ศาสนาการบ้านการเมือง
วันที่ 11 ตุลาคม 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

ศาสนาการบ้านการเมือง

เมื่อวานไปวัดนาคำน้อย ไปถามไถ่เรื่องสัตว์ในวัด โห กำแพงนี้มีคุณค่ามากทีเดียว สัตว์ในวัดจำนวนเท่าไร ๆ กำแพงกั้นไว้หมด ปลอดภัยด้วยกัน ถามธรรมอินทร์เมื่อวานนี้ เนื้อที่มี ๑,๓๑๕ ไร่หรือไง กำแพงรอบ สัตว์อยู่ในนั้นอาศัยปลอดภัย นกเป็ดเวลานี้มีประมาณสัก ๒๐๐ ถ้าหน้าร้อนนี้นกเป็ดจะมีน้อยมาก ถ้าหน้าหนาวแล้วก็มา นี้กำลังเริ่มมาแล้ว นี่พึ่งจะเริ่มหน้าหนาว นกเป็ดเริ่มเข้ามาแล้วประมาณ ๒๐๐ กว่าว่างั้น ที่วัดนาคำน้อยนะ มันก็อาศัยอยู่นั้นกับพระ ส่วนปลานี้เต็มไปหมด ปลามีทางออกทางเข้าได้สบาย วัดนี้อุดมด้วยปลา นกเป็ด สัตว์บกก็มากเหมือนกัน หมูป่าเต็มไปหมด จึงได้วิตกวิจารณ์เวลามันมากเข้า ๆ นี้ทำไง เลยติดต่อกับท่านทุยไว้ ท่านทุยเป็นนักจับหมู เพราะท่านเคยเลี้ยงหมู

เหตุที่ท่านเลี้ยงหมูก็ไปจากเรานี่ ทีแรกเห็นมันหลายตัวนัก เราก็สนับสนุนให้เขาหามันมา เราช่วยทางอาหารมัน เอามาก็เพิ่มเข้า ๆ ขึ้นเป็นร้อย ๆ โอ๊ย ไม่ไหวทำไง ต้องเอาไปปล่อย ปล่อยก็ไปปล่อยที่ทุ่งกะมัง ทาง อ.ภูเขียว ฟาก จ.ชัยภูมิ เข้าไปทางด้านทิศตะวันตก เป็นดงใหญ่ เขาเรียกทุ่งกะมัง เราก็ได้ไปดูทุ่งกะมัง เอาอาหาร ไปให้พวกรักษาป่าด้วยนะ อาหารไม่ใช่น้อย ๆ ฟาดรถสิบล้อไปเลย ข้าว เครื่องกระป๋อง เขาจะให้เราพักค้างที่นั่นกับเขาสักคืน เขาก็พูดดีนะ อู๋ย อยู่นี่นานแสนนาน เคยมีวัดมีวา แล้วมาอยู่ที่นี่เหมือนมาตกนรกทั้งเป็น ไม่เคยเห็นหน้าพระเลยว่างั้นนะ มาเห็นครูบาอาจารย์ทำไมมันชุ่มมันเย็น ขอนิมนต์ให้พักที่นี้สักคืนหนึ่งก่อน อยากให้เราพักสักคืน อันนี้ได้ยินแต่ชื่อ วันนี้เห็นตัวจริง จะขอให้เราพัก โอ๊ย พักไม่ได้

นี่ละที่ว่าไปดูทุ่งกะมัง เอาอาหารไปไม่ใช่น้อย ๆ นะ ข้าวสาร พวกเครื่องกระป๋อง ฟาดเต็มรถสิบล้อ ๆ เข้าไปเลย เทเลยเทียว แล้วเขาขอนิมนต์ให้อยู่นั้น เราก็อยู่ไม่ได้อีกแหละ โถ น่าสงสารเขานะ เคยยิ้มแย้มแจ่มใส เข้ามาอยู่นี้เหมือนตกนรกทั้งเป็น ตื่นตามาเช้ามองเห็นพระเจ้าพระสงฆ์ ได้ทำบุญใส่บาตรก็ชื่นใจ เขาว่าอย่างนั้นนะ มาอยู่นี้เหมือนตกนรกทั้งเป็น ไม่เคยเห็นหน้าพระเลย พอดีวันนี้ท่านก็โผล่มาโปรด แล้วเป็นพระที่ได้ยินชื่อเสียงอยู่แล้วด้วย ยิ่งเหมาะใหญ่ ไปอีกนะ โอ๊ย เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมพร้อมหมดมาโปรดวันนี้ แล้วอยากนิมนต์ให้เราพักค้างที่นั่น เราก็ อู๊ย วันนี้ค้างไม่ได้ หากว่ามีโอกาสข้างหน้าข้างหลังแล้วค่อยมา เราว่างั้นนะ

เราไปดูทุ่งกะมังแล้วก็มาบอกท่านทุย ท่านทุยเก่งเรื่องจับหมู จับไปจนเกือบหมดนะ เพราะฉะนั้นจึงบอกธรรมอินทร์ให้ไปติดต่อกับธรรมทุย เรื่องจับหมูนี้ไม่มีใครสู้ได้ แต่เรื่องจับกิเลสเหลวทั้งสอง เราก็บอกอย่างนี้นะ เรื่องจับหมูจับหมานี้จับดี แต่จับกิเลสนี้เหลวทั้งสองเลย ท่านทุยจับหมูเก่ง ท่านมีวิชาท่านทำกรงเหล็กล่อมันเข้าไปเอาอาหารใส่ ก็มันกินอยู่กับคนทุกวันมันจะไปกลัวอะไร เอาอะไรใส่ที่ไหนมันก็นึกว่าให้มันกิน ก็เข้าไป ๆ ทางนี้ก็ไล่เข้าไปนั้น ๆ เรื่อย ได้หลายตัวแล้วก็ใส่รถไปปล่อย ท่านทุยเก่งมาก

จะเห็นได้เรื่องฆราวาสกับพระนี้ ท่านทุยพูด อู๊ย สัตว์มันทำไมรู้เอานักหนา มองเห็นสีผ้าไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย เฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายเป็นภัยมากกับเขา มองเห็นนี่ ๑) วิ่งหนี ๒) วิ่งบึ่งเข้ามาเลย ขวิดเลย หลบไม่ทันหำขาดว่าไง มันโกรธมันแค้น คือไปยิงเขาล่ะซิ เขามีปืนยิงสลบเขาจะจับด้วยวิธีนั้น เขาไม่ได้คาดได้ฝันว่าหมูจะมีความรู้สึกอย่างไร พอปืนถูกเท่านั้น อู๋ย มันรู้กันหมดทันที กำแพงสูง ๆ โดดข้ามได้ ฟังซิ ทีนี้เห็นพวกนี้ไม่ได้เลยแหละ แต่กับพระเป็นธรรมดา แน่ะ อยู่กับพระนี้เห็นคนไม่ได้เลย ฟังซิท่านทุยพูดเอง ตกลงก็เลยต้องพระจับ พวกนี้ท่านทุยต้องไล่หนีไม่งั้นจะเกิดเหตุ ดีไม่ดีคนอยู่ในบริเวณวัดมันจะไม่เลือกหน้า เดี๋ยวมันขวิดเอา ว่างั้น เลยให้พวกนั้นหนี

ท่านทุยพยายามจับเอาจนได้หมด ท่านใส่คอกเหล็กเป็นระยะ ๆ เอาอาหารไว้ตรงนี้ เอาไว้ตรงนั้น สุดท้ายเอาไปได้จนหมด ไม่มีบอบช้ำ หมูก็ไม่กลัว แต่พวกเจ้าหน้าที่ที่ไปจับไปยิงปืนสลบใส่มัน เพียงนัดสองนัดเท่านั้นทีนี้แตกหมดเลยวัด ทำไมมันรู้กันอย่างรวดเร็วนะหมู รู้กันทั้งวัดอย่างรวดเร็วเลย เห็นไหมหมูเขายังส่งข่าวให้กันทราบ โดดข้ามกำแพงก็โดด กำแพงก็เราละทำให้ ทีแรกเราไม่ได้คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น ก็ทำให้เพียงขนาดว่าไม่ให้ตาคนมองเข้าไปเห็น ๘๓ เซนต์ เราบอกอย่างนั้นนะ ทำกำแพงที่เราผ่านมานี้เห็นต่ำ ๆ นั่น เราละเป็นคนสั่งเอง ผิดก็เรานี่ละเพราะไม่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องหมูเรื่องหมาอะไร กันแต่คนเข้าไป กลัวจะโผล่เข้าไปยิงสัตว์บ้างอะไรบ้าง เพราะสัตว์อยู่ในวัดมี ทำ ๘๓ เซนต์เรายังไม่ลืมนะ เอาขนาดพ้นหัวคนไป เวลาหมูมาโดดข้ามเลย

นี่ก็จะติดต่อบอกธรรมอินทร์ หมูตัวใหญ่ ๆ ทั้งนั้นอยู่ในวัดไม่น้อยนะ เนื้อที่ตั้ง ๑,๓๑๕ ไร่ เขาเขียนไว้ตรงหน้าเราอ่านดู กว้างขวาง หมูอยู่ได้ทั่วไป แต่อาหารไม่พอล่ะซี อันนี้เราก็ซื้อรถให้คันหนึ่ง อย่างนั้นนะ ซื้อรถปิกอัพดูเหมือน ๓ แสนหรือไง ซื้อมาให้ไว้ขนเอามันมาให้ ทั้งพวกลิงก็เยอะได้เอาไปปล่อย ลิงก็มีมาก หมูนี่สำคัญ จึงต้องเอารถไปใส่มันตามสวนเขามา พวกล้อนี่ไม่ทัน ต้องเอาใส่รถมา นี่ละที่พอเขาได้อาศัยกินเวลานี้นะ อาศัยทางวัดได้ให้อยู่ตลอด ถ้าพระไม่ให้มันก็อดตายเหมือนกัน เพราะหมูก็หลายตัวด้วยไม่ใช่น้อย ๆ นี่ที่ว่าวัดให้ความปลอดภัยแก่สัตว์ พวกสัตว์บกสัตว์น้ำอยู่ในนั้นหมด ไม่มีใครไปทำลาย นี่เราก็ทำกำแพงให้ดูเหมือน ๒๐ ล้าน สระใหญ่ ๓ สระสำหรับปลาหมดไปล้านกว่า ให้เขาเอารถมาลอกออกเลย ไม่ได้เขียนไว้ เขียนไว้เฉพาะกำแพง เราทำสระน้ำข้างในให้หมดไปล้านกว่า ทีนี้สัตว์ทั้งหลายก็อยู่เย็นเป็นสุข

เราไปเห็นสัตว์นี้ชุ่มเย็นนะ มันเป็นยังไงนะกับสัตว์ ชุ่มเย็น สัตว์วัดนี้ละมากที่สุด พวกสัตว์บกสัตว์น้ำ พวกสะเทินน้ำสะเทินบกคือนกเป็ดน้ำเต็ม เวลานี้เริ่มมีขึ้นประมาณสัก ๒๐๐ กว่าแล้ว พึ่งจะเริ่มหนาวมาแล้ว พอร้อนก็กลับไปไซบีเรีย เขาเคยไปเคยมาพวกนี้ พวกที่อยู่ประจำนั้นน่าจะไม่ต่ำกว่าร้อย พวกนี้มีครอบครัวมีลูกมีเต้า พาลูกอยู่นี้เลย พวกนั้นไป ๆ มา ๆ พวกที่อยู่เป็นพื้นเป็นประจำมีไม่ต่ำกว่าร้อย เวลานี้เพิ่มขึ้น ๒๐๐ แล้วว่างั้น กำลังเพิ่ม มันหนาว นี่ก็เป็นสุข ในน้ำก็ปลาเต็ม ปลานี้ออกได้ ออกข้างนอกก็ได้เข้าข้างในก็ได้ เป็นไปตามกรรมตามอัธยาศัยของมันนั่นแหละ ออกไปตัวไหนถูกเขาฆ่าก็ตาย มันออกไปเอง

ทางน้ำโล่งไปเลยมันเข้าสระไหน ๆ ได้ทั้งนั้น มันอยากออกไปข้างนอกมันก็ออกไปได้ อยู่ข้างในก็อยู่ได้ แต่ตัวใหญ่ ๆ มันฉลาดไม่ค่อยออกนะ ตัวเล็กมักจะตาย ตัวใหญ่จริง ๆ ไม่ออก มันฉลาดไม่ค่อยออก ถ้าออกก็ออกเวลาน้ำมาก ๆ พอน้ำจะลดมันรีบเข้ามาเลย มาอยู่นั้นเป็นประจำเต็มอยู่นั้น เมื่อวานเราไปถามทุกอย่าง ถ้าไปมีแต่อย่างนั้นแหละเรา ไปซอกแซกซิกแซ็ก ถามนั้นถามนี้ เพื่อนำมาคิดด้วยและเพื่อเตือนด้วย บกพร่องตรงไหนเตือน ๆ เรื่อย ๆ ไป สงสารสัตว์นี่สงสารมากจริง ๆ

จะเล่านิทานหลวงตาบัวบวชทีแรกให้ฟังนะ มันน่าเล่า ขบขันดี บ้านหนองแวงนี่ แต่ก่อนไม่มีบ้าน เขาอยู่ทางบ้านหนองใส มาทำนาที่นี่ เขามานิมนต์ไปทำบุญลานข้าวเขา เขาจะขนข้าวขึ้นยุ้งขึ้นฉาง เขานิยมทำบุญก่อนที่จะขนข้าวขึ้นจากลานข้าวเขา พอดีระยะนั้นเราก็บวชใหม่ด้วยได้พรรษาเดียว ฟังซิบวชได้พรรษาเดียว ปีนั้นบวชทีแรกเรียนสวดมนต์จบ เรียนปาฏิโมกข์จบ ยังไม่ได้เรียนคาถาบาลีคำเทศนาว่าการ อยู่ ๆ เขาก็มานิมนต์ไปทำบุญบ้าน เขาเรียกบ้านหนองแวง แต่ก่อนมันจะมีสักสองสามหลังคาเรือนเท่านั้นมั้ง เดี๋ยวนี้เป็นบ้านใหญ่แล้ว ทีนี้เขาก็นิมนต์ไป วัดนั้นก็อย่างนั้นล่ะซี เพราะฉะนั้นวัดนี้จึงไม่รับนิมนต์ที่ไหน ไม่รับนะ ถ้าหากว่ารับ ตอนเช้าจะเหลืองอร่ามอยู่ในท้องตลาด พระในวัดจะไม่มี มีแต่เรื่องหากิน เรื่องอรรถเรื่องธรรมจะไม่มี นี่เราตัดออกหมด วัดนี้จึงไม่รับนิมนต์ใครทั้งนั้นไปฉันที่นั่นที่นี่ หากมีความจำเป็นเป็นกรณีพิเศษเราจะเป็นผู้จัดให้เอง ถ้าธรรมดาเราไม่รับ

ทีนี้เขาก็นิมนต์ พระวัดโยธาฯ จนจะไม่มีพระติดวัด นิมนต์ไปงานนั้นไปงานนี้ ตอนเขาจะขนข้าวขึ้นบ้านขึ้นเรือนเขา เราก็ถูกนิมนต์ ท่านพระครูให้เราเป็นหัวหน้า ก็ไม่มีพระนี่ พรรษาเดียวเป็นหัวหน้า พวกนั้นก็พวกเดียวกันพรรษาเท่ากันแต่อ่อนกว่าเรา บวชวันอ่อนกว่าเรา พึ่งบวชก็มี ไปเราก็มีหนังสือพก หนังสือนี้เป็นวิชาหากิน คือมีเทศน์กัณฑ์หนึ่งอยู่ในนั้น ไปที่ไหนจำเป็นก็เอานี้มาเทศน์ กินข้าวต้มขนมเขาแล้วมา พอดีวันนั้นไปฉันเสร็จแล้วก็เทศน์ ก็เอาหนังสือนี้ออกเทศน์จบลงไปแล้ว

อยู่ ๆ เขาก็ยกขบวนกันมาอีก นี่ท่านเทศน์จบแล้วเหรอ ไอ้คนนั้นเราอยากตามฆ่ามัน มันตายแล้วยังก็ไม่รู้ ยังอยากตามฆ่าอยู่นะมันโมโห นี่ท่านเทศน์จบแล้วยัง โอ๊ย จบแล้วก็ไม่ยากแหละ ให้ท่านฉันเพลเสียก่อน ตอนนั้นฉันเพลอยู่นะ ให้ท่านฉันเพลเสียก่อนเทศน์เมื่อไรยากอะไร เราอยากฆ่าอีตานี่เหลือเกินนะ คนหนึ่งอกจะแตกแล้วไม่มีอะไรจะเทศน์ ก็เทศน์หนังสือนี้หมดไปแล้วจะเอาอะไรไปเทศน์ ก็บวชได้พรรษาเดียว นี่ที่มันโมโหมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เห็นเป็ดเห็นไก่แถวนั้น สูอย่ามาผ่านกูนะ กูโมโหตั้งแต่ปีนั้นยังไม่ลืมนะ เห็นไก่เห็นเป็ดแถวนั้นพูดหยอกเขา กูโมโห เด็กเล็กเด็กน้อยอย่ามาผ่านนะ กูโมโหยังไม่ทันหาย กูโมโหตั้งแต่ปีนั้นละ

บ้านนี้ละ พอฉันจังหันเสร็จเรียบร้อยเขาก็มาสาย ๆ อีตาคนนั้นก็พูดอย่างนั้น จะไปยากอะไร ให้ท่านฉันเพลแล้วค่อยเทศน์เมื่อไรก็ได้ ก็แกไม่ได้เทศน์นี่ ผู้เทศน์เป็นเรานี่นะมันโมโห อยากฆ่าอีตานี่ ทีนี้เวลาฉันเพล ไม่ลืมนะ ขนมนางเล็กแผ่นเดียวฉันครึ่งหนึ่งก็ไม่หมด มันแค้นมันคับหัวอก คิดหาแต่คำเทศน์ ก็เราไม่มีอะไรจะเทศน์ บวชได้พรรษาเดียวเอง ตั้งแต่บวชมาในชีวิตของพระมีครั้งนั้น นี่ก็ถึงใจเหมือนกัน เราอะไรถ้าถึงใจถึงจริง ๆ อันนี้ก็ยังไม่ลืม เพราะฉะนั้นเห็นสัตว์อะไรวิ่งผ่านหน้า สูอย่ามาผ่านนะ กูยังโมโหไม่ถอย บ้านหนองแวง พวกเป็ดพวกไก่พวกหมูพวกหมา ผู้คน เด็กเล็กเด็กน้อย บอก สูอย่าผ่านหน้ากู ตากูกำลังแดงอยู่เดี๋ยวนี้น่ะ กูโมโห เลยถือเอาเป็นความตลกมาเรื่อย

เวลาจะตายจริง ๆ มันก็เทศน์ได้นะแปลกอยู่ คับหัวอกหมด ฉันขนมนางเล็กแผ่นเดียวครึ่งแผ่นก็ไม่หมด กลืนไม่ลง วันนั้นฉันได้เท่านั้น ฉันเพลอะไรไม่ได้เลย คิดหาแต่คำเทศน์จะเอาอะไรเทศน์ ก็ได้ภาษิตอันหนึ่งมันติดอยู่ในใจ จิตฺเต สงฺกลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา นี่ก็ไม่ลืมนะเพราะมันฝังลึก แปลว่า ถ้าจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นที่หวังได้ แล้วอีกบาลีหนึ่งก็ทับกันไป จิตฺเต อสงฺกลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา ถ้าจิตผ่องใสแล้ว สุคติเป็นที่หวังได้ จิตเป็นของสำคัญมาก ว่างั้นนะ เท่านั้นละ เราก็ได้ภาษิตนี้ขึ้นไปเทศน์ เทศน์มันจะตายจริง ๆ นั้นเป็นเดือนพฤศจิกากำลังหนาวนะ นี้เหงื่อแตกหมดเลย ขนาดนั้นมันจะลืมได้ยังไง หนาว ๆ ทำไมเหงื่อแตก คือคนมันจะตาย มันไม่ใช่เหงื่อมันยางตาย เทศน์พอผ่านไปได้ โห เกือบตายนะเทศน์

เทศน์แล้วพวกเพื่อนไปด้วยกันอายุก็เท่ากัน พวกเพื่อนกัน สมมุติว่าเราเป็นหัวหน้า คือเราบวชก่อนเพื่อนเฉย ๆ ครั้นออกมาแล้ว โอ๊ะ เทศน์เข้าท่าดีอยู่นะ เทศน์ดีนะ อยากตายเหรอเราก็ว่างั้น อย่ามาผ่านนะเวลานี้มันกำลังโมโห เอ้า เทศน์ดีจริง ๆ ยังอยากตายอยู่เหรอ รีบไปหาโลงผีมานะ เข้าท่านะ เทศน์ดีนะ เราก็เลยเดินเฉยไปเลย พอกลับมาถึงวัดนี้ไปค้นเอาหนังสือท่านเจ้าคุณอุบาลีมา ไปหาค้นเล่มไหน ๆ ท่านเทศน์กัณฑ์ไหนดี ๆ ชอบ เอากัณฑ์นั้นมาท่องเลย ท่องคล่องยิ่งกว่าปาฏิโมกข์ ทีนี้ไปไหนกูไม่ตายแหละ กูจะยกคัมภีร์นี้ขึ้นเทศน์ พอเรียนกัณฑ์เทศน์จบเรียบร้อยแล้ว ท่องเหมือนปาฏิโมกข์ ไปไหนไม่อดตายแหละที่นี่ เลยไม่ได้เทศน์อีกเทศน์กัณฑ์นั้นจนกระทั่งป่านนี้นะ หายเงียบไปเลย เทศน์กัณฑ์นั้นท่องได้เหมือนปาฏิโมกข์ นี่ละที่ว่าเราไม่ลืมนะ ฝังลึกมากจนคับหัวอกเลย จะเอาอะไรเทศน์ให้เขาฟัง ก็บวชพรรษาเดียว นี่เราไม่ลืม

คิดเทียบเข้ามา ๆ จนกระทั่งปัจจุบัน มันเลยไปขบขันอยู่นั่นละ ที่มันคับแค้นหัวอกจนจะตาย นี่เรียกว่าจนตรอกในเวลาเทศน์มีนั้นเป็นที่ฝังลึกในหัวใจ จากนั้นมาแล้วก็ไม่ได้เทศน์ ทีนี้เรียนไป ๆ มันก็รู้ เวลาจำเป็นเทศน์มันก็ถูไถไปได้ จนกระทั่งมาทุกวันนี้ จึงย้อนหลังไปคิดถึง นี่พูดถึงเรื่องสงสารสัตว์ ไม่สงสารแต่สัตว์บ้านแวงเท่านั้น บอก สูอย่ามาผ่านกูนะ กูยังโมโหไม่ถอย พวกสัตว์เขาก็วิ่งตามประสาของเขา เราเลยเอาเรื่องของเขามาเป็นเรื่องขบขัน มาโมโหให้เขา กูยังโมโหตั้งแต่โน้นยังไม่ถอย สูอย่ามาผ่านกูนะสูตายหมดนะ พูดตลกไปอย่างนั้น ขบขัน เวลาคับแคบตีบตันมันจะตายจริง ๆ นะเราไม่ลืม โธ่ ๆ ๆ ได้ภาษิตเดียว แล้วภาษิตนั้นก็เลยไม่ลืมจนกระทั่งทุกวันนี้

พูดถึงเรื่องสงสารสัตว์สงสารจริง ๆ เห็นจิ้งโก๋จิ้งเก๋มันวิ่งผ่านมานั้นบอกคนขับรถเลย นั่นจิ้งเหลนนะ บอก ให้หลีกเขาหลบเขา พวกสัตว์เล็กสัตว์น้อยอะไรนี้ไม่ให้ทับไม่ให้เหยียบเขาสงสารเขา นั่นหัวใจหนึ่ง ๆ เหมือนกับเรานี่ จิตมันเข้าไปอยู่ในนั้น เวลานั้นเขามาเสวยกรรม เป็นอย่างนี้ ๆ เป็นระยะ ๆ สัตวโลกเสวยกรรมตามวาระของตน ๆ เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ให้ดูถูกกันว่า ใครต่ำใครสูง ใครโง่ใครฉลาด ใครมั่งมีศรีสุข ใครทุกข์ใครจน ไม่ให้ประมาทกัน เขามารับวาระตามวาระของกรรมเขา พอผ่านนี้ปั๊บเขาสูงกว่าเราก็ได้ เป็นอย่างนั้นนะ คนที่สูง ๆ กลับต่ำก็ได้ สัตว์และคนที่ต่ำ ๆ กลับสูงก็ได้ พอหมดวาระของกรรมนี้ก็ผ่านไป ๆ จนกระทั่งถึงนิพพานแล้วจึงเรียกว่าหมดปัญหาโดยสิ้นเชิง เรื่องกรรมจะไม่เข้าเฉียดได้เลย ไม่มี

แต่สำหรับธาตุขันธ์นี้มี อย่างพระพุทธเจ้าท่านเสด็จไปนิพพาน วันนั้นตั้งหน้าเสด็จไปนิพพาน พระญาณหยั่งทราบเรียบร้อยแล้ว วันนี้ครบกำหนดที่จะไปตายพูดง่าย ๆ เดือนหก เพ็ญ ท่านเสด็จออกไปเลย จะไปตายเมืองกุสินารา พอไปถึงกลางทาง นี่ละกรรม เรื่องธาตุเรื่องขันธ์น่ะมันติดตามกันได้ ธาตุขันธ์เป็นสมมุติ บาปกรรมเหล่านี้เป็นสมมุติมันก็เข้ากันได้ แต่จิตที่เป็นวิมุตติแล้วไม่มีอะไรเข้าถึง พอไปถึง โอ๊ย อานนท์ เราเหนื่อย ลาดผ้าสังฆาฏิให้เราพักสักหน่อย เราเหนื่อยมาก จะเสด็จไปปรินิพพาน แล้วก็บอกให้ไปตักน้ำมาให้เราดื่มหน่อย เราหิวน้ำมาก ท่านว่างั้น พระอานนท์ก็ไปตักน้ำ ครั้นเวลาลงไปตักน้ำ ตักที่ไหนน้ำขุ่นเป็นตมเป็นโคลนไปหมด กลับมา เอาบาตรนะไปตัก แต่ก่อนท่านไม่มีบริขารฟุ่มเฟือยอะไรเหมือนเราทุกวันนี้ เอาบาตรไปตักน้ำ กลับมาไม่ได้น้ำเลย เป็นอะไร โอ๋ย น้ำขุ่นเป็นตมเป็นโคลนไปหมด ไม่ทราบเป็นยังไง น้ำก็ไม่ใช่น้ำน้อย ๆ น้ำมาก ๆ ทำไมจึงขุ่นเป็นตมเป็นโคลนไปหมด

ท่านก็รับสั่ง เอ้อ ถูกแล้ว อานนท์ อันนี้ละกรรมของเรา นั่นเห็นไหม แต่คราวเป็นพ่อค้าเราไล่วัวต่าง พวกโค ไล่โคต่างโคอะไรไปค้าไปขาย โคตั้ง ๔๐๐-๕๐๐ ตัวลงไปกินน้ำขุ่นเป็นตมเป็นโคลน แม้พวกโคเดียวกันก็จะกินน้ำไม่ได้ เพราะขุ่นเป็นตมเป็นโคลนไปหมด นี่ละกรรมของเรามาสนองเรา เอ้า ทีนี้กลับไปอีก บอกพระอานนท์ คราวนี้จะใสละอานนท์ กลับไปคราวนี้น้ำใสสะอาด ตักมาให้พระพุทธเจ้าดื่ม แน่ะอย่างนี้ นี่ละกรรม ธาตุขันธ์เป็นสมมุติ น้ำก็เป็นสมมุติ กรรมก็เป็นสมมุติ ก็เข้ากันได้ พอรับสั่งกลับไปตักน้ำมาใสสะอาดสุดยอดเลย นี่ละมันตามกัน พระองค์รับสั่งทันที เออ ถูกแล้วอานนท์ นี่ก็กรรมของเราตถาคตเอง คราวที่เราเป็นพ่อค้าโคต่างนั้น เราไล่โคต่างไปค้าไปขาย แล้วโคต่างหิวน้ำลงไปกินน้ำ ลงไปมากต่อมากเลยกวนน้ำให้ขุ่นพวกโคทั้งหลายก็เลยจะกินน้ำไม่ได้ เพราะโคมันกวนน้ำเอง นี่แหละกรรมของเราติดตามมา เพราะฉะนั้นน้ำจึงขุ่น เอาทีนี้กลับไปอีก คราวนี้ได้น้ำใสสะอาดมา เป็นอย่างนั้นแหละ เรื่องกรรม ท่านจึงไม่ให้ประมาทนะกรรม

เรื่องกรรมนี้ใหญ่โตมากที่สุด กิเลสนี้ลบสุดยอดเลยนะ จะไม่ให้สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตัว กมฺมสฺสโกมฺหิ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์สอนแบบเดียวกันหมด แต่กิเลสก็สอนแบบเดียวกัน ลบไม่ให้มีกรรมดีกรรมชั่ว บาปบุญนรกสวรรค์ แล้วผู้ใดที่เชื่อตามกิเลสนี้ จมด้วยกันทั้งนั้น ๆ เชื่อตามพระพุทธเจ้า ขึ้นได้ ๆ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอก สอนอะไรผิดเพี้ยนไปไหน กิเลสเป็นตัวมืดตื้อ มันจะสอนด้วยความจริงมาจากไหน มีแต่ความจอมปลอมหลอกลวงเท่านั้นสอน

พอพูดอย่างนี้แล้วเราก็ได้เน้นหนักถึงเรื่องศาสนาอีกนะ เวลานี้มหาโจรเอาศาสนาเป็นโล่บังหน้า ตัวพิษตัวภัยอยู่ข้างหลัง ศาสนาเป็นคำที่สัตวโลกตายใจ จึงเอาคำว่าศาสนานี้มาออกหน้าหลอกลวงสัตวโลก ตัวมหาภัยมันอยู่ข้างหลัง ศาสนาเป็นโล่บังหน้า ๆ มหาภัยอยู่ข้างหลัง นี่มหาภัยทำลายสัตวโลก ลุกลามเข้ามาในเมืองไทยเรานะ เมื่อสองสามวันเราก็ได้เทศน์แล้ว มันก็มีอะไรอยู่ในจิตจนได้นั่นแหละ กลัวพี่น้องชาวไทยเราจะลุ่มหลงไปตามกลมายาของมหาภัยนี้นะ เดี๋ยวจะมาหลอกศาสนานั้นดี ศาสนานี้ดี แล้วก็เอาอะไรมาล่ออีกด้วยนะ เครื่องล่อมันมี ศาสนาเดินตามหลังมา แล้วมหาภัยอยู่ทางฉากหลังอีก แล้วเอาอันนั้นมาล่อ อันนี้มาล่อล่ะซิ ไปถือศาสนาเขาจะได้ดิบได้ดี ตบค่าจ้างรางวัลให้แบบนั้นแบบนี้ มันจะมาหลายแบบนะ ระวังให้ดี นี่คือเครื่องล่อติดปลายเบ็ด เครื่องล่อทั้งหลายติดปลายเบ็ดๆ มาเบ็ดอยู่ลึกๆ ข้างหลัง นี่ละมหาภัยอยู่ข้างหลังมันจะมา แล้วจะทำลายพุทธศาสนาเราให้แหลกไปหมดนะ

ศาสนาเหล่านี้ก็ได้พูดแล้ว เอาอะไรมายืนยันกันวะ ศาสนาใดก็ตามไม่เคยเห็นศาสนานั้นเอาเป็นตัวเป็นตนอันเลิศอันเลอมาสอนโลก ว่าข้าได้มาจากศาสนานี้ ข้าเป็นอย่างนั้นๆ นี้ไม่มี ส่วนพระพุทธศาสนาของเรานี้มี ไม่ว่าพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด สักขีพยานคือความเลิศเลอ ๑) ความเป็นพระพุทธเจ้า ๒) สาวกทั้งหลายที่ได้รับการแนะนำสั่งสอนในทางที่ดิบที่ดีจนถึงขั้นดีเลิศ สำเร็จเป็นขั้นดีเลิศ เป็นอรหัตอรหันต์ขึ้นมา นี่เครื่องหมายของความเลิศแห่งพุทธศาสนาของเรา ได้แก่ผู้สิ้นกิเลสมีมากจำนวนเท่าไร ถึงขนาด สงฆํ สรณํ คจฺฉามิ มีมากไหม พระสงฆ์ที่เป็นสรณะของพวกเราเป็นพระสงฆ์ประเภทที่สิ้นกิเลสแล้วนี้ทั้งนั้นๆ ถ้าว่าธรรมก็ธรรมที่เลิศ ศาสดาองค์เอกเลิศ ๓ รัตนตรัยนี้เรียกว่าเลิศด้วยกันทั้งนั้น ทีนี้ศาสนาเหล่านั้นมีอะไรเลิศ มีแต่เอามาหลอกลวงเฉยๆ เอาสักขีพยานเข้ามาก็ไม่มีที่จะเห็นความเลิศเลอ แล้วผู้ที่สำเร็จมาจากศาสนานั้นๆ เอาอะไรมาแสดงก็ไม่มี สำหรับพุทธศาสนานี้ออกผางเลยๆ เพราะเป็นของจริง ท้าทายได้เต็มสัดเต็มส่วน อย่างเป็นพระอรหัต สงฆํ สรณํ คจฺฉามิ นี้ออกจากพระพุทธศาสนาเท่านั้น

นี่ของเลิศเลออยู่ในพุทธศาสนานี้นะ ให้จำให้ดี ของที่เลวตามที่หลอกลวง สิ่งที่ตั้งตัวว่าเป็นข้าศึกต่อศาสนาหลอกลวงสัตวโลก นี่เป็นสิ่งที่เลวร้ายมากทีเดียวให้ระวังให้ดี มาทุกแบบทุกฉบับนะเวลานี้ให้ระวัง อย่าว่าไม่เตือนนะ เราเตือนทุกแบบทุกฉบับ ถ้าไม่เตือนจะจมได้ เพราะความโง่กับกิเลสที่มันฉลาดแหลมคมเข้ากันได้ง่าย ลากไปทันทีเลย ถ้ามีธรรมแทรกเข้าจะไม่ถูกลากง่ายๆ จะพินิจพิจารณาเสียก่อน ยิ่งได้ยินคำครูบาอาจารย์สอนด้วยแล้วยิ่งจะเอามาเป็นข้อเทียบเคียงแล้วปลีกตัวออกได้ ถ้าไม่ได้พิจารณาเสียก่อนนี้ติดแน่ๆ ก็ต้องหาเรื่องความฉลาด คนฉลาดเข้ามาหลอกลวงคนโง่ล่ะซิ พวกนี้มันฉลาดตามแบบของกิเลสนั้นแหละ ให้ระวังให้ดี

เราบอกแล้วว่าศาสนาใดๆ ก็ตามไม่ประมาท เอาความจริงมาพูดกัน มีแต่คลังกิเลสเป็นเจ้าของศาสนา มันจะหาความสะอาดสะอ้านมาจากไหน ฟังซิน่ะ กิเลสยกตัวขึ้นมาเป็นศาสดาสอนเขา กิเลสเต็มหัวใจ มันก็มีแต่คำพูดว่าเป็นศาสดาๆ หัวใจมันเป็นมูตรเป็นคูถเป็นส้วมเป็นถานเหมือนโลกทั่วๆ ไป แล้วจะเอาอะไรมาวิเศษยิ่งกว่าบริษัทบริวารที่มานับถือศาสนาของเขาล่ะ มันก็แบบเดียวกัน ส่วนพระพุทธเจ้าของเราเลิศมาตั้งแต่ขณะตรัสรู้ทีแรก ผางก็จ้าหมดเลย แล้วนำนี้มาสอน บรรดาสาวกทั้งหลายได้ยินได้ฟังบรรลุธรรมๆ จนกลายมาเป็น สงฆํ สรณํ คจฺฉามิ มานี้ อวดได้ทีเดียวไม่ต้องสงสัย ศาสนาเอกคือพุทธศาสนาอย่าลืม แล้วอย่าหลงงมงายไปตามมันนะ ให้จำให้ดี

อันนี้เลิศไม่มีอะไรเกินนี้แล้วพุทธศาสนาของเรา เกิดมากี่ร้อยกี่พันชาติก็ตามจะไม่พบพุทธศาสนาง่ายๆ นะ พบแล้วถ้ากรรมยังเหนียวแน่นมั่นคงมาก มันก็ไม่ยอมให้เกิดความเชื่อความเคารพเลื่อมใสปฏิบัติตามธรรมได้เลย แล้วก็จมไปเหมือนโลกทั่วๆ ไปนั่นแหละ เวลานี้เราได้เกิดมาพบพุทธศาสนา ศาสนานี้เป็นศาสนาชั้นเอกชั้นเยี่ยมจริง ๆ คือ พุทธศาสนา เรียกว่าศาสนาคู่โลกคู่สงสาร ผู้สร้างบารมีก็อาศัยศาสนานี้แหละ ศาสนาเหล่านั้นมีแต่เครื่องหลอกลวง จะเป็นบารมีบารแมที่ไหนมาจากไหน นอกจากมาหลอกโลก นี่ละที่ว่าศาสนาเป็นเครื่องหลอกลวงนะ ธรรมชาติที่อยู่ภายในนั้นคือมหาภัยของหัวใจสัตวโลก มหาภัยมันอยู่ข้างใน ไปที่ไหนรุกรานไปเรื่อยๆ เอาทุกแบบทุกฉบับ กับแบบของกิเลสมันจะเอาความสงบร่มเย็นมาจากไหน ไปที่ไหนเป็นฟืนเป็นไฟไปเรื่อยๆ นี่ละที่เขาเรียกว่าศาสนาการบ้านการเมือง เราที่ได้ยินมาทั่วๆ ไปก็ได้ยินอย่างนั้น การบ้านการเมืองที่ศาสนาของกิเลส ศาสนาของธรรมจริงๆ ไม่เป็นอย่างนั้น ให้ระมัดระวังนะ

นี่เราก็คิดวิตกวิจารณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างวัตถุเครื่องช่วยชาติบ้านเมืองของเรานี้ พวกเราชาวไทยทั้งประเทศที่นับถือพุทธศาสนานี้ควรจะรู้สึกตัวตลอด ทั้งชาวบ้านชาววัดมีหัวใจด้วยกัน เป็นลูกของชาวพุทธด้วยกัน ควรจะมีการเข้มงวดกวดขันในการรักษาสมบัติของตนในชาติไทยของเราด้วยกันถึงจะถูก ไม่ใช่ว่าให้เขาทำนั้น เราคอยดูคอยยกโทษเขาคอยให้คะแนนเขา ทั้ง ๆ ที่คะแนนเดียวก็ไม่มี มีแต่ความเลวเต็มหัวใจ เขาทำคุณงามความดีเต็มเม็ดเต็มหน่วยยังจะไปตัดคะแนนเขา ไปเพิ่มคะแนนเขาทั้งๆ ที่เราเป็นโมฆะ ความโง่เขลาเบาปัญญา ความหยาบโลนเป็นหัวเต่าอยู่ในกระดองก็คือเรานั้นเอง ไม่ได้มองดูบ้านเมืองเขาเป็นยังไง เขาก้าวหน้าไปยังไงเพื่อเชิดชูบ้านเมือง หรือเพื่อทำความล่มจมแก่บ้านเมืองเหมือนเรานี้ไหม อยากว่าอย่างนั้นนะ

เรานี้มันเป็นอย่างนี้ ใครจะทำอะไรไม่สนใจ คอยแต่จะไปตัดคะแนนเขา ไปให้คะแนนเขา ทั้งๆ ที่เราไม่มีคะแนนอะไรเลย ความดิบความดีเท่าเม็ดหินเม็ดทรายไม่มี เขาทำความดีเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วไปให้คะแนนเขาทั้งๆ ที่เราเลวที่สุด มันเข้ากันได้ไหม พิจารณาซิ เราอย่าให้เป็นคนประเภทนี้ ถ้าเป็นพระอย่าให้เป็นพระประเภทนี้ หนักบ้านหนักเมืองหนักศาสนา ถ้าว่าเป็นพระจริงๆ แล้วต้องดูอรรถดูธรรม พิจารณาโดยอรรถโดยธรรม อะไรที่เป็นความถูกต้องพระพุทธเจ้าจะสอนให้ดำเนินไปตามนั้น อย่ามาขัดอย่ามาแย้ง อย่ามาเตะมาถีบมายันศาสนา มันจะเป็นการยันตัวเองให้พังลง มิหนำช้ำยันชาติบ้านเมืองเราให้พังไปโดยความไม่เอาไหน โดยความดูถูกเหยียดหยามคนอื่นที่เขาสร้างความดีนั้นแล จะไม่เป็นอะไรนะ

มันควรจะคิดนะเมืองไทยเรา คนมีหัวใจทุกคน คิดหมดเมืองไทยไม่ว่าฆราวาส ไม่ว่าพระในพุทธศาสนานี้เป็นศาสนาของชาติไทยเรา เราเกิดอยู่ในเมืองไทยต้องถือสมบัติในเมืองไทยนี้เป็นสมบัติของตัวเอง และมีความเข้มงวดกวดขันในการรักษาและในการส่งเสริมถึงจะถูก การเหยียบย่ำทำลายไม่ถูก ผิดอย่างยิ่งทีเดียว เป็นเสี้ยนเป็นหนามเป็นหนอนบ่อนไส้อยู่ในนั้น เกิดประโยชน์อะไร อันนี้ข้อหนึ่งนะ มันอดคิดไม่ได้ ก็เราหนุนของเราตลอด นอกจากควรพูดหรือไม่ควรพูด หูหนวกตาบอดไปเสียเท่านั้น เรื่องอดคิดอดรู้นี้อดไม่ได้นะ ก็มันพิจารณา จิตเป็นนักรู้ สิ่งที่จะมาสัมผัสกับจิตที่เป็นนักรู้ มันจะอดทนกันได้ยังไงจะไม่ให้รู้น่ะ มันต้องรู้ สำคัญที่ควรออกไปเป็นประโยชน์มากน้อย จะเป็นความเสียหายยังไงบ้าง ท่านก็คิดใคร่ครวญพิจารณา อะไรไม่เป็นประโยชน์ตัดไว้เสีย เข้าลิ้นชักไว้เสีย อะไรเป็นประโยชน์ก็นำมาใช้เท่านั้น

เพราะฉะนั้นชาติไทยของเราควรจะช่วยกันเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งชาวบ้านชาววัด อย่างนี้มันถึงจะเบ่งบานขึ้นเรื่อยๆ ในชาติไทยของเราสมเป็นชาติพุทธศาสนา เป็นชาติไทยที่เรียกว่ามีพุทธศาสนาเป็นพ่อเป็นแม่ของเรา ให้พากันดูแลกันช่วยกันทั้งฝ่ายพระฝ่ายฆราวาส นี้จะเป็นความเมาะสมอย่างยิ่งทีเดียว อย่ามาคอยดูถูกเหยียดหยามคอยตัดคะแนนกัน คอยให้คะแนนกันทั้งๆ ที่เราเป็นโมฆะ ไม่เกิดประโยชน์อะไร อันนี้สำคัญมาก วันนี้พูดเท่านั้นแหละนะ เอาละพอสมควร

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก