มันลำบากนะการสอนโลก
วันที่ 3 ตุลาคม 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

มันลำบากนะการสอนโลก

รถที่ใช้อยู่นี้เราไม่ได้รู้นะ คือเขาติดต่อซื้อทางโน้นแล้ว ทะเบียนก็ทางกรุงเทพเป็นเจ้าของแต่ผู้ใช้เป็นเรา พอถึงเวลารถเขามาเราก็ขึ้น ไม่ทราบว่ารถคันไหน ๆ มีแต่กรุงเทพเป็นเจ้าของทั้งนั้น เขาจะมาถวายเรา เราบอกไม่รับ จากนั้นเขาก็พลิกใหม่ เวลาเขาซื้อเขาไม่ให้รู้เลย รถที่นั่งเหล่านี้ไม่ทราบคันไหนเป็นของใคร ๆ ไม่รู้ พอถึงเวลารถมาแล้วก็ขึ้นแล้วไปเลย ๆ เจ้าของอยู่กรุงเทพนะ ซื้อเรียบร้อยแล้วเอารถส่งมาที่นี้ ส่งมาก็ไม่ส่งมาวัดส่งเข้าบ้านชู เราจะไปไหนเราก็ขึ้นเลย ๆ เลยไม่รู้รถใครต่อใคร เขาบอกจะมาถวายรถ เราบอกแต่ต้นแล้วว่าเราไม่เอา ต้องยุ่งเหยิงวุ่นวาย พระพุทธเจ้าไม่ได้บวชมาหารถหารา หาอรรถหาธรรม เราไม่รับตั้งแต่ต้นมา มาหลัง ๆ มันเลยลามปามไป รับไม่รับก็ตามรถก็เต็มวัดจะว่าไง อย่างนั้นนะ จะให้เป็นเจตนาของเรารับปากรับคำจริง ๆ ว่าเอาเราไม่เคย มันก็มีอย่างนั้นแหละ เต็ม

อย่าง ๖ ล้อก็กิมก่าย ธเนศ หนองคาย เขาบรรทุกศพท่านอาจารย์เทศน์ไปหินหมากเป้ง เสร็จแล้วเอามาถวายเรา บอกไม่เอา โห ไม่ฟังเลย ก็ไม่ทราบจะทำประโยชน์อะไร ถวายหลวงตายังได้บุญมากว่างั้น ทิ้งไว้แล้วไปเลย หายเงียบ เขาไม่ได้เอามาให้เราจริง ๆ นะ เอามาแล้วก็ใส่ไว้บ้านชู คันนี้บอก บางคันไม่บอก อย่างคันที่เรานั่งอยู่นั้นไม่บอกนะ แล้วยังมีอีกเอามาทิ้งไว้แล้วไปเลย มันก็แปลกนะล่ะ จะให้รับปากรับคำจริง ๆ จากการถวายของเขาเราไม่เคยรับ แต่มันก็มีมากยิ่งกว่าผู้รับเสียอีกนะ เราไม่รับยังมีมากกว่าผู้รับเสียอีก เต็ม

รถใหญ่อย่างนี้ละไปภูวัวแต่ละครั้ง ๆ เดือนหนึ่งไปหนหนึ่ง ๆ ตอนปลายเดือน ส่วนมากจะวันที่ ๒๗-๒๘-๒๙ บางทีมีธุระจำเป็นอาจไปก่อน วันที่ ๒๕ ไปก็มี ภูวัวมีพระมาก เราสงสารพระ อยากบำรุงส่งเสริมพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เราพอใจส่งเสริมท่านผู้ดีผู้ทรงอรรถทรงธรรม จะทำให้องค์ท่านเองและโลกร่มเย็น จากความมีธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติของท่านด้วยความสนใจ เราจึงส่งเสริมเรื่อยมา วัดนี้ถ้าคนไม่รู้ก็ว่าวัดนี้เป็นวัดใหญ่ก็ไม่ผิด เพราะพระตั้ง ๓๐-๔๐ กว่าน้อยเมื่อไร อย่างปีนี้ก็ดูเหมือน ๔๓ ปีกลายก็ ๔๐ กว่า เป็นประจำเรื่อยมา

คนทั้งหลายอยู่นอก ๆ เขาอาจไม่ทราบนะว่าวัดใหญ่โตขนาดนี้มีรากฐานเป็นยังไงที่จะให้วัดตั้งอยู่เนิ่นนานถึงขนาดนี้ เขาไม่ค่อยคิดนะ รากฐานก็คือเราไปหนุนไว้ตลอด คือให้เป็นประจำ วัดนี้เราตั้งใจส่งเสริมจริง ๆ เพราะเห็นสถานที่เหมาะสมมากเป็นอันดับหนึ่ง อย่างเอกย้ำเข้าอีกนะ สถานที่เหมาะสมทุกอย่าง ไปที่ไหนเดินไปคนเดียวก็เป็นความเพียร เพราะอยู่โดดเดี่ยวคนเดียว ๆ เดินไปตามหินผาที่ไหนก็มีแต่อยู่ในป่า ๆ สติก็อยู่กับตัว ๆ

ก่อนที่เราจะประกาศออกมาว่าจะเป็นผู้เลี้ยงดูวัดนี้นั้น เราก็ทราบมานานแล้วว่าท่านอุทัยอยู่ที่นั่นมานาน ปีหนึ่งสององค์สามองค์ว่างั้น คือที่นั่นท่านอาจารย์ฝั้นท่านเคยมาพักอยู่บ้าง เพราะไม่มีบ้านผู้บ้านคน แล้วท่านก็ผ่านไป เห็นว่าทำเลดีท่านอุทัยเลยไปอยู่ที่นั่น เราก็ทราบเรื่อยมา ตั้งใจจะไปดูทีไรก็ไม่มีเวลาจะไป เผอิญวันที่จะตกลงกันนั้นเราไปเอง ตั้งใจไปดูจริง ๆ วันนั้น พอจอดรถแล้วก็เที่ยวตระเวนดูหมด โอ๊ย พอใจ พอใจทุกแห่งทุกหน ไปอยู่ที่ไหนได้หมด ไม่ว่ากลางวันกลางคืนมีแต่ความสงัด สติจะเด่น ๆ ตลอดเวลา สติเครื่องรักษาสมบัติทุกอย่าง สติเป็นสำคัญมาก ให้จำเอาไว้นะ ถ้าสติอยู่กับตัวคนเราไม่ค่อยผิดพลาดมาก ถ้าสติอยู่ห่างจากตัวเมื่อไรก็ผิดพลาดไปเรื่อย ๆ

พอไปเจอเข้าอย่างจัง ๆ ดูตลอดทั่วถึงหมดแล้วด้วยความพอใจ กลับมานั่งปุ๊บลงก็ประกาศขึ้นเลย บอกว่าตั้งแต่นี้ต่อไปท่านอุทัยจะรับพระมากน้อย ถ้าเป็นพระปฏิบัติดีมุ่งหน้าต่ออรรถต่อธรรมจริง ๆ แล้วให้มาบอกเลย มาเท่าไรก็มาเถอะผมจะรับเลี้ยงบอกแล้วนะ ออกประกาศผาง ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วนะนั่น นี่ถ้าลงได้ตั้งหน้าจริงอย่างนั้นไม่มีเคลื่อนนะ บอกว่า เอ้า พระที่ตั้งใจปฏิบัติดีเพื่ออรรถเพื่อธรรมแล้ว มาเท่าไรให้มา เขาลูกนี้กว้างขวางมากอยู่ได้สะดวกสบายทุกแห่ง แต่มีข้อแม้อยู่อันหนึ่ง ให้ระวังถ้าเป็นพระโกโรโกโสเข้ามานี้ ให้ไล่ลงภูเขาให้หมดอย่าให้อยู่ มันเสียศักดิ์ศรีภูเขา แล้วทำลายหมู่เพื่อนที่ตั้งอกตั้งใจในธรรมทั้งหลายอีกด้วย บอกไว้ทั้งสองเด็ดทั้งสอง ผู้ตั้งใจดีมาเท่าไรมาเราว่างั้น ถ้าไม่ดีไล่ลงให้หมด

ตอนไปงานของคุณฐาวรานี้พอดีท่านอุทัยก็มานั่น เลยย้ำเข้าอีกตอนนี้ ตอนพระโกโรโกโส ย้ำท่านอุทัยเข้าอีก ให้ท่านสังเกตพิจารณาด้วยดีนะ ถ้าหากว่าเป็นพระที่ไม่เป็นที่แน่ใจให้ระบายออก ถ้าแน่ใจว่าเป็นพระไม่ดีไล่ออกเลย อย่าให้อยู่ภูเขาลูกนี้นะจะทำให้เสียหมด บอกตรง ๆ เลยคราวนี้ ซ้ำเข้าอีก ซ้ำท่านอุทัยอีก ให้มีแต่พระดี ๆ อยู่ แล้วตอนเย็นก็มาฟังเทศน์ทุกวัน คือเอาเทปเรานั่นแหละไปเปิดฟัง ปกติดูจะเป็นวันละกัณฑ์ นั่งสมาธิภาวนาฟังเทศน์ พอเทศน์จบลงก็นั่งภาวนา พอได้เวลาของท่านที่ควรจะลุก พร้อมกันลุกแล้วก็ไปเลย

ทุกคืน ๆ นะ ไม่มีใครไปยุ่งเลย เพราะเราบอกไว้หมดทุกอย่างเด็ดขาด ใครไม่ให้ไปยุ่งกวน ใครที่จะไปเต็มอยู่ในครัวเหมือนที่ทั้งหลายไม่ให้ไป บอกตรง ๆ เลยตัดขาดไปเลยนะบอกท่านอุทัย ไม่ต้องการคน ต้องการธรรมเราบอกอย่างนั้น สถานที่นี่ต้องการธรรม เราจะรับเลี้ยงเอง ใครจะมาส่งอาหารหรือไม่มาก็ตามเราเป็นพื้นฐานไว้แล้ว ไม่อดอยากถ้าเราไม่ตายเราบอกตรง ๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเวลาพูดอย่างนี้แล้วทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามนั้น เคลื่อนคลาดไม่ได้

อาหารไปแต่ละครั้ง ๆ น้อยเมื่อไร ฟังแต่ว่า ๔ ลำรถ เทลงแล้วเท่าภูเขา ใครไปเห็นก็แปลกใจ เขาไม่เคยเห็นอย่างนั้น เราไม่ได้ทำเล่น ๆ ทำจริง ๆ ข้าวสารก็ดูเหมือนเดือนละ ๔๐ กระสอบ ท่านก็บอกว่าข้าวสารมากไป ให้ลดลง เราก็ตอบกับทางนี้ไปอีกว่าไม่ลด ก็ต้องไปบอกท่านอุทัยเวลาไปส่งอาหาร นอกนั้นเราก็ส่งให้เสมอเผื่อไว้ ๆ หมด คำนวณพระมีจำนวนเท่าไร วันหนึ่ง ๆ จะหมดประมาณเท่าไร ๆ เราคำนวณไว้เรียบร้อยแล้วเผื่อ ๆ เผื่อนั้นก็คือว่า พระที่อยู่ในแถวนั้นมีนะ แห่งละสององค์บ้างสามองค์บ้างอยู่ตามภูเขา มันกว้างแสนกว้างนี่ ท่านมาหากัน

ท่านก็ให้ตาปะขาว ให้เณรเอาไปหรือให้ใครเอาไปก็แล้วแต่เถอะ บอกให้ท่านเอาไปเลยไม่ต้องกลัวหมด ถ้าหมดผมจะส่งมาบอกงั้น ขอให้บอกไปนะ ถ้าอะไรบกพร่องให้บอกมา เราเปิดไว้หมด ไม่ต้องเกรงใจเราว่างั้น ถ้าสิ่งใดบกพร่องให้บอกมาเลย เราจะจัดทันที ก็ไม่เห็นท่านบอกมาสักที เพราะเราจัดไปทุกอย่างเผื่อไว้หมดเลย เช่น น้ำตาลนี้อย่างน้อยดูเหมือนเดือนละ ๒๕ กระสอบ ๆ ละ ๑๐๐ กิโล เผื่อท่านจะทำเป็นหวานเป็นคาวอะไรก็แล้วแต่ ส่วนที่จะฉันตอนเย็นฉันให้ตายก็ไม่หมด จะหมดได้ยังไงเราคิดแล้ว ทุกอย่างคำนวณไว้หมด เครื่องกระป๋องก็เหมือนกัน น้ำปลา ๔๐ ลังต่อเดือน น้ำมันพืชเท่ากัน ๔๐ ลังต่อเดือนอย่างน้อย เครื่องกระป๋องพวกอาหารสำเร็จรูป ๗๐ กว่าลัง

ส่วนปลาย่างสั่งทางเขมร พวกโคราชเขาเป็นขาประจำสั่งไปทางเขมร ซื้อทางเขมร เขาไปติดต่อมาได้แล้วก็โทรศัพท์มาบอกทางนี้แล้วมาส่งทางนี้ ทางนี้ได้รับแล้วก็ออกเลย ถือเอาปลาย่างเป็นสำคัญ จวนสิ้นเดือนเขาจะส่งมา ๆ ปลาย่างเดือนละ ๘๔-๘๕ กิโลต่อเดือน เราให้เอาปลาย่างอย่างดี ๆ แต่คราวนี้เขาบอกมาว่าไม่ค่อยดีนักจะเอาไหม เขาถามมา เอา มันไม่มีก็ต้องเอา เราทำอย่างนี้เป็นประจำ เราจะส่งเสริมพระให้ปฏิบัติทางด้านอรรถธรรมเต็มเม็ดเต็มหน่วย จะได้อรรถได้ธรรมเข้ามาทำความร่มเย็นแก่ตนและส่วนรวม เราคิดอย่างนั้นนะ ต่อไปมันจะไม่มีพระเหลืออยู่นะ เหลือตั้งแต่หัวโล้น ๆ ผ้าเหลืองคลุมหัวแล้วเป็นเปรตเป็นผีไปอย่างนั้นมันมากละเวลานี้ ไม่ว่าเขาว่าเรามันพอ ๆ กัน

เพราะฉะนั้นเราจึงเข้มงวดกวดขันทางสายปฏิบัติให้มากเวลาเรามีชีวิตอยู่ สายหลวงปู่มั่นก็อยู่ในจุดเดียวนี้ เราไปที่ไหน ๆ เสียงดังลั่นไปหมด เพราะไปไม่ไปธรรมดา ไปซอกไปแซกไปดูทุกสิ่งทุกอย่าง ควรแนะนำตักเตือนอะไรก็เตือน ควรดุก็ดุไปเรื่อยทุกวัด ไปวัดไหน ๆ ท่านเหล่านั้นก็ถือว่าเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เราก็ไปวัดนั้นบ้างวัดนี้บ้าง เวลาว่าง ๆ ไป ให้ท่านได้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ มรรคผลนิพพานไม่ต้องสงสัย อกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลามาตัดขาดได้เลย การปฏิบัติของตัวเองต่างหากที่จะให้ผลและลดผลลง ไม่ได้ผลก็คือขาดการปฏิบัติธรรม ถ้ายังปฏิบัติธรรมอยู่เมื่อไร ธรรมต้องเจริญงอกงามขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนเราปฏิบัติตามกิเลส

กิเลสกับธรรมอยู่ในใจดวงเดียวกัน เราเอื้อมไปทางไหน เอื้อมไปทางกิเลสเป็นกิเลสวันยังค่ำขึ้นมาทันที เอื้อมไปทางธรรม ธรรมขึ้นมาทันทีวันยังค่ำเช่นเดียวกัน จึงไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน เรื่องธรรมะหมดเขตหมดสมัยมีแต่เรื่องกิเลสต้มสัตวโลกให้จมไปกับมัน ธรรมพระพุทธเจ้าเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้เพื่อมรรคผลนิพพาน เป็น อกาลิโก ตลอดเวลา ไม่มีกาลสถานที่จะมาตัดทอนได้เลย นอกจากความเพียรเจ้าของจะตัดเองจะเพิ่มเอง ถ้าความเพียรด้อยผลก็ด้อย ความเพียรไม่มีผลก็ไม่มี ถ้าความเพียรเด็ดเดี่ยวผลก็เด็ดเดี่ยวไปตาม ๆ กัน อยู่กับการปฏิบัติของเราไม่ได้อยู่ที่ไหน ให้จำให้ดี นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่องนั้นเป็นคำของกิเลสมันหลอกลวงโลก ถึงกาลนั้นกาลนี้มรรคผลนิพพานจะสิ้นเขตสิ้นสมัย ตัวหัวมันเองไม่ได้ทำไม่ได้สนใจทำ แล้วเป็นศาสดาองค์เอกเหยียบหัวพระพุทธเจ้า มาสั่งสอนโลกที่เป็นชาวพุทธให้หลงตามกันไปหมดนะกิเลสสอน

สำหรับเราแล้วเราไม่สงสัย จึงได้ประกาศออกมาอย่างยันเลยเทียว เรื่องมรรคผลนิพพานเราไม่สงสัย กับกิเลสมีเสมอกันตลอดเวลามา ขึ้นอยู่กับผู้หนักไปในทางไหน ถ้าหนักไปทางกิเลสกิเลสก็เหยียบธรรม ธรรมก็ไม่มี ถ้าหนักไปทางธรรม ธรรมก็เหยียบกิเลส ๆ จนกระทั่งกิเลสไม่มีเหมือนกัน พระพุทธเจ้า พระอรหันต์มีแต่เหยียบกิเลสแหลก กิเลสไม่มี ครองธรรมอันเลิศขึ้นมา พวกเราทั้งหลายสัตวโลกมีแต่กิเลสเหยียบคนเหยียบธรรม ธรรมจึงไม่มี สุดท้ายกิเลสป้อนเข้ามาอีกว่า ธรรมหมดเขตหมดสมัย ทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป ไปแล้วนะ นี่กิเลสหลอกทั้งนั้นให้พากันจำเอา ธรรมแล้วไม่หลอกใคร คำว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบทุกอย่างแล้ว ตรัสไว้เพื่อมรรคเพื่อผลนั่นเองไม่ได้ตรัสไว้เพื่ออะไร ไม่ได้ตรัสไว้เพื่อหลอกลวงโลกนะ ให้พากันจำเอา ตั้งใจปฏิบัตินะ

ต้องดีดต้องดิ้นนะ เราอยากเป็นคนดี เราเป็นผู้รับผิดชอบเราเอง เราต้องฝืนในสิ่งไม่ดีทั้งหลายตลอดไปเพื่อความดีของเรา ถ้าเราอ่อนไปตามมันเมื่อไรก็เรียกว่าลดราคาลงเป็นลำดับ อ่อนไปหมดก็หมดราคาเลย เอาตรงนี้นะอย่าเอาตรงอื่น ศาสนาของพระพุทธเจ้านี้คงเส้นคงวาหนาแน่นมาตลอด ไม่มีอะไรลดหย่อนผ่อนผัน ขอให้มีการปฏิบัติเถิด ดังที่ท่านแสดงไว้กับพระอานนท์ว่า ธรรมวินัยนั้นแลที่จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว นั่นฟังซิ ธรรมวินัย นั่นคือสายทางเดิน คือธรรมวินัยจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว ดูก่อน อานนท์ ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยที่เราสอนไว้แล้วนี้อยู่ พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์ ฟังซิ พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์

พระอรหันต์ก็ออกจากการปฏิบัติตามสายทางที่ตรัสไว้ชอบแล้วนี้ ถ้านอกจากนี้แล้ว พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็ไม่มีความหมาย เพราะผู้ปฏิบัติไม่ตรงตามทางที่ทรงสอนไว้มันก็ไปไม่ได้ ติดตายอยู่นั้น ท่านสอนไว้ถึงขนาดนั้นแล้ว สำหรับเราเองเราพูดจริง ๆ เราไม่มีอะไร มีแต่ความสงสารโลกกลัวจะหลงกลมายาของกิเลสซึ่งเคยหลงมาแล้ว จะหลงหนักเข้าไปนะ เวลานี้จะหนักเข้าไปเรื่อย ๆ เราพิจารณาดู ไม่พูดมันกระทบกระเทือนก็มี คำพูดบางอย่างกระทบกระเทือนก็มี เพื่ออรรถเพื่อธรรมแต่กระทบกระเทือนกิเลส ซึ่งโลกมันชอบกิเลสมากกว่าธรรม อย่างนั้นก็ผ่าน ๆ ไป รู้เท่าไรก็เหมือนไม่รู้

มันลำบากนะการสอนโลก ไม่ใช่สอนแล้วเป็นธรรมล้วน ๆ ไปทีเดียว สิ่งที่มันกระทบกระเทือนจะเป็นผลเสียหายซ้ำเติมของผู้ฟังอรรถฟังธรรมไปอีกก็ยังได้ แทนที่จะเป็นธรรมขึ้นมากลายเป็นกิเลส เป็นโทษขึ้นมาก็มี ถ้าอย่างนั้นก็ไม่สอนเสีย ไม่ได้ไม่เสียยังดีอยู่กว่าที่เสียไป ธรรมต้องแยกต้องแยะ การสอนโลกต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าอันไหนที่ควรจะตรงแน่วก็แน่วไปเลย ผู้ที่มุ่งอรรถมุ่งธรรมอย่างยิ่งแล้วผึงเลยทันทีไม่มีข้อแม้ นอกจากนั้นมีแต่ข้อแม้ ๆ มาขัดมาขวางอยู่นั่นละ การเทศนาว่าการสั่งสอนโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งขัดขวางจึงไม่สะดวกนะ สิ่งขัดขวางก็คือกิเลสนั่นละขวางธรรม เวลาเทศน์เป็นธรรมไป กิเลสก็ตีเป็นกิเลสไปหมด มันถือว่ากิเลสดีกว่าธรรม เหยียบย่ำทำลายธรรมแล้วก็เหยียบย่ำตัวเองอีกในขณะเดียวกัน อย่างนั้นท่านไม่สอน ไม่ได้ไม่เสียก็ยังดีนะ ไม่ได้ด้วยเสียด้วยนี่ อันนี้ควรหลีกท่านก็หลีกไปเสีย

ใครจะฉลาดยิ่งกว่าท่านผู้สอนธรรม พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านฉลาดครอบโลกธาตุ อันไหนจะควรพอดีขนาดไหนท่านก็สอน ยกตัวอย่างเช่น เดียรถีย์นิครนถ์จะมาบวช ท่านมีกฎกติกาเอาไว้ ถ้าพวกเดียรถีย์นิครนถ์นอกศาสนามาบวชในพุทธศาสนาแล้ว ต้องอยู่ติตถิยปริวาส ๔ เดือน คือหมายความว่าต้องฝึกทรมานตนถึง ๔ เดือนถึงจะบวชให้ ถ้าไม่ฝึกทรมานตกถึง ๔ เดือนเสียก่อนไม่บวช แม้ ๔ เดือนแล้วถ้ายังไม่ดีก็ยังไม่เอา แล้วก็มีติตถิยปริพาชกคนหนึ่งที่มีความเคารพเลื่อมใสพุทธศาสนามากมาทูลขอบวชต่อพระพุทธเจ้า เวลาได้ฟังธรรมจากองค์ศาสดาแล้ว

พระองค์ก็รับสั่งว่า ศาสนาของเรามีกฎกติกา คือต้องอยู่ติตถิยปริวาสอบรมถึง ๔ เดือนถึงจะบวชได้ ทางนี้ขึ้นทันทีเลย อย่าว่าแต่ ๔ เดือนเลย ๔ ปีข้าพระองค์ก็จะอยู่ นู่นเห็นไหมล่ะ ถ้าอย่างนี้ตัดปึ๊บเลย ๔ เดือนไม่มีความหมายเลย อย่าว่าแต่ ๔ เดือนเลย ๔ ปีข้าพระองค์ก็จะอยู่ฝึกทรมานตน เอ้า ถ้าอย่างนั้นบวชเดี๋ยวนี้ เลยบวชให้เดี๋ยวนั้น ๔ เดือนตัดออกเลย นั่นถ้าควรจะตัดผึงก็ตัดผึงเลย ถ้าควรจะเป็นไปตามร่องรอยอันนั้นก็เป็นไปตามขั้นของคน ถ้าผู้เด็ดจริง ๆ ที่จะควรได้รับอรรถรับธรรมอย่างสมใจในเร็ววันแล้วท่านก็ เอ้า ถ้าอย่างนั้นบวชเดี๋ยวนี้ นั่นเห็นไหมล่ะ ไม่ได้บอกเลย ๔ เดือน พระองค์รับสั่งเอง ก็อย่างนั้นแล้ว

ธรรมะมีวรรคมีตอนมีสั้นมียาว ไม่ใช่จะผึงไปแบบเดียวเลย ต้องลดหย่อนผ่อนผันไปตามกาลเวลา ท่านจึงแสดงไว้ว่า อนุปุพพิกถา แปลว่า การแสดงธรรมไปโดยลำดับ มี ๕ ประการ แสดงการให้ทาน การรักษาศีล แสดงผลแห่งการทำบุญให้ทานแล้วไปสวรรค์ แสดงสวรรค์ จากนั้นก็แสดงอาทีนพ โทษแห่งการผูกพันในกิเลสกามทั้งหลาย จากนั้นก็เนกขัมมะ ๕ ประการนี่ท่านแสดงไปโดยลำดับตามขั้นภูมิของคน ถ้าเป็นภูมิพร้อมที่จะหลุดพ้นอยู่แล้วอย่างพวกเบญจวัคคีย์ทั้งห้า ขึ้น เทฺว เม ภิกฺขเว ทันที แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อริยสัจ ปึ๋ง ๆ เข้าไป แล้วต่อด้วยอนัตตลักขณสูตร อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไปผึงเลย

มันเป็นขั้นเป็นตอนการสั่งสอนก็ดี ไม่ใช่สอนแบบเดียวกันหมด ควรที่จะไต่เต้าขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็มี ควรที่จะผึงขึ้นเลยก็มี ควรที่จะปล่อยไม่ได้ก็มี ประเภทที่ไม่ได้เรื่อง ซุงทั้งท่อน มีแต่ความรู้อยู่ในขอนไม้ คนคนหนึ่งเท่ากับขอนซุง อย่างนั้นท่านก็ไม่สอนเสีย ท่านชักสะพาน ไม่เอาสอนไม่เกิดประโยชน์ ถ้าควรจะสอนได้ท่านก็สอนไป ควรจะเน้นหนักขนาดไหนท่านเน้นหนักไป ควรจะตัดขาดสะบั้นทีเดียวธรรมะก็ออกผึง ตัดขาดสะบั้นแล้วดีดผึงเลย ท่านก็เอา เป็นขั้น ๆ สำหรับการแสดงธรรม

พูดถึงเรื่องการส่งอาหารภูวัว เลยเรื่อยมาจนกระทั่งป่านนี้ นี่ละเราตั้งใจส่งเสริมพระ เพราะฉะนั้นเราจึงเลี้ยงดูทุกอย่าง เวลาไปเราก็มีถาม ๆ บ้างเพื่ออยากจะทราบนิสัยปัจจัยของคนในที่ต่าง ๆ มีแง่หนักเบามากน้อยเพียงใดเราก็ถามดู มาอยู่ที่นี่เคยมีศรัทธาทั้งหลายรวมหัวกัน ปรึกษาปรารภกันจัดแจงทานคนละชิ้นละอันรวมกันแล้วมาถวายบ้างเป็นครั้งคราวมีไหม เราถาม ทีแรกท่านก็ตอบไม่ค่อยมี ครั้นซักถามเข้าอีกท่านก็เลยออกตรง ๆ เลยว่าไม่เห็นมี เราก็เลยบอก อันนี้ผมถามเฉย ๆ ผมไม่ได้กลัวหมดกลัวยังในการดูแลรักษาวัดนี้นะ ผมถามดูอัธยาศัยของโลกเป็นยังไง บ้านเป็นบ้าน เมืองเป็นเมือง อยู่ทุกแห่งทุกหนทั่วประเทศไทยของเรา แล้วเป็นยังไงมีแง่หนักเบาในศีลในธรรมอย่างไรบ้างหรือไม่ ผมจึงถามดู เราก็ถามอย่างนั้น

แถวนั้นก็มีตั้ง ๓ อำเภอ ถ้าธรรมดาเราแล้ว ในแต่ละจุดละแห่งนี้ก็ลูกชาวพุทธ ก็ควรจะแยกโอกาสออกมาจากบาปจากกรรมจากกิเลสตัณหา จากความตระหนี่ถี่เหนียวความเห็นแก่ตัวมาเป็นศีลเป็นทานบ้าง แล้วมาปรึกษาหารือกัน พวกเราทั้งหลายในหมู่บ้านนี้ควรจะได้อันนั้นคนละชิ้นละอันรวมแล้วไปถวายท่าน เพราะวัดนี้ไม่มีคนดูแลรักษาเลย เพราะใครก็รู้อยู่แล้วว่าวัดนั้นไม่มีใครดูแล ก็มีแต่เราองค์เดียวดูแล แล้วอำเภอนั้นอำเภอนี้สองสามอำเภออยู่แถวนั้น ก็ควรจะปรึกษาหารือกัน

เฉพาะอย่างยิ่งผู้เป็นหัวหน้าเป็นสำคัญ หัวหน้าบ้าน หัวหน้าตำบล หัวหน้าทางอำเภอ ก็ควรจะปรึกษาหารือกัน เรื่องการสร้างบุญสร้างกุศลเป็นแนวทางของบรรดาประชาชนราษฎรทั้งหลายด้วย เป็นบุญเป็นกุศลแก่ตนและส่วนรวมด้วย ก็ควรจะมีการปรึกษาหารือกัน แล้วรวบรวมปัจจัยเป็นข้าวปลาอาหารอะไรก็แล้วแต่ คนละเล็กละน้อยมาผสมกัน แล้วให้ผู้ใดผู้หนึ่งไปส่งให้ท่านบ้างเป็นครั้งเป็นคราว นี้เป็นความเหมาะสมกับเราเป็นลูกชาวพุทธ แต่เวลาถามแล้วท่านก็ตอบ ท่านก็ตอบยากเหมือนกันนะ เพราะกลัวว่าจะเป็นความกระทบกระเทือน เรารู้ทันที ไม่ค่อยเห็นมี ท่านว่างั้น ครั้นต่อมาว่า ไม่มี ทีนี้เราก็ตัดบทเลย มีหรือไม่มีก็ตาม ผมถามนี้ถามถึงพื้นเพของจิตใจคนที่เป็นชาวพุทธซึ่งอยู่แถวนี้ก็เป็นชาวพุทธเหมือนกัน ผมถามดูตามอัธยาศัยใจคอของชาวพุทธเราต่างหาก ใครจะมาส่งไม่มาส่งก็ตามเถอะผมไม่สนใจ แต่ถามเพื่อเหตุเพื่อผลอย่างนี้ต่างหาก เรื่องการเลี้ยงดูผมจัดการอยู่แล้วดังที่ท่านเห็น เราก็ได้ถามอย่างนี้นะ

เพราะคนเราไปอยู่ที่ไหนมันน่าจะคิดนะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นมากเรื่องทานการกุศล วัดวาอาวาสเป็นสิ่งจำเป็นมากจริง ๆ เพราะเป็นทางด้านจิตใจโดยเฉพาะซึ่งไม่มีคำว่าตายเลยใจดวงนี้ จะเป็นผู้รับเคราะห์บาปกรรมตลอดเวลาไป ถ้าเอายาพิษให้ก็จะไปเผาลงในนรก ถ้าเอาคุณธรรมคือความดีงาม เกิดขึ้นจากการให้ทาน รักษาศีล ภาวนา เสริมเข้าไป นี้ก็จะมีทางเล็ดลอดไปสู่ความสุขความเจริญได้ เป็นอย่างนั้นนะ จิตใจจึงเป็นของสำคัญมากยิ่งกว่าร่างกาย ซึ่งอยู่แต่เพียงชีวิตลมหายใจเท่านั้น ตายแล้วก็หมดค่า ๆ ส่วนใจนี้ไม่หมดนะ ความสืบต่อของใจมีตลอดตั้งกัปตั้งกัลป์แล้วเลยนั้นไปอีก ไม่มีคำว่าป่าช้า คือใจไม่เคยตาย ควรจะได้สนใจในอรรถในธรรม เพื่อส่งเสริมจิตใจดวงนี้ให้รอดพ้นไปเป็นลำดับ ๆ ด้วยความคิดและความรับผิดชอบของตัวเองแต่ละราย ๆ นะ

ถ้ามีแต่อยู่ไปกินไปวันหนึ่ง ๆ นับมืดกับแจ้ง วันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ ชวด ฉลู ขาล เถาะ มันไปตั้งเอาเฉย ๆ มืดแจ้งเขามีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ความจะเป็นจะตาย ความดีความชั่ว ความสุขความทุกข์ มันอยู่กับเจ้าของต่างหากไม่ได้อยู่กับสิ่งเหล่านั้น มืดแจ้ง อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ มันอยู่ที่ไหนมันไม่มีทุกข์ มันอยู่กับหัวใจของคน ถ้าเราคิดสนใจต่อตัวของเราเองอยู่แล้ว วันหนึ่ง ๆ เราต้องทดสอบตัวเอง วันนี้ได้สร้างความดีประเภทใดบ้าง และได้ทำความชั่วอะไรไว้บ้าง ให้พิจารณาทดสอบแล้วก็เลือกเฟ้นได้ในวันหนึ่ง ๆ ต่อไปการทำความชั่วช้าลามกก็จะน้อยลง ๆ การทำความดิบดีก็จะส่งเสริมตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ คนเราก็มีทางที่เจริญก้าวหน้าได้ ไม่ปิดตันอั้นตู้แบบไม่มีความหมายเลย

ทั้ง ๆ ที่อยู่กับโลก มันก็นับมืดนับแจ้ง ตื่นขึ้นวันนี้ วันพรุ่งนี้ วันมะรืน กับวันที่ผ่านมาแล้วมันก็พอ ๆ กัน ถ้าเราไม่สร้างความดีความชั่วใส่เรา ฤทธิ์เดชทางดีทางชั่วก็ไม่มีสำหรับเรา สำหรับดินฟ้าอากาศไม่มีความหมายแหละ มีความหมายอยู่กับมนุษย์ ถ้าเราสร้างความดีเราก็มีความหมายไว้กับตัวของเรา จิตใจเราก็อบอุ่นถ้าได้สร้างความดีเอาไว้ ถ้าสร้างตั้งแต่ความชั่วนี้ ตื่นขึ้นมาเมื่อไรก็เป็นฟืนเป็นไฟ ไม่อยากคิดไม่อยากพูดถึงแต่สร้างแต่ความชั่วไม่ถอย มันก็สั่งสมแต่ความชั่วฟืนไฟเผาเจ้าของตลอดไป นั่น

อันนี้เป็นนะ มีคนมาพูดให้เราฟังตั้งแต่เป็นฆราวาสเราก็ยังไม่ลืม พูดถึงเรื่องความเป็นความตายนี้ไม่อยากพูดเลย รีบหาเรื่องอื่น ๆ มากลบเสียเขาว่า พูดเรื่องความเพลิดความเพลินไปดีกว่าเขาว่างั้น นั่นฟังซิ ถ้าพูดถึงเรื่องความเป็นความตายนี้มันร้อนเป็นฟืนเป็นไฟเขาว่า นี่คือจิตไม่มีอะไรเลยมันจึงร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ ถ้าเราได้สร้างความดีแล้ว คิดถึงความตายมากเท่าไรยิ่งมีความกระหยิ่มยิ้มย่อง ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวไปกับความตายที่เวลานี้ยังไม่ตาย เราก็ได้เตรียมไปไว้อย่างนี้ คนเราถ้าไม่มีความดีเลยนี้ไม่อยากตาย ไม่อยากพูดถึงความตาย แต่สร้างความชั่วไม่ถอย

คนที่มีความดีนี้ระลึกถึงความตายเมื่อไรก็ยิ่งขยับตัวเข้าไปเพื่อความดีงาม ปรับปรุงแก้ไขตัวเองไป จนกระทั่งถึงนึกความตายได้วันยังค่ำยิ่งเป็นผู้ไม่ประมาทตลอดเวลาเลย ความตายจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ท่านจึงสอนว่า มรณัสสติ ในอนุสสติ ๑๐ ถ้าเรานำอันนี้มาปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องอรรถธรรมแล้ว ความตายนี้เป็นเพื่อนของเราเลย เป็นเครื่องอบอุ่นเตือนเจ้าของตลอดเวลา ถ้าคนไม่มีความดีแล้วระลึกถึงความตายไม่อยากระลึกนะ มันเดือดมันร้อน นี่เขาเล่าให้ฟังเหมือนกัน เราเป็นฆราวาสเราก็คิดเหมือนเขานั่นแหละ แต่เวลาปฏิบัติตัวเข้ามานี้ถึงได้เรื่องได้ราว จนกระทั่งว่าไม่มีอะไรสงสัยแล้วในโลกนี้ เราหายสงสัยทุกอย่าง จึงได้มาสอนบรรดาพี่น้องทั้งหลาย ให้พากันรู้เนื้อรู้ตัวนะ

ธรรมพระพุทธเจ้าสอนเพื่อความมีหวัง กิเลสสอนเพื่อความผิดหวัง จับคำสองคำนี้ไว้ให้ดี กิเลสนี้เสี้ยมสอนเราเพื่อความหมดหวัง ๆ ส่วนธรรมสอนเราเพื่อความมีหวัง ๆ ตั้งตัวได้ตลอดไป หลักใหญ่อยู่ตรงนี้ เอาละ วันนี้พูดเพียงเท่านั้น

เทศน์พึ่งเสร็จค่อยด้อมแด้ม ๆ เข้ามาก็มี อย่ามาถ่ายนะภาพแพ้สายตา อ่านดูบ้าง อย่ามาถ่ายสุ่มสี่สุ่มห้า มาถ่ายอะไร ดู ตาเขาก็มีตาเราก็มี ตาเราต่างกับตาเขาอย่างไรบ้างจึงต้องมีกล้องมาถ่าย ตาเขาไม่เห็นมีกล้องเขายังดูได้ ตาเรามันเป็นตาประเภทไหน ไปคัดเลือกตาใหม่ เข้าไปหาหมอตาเขา ตาของผมเป็นยังไงไม่รู้ เพื่อนฝูงไปดูอะไรเขาไม่ต้องถ่ายภาพ แต่ผมไปดูที่ไหนต้องถ่ายภาพ ตาผมมันตายังไงตรวจตาให้ผมหน่อย ถ้ามาหาอย่างหลวงตาเป็นหมอตานี้ ไหนมาดู ใส่ปั๊วะเลย ตานี้บอดเรียบร้อยแล้ว ตาที่สองมืด เอาละไม่ต้องถ่ายรูปดูอีก เสร็จเลย

เทศน์นี้เขาออกทางวิทยุ ออกทางอินเตอร์เน็ตทุกวันนะ เราไปเทศน์ที่สวนแสงธรรมก็เหมือนกัน ทางสวนแสงธรรมก็ออกย้อนมาทางอุดร ทางกรุงเทพออกอินเตอร์เน็ต สุดท้ายเทศน์ของเราเลยกลายเป็นเทศน์ทั่วโลกไปเลย ทั่วโลกนี่หมายถึงอินเตอร์เน็ต เขาออกอินเตอร์เน็ตประจำทุกวัน ๆ ยิ่งที่บริษัทชินวัตร ก็บริษัทคุณทักษิณเราจะเป็นใครไป อันนี้เป็นบริษัทใหญ่ แต่ก่อนนั้นออกเป็นคำเทศน์ไม่มีภาพ เลยไปติดต่อท่านนายก ท่านมอบหมดทั้งบริษัทให้เป็นที่ทำงานของอินเตอร์เน็ตทั้งหมดเลย เห็นไหม ไปหาที่ไหนเมืองไทยเรานี่ จะไม่ให้เรายกยอจะให้ยกยออะไร ให้เราไปยกยอกองขี้หมาอย่างนั้นเหรอ ขี้หมาใครก็รู้อยู่แล้ว อ้าว จริง ๆ คนดีไม่ยกยอจะไปยกยออะไร

เดี๋ยวนี้เราได้ฟังทั่วโลกออกจากบริษัทชินวัตรนะ ทีแรกก็มีเฉพาะคำเทศน์ พอไปติดต่อว่าอยากจะได้ทั้งรูปทั้งนามทั้งกิริยามารยาทเหมือนทีวีว่างั้นเถอะนะ ให้หมดเลยทันที เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นทีวีไปแล้วออกทั่วโลกจากบริษัทชินวัตรจะว่าไง ทุกวันนี้ยิ่งมากขึ้น ๆ ฟังว่าหนาแน่น เต็ม ๆ ตลอดเวลาเลย นี่ท่านทำประโยชน์ให้มากขนาดไหนนายกเราคนนี้นะ เราไม่ได้เหยียบย่ำทำลายใคร เราเห็นอย่างนี้เราก็บอกตามความจริง อินเตอร์เน็ตออกทั่วโลกออกจากบริษัทชินวัตร เราจะหาที่ไหนหาความกว้างขวางของคน ติดต่อปั๊บให้ปุ๊บทันทีเลย ยกให้หมดเลย บริษัทนะยกให้หมด เป็นที่ทำงานของพวกอินเตอร์เน็ต

วันหนึ่งไม่ทราบว่ากี่พันกี่หมื่น เราถามดูว่าเป็นยังไงที่คนไปชม โอ๋ย แน่นตลอด ยิ่งหนาแน่นขึ้นทุกวัน ๆ แล้วขยายวงกว้าง แต่ก่อนไม่ค่อยกว้าง ท่านขยายให้เอง มอบให้หมดเลย นั่นก็ฟังซิ ไม่ยินดีกับคนอย่างนี้แล้วจะไปหาที่ไหนอีก พูดจริง ๆ นี่แหละธรรมเป็นอย่างนั้น ืั้ืทีนี้ผลที่ติดตามมา พอเราออกอินเตอร์เน็ต โน่นสหรัฐบ้าง อังกฤษบ้าง ออสเตรเลียบ้าง เดินทางมาเลย เห็นอินเตอร์เน็ตทางโน้น เขาพูดอย่างสุด ๆ สิ้น ๆ เขามาพูดให้ฟังที่นี่

เขาบอกว่าพุทธศาสนานี้เขาหมดหวัง เขาว่างั้น ก็คงเป็นอย่างที่เราเห็น ไปที่ไหนมองเห็นมีแต่ความหมดหวัง ๆ มองดูพระดูเณร มองดูใครก็มีแต่ขี้หมูราขี้หมาแห้ง หาความที่จะเป็นชิ้นเป็นอัน พอเป็นที่ระลึกให้ดูดดื่มทางจิตใจบ้างไม่มีนั่นซิ เขามาที่นี่เขาบอกว่าเขาหมดหวัง เหตุที่จะได้ความหวังขึ้นมาใหม่นี้เพราะได้ดูอินเตอร์เน็ต เขาว่างั้น

ทางสหรัฐ ทางอังกฤษ ทางออสเตรเลีย เขาได้ดูอินเตอร์เน็ตนี้ ฟังไป ๆ ปรากฏว่าปลุกใจขึ้น อ้าว ๆ ชอบกล ๆ ฟังไปฟังมาทีนี้ลงใจอย่างเต็มที่ เขาว่าศาสนาพุทธเรานี้เป็นศาสนาที่ให้ความหวังอย่างเต็มหัวใจ แล้วเดินทางมาเลย ตั้งหน้าตั้งหน้าตั้งตามานี้เลย เขาไม่ได้มาธุระนั้นธุระนี้แล้วแวะมาเยี่ยมเรานะ เขาบอกเขาตั้งหน้าตั้งตามาเอง เอาผ้าป่งผ้าป่าดอลล่งดอลลาร์มาถวายด้วย แล้วเขาก็กลับไป เขาบอกว่า เวลานี้เขามีความหวังในอรรถในธรรมของพุทธศาสนานี้เต็มหัวใจแล้ว จากอินเตอร์เน็ต แต่ก่อนหมดหวังไปแล้ว คราวนี้มีความหวังขึ้นมาเต็มตัวเพราะอินเตอร์เน็ต เพราะฉะนั้นจึงทนไม่ได้ ชวนกันมาเลย มาหลายคนอยู่นะมานี้ เขาก็มาถวายผ้าป่า จากนั้นแล้วเขาก็นิมนต์เราให้ไปทางสหรัฐ โห ไปไม่ได้แล้ว เดี๋ยวนี้มันเฒ่าแก่แล้ว ไปไม่ได้แล้ว เขาจะพยายามเอาไปให้ได้ เขาขยับเข้าอีก มีแต่จะเอาให้ได้ ๆ โอ๋ย ถ้าจะไปจริง ๆ ต้องสร้างโลงศพไปพร้อมนะ เวลาไปแล้วจะไม่ได้กลับมา เผาที่นั่นเลย เขาก็ว่าหมดหวังอย่างนั้น จากนั้นเวลาจะไปยังทิ้งท้ายอีกว่า เขาจะซื้อตั๋วส่งมาถวายให้ไปไป ซื้อเท่าไรมันก็ไม่สำเร็จ ถ้าลงว่าไม่ได้ไปแล้ว ก็เลยหมดหวัง สิ่งที่เขาหมดหวังคือตั๋ว ส่วนมรรคผลนิพพานเขามีหวังเข้าใจไหม สิ่งที่เขาหมดหวังคือตั๋วเครื่องบิน ไปไม่ได้แล้ว นี่แหละสามประเทศ อังกฤษนี่ก็คนไทยเราไปอยู่ ก็แบบเดียวกัน สะดุดใจกึ๊ก ๆ สุดท้ายตัดสินใจมาเลย แน่ะ อย่างนั้นแหละ

นี่แหละธรรมพระพุทธเจ้า ถ้าได้ผ่านจิตดวงใด ๆ ที่พอจะยอมรับกันได้และยอมรับกันได้ มันก็เข้าถึงกันทันที ๆ ถ้าไม่สามารถที่จะรับกันได้ เหยียบไปเหยียบมาก็ไม่มีอะไรสัมผัสกัน เข้าใจไหมล่ะ

สรุปทองคำและดอลลาร์ วันที่ ๒ เมื่อวานนี้นะทองคำได้ ๑๐ บาท ๙๖ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑,๕๐๐ ดอลล์ ก็ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ขึ้นแหละ

รวมทองคำที่มอบเข้าคลังหลวงแล้วเวลานี้ ๔,๕๖๒ กิโลครึ่ง( ๓๖๕ แท่ง) รวมยอดทองคำทั้งหมดทั้งที่ยังไม่เข้าซึ่งอยู่ในบัญชีเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน ทั้งที่เข้าแล้ว รวมทั้งหมดเราได้ทองคำ ๔,๕๙๖ กิโลครึ่ง ให้ต่างคนต่างเขยิบ ๆ ด้วยกัน พี่น้องชาวไทยให้ฟังเสียงธรรมนะ เสียงธรรมไม่เคยพาอ่อนแอ อย่าพากันอ่อนแอ ชาติไทยเราจะขึ้นได้ด้วยความเข้มแข็งทุกคน ๆ ถือเป็นความจำเป็น เหมือนเรายกตัวของเรา ตัวของเราตกลงในที่หล่มลึก เราต้องยกสุดเหวี่ยง ให้ตัวของเราพ้นขึ้นมาได้ นี่เมืองไทยของเรากำลังอยู่ในหล่มลึก ให้ต่างคนต่างฉุดต่างลากขึ้นให้ได้ ต่างคนต่างลากแล้วยังไงขึ้นได้ ถ้าเชื่อธรรม ถ้าเชื่อกิเลสแล้วจมได้ จำให้ดีคำนี้

เรานี่คำพูดมันรู้สึกจะอาภัพ เราได้พิจารณาคำพูดของเรา นะผู้ว่าฯ ว่าจะแย็บคนไหน พอจะชมเชยคนไหนที่เป็นที่แน่ใจ มักจะมีเรื่องอาภัพเข้ามาแฝง เช่นอย่างท่านสิงห์ทอง เราเคยบอกเลยว่า ต่อไปนี้นะบอกตรง ๆ เลย ถ้าหากว่าผมตายแล้ว ให้ท่านสิงห์ทองเผาศพผม ผมมอบศพให้ท่าน เวลาท่านตายผมจะไปเผาศพให้ท่าน เรียกว่าเปลี่ยนกันใครตายก่อนตายหลัง ถ้าผมตายก่อนให้มาเผาศพผม แล้วท่านตายก่อนผมจะเผาศพท่าน

แล้วอยู่ ๆ ท่านสิงห์ทองก็ตาย ก็หวังอาศัยท่านสิงห์ทองพอดี จะทำประโยชน์ให้โลกทางด้านธรรมะได้พอสมควร เรากะไว้ จากนั้นมาก็แยกมาหาท่านวันชัย ท่านวันชัยนี้ยังไม่ได้ว่าจะมอบอะไร เพียงแย้ม ๆ มา เดี๋ยวก็เจ็บนั้นเดี๋ยวก็ปวดนี้ หลังก็จะหัก มันยังไงกันนี่ เอียงไปทางไหนมักจะอาภัพเสมอคำพูดเรา แปลกอยู่นะ มันคงจะว่าไม่พูดเสียดีคงจะเป็นอย่างนั้นละมั้ง แย็บไปทางไหนมักเป็น

อย่างแย็บไปทางท่านสิงห์ทอง คือเราไว้ใจท่านสิงห์ทองพอสมควรแล้วเริ่มเข้าไปโดยลำดับ จึงได้มอบทั้งศพด้วย และการแนะนำสั่งสอนเราก็หวังว่าท่านสิงห์ทองจะเป็นผู้ทำประโยชน์ให้โลกได้พอประมาณด้วย ท่านสิงห์ทองมาก็เป็นอย่างนั้นเสีย ตกเครื่องบินตาย ก็ไม่ได้เรื่อง

อันนี้ก็แย็บไปหาท่านวันชัย เกี่ยวกับเรื่องอรรถเรื่องธรรมอะไรที่จะทำประโยชน์ อ้าว แล้วก็หลังหักเสีย แล้วเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นยังไงนาแปลกอยู่นะ มีแปลกอยู่ เราพูดอะไรออกมาไม่ค่อยเหมาะนะ มันอาจจะพูดไม่ได้ต่อ ๆ ไป เพราะพูดอะไรออกมามักจะมีอุปสรรคตลอด ก็แสดงว่าเตือนโดยทางอ้อมแล้วไม่ให้พูด ให้เป็นหลักธรรมชาติของผู้นั้นเอง ของผู้นี้เองไปอย่างนั้นแหละนะ โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องส่งเสริมอะไร ให้เป็นธรรมชาติของผู้นั้น ๆ แต่ละราย ๆ อย่างนั้นลักษณะนั้น

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก