ดินแดนแห่งเพชรน้ำหนึ่ง
วันที่ 10 ตุลาคม 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

ดินแดนแห่งเพชรน้ำหนึ่ง

หลวงปู่มั่นเราทางภาคเหนือท่านเที่ยวมากจริง ๆ ท่านบอกท่านเห็นคุณค่าทางภาคเหนือ บรรดาที่ผ่านมานี้ท่านบอกว่า เห็นคุณค่าทางภาคเหนือมากกว่าภาคอื่น ๆ ในการภาวนาของท่าน ว่าอย่างนั้นเราไม่ลืม เพราะท่านไปอยู่ทางเชียงใหม่ตั้ง ๑๑ ปี ท่านไปเที่ยวหมด อุตรดิตถ์ก็มาจำพรรษาหนึ่ง ที่มากที่สุดก็เชียงใหม่ ตั้ง ๑๑ ปี ท่านไปหมดละ เชียงใหม่ เชียงราย แถวนั้นไปหมด แต่ว่าหลักใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ เชียงใหม่นี้มีพระเพชรน้ำหนึ่งผุดขึ้นที่นั่นหลายองค์ ของเล่นเมื่อไร หลวงปู่มั่น หลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ตั้ง ๕ องค์ที่เชียงใหม่ เพราะเป็นที่สงัดงบเงียบ เหมาะกับการบำเพ็ญธรรมอย่างยิ่งทีเดียว เพราะฉะนั้นท่านเหล่านี้จึงไปสำเร็จที่นั่น ๆ ไม่มีใครรบกวน ท่านอยู่ในป่าในเขาแถวนั้นรอบ ๆ เชียงใหม่นั้นแหละ

ในเชียงใหม่ท่านก็เคยมาจำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง วัดเจดีย์หลวงเป็นวัดที่ท่านเข้า ๆ ออก ๆ เกี่ยวกับเรื่องพระผู้ใหญ่ไปเกี่ยวข้องนิมนต์ท่านมาอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นท่านจึงเข้า ๆ ออก ๆ จังหวัดเชียงใหม่ บางปีก็มาจำพรรษาที่นั่นเพื่อความอบอุ่นแก่พี่น้องชาวเชียงใหม่เรา พอได้โอกาสท่านก็ออกไปแล้วเข้ามาเรื่อย ๕ องค์เท่าที่เราจำได้นะ นอกจากนั้นเราก็ไม่ทราบ แต่แน่ใจว่าจะมี องค์ที่เราชัดเจนก็มีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น ที่ระบุนามออกมานี้มีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น แต่ไม่ทราบว่าจุดไหน ๆ ที่ท่านสำเร็จที่นั่นที่นี่ จำได้แต่หลวงปู่ขาวท่านเล่าให้ฟัง เพราะนั้นซัดกันเสียเต็มเหนี่ยวจึงได้รู้เรื่องหมดล่ะซี ท่านบอกจนกระทั่งสถานที่ที่จุดเฉพาะเสียด้วยนะ ท่านบอกว่าโรงขอด อ.พร้าว ท่านไปสำเร็จอยู่ที่นั่น

ท่านบอกว่าท่านไปอาบน้ำ นั่นเห็นไหมสติปัญญาอัตโนมัติ ขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้วเดินไปไหนเป็นธรรมทั้งหมดนะ ธรรมะจะกว้านเข้ามาเป็นธรรม ๆ ทั้งหมด ถ้าเวลาจิตมันเป็นกิเลส กิเลสเต็มตัวแล้วไปไหนเป็นกิเลสทั้งนั้นเต็มตัว ๆ ทีนี้เวลาจิตได้ก้าวออกสู่ธรรมแล้วก็แบบเดียวกัน ไม่ได้ผิดกันแม้เปอร์เซ็นต์เดียว เวลากิเลสมีกำลังกล้านี้มันเป็นอัตโนมัติหมุนของมันต่อสัตวโลกทั่วแดนโลกธาตุ ไม่มีต้นมีปลาย มันหมุนของมันอยู่อย่างนั้น คิดแย็บออกไปเป็นแล้ว เพราะกิเลสดันออกให้คิด คิดออกไปก็เป็นกิเลส เป็นดอกเป็นผลของกิเลสทั้งนั้น ๆ เป็นปรกติของสัตวโลก เมื่อไม่มีอะไรแทรกขึ้นมาก็ไม่มีคู่แข่งล่ะซี เมื่อมีธรรมแทรกขึ้นมาธรรมก็เป็นคู่แข่ง แข่งเข้าไปเรื่อยจนกลายเป็นธรรมอัตโนมัติเหมือนกัน

กิเลสเป็นอัตโนมัติใครก็รู้ทั่วโลก เป็นทั่วโลก ถึงเจ้าของไม่รู้ว่าเป็นอัตโนมัติก็ตาม แต่ความจริงมันก็เป็นทั่วโลก อันนี้ไม่มีธรรมแทรกขึ้นมาก็ไม่รู้ ไม่มีคู่แข่ง ประหนึ่งว่ามีแต่กิเลสอย่างเดียวในโลกอันนี้ ไม่ปรากฏว่ามีธรรมเลย พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้ผึงขึ้นมา ธรรมออกแล้วนั่น ธรรมออกแล้วก็แตกกระจายออกไปจากพระพุทธเจ้าไปหาสาวกทั้งหลาย เป็นประเภทต่าง ๆ กัน วิธีการฆ่ากิเลสจะเป็นของท่าน ๆ ต่อไปก็เป็นอัตโนมัติ สติปัญญาอัตโนมัติ เรียกว่าธรรมเป็นอัตโนมัติ เมื่อถึงขั้นอัตโนมัติแล้วก็แบบเดียวกับกิเลสเป็นอัตโนมัติหมุนในหัวใจของสัตว์ ธรรมเป็นอัตโนมัติแล้วก็หมุนตลอดไม่มีอิริยาบถ

ถ้าว่ายืนก็เป็นธรรมตลอด พิจารณาธรรม นั่งพิจารณาเป็นธรรมตลอด เป็นอัตโนมัตินะ เป็นเอง ยืนเดินนั่งนอนเว้นแต่หลับเท่านั้น นอกนั้นเป็นเวลาทำงานของธรรมแก้กิเลสโดยอัตโนมัติล้วน ๆ นั่นละธรรม ให้ท่านทั้งหลายทราบเสีย เมื่อมีคู่แข่งก็ทราบได้ชัดว่า กิเลสเป็นอัตโนมัติฉันใดในการฉุดสัตวโลก ธรรมก็เป็นอัตโนมัติในการแก้สัตวโลกเช่นเดียวกัน เมื่อมีกำลังอย่างเดียวกันแล้วเป็นแบบเดียวกัน ไม่ผิดกันแม้กระเบียดเดียว หมุนกลับ ไม่ว่าเวลาไหน แม้ที่สุดเราฉันจังหันอยู่นี้ มันไม่ได้อยู่กับลิ้นกับปากกับอาหารนะ มันหมุนของมัน เหมือนอย่างเรารับประทานอาหารอิ่มแล้วก็ตาม เรื่องคิดเป็นของกิเลสมันจะเป็นของมันตลอด เป็นแต่เพียงไม่แสดงตนตัวออกมาเป็นรูปเป็นภาพเฉย ๆ มันหากเป็นของมันอยู่อย่างนั้น เรียกว่าอัตโนมัติของกิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์ เพราะมันมีเครื่องดันออก ๆ

พื้นฐานมันคืออวิชชา นั่นละบ่อเกิดแห่งกิเลส ดันกิเลสทั้งหลายให้ออกทำงาน คืออวิชชา เมื่ออวิชชาดับแล้วก็หมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ ท่านจึงเรียกว่า อวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ เมื่ออวิชชาอย่างเดียวดับเสียเท่านั้น สังขาร วิญญาณ นาม รูป ผัสสะอะไรดับหมดเลย ครั้นเวลาอวิชชามีรากฐานอย่างเดียว อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ต่อไปอีกยืดยาวไม่มีสิ้นสุด ทีนี้พออวิชชาดับพรึบ หมด เหมือนอย่างรากแก้วต้นไม้นี่ เมื่อปลูกต้นมันขึ้นไปแล้ว กิ่งก้านสาขาดอกใบมันจะแตกกระจัดกระจายออกไป เมื่อถอนรากแก้วขึ้นมาพรวด กิ่งก้านสาขาดอกใบก็ดับพรึบไปด้วยกันหมด แบบเดียวกัน

นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีผู้ค้นคิดขึ้นมาก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยผู้ค้นคิดขึ้นมาก่อน เช่น พระพุทธเจ้าเป็นปฐมฤกษ์อันใหญ่หลวงแหละ จากนั้นธรรมก็กระจายไป เวลานี้ศาสนาพระพุทธเจ้าของเรายังทรงพระชนม์อยู่ คือธรรมของท่าน พระสรีระของท่านล่วงไป แต่ธรรมเสี้ยมสอนไว้เป็นศาสดาแทนท่าน ก็สอนไว้อย่างนั้น ใครดำเนินตามนี้ก็ก้าวออกไป ๆ อยู่อย่างนั้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่เดินตามกิเลสก็ลากไป ให้อยู่เฉย ๆ ไม่ได้นะใจ กิเลสไม่ลากธรรมลาก ธรรมไม่ลากกิเลสลาก เมื่อกิเลสสิ้นแล้วมีแต่ธรรมอย่างเดียว บริสุทธิ์เต็มที่แล้วไม่ลากไม่เข็น พอ นั่น

มีคู่แข่งกันอย่างนั้นละ เวลาธรรมเป็นอัตโนมัติ เป็นอย่างเดียวกันกับกิเลสเป็นอัตโนมัติ ก็เป็นในหัวใจของสัตว์ เพราะกิเลสอยู่ในหัวใจ แก้กันอยู่ในนี้ตลอดเวลา มันเกี่ยวโยงกับอะไรตามแก้ตามถอดตามถอนเข้ามาเรื่อย ๆ นั่นเรียกว่าธรรมทำงาน ไม่มีหยุด ธรรมทำงานนี้ยิ่งเร่งกว่ากิเลสทำงานอีกนะ คือเรื่องกิเลสทำงาน เวลาหนักมันก็หนักเหมือนกัน เอาจนนอนไม่หลับจนเป็นบ้าไปเลยก็มี นี่ละกิเลสทำงานหนัก จนเป็นบ้า นอนไม่หลับ กินไม่ได้ เวลามันเอาหนักนะ แต่เราไม่รู้ว่าเป็นกิเลส มันหมุนของมันอยู่นั้น ของเก่าคิดแล้วคิดเล่า ไม่ถือว่าเป็นของเก่าเป็นเดนไปแล้วไม่เอา ใหม่เอี่ยม ๆ กิเลสหมุนขึ้นมานี้ใหม่เอี่ยม ให้หลงตลอดเวลาเวลามันทำให้หลง เรื่องราวผ่านมากี่ปีกี่เดือน พอระลึกได้นี้มันสด ๆ ร้อน ๆ นะ มันไม่ได้ว่าอันนี้คิดแล้วเป็นเดนไปแล้ว ปัดทิ้ง ไม่มี กิเลสเอามาอุ่นกินอยู่นั้นละสด ๆ ร้อน ๆ เวลามันทำงานหนักมันก็หนักแบบเดียวกันกับธรรม

แต่ธรรมนี้เวลาหนัก-หนักจริง ๆ หนักไม่ถอยหลังเลย กิเลสเวลามันหนักมันก็มีเวลาผ่อนเบา คนเป็นบ้าหายบ้าได้ คนนอนไม่หลับก็มีทางระงับดับลงได้อยู่ แต่ธรรมเมื่อเวลาได้ก้าวเข้าสู่นี้แล้วไม่มีถอย ก้าวเรื่อย ๆ เร่งเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลางค่ำกลางคืนกลางวันลืมหลับลืมนอน นอนกลางคืนไม่หลับ ธรรมมันหมุนของมัน เจ้าของนอนไม่หลับ ระงับจิตให้หลับมันพุ่ง ๆ ของมัน มันเอากับกิเลสไม่ถอย กลางคืนไม่หลับ กลางวันยังไม่หลับอีก หมุนติ้ว ๆ นั่นละเวลามันเร่ง มันเร่งเพราะอะไร มันเห็นโทษของวัฏจักรของกองทุกข์ที่เกิดจากกิเลสผลิตขึ้นมานี้ มันก็เห็นอย่างถึงใจ ทีนี้เห็นคุณค่าของธรรมก็เห็นอย่างถึงใจอย่างเดียวกันแล้ว มันจะถอยไม่ได้ ยิ่งเห็นคุณค่าของธรรมหนักเข้า ๆ เท่าไร ยิ่งเห็นโทษของกิเลสหนักไปตาม ๆ กัน นี่ละที่ว่าหมุนเป็นอัตโนมัติ ไม่มีเวล่ำเวลาเลยเรา ต้องบังคับให้นอน

บังคับไม่ให้ออก บังคับเข้าสู่สมาธิ ให้จิตสงบ ๑) บังคับให้หลับนอน ๑) ไม่งั้นไม่หลับ ธรรมะประเภทนี้ถ้าลงได้ออกแล้วไม่ถอย เจ้าของจะเป็นจะตายไม่ได้คำนึง มีแต่จะเอาให้กิเลสแหลกให้หลุดพ้น ๆ อย่างเดียว นั่นละท่านว่าความเพียรกล้า เป็นอย่างนั้นนะ

อย่างท่านอาจารย์ขาวก็เหมือนกันเวลาท่านเล่าให้ฟัง คือไปซัดกันอยู่ที่อำเภอหนองบัวลำภู ที่เคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ พอพูดกันเต็มเหนี่ยวแล้ว แอ้ม ขึ้นข้าง ๆ เราโมโห ก็นึกว่ามีพระองค์หนึ่งที่อุปัฏฐากท่านนั่งอยู่ด้วยกัน กับท่านกับเรา ๓ องค์ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ท่านเตรียมให้เอากัน มหาบัวอยู่หลังนี้ ให้ท่านขาวอยู่นี้ วันนี้ไม่ต้องมาทำงาน ท่านเปิดโอกาสให้หมดนะ นั่นเห็นไหม วันนั้นไปงานวัดมหาชัย ท่านเป็นหัวหน้างาน เจ้าคุณธรรมเจดีย์ อุปัชฌาย์ของเรา ท่านสั่งเขาจัด หลังนี้ให้ท่านขาว อันนี้ให้มหาบัว อยู่ใกล้ ๆ กันนี่แหละ พวกนี้ไม่ยุ่งกับงานแหละ ท่านพูดของท่านเอง ท่านเปิดทางให้เรา ท่านก็สั่งว่าไม่ต้องไปแหละงาน อยากคุยธรรมะธัมโมก็คุยเสีย นั่นเห็นไหมท่านเปิดโอกาส เราจะดูเองดูงาน ไม่ไปจริง ๆ เรา ไม่ไปเลย งานอยู่ทางโน้นไม่ไปสนใจเลย

สองต่อสองฟัดกัน ตั้งแต่ ๒ ทุ่มถึง ๖ ทุ่ม เราไม่ลืม เรายังจะตามฆ่ามันอยู่แม่ชีคนนี้น่ะ มันตายแล้วแหละยังอยากตามฆ่ามันอยู่ โมโห คุยกันจนเต็มเม็ดเต็มหน่วย เอาเสียเต็มเหนี่ยวแล้ว จนกระทั่งหมดเรื่องราวแล้วตั้งแต่ ๒ ทุ่มถึง ๖ ทุ่ม มันก็นั่งอยู่ข้าง ๆ นี่ ฝาขัดแตะอย่างบ้านนี่ มันนั่งอยู่ข้างนอกนั้น มีเสาไม้ไผ่อยู่ทางนี้เราก็นั่งพิงเสาไม้ไผ่ มันนั่งอยู่ข้างนอกจะคืบเดียวละมั้ง มีฝากั้นเท่านั้นเอง ก็ไม่รู้ มันไม่แสดงเสียงอะไรเลย เหมือนไม่มีคน ทางนี้ก็ฟัดกันเต็มเหนี่ยวกับหลวงปู่ขาว จนกระทั่งจบเรียบร้อยแล้ว พอพูดแยกไปทางโน้นทางนี้เกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยว ฟังเสียงแอ้ม ๆ อยู่ข้าง ๆ ติดหูเรานี่

เสียงแอ้ม ๆ มันใครมาที่นี่ ดิฉัน มันใครล่ะดิฉัน แม่ชียุวดี โถ หมดตับเลย ก็ว่าอย่างนี้แหละเรา หมดตับเลย หลวงปู่ขาวท่านก็ยิ้ม ๆ เอ้อ อย่างนั้นแหละท่านมหา ขึ้นชื่อว่าความลับย่อมไม่มีในโลก ท่านว่าอย่างนี้นะ เรามันโมโห มายังไงนี่ มาแต่เมื่อไร มาแต่ ๒ ทุ่ม หมดปอด เราก็ว่างี้ ก็มาแต่ ๒ ทุ่มเราเริ่มกันแล้วนี่นะ หมดปอด ว่าอย่างนั้นแหละเรา แล้วมาอะไร ขู่ใหญ่เราโมโห คนหนึ่งกินอิ่มท้องแล้ว คนหนึ่งขู่ฟ่อ ๆ มาอะไรล่ะ มาถวายกาแฟว่างั้น กาแฟอะไรเราก็เลยไสประตูออก มันนั่งอยู่นี้ บันไดเหยียบขึ้นไปหาร้านของท่าน มันนั่งอยู่บันไดนี่ เป็นกระดานแผ่น มันนั่งอยู่ข้างนอกเราอยู่ข้างในก็ไม่เห็นล่ะซี เอากาแฟไปถวายแล้ว เราก็ว่า ไป โอ๋ย ไม่บอกมันก็ไป คือมันอิ่มแล้ว เราเลยโมโหจนกระทั่งป่านนี้ อู๊ย ขบขันดี คุยกับท่านเอากันเต็มเหนี่ยววันนั้น

ท่านเดินออกไปท่านไปอาบน้ำ ท่านว่าอย่างนั้นนะ ไปเห็นข้าวเขากำลังสุก เขียวก็มี กำลังพอทำข้าวเม่านี้ก็มี อ่อนอยู่ก็มี ท่านก็ดู นี่ละธรรมะจะไต่ไปตามนั้น ข้าวมีหลายประเภท คนที่มีบารมีแก่กล้าแล้วก็เหมือนข้าวสุกไม่เป็นอื่น จะสุกโดยถ่ายเดียว ผู้ที่บารมีลดลงมาก็เป็นอย่างนี้ ๆ ท่านไล่ลงไปนะ ข้าวประเภทลดกันลงมาก็บารมีอยู่ในขั้นนี้ ๆ ท่านไล่ไป จนกระทั่งลงถึงรากถึงโคน ที่มันเป็นดอกเป็นผลไปแล้วก็เป็น ที่อยู่กับต้นมีแต่ใบเฉย ๆ มันคอยจะตายอยู่กับต้นก็มีใช่ไหมล่ะ ในต้นข้าวต้นนั้นแหละ ที่เป็นดอกเป็นผลไปแล้วก็มี ที่รองกันลงมาก็มี ที่ฝังอยู่กับโคนของมันก็มีคอยแต่จะตาย ท่านพิจารณาไป จิตของเรามันเริ่มแรกมาตั้งแต่ต้น ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อได้รับการบำรุงเสมอก็เป็นอย่างนี้ ๆ ท่านพิจารณา อาบน้ำก็มีแต่อันนี้เป็นอารมณ์ ท่านว่าอย่างนั้นนะ อาบน้ำเสร็จมันไม่เสร็จท่านว่า เข้าห้องไปที่นั่งภาวนาเลยเอาอันนี้เข้ามาเป็นสนามมวยเลยซัดกัน เลยผึงขึ้นในคืนวันนั้น อย่างนั้นแหละธรรมะอัตโนมัติ ท่านเล่าให้ฟัง

ท่านไปพักอยู่ใกล้ ๆ กับโรงขอด ท่านยังบอกสถานที่ ส่วนหลวงปู่มั่นไม่ได้บอกว่าที่นั่นที่นี่ เป็นแต่ว่าที่ภูเขา ท่านอาจารย์พรหมก็ไม่บอก ท่านอาจารย์ตื้อก็ไม่ทราบ ไม่ทราบทั้งนั้น ทราบแต่หลวงปู่ขาวองค์เดียว สถานที่นะ ตั้ง ๕ องค์เชียงใหม่ ของเล่นเมื่อไร จังหวัดไหนไม่มีนะ เราพิจารณาดูหมดแล้วมีตั้ง ๕ องค์เท่าที่จำได้นะ ที่จำไม่ได้ก็ยังจะมีอยู่ เพราะผู้บำเพ็ญยังมีอยู่เยอะอยู่ในนั้นนะ ที่จะค่อยติดสอยห้อยตามท่านไปได้มี แต่เราไม่ทราบ เราทราบเฉพาะนี้เท่านั้น ก็มาเล่าให้ฟังเท่านี้

นี่ละธรรมะที่ถึงขั้นอัตโนมัติแล้วไม่อยู่นะ ยังไงก็ไม่อยู่ พุ่ง ๆ เลย นิพพานเหมือนว่าอยู่ชั่วเอื้อม ๆ จับผิดจับถูกอยู่นั้น นั่นละมันเร่งของมัน การพูดมาเหล่านี้ถ้าไม่มีพยานก็พูดไม่ถูกพูดไม่ได้ ต้องมีพยาน อย่างพระโสณะที่ว่าประกอบความเพียรฝ่าเท้าแตก เราก็อ่านในตำรามีในตำรา เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก เราก็ฟัง จะว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ เวลานั้นเป็นเวลาเรียนไม่ค่อยจะสนใจทางปฏิบัติมากนัก เวลานั้นกำลังเร่งเรียนหนังสือก็ไม่เท่าไร เวลาไปทำความเพียรล่ะซี เวลามันเข้าถึงกันแล้วมันเชื่อกันทันทีเลย เวลาทำความเพียรถึงขั้นฝ่าเท้าแตกนี้ มันเป็นขั้นสติปัญญาอัตโนมัติ มันไม่มีย่อมีหย่อนเรื่องความเพียร อยู่ที่ไหนเป็นความเพียรตลอด เดินจงกรมถ้าลงได้ก้าวเดินแล้วไม่มีวันมีคืน เดินอยู่นั้น

วันนี้ก็เดิน วันไหนก็เดิน เดินไม่หยุดไม่ถอยมันจะไม่แตกได้ยังไง ก็เดินแบบหมุนติ้ว ๆ เดินจงกรมไม่ทราบฝ่าเท้าเป็นยังไง ๆ ท่านบอกไว้ในตำราว่า พระโสณะเดินจงกรมฝ่าเท้าแตก ทีนี้เวลามาถึงตัวของเราเข้า ยอมทันทีไม่ต้องถามท่าน อ๋อ ฝ่าเท้าแตกเป็นอย่างนี้เอง นี่มันก็แบบเดียวกัน เวลาลงทางจงกรมนี้ไม่มีละว่ามืดแจ้งเช้าสายบ่ายเย็น มีแต่หมุนอยู่ภายในติ้ว ๆ บางทีตามืดนะ คือจิตมันไม่ออก ตาก็ฝ้าก็ฟางไม่เห็น เดินจงกรมไปบางทีซุ่มซ่ามออกนอกทางไปแล้วโครมครามในป่า เอ้า ป่า ถอยออกมา ไปอีก มันไม่ออกจิต มันหมุนของมันอยู่ในนี้ ตาก็ฝ้าก็ฟาง ไม่สนใจกับอะไรทั้งนั้น แต่อันนี้ไม่มีถอย

ลงได้เดินแล้วไม่ทราบกี่ชั่วโมง วันนี้ก็เดิน วันหน้าก็เดิน ฆ่ากิเลสอันนี้ จนกว่ามันจะสิ้นซากลงไป นานเท่าไรความเพียรไม่มีถอย เดินจงกรมจะถอยได้ยังไง มันก็ฝ่าเท้าแตกได้ แตกด้วยธรรมชาติบังคับ ไม่ใช่เราบังคับให้เราเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก นี้เราไม่อยากเชื่อนะ แต่พอถึงขั้นนี้แล้วไม่บอกก็เชื่อ อ๋อ อย่างนี้เองเดินจงกรมฝ่าเท้าแตก คือมันไม่มีเวล่ำเวลา ถ้าลงได้ก้าวลงทางจงกรม ว่าหิวน้ำหิวท่าหิวอะไรไม่เคยสนใจเลย เหมือนนักมวยเข้าวงในมันจะสนใจกับอะไร นักมวยเข้าวงในต่อยกัน อันนี้จิตประเภทอัตโนมัติหมุนตัวเป็นเกลียวตลอดนี้มันก็แบบนั้นเหมือนกัน ไม่สนใจกับอะไร จนกระทั่งมาถึงที่พักแล้วอะไรหิวไปหมด เวลาเข้ามาถึงที่พักหิวไปหมดทุกอย่าง เป็นน้ำเป็นท่ากินทันไม่ทันสำลักกั๊ก ๆ มันหิวมันจะตาย แต่เวลานั้นไม่ได้สนใจ

นี่มันอยู่กับใจอันเดียวนะ จะหิวโหยอะไรใจไม่แย็บออกเท่านั้นไม่มีอะไรหิว หมุนกันติ้ว ๆ นี่ละที่ว่าฝ่าเท้าแตก เราเชื่อ เชื่อโดยหลักธรรมชาติเพราะเราเป็นมาแล้ว บางทีถึงกับเอาเท้ามาดูจริง ๆ เอาฝ่าเท้าเจ้าของมาดู มันออกร้อนเหมือนไฟลนนี่นะ เวลาขึ้นมาที่พักแล้วเหมือนไฟลน ออกร้อนหมดเลย เอ๊ ฝ่าเท้านี่แตกหรือ เอาฝ่าเท้ามาดูมันแตกเหรอ มาคลำ ๆ ดู เสียวไปหมดนะ ถ้านานกว่านี้มันจะแตกนะ เอามือคลำ ๆ ดูฝ่าเท้ามันเสียวไปหมด แสดงว่ามันบางพอแล้ว ยังเหลือแต่จะทะลุเข้าไปหาเนื้อเท่านั้น เราเอามือลูบ ๆ นี้มันเสียวแว็บ ๆ ทั้งเจ็บทั้งเสียว จวนจะแตก นี่ท่านแตก จนกว่ากิเลสจะพังแล้วฝ่าเท้านี่จะต้องแตก

เพราะหมุนทุกวันเดินทุกวัน ๆ จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไป เพียรไปหาอะไรมันก็รู้เอง นั่น นี่ท่านฝ่าเท้าแตก แต่สำหรับเรายังไม่แตก หากได้ดูฝ่าเท้าเจ้าของ หือ มันฝ่าเท้าแตกเหรอ ทำไมมันออกร้อนเหมือนไฟลน อยู่เฉย ๆ เหมือนไฟลน ออกร้อน โถ เป็นยังไง มาพลิกดู แล้วก็เอามือลูบ ๆ ดู มันไม่แตกแต่มันบางพอแล้ว พอเอามือลูบ ๆ นี้ โหย มันเสียวมันเจ็บอะไรชอบกล ลูบแรง ๆ ไม่ได้ จวนจะแตกแล้วนะ จวนจะทะลุแล้ว แต่เราไม่ทะลุ ไม่แตกเราก็บอกไม่แตก หากเป็นพยานกันได้ ถ้านานกว่านี้แตกแน่ ๆ นั่นมันก็เป็นอย่างนั้น

เพราะเหตุไร เพราะเดินจงกรมเดินอยู่ทุกวัน ทำความเพียรทุกวัน มันจะทนได้ยังไง มันต้องแตกล่ะซี อันนี้ไม่ถึงแตก พูดให้มันเต็มยศก็คือ กิเลสมันแตกเสียก่อน ถ้ากิเลสไม่แตกฝ่าเท้าต้องแตก พอกิเลสแตกแล้วความเพียรอันนั้นมันก็เป็นคนละโลกไปแล้ว เพียรหาอะไร เท่านั้นก็รู้เองไม่ต้องไปถามใคร ท่านว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ เสร็จกิจในพุทธศาสนาในการบำเพ็ญธรรมทั้งหลายแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจที่จะทำให้ยิ่งกว่านี้ไม่มี ก็เสร็จเท่านั้น ความเพียรก็ลงไปด้วยกัน เป็นอัตโนมัติเหมือนกัน ไม่ต้องมีใครบอก ระงับลงเอง จะฆ่าอะไร ความเพียรก็เพียรเพื่อฆ่ากิเลส เมื่อกิเลสสิ้นซากไปแล้วฆ่าอะไร มันก็รู้เอง ความเพียรเหล่านั้นมันก็กลับเป็นโลกใหม่ขึ้นมา เป็นอย่างนั้นนะ ในเวลานั้นมันต้องหมุนตลอดเวลา

นี่ละให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ธรรมมีอย่างนี้ ถ้าเราได้บำรุงให้ธรรมเกิดธรรมก็เกิด มากน้อยจะเกิดเรื่อย ๆ ต่อไปก็มีกำลังแก่กล้าขึ้นไป ถ้าถึงขั้นอัตโนมัติแล้วเขียนใบหลุดพ้นไว้เลยไม่เป็นอื่น ช้ากับเร็วมันก็หมุนของมันอยู่ตลอด สุดท้ายก็พุ่งเลย ที่มันไม่เอาไหนเวลากิเลสหนา ๆ นี้มันบังคับเอาไว้นะ จะออกทางความพากความเพียรเหมือนจูงหมาใส่ฝน ร้องแหง็ก ๆ เป็นอย่างนั้นละ เรื่องเสื่อเรื่องหมอนไม่ต้องปู โบกมือใส่กันเลย ถ้าเป็นเสื่อเป็นหมอนไม่ต้องปู โบกมือใส่กันเลย มีเท่าไรมา หมอนมีเท่าไรมา เสื่อมีเท่าไรมา บอกอย่างนั้นนะ โบกมือเลยถ้าเป็นเสื่อเป็นหมอน ถ้าเป็นเรื่องทางจงกรมแล้ว เหมือนจูงหมาใส่ฝน ร้องแหง็กหงักๆ

ทางในครัว ถ้ามีหูทิพย์เราจะได้ยินแต่เสียงร้องแหง็กหงักๆ อยู่ตามในครัวนั้น เสียงร้องอะไร กำลังนอนหลับเพลินอยู่มาจูงลงทางจงกรม ร้องแหง็ก ๆ ล่ะซิเป็นอย่างนั้นนะ พวกเราวัดป่าบ้านตาด มีแต่วัดร้องแหง็ก ๆ ทางโน้นก็ร้องแหง็กๆ ทางนี้ก็ร้องแหง็กๆ พระอยู่ทางนี้ก็ร้องแหง็กๆ เราอยู่กุฏิก็ร้องก็อกๆ หลับมันกรนเข้าใจไหม หลับก้อกๆ เลยมีตั้งแต่ร้องก้อกๆ แก้ก ๆ มีแต่เสียงกิเลสลากใส่ทางจงกรม ฟังเสียงร้องแหง็กหงัก ๆ เสียงดังลั่น พวกสัตว์เหล่านี้เขาคงจะชิน เสียงร้องแหง็กหงักๆ เขาหากินเฉยนะ พวกกระจ้อนกระแตอะไรนี้เขาไม่กลัว ร้องก็ร้องไปเถอะเราจะหากินเขาคงว่าอย่างนั้น พวกบ้าให้มันร้องไปเถอะ เราหิวเราจะหากิน ผลหมากรากไม้อยู่ตามนั้นเขาไปหากิน เขาไม่สนใจกับเสียงแหง็กหงัก ๆ พวกสัตว์นี่

เป็นยังไงมีไหมเอามาพิจารณาซิ หรือเราหาเรื่องเหรอ เราหาเรื่องอะไร เราก็เคยเป็นนี่วะ หาเรื่องอะไรก็เอาไปจากเรื่องของเจ้าของ คนอื่นมันเป็นแบบเดียวกัน มันจะไม่แหง็กหงัก ๆ แบบเดียวกันยังไง มันก็ต้องแหง็กๆ หงักๆ ทางนี้เป็นพระเสียงร้องเเหง็กๆ ทางนั้นแหง็กหงัก ๆ เต็มบ้านเต็มเมือง เวลากิเลสมีอำนาจมากจะทำความเพียรนี้มันฝืดมันเคืองทุกอย่าง เป็นอยู่ในหัวใจของเรา เวลาทำไปพอมันได้เงื่อนปั๊บมันจะมีแก่ใจ และดูดดื่ม ทีนี้ทำไปพอได้ ก็ค่อยหมุน ๆ จากนั้นก็มีทางเดินเป็นต้นทุนล่ะซิ หมุนเรื่อยๆ

จนกระทั่งเข้าถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี้ โอ๋ย ไม่ต้องบอกเรื่องความเพียร ความขี้เกียจหายหน้าหมดเลย มันหายไปไหนไม่รู้นะ มีแต่ต้องรั้งเอาไว้ รั้งให้หลับให้นอนให้ผักผ่อนหย่อนตัว ไม่งั้นมันจะตายจริง ๆ เวลามันหมุนมันหมุนอย่างนั้นนะ ธรรมมีกำลังหมุนอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นกิเลสไม่พัง เวลาธรรมมีกำลังแล้วกิเลสนี้หมอบราบๆ โผล่ออกมาขาดสะบั้น นี่เห็นไหมเวลาธรรมมีกำลัง พอกิเลสโผล่ออกมา ยังไม่ได้ถ้อยได้ความเลยขาดสะบั้น ๆ ไปเลย เพราะอันนี้รุนแรงมาก ขั้นสติปัญญาธรรมดาเป็นอีกแบบหนึ่ง ขั้นมหาสติมหาปัญญานั้นยิ่งเฉียบขาดเลย ขาดสะบั้น ๆ ไปเลย นี่เราพูดถึงเรื่องการบำเพ็ญธรรม

พุทธศาสนาของเราเป็นศาสนาชั้นเอกไม่มีอะไรเสมอ ในสามแดนโลกธาตุมีพุทธศาสนาเท่านั้นชี้นิ้วเลย เป็นพยานกันได้สำหรับบรรดาสาวกทั้งหลาย เป็นพยานพระพุทธเจ้าได้ทุกพระองค์ ไม่มีสงสัย พระพุทธเจ้านิพพานหรือไม่นิพพานจ้าอยู่ในหัวใจเท่านั้น ถามท่านหาอะไรเท่านั้นพอ นิพพานไปกี่องค์ ๆ ไม่ต้องถาม เหมือนแม่น้ำมหาสมุทรไหลมาจากทางไหน ๆ ก็ตาม พอลงสู่มหาสมุทรแล้วก็จ้า เป็นมหาสมุทรด้วยกันหมด ถามหาแม่น้ำสายนั้นสายนี้อะไร มันก็ลงเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันแล้ว ถึงกันหมดแล้ว ถามกันอะไร นี่จิตของท่านที่หลุดพ้นเต็มสัดเต็มส่วนแล้ว ลงถึงธรรมธาตุด้วยกันแล้วก็เท่ากับน้ำมหาสมุทร พอจ้าขึ้นนี้กระเทือนถึงหมด พระพุทธเจ้ากี่พระองค์ ตรัสรู้มามากน้อยเท่าไรถามท่านหาอะไร มันก็เป็นมหาสมุทรด้วยกันแล้ว เป็นธรรมธาตุด้วยกันแล้ว พอจ่อนี้ปั๊บกระเทือนถึงกันหมด แล้วท่านจะสงสัยกันหาอะไร

นี่ละพระพุทธเจ้าของเรามีหรือไม่มี ท่านทั้งหลายจำเอานะ ถ้าลงจ่อถึงธรรมธาตุ ถึงมหาสมุทรนี้แล้วไม่สงสัยพระพุทธเจ้าทั้งหลาย นี่ละศาสนาเอกคือพุทธศาสนาของเรา นอกนั้นเราไม่ได้ประมาทดังที่พูด เพราะศาสนาคลังกิเลส ใครก็กิเลสเต็มหัวใจด้วยกันมาประกาศตนว่าเป็นศาสดาสอนโลก คำพูดนั้นเป็น แต่หัวใจเป็นคลังกิเลส มันก็ลูบๆ คลำๆ การสอน ก็เหมือนโลกทั่ว ๆ ไปนั่นเอง สอนผิด ๆ ถูก ๆ อันไหนที่ชอบใจก็อันนี้ถูกไปอย่างนั้นเสีย อันไหนไม่ชอบใจแล้ว อันนั้นผิดไม่เอา ธรรมพระพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างนั้น ตรงไปตรงมา อันใดผิดอันใดถูกก็บอกตามผิดตามถูก จึงเรียกว่าธรรม ธรรมคือความเสมอภาค กิเลสนี้ตัวเอียง ร้อยสันพันคมอยู่กับกิเลสทั้งหมด

ให้ตั้งใจปฏิบัติทุกคนนะ ใจดวงนี้ละตัวที่จะทรงมรรคทรงผล ใจตัวกำลังร้องแหง็ก ๆ อยู่นี้ เวลานี้มันกำลังร้องแหง็กๆ เปลี่ยนเสียงให้มันบ้างซิ นี่วันไหนที่ไหนก็มีแต่เสียงแหง็กๆ เสียงเก่า เปลี่ยนเสียงให้มันบ้างซิ ถ้ามันได้อะไรขึ้นมาเป็นของดิบของดีด้วยแล้ว เสียงมันจะเปลี่ยนนะ เสียงเปลี่ยนเราจะไม่บอก เราบอกแต่เสียงมันกำลังแหง็กๆ อยู่เดี๋ยวนี้ เสียงที่จะเปลี่ยนใหม่จากผลดีของตัวเองจะไม่บอก มันจะรู้ด้วยตัวเองด้วยกันทุกคน พอเจอเข้าแล้ว มันจะขยับ ๆ เลย เจอมากเท่าไรยิ่งขยับ สุดท้ายก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ หมุนติ้ว ๆ เลย เอาละนะพากันเข้าใจ วันนี้เทศน์เพียงเท่านี้

วันนี้เทศน์ธรรมะล้วน ๆ เพราะเทศน์เรื่องทองคำก็เทศน์มาทุกวัน ๆ วันนี้เอาธรรมะ ทองคำไม่เอาแหละ วันนี้เทศน์ธรรมะล้วน ๆ ให้พี่น้องทั้งหลายจำเอา นี้ละเป็นสักขีพยานของพุทธศาสนา พระพุทธเจ้านิพพานไปไหนเท่านั้นพอ ธรรมคือธรรมล้วน ๆ ให้ปฏิบัติเอา ศาสดาองค์เอกสอนไว้แล้ว นั้นแลคือองค์แทนศาสดา ให้ปฏิบัติตามนั้น เอาละนะ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก