เทศน์เตือนเพื่อคนชั่วได้รู้สึกตัวนี้ไม่มี
วันที่ 4 ตุลาคม 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๔

เทศน์เตือนเพื่อคนชั่วได้รู้สึกตัวนี้ไม่มี

ก่อนจังหัน

พี่น้องทั้งหลายได้ดูไหม เวลาพระท่านจัดท่านแจกอาหารให้ดู นั่นละธรรมออกเดินธรรมก้าวเดิน เพื่อโลกทั้งหลายได้เห็นและได้รับความชุ่มเย็นเสมอหน้ากัน พระวัดนี้ทั่วประเทศไทยมีทุกภาคอยู่ในนี้ เป็นประหนึ่งว่าอวัยวะเดียวกันหมด ไม่มีภาคนั้นภาคนี้ ลูกศิษย์ตถาคตศากยบุตร มีกี่หมื่นกี่แสนองค์ก็ลูกตถาคต ทีนี้เวลาตถาคตสงเคราะห์ลูกเต้าจะสม่ำเสมอกันหมดเลย ไม่มีคนนั้นมากคนนี้น้อย ทั้ง ๆ ที่ของจะแจกให้เสมอมีอยู่ นี่เรียกว่าธรรม ท่านอยู่ด้วยกันเป็นผาสุก เป็นเหมือนอวัยวะเดียวกัน ใครผิดใครถูกพูดบอกกันได้อย่างชัดเจน เพราะต่างคนต่างมาหาความถูกต้องด้วยกัน ผิดพลาดประการใดท่านจะสอนกันทันที ไม่ได้เกรงอกเกรงใจกิเลสตัวเบิ้ม ๆ พุงกาง ๆ

เวลานี้เมืองไทยเราสกปรกมาก ฟังนะลูกหลานทั้งหลาย หลวงตาเอาธรรมพระพุทธเจ้าออกมาชี้แจงให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ ในนามว่าเป็นผู้นำคราวนี้ ท่านเสมอกันหมด เป็นอวัยวะเดียวกัน มีอะไรถึงไหนถึงกัน อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก นี่ละความผาสุกคือความเห็นแก่อรรถแก่ธรรม แล้วก็เห็นแก่ใจกัน ทุกคน ๆ มีหัวใจด้วยกัน ถ้าว่าท้องมีท้องเหมือนกัน มีมากมีน้อยแจกเฉลี่ยเผื่อแผ่ให้ทั่วถึง ชุ่มเย็น เวลานี้เมืองไทยของเราสกปรกมากด้วยพวกพุงกาง มาทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองมันมาพูดประจบเฉย ๆ มันมาโกยตับโกยปอดชาติบ้านเมือง ตั้งขึ้นมากันแต่ละชุด ๆ มีแต่กอบแต่โกยแต่กินแต่กลืนทั้งนั้น เรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นมานี้เต็มไปหมด มีแต่ความสกปรกกินบ้านกินเมืองของวงราชการ ส่วนมากเป็นอย่างนั้น

ไม่ได้ตำหนิผู้ดีนะ ผู้ดีมีน้อย แต่เรียกว่าโงหัวขึ้นไม่ได้ ผู้ชั่วมันเหยียบย่ำทำลาย พูดออกมาคำหนึ่งนี้เป็นพิษเป็นภัยสำหรับคนดี คนชั่วมันยกทัพตีแหลก ๆ เห็นไหมความชั่วตีความดีแหลก บ้านของเรามีแต่ส้วมแต่ถานอยู่กันได้ไหม วงราชการงานเมืองเป็นส้วมเป็นถานขี้รดหัวประชาชนเต็มบ้านเต็มเมือง จนแทบจะไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว หาอะไรได้มา ๆ เสียค่านั้นเสียค่านี้ ภาษีนั้นภาษีนี้ จะจัดงบนั้นจะจัดงบนี้ งบก็คืองาบนั่นเอง เอาไปกินหมด ๆ ฟังให้ดี นี่ละธรรมพูดอย่างตรงไปตรงมา มันสกปรกขนาดไหนเมืองไทยของเราเวลานี้

ยกตัวอย่างขึ้นมาเลย วงราชการเป็นสำคัญมาก ตัวกินตัวกลืนที่สุดคือวงราชการ แหลกเหลวอยู่ในนั้น ใครพูดไม่ได้นะ ใครจึงสมัครเข้ามา ๆ แล้วกางพุงเข้ามาพร้อมนะเวลาเข้ามา กินกันกลืนกันนี้ทุกเรื่องทุกราว มีแต่เรื่องสกปรกทั้งนั้น เรื่องสะอาดว่าวงราชการวงนั้นวงนี้ไปทำประโยชน์ที่นั่นที่นี่ ได้เงินมาเท่านั้นแจกไปทางนั้น แยกไปทางนี้ เพื่อประชาชนและสถานที่ต่าง ๆ ที่จำเป็น ไม่ค่อยเห็นมีเลยนะ มีแต่เอามาแล้ว งบอันไหนก็ตาม เสียภาษีอากรทุกแง่ทุกมุมจากตับจากปอดของประชาชน เข้าไปแล้วเงียบ ๆ กลืนกิน เวลามันระเบิดออกมาล่ะซีสกปรก คือชาติไทยของเรานี้แล

เราอยากจะพูดว่าเมืองไทยเรานี้เก่งมาก เรื่องความสกปรกในวงราชการต่าง ๆ นี้สกปรกมากจริง ๆ มันเป็นนิสัยสันดานของคนไทยเราจริง ๆ พวกนี้พวกสกปรก คลอดออกมาจากศาสดาองค์เอก คือเป็นลูกศิษย์ตถาคต คลอดออกมากลายเป็นขี้ไปเลยไม่ได้เป็นอรรถเป็นธรรมนะ ฟังซิ พวกเราเป็นอย่างนั้นนะเวลานี้ เราดูจริง ๆ หลวงตาไม่อยู่ในวงเรื่องราวเหล่านี้นะ นำธรรมออกมาเหนือวงเหล่านี้ นี้คือธรรมความสะอาดสุดยอดเลย แล้วดูตรงไหนมันดูไม่ได้ เมื่อดูไม่ได้แล้วก็ต้องบอกอย่างนี้ละ

ให้พากันรีบเร่งแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างนะ วงราชการนี้ละสำคัญมาก รัฐบาลรัฐแบ้นอะไรก็ไม่รู้ มันกินกันเสียจนแหลก ๆ พวกนี้พวกกางพุงใหญ่ ๆ ทั้งนั้นตัวเป้ง ๆ เราดูตั้งแต่ยศถาบรรดาศักดิ์ลม ๆ แล้ง ๆ มันตัวเป้ง ๆ พุงกาง ๆ อยู่ในพุงของมันไม่ดูบ้างนะ ธรรมท่านดูหมดท่านเห็นหมด นอกจากท่านไม่พูดท่านไม่สอน ผู้ที่นำธรรมมาสอนก็ต้องอยู่ใต้อำนาจของกิเลส ให้กิเลสเหยียบหัวมา จะพูดอะไรก็เจริญพร ๆ ๓ เจริญพร ๔ เจริญพร พูดออกมาเตือนออกมาเพื่อคนชั่วได้รู้สึกตัวนี้ไม่มี เป็นยังไงจึงเป็นอย่างนั้น

นี่ละธรรมมีนิดหน่อยสู้กิเลสไม่ได้ มันเหยียบหัว ๆ สำหรับธรรมแท้เป็นยังไงเป็นอย่างนั้น มันเป็นมามันทำไมเป็นได้ ชั่วมามันชั่วมาได้ ทำไมพูดเรื่องชั่วแก้ความชั่วไม่ได้ ดีมาก็ดีได้ทำไมชมคนดีไม่ได้มีอย่างเหรอ ให้ลูกหลานทั้งหลายไปพิจารณา ให้สม่ำเสมอนะ อยู่โรงเรียนก็เหมือนกัน มีความเมตตาสงสารเพื่อนฝูง ผู้ทุกข์ก็มี ผู้มั่งมีบ้างมีพอสมควร ผู้มั่งมีจนจะพุงกางนั้นก็อาจมีนะอยู่ในนั้น พ่อแม่มันพาพุงกาง พ่อแม่มันสกปรก เลี้ยงลูกมาก็กลายเป็นลูกสกปรก พุงกางเหมือนพ่อเหมือนแม่ อย่าให้พุงกางแบบนี้นะลูกหลาน ให้กางด้วยอรรถด้วยธรรม ถ้าพุงกางด้วยอรรถด้วยธรรมแล้วเย็นไปหมด

สมบัติเงินทองข้าวของ ไปเอามาจากตับจากปอดคนอื่นมาใส่พุงของเรากางนี้ กลายเป็นไฟเผาตัวของเรา อยู่ที่ลับก็ร้อน อยู่ที่แจ้งก็ร้อน อยู่โลกนี้ก็ร้อน ไปโลกหน้าซึ่งเป็นเมืองผีแล้วยิ่งร้อนใหญ่นะ สมบัติอันนี้เป็นสมบัติฟืนไฟ ไม่ใช่ของตัวเอง อย่าหาอย่าเสาะอย่าแสวง

วันนี้พูดย่อ ๆ ให้บรรดาลูกหลานทั้งหลายฟัง นี่ละธรรมออกตรง ๆ อย่างนี้เลย เวลานี้เมืองไทยเราห่างเหินจากธรรมมาก เพราะฉะนั้นเรื่องส้วมเรื่องถานจึงเต็มไปหมด ในวงราชการเป็นส้วมใหญ่ที่สุด เทราดลงมาแต่ละแห่ง ประชาชนราษฎรสลบลงไปเลย เพราะมีแต่ความสกปรกในวงราชการ ผู้สะอาดมีน้อยมาก ไอ้ผู้สกปรกตั้งหน้าตั้งตามากลืนมันมากจริง ๆ เวลานี้ เราสลดสังเวช นี้เอาธรรมมากางดูจึงพูดตามอรรถตามธรรม ใครจะเอาคอหลวงตาบัวไปตัด-ตัดได้เลย หลวงตาไม่มีความเสียดายห่วงใยในคอหลวงตายิ่งกว่าห่วงใยพี่น้องทั้งหลายที่หายใจฝอด ๆ อยู่ด้วยกันนี้เลยนะ นี่ละธรรมสอนโลกก็สอนอย่างนี้ เราห่วงใยพี่น้องทั้งหลายมาก ไม่ได้มาหาอุตริแก่พี่น้องทั้งหลายนะ เป็นผู้นำเพื่อความสุขความเจริญสงบร่มเย็น มาหาเรื่องแก่พี่น้องทั้งหลายได้ยังไงพิจารณาซิ ผิดถูกประการใด จึงสมนามว่าเป็นผู้นำต้องบอก ๆ นี่เตือนเราทุกคน

เด็กนี้จะเป็นผู้ใหญ่ไปเรื่อย ๆ นะ ให้ใหญ่ด้วยคุณงามความดี มาศึกษาอรรถศึกษาธรรมแล้วนำไปปฏิบัติ ถ้ามีแต่ความรู้วิชาทางโลกล้วน ๆ นั้นแหละตัวพิษตัวภัย เป็นเครื่องมืออย่างดีของกิเลสตัวพุงกาง ๆ เห็นแก่ตัวนั้นแหละ แหลกหมดนะ ไอ้พวกที่พุงกาง ๆ มันเป็นตาสีตาสาที่ไหน ไปเรียนเมืองนอกเมืองนาได้ดอกเตอร์ดอกแต้มา มาแล้วก็มากลืนเป็นดอกเตอร์ขึ้นมาเลย เวลามากลืนก็เป็นดอกเตอร์อีกขั้นหนึ่ง เรียนมาก็เป็นดอกเตอร์ขั้นหนึ่ง ครั้นเวลามาปกครองบ้านเมืองก็มากินบ้านกินเมือง เป็นดอกเตอร์อีกขั้นหนึ่ง เดี๋ยวนี้มีแต่ดอกเตอร์เต็มบ้านเต็มเมืองไทยเรา

เรียนสำเร็จดอกเตอร์มาจากเมืองนอกแล้วก็มาเป็นดอกเตอร์เมืองใน พุงกาง ๆ ทั้งนั้นนะ แสดงออกมาจากพุงกาง จะอยู่ไม่ได้เมืองไทยเรา จะไม่มีตับมีปอดเหลืออยู่เลย ให้ลูกหลานทั้งหลายเรียนวิชามาแล้ว เอาธรรมเข้าไปประกอบ ธรรมเป็นหัวหน้า ธรรมเป็นผู้ชี้แจงวิชาความรู้ที่จะนำไปปฏิบัติยังไงที่เราเรียนมาแล้ว ให้เอาธรรมกางออกไป ถ้าให้วิชามีกิเลสเข้าไปกางแล้วพุงกางนะ จำเอานะ เอาละจะให้พร พูดย่อ ๆ ให้ฟังเสียก่อน โฮ้ มันสลดสังเวชนะเรา

หลังจังหัน

ทางโรงพยาบาลละที่เราหนักแน่นเป็นกรณีพิเศษ เราช่วยโรงพยาบาลรู้สึกว่า จิตใจเน้นหนักอยู่ในจุดนั้นเป็นพิเศษ ๆ เรื่อยมา เพราะโรงพยาบาลเป็นสถานที่อยู่ของคนผู้จนตรอกจนมุม ซึ่งต้องอาศัยพึ่งผู้อื่นเป็นจิตเป็นใจจริง ๆ เราจึงได้เน้นหนัก ไม่ว่าการก่อการสร้าง เครื่องไม้เครื่องมือ อาหารการบริโภค เราจึงจดจ่อ ๆ ลงโรงพยาบาลต่าง ๆ ไม่ว่าใกล้ว่าไกลที่ไหนมาแจกให้ทั่วถึงกันหมด คนไข้วิ่งเข้ามาหาหมอ ชีวิตจิตใจอยู่กับโรงพยาบาล เมื่อทางโรงพยาบาลไม่มีอะไรต้อนรับคนไข้ผิดหวัง คอยลมหายใจพร้อมด้วยความเสียใจ เป็นอย่างนั้นนะ เราจึงต้องช่วยเหลือ

เอาจริง ๆ ฟังแต่ว่า ขนาดติดหนี้ยังติด คนเราไม่จำเป็นจะติดทำไมหนี้ มันจำเป็นที่ควรติดถึงติด ติดหนี้นะ เวลาก้าวเข้าไปสู่โรงพยาบาลนี้ ดูทั้งคนไข้คนอะไร เราดูจริง ๆ นะ ดูหมอก็ดู ดูพยาบาลก็ดู ผู้บริการต่าง ๆ เกี่ยวกับคนไข้เราดูหมดเลย ดูคนไข้ คนไข้ไม่ได้ดูมาก พอมองปั๊บรู้ทันที หาบหามกองทุกข์มาเต็มตัว ๆ นับแต่คนไข้แล้ววงญาติคนไข้ติดตามกันมา มีแต่กองทุกข์ แห่กันมาแต่กองทุกข์ทั้งนั้น มาหวังพึ่งหมอพึ่งพยาบาล

ทีนี้หมอมีอะไรที่จะต้อนรับให้เป็นความสมหวังแก่คนไข้ นี่ก็ไม่พ้นเครื่องมือ เครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ จนได้นั้นแหละ นี่ละที่ว่าติดหนี้เกี่ยวกับเรื่องเครื่องมือ เครื่องมือแพทย์ เพราะไม่มีเครื่องมือหมอก็ก้าวไม่ออก คนไข้ก็ผิดหวัง ใครมาเพื่อความสมหวังทั้งนั้นคนไข้ ไม่ได้มาเพื่อความผิดหวัง เราคิดเห็นอันนี้ จึงต้องอุตส่าห์พยายาม มีมากมีน้อยตะเกียกตะกายตลอดนะ เช่นอย่างทางด้านคลังหลวงเราก็คือทองคำ อันนี้ก็เป็นหัวใจของคนทั้งชาติ แน่ะหนักขนาดไหนหัวใจคนทั้งชาติ ชีวิตจิตใจคนทั้งชาติอยู่ในคลังหลวงซึ่งเป็นจุดกลางทั้งนั้น นี่อันหนึ่ง ก็หนักไปอีกแบบหนึ่ง ที่หนักเป็นประจำ ๆ ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ สำหรับคนไข้นี้ก็หนักไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะต้องคิดต้องอ่านขวนขวาย ได้มาเท่าไรช่วย ๆ ไปเรื่อย ๆ

เครื่องมือแพทย์สำคัญมาก กับพวกยา แต่เครื่องมือสำคัญมาก ส่วนมากเรามักจะติดหนี้ด้วยเครื่องมือแพทย์นะ พวกหยูกพวกยาไม่ค่อยจะติด เพราะเขาไม่ได้มาแสดงความจำเป็นให้ฟังเหมือนเครื่องมือแพทย์ แต่เครื่องมือแพทย์นี้แสดงเต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย ถึงขนาดที่ว่าทุ่มใส่กันด้วยการติดหนี้ก็มี อย่างนั้นแหละ มันจำเป็นจริง ๆ เครื่องมือแพทย์เครื่องหนึ่งมีความจำเป็นกับคนไข้มากน้อยเพียงไร เครื่องเดียวเท่านี้ ถ้าเครื่องนี้ไม่มีแล้วคนไข้ที่มีความจำเป็นจะมาพึ่งอาศัยเครื่องมือนี้ หมดหวังไปตาม ๆ กัน เมื่อพอถูไถกันได้อยู่ถูไถกัน พอมีเจียดให้ ๆ เลย ไม่มี พอติดหนี้ติดเลย เราชั่งน้ำหนัก ๆ ดูทุกอย่าง ๆ แล้วให้ไปตามความจำเป็นและเหตุผลนั้น ๆ จึงช่วยเรื่อยมาอย่างนี้

โกดังนี้เราไม่ให้บกบาง เต็มตลอดเวลา เราจะอยู่ไม่อยู่ก็ตามการสั่งเสียได้สั่งไว้เรียบร้อยแล้ว โรงพยาบาลทุกโรงมาให้ได้เสมอกันหมด คืออะไร ๆ บ้าง เราสั่งให้จดบัญชีไว้เรียบร้อย ระบุชื่อของวัตถุสิ่งนั้น ๆ อันนั้นเท่านั้น ๆ รวมแล้วเป็นเท่านั้น เหมือนกันหมดทุกโรงพยาบาลที่มา นี่เรียกว่าเสมอกันหมด เราอยู่ไม่อยู่ไม่สำคัญ สั่งเสียไว้แล้วบกพร่องไม่ได้ แต่ก็ไม่เคยบกพร่อง เวลาเราไม่อยู่บกพร่องอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มี เพราะทางวัด เรียกว่าพระเวรที่อยู่รักษาศาลา ผู้นี้เป็นผู้ไปเกี่ยวข้องกับโกดัง ใครมาอยู่ก็มอบหมายให้กันรับภาระ เกี่ยวกับพระเวรนี้ไปแค่ไหน ๆ ก็ทราบกันเรียบร้อยแล้ว ต้องเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่นี้ ถ้าอะไรบกพร่องในโกดังนี้ก็สั่งโยมเขา บอกเขาผู้ที่เคยจัดเคยทำให้ เขาก็รีบจัดมา ๆ ไม่ให้บกพร่องเลย เพราะเราสั่งขาดตัว นอกจากของไม่มี อันนี้มันก็สุดวิสัยใครก็รู้แล้ว ถ้าอยู่ในวิสัยที่จะเป็นไปได้อยู่นี้ไม่ให้ขาดเลยแหละ เราไปก็ตาม เราอยู่ก็ตาม จะเสมอกันหมด นี่ส่วนเสมอทั่ว ๆ ไป

ส่วนที่เป็นพิเศษก็คือ เราไปโรงไหนโรงนั้นก็ได้พวกประเภทอาหารสดอะไร ๆ ไป พวกผ้าขาวอย่างนี้นะ ผ้าขาวนี้เราจะแจกให้เสมอกันหมดไม่ได้เพราะไม่พอ ต้องแจกโรงพยาบาลซึ่งเราไปเอง โดยที่เห็นว่าโรงนั้นขาดแคลน ๆ เราไปโรงพยาบาลโรงไหนมักจะเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น คืออยู่ลึก ๆ มีความจำเป็น ถ้าเราไปแล้วของพิเศษได้ไปทุกโรงเลยเราไปโรงไหนนะ พวกอาหารสดก็มี พวกกล้วยเป็นประจำ เป็นถุง ๆ ใหญ่ ๆ ใส่เต็มรถทุกครั้งที่เราไป เราไปนี้เต็มรถทุกคัน รถที่เราไปคันไหนเต็มเลย ๆ แล้วก็ผ้าขาว ผ้าขาวนี้มักจะได้เสมอ เพราะผ้าขาวที่เราเอาไปโดยเฉพาะ ๆ ไม่ได้มากนัก ไม่เหมือนที่โรงพยาบาลต่าง ๆ มานี้มามากนะ เพราะฉะนั้นผ้าขาวจึงไม่พอกัน จึงเจียดเอาไว้สำหรับเราไปโรงพยาบาลไหน ก็จัดผ้าขาวนี้ไปทุกโรงพยาบาล รู้สึกว่าจะได้ทุกโรง พระท่านจัดให้เรียบร้อย ๆ อย่างนี้เป็นประจำ

ถ้าโรงไหนมีความจำเป็นซึ่งพอจะให้ค่าอาหารครัวคนไข้ เราก็ให้เป็นเดือน ๆ โรงละหมื่นบ้าง โรงละสองหมื่นบ้าง ต่อเดือน ๆ เป็นประจำ ถ้าหากว่าเรามาไม่ทันเราก็ให้ย้อนหลังเลย แต่ส่วนมากจะทัน นอกจากเวลาเราไปกรุงเทพนี้ไม่ได้ให้ เวลาเรามาเราก็ให้ย้อนหลังไปเลย สำหรับเงินประจำเดือนครัวคนไข้ สำหรับโรงที่ไกลจริง ๆ เราก็ให้เป็นกรณีพิเศษ เช่น ทางอุบลมาอย่างนี้ เราสั่งไว้เป็นพิเศษนะ เพราะโรงพยาบาลทางอุบลไกลมากนะ อุตส่าห์มา เราทดสอบพินิจพิจารณาเรียบร้อย การที่มาไกลขนาดนั้นทำไมถึงต้องมา ถ้าหากว่าไม่จำเป็นจริง ๆ ไม่มา ต้องจำเป็น ถ้าสมมุติว่าพอเป็นพอไปเขาต้องทนอยู่ การทนอยู่สู้การมาไม่ได้ เพราะฉะนั้นไกลจึงต้องอุตส่าห์พยายามมา เราคิดขนาดนั้นนะ เพราะฉะนั้นโรงไหนที่ไกล ๆ ลำบากลำบนแล้วเราจะสั่งพระไว้เป็นพิเศษ ให้เป็นกรณีพิเศษเต็มรถไปเลย นี่เป็นกรณีพิเศษ ถ้าทั่ว ๆ ไปก็ให้เสมอกันหมด

เราคิดทุกแง่ทุกมุม เพราะฉะนั้นการนำพี่น้องทั้งหลายเราจึงไม่สงสัย ในการดำเนินงานทุกอย่างเราไม่เคยแป้วใจมาเลยตลอดนะ ไม่ว่าจะสั่งงานไปทางไหน ไม่ว่าเด็ดว่าเดี่ยวว่าพูดเรื่องอะไร ออกจากนี้พิจารณาเต็มเหนี่ยวแล้วพุ่ง ๆ เลย เราไม่สงสัยในคำพูดที่ออกไปนี้ว่าจะผิดไป เพราะฉะนั้นการสอนโลกเราจึงไม่สงสัยในธรรมทุกขั้น ที่บรรจุเต็มหัวใจของเราเรียบร้อยแล้ว ด้วยการสละเป็นสละตายมาดังที่ได้เล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ผลก็ได้สมมักสมหมายอย่างนั้น เวลาแสดงออกมานี้ก็เต็มเม็ดเต็มหน่วยทุกอย่าง เราพูดจริง ๆ เราไม่เคยคิดว่าเราจะจนตรอกจนมุมต่อกิเลสตัณหาถังขยะเหล่านี้ ด้วยอำนาจแห่งธรรมไม่เพียงพอ นอกจากผู้รับไม่มีกำลังพอมันก็รับไม่ได้ อย่างนั้นมีอยู่ทั่วไป

เราพูดอย่างนั้นจริง ๆ อยากให้โลกมาฟังเรื่องอรรถเรื่องธรรม เอ้า ปฏิบัติมาพูดออกมา พูดออกมาคำไหนมันจะออกรับกันทันที ๆ พูดให้เต็มเหนี่ยวถ้าว่าน้ำก็เต็มถังแล้ว เต็มถังเต็มสระแล้วมาเปิดเลย เปิดช่องไหนเป็นน้ำทั้งนั้น เปิดช่องนี้เป็นน้ำ ๆ เปิดรอบตัวเป็นน้ำรอบตัว เพราะเต็มอยู่ในถังแล้ว หัวใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วเป็นแบบนั้นเหมือนกัน นี้เพียงมาคาดเฉย ๆ นะ ถ้าพูดโลกธาตุก็ว่าครอบโลกธาตุแล้ว เลยจากนั้นพูดไม่ถูกเลย นั่น ที่พูดไม่ถูกนั้นมีจำนวนมากที่สุดนะ เรามาพูดนี้มีผิด ๆ พลาด ๆ เพราะสมมุติมันใช้ต่าง ๆ กัน ความเข้าใจผิดในการฟังก็มี การพูดอย่างนี้บางทีไม่ถูกกับความมุ่งหมายของผู้พูดก็มีได้ เรื่องสมมุติเป็นอย่างนั้น แต่เรื่องธรรมนี้ไม่ผิด

นี่ละที่เรานำโลกเรานำอย่างนั้นจริง ๆ เราไม่มีอะไรบกพร่องในหัวใจของเราในการที่แนะนำสั่งสอน ขอให้มาเกี่ยวข้องในขนาดไหน เราก็สงเคราะห์ขนาดนั้น ๆ ไม่ว่าธรรมะขั้นใดก็ตาม ขั้นพื้น ๆ ฐาน ๆ ตีโน้นตีนี้ก็ดังที่เห็นนั่นแหละ ครั้นตีแรง ๆ มันจะถูกหัวเด็ก ถูกหัวคนแก่ แล้วพวกนักเลงโตมันก็แอบอยู่ข้างหลัง ตีไม่ถูกเสีย เป็นอย่างนั้นนะ ถ้าผู้ที่มุ่งต่อสนามชัยเพื่อความชนะกิเลสอย่างเดียวแล้วทุ่มให้เลย อาวุธนี้ออกทันที ๆ เอาขนาดไหนออกเลย ๆ ยื่นให้เลย ๆ เพราะเคยใช้มาแล้วด้วยอาวุธเหล่านี้ แล้วจะจนตรอกจนมุมที่ไหนเวลายื่นให้ใครก็ตาม กิเลสเป็นประเภทเดียวกัน ธรรมะประเภทเดียวกัน เป็นเครื่องปราบอย่างเดียวกันแล้วตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้ามา มันจะผิดพลาดไปไหน

ธรรมะนี้ไม่ได้ครึไม่ได้ล้าสมัยตลอดมา เป็นแต่เพียงว่าไม่นำออกใช้ ให้กิเลสเหยียบหัวไปเท่านั้นเอง คนเราถึงได้อยู่ในกองทุกข์ด้วยกันเต็มบ้านเต็มเมือง เราได้คิดไหมว่า โลกนี้คือโลกแห่งกองทุกข์ทั้งหลาย เอาธรรมจับมันเห็นหมดนี่จะว่าไง ใครจะว่าใครสูงใครต่ำขนาดไหน มีแต่ลมปากเท่านั้น ความสำคัญ ความจริงแท้ ๆ กิเลสเหยียบหัวใจตลอดเวลา กิเลสนี้แลเป็นตัวเจ้าอำนาจ ไม่มีใครมองเห็นมันนะ ทุกข์ขนาดไหนก็ว่าเราทุกข์ไปเสีย กิเลสมาเป็นเราเสียก็ไม่ตำหนิกิเลสได้ซิ คนเราถ้าลงตำหนิกิเลสแล้วมีทางต่อสู้กัน

ดังยกตัวอย่างให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ขึ้นไปนั่งน้ำตาร่วงอยู่บนภูเขา เคียดแค้นให้กิเลสอย่างถึงใจ นี่เรียกว่าเคียดแค้นให้กิเลส มันก็มีทางต่อสู้กันล่ะซิ กลับมาซัดกันอีก ๆ สุดท้ายก็ฟาดกิเลสพังเลยเห็นไหมล่ะ นี่ละถ้าเคียดแค้นให้กิเลสก็แก้กิเลสได้ นี่กิเลสมาเป็นเราเสียเคียดแค้นให้อะไร เป็นลม ๆ แล้ง ๆ ไปอย่างนั้น อยู่ไป ๆ วันหนึ่งหาความหมายไม่มีนะ ฟังให้ดีพูดอย่างนี้นะ หัวใจนี้ไม่มีความหมาย มันดิ้นอยู่กับข้างนอกซึ่งเป็นสิ่งที่จะพัง ๆ ทั้งนั้น ๆ ถ้าจิตไปเกาะไปติดแล้วจิตเป็นโทษเข้าอีก สิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องเสริมเจ้าของผู้เป็นเจ้าของสมบัตินะ ถ้าเจ้าของมีความเฉลียวฉลาดมีอรรถมีธรรม สิ่งเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ไปหมด ขึ้นอยู่กับเจ้าของ ถ้าเจ้าของเป็นคนชั่วช้าลามก สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นฟืนเป็นไฟมาเสริมผู้นั้นเผาผู้นั้นแหลก แล้วเผาคนอื่นแหลกด้วย

ดังที่ยกตัวอย่างว่า เศรษฐี ๓ สกุล เป็นเศรษฐีใหญ่ลืมเนื้อลืมตัว มีเงินมากทีนี้ก็ลืมตัวซิ ประพฤติตัวเป็นความชั่วช้าลามก ไปจ้างผู้หญิงทั้งหลายไม่ว่าลูกว่าเมียของเขา คนเรามันก็เห็นแก่เงิน เวลาจะตายมันก็หวังเอาเงินนั่นแหละมาชุบชีวิตเอาไว้ ผิดถูกก็เลยไม่คำนึง ไปจ้างเขามาเป็นเมียชั่วคราว เมียเพลิดเพลิน เมียเป็นบ้านั่นแหละ หญิงใดชายใดเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า ๓ สกุลนี้ไปที่ไหน ไปหาจ้างหาวานเขามาเสพมาสมพูดง่าย ๆ ทีนี้เดือดร้อนกันไปหมดเลย ทั้งสาปทั้งแช่งทุกอย่างพวกครอบครัวเหย้าเรือนผัวของเขานะเดือดร้อนวุ่นวาย ตายแล้วจมนรกผึงเลยทั้ง ๓ สกุล

จะเล่าให้ฟัง อำนาจแห่งกรรมอันนี้ ตกนรกนี้ตั้งแต่ผิวนรกลงจนกระทั่งถึงก้นนรก เป็นเวลา ๖ หมื่นปีทิพย์ กว่าจะถึงก้นนรก คือไฟนรกแผดเผาตลอดลงไปถึงโน้น ๖ หมื่นปีถึงจะถึงก้นนรก อยู่ในนั้น ๖ หมื่นปีแล้วก็ขึ้นมาอีกก็เผามาอีกตลอด ๖ หมื่นปี ๓ คูณ ๖ เท่ากับ ๑๘ ๖ หมื่นปีเผาไปตลอด ไปอยู่ก้นนรกอีก ๖ หมื่นปีเผาตลอด แล้วขึ้นมาอีก ๖ หมื่นปีเผาตลอด ที่จะยกคำพูดขึ้นมาให้จบประโยคนั้นยกไม่ได้ คือพอขึ้นมาถึงผิวนรกปั๊บจะยกคาถาพูดขึ้นให้จบประโยคเสียก่อนค่อยลงนี้ไม่ได้นะ เร็ว พอขึ้นมาปั๊บนี้ก็ลงเลย ๆ ยกได้เพียงต้นคาถาคำเดียว ทุ สะ นะ โส

ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา เยสํ โน น ททามฺห เส

วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ ทีปํ นากมฺห อตฺตโน

ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา…ว่าได้ ทุ ตัวเดียวเข้าใจไหม ในคาถาทั้งหมดนี้พูดไม่จบ ได้ ทุ ตัวเดียวจมแล้ว

คำว่า สะ หมายถึง

สฏฺฐี วสฺสสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส

นิรเย ปจฺจมานานํ กทา อนฺโต ภวิสฺสติ

สฏฺฐี วสฺสสหสฺสานิ….ว่าได้ สะ ตัวเดียวลงแล้ว เหล่านั้นยังพูดไม่จบ

คาถาที่สาม นะ หมายถึง

นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ

ตทา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตุยฺหญฺจ มาริสา

นตฺถิ…ต่อ ๆ ไปนี้ว่าได้ นะ ตัวเดียวลงแล้ว

โส ก็คือว่า

โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ

วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน กาหามิ กุสลํ พหุนฺ

โสหํ….ว่าได้ โส คำเดียวลงแล้ว ตั้ง ๖ หมื่นปีลงไป แล้วก็อยู่นั้นอีก ๖ หมื่นปี ถึงขึ้นมา อย่างนี้ตลอดมาเลย กี่กัปกี่กัลป์แล้ว เพราะความเดือดร้อนของประชาชน แผดเผาหัวใจมัน

ทีนี้เวลาแปลนะ ขึ้นต้นก็อย่างที่พูดให้ฟัง พวกเราทั้งหลายเหล่าใด เมื่อเวลามีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ให้ทาน ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน พวกเราทั้งหลายเหล่านั้น จัดว่าเป็นผู้มีชีวิตอยู่ชั่วช้าแล้ว นี่คาถาเบื้องต้นนะ แปลออกแล้ว คือไปเห็นโทษอยู่ในนรกหนักแสนสาหัส จึงได้บ่นขึ้นมา พวกเราทั้งหลายเหล่าใดที่มีชีวิตอยู่ก็ไม่เคยสนใจทำบุญให้ทาน ไม่ทำที่พึ่งแก่ตนเลย พวกเราทั้งหลายเหล่านั้นจัดว่าเป็นผู้มีชีวิตอยู่ชั่วช้าแล้ว ชั่วช้าอย่างที่อยู่นี่แหละ

สฏฺฐี วสฺสสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส….นั้นก็คือว่า เมื่อพวกเราทั้งหลายตกนรก ถูกไฟไหม้อยู่ในนรกตั้ง ๖ หมื่นปี ขึ้นมาลงไปไม่พูด แล้วเมื่อไรที่สุดแห่งทุกข์นี้จะปรากฏ ที่สุดแห่งทุกข์ที่กำลังเสวยอยู่นี้จึงจะปรากฏ นี่เป็นคาถาที่ ๒

คาถาที่ ๓ ก็รับกันเลยว่า นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต…ที่สุดแห่งทุกข์ย่อมไม่มี ที่สุดแห่งทุกข์จะมีจากที่ไหน ก็เพราะว่ากรรมชั่วช้าลามกเต็มที่นั้น พวกเราทั้งหลายได้ทำไว้แล้วตั้งแต่กาลนั้น กาลเป็นเศรษฐีนั่นเข้าใจไหม นี่อันที่ ๓

ทีนี้รู้สึกเสียใจมากประหนึ่งว่าจะพ้นจากนรกเร็ว ๆ นี้ แล้วก็ยกคาถาที่ ๔ ขึ้น โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา…เรานั้นเมื่อพ้นจากนรกนี้ไปแล้วได้กำเนิดเป็นมนุษย์เราจะเป็นผู้มีปัญญา ไม่ประมาทเหมือนดังที่เป็นมาแล้วนั้น จะสร้างกุศลให้มากมูนแน่นอน คำนี้พูดแล้วในคาถานั้น ท่านอธิบายว่า มีความกระหยิ่มในคำพูดของตนว่า เรานี้เมื่อพ้นจากนรกไปแล้วได้เกิดเป็นมนุษย์ จะไม่เป็นผู้ประมาทดังที่เป็นมาแล้วนี้ จะสร้างกุศลให้มากมูนแน่นอน

ฟังซิแน่นอน คือเด็ดใส่ข้างกุศล ด้วยอำนาจแห่งความทุกข์บีบบังคับ แล้วประหนึ่งว่าเหมือนพวกนี้จะได้พ้นจากนรกในวันพรุ่งนี้ เขากระหยิ่มต่อคาถาบทนี้ คือเขาได้พ้นจากโทษนี้แล้วไปเกิดเป็นมนุษย์นั้น เขาจะไม่ประมาทดังที่เป็นมาแล้วนี้ เขาจะพยายามสร้างกุศลให้มากมูนเต็มหัวใจแน่นอน คือไม่เป็นอื่นเรียกว่าแน่นอน คือความเด็ดของเขา แล้วก็ประหนึ่งว่าเขาจะได้หลุดพ้นออกจากนรกนี้ไปเกิดเป็นมนุษย์ แล้วสร้างกุศลให้มากมูนในวันพรุ่งนี้ ประหนึ่งว่าเขาจะได้เกิดเป็นมนุษย์ในวันพรุ่งนี้แล้วสร้างกุศลให้มากมูนในวันพรุ่งนี้ เพราะอำนาจแห่งความทุกข์ร้อนมันเผาขนาดนั้นนะ

นี่ละที่ว่า ทุ สะ นะ โส เศรษฐี ๓ สกุลนี้ไปสร้างความทุกข์ทรมานมา เพราะความลืมตัวว่ามีเงินมีทองมีข้าวมีของมาก เวลาเงินทองข้าวของกลับมาเป็นไฟเห็นไหมล่ะ เผาลงในนรก ป่านนี้ยังไม่ได้ขึ้นนะ ฟังซินานขนาดไหน นี่พวกเราทั้งหลายฟังกันอยู่ทุกคน เป็นผู้ที่จะรับเคราะห์รับกรรมรับบาปรับบุญด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใครประมาทแล้วจะเป็นผู้รับอย่างนี้ไม่สงสัย ถ้าไม่ประมาทแล้วก็จะสร้างกุศลให้มากมูนแน่นอน

เอา สร้างได้เวลามีให้สร้าง เวลามันขี้เกียจมาก ๆ หมอนฟาดเข้าป่า เข้าใจไหม มันเป็นยังไงมันเป็นเพราะหมอน หมอนฟาดเข้าป่า เสื่อฟาดเข้าฟากกำแพง เอ้า ภาวนาไป เราจะตกนรกมากยิ่งกว่านี้ ทุกข์มากยิ่งกว่านี้ ทุกข์มากยิ่งกว่าเราเวลานอนไม่มีเสื่อมีหมอนนี้เสียอีกเข้าใจไหม นี่ว่าทุกข์มาก ลงเสื่อลงหมอนแล้วมันหลับครอก ๆ ทุกข์ไปที่ไหนไม่เห็นมี ไอ้นั้นมันตกลงในนรกขนาดไหน คิดดูว่ามันจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วสร้างกุศลในวันพรุ่งนี้ ประหนึ่งว่าในวันพรุ่งนี้ มันเร่งขนาดนั้น คือความทุกข์บีบบังคับมัน นี่ละใจมันไม่ตายอย่างนี้ละ ทนทุกข์ทรมานอยู่นั้นกี่กัปกี่กัลป์อยู่นั้นนะใจ ได้รับความทุกข์ความทรมานเพราะกรรมชั่วของตัวเองนั้นน่ะ

ให้พากันตั้งอกตั้งใจพิจารณานะ เอาให้สุดขีด ละความชั่ว ละเต็มเหนี่ยวได้ผลเต็มที่ สร้างความชั่ว สร้างเต็มเหนี่ยวได้ผลเต็มที่ เราทำความดี สร้างความดีได้ผลเต็มเหนี่ยว จึงได้ยกมา อะไรก็ตามเราไม่มีนะคำที่ว่าจะมาโอ้อวดพี่น้องทั้งหลาย เราพูดด้วยความเมตตาล้วน ๆ ทุกอย่างนะ อย่างที่ว่าไปน้ำตาร่วงบนภูเขานี้ สู้มันไม่ได้เห็นไหมนั่น เคียดแค้นให้มัน นั่นละที่เป็นกำลังใจมากมายนะ คือความเคียดแค้นให้ใครเป็นการเพิ่มพูนกิเลสกองทุกข์มากขึ้น แต่การเคียดแค้นในกิเลสซึ่งเป็นภัยแก่ตัวเองนี้ เป็นคุณเป็นประโยชน์ ท่านเรียกว่าเป็นสายมรรคผลนิพพาน เราก็เคียดให้กิเลสอย่างนี้ น้ำตาร่วงถึงขนาดที่ว่าไม่ลืมนะ โถ มึงเอากูขนาดนี้เทียวนะ ขึ้นอุทานในใจ สู้กับมันสู้มันไม่ได้เลย

เวลากระแสของกิเลสมันหนักมันมากนี้ มันเหมือนคลื่นมหาสมุทรทะเลหลวง เราจะเอาฝ่ามือไปกั้นคลื่นมหาสมุทรทะเลหลวงนี้ฝ่ามือขาดเลย อันนี้เราจะเอาธรรมของเรามีเพียงเท่าฝ่ามือนี้ ไปกั้นคลื่นมหาสมุทรคือกิเลสอันใหญ่หลวงนั้น มันกั้นไม่ได้ถึงน้ำตาร่วงนะ นี่จึงได้เอามาสอนพี่น้องทั้งหลาย เคียดให้กิเลสนี้เคียดอย่างถึงใจ มันได้เห็นชัด ๆ อย่างนั้นนะ จากนั้นมาก็ฟิตเจ้าของเลย ฟิตกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น เป็นโรงงานอันใหญ่หลวง มาทำการอบรมเรียบร้อยแล้วกลับไปอีก หงายหมามาอีก อู๊ย ไม่ลืมนะ หงายมาอีก หงายมาก็ไม่ถอย ยังสมใจที่ได้เคียดแค้นให้มัน ถึงขนาดที่ว่า กูมึงนะ มันกูมึงอยู่ในใจต่างหากนะ

น้ำตานี้พังสู้มันไม่ได้ โถ มึงเอากูขนาดนี้เทียวนะ เอาละยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอยละ ว่าอย่างนั้นนะ นี่ละที่ไปไม่ถอย ไปหาครูบาอาจารย์ไม่ถอย กลับมาไม่ถอยล้มทั้งหงาย หงายหมาไม่ถอย เอากันเรื่อย หลายครั้งหลายหนมันก็ได้แง่ได้งอน ทีนี้กิเลสก็ล้มให้เราเห็น หือ กิเลสมึงก็มีท้องเหมือนกันหรือ นึกว่ากูมีท้องหงายหมาให้มึงดู มันก็ยิ่งมีแก่ใจ ได้ทีนี้เพราะเหตุผลกลไกอะไร อุบายนี้จับปุ๊บไว้เลย จะเอามันอีกให้หงายอีกเข้าใจไหม ซัดมาตั้งแต่นั้นเรื่อยมา นี่คุณค่าแห่งความไม่ถอย ความเคียดแค้นให้กิเลส เคียดแค้นถึงใจก็ได้อย่างถึงใจ

ทีนี้เวลาได้ที่แล้วก็ฟัดกิเลสแบบเดียวกันอีกนะ ประหนึ่งว่าเหมือนเราขึ้นอยู่บนตะพองช้างขอกระหน่ำลงไป ช้างร้อง โก้ก ๆ บอกว่ายอมแล้ว ยอมก็ยอมเถอะ มึงเอากูมึงเก่งกว่านี้ ทีนี้ก็กระหน่ำลง จากนั้นก็กระหน่ำเรื่อย ๆ นั่นละความเคียดแค้นให้กิเลสนี้เป็นมรรค เป็นกำลังของทางด้านอรรถธรรมเป็นอย่างมากทีเดียว มันไม่จืดไม่จางสด ๆ ร้อน ๆ น้ำตาร่วงนี้ไม่จืดไม่จางนะ กิเลสหมอบเท่าไรซัดลงไปเลย เพราะน้ำตาของเรามันก็สด ๆ ร้อน ๆ อยู่ในนั้น นี่ละพี่น้องทั้งหลายจำเอานะ ที่เราได้มาสอนพี่น้องทั้งหลายได้มาอย่างนี้ ฟังเอานะ ถึงน้ำตาร่วง

เอาไม่ถอย ทีนี้เมื่อไม่ถอยกิเลสมันก็กำลังน้อยลง ๆ กำลังธรรมมากเท่าไรมันก็ยิ่งหนักเข้า ๆ ฟาดขาดสะบั้นลงไปเลย ตั้งแต่นั้นมาไม่มีอะไรที่จะมาทำให้ยิบ ๆ แย็บ ๆ ในใจว่ากิเลสเสียดแทงอะไร เช่นเป็นเสี้ยนเป็นหนามนี้ไม่เคยมี ขาดสะบั้นลงไป สว่างจ้าขึ้นมา นี่ผลแห่งการปฏิบัติอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเอาให้เห็นประจักษ์ใจ ธรรมไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า เป็นอันเดียวกัน จิตนี้เป็นนักรู้ เมื่อรู้เต็มหัวใจด้วยกันแล้วถามกันหาอะไร นี่ละอย่างที่พ่อแม่ครูจารย์ท่านยกมือสาธุ ขึ้นนี้เราไม่ลืมนะ พูดถึงธรรมมันได้เด็ดเต็มเหนี่ยวแล้ว ท่านพูดสาธุ ไม่ได้ประมาทพระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้น แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม ทูลถามหาอะไร ของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน

ก็คือว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เองเห็นเอง ผู้อื่นรู้ไม่ได้ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ บรรดาท่านผู้รู้ทั้งหลายจะรู้จำเพาะตน คือผู้นั้นเป็นผู้ปฏิบัติก็ผู้นั้นเองจะเป็นผู้รู้ คนอื่นเขาไม่ปฏิบัติจะไปรู้ได้ยังไง นี่ละอำนาจของธรรมมีผลเสมอกันกับทางกิเลส ให้จำคำนี้ให้ดี ผลของการปฏิบัติตามธรรมนี้ได้คุ้มค่า ๆ ตลอดไป เหมือนผลกับไปทางกิเลส กิเลสมันก็ตักตวงเอาผลของมันคุ้มค่าของมันแต่เราจะตาย เข้าใจไหมล่ะ ไม่ว่าอรรถไม่ว่าธรรมไม่ว่ากิเลสตัณหาอยู่ในหัวใจดวงเดียวกัน คว้าทางไหนเป็นธรรม-ธรรมก็ขึ้นมา คว้าทางกิเลส-กิเลสขึ้นมาตีหัวใจเรา ถ้าคว้าธรรม-ธรรมขึ้นมาพยุงหัวใจเรา

กิเลสบาปธรรมไม่อยู่ที่ไหน อยู่ที่หัวใจ อย่าเข้าใจว่าจะอยู่ที่ดินฟ้าอากาศที่ไหนไม่มี ดังที่พ่อแม่ครูจารย์ว่านั่นละ ดูหัวใจเจ้าของก็แล้วกัน อยู่ตรงนี้ละ ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ เราก็พยายามเต็มกำลังความสามารถ ในการสอนโลกก็เรียกว่าสอนคราวนี้ สอนเต็มเม็ดเต็มหน่วย สอนไม่มีเยื่อใยเสียดายอะไรเลย ว่าเรามีเวลาน้อยอย่างนั้นอย่างนี้ กำลังของเราไม่พอที่จะสั่งสอนสัตวโลกอะไรนี้เราไม่มี มีแต่ทุ่มลงโดยถ่ายเดียวขอแต่ผู้มารับจะรับได้มากน้อยเพียงไรจะออกทันที เรื่องธรรมเป็นอย่างนั้น ธรรมเต็มหัวใจ ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้ว ไม่มีคำว่าอัดว่าอั้น สมควรที่จะออกแง่ไหนช่องใดนี้พุ่งเลย ๆ เรื่องธรรม นี่ละมีหรือไม่มีธรรม ฟังเอาซิ

กิเลสมันเผาหัวใจของโลกอยู่เวลานี้ ยังไม่ว่ากิเลสมีนะ เดี๋ยวนี้โลกยังไม่รู้นะ ถ้าโลกว่ากิเลสมี กิเลสเป็นภัยต่อหัวใจแล้วเราจะสู้กับมัน เหมือนอย่างน้ำตาร่วงสู้กับกิเลสนั่นแหละ อันนี้เมื่อว่ากิเลสมีอยู่ในหัวใจเราเป็นภัยต่อเรา เราต้องต่อสู้กับมัน อันนี้มันไม่เห็นว่ากิเลสเป็นภัย ถ้าขี้เกียจก็ว่าเราขี้เกียจ กิเลสมาเป็นเราเสีย มันมาเป็นเราเสียก็แตะกันไม่ได้ใช่ไหมล่ะ กลัวจะถูกกิเลสก็คือกลัวจะถูกเรา กิเลสก็แอบอยู่กับเราเสีย ไม่ได้เรื่องนะ ถ้าเห็นว่ากิเลสเป็นภัยต้องเอากันซิ

กิเลสมันกล่อมเก่งมากนะบอกแล้ว ถ้าไม่มีธรรมแล้ว จะไม่มีความหมายอะไรโลกอันนี้ เป็นเหมือนซุงทั้งท่อนมีจิตใจอยู่ในนั้น กลิ้งไปกลิ้งมา แต่จิตเป็นผู้รับกองทุกข์ ซุงทั้งท่อนไม่ได้ทุกข์นะ กลิ้งไปไหนเขาก็ไปซุงทั้งท่อน แต่คนเป็นซุงทั้งท่อนมีจิตผู้รับผิดชอบในความสุขความทุกข์อยู่ในนั้น นั่นละตัวทุกข์ กลิ้งไปไหนมันก็ทุกข์ไปตลอดเวลา อยู่ในโลกนี้ก็ทุกข์ไปด้วยกัน เราเข้าใจไหมว่าโลกอันนี้มีความสุขอะไรบ้าง อย่าหามาเป็นอารมณ์เป็นบ้าอารมณ์นะ เอาหัวใจของธรรมจับเห็นหมดจะว่ายังไง มันมีความสุขที่ไหนโลกอันนี้ มีแต่ประดับร้านกันเท่านั้น มองเห็นกันประดับร้าน สบายดีเหรอ เออสบายดี ส่วนพ่ออีหนูวิ่งไปหาอีหนูไม่พูดนะ ถามผู้ชาย เป็นยังไงสบายดีเหรอ สบายดี แม่อีหนูมันวิ่งไปหาไอ้หนูไม่พูดนะ มันเจ็บอยู่ภายใน นี่ละกิเลสฝังอยู่ในนั้น มาประดับประดาตั้งแต่ข้างนอกเฉย ๆ ข้างในไม่ได้บอกกันนะ มันเป็นอยู่ในหัวใจของทุกคน ๆ

ธรรมจับติดได้ ไม่ว่าที่ไหนไม่มีคำว่าที่ลับนะ ธรรมจับเข้าไปเห็นหมด แล้วโลกอันนี้เต็มไปด้วยความรุ่มร้อนทั้งภายนอกทั้งภายใน ภายนอกเอามาประดับร้านกันไม่ค่อยให้เห็นทุกข์กันนะ แต่ภายในเผาอยู่ตลอดเวลา นี่กิเลสเผานะไม่ใช่ธรรมเผา ไม่มีธรรมใหญ่เท่าไรก็ใหญ่เถอะ ใหญ่ด้วยกองทุกข์ทั้งนั้น ถ้ามีธรรมเป็นทุคตะเข็ญใจก็สุข อยู่ตามท้องนาอยู่กระต๊อบกระแต๊บเขาก็เป็นสุข คนที่มีใจเป็นศีลเป็นธรรม ถ้าใจไม่เป็นอรรถเป็นธรรม จะไปครองอยู่ในสวรรค์ชั้นใดสวรรค์ชั้นนั้นพังเลย เพราะทนความทุกข์ความทรมานของคนนี้ที่มีน้ำหนักมากไปทำลายสวรรค์ไม่ได้นะ เอาละพอ

เมื่อวานนี้ได้ทองคำ ๑ บาท ดอลลาร์ได้ ๑๐ ดอลล์ แต่ตอนบ่ายที่เราลงรถเขาเอามาถวาย ๓ บาทเขาบอกว่า ๓ บาท ไม่ได้นับเข้า นับไม่นับก็ตามเถอะ เข้าปึ๋ง ๆ เลย อันนี้มาอ่านไม่อ่านไม่สำคัญ มาทีไรเข้าเท่านั้น ๆ ไม่เป็นอื่นว่างั้นเถอะ ที่เขาถวายเมื่อวานก็รับไปแล้วเข้าแล้ว มีพักเครื่องติดเครื่องด้วยเร่งเครื่องด้วย

เมื่อวานนี้ไปท่าอุเทน จากนี้ถึงท่าอุเทนตั้ง ๓ ชั่วโมงขาไป ๓ ชั่วโมงกับ ๘ นาที ขากลับมา ๒ ชั่วโมง ๕๐ นาที ไกล มันจวนจะถึงโคราช ดีไม่ดีอาจจะเข้าข่ายจอหอนู้นแหละ ผ่านทางรถไฟจะเข้าโคราช เกือบถึงโน้นเมื่อวานนี้รถเราก็วิ่งดี ไปดูแปลนเขาเอาแปลนเขามาแล้ว นี่สร้างตึกให้หลังหนึ่ง แล้วทางโนนสังนี่หลังหนึ่ง อันนี้ก็ ๓๐ เตียง อันนู้น ๑๒ ห้อง หลายล้านนะ ๒ หลังนี้ ไม่น่าจะต่ำกว่า ๑๐ ล้าน เพราะตึกใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่ตึกเล็ก ๆ อันนี้ ๓๐ เตียง อันนี้ ๑๒ ห้อง ถ้าลงว่าให้แล้ว ขาดอะไรให้เรื่อย ๆ มันเพิ่มตรงนี้นะ เขาก็ถือโอกาสตอนนั้น

เวลาเราให้แล้วพอทำลงไปแล้ว อันนั้นขาดอันนี้ขาดเราก็ให้เรื่อย ๆ ไอ้ส่วนเกินนี่สำคัญนะ ส่วนเกินนี้ส่วนฉวยโอกาส พอเขาได้ทีแล้ว ขออันนั้นอันนี้ ขอเท่าไรให้หมด ๆ เวลาจะให้ ๆ อย่างนั้น ฝนตกบ้างพรำ ๆ จนกระทั่งถึงสว่างฯ ตั้งแต่ท่าอุเทนมา อากาศเป็นยางติดพืดไปหมดเลย พอถึงสว่างฯ แล้วก็ค่อยเบา มาถึงนี้ไม่มีฝนเมื่อวานนี้

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก