กิเลสหลุดพ้นที่ใจ
วันที่ 17 เมษายน 2545 เวลา 16:00 น.
สถานที่ : มหาวิทยาลัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เมือง จ.พิษณุโลก
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

กิเลสหลุดพ้นที่ใจ

วันนี้เป็นวันมหามงคลแก่พี่น้องชาวพิษณุโลกของเราโดยมีท่านแม่ทัพภาคที่ ๓ และท่านผู้ว่าราชการจังหวัด พ่อค้า ประชาชนทั่วจังหวัดพิษณุโลกของเรา นอกจากนั้นยังมีจังหวัดต่าง ๆ มีกรุงเทพฯเป็นต้น ได้มาร่วมงานมหากุศลของเราครั้งนี้ เรียกว่าเป็นมงคลอันยิ่งใหญ่แก่ชาติไทยของเรา เพราะชาติจะตั้งอยู่ได้แน่นหนามั่นคง ย่อมอาศัยผู้เป็นเจ้าของของชาติรักษาสมบัติของตนทั่วหน้ากัน หากมีแต่อยู่เฉย ๆ อะไรขาดตกบกพร่องก็ไม่สนใจ อย่างนี้ชาติไทยของเราจะจมลงได้โดยไม่สงสัย

พี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทย ตามที่หลวงตาได้พาพี่น้องทั้งหลายดำเนินงานการช่วยชาติคราวนี้เป็นที่ยินดีซาบซึ้งในใจเป็นอย่างมาก ได้เห็นพี่น้องชาวไทยเราทุกแห่งทุกหนมีความพร้อมเพรียงสามัคคีกันบริจาคทานเพื่อสมบัติเข้าสู่คลังหลวงของเรา มีทองคำ ดอลลาร์ เงินสดเป็นสำคัญเรื่อยมาเป็นเวลา ๔ ปีนี้แล้ว ตะกี้นี้ท่านก็ได้อ่านให้พี่น้องทั้งหลายทราบแล้วว่า ผลแห่งการบริจาคด้วยความรักชาติของพี่น้องทั้งหลายนั้น ทองคำและดอลลาร์ได้เท่าไหร่ ๆ ตะกี้นี้รู้สึกว่าจะอ่านผ่านมาเรียบร้อยแล้ว กรุณาทราบตามนี้ นี่เป็นผลแห่งความรักชาติ ความเสียสละด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน แสดงให้เห็นหัวใจของชาติคือคลังหลวงเป็นต้น ว่ามีความเฟื่องฟูขึ้นเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งผู้ว่าการธนาคารชาติแปลกหูแปลกตาแปลกใจนับตั้งแต่วันที่สมบัติที่พี่น้องทั้งหลายได้มอบเข้าสู่คลังหลวงแล้วนั้น สมบัติอื่น ๆ ติดตามเข้ามามากมายก่ายกองจนกระทั่งนักวิชาการทั้งหลายก็คาดไม่ถูกว่าเป็นไปได้อย่างไร แต่ก่อนก็มีแต่เรื่องจะฟุบจะจม เมืองไทยของเราทั้งเมืองจะไม่เหลืออยู่เลย

แต่บัดนี้พอสมบัติพี่น้องทั้งหลายได้เข้าสู่คลังหลวงโดยสมบูรณ์แล้ว ปรากฏว่าสมบัติที่เป็นบริษัทบริวารไหลเข้ามา ๆ ดอลลาร์ก็ไหลเข้ามาจนเป็นที่พอใจ จนถึงกับว่าผู้ว่าการธนาคารชาติต้องลดดอกเบี้ยลงหนึ่งสลึง ไม่เช่นนั้นก็จะขัดอีกทางหนึ่งจึงได้ลดหย่อนผ่อนผันกันให้พอประมาณ ได้ลดดอกเบี้ยลงอีกหนึ่งสลึง เพราะเงินทองทั้งหลายไหลเข้ามา ๆ นี่เป็นสักขีพยานให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบอย่างชัดเจนทั่วหน้ากัน และเป็นที่ปลื้มอกปลื้มใจทั่วหน้ากันด้วยว่า สมบัติของเราทั้งหลายซึ่งแต่ก่อนติดหนี้เขาตั้งหลายแสนล้านดอลลาร์ถึงขนาดว่าเมืองไทยเราทั้งชาตินี้หายใจขแม่ว รอตั้งแต่อุ้งใหญ่อุ้งหลวงของเหยี่ยวใหญ่ ขอยกให้เห็นนี่ว่าอุ้ง นี่คือเป็นนายหนี้ของพวกเรา พวกเราทั่วประเทศไทยหัวเท่าหัวหนู เขากำอย่างนี้หมดเลยไม่มีเหลือ โดยที่เขาอ้างว่าเขาเป็นนายหนี้ของเรา

เขาจะกำเมื่อไหร่ก็ได้เมืองไทยจมลงไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีกระโตกกระตากได้เลย นี่เรียกว่าสงครามเศรษฐกิจ แต่ครั้นแล้วพี่น้องชาวไทยเรารู้เนื้อรู้ตัวเสียตั้งแต่ต้นมือและรีบเร่งขวนขวายช่วยกันเต็มกำลังความสามารถเรื่อยมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนกระทั่งบัดนี้ สมบัติทั้งหลายปรากฏขึ้นในคลังหลวงเป็นที่พอใจแล้วการจะใช้หนี้เขานั้นเหลือเฟือแล้วเวลานี้ นี่เป็นคำของท่านผู้ว่าการธนาคารชาติชี้แจงที่สวนแสงธรรม แม้เราจะใช้หนี้เขาไปถึงสองปีก็ใช้ได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะเงินของเรามีมาก แต่เราจะใช้เฉพาะที่มีสัญญาต่อกันเป็นลำดับลำดา

นี่เป็นเรื่องให้พี่น้องทั้งหลายได้รับความภาคภูมิใจจากความรักชาติความเสียสละของตน หลวงตารู้สึกว่าซาบซึ้งกับพี่น้องทั้งหลายเป็นอย่างมากทั่วประเทศไทย ที่อุตส่าห์เดินซอกซอนไปที่นั่นที่นี่ขอบิณฑบาตจะเรียกว่ารบกวนพี่น้องทั้งหลายไปทุกหย่อมหญ้าก็ไม่ผิด หลวงตาก็มีความซาบซึ้งภายในใจ จึงมีแก่ใจ แม้สังขารร่างกายจะทุพพลภาพไปขนาดไหนแต่ได้เห็นน้ำใจของพี่น้องชาวไทยที่รักชาติและเสาะแสวงหาผู้นำเป็นผู้พาก้าวเดินอยู่แล้ว ประกอบกับเราก็เป็นโอกาสอันดีงามประกาศตนเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลาย ตั้งแต่บัดนั้นมาพี่น้องชาวไทยเราทั่วประเทศต่างท่านต่างมีความพออกพอใจ ไปเทศน์ที่ไหนคนแน่นหนาไปหมดทุกแห่งทุกหน ไม่เคยมีความบกบาง สมบัติเงินทองหลั่งไหลเข้ามา

หลวงตาก็ได้นำเข้าสู่จุดรวมคือคลังหลวงของเราเป็นลำดับลำดามา นอกจากนั้นแล้วยังมีแก่ใจที่จะพยายามตะเกียกตะกายพาพี่น้องทั้งหลายได้นำสมบัตินี้เข้าสู่คลังหลวงของเราต่อไป จนกว่าว่าสุขภาพนี้จะเป็นไปไม่ได้แล้วก็จะเรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบในวาระต่อไป ในระยะนี้พอตะเกียกตะกายได้หลวงตาก็ได้อุตส่าห์พยายาม เพราะเห็นแก่น้ำใจพี่น้องทั้งหลายมีความพร้อมเพรียงความรักชาติความเสียสละทั่วหน้ากัน เป็นที่ปลื้มอกปลื้มใจ นี้ล่ะความมีแก่ใจของหลวงตาที่อุตส่าห์พยายาม หากไม่มีใครสนใจทำลงไปร่อยหรอลงไป เหือดแห้งลงไปอย่างนั้นมันก็ทนไปไม่ได้สำหรับผู้นำ ต้องถดถอยลงไปเป็นลำดับ ดีไม่มีดีหยุดเสียเลยก็ได้แล้วขาดประโยชน์ไปมากมาย

ทั้งนี้ก็เพราะพี่น้องทั้งหลายได้อุตส่าห์พยายาม หลวงตาจึงขอขอบคุณและอนุโมทนากับความรักชาติความเสียสละและความพร้อมเพรียงสามัคคีของพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทยไว้ในสถานที่นี้ด้วยและต่อแต่นี้ไปก็จะได้ชี้แจงอรรถธรรมให้พี่น้องทั้งหลายฟังตามกาลเวลาที่ได้อุตส่าห์พยายามมาเสียสละสมบัติเหล่านี้ ท่านทั้งหลายเสียสละสมบัติเข้าสู่คลังหลวง วัตถุเงินทองทั้งหลายนั้นเข้าสู่คลังหลวงจริง แต่บุญเรียกว่ามหากุศลผลทานที่เราได้เสียสละเข้าสู่คลังหลวงนั้น สะท้อนย้อนกลับมาเป็นสมบัติของเราเรียกว่าเราได้มหากุศลอย่างภาคภูมิใจทั่วหน้ากัน ไม่ได้เสียทั้งสองฝ่าย คือด้านวัตถุเราก็ได้หนุนคลังหลวงให้เต็มตื้นขึ้นมาเป็นที่พอใจดังที่เรียนให้ทราบแล้วนี้

ทางด้านจิตใจมหากุศลที่เราบริจาคไปนั้น บุญกุศลทั้งหลายสะท้อนย้อนกลับมาหาท่านผู้บริจาคทั่วถึงกัน จึงเรียกว่า เราบริจาคทานเป็นมหากุศลเพราะการให้ทานเราให้ทานประเภทต่าง ๆ ไม่กำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะให้บุคคลใดสัตว์ตัวใดหรือท่านผู้ใด แต่ก็เป็นส่วนย่อย ๆ เป็นธรรมดาทั่ว ๆ ไปหมด แต่เราให้ทานเพื่อชาติไทยของเราซึ่งบรรจุพลเมืองได้ ๖๒ ล้านคนเป็นอย่างน้อยนี้จึงเรียกว่าให้ทานเป็นมหากุศล เพราะให้ทานแก่คนจำนวนมากได้หายใจเต็มปอดทั่วหน้ากันด้วยความภาคภูมิใจในมหากุศลของพี่น้องทั้งหลายได้หนุนเข้าสู่คลังหลวงของเรา ต่อไปก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตะเกียกตะกายช่วยเหลือกันไปอย่างนี้

สำหรับสุขภาพหลวงตานั้นมันรบกวนอยู่ตลอดเวลา เป็นแต่เพียงว่าเราฝืนไปเฉย ๆ เมื่อสมบัติเงินทองข้าวของพอเป็นไปแล้ว มันก็ค่อยถอยลงไปเรื่อย ๆ ในสุขภาพแต่ถอยลงไปด้วยความพออกพอใจว่าสมบัติเราได้เข้าสู่คลังหลวงด้วยความพออกพอใจแล้ว นี่เรียกว่าตายก็ไม่เป็นห่วง หลวงตาตายไม่เป็นห่วง ไม่เป็นห่วงกับสิ่งใดในสามแดนโลกธาตุนี้สมกับธรรมของพระพุทธเจ้าที่เป็นธรรมเลิศเลอมาแต่กาลไหน ๆ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดตรัสรู้ขึ้นมาเป็นตรัสรู้ธรรมที่เลิศเลอมาสั่งสอนสัตว์โลกให้รู้จักดีจักชั่ว รู้จักบาปจักบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ต่าง ๆ มาโดยลำดับ

หลวงตาก็ได้ปฏิบัติมาเต็มกำลังความสามารถของตนในธรรมที่กล่าวเหล่านี้ตั้งแต่ธรรมพื้น ๆ คือศีล ตั้งแต่วันบวชมาก็พยายามรักษาศีลของตนไม่ให้ด่างพร้อยทะลุขาดประการใด อยู่ด้วยความภูมิใจด้วยศีลบริสุทธิ์ มีความร่มเย็นเป็นสุขอยู่ภายในจิตใจ จากนั้นก็ดำเนินทางด้านจิตตภาวนาตามร่องรอยของศาสดาด้วยข้อปฏิบัติโดยไม่หยุดไม่หย่อนตลอดมา ธรรมประเภทต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้วอย่างเปิดเผยเพื่อให้สัตว์โลกทั้งหลายได้รู้เห็นตามหลักความจริงที่ทรงปฏิบัติมาและทรงรู้แล้วเห็นแล้วมาประกาศธรรมสอนโลกให้โลกได้รู้เห็นตามนั้น ในหัวใจของเราที่ใฝ่ฝันต่อมรรคผลนิพพานตลอดมานั้นก็ขะมักเขม้นดีดดิ้นในการประกอบความพากเพียรเพื่อเห็นธรรมประเภทต่าง ๆ จนกระทั่งถึงธรรมขั้นเลิศเลอไม่มีความท้อถอยอ่อนแอ อุตส่าห์พยายามปฏิบัติตน ฝึกหัดดัดแปลงตนนี้ซึ่งเป็นของลำบากมากที่สุด

ผู้ไม่เคยฝึกหัดดัดแปลงตนเองจะเข้าใจว่าเป็นของง่ายดายและเป็นของไม่จำเป็น ความจริงคนนั้นไม่มีความจำเป็นต่อความดีงามทั้งหลายจึงปล่อยคุณงามความดีคือธรรมอันเลิศเลอจากจิตใจและไปไขว่คว้าเอากิเลสตัณหาความโลภความโกรธราคะตัณหามาเผาหัวใจเกิดความเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า นี่เรื่องของกิเลส เรื่องของธรรมเป็นของเลิศเลอซึ่งมีความสม่ำเสมอกันในการให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติ เช่นเราปฏิบัติตามกิเลสวิ่งตามกิเลส ผลของกิเลสก็คือความเดือดร้อนวุ่นวาย เราตะเกียกตะกายหาศีลหาธรรม แม้จะมีความลำบากลำบนก็ตาม แต่ลำบากเพื่อความสุขความเจริญความเลิศเลอภายในการปฏิบัติของตนก็ได้อุตส่าห์พยายามมา

สำหรับหลวงตาเองตั้งแต่แต่วันบวชมาชีวิตจิตใจอยู่กับศีลกับธรรม ไม่ให้ห่างเหินจากศีลจากธรรมไปด้วยความมีสติปัญญาพินิจพิจารณาตะเกียกตะกาย หนักขนาดไหนก็ยอมรับเพื่อผลอันเลิศเลอที่จะมีจากการปฏิบัติของตนนี้ ก็ได้ตะเกียกตะกายไปโดยลำดับลำดา ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ตั้งแต่ศีลสมาธิปัญญาวิมุตติหลุดพ้น นี่ประกาศท้าทายโลกตั้งแต่วันพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาแล้วนำมาสั่งสอนสัตว์โลก บรรดาสาวกทั้งหลายได้ตรัสรู้ธรรมตามพระพุทธเจ้ามีจำนวนมากมายจนกลายมาเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพี่น้องชาวพุทธเราตลอดมานี้ เราก็ได้ตะเกียกตะกายตามนั้นโดยลำดับ

ความทุกข์ความลำบากท่านผู้ใดที่ยังไม่ได้ฝึกฝนอบรมตนเพื่อความเป็นคนดีแล้ว อย่าเข้าใจว่าการฝึกฝนสิ่งอื่นใดเป็นของยากยิ่งกว่าการฝึกฝนอบรมตนเอง ขอให้ย้อนมาถึงธรรมเลิศเลอ การฝึกฝนอบรมมากน้อยนี้จึงต้องมีความตะเกียกตะกายเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนกระทั่งผลปรากฏขึ้นมาโดยลำดับลำดา เป็นเรื่องที่ยุ่งยากลำบากแสนสาหัสสำหรับผู้ต้องการ ยิ่งว่าต้องการมรรคผลนิพพานด้วยแล้ว ความท้อแท้อ่อนแอจะไม่มีเลย มีแต่ความขยันหมั่นเพียรบึกบึนตลอดเวลา เป็นตายก็ขอมอบชัยชนะไว้กับมรรคผลนิพพานโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ถ้าหากว่าเราจะเทียบการฝึกทรมานสัตว์ตัวใดก็ตามในโลกนี้สู้หรือฝึกทรมานตนเองเพื่อธรรมอันเลิศเลอไม่ได้ จะเห็นได้จากการฝึกฝนของแต่ละราย ๆ ที่มีความมุ่งมั่นต่อแดนพ้นทุกข์จะเป็นผู้หนักหน่วงหรือเป็นผู้เข้มข้นต่อความพากความเพียรตลอดมา

นี่ก็ได้พยายามเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามสวากขาตธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว คือไม่มีเคลื่อนคลาดไม่มีผิดพลาดประการใด สอนด้วยความรู้แจ้งเห็นจริงทุกประเภท นำมาสั่งสอนสัตว์โลกเพื่อให้โลกทั้งหลายได้รู้เห็นธรรมประเภทนั้น ๆ ผู้ที่ต้องการรู้เห็นธรรมประเภทนั้น ๆ ต้องมีความเป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ฝึกฝนอบรมตนแทบเป็นแทบตาย จึงเรียกว่าการฝึกฝนอบรมตนนี้ยากมากทีเดียว ผู้ที่ไม่เคยฝึกฝนอบรมตนจึงมักจะเห็นว่าธรรมเป็นของไม่สำคัญ เห็นสำคัญไปแต่เรื่องของกิเลสตัณหามันจึงได้ฉุดลากตลอดไป เมื่อเราย้อนเข้าสู่การฝึกฝนอบรมตนเพื่อความเป็นคนดีแล้ว เราก็ดีไปเป็นลำดับลำดา หลับตื่นลืมตา อิริยาบทใดยืนเดินนั่งนอนอยู่ด้วยความระมัดระวัง สั่งสมคุณงามความดี

ศีลรักษาให้บริสุทธิ์ สมาธิภาวนาตั้งอกตั้งใจปฏิบัติให้จิตมีความสงบเยือกเย็นสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นภายในใจด้วยการฝึกทรมานตน จากนั้นจิตก็ได้ปรากฏผลขึ้นมาเป็นลำดับ ศีลก็มั่นคงแล้วอบอุ่น สมาธิก็มีความเย็นอกเย็นใจ คนเราเมื่อมีจิตสงบแล้วเท่านั้นอยู่ที่ไหนสบาย ๆ เราจะเห็นได้ประจักษ์ในสมัยปัจจุบันนี้ พระที่ท่านอยู่ในป่าในเขาบำเพ็ญสมณธรรมที่เรียกว่าพระกรรมฐานนั่นแหละ ท่านเป็นผู้ทรงอรรถทรงธรรมเป็นผู้ได้รับความแปลกประหลาดอัศจรรย์ เป็นผู้สงบร่มเย็น เป็นผู้มีความสง่างามภายในจิตใจ อยู่ที่ไหนไปที่ใดท่านมีความสนใจใคร่ต่ออรรถต่อธรรม ปฏิบัติบำรุงธรรมภายในจิตใจให้สง่างามขึ้นไปเป็นลำดับจนกลายเป็นผู้ทรงมรรคทรงผลขึ้นมา

ครั้งพุทธกาลท่านว่าสำเร็จพระโสดาฯ สำเร็จพระอนาคาฯ สำเร็จพระอรหันต์จากการบำเพ็ญเต็มกำลังของตน ในครั้งนั้นกับครั้งนี้บรรดาธรรมทั้งหลายที่ทรงแสดงไว้แล้วนี้คงเส้นคงวาหนาแน่นตลอดมาและจะตลอดไป รักษาธรรมภายในตัวเองอยู่แล้ว จะทรงได้ซึ่งธรรมอันเลิศเลอคืออรหัตภูมิเหมือนครั้งพุทธกาลไม่มีข้อข้องใจสงสัยสิ่งใดเลย นี่ก็ได้ปฏิบัติตามนั้นเต็มกำลัง บางครั้งบางคราวถึงขั้นจะเป็นจะตายจริง ๆ เพราะหนักหน่วงพลังของกิเลส คลื่นของกิเลสเหมือนกับคลื่นมหาสมุทรกระทบ ความเพียรของเราอ่อน คลื่นมหาสมุทรคือกิเลสนั้นทับแหลกไปเลย ความเพียรของเราต้องแก่กล้าสามารถเป็นคลื่นภูเขาทั้งลูก รอรับกับคลื่นกิเลสที่มันตั้งเค้าขึ้นมาจากทะเลหลวงคือกิเลสตัณหาอันใหญ่หลวงนั้นแหละ กระทบกันระหว่างกิเลสกับธรรมกระทบกันฟาดกัน บางทีร่างกายไหวไปก็มีเพราะอำนาจแห่งสติปัญญาศรัทธาความเพียรก็มีความแก่กล้าสามารถเชื่อตนเองได้

คลื่นของกิเลสมาจากที่ไหนก็เกิดขึ้นจากที่ใจ ธรรมอยู่ที่ใจก็ซัดเหวี่ยงกันให้ขาดตกลงไปเรื่อย ๆ ๆ สุดท้ายคลื่นของกิเลสที่หนาแน่นมาแต่ก่อนก็ค่อยจางไป คลื่นของธรรมมีความหนาแน่นเป็นลำดับลำดา ฟาดกิเลสขาดสะบั้นลงไปในจิตใจ ความสว่างจ้าภายในใจนี้ไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้าก็ได้ เพราะท่านทรงแสดงไว้แล้วว่าสนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เองเห็นเองไม่จำเป็นต้องทูลถามพระพุทธเจ้าเพราะพระองค์ตรัสไว้เสียเองว่าสนฺทิฏฺฐิโก มอบให้ผู้ปฏิบัติเป็นผู้ตัดสินตนเองด้วยความรู้เองเห็นเอง ได้กระจ่างแจ้งขึ้นภายในจิตใจของความอุตส่าห์พยายามแทบเป็นแทบตาย เรียกว่าเดนตายมา

นี่ได้กล่าวถึงธรรมที่เลิศเลอ ท่านทั้งหลายเป็นชาวพุทธปฏิบัติพระพุทธศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งพระเราปฏิบัติกันอย่างไร หรือมีตั้งแต่หัวโล้นโกนคิ้วผ้าเหลืองคลุมตัวเองออกหลอกล่อชาวบ้านชาวเมืองเขากินห้ากินสิบไปเป็นประจำวัน ๆ นั้นเหรอ ไม่อยากสนใจในอรรถในธรรม คือศีลสมาธิปัญญาอันเป็นธรรมเลิศเลอเข้ามาครองใจบ้างเหรอ อยากจะถามปัญหาทั้งตัวเองแล้วก็ถามปัญหาบรรดาพระของเราซึ่งเป็นเพื่อนเป็นเพื่อนตายด้วยกันฝากเป็นฝากตายกันได้ มีความสนิทกัน พอมองเห็นพระท่านก็เป็นพระเราก็เป็นพระ พูดกันได้เต็มปาก ผิดถูกประการใดตำหนิติเตียนกันได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องพูดได้ตามหลักความจริง นี่ล่ะธรรมที่เลิศเลอ เลิศมาตั้งแต่กาลไหน ๆ

เราผู้ครองอรรถครองธรรมเฉพาะอย่างยิ่งก็คือพระ บวชมาแล้วไม่มีหน้าที่การงานอะไร สมบัติเงินทองข้าวของไม่ได้ยุ่ง สำหรับพระแท้พระของพระพุทธเจ้าแล้วไม่ยุ่งกับการเงินการทอง ยุ่งตั้งแต่ความพากความเพียรชำระกิเลสตัวโลภตัวโกรธราคะตัณหาออกจากใจเป็นลำดับลำดา เมื่อสิ่งเหล่านี้ค่อยจางไปจากใจเรื่องมรรคเรื่องผลจะค่อยปรากฏขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงว่าผู้มีธรรมในใจจากการบำเพ็ญของตนแล้วอยู่ที่ไหนสบาย ๆ ดังที่กล่าวเมื่อสักครู่นี้ว่า เช่นพระกรรมฐาน ท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรมจริง ๆ แล้วท่านเป็นผู้สบาย ทรงไว้ซึ่งความสงบสุขเย็นใจ อยู่ง่ายกินง่ายนอนง่ายไปง่ายมาง่าย สำรวมระวังตนด้วยสติปัญญาอยู่ตลอดเวลา

ท่านผู้นี้เป็นผู้ทรงความสุขภายในจิตใจไว้อย่างหนาแน่น และอย่างสงบเงียบ ประหนึ่งว่าเป็นทุกข์เข็ญใจ หลบซ่อนอยู่ตามภูเขา ไม่มีราค่ำราคาเลย เมื่อกล่าวตามหลักความจริงนั้นแลคือมหาเศรษฐีธรรมผู้ทรงไว้ซึ่งศีลซึ่งสมาธิซึ่งปัญญาวิชาวิมุตติหลุดพ้นอยู่ภายในป่าในเขา จิตใจสง่างามครอบโลกธาตุ นี่แหละท่านว่าธรรมเลิศ ไปหาที่ไหนก็ไม่เจอธรรมเลิศ หาคัมภีร์ก็เห็นแต่กระดาษเห็นแต่ตัวหนังสือ อ่านมาแล้วจดจำกันได้ชื่อได้นามแล้วก็ว่าตัวได้มรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพานจริง ๆ ไม่อยู่ในตำรับตำราไม่อยู่ในตัวหนังสือ ตัวหนังสือก็ดีตำรับตำราก็ดีนั่นเป็นแบบแปลนแผนผังที่เราจะหยิบออกมาจากความจดจำแล้วกางออกไปทางภาคปฏิบัติ

ศีลบกพร่องตรงไหนแก้ตามแปลนที่บอก สมาธิไม่ดียังไงแก้และอบรมตามแปลนแห่งธรรมที่เราเรียนมาแล้วนั้น ปัญญาอบรมตามแปลนที่ท่านสอนไว้เรียบร้อยจนกระทั่งถึงวิชาวิมุตติหลุดพ้นขึ้นที่ใจ กิเลสหลุดพ้นที่ใจไม่ได้หลุดพ้นที่คัมภีร์ใบลาน คัมภีร์ใบลานเป็นแบบแปลนแผนผัง ผู้นำคัมภีร์ใบลานมากางออกทางภาคปฏิบัติ ศีลรักษาให้ดี สมาธิบำรุงให้ดี ปัญญาอบรมให้ดีจนกระทั่งถึงวิชาวิมุตติจะตามกันขึ้นมา ๆ จากภาคปฏิบัตินี้ นี่คือธรรมที่คงเส้นคงวาหนาแน่นจากผู้เรียนแล้วปฏิบัติตามอรรถตามธรรมที่เรียนมาจะเป็นผู้ทรงมรรคทรงผลตั้งแต่ต้นจนอวสาน นับแต่กาลบัดนี้ถึงอนาคตข้างหน้า ศาสนาของเราถ้ายังมีผู้ปฏิบัติตามศาสนธรรมอยู่ มรรคผลนิพพานไม่เคยสูญจากโลกไม่เคยสูญจากผู้ปฏิบัติธรรมด้วยความสนใจ

แต่ถ้าเพียงเรียนได้เฉย ๆ จำได้เฉย ๆ ว่าเราถือพุทธ ๆ เดินผ่านวัดไปก็ยกมือไหว้แล้วผ่านไปเสียไม่สนใจ ประหนึ่งว่าวัดก็ดีพระพุทธรูปก็ดีเป็นตุ๊กตาเล่นของเด็ก แต่สิ่งที่ถือเป็นจริงเป็นจังก็มีแต่ความโลภความโกรธราคะตัณหาความทะเยอทะยาน ดิ้นดีดกันทั้งวันทั้งคืน อยู่ไปเท่าไหร่ก็ตายทิ้งเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์ ขอให้พี่น้องชาวพุทธได้พินิจพิจารณาด้วยดี การแสดงธรรมทั้งนี้หลวงตาไม่ได้แสดงด้วยความสงสัยสนเท่ห์ในธรรมทั้งหลายตลอดถึงมรรคผลนิพพาน หลวงตาไม่สงสัย ไม่ว่าสอนธรรมขั้นใดแก่บรรดาพี่น้องชาวไทยเราทั่วไปหมด เราสอนด้วยความรู้จริงจากภาคปฏิบัติของเราเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าสาวกทั้งหลาย ท่านรู้จริงเห็นจริงปฏิบัติตนทรงไว้ซึ่งธรรมนั้นจริง ๆ เวลามาสอนโลกก็สอนตามสิ่งที่รู้ที่เห็นนั้น นี่ก็สอนอย่างนั้นเหมือนกัน

เวลาโง่มันก็โง่จิตดวงนี้ เมื่อถูกกิเลสปิดบังหุ้มห่อไว้มันก็มืดมิดปิดตา มีเท่าไหร่ความชั่วช้าลามก โดนแต่ความชั่วช้าลามก คุณงามความดีมันก็ไม่สนใจ ทีนี้เวลาเราชำระสะสางฝึกฝนอบรมตัวของเราให้ดีมันก็ค่อยดีขึ้น ดีขึ้นจนกระทั่งหายสงสัย ไม่ทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องมรรคผลนิพพาน ครองไว้ที่ใจนี้จนหมดจากการปฏิบัติตามสวากขาตธรรมของพระองค์ นี่ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เราสั่งสอนโลกมา เฉพาะอย่างยิ่งสั่งสอนมาเป็นเวลา ๔ ปี ไม่มีความสงสัยในธรรมทุกขั้นที่นำมาสอนโลก เพราะรู้จริง ๆ เห็นจริงภายในจิตใจเหมือนพระพุทธเจ้า ท่านทรงรู้ทรงเห็นตามภูมินิสัยวาสนาของศาสดา เราแม้จะตัวเท่าหนูภูมิของเราเท่าไหร่เราก็พูดได้เต็มภูมิของเราเช่นนั้นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น การสั่งสอนโลกเราจึงไม่สั่งสอนด้วยความสงสัยไม่ว่าธรรมะขั้นใดจะสูงสุดวิมุตติพระนิพพานก็เต็มอยู่แล้วในหัวใจ จึงเรียกว่าไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้างออกมาแล้วให้ผู้ปฏิบัตินั้นแลเป็นผู้รู้เองเห็นเองในผลของตน นี่ก็ปฏิบัติตามนั้นได้รู้ได้เห็นตามเหตุการณ์ที่เราบำเพ็ญมาจนเป็นผลเป็นที่พอใจ จึงไม่ได้ถามพระพุทธเจ้า การแนะนำสั่งสอนโลกนั้นเราไม่สงสัยในธรรมทุกขั้นทุกภูมิจนกระทั่งถึงวิมุตติพระนิพพานเราไม่สงสัยเต็มอยู่ในหัวใจนี้หมดแล้ว แล้วแต่ท่านผู้มาอยากได้ยินได้ฟังขนาดไหน สมควรที่จะรับได้ไปเพียงใดเราก็แยกแยะให้ สอนไปตามกาลสถานที่บุคคลเป็นลำดับลำดาไป

คนจำนวนมากไม่อาจจะรู้เรื่องรู้ราวในธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นขั้นสูงขึ้นไปก็สอนให้รู้จักศีลจักธรรมปฏิบัติตัวเองตามครอบครัวของฆราวาสญาติโยมให้ได้ศีลได้ธรรมเป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัยบ้าง อย่าอยู่ไปแบบสัตว์นรกมีแต่สร้างบาปสร้างกรรมเต็มตัวตั้งแต่วันเกิดมาจนกระทั่งวันตาย สร้างแต่บาปแต่กรรมนั้นเรียกว่าหาบหามเอานรกขนเอานรกไฟนรกมาเผาหัวใจ ตายแล้วไม่ต้องถามเรื่องนรก มีอยู่โดยสมบูรณ์แล้ว บาปกรรมนั้นแลจะพาลงนรก สวรรค์พรหมโลกนิพพานก็มีมาแล้วโดยสมบูรณ์ตั้งแต่กัปไหนกาลใดมา

การสร้างคุณงามความดีไม่จำเป็นจะต้องไปหามรรคผลนิพพาน ทางเดินไปเพื่อมรรคผลนิพพานหรือไปสวรรค์พรหมโลกไปสายไหนทางใด แยกสามแพร่งหรือสี่แพร่งไม่ต้องไปถาม ขอให้สร้างคุณงามความดีให้ดี ไม่มีอะไรเลิศเลอยิ่งกว่าธรรมยิ่งกว่าบุญกว่ากุศลที่เราสร้างไว้แล้ว นี้แลจะพาเราไปสถานที่ดีคติที่เหมาะสม ไม่ต้องไปถามผู้ใดให้เสียเวล่ำเวลา ขอให้สร้างคุณงามความดีเข้าสู่ใจ ใจนี้เป็นนักรู้ ธรรมก็เป็นธรรมที่เลิศเลอ ธรรมกับใจกลมกลืนกันแล้วพาไปได้ตามสถานที่เราต้องการ สถานที่ดีก็ไม่ต้องถามใคร สถานที่ชั่วก็ไม่ต้องถามใคร คนชั่วบุกเบิกตั้งแต่ทางที่จะไปสู่แดนนรก เวลาตายแล้วไม่เคยเห็นนรกมันก็เห็นเองเพราะอำนาจแห่งกรรมพาไป

ท่านทั้งหลายเชื่อไหมว่าพระพุทธเจ้าแสดงไว้ว่าบาปมีบุญมีนรกมีสวรรค์มีพรหมโลกมีนิพพานมี เปรตผีประเภทต่าง ๆ ทั่วแดนโลกธาตุนี้มี พระพุทธเจ้าพระองค์ใดตรัสแบบเดียวกัน ไม่มีผิดเพี้ยนกันเลยแม้แต่น้อยเพราะทรงรู้ทรงเห็นแบบเดียวกันมาสอนโลกด้วยความสว่างไสว ท่านเรียกว่าโลกวิทู รู้แจ้งเห็นจริงทุกสัดทุกส่วนแห่งโลกสงสาร อาโลโก อุทปาทิ สว่างจ้าตลอดเวลา นี่ธรรมที่สอนโลกนี้ ท่านมาสอนด้วยความสว่างกระจ่างแจ้งว่าบาปมีมีจริง ๆ บุญมีมีจริง ๆ นรกมีจริง สวรรค์มีจริง พรหมโลกตลอดถึงนิพพานมี เปรตสัตว์ประเภทต่าง ๆ ทั่วแดนโลกธาตุนี้มีมากน้อย มีจริง ๆ ไม่เคยโกหกหลอกลวงโลกให้ล่มจมแม้แต่รายเดียวเลย บรรดาพระพุทธเจ้ามาสอนโลก

มีตั้งแต่กิเลสสอนโลกให้ล่มจมตลอดมา พอเกิดขึ้นมานี้กิเลสหุ้มห่อแล้ว ไปที่ไหนกับเขาก็คลังกิเลสเราก็คลังกิเลส พบหน้าพบตากันพูดแต่เรื่องกิเลสความโลภความโกรธความหลงความร่ำความรวยสวยงาม อยากได้สมมักสมหมาย ไม่ได้คำนึงถึงความผิดถูกชั่วดี แล้วผิดพลาดไป สร้างสิ่งที่สมหมายกลายเป็นสิ่งที่ผิดหวังไปเสีย เพราะไม่ใช่ธรรมพาสร้าง กิเลสพาสร้างคนให้ล่มจม ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้ การแนะนำสั่งสอนโลกนี้เราสั่งสอนทางด้านวัตถุเป็นอันดับสอง สั่งสอนทางด้านจิตใจเพื่อเข้าสู่ศีลสู่ธรรมนี้เป็นอันดับที่หนึ่ง ไปที่ไหนจึงพ้นไม่ได้เรื่องการแนะนำสั่งสอนจิตใจให้มีศีลมีธรรม ให้เป็นที่พึ่งที่อาศัยฝากเป็นฝากตายได้จริง ๆ คือศีลคือธรรมเท่านั้น นอกจากนั้นมีแต่เรื่องกิเลสหลอกลวง ครั้นหลอกลวงไปแล้วมันจะหลอกลวงไปไหน ก็หลอกลวงเพื่อให้ล่มให้จม ถ้าไม่มีธรรมฉุดลากเอาไว้แล้วจมไปด้วยกันสัตว์โลกไม่นิยมว่าชาติชั้นวรรณะใด จึงขอให้พากันสนใจในอรรถธรรม

ธรรมของศาสดาองค์เอกสั่งสอนสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ไปมากขนาดไหนไม่มีประมาณเลย แต่เรื่องของกิเลสเสี้ยมสอนสัตว์โลกมีแต่พาให้ล่มจม แม้จะไม่ล่มจม อย่างมนุษย์สัตว์เราอยู่ร่วมกันเวลานี้ ใครได้รับความสุขความเจริญมากน้อยเพียงไร วิ่งตามกิเลสโดยไม่มีธรรมขัดขวางเลยมักจะมีตั้งแต่ความทุกข์ความลำบากเป็นพื้นฐานแห่งจิตใจ ครั้นมาพบกันก็มาระบายแต่กองทุกข์ใส่กัน ส่วนที่จะนำความสุขความสมหวังจากกิเลสที่ตนตะเกียกตะกายไปตามตนนั้น มาเล่าสู่กันฟังว่าข้าวิ่งตามกิเลส ข้าวิ่งตามความโลภ ได้เท่าไหร่ข้ายิ่งเพลินใจหาเท่าไหร่ยิ่งได้ยิ่งเพลินใจ ความโกรธโกรธเขาตาดำตาแดง ถ้าพินาศฉิบหายข้ายิ่งมีความสุข ราคะตัณหาข้ามีเมียมากเท่าไหร่ ข้ามีผัวมากเท่าไหร่ ข้ายิ่งมีความสุขความเจริญ คุณอยากได้ความสุขความเจริญกลับไปบ้านไปหาผัวใหม่ได้สักสิบผัวแล้วกลับไปบ้านไปหาเมียใหม่สักสิบเมียเอามาแข่งกัน เอาความสุขอวดพระพุทธเจ้าสักหน่อยมีมั้ย

พระพุทธเจ้ามีพระชายาคือพระนางพิมพาพระองค์เดียวเท่านั้น ทรงบำเพ็ญบารมีมาด้วยความเป็นผัวเมียเดียว ฝากเป็นฝากตายมาตั้งแต่ก่อกำเนิดเกิดความปรารถนาความเป็นโพธิญาณเพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาจนกระทั่งสมมักสมหมาย ศาสดาเอกได้ตรัสรู้ขึ้นมาไปสั่งสอนพระนางพิมพา พระนางพิมพาเป็นคู่บารมีฝากเป็นฝากตายมาตั้งกี่กัปกี่กัลป์แล้ว ทรงพระเมตตาไปสั่งสอนพระนางพิมพาจนกระทั่งพระนางพิมพาได้ตรัสรู้ธรรมตามเสด็จพระพุทธเจ้าทัน ทั้งสองพระองค์ได้หลุดพ้นจากกองทุกข์แล้วด้วยความเป็นผู้มีผัวเดียวเมียเดียว แล้วใครจะเลิศเลอยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าที่มีเพียงผัวเดียวเมียเดียว เรามีสิบผัวยี่สิบเมียมีความสุขขนาดไหน ถ้าว่าเก่งจริงก็ไปอวดพระพุทธเจ้าบ้างสิ

นี่มันไม่มีมีแต่เอาไฟมาเผากันเพราะความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ความไม่รู้จักประมาณเพราะวิ่งตามกิเลส กิเลสมันมีเมืองพอที่ไหน ฟังแต่คำว่าตัณหา ๆ ตัณหาแปลว่าอะไร แปลว่าความเสือกคลาน ความทะเยอทะยาน ความหิวโหยไม่มีวันพอได้เท่าไหร่ยิ่งดีดยิ่งดิ้นเอาจนเจ้าของตาย นี่เรื่องของกิเลส ให้เอาธรรมเข้าไปหักห้ามบ้างจะพออยู่พอกินพอเป็นพอไป ทุกสิ่งทุกอย่างถ้ามีธรรมเข้ากำกับรักษาแล้วยังไงก็พอเป็นพอไป ไม่ล่มจมโดยถ่ายเดียวเหมือนกิเลสพาฉุดลากไปนะ

เราเป็นลูกชาวพุทธไปที่ไหนมองเห็นคน มันเห็นตั้งแต่กองกิเลสเต็มบ้านเต็มเมืองกิริยาของธรรมที่จะแสดงออกว่าเขาถือศาสนาพุทธไม่ค่อยมีและไม่มี มีแต่กิเลสเต็มตัว ๆ ไปที่ไหนแสดงแต่กิริยาอาการของกิเลสออกมา เพราะสั่งสมแต่กิเลสมันก็มีมากมูนขึ้นมา มองดูเขาเหมือนเรา มองดูเราเหมือนเขา เรื่องความสุขความทุกข์มองดูก็พอ ๆ กัน หาใครที่จะยิ่งหย่อนกว่ากันพอจะมาคุยมาโม้สู่กันฟังไม่มี ถ้าเราปฏิบัติธรรมแล้วจะมี ไม่สงสัย อยู่ร่วมกันนี้แหละในดินแดนเมืองไทยด้วยกัน คนหนึ่งเป็นชาวพุทธมีความรักใคร่ใส่ใจต่ออรรถต่อธรรม

ตื่นเช้าขึ้นมาหุงข้าวนึ่งข้าวไปใส่บาตรไม่ได้กี่องค์ก็ตาม องค์หนึ่งสององค์ก็ยังดี วันนี้พื้นฐานแห่งทานของเราเกิดแล้ว เราได้ให้ทานแล้ว วันต่อมาเราก็ให้ทาน วันต่อไปเดือนต่อไปเราก็ให้ทาน นี่เป็นพื้นฐานแห่งการสร้างความดีแก่ตน เรียกว่าสร้างความกว้างขวาง ไปที่ไหนคนมีการทำบุญให้ทานด้วยความเสียสละจะไม่อดอยากขาดแคลน ยิ่งให้ทานมากเท่าไหร่อย่าเข้าใจว่าจะจม คนมีทานบารมี มีจิตใจกว้างขวางนี้ไปที่ไหนไม่อดอยากแม้จะเกิดในภพใดชาติใดก็ตาม หากมีบุญมีกุศลเข้าหนุนจิตใจ นั้นแหละใจเป็นของไม่ตาย บุญไปตามจิตใจ ติดแนบไปกับจิตใจ ไปที่ไหนแทนที่จะอดจะอยากขาดแคลนไม่อดไม่อยาก จนกระทั่งถึงแดนฟ้าแดนสวรรค์ไปจากบุญจากกุศลแล้วนั้นจนกระทั่งถึงพระนิพพาน นี่แหละคนมีบุญมีกุศล

การรักษาศีลรักษาธรรมก็ให้มีการรักษาบ้างนะ ทานก็ให้มี วันหนึ่ง ๆ อย่าให้ขาดทานไป ทานเป็นเชื้ออันสำคัญมากทีเดียว ศีลควรจะมีบ้างก็ให้มีแล้วภาวนานี้สำคัญมากที่จะให้รวมกุศลทั้งหลายซึ่งเราบำเพ็ญมามากน้อยเข้าสู่จิตตภาวนา จิตตภาวนานี้เป็นเหมือนทำนบใหญ่ เราสร้างทำนบใหญ่ไว้ น้ำไหลมาจากคลองใดสายใดก็ตามจะไหลเข้าสู่ทำนบใหญ่จะเต็มไปด้วยน้ำ อันนี้เราสร้างจิตตภาวนาทำความสงบใจวันหนึ่ง ๆ ให้ได้ภาวนา พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ก็แล้วแต่ อย่านอนเปล่า ๆ หมอนมันอยู่ที่บ้านเรานั่นแหละ นอนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ธรรมนั้นอยู่ที่ใจหากไม่สนใจก็ไม่ภาวนากัน จึงควรภาวนากันบ้าง พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ให้ได้ระลึกเวลาจะหลับนอน เพราะเวลานั้นไม่ได้สร้างความกังวลอะไรมีแต่จะหลับจะนอน ให้นึกคำบริกรรม พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ อันใดก็ได้มาติดกับใจของเราให้หลับไปกับคำว่า พุทฺโธ ๆ ๆ นั้นทุกวี่ทุกวันไป

จิตใจของเรามีความสงบผ่องใส บางครั้งบางคราวนี้คำว่า พุทฺโธ จะแสดงฤทธิ์ขึ้นภายในจิตใจของเราให้เกิดความสว่างกระจ่างแจ้งอัศจรรย์ขึ้นมา นี่แหละท่านผู้ภาวนาท่านเห็นความแปลกประหลาดอยู่ที่จิตใจไม่ได้อยู่ที่อื่นใด ความแปลกประหลาดอยู่ที่จิตใจ เราก็ขอให้พากันภาวนาบ้าง อย่านอนเฉย ๆ เหมือนซุงทั้งท่อนไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ให้มีภาวนาบ้าง คำว่า ภาวนา ๆ คืออบรมจิตใจให้สงบเย็น เมื่อจิตใจมีความสงบเย็นแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นบริษัทบริวารอยู่ในขอบเขตแห่งเราผู้เป็นเจ้าของ เราก็จะชุ่มเย็นไปตาม ๆ กัน ผัวก็ดีเมียก็ดี ต่างคนต่างมีศีลมีธรรม ไม่ค่อยทะเลาะกัน ศีลก็มีด้วยกัน ธรรมก็มีด้วยกัน มีความอดความออมกัน มีความเก็บความรู้สึกไว้ดี แล้วไม่ค่อยมีอะไรผิดพลาด สร้างฟืนสร้างไฟเผาหัวอกกัน

นี่คือผู้มีศีลมีธรรมแทรกอยู่ในครอบครัวใดบุคคลใดจะเป็นผู้สงบร่มเย็น ไปที่ไหนคบค้าสมาคมกับใครคนมีศีลมีธรรมจะอยู่เย็นเป็นสุขแล้วคนอื่นชอบคบค้าสมาคม แต่คนมีตั้งแต่กิเลสตัณหาเต็มหัวใจไปที่ไหนเขากลัวยิ่งกว่าเสือ เสือตัวหนึ่งเขาไม่กลัวยิ่งกว่าคนพาลสันดานหยาบนักเลงโต นักเลงมันก่อความฉิบหายได้ทั่วบ้านทั่วเมือง เสือตัวหนึ่งไม่ได้ก่อได้มากมาย นี่นักเลงโตมันร้ายกว่าเสือ ให้ระวังตัวของเรา ระวังตัวของเรานั้นแหละอย่าไประวังนักเลงโตที่ไหน เราเป็นนักเลงโตก็ได้ มันเป็นบัณฑิตนักปราชญ์ฉลาดแหลมคมก็ได้ มันเป็นได้หลายอย่าง จากการฝึกฝนอบรมตัวเองทรมานตัวเอง ความทุกข์ยากลำบาก การสร้างความชั่วก็ทุกข์ การสร้างความดีก็ทุกข์ การสร้างความชั่วทุกข์นี่ทุกข์เพื่อมหันตทุกข์ แต่การสร้างความดีนี้ถึงจะทุกข์ก็เพื่อความสุขบรมสุขตลอดไป ให้พากันอุตส่าห์พยายามบ้างนะ

ชาวพุทธเรารู้สึกห่างเหินศีลธรรมมากทีเดียว นี่หลวงตาในฐานะเป็นหลวงตามาพูดกับลูกกับหลานพูดตามหลักความจริงเพื่อให้รู้เหตุรู้ผล หลวงตาได้ดำเนินมาแล้วก่อนที่จะมาสั่งสอนพี่น้องทั้งหลายหรือในฐานะว่าเป็นอาจารย์ได้ดำเนินมาทุกสิ่งทุกอย่าง ความชั่วช้าลามกก็มีในหัวใจ ได้ฝึกฝนอบรมมันแก้ไขดัดแปลงชำระล้างมันไป มันก็เบาไป ๆ ศีลธรรมเราก็สั่งสมขึ้นภายในใจของเรา จิตใจก็ร่มเย็น สุดท้ายก็แน่ใจในตัวเองว่าตายแล้วไปเกิดที่ไหน อย่างปัจจุบันนี้หลวงตาไม่สงสัยแล้ว การตายของหลวงตาไม่สงสัย หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรเหลือ ตั้งแต่จิตกับกิเลสขาดสะบั้นออกจากหัวใจดวงเดียวนี้เท่านั้น ตัดสินตั้งแต่บัดนั้นมา ไม่เคยได้คิดได้อ่านเป็นกังวลว่าเราเกิดมาแต่ก่อนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเป็นยังไงนะแล้วชาติหน้าเราจะไปเกิดเป็นอะไร

ปัจจุบันเราเต็มเปี่ยมด้วยความพอแล้ว ด้วยธรรมเลิศเลอ เราจึงไม่มีอะไรสงสัย การแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกเราจึงไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน จึงสั่งสอนด้วยความเต็มเม็ดเต็มหน่วย ธรรมพระพุทธเจ้าเลิศเลอสุดยอดแล้ว แต่เรามันกลายเป็นที่เขาเรียกว่านิทานอีสป นี้แต่ก่อนที่เราเรียนหนังสือ เราก็ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน เวลาไปเรียนแล้วจึงไปเห็นในธรรมะว่าไก้แจ้ตัวหนึ่งคุ้ยเขี่ยหาอาหารไปพบพลอยเม็ดหนึ่งงามดีมีค่ามาก จึงร้องเปรย ๆ ขึ้นว่า นี่ถ้าเจ้าของของเจ้ามาพบเจ้าเช่นนี้ เขาคงเก็บเจ้าไปฝังไว้ในหัวแหวนตามเดิม แต่นี้เจ้าไม่มีประโยชน์อะไรกับเรา สู้ข้าวสุกข้าวสารเมล็ดเดียวไม่ได้ ว่าแล้วไก่แจ้คุ้ยเขี่ยหาอาหารไปในแปลงอื่นๆ ไม่สนใจกับเพชรกับพลอย

ท่านจึงสรุปว่าของที่ดีเป็นประโยชน์ คนไม่รู้จักใช้ เหยียบเพชรเหยียบพลอยไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย นี่เราจะเห็นศาสนาว่าสู้ข้าวสุกข้าวสารไม่ได้นะ ไม่เป็นประโยชน์อะไรแก่เรา ถ้าจะไหว้ให้ไหว้พระก็เหนื่อย จะให้สวดมนต์ก็เหนื่อย จะให้ไปวัดไปวาฟังศีลฟังธรรมก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เหยียบเพชรเหยียบพลอยไปหยก ๆ อันใดที่จะว่าเป็นของดีก็คุ้ยเขี่ยอันนั้นคุ้ยเขี่ยอันนี้ เห็นอันไหนดีทั้งนั้น อันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดี คุ้ยเขี่ยไปหาลาภหายศหาความสรรเสริญหาของดิบของดี ไม่ทราบว่าอะไรเป็นของดิบของดีประสาของไก่มันก็คุ้ยเขี่ยไปตามประสาของมันนั้นแหละ เลยไม่เกิดประโยชน์อะไร

นี่ท่านสอนไว้ในธรรมมีในชาดก นิทานอันนี้นะ เพชรพลอยเป็นยังไง เราได้เพชรพลอยมาเพียงเม็ดหนึ่ง เราไปขายเอาเงินมาซื้อข้าวสุกข้าวสารจะได้สักกี่ยุ้งกี่ฉางล่ะ อันนี้เพชรพลอยเม็ดหนึ่งมันไม่เกิดประโยชน์อะไรสู้ข้าวสุกข้าวสารเมล็ดเดียวก็ไม่ได้ ลองดูสิเมล็ดหนึ่งมันมีคุณค่าขนาดไหน อันนี้วิ่งตามโลกตามสงสารไม่รู้จักเป็นจักตาย ประหนึ่งว่าไม่มีป่าช้า โลกอันนี้เขาตายกันทั่วโลกดินแดน ไอ้เราไม่มีป่าช้าเพราะความทะเยอทะยานความดีดความดิ้น เห็นแก่ได้แก่รวยทั้ง ๆ ที่มันไม่รวยมันก็ดิ้นไปตามประสาของมัน ตายแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร อย่างมากเขานิมนต์ไปกุสลามาติกา วันนี้ไปโปรดสัตว์หน่อยค่ะ โปรดสัตว์หน่อยครับ สัตว์ตายแล้วคนนั้นตายคนนี้ตายก็นิมนต์ไปกุสลา ธมฺมา เสร็จแล้วก็ไปกินเหล้ากินยาในโรงศพนั้นแหละ แทนที่จะคิดถึงความสลดสังเวชเรื่องความเป็นความตายมันมีทั่วหน้ากัน เวลานี้เขาตายต่อไปเราอาจตายก็ได้ แทนที่จะคิดอย่างนี้ มันสู้ไหเหล้าไม่ได้นะแก้วเหล้าเต็มไปหมด ไปคุยกันหาแต่แก้วเหล้าเพิ่มความหลงเข้าไปอีก เป็นยังไงชาวพุทธเรา น่าคิดน่าอ่านมั้ยท่านทั้งหลาย

ธรรมประเภทนี้มีใครมาสอนท่านทั้งหลายมั้ย ไม่มีใครมาสอน พระท่านก็เกรงใจโยม พระท่านก็ติดตัวเอง เกรงใจโยมเพราะท่านเกรงใจท่าน ท่านอาย ท่านสอนไม่ได้ ท่านเองอาจผิดไปด้วยก็ได้ ท่านจึงไม่กล้าสั่งสอนโยม หลวงตาบัวนี้เอาธรรมพระพุทธเจ้ามาสอนพี่น้องทั้งหลาย พระพุทธเจ้าไม่ติดอะไร ธรรมจึงเป็นธรรมไม่ติดอะไร สอนได้ทุกบททุกบาท ดีบอกว่าดีชั่วบอกว่าชั่ว จึงเรียกว่าเป็นธรรมสอนโลก ไม่งั้นโลกจะยึดเป็นคติตัวอย่างได้ยังไง ดีบอกชั่ว ชั่วบอกว่าดี ลูบแข้งลูบขาไปอย่างงั้นใช้ไม่ได้ ไม่ใช่ธรรม ประจบประแจงเลียแข้งเลียขา ลูบหน้าปะจมูก นั้นเรียกว่าธรรมของกิเลส มีแต่หลอกแต่ลวงประจบประแจงกัน ธรรมของพระพุทธเจ้าแท้ดีบอกว่าดีชั่วบอกว่าชั่ว

วันนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่ได้มาสั่งสอนพี่น้องทั้งหลาย โดยที่ท่านทั้งหลายได้บริจาคเป็นมหากุศลเข้าสู่ใจสมบัตินั้นเข้าสู่คลังหลวงแล้วก็ได้ยินได้ฟังอรรถฟังธรรมที่แนะนำสั่งสอนวันนี้ ขอให้พากันนำไปปฏิบัติ อย่านอนจมอยู่เฉย ๆ กับศาสนาเป็นเพชรเป็นพลอยแต่ไม่เกิดประโยชน์เลย มันไม่เป็นท่านะ พระพุทธเจ้าเลิศด้วยธรรม ไม่ได้เลิศด้วยเมล็ดข้าวนะ เลิศด้วยธรรม ธรรมนั้นแลคือเพชรคือพลอย เราขอให้มีความเลิศด้วยธรรมก็มี เวลาเสาะแสวงหาสมบัติเงินทองข้าวของเพื่อธาตุขันธ์ของเรา เพราะมันมีความบกพร่องต้องการตลอดเวลาสำหรับธาตุขันธ์นี้เราก็เสาะแสวงหามา

ส่วนใจของเราที่มีความทุกข์ความเดือดร้อนเรียกร้องหาเจ้าของอยู่ตลอดเวลาให้มาแก้ไขดัดแปลงสร้างคุณงามความดีเพื่อใจได้ดื่มธรรมพอมีความอิ่มเอิบขึ้นเป็นความสุขบ้าง นี่จิตเรียกร้องหาความสุขความสมหวังจากเจ้าของแต่เจ้าของไม่สนใจ ตายแล้วก็ไปจมอีก มันเกิดประโยชน์อะไร จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้นำไปประพฤติปฏิบัติตั้งแต่บัดนี้ หลวงตาบัวพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังด้วยความเมตตาล้วน ๆ ไม่ได้ตำหนิติเตียน ผู้หนึ่งผู้ใดเพราะคนมีกิเลสย่อมมีผิดมีพลาดด้วยกัน การแนะนำสั่งสอนธรรมพระพุทธเจ้า เป็นธรรมสิ้นกิเลส เป็นธรรมบริสุทธิ์ จึงมาชะล้างในสิ่งที่ผิดที่พลาดมัวหมองให้เป็นของสะอาดสะอ้าน เป็นของที่ดีควรแก่การใช้สอยต่อไป

วันนี้การแสดงธรรมก็เห็นสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก