปด้วยกัน พวกนี้จมยิ่งกว่าเขาอีกด้วย เวลาเขาตำหนิเขาจะตำหนิพวกนี้ละ พวกที่อวดอำนาจวาสนาว่าตัวเก่งตัวกล้าสามารถเหยียบย่ำทำลายคนทั้งชาติให้เป็นบ๋อยของตัวเอง แล้วยกตัวขึ้นสูง พวกสูง ๆ นี้แหละเป็นพวกที่ต่ำที่สุดเลย กระเทือนทั่วแดนโลกธาตุนั่นแหละ เอาละพอ เท่านี้ละ

(หนูมาขอพรพระอาจารย์ไปหาดอลลาร์ให้หลวงตาที่อเมริกา)

ทางนี้ก็จะให้พร ให้ไปหามาให้ได้มาก ๆ นะ

นี่จะพากันกลับวันนี้เลยเหรอ (วันที่ ๓๐ เจ้าค่ะ) โอ๊ย อยู่หลายวัน พักให้สบายๆ เถอะเรายุ่งมามากแล้วคราวนี้ให้ว่างเพื่ออรรถเพื่อธรรมบ้างเถอะดีนะ ใจเรามันยุ่งกับการงานจิปาถะอย่างว่านั่นแหละ ให้มันหมุนเข้าสู่ธรรม ยุ่งกับธรรมยุ่งเพื่อว่างมันต่างกันนะ ยุ่งเพื่อโลกเพื่อสงสารนี้ยุ่ง ยุ่งเพื่อมหายุ่งเพื่อมหันตทุกข์ มันต่างกัน

มาแล้วไอ้หมี เราพูดถึงเรื่องกระต่ายเมื่อวานนี้นะ ใครมาพูดให้เราฟังว่ากระต่ายนี้มันไปคลอดลูกอยู่ที่ริมสระ เราก็เลยคิด สะดุดถึงไอ้หมีทันที เพราะไอ้หมีมันเข้าออกอยู่ตลอดเวลา เราก็เลยบอกว่าเอาไว้ตรงไหนๆ ให้ไปหากรงเหล็กมาเพื่อรักษาลูกกระต่าย เอาไว้ให้ดีๆ นะ เอาไว้ในกรงเหล็กแล้วไว้ในห้องอีกในตอนนี้เราว่างั้นนะแล้วก็เป็นกังวลกลัวเขาจะไม่เข้าใจ ไปธุระมาแล้ว ตั้งแต่มาถึงปั๊บแขกไม่ได้ขาดเลยนะ ยุ่งตลอด ไอ้เราก็ห่วงเขาจัดกันยังไงกับลูกกระต่าย จนกระทั่งค่ำเมื่อวานนี้ไล่แขกลง พอไล่แขกลงปั๊บเราก็รีบเข้าไป ถามจุดไหนไม่ได้เรื่องได้ราว เมื่อวานนี้ยังไม่ได้เรื่องนะ แล้วลูกกระต่ายมันอยู่ยังไงเมื่อวาน ใครที่พูดว่ามันคลอดลูกใครเป็นคนพูด มันคลอดที่ไหนอยู่ที่ไหน (กระต่ายน้อย ต.ช.ด.เอามาให้เจ๊หมวยเลี้ยงไว้ไม่ทราบได้มาจากไหนค่ะ)

เดี๋ยวนี้เราถามกระต่ายข้างในมันเป็นยังไง ได้ความหรือยังใครที่มาบอกเราว่ากระต่ายมันคลอดลูกหลายตัวนั่นน่ะ มันอยู่ที่ไหน เป็นความจริงแค่ไหนมาพูดให้ฟังชัดๆ เมื่อวานไปไม่ได้เรื่องนะ มันเป็นยังไง ใครมาพูดให้เราฟังเราจำคนพูดไม่ได้นะ จำได้แต่กระต่ายมาคลอดลูกอยู่ที่นั่น (กระต่ายมันอยู่ตรงหัวมุม มันเป็นรูเป็นโพรงมันมุดเข้าไป ยังไม่ทราบว่ามันคลอดหรือยัง แต่มันไป ๒ ตัวสีหมอกกับสีขาวหลังสีน้ำตาลค่ะ) แล้วมันไปยังไงถึงว่ามันมีลูกแล้วล่ะ (ไม่ใช่ค่ะ ไม่ได้บอกว่ามีลูกแต่บอกว่ากระต่ายมันอยู่ในนั้นสองตัวค่ะ) เออ เรานึกว่ามันคลอดแล้วซี มันอยู่ในโพรง มันไม่โพรงมันก็อยู่

อยู่ทางหัวจงกรมเรานั่น กระต่าย ๒-๓ ตัวนี่น่ะ มันไปป้วนเปี้ยนอยู่หัวจงกรมเราจนได้พูดกับมัน สูจะมาเป็นเสี่ยวกับกูเหรอ กระต่าย ๓ ตัวนี่เราไปเดินจงกรมมันไม่ได้ไปไหนนะ มันอ้อมแอ้มอยู่นั่นหละ ออกจากนี้มันก็วิ่งเข้าครัว ออกจากครัวมันก็มาที่นั่น นึกว่ามันมีลูกแล้วคลอดลูกแล้วเราก็เป็นกังวล นี่มันยังไม่คลอดลูกใช่ไหม (ยังไม่คลอดค่ะ)เออก็บอกงั้นซิ โธ่เรานึกว่ามันคลอดแล้วน่ะ วิ่งถามที่ไหนไม่ได้เรื่องเมื่อวานนี้ ไป ๒-๓ จุด ถามไปถามมา ดูนั้นดูนี้หัวชนนั่นชนนี่จนนูนหมดตรงนี้ เรื่องกระต่ายเมื่อวานนี้หัวชนอะไร ออกจากนี้ไปก็ไปถามกุฏิใหญ่ทางนู้น เขาก็ไปงัดกระต่ายใหญ่มาให้เราดู งัดมาอะไรเราหาดูลูกกระต่าย เราดุนั้นแล้วเราก็เลยหนีมา ได้สองจุดเท่านั้น เลยไม่ได้ความ ทีนี้ได้ความแล้วมันยังไม่คลอด อันนี้ก็ไม่ทราบพูดดีพูดบ้า เราไม่เป็นท่า เรียกว่าหูเรามันหูบ้านึกว่ามันคลอดลูกแล้ว เลยวิ่งเป็นบ้าไปเมื่อวาน อ๋อ มันยังไม่คลอดให้ว่างั้นซิ มันยังไงกันนี่

นี่ยังไม่ทราบอีกว่าแมวมันเข้ามาได้ไหมเดี๋ยวนี้ ใครทราบ ใครเห็นที่ไหนไหม เมื่อเช้าวานนี้ตั้งแต่เช้าออกเลยนะเรา ออกไปดูที่มันบกพร่องตรงไหน ๆ แมวจะเข้าตรงไหน ดูไปตลอดจนกระทั่งพระบิณฑบาตมาถึงพอดี ออกแต่เช้าก่อนพระบิณฑบาตนะ พอสว่างแล้วออกเลย อ้อมดูที่บกพร่องที่แมวมันจะขึ้น จนกระทั่งมาถึงนี้ ชั่วโมงกว่า ๆ นะก็ยังไม่เห็น ทีนี้เราก็ยังไม่แน่ใจจึงได้ถามวันนี้ ใครได้เห็นแมวไหม ในวัดนี้เวลานี้ได้เห็นไหม ถ้าเห็นตรงไหนก็แสดงว่ายังบกพร่องตรงนั้นต้องเอาอีก จนมันเข้าไม่ได้แล้วเราถึงจะนอนใจ เวลานี้เราไม่นอนใจนะ ปัญหาเราเรื่องกระต่ายนึกว่ามันมีลูกแล้ว

(เจ๊หมวยเลี้ยงตัวเล็กยังไม่ลืมตาเจ้าค่ะ)เดี๋ยวนี้ยังเลี้ยงอยู่นั้นเหรอ เดี๋ยวมันก็โตของมันเองละ ถ้าลงหมวยได้เลี้ยงแล้วไม่ต้องตกใจหมวยเลี้ยงกระต่ายนะ เลี้ยงพระทั้งวัดหมวยเลี้ยงได้ จนกระทั่งเราได้สั่งไปเอาหมวยมาฆ่า พระจะตายแล้วนี่อาหารมันท่วมปากพระเราบอกงั้น ทำไมหมวยจะเลี้ยงกระต่ายตัวเดียวไม่ได้วะ นั่นเอาตรงนี้แหละนะ มันมาเรื่อยละแมว กลางคืนมันออก มันรู้ข้างในบ้านนะ พวกนี้ที่ได้กินสัตว์ในวัดแล้วมันคงไปบอกกันมันถึงหลั่งไหลมาทีละ ๒ ตัว ๓ ตัว ๔ ตัว มาตามทางดึกๆ ทาง ต.ช.ด.ไล่ บางทีพระก็ออกไปทั้งไล่ทั้งจับมัน เวลานี้กำลังสังเกตดูมันจะเข้าได้ไหม ถ้ามันเข้าได้เมื่อไรพระวัดนี้กับโยมของเราจะไม่เป็นสุข คือจะต้องได้ทำให้จนกระทั่งเหนือมันเลย มันเข้าไม่ได้แล้วนั้นจะอยู่เป็นสุขละ สัตว์ก็สบายละที่นี่ โห มันกินหมดกระต่าย เราไปเห็นด้วยตาของเรา ลูกกระต่ายตัวกำลังน่ารักนะ เต็ม ยั๊วเยี๊ยๆ แล้วก็จึงเห็นซากที่ว่าแมวมันกินกระต่ายก็กินพวกนี้เอง ถึงได้ระมัดระวังเอามากทีเดียว

วันที่ ๓๐ นี้เห็นเขาไปทำอะไรข้างนอก พวกปะรำอะไรเต็มไปหมด เราออกไปตอนค่ำๆ ไปดูศาลา เขามาทำข้างนอกกว้างขวางนะ เขากางเต็นท์เต็มหมดเลย

อาจารย์รัตนา หลวงตาเจ้าค่ะ มีคนเขาสงสัยว่าทำไมหลวงตาถึงทำบุญแต่โยมแม่แล้วโยมพ่อล่ะเจ้าค่ะ เขาให้ถามเจ้าค่ะ เขาไม่กล้าถาม

หลวงตา ให้ไปอ่านเสียก่อน ก่อนที่จะมาถามเราคำนี้ แสดงว่าไม่ได้อ่าน ไม่ได้ฟังเสียงพูดเลยนะ ให้ไปอ่านดูสามแดนโลกธาตุว่าอย่างนั้นเลย ขึ้นต้นก็ต้อง ๑ ก่อนใช่ไหม ค่อย ๒ ค่อย ๓ ไป อันนี้โยมพ่อโยมแม่ขึ้นแล้วก็โลกธาตุนั่นเห็นไหมล่ะ ถามอะไรไม่ได้เรื่อง คือว่าโยมพ่อโยมแม่เป็นเหตุแล้วก็แผ่ส่วนกุศลทั่วโลกธาตุ คือวันนั้นๆ โยมพ่อโยมแม่เป็นจุดต้นที่จะกระจายเป็นกิ่งก้านสาขาออกไปทั่วแดนโลกธาตุเข้าใจไหม เกิดจากต้นนี้ เข้าใจหรือยัง ก็อย่างนั้นซิ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก