การทำความดีต้องฝืนตลอด
วันที่ 9 พฤษภาคม 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Real)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

การทำความดีต้องฝืนตลอด

ใครเห็นลิงมันออกมาทางครัวไหม นกยูงนี่ไปกว้างขวางมากไปทั่ววัด ไปได้ทุกแห่งไปเที่ยว แต่ลิงนั้นนาน ๆ จะด้อม ๆ ออกมา เราเลยสั่งพระเอาไว้ไม่ให้มันออกมาทะลึ่งกับพระ เพราะอาหารข้างในมีเต็ม อยู่ตามร้าน ๆ มีอยู่ทั่วไป ไม่อดอยากพวกอาหารนอกจากมันอยากเที่ยวคึกคะนองไปเฉย ๆ มันออกมาเรื่อย ๆ เลยเตือนพระเอาไว้อย่าไปเล่นกับมัน ให้ทำท่าขู่ตลอดเลย สัตว์ประเภทนี้เล่นกับมันคุ้นกับมันไม่ได้นะ มันทะลึ่ง ในวัดนี้ว่ามีสองตัว แต่เท่าที่เราเห็นมีแต่ตัวเดียว ๆ เขาบอกว่ามีสองตัว

เริ่มแรกเพื่อนฝูงของมันมีตั้งเก้าตัวสิบตัวอยู่ดง นี่เป็นดงแต่ก่อน เป็นป่าลิงป่าค่าง ชะนี เต็มไปหมดเลย เรามาสร้างวัดทีแรกมันก็ร้องอยู่ในป่าต้นไม้ใหญ่ ๆ ทีนี้พอเขาถากถางข้างนอกเป็นไร่เป็นสวนไปหมด สัตว์ก็เลยตายไปด้วยกัน ที่ตกค้างอยู่นี้ก็เฉพาะพวกที่อยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นสัตว์จึงมีเท่าที่มันยังเหลืออยู่ พวกกระรอก ลิงนี้ไม่อยู่ กระรอกนี้สำคัญมีประมาณสักสามตัวสี่ตัวทีแรกนะ เดี๋ยวนี้ก็เต็มวัด เป็นสัตว์อยู่นี้มาเป็นประจำ เวลาเขาถากถางป่ามันตัดขาดจากทางวัดไปแล้ว พวกที่อยู่ที่นี่มันก็อยู่ พวกที่ออกไปโน้นเรียกว่าตาย ๆ ลิงนี่เยอะตาย อันนี้ถูกเขาไล่ยิง มันเล็ดลอดมาได้ยังไงไม่รู้นะ เข้ามาได้สองตัว นอกนั้นตายหมดเลย มาได้ ๒๐ กว่าปีแล้วมั้ง

อายุลิงนี้ยืนนะ มาทีแรกกลัวมากทีเดียวกลัวคนกลัวพระ เพราะมันหนีตายมา มันเข้ามาได้ยังไงก็ไม่รู้นะสองตัว ส่วนพวกมันถูกเขายิงตายเสียมาก แล้วมันก็เลยอยู่นี้เรื่อยมา ครั้นนานมาก็ค่อยเชื่องเข้า เห็นคนไม่ทำไมเชื่องเข้า เราถึงได้เตือนพระ ไม่ให้เข้ามาทะลึ่ง ต้องทำท่าขู่ตลอดเลย สัตว์อันนี้เราเลี้ยงไม่เชื่องนะ เป็นเหมือนกันหมด ไม่ว่าอยู่ที่ไหนพวกลิงนี่เป็นแบบเดียวกัน เราเห็นตัวเดียว ว่ามีสองตัว ตัวเล็กตัวหนึ่งว่างั้น แต่เราไม่เคยเห็น เห็นตัวเดียว เมื่อวานก็ออกมา ตอนเช้าเราเดินจงกรมมันก็ด้อม ๆ ออกมาแล้วไปทางในครัว มันมาด้วยความระวังเหมือนกัน

ส่วนนกยูงมันไม่กลัวใครแหละ เพราะเขาเลี้ยงไว้ในบ้านของเขาแล้ว คนเดินฉากไปเขาหากินของเขาเฉย เหมือนเขาไม่เห็นคนนะ แสดงว่าเขากับคนเป็นอันเดียวกันเขาไม่กลัว บางทีก็มีสองตัว พวกตัวเมียมาสองตัวด้วยกัน บางทีมาตัวเดียว แต่ตัวผู้อยู่ทางด้านโน้นไม่เห็นสักทีนะ อยู่กลาง ๆ วัด กระต่ายเยอะ กลางคืนออกเพ่นพ่าน ๆ เวลาเดินจงกรมวิ่งเฉียดเราไป มันเที่ยวหากิน นี่พระท่านได้ตัวหนึ่งแล้วแมว ท่านดักแมวได้ตัวหนึ่ง ยังอีกตัวหนึ่งว่างั้น ท่านจะพยายามเอาจนได้แหละ เราสงสารสัตว์ดังที่เคยพูดอยู่เสมอ ถ้ามีแมวแล้วสัตว์เหล่านี้ต้องหมดไม่มีเหลือนะ จึงต้องเอาแมวออก ให้เขาอยู่สบาย ๆ ยิ่งกระแตด้วยแล้วเชื่องมาก เชื่องตามนิสัยของมัน ทีนี้ก็โง่มากด้วย ระวังตัวไม่เป็น

ถ้าเราจะพูดย้อนอดีตก็โง่มากเหมือนพระเหมือนโยมในวัดป่าบ้านตาดนี่ เซ่อให้กิเลสขยำเอาทุกวัน ๆ เลย ที่มานี้เป็นเดนของกิเลสนะออกมาด้อม ๆ แด้ม ๆ อยู่ศาลานี่นะ มันเหมือนกันแหละ อะไรใครก็ตามเข้ามาในวัดนี้มันเซ่อด้วยกันหมด เราอย่าไปตำหนิแต่กระแตนะ กระแตนี่มันเซ่อ แต่งูไม่ให้มี ถ้าว่างูแล้วจับ เราสั่งไว้เลย พระเจอที่ไหนจับ จับทั้งนั้น ๆ คือมันเป็นภัยต่อคนทั่ว ๆ ไป เพราะวัดนี้มันเป็นวัดอะไรพูดไม่ถูก มันเลยเพ่นพ่าน คนมาทุกประเภทของคน มาเดี๋ยวไปเจองูเข้าไปหยอกไปเล่นกับมัน มาเซ่อ ๆ ซ่า ๆ แล้วถูกงูกัดเอา ถ้ามีแต่พระไม่เป็นไร พระกับสัตว์เหล่านี้รู้จักกันดี ปฏิบัติต่อกันมาตลอด

แต่ก่อนงูจงอางตั้งหลายตัวในวัดนี้ เราไม่เคยจับนะ มันอยู่กับพระ เพ่น ๆ พ่าน ๆ กับพระ มันเลยกลายเป็นเพื่อนพระไป ขนาดนั้นนะ งูจงอางนี้เชื่องมาก ไม่ค่อยอวดฤทธิ์อวดเดช รู้สึกว่าเชื่องกับคนมากทีเดียว แล้วรวดเร็วด้วย มันเป็นนิสัยของสัตว์ประเภทนี้นะ มีกี่ตัวก็ตามมันจะมีลักษณะเดียวกัน ไม่ค่อยแผ่พังพนพังพานอะไรใส่เรา อยู่เฉย เราไปนี่เฉียดไปก็ไม่มีอะไร สุดท้ายก็มาเป็นเพื่อนกับพระไม่กลัวพระ ในครัวนี่ตอนบ่าย ๆ พวกปอบมากินน้ำอ้อยน้ำตาล มะขามป้อม สมอ ไอ้จงอางมันก็มา ท่านนั่งอยู่นั้นมันก็มาตรงกลางนี่เลย ท่านก็พูดกับมัน มึงมาอะไรไอ้ขี้ดื้อ มึงอยากกินน้ำร้อนเหรอ พระท่านพูดหยอกงู มึงอยากกินน้ำร้อนเหรอ แต่ท่านไม่ย้อนอีกว่า มึงไม่ใช่ปอบเหมือนกูมึงไม่ต้องกินไม่ว่าอย่างนั้นนะ กูพวกปอบมึงอย่ามายุ่ง ถ้าเป็นเราจะสวนหมัดเอา

หมายถึงว่าความเชื่อง อยู่ที่ไหนเหมือนกันหมด เพราะในวัดนี้เราสั่งไว้หมดเลย เป็นคำสั่งนะไม่ใช่เป็นคำสอน ไปเจอมันที่ไหน ๆ ก็ตามพวกสัตว์เหล่านี้อย่าไปหยอกไปเล่นกับเขาเป็นอันขาดบอกเลย เพราะสัตว์พวกนี้จะไม่รู้ว่าหยอกว่าเล่นนะ จะรู้แต่ว่าจริงกับเขาเท่านั้น กิริยายังไงแสดงต่อเขาแม้จะเป็นเรื่องเล่นก็ตาม เขาจะไม่ถือว่าเล่นนะ เขาจะถือจริงจังแล้วเขาผูกโกรธผูกแค้นผูกอาฆาต พอเราไปนี้เขาจะเจอเราก่อน ฉกปั๊บเลยเท่านั้นถ้าเราไปทำเขาให้เจ็บใจนะ ถ้าต่างคนต่างไปวันหนึ่งเจอเท่าไรงูนี่ เจอพระในวัดนี่ เจอทั้งวัน ออกจากองค์นี้ไปเจอองค์นั้น ออกจากองค์นั้นเจอองค์นั้น ปฏิบัติแบบเดียวกัน คือเจอเขา เขาอยู่ยังไงก็เดินเฉยเสีย องค์นี้ไปก็เฉยแบบเดียวกัน ทีนี้เขาก็รู้ทั้งวัดนี้เป็นแบบเดียวกัน เวลาเราไปเจอเขาเหมือนกันเลย งูตัวไหนก็เหมือนกันจงอางนะ นี่เราเคยปฏิบัติมาแล้ว ไม่ทำกับคน เป็นเหมือนกับสัตว์เลี้ยงในบ้านเรา ประหนึ่งว่ารู้จักเจ้าของนะ

ครั้นนานมา ๆ คนเข้ามาเกี่ยวข้องมากเข้า ๆ ทำให้คิดละที่นี่ โห ไม่ไหวแล้วนี่ พวกคนไม่เหมือนพระ เขาไม่รู้จัก พอเห็นเขาจะถือว่าเป็นภัย ๆ แล้วเขาจะหยอกจะเล่นก็แล้วแต่เถอะ นั่นละเขาผูกโกรธ ทีนี้พอเที่ยวหลังพอได้โอกาสเขาฉกปั๊บเลย จึงต้องจับออกนะ จับไปปล่อยที่ปลอดภัย ไปปล่อยในดงในภูเขาเลยเทียว บางตัวก็ไปปล่อยที่วัดถ้ำกลองเพลมันมีถ้ำ สมภารวัดอนุญาตให้แล้วก็ไปปล่อย ต้องไปติดต่อสมภารวัดเสียก่อน สมภารวัดอนุญาตแล้วก็ปล่อยเลย แต่เราก็เกรงใจท่านเราก็ไม่อยากจะปล่อยมาก วัดถ้ำกลองเพลกับวัดนี้มันต่างกัน คือวัดถ้ำกลองเพลป่ามันอยู่ลึก ๆ คนไม่ค่อยเพ่นพ่านอะไรมากนักเหมือนนี้ อันนี้คนมันเพ่นพ่าน ๆ งูมันจะมาได้ทุกเวลา ท่านก็ไปปล่อยในหุบเขา ๆ เลย

เวลาเราปล่อยเขาก็เหมือนสัตว์บ้านนะ เอาใส่กระสอบไป พอไปถึงแล้วเราก็จับกระสอบเขย่า ๆ เขาตกปั๊วะลงไปแล้วเขาก็เฉย ๆ ดูเราเฉย แล้วเขาก็ค่อยเลื้อย ๆ ไปอย่างนั้นนะ ไม่มีอาการ งูจงอางนี่ตัวไหนเหมือนกัน จับไปปล่อยมากมายงูจงอาง จับทุกชนิด..สัตว์ แต่จงอางกับทางภาคอีสานเขาเรียกงูสา งูทางมะพร้าวน่ะ นี่มากที่สุด เข้ามาเรื่อย ทุกวันนี้เข้ามาเรื่อยอยู่ มันขึ้นกำแพงได้ มันปีนกำแพงขึ้นมาต้นเสาท่า จับได้เรื่อย พระในวัดนี่จับ งูอื่นไม่เห็น งูนี้เจอบ่อยจับบ่อย วัดนี้ต้องได้ระมัดระวังเพราะคนมีมาก กลัวมันจะไปกัดคนเข้าล่ะซี

เริ่มมาตั้งแต่ลิง ลิงนี้ปล่อยไว้อยู่อย่างนั้น ให้เขาอยู่ทางฟากโน้นไม่ให้เขาออกมาทางนี้ เขาก็ไปทางโน้นไปเลียบ ๆ กับพระไปทางโน้น พระอยู่เงียบ ๆ เขาก็ด้อม ๆ แด้มไป ไม่ให้ออกมาทางนี้ มามันมาทะลึ่ง ไม่เอา อยู่กับสัตว์ประเภทไหนมันก็รู้นิสัยสัตว์ประเภทนั้น ๆ ได้ดี เฉพาะอย่างยิ่งพระกรรมฐาน เพราะท่านชินกับป่ากับเขา แล้วสัตว์ก็อยู่ในป่าในเขาก็เยอะ ท่านไปท่านก็ต้องไปอยู่กับพวกนี้ อยู่นาน ๆ เข้าก็รู้นิสัยกัน พวกสัตว์ประเภทต่าง ๆ กับพระกรรมฐานรู้นิสัยกันได้ดี นี่เราหมายถึงจากนี้ย้อนหลังนะ ทุกวันนี้ไม่มีสัตว์แล้ว แต่ก่อนไปที่ไหนพวกสัตว์พวกเสือพวกเนื้อเต็มป่าทุกแห่งเลย ไม่ว่าที่ไหนเราเที่ยวมาแล้ว ที่ไหนพวกสัตว์ป่าไม่มีไม่เห็นมี ดงไหนเต็มไปด้วยสัตว์ป่าทั้งนั้น เพราะไม่มีคนรบกวนไม่มีคนฆ่าและทำลายเขา เนื่องจากการคมนาคมถนนหนทางไม่มี การซื้อการขายไม่มี ใครหาอยู่หากินได้ตามบริเวณบ้านเจ้าของมากินก็พอแล้ว ไม่ได้ซื้อได้ขาย เบื้องต้นเป็นอย่างนั้น

แต่ยังดีสมัยที่เรายังเที่ยวอยู่เรียกว่าป่าสมบูรณ์แบบนะ จึงได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเนื้อนี่มาก ไม่ว่าดงไหนเหมือนกันหมด วัดป่าบ้านตาดดงอันนี้ต่อกับดงใหญ่นู่นนะ ถึงภูเขามองเห็นนู่น ดงใหญ่ทั้งนั้นนะ เรียกว่าเป็นบ้านเป็นเมืองของสัตว์ทั้งหลายเต็มไปหมด พวกช้าง โถ พอตอนบ่ายเสียงร้องลั่นตามป่า ช้างไม่ทราบกี่โขลงกี่พวกเต็มดง พวกกระทิง วัวแดง หมูป่านี้เป็นฝูง ๆ ฝูงละ ๔๐-๕๐ ฝูงละร้อย นู่นฟังซิหมูป่า มันมากขนาดนั้นละ ก็ไม่มีใครไปซื้อไปขายที่ไหน อย่างมากเขาก็เอามากิน ในแถวบ้านของเขาก็ไม่อดไปหากินอะไร แล้วหมู่บ้านไม่ค่อยมีนะ บ้านตาดนี้ตั้งแต่เราเป็นเด็กขึ้นมาก็มีประมาณสัก ๖๐-๗๐ หลังคาเรือน ก็มีบ้านนี้บ้านเดียว คำกลิ้งก็ดูพอ ๆ กัน บ้านโนนทันทางนู้นอีก มีสามบ้านนี่ นอกนั้นเป็นดงทั้งหมดเลย คิดดูซิ แล้วสัตว์ป่าจะไม่เต็มดงยังไง

เดี๋ยวนี้ดูซิมีแต่คนมีแต่บ้านคน ต่อไปก็การคมนาคมไปมาหาสู่กันสะดวกสบาย การซื้อการขายก็กระจายออกไป ทีนี้สัตว์เหล่านี้มาเป็นสินค้าไปหมดเลย ต้นไม้อะไรก็เหมือนกัน ถูกถากถูกถาง พอที่จะมาทำประโยชน์ยังไงเขาก็เอามา นอกนั้นเขาก็เผาปลูกพวกมันสำปะหลังปลูกอ้อยปลูกอะไรเต็มไปหมด เลยหมด โล่งไปหมดเลย เรายังว่าเรายังดีนะ เราอยู่ในเขตที่สมบูรณ์แบบ มาสร้างวัดนี้ประมาณสัก ๑๐ ปีได้ ก็เริ่มมีคนทะยอยเข้าไปดูนั้นดูนี้ไปทำไร่ทำสวน ต่อมาก็เลยเป็นบ้านเห็นไหมล่ะ อย่างนั้นละ แล้วฟากกันไปนั้นก็เป็นอำเภอแล้ว นั่นละดงใหญ่เป็นอำเภอ แต่ก่อนสมบูรณ์แบบอยู่ที่นี่สบาย

อยู่ที่บริเวณนี้จำได้จนกระทั่งเสือ บริเวณนี้มีเสือโคร่งอยู่ ๓ ตัว ทำไมถึงรู้ว่า ๓ ตัว คือรอยมันไม่เท่ากัน มันผ่านมานี้ ตัวนี้รอยขนาดนี้ ตัวนั้นรอยขนาดนั้น ๆ มีเสือโคร่งอยู่ ๓ ตัวผ่านไปผ่านมา เสือดาวไม่นับ มาอยู่เรื่อย คือดงเขานี่ จากนี้ก็ถึงดงใหญ่ เขาจึงไปมาเที่ยวถึงกันได้หมดเลย ไม่ใช่เขามาเฉพาะที่นี่ ที่อื่นเขาก็ไป แต่ที่นี่เราปัดกวาดอะไร ๆ ไว้เขาเดินผ่านทีไรก็เห็นรอยเขา เราก็รู้ว่ามีเสือกี่ตัว เหล่านี้มันมาทั้งนั้น ตั้งแต่มาสร้างวัดใหม่ ๆ หมูป่าก็เป็นฝูง ๆ เก้งมีเยอะ กวางก็มี พวกหมีพวกเสือไม่ต้องนับมีด้วยกันหมด ลิง ค่าง ชะนี เสียงลั่น หมดไม่มีเหลือเดี๋ยวนี้ เป็นอย่างนั้นละหมด มนุษย์มากเท่าไรสัตว์เรียบวุธ ๆ

พระกรรมฐานท่านรู้นิสัยสัตว์ได้ดี ท่านไปอยู่ที่ไหนก็ไปอยู่ในป่าทั้งนั้น ในป่าสัตว์ก็มารุมท่านมาอยู่กับท่าน ตรงไหนมีพระกรรมฐานอยู่ในป่าในเขา พวกสัตว์มักจะมานะ อยู่แอบ ๆ ข้าง ๆ นั่นละ แต่ไม่มาจุ้นจ้านกับเรา มันหากมาอาศัยเรา มันมาแอบอยู่ข้าง ๆ บางทีเราเดินจงกรมมันก็เดินมา ถ้าเราไม่สนใจกับมันเขาก็ค่อยเดินไป พวกเก้ง พวกหมู หมูเชื่องกว่าเก้งนะ หมูเชื่องง่าย มีอยู่ทั่วไป อยู่วัดหนองผือด้วยแล้วพวกเนื้อนี่เต็มอยู่ข้างวัดนะ ในบริเวณวัด มันอยู่กับพระ พระอยู่ตรงนั้น ๆ เขาแอบอยู่ตรงนี้ ๆ คือมันเป็นดง เขาไม่ออกไปเพ่นพ่านละเขาแอบอยู่ตามพระ แล้วเดี๋ยวตัวนี้ออกเดินผ่านไปนั้นผ่านไปนี้มันก็เห็นซี คือออกนอกจากนี้ไปถูกเขาฆ่า ไม่ใช่อะไรนะ เวลาอยู่กับบริเวณนี้ไม่มีใครมาฆ่า มันก็อยู่สบาย ๆ

หมูป่าตัวใหญ่ ๆ โอ๋ย สูงขนาดโน้นก็มี ตัวเล็กไม่ต้องนับละ นี่เรียกว่าสัตว์กับพระกรรมฐานนี้รู้สึกสนิทกันได้ง่ายมาก นี่ส่อถึงจิตวิญญาณของสัตว์ คือสัตว์แต่ละตัว ๆ นี้เคยบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ มาแล้ว พอมองเห็นพระเขาถึงสนิทติดใจ แม้แต่ในนิทานในชาดกก็ยังมี พวกฤาษีดาบสพวกพระไปอยู่ที่ไหน มีนะแต่ก่อน พวกสัตว์ไปแอบไปอาศัย มีนะในตำรา นี่แสดงว่ามีมาดั้งเดิม ก็อย่างที่ว่าพระพุทธเจ้ามีมากี่กัปกี่กัลป์นั่นเอง มีมาดั้งเดิม ทีนี้สัตว์ตัวนี้เคยบวช ในชาติที่เป็นมนุษย์เขาเคยบวชแล้วเขาไปเป็นสัตว์ พอมองเห็นผ้าเหลืองนี้เขาจะซึ้งในใจเขา ตายใจ เขาถึงแอบมา ใครไปบอกเขา เขาอยู่ในป่า เวลาพระไปอยู่ที่นั่นเขาหากแอบมาเอง มา ๆ ไม่มีใครบอกนะ ตัวนั้นก็มาตัวนี้ก็มา เห็นชัดเจนมากนะพวกสัตว์กับพระนี่เชื่องง่ายมากที่สุด เรียกว่าเขาเคยบวชเป็นพระมาแล้ว

คำว่าพระนี้ก็คือธรรม เรียกว่าฝ่ายธรรม โลกซึ่งเป็นฝ่ายกิเลสวัฏวน คือกิเลสกับธรรมพูดง่าย ๆ ว่างั้น กิเลสเป็นฝั่งหนึ่ง ธรรมเป็นฝั่งหนึ่ง อันนี้มีมาดั้งเดิม ไม่มีต้นไม่มีปลายทั้งธรรมทั้งกิเลส ขนานกันอยู่อย่างนี้ ขนานกันไป ถ้าเป็นแม่น้ำก็เรียกว่าสองฝั่ง ฝั่งนี้เป็นฝั่งธรรม ฝั่งนั้นเป็นฝั่งกิเลส แล้วพวกสัตว์ทั้งหลายก็เดินตามสายทางน้ำ นี่ศูนย์กลาง ถ้าเอื้อมไปทางนี้ก็เป็นฝั่งกิเลส เอื้อมมาทางนี้ก็เป็นฝั่งธรรม แล้วแต่จะไปฝั่งไหน อยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นคำว่าผลนี้ วิบากกรรมทั้งดีทั้งชั่วจึงมีเสมอกันตลอดมา ไม่มีฝั่งไหนยิ่งหย่อน ต่างแต่ว่าใครจะไปยึดไปเกาะฝ่ายไหนมากฝั่งไหนมากเท่านั้นเอง ถ้ายึดฝ่ายกิเลสมากความทุกข์ร้อนของสัตวโลกก็มาก ถ้ายึดฝ่ายธรรมมากความสงบร่มเย็นของสัตวโลกก็มีมากขึ้น ๆ

ทีนี้เวลามีศาสนา ท่านก็เอาธรรมที่มีอยู่แล้วนี้มาประกาศสอนโลก ธรรมนี้มีอยู่แล้วแต่ไม่มีผู้ค้นพบแล้วนำออกมาทำประโยชน์ให้โลก ส่วนกิเลสมันมีอยู่ในหลักธรรมชาติของมัน ไม่จำเป็นต้องหาศาสดาที่ไหนมา เขาชำนิชำนาญมาพอแล้ว เป็นกิเลสด้วยกันหมด สัตว์ก็มีกิเลส คนก็มีกิเลส ทำชั่วได้ด้วยกันทั้งนั้น ส่วนธรรมนี้ต้องมีผู้แนะผู้บอก ถ้าไม่แนะไม่บอกก็ไม่รู้เรื่อง แล้วพลาดท่าเสียทีให้กิเลสนั่นละ เพราะกิเลสมันเป็นศาสดาในตัวของมันเอง ด้วยเหตุนี้ศาสนาจึงมีมาเป็นระยะ ๆ มาฟื้นฟูขึ้นด้วย แล้วมีมาเท่านี้ยังไม่แล้วนะ ยังจะมีตลอดไปอีกไม่มีจุดหมายปลายทาง มากี่กัปกี่กัลป์มีมาอย่างนั้น แล้วมีไปอย่างนี้เรื่อยไป สัตวโลกทั้งหลายผู้ยึดผู้เกาะก็ค่อยผ่านไปได้เรื่อย ๆ ผู้ประมาทก็จมไป ๆ เป็นมาอย่างนี้ตั้งกัปตั้งกัลป์

เพราะฉะนั้นใครจะปฏิเสธว่าธรรมและกิเลสไม่มีนี้ เรียกว่ามันหนาเอาเหลือประมาณ กิเลสก็เผาหัวใจมันแล้วมันไม่มีได้ยังไง คนอยู่ว่างเมื่อไรอยู่ด้วยอำนาจของกิเลสบีบอยู่ตลอดเวลา ก็ยังว่ากิเลสไม่มีแล้วธรรมไม่มีนี้ มันเอื้อมไม่ถึงมันไม่สนใจจะเอื้อม ความสุขมันก็ไม่มี มันก็ลบล้างไปอีกยิ่งเพิ่มเติมเข้าอีกนะ

ให้พากันยึดให้ดีนะที่สอนเหล่านี้ สอนไว้ทุกบททุกบาท เราสอนด้วยความแน่ใจทั้งนั้น เราไม่ได้สอนแบบลูบ ๆ คลำ ๆ พูดให้มันเต็มยศก็เคยพูดแล้ว มันจ้าอยู่ที่หัวใจนี้ ดึงอะไรออกมาดึงออกมาจากนี้ ๆ ว่างั้นเลย พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนโลกยังไง สาวกของพระพุทธเจ้าก็เดินตามครู ไม่เห็นอย่างครูรู้อย่างครู พูดได้อย่างครูได้ยังไง เป็นแต่เพียงว่าภูมินี้หยาบละเอียดต่างกัน สาวกภูมิหรือพุทธภูมิ พุทธวิสัย วิสัยพระพุทธเจ้ากว้างขวางลึกซึ้งมาก วิสัยของสาวกคับแคบสั้นลงมาโดยลำดับ แต่หลักฐานที่เป็นเครื่องยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน เหมือนหนึ่งว่าตาหนูมันก็เห็น ตาช้างมันก็เห็นใช่ไหมล่ะ ตาหนูตาเล็ก ๆ มันก็เห็น ตาช้างตาใหญ่มันก็เห็น ตามตาหนูตาช้าง มันไม่เห็นตั้งแต่ตาไม้นั่นละเข้าใจไหม ตาไม้มาทิ่มตาเรามันก็ไม่เห็นเรา ถ้าใครตาบอดตาเซ่อเอาตาไม้มาทิ่มก็ไม่เห็น

วิสัยของพระพุทธเจ้าของสาวกก็เหมือนกันอย่างนั้น เรื่องเป็นสักขีพยานต่อกันไม่พูดเลย ท่านไม่ถามเลยละ เป็นเครื่องยืนยันกระจ่างขึ้นมา อันใดที่ท่านไม่รู้ท่านยอมทันทีเลย เพราะรากฐานอันใหญ่ได้แล้ว แล้วกิ่งก้านสาขาไปจากไหน ไม่ไปจากต้นลำมัน นี่ต้นลำรู้แล้วได้แล้ว กิ่งก้านแตกไปไหนมันก็ออกไปจากต้นลำ ก็ยอมรับไปเลย นี่ที่สาวกทั้งหลายเชื่อพระพุทธเจ้าเชื่ออย่างนี้เอง เชื่อจากต้นลำอันใหญ่หลวงที่รู้ด้วยกันประจักษ์แล้ว เริ่มตั้งแต่ตรัสรู้ขึ้นมาปึ๋งนี้ ต้นลำอันใหญ่หลวงสุดยอดได้ด้วยกันแล้ว ทีนี้สิ่งจะแตกแขนงออกไปยังไงมันก็รู้ต่างกันไป ๆ มันก็ยอมรับกันไป ที่ไม่รู้มันก็ยอมรับ เพราะหลักใหญ่ได้ด้วยกันรู้ด้วยกันแล้ว

โฮ้ กิเลสนี่มันพิลึกนะ ลึกซึ้งมากทีเดียว ไม่มีอะไรจะจับมันได้ง่าย ๆ ไม่มีใครรู้มันได้เลยนอกจากธรรมเท่านั้นว่างั้น ธรรมนี้เหนือจึงสามารถรู้กิเลสและฆ่ากิเลสได้ ดังพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ฆ่าได้ สัตวโลกมีแต่กิเลสฆ่า กิเลสฆ่าสัตวโลก สัตวโลกไม่ได้ฆ่ากิเลส พอพูดเหล่านี้เราก็ระลึกได้ที่ไปเทศน์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พอเทศน์จบลงแล้ว เราพูดถึงเรื่องการเผาศพกิเลส ฆ่ากิเลสเผาศพกิเลสชำระกิเลส ทีนี้เขาคงระลึกได้ในตอนนั้น พอเทศน์จบลงแล้วเขาก็ถาม เรื่องเผาศพกิเลสนี้มันเผายังไงน้า เขาถามขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่องเผาศพกิเลสนี้มันเผายังไงน้า

โห อย่างนี้ต้องไปถามท่านผู้บำเพ็ญธรรมเพื่อเผาศพกิเลส อย่างพวกเราอย่าไปถามเลย เพราะมองไปที่ไหนเห็นแต่กิเลสเผาศพคนเกลื่อนทั่วโลกดินแดน มีแต่กิเลสเผาศพคน ไม่เคยเห็นคนเผาศพกิเลส แล้วนี่เคยเห็นแล้วหรือจึงเอามาถาม เราว่างั้นแล้ว เขาก็บอกว่าได้ยินท่านพูด ท่านพูดเรื่องเผาศพกิเลส คือเขาไม่เคยเผาเขาก็เลยเอานั้นมาถามเรา เราก็ย้อนไปตีเขาอีกแหละ ไปที่ไหนเห็นแต่กิเลสเผาศพคน ไม่เคยเห็นคนเผาศพกิเลสเลย

เอ้า พูดอันนี้นะจะพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง การเทศนาว่าการการนำพี่น้องทั้งหลายนี้ เรารู้สึกบกพร่องเกี่ยวกับปัญหาเราพูดจริง ๆ คือการเทศนาว่าการนี้มันไปกลาง ๆ เสมอ ถ้ามีปัญหาซอกแซกปั๊บมันจะออกรับกัน ๆ อันนี้เป็นคติได้ดี ๆ แต่บกพร่องเกี่ยวกับเรื่องปัญหา การเทศนาว่าการก็เทศน์ไปอย่างนั้นละ แต่การโต้ตอบปัญหาที่จะให้เป็นคติไปนั้นอย่างนี้ไม่ค่อยมี คือปัญหานี่มันไม่ไปกลาง ๆ เอาตามความคิดเห็นของคนที่มีความรู้สึกยังไงก็ถามมา พอถามมาปั๊บคำตอบจะออกรับกัน ๆ ตามนั้นเป็นคติไปตลอด มันซอกแซก

การถามการตอบปัญหานี้ได้ประโยชน์ซอกแซกซิกแซ็ก ส่วนเทศนาว่าการนี้ไปกลาง ๆ อย่างที่เคยเทศน์มานี้ ถ้าหากว่ามีปัญหามานี้ ปัญหามันซอกแซกตามความรู้สึกของคนแต่ละคน ๆ ไม่เหมือนกัน เขาจะถามมาในแง่ต่าง ๆ การตอบก็ต้องตอบไปในแง่ปัญหาที่ถามมา นั่นละเป็นคติดี ก็อย่างที่พูดตะกี้นี้ว่าเผาศพกิเลสเผายังไง มันก็ตอบรับกันให้เป็นคติใช่ไหม ตั้งภาพพจน์ขึ้นมา เผาศพกิเลสเผายังไง เผายังไงเราไม่เคยเผาศพกิเลสจะไปรู้ได้ยังไง ไปที่ไหนเห็นแต่กิเลสเผาศพคน ก็เลยไปนั้นเสีย ก็อย่างนั้นแหละถ้าไม่ถามมันก็ไม่มีแง่

ที่ว่าบกพร่องก็คืออันนี้เอง เราพูดจริง ๆ เราเองมีความรู้สึกอย่างนั้น คือผลประโยชน์ได้จากอรรถจากธรรมเราก็เทศน์ เรียกว่าค่อนข้างจะเต็มเม็ดเต็มหน่วยสำหรับธรรมะเต็มทุกขั้นของธรรม แต่จะกระจายละเอียดลออนั้นไม่ละเอียดลออมากนัก เพราะสอนคนหมู่มาก แต่สำหรับปัญหาไม่ค่อยมี ปัญหาไม่ค่อยมีผู้ถาม มันจึงไม่ได้ออกรับกันพอจะเป็นประโยชน์แก่โลก เป็นอีกแง่หนึ่ง ๆ จากปัญหาในการถามการตอบกัน อันนี้ยังบกพร่อง เราก็ยอมรับว่าบกพร่อง

ให้พากันภาวนานะอยู่ข้างใน อย่ามาอยู่โกโรโกโสเฉย ๆ ไม่ได้นะ เรานี้อนุโลมเต็มที่แล้ว ถ้าเลยจากนี้ไปแล้วเรียกว่าเราอกแตก เพราะเราไม่เคยทำมาก็อนุโลมผ่อนผันไป สุดท้ายมันก็เลอะ ๆ เทอะ ๆ เลยไม่ได้หน้าได้หลัง ทางฝ่ายพระก็เข้มงวดกวดขัน มันก็เข้ามาอย่างนี้ อย่างเมื่อเช้านี้ ๔๕ เมื่อวาน ๔๗ หรือเท่าไร มากขึ้นมา ๆ ไหลเข้ามาล้นเข้ามา เลยกลายเป็นฝ่ามือกั้นคลื่นมหาสมุทรแล้ว ห้ามคนเดียวมันไม่ทัน มาทุกทิศทุกทาง แล้วส่วนผู้รับเป็นเราเองรับ หนักมากนะ

ให้พากันตั้งอกตั้งใจ การทำความดีต้องฝืนตลอด ให้จำคำนี้ให้ดี ต้องฝืนตลอดเพราะกิเลสนี้ดันตลอด ดันเราให้ลงทางต่ำดันตลอด ต้องฉุดต้องลากตัวเองเสมอ จึงเรียกว่าต่อสู้กัน ไม่ฝืนไม่ได้นะ จะปล่อยตามบุญตามกรรมมีแต่กิเลสลากลงทั้งนั้นแหละ การฝืนนี่เพื่อจะเอาตัวรอด ได้มากได้น้อยก็มีส่วนมีทาง ให้มีการฝ่าฝืน ถ้าไม่มีเลยก็ปล่อยเลยตามเลย ตามบุญตามกรรมนั่นแหละ ไม่เกิดประโยชน์อะไร นี่พวกภาวนา เราเคยพูดเสมอ ถอดออกมาจากหัวใจมาพูดนี่วะ พวกภาวนากรรมฐานเราภาวนาไม่ค่อยได้เรื่อง ๆ คือกิเลสนั้นน่ะมันก่อกองไฟไว้ในหัวใจตลอดเวลา ความฟุ้งซ่านรำคาญ กิเลสภายในมันผลักดันออกไปให้อยากคิดอยากปรุง อยากรู้อยากเห็นสิ่งต่าง ๆ ไม่มีคำว่าอิ่มพอ มันจะอยากของมันตลอด

ทีนี้เราปล่อยเท่าไรก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิง ๆ ความหิวยิ่งส่งเข้าหนักเข้า ๆ ทีนี้ย้อนเข้ามาหาใจเพื่อความสงบไม่ได้เลย พอจะมานั่งภาวนากำหนดจ่อลงไปตรงนี้นะ ตรงที่เปลวไฟคือกิเลสมันแสดงตัว พอจ่อเข้าไปถูกมันตีหน้าผากทีเดียวหงายไปเลย ๆ จิตสงบไม่ได้ บางครั้งจิตให้สงบไม่ได้ นี่เรียกว่าหงายไปเลย ๆ เข้าไปทีไรถูกตี ๆ สุดท้ายก็เข็ดไม่อยากภาวนา พอจะเริ่มภาวนาคิดเห็นกิเลสตีหน้าผากแล้ว ๆ โอ๊ย ไม่ภาวนาละกิเลสจะได้ไม่ตีหน้าผาก แต่มันไม่ได้คิดซิว่า กิเลสไม่ได้ตีหน้าผาก มันไม่ฟาดทั้งหัวหรือ ไม่ได้สอบถาม นี่ละพวกนักภาวนาพอภาวนาเข้าไปไม่ได้เรื่องได้ราว ก็เพราะเข้าไปถูกกิเลสตีเอา ๆ มันก่อกองไฟอยู่ในหัวใจ จิตมันฟุ้งของมันเต็มเหนี่ยวแล้วดันออกมา ๆ คิดตลอด เรื่องของความอยากกิเลสจะไม่มีคำว่าพอ ความหิวโหยอยากคิดอยากปรุงอยากรู้อยากเห็นต่าง ๆ เป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นอยากตลอดเวลา เราก็บืนตามมันไป

ทีนี้พอจะหักเข้ามาสู่ความสงบเย็นใจด้วยธรรม มันเข้าไม่ได้ อัดอั้นตันใจจะเป็นจะตาย สุดท้ายก็หงายเลย แล้วต่อจากนั้นไปก็เข็ดหลาบไม่อยากภาวนา คิดเห็นเรื่องที่มันต่อสู้กับกิเลสยากอย่างนั้นลำบากอย่างนั้น ๆ แล้วก็เลยเถลไถล เอา พูดให้มันสุดขีดสุดแดนตามหลักความจริงที่มีอยู่ประจำโลกประจำสัตว์ที่มีกิเลส เช่นอย่างพระเรานี้มันทนไม่ไหวก็สึกออกไป อันที่สองไม่สึกก็เถลไถลหายุ่งนั้นยุ่งนี้ สร้างนั้นสร้างนี้ ก่อกวนแล้วที่นี่ เริ่มก่อกวนไปข้างนอก เข้ามานี้ไม่ได้ นั่นมันจับได้หมดเลยเรา มันขึ้นเวทีกันมาพอแล้ว ถึงขนาดสละเป็นสละตายกับมัน น้ำตาร่วงเราก็ไม่ลืม น้ำตาร่วงก็ได้แก่ไฟมันเผาเรา ฟาดกับมันทีไรมันซัดหงาย ๆ นี่ละมันเอามาเป็นข้อคิดพินิจพิจารณาให้เป็นทางเดินของธรรม เพื่อประชาชนและพระเณรทั้งหลายจะได้เป็นคติเครื่องเตือนใจ เพราะเราผ่านมาแล้วเหล่านี้ ถ้าเราหงายอยู่นั้นเราก็มาเทศน์อย่างนี้ไม่ได้นะ

มันประจักษ์สด ๆ ร้อน ๆ มันไม่ลืม พูดเมื่อไรก็ตามเถอะน่ะ จะพูดกี่ครั้งกี่หนออกจากความสด ๆ ร้อน ๆ นี้ ก็เหมือนกับเรากินข้าว กินข้าวกินมาตั้งแต่วันเกิด มันก็ควรจะเบื่อจะหน่ายไปแล้วเพราะกินมาแต่วันเกิด ใครเบื่อข้าวมีไหม ครั้นกินนี้อีกสักสองสามชั่วโมงหิวข้าว แน่ะมันไม่เห็นเบื่อ เพราะเคยกินมาแล้วมันไม่ว่า อันนี้มันก็เหมือนกัน มันก็ไม่เบื่อเหมือนกัน มันสด ๆ ร้อน ๆ อยู่อย่างนี้ ทางฝ่ายดีสด ๆ ร้อน ๆ ทางฝ่ายชั่วสด ๆ ร้อน ๆ เหมือนกัน

นี่พูดถึงเรื่องว่าฟัดกันกับกิเลส โห สู้มันไม่ได้จริง ๆ นะ หมดทางต่อสู้ พอตั้งพับล้มผล็อย ๆ จิตนี่หมุนติ้ว ๆ ด้วยกงจักร เฮ้อ เราตั้งหน้ามาทำความพากเพียรอยู่บนภูเขาเสียด้วยนะ เรียกว่าอยู่บนเวที ไปนอนหงายท้องแผ่สองสลึงอยู่บนเวที นี่เป็นบทเรียนเต็มหัวใจ ฟัดกันไม่ถอย ๆ เอ้า ล้มก็ล้ม ล้มก็ลุกได้ ลุกอีกฝึกซ้อมอีก มาอีกล้มอีกลุกอีก นี่ที่ได้มาสอนหมู่เพื่อน เมื่อหลายครั้งหลายหนเข้าไปทางนั้นก็อ่อน เพราะทางนี้ไม่ถอย ไม่มีคำว่าถอย ถึงสู้ไม่ได้ก็ยอมรับว่าสู้ไม่ได้แต่ไม่ถอย จะฝึกหัดวิชารบเอาจนเพียงพอแล้วมาอีก ๆ ล้มอีกเอาอีก ครั้นต่อไป ๆ มันก็อ่อนลง ๆ พออ่อนลงเราได้จังหวะ ๆ ทีนี้ก็ขึ้น ๆ

นี่จึงได้ย้อนมาพิจารณาถึงเรื่องเวลามันเป็นฟืนเป็นไฟนี้เข้าไม่ได้นะจิต สติปัญญาเข้าไม่ได้เลย ถูกไฟกิเลสเผาแหลกเลย ๆ แต่ไม่ถอย ซัดลงไป ๆ ต่อไปมันก็ค่อยสงบ พอสงบได้แล้วทีนี้เราก็มีกำลังหนุนความเพียรเข้า ความสงบมากขึ้น ๆ จากนั้นจิตก็มีคุณค่าขึ้นมา แล้วเริ่มเห็นโทษของกิเลส เพราะเอาความสงบเย็นใจนี้เทียบกันกับความฟุ้งซ่านวุ่นวายกับความร้อนเป็นฟืนเป็นไฟในหัวใจจากกิเลส เอามาเทียบกัน มันก็ได้สัดได้ส่วน ทีนี้มันก็หมุนทางนี้เรื่อย ๆ นี่ละที่เอามาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ผ่านไปจากเวทีทั้งนั้นนะ

เบื้องต้นต้องเอากันอย่างหนักไม่หนักไม่ได้ ถึงสละเป็นสละตายเลยเทียว พอได้กำลังแล้วที่นี่ความเพียรมันก็ค่อยมีกำลังค่อยหมุนไปเอง ๆ ต่อจากนั้นมันก็หมุนของมันเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงขั้นอัตโนมัติ ทีนี้ไม่มีรอละถึงขั้นนั้นแล้ว อัตโนมัติเป็นความเพียรตลอดเวลา ไม่มีคำว่าอิริยาบถเว้นแต่ยืนแต่นอนแต่เดินแต่นั่ง ไม่มีเว้น นอนก็ตามถ้ายังไม่หลับ หมุนตลอดทำความเพียร จึงว่าไม่มีอิริยาบถเว้นแต่หลับได้คำเดียว ถ้าหลับมันไม่ทำ แต่เวลาไม่หลับมันทำงานของมันตลอด นอนมันก็ทำถึงขั้นธรรมทำงาน ธรรมเป็นอัตโนมัติเหมือนกันกับกิเลสเป็นอัตโนมัตินะ

คือกิเลสหมุนหัวใจของสัตวโลกให้เกิดแก่เจ็บตาย มาตั้งกัปตั้งกัลป์จนกระทั่งบัดนี้ เป็นอัตโนมัติของมันล้วน ๆ มันยังจะเป็นอัตโนมัติหมุนสัตว์ไปอีกตลอดไปถ้าไม่มีธรรมเข้าไปหักห้ามนะ อันนี้พูดถึงเรื่องธรรมหักห้าม อย่างเราประกอบความพากเพียรหักห้ามกันไป มันฟาดหงายหมาลุกขึ้นอีกซัดอีก ซัดกันไปซัดกันมาก็อย่างที่ว่านั่นแหละ พอจิตมีพื้นฐานความสงบเย็นใจมีทุนรอนแล้วที่นี่ ค้าขายเพิ่มเข้าไปอีกเรื่อย ๆ ต่อจากนั้นก็ตั้งตัวได้ ด้านสมาธิก็แน่นหนามั่นคง ความสงบเย็นใจอยู่ที่ไหนสง่างามอยู่ภายในวงสมาธิ จ้า ๆ อยู่ในวงสมาธินะ ไม่มากกว่านั้น มันก็เห็นชัด ๆ ในหัวใจ อยู่ที่ไหนสบายหมด

จากนั้นออกทางด้านปัญญา ปัญญานี้ก็น้ำล้นฝั่งนะ สมาธิอยู่เหมือนกับน้ำเต็มแก้ว เทลงไปเต็มแก้วแล้วหรือเต็มถังแล้ว เอาน้ำที่ไหนมาเทไหลออกหมด ภูมิสมาธิรับได้แค่ขอบปากแก้วขอบปากโอ่ง สมาธิเต็มภูมิเป็นอย่างนั้น ทีนี้พอออกทางด้านปัญญานี้น้ำล้นแก้วนะ พอออกทางด้านปัญญากระจายออก ๆ ทีนี้ก็ไปใหญ่เลย เห็นคุณค่าของปัญญา เพราะสมาธิความสงบใจถอนกิเลสไม่ได้นะ เพียงตีกิเลสให้สงบเข้ามาไม่ก่อกวนมากเท่านั้นเอง จะให้ถอนกิเลสยังถอนไม่ได้ ต้องปัญญาถอน พอออกทางด้านปัญญามันเห็นละที่นี่นะ เห็นทั้งเรื่องของกิเลสประเภทต่าง ๆ ฆ่ากันได้ยังไง ๆ มันอ่อนตัวลงไปยังไง ด้วยวิธีการของสติปัญญาของเรา มันจะรู้เข้าโดยลำดับไม่ต้องถามใคร หากรู้ด้วยตัวเอง ๆ

จากนั้นแล้วมันเบิกกว้างออกไปเท่าไร กำลังแห่งความพากเพียรนี้มันหนุนกันเข้าไป กับความรู้ความฉลาดบวกกันเข้ามันก็ยิ่งหมุนใหญ่ ๆ นั่นละเริ่มเป็นอัตโนมัติ สติปัญญาเป็นอัตโนมัติ การพูดนี้เราพูดลัดตัดตอนไปบ้างนะ ไม่ได้ต่อเนื่องตามวิธีการปฏิบัติ เวลาหนึ่งพูดไปแง่หนึ่ง ๆ เสีย ไม่ได้พูดโดยลำดับลำดา ๆ ไปตลอดเหมือนเจ้าของปฏิบัติมา เช่นอย่างเราพูดนี้ส่วนมากเราจะไม่พูดเรื่องกามกิเลส แล้วกามกิเลสมันก็มีหลักธรรมกามกิเลสเหมือนกัน เราก็ไม่พูด เป็นยังไงพิจารณาซิ นี่ละหลักใหญ่อยู่ตรงนี้ ครั้นเวลาจะเอาจริง ๆ ไม่ผ่านนี้แล้วไปไหนไม่ได้ว่างั้นเลย ไม่ได้มีความแน่นอนในหัวใจ ถ้าผ่านนี้แล้วไม่ต้องบอก แน่ะ เข้าใจไหมล่ะ

ตัวนี้เป็นตัวอุปสรรคใหญ่ เป็นตัวกดตัวถ่วงมากที่สุด ในโลกธาตุนี้สัตว์จมอยู่ด้วยกามกิเลสนี้ทั้งนั้น มันกดมันถ่วงมันทำให้อ้อยอิ่งเพลิดเพลินเป็นบ้าอยู่อันนี้ทั้งนั้น นี่ละตัวปัญญาขั้นนี้ละ เราจึงไม่พูดได้ว่ามันเป็นปัญญาอัตโนมัติ ไม่ใช่ปัญญาอัตโนมัติ ปัญญานี้เป็นปัญญาชุลมุน ฟัดกันไม่มีวันมีคืนเหมือนกัน แต่จะว่าเป็นปัญญาอัตโนมัติยังไม่ชัด มันก็พูดไม่ได้ พูดได้ชัดเจนว่าปัญญาชุลมุน ระหว่างกามกิเลสกับธรรมฟัดกัน ๆ ไม่มีวันมีคืน เพราะปัญญาขั้นนี้ผาดโผนโจนทะยานมากทีเดียว ถ้าเป็นน้ำก็ไหลโจนมาจากภูเขา ลงเสียงดังซ่า ๆ บางทีกายไหวเลย สติปัญญาอันนี้ออกทำงานกับกามกิเลสถึงขนาดกายไหว มันไหวของมันเองนะ เพราะอำนาจกระแสของสติของปัญญามันหมุนทางภายใน มันเลยมากระเทือนถึงร่างกาย บางทีกายไหวไปเหมือนกัน เพราะความรุนแรงของสติปัญญากับกิเลสตัวนี้ ตัวนี้จึงว่ารุนแรงมาก มหาโจรตัวนี้ ออกสนามคือตัวนี้เองผู้เปิดเผย

มหากษัตริย์อยู่ในพระราชวัง พวกเสนาบดีใหญ่โตทั้งหลายคือตัวนี้เองเป็นผู้ออกแนวรบ ทำให้โลกธาตุวุ่นวายส่ายแส่ ทุกอย่าง ๆ ออกจากตัวนี้ ๆ ทั้งนั้น พอฟัดตัวนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้ว ไม่มีตัวไหนที่จะมากดมาถ่วงให้ได้รับความทุกข์ความทรมาน ไม่มี ๆ พออันนี้ผ่านไปแล้ว ทีนี้การฝึกซ้อมจากธรรมชาตินี้เพื่อให้เต็มภูมิของตัวเอง ถ้าเป็นนิสัยเนยยะเป็นธรรมดาของเรานี้มันได้ระดับของมันในขั้นนี้ เรียกว่าส่วนใหญ่ขาดไปหมดแล้ว แต่ส่วนปลีกส่วนย่อย เป็นมลทินมัวหมองอะไรติดอยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ มันมีของมัน มันค่อยขัดค่อยถูมันไปโดยอัตโนมัติ จากนั้นเป็นอัตโนมัติละที่นี่ ฝึกซ้อมความชำนิชำนาญความคล่องแคล่วของจิต เมื่อได้ภูมิแล้วขัดเข้าไป ๆ

เพราะฉะนั้นพระอนาคามีในขั้นที่เนยยะบุคคลธรรมดาเหมือนเรา พอได้พระอนาคามีแล้วท่านจึงก้าวเดินเรื่อย ๆ พรหมโลก ๕ ชั้นก็คือเพื่อพระอนาคามี ชั้นที่หนึ่ง อวิหา ได้ระดับกามกิเลสนี้ขาดไปหมดแล้วส่วนใหญ่จะฟื้นขึ้นมาไม่ได้แล้ว อันดับที่สอง อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี นี้คือการฝึกการขัดการเกลา การฝึกการซ้อมอันนี้ให้มีความผ่องใสหรือมีความเต็มตัวเข้าไป ๆ เรียกว่า ๕๐% แล้วก็ ๖๐% ๗๐% ด้วยการฝึกการซ้อมตัวเอง ฝึกซ้อมด้วยวิธีการที่เราปฏิบัติมา ทีนี้มันก็ก้าวไปเรื่อย อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี ขั้นของจิตของธรรมมันจะเข้ากันได้ทันที ๆ ไม่ต้องไปถามใคร ตายแล้วไปชั้นไหนไม่ต้องถามใคร มันรู้อยู่ในหัวใจ

นี่พระพุทธเจ้าว่าสวรรค์มีหรือไม่มี พวกตาบอดมันจะรู้ได้เหรอ พวกปฏิบัติรู้นี่ ยอมรับพระพุทธเจ้ากราบราบหมด จะว่าอะไรแบบนรกอเวจีเหล่านี้กราบราบทั้งนั้นแหละ นอกจากพวกตาบอดมันยังกำกำปั้นไล่ตีพระพุทธเจ้าอีกด้วย พวกนี้พวกบ้า พวกบ้ากำปั้นแตกเข้าใจไหม ก็แตกล่ะซีตีต้นเสา ต้นเสามันจะแตกอะไรกำปั้นเราแตก ไปตีพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าแตกอะไร กำปั้นเจ้าของนั่นหงายหมาเลยเข้าใจ นี่เราพูดถึงเรื่องขั้นของธรรม เราก็ไม่ค่อยได้พูดมากนักนะเรื่องกิเลสตัวนี้ ตัวนี้ตัวหนักที่สุดในสามแดนโลกธาตุอยู่กับตัวนี้ทั้งนั้น พอตัวนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วนี้ดีดผึงเลยนะ เพราะฉะนั้นพระอนาคามีท่านจึงไม่ลงมาเพราะหมดสิ่งกดถ่วงดึงดูดแล้ว มีแต่ค่อยเบาขึ้นไป ๆ ด้วยการชำระโดยอัตโนมัติของสติปัญญาขั้นนี้ ค่อยขัดไป ๆ เบาไป ๆ ขัดไป ๆ แล้วผึงเลย ท่านจึงไม่ลงคืนมา

ตัวนี้พาให้เกิดให้ตาย พอตัวนี้ขาดไปแล้ว หลักแหล่งเต็มตัวแล้ว มีแต่จะก้าวโดยถ่ายเดียว ด้วยเหตุนี้เองพระอนาคามีท่านจึงไม่กลับมาเกิดอีก เป็นไปเรื่อย ๆ ถ้าหากว่ามีชีวิตอยู่ท่านชำระของท่านก็รวดเร็วขึ้น ๆ อาจสำเร็จในชาตินั้นก็ได้ ถ้าหากว่าท่านสำเร็จอย่างนี้ท่านยังไม่เต็มภูมิ ได้สัก ๕๐% ๖๐% ขึ้นไป ๕๐% หมายถึงว่าโค่นรากแก้วมันหมดแล้วพูดง่าย ๆ ยังไงมันก็คืนไม่ได้แล้ว แต่สิ่งที่ยังติดยังต่ออยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่นั้นยังต้องขัดกันไป ๆ ถ้าท่านตายไปเสียอันนี้มันก็ทำงานอัตโนมัติของมัน ไปด้วยความเชื่องช้าโดยหลักธรรมชาติของตนเอง มันก็ถึงแต่ช้า แต่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ยังประกอบความเพียรเร็วขึ้น ๆ พุ่งได้เลย มันเป็นขั้น ๆ อย่างนั้นซีการปฏิบัติธรรม

ดูในหัวใจเจ้าของรู้หมด ถามพระพุทธเจ้าทำไม พูดแล้วสาธุ เราไม่ทูลถามพระพุทธเจ้านะ ไม่ถาม สอนแล้วว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เอง คนอื่นรู้ไม่ได้ แน่ะฟังซิน่ะ ก็เราปฏิบัติตามทางพระพุทธเจ้าเพื่อรู้เพื่อเห็นทำไมจะรู้ไม่ได้เห็นไม่ได้ แล้วไปถามพระพุทธเจ้าทำไม ก็มันอย่างเดียวกัน นี่ละที่ว่าพระอนาคามีที่เป็นอย่างสม่ำเสมอ ที่พวกรวดเร็วก็ผึงๆ เลยนะ เราพูดนี่พูดหลายขั้นพระอนาคามีนี่ เช่นพระอรหันต์ขั้นเดียวปึ๋งนี้ถึงเลยก็มี ค่อยลำดับ ๆ ไปถึงก็มี พวกช้าพวกเร็ว อันนี้พวกอนาคามีที่ไปอย่างรวดเร็วก็ผึงถึงไปเลยก็มี พวกที่ไปอย่างนี้ก็มี ให้พากันจำเอาไว้นะ

การปฏิบัติอยู่กับจริตนิสัยวาสนาของเราแต่ละคนๆ มันจะเป็นนิสัยไหนก็รู้เองนั่นแหละ เวลาปฏิบัติเข้าไปแล้วไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้าหากรู้เอง นี่ละขั้นนี้ละขั้นที่รุนแรงมาก สัตวโลกไม่รู้จักบุญจักบาปคือตัวนี้เองตัวกามกิเลส หูหนวกตาบอดไปหมดเลยคือตัวนี้เอง พอตัวนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วมันรู้เองไม่ต้องบอก รู้ เบาหวิวๆ เหมือนสำลีละที่นี่ ขึ้นเรื่อยๆ ให้ลงไม่มี ช้าหรือเร็วแล้วแต่ความเร่งของตัวเองในทางความเพียร แล้วหนุนเรื่อยๆ ผึงเลย

นี่ละสดๆ ร้อนๆ ธรรมพระพุทธเจ้า แล้วทำไมจึงให้กิเลสมาบีบหัวใจเราอะไรนักหนา ไม่ยอมเชื่อพระพุทธเจ้า มันหมดแล้วนะวาสนา สัตวโลกนี้จะหมด ถามเราซิสัตวโลกคือใครไม่ใช่เรา เอาปัญหานี้เข้ามาถามเรา เราเป็นผู้จะรับเคราะห์รับกรรมทั้งดีทั้งชั่วนะ ต้องเอาไปถามเรา ตัวไหนที่ควรแก้ให้รีบแก้นะเดี๋ยวนี้ ตายแล้วอย่ามานิมนต์หลวงตาไปกุสลานะ เอาฝ่ามือฟาดมันเลย ฟาดผีไม่ได้แล้วจะฟาดโลงผีเลยนะ เวลากูสอนตั้งแต่ยังมีชีวิตแทบเป็นแทบตายมึงทำอะไรอยู่ อยากว่ามึงกูขึ้นเลยนะ ทางนี้ตีเรื่อยนะตีโลงผีน่ะ มันตีตัวผีไม่ได้เข้าใจไหมเขาเอาเข้าโลงแล้ว เราก็ตีอยู่ข้างนอกนั่นซี เอาแค่นี้ก่อนวันนี้นะ

เมื่อวานนี้ทองคำไม่ได้นะทองได้น้อยมากเมื่อวานนี้ วันที่ ๘ ทองคำได้ ๑ บาท ๒๖ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๓๖๕ ดอลล์ มันจะได้ของมันไปเรื่อยๆ เมื่อวานนี้ก็ไปแจกอาหารทางด่านโน้น เอาไปเต็มรถให้ครบจำนวนเลย ไม่ได้ไปนาน เกือบ ๓ เดือน

ดร.รัตนา แล้วเมื่อไรเราจะรู้ล่ะคะว่าเราเป็นถึงขั้น โสดาบัน ถึงขั้นอนาคามี

หลวงตา ถ้ายังไม่รู้ เราจะให้ข้อคิดไว้ก่อนเป็นฐานเบื้องต้นนะ ถ้ายังไม่ได้โสดาบันอะไรก็ให้ได้โสเดาเสียก่อน เดาโน้นเดานี้ไปอย่างนั้นเอง

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไรwww.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก