ฝึกหัดภาวนา
วันที่ 12 กันยายน 2544 เวลา 7:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Real)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๔

ฝึกหัดภาวนา

ก่อนจังหัน

ทองคำที่จะเข้าคลังหลวงคราวนี้มากอยู่ตั้ง ๑,๘๕๐ กิโล เรายังเสียดายไม่หายเดี๋ยวนี้ ไม่ทราบเป็นยังไง มันป่วยก้นแป้วยังไงไม่รู้ ไม่สมบูรณ์ ดอลลาร์ควรจะติดตามในคราวนี้ เมื่อเช้านี้จึงให้เขาไปค้นดูอีกทีหนึ่ง ดอลลาร์ทางนี้มีเท่าไร ควรเอาไปทางโน้นเราก็จะเอาไปพร้อมเลย เพราะจวนเหลือเกิน วันที่ ๒๔ ไปถึงวันที่ ๒๕ พักวันเดียว แล้ววันที่ ๒๕ วันพักเราก็ไม่ได้พักด้วย พอจะได้รับการปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องดอลลาร์ก็ไม่มีเวลา ต้องไปเมืองกาญจน์ พอวันที่ ๒๖ ก็ออกไปมอบแล้ว รู้สึกว่าเวลามีน้อยมากนี้เราจะทำยังไง ดอลลาร์เราควรจะได้อย่างน้อย ๑ แสนดอลล์ คราวนี้ไม่ติดตัวเลยมันพิลึกเกินไป

ทองคำเข้าสู่คลังหลวงตั้ง ๑,๘๕๐ กิโล แต่ดอลลาร์หายเงียบหมดเลย มันเสียลวดลวยเหลือเกิน เราจึงได้ริบรวมทางนี้ เมื่อเช้านี้ก็ไล่เบี้ยกันแต่เช้า ไล่เบี้ยจะเอาดอลลาร์ลงกรุงเทพ มีเท่าไรขนไปให้หมด เหมือนกับว่ามีมาก ความจริงไม่ทราบกี่ดอลล์ นี่เอาไปโน้นด้วยเตรียมพร้อม ควรที่จะโอนทางโน้น ทางนี้ให้เตรียมไปพร้อม ทางโน้นก็ให้ติดต่อไปหาคุณชายปั๋ม ทางโน้นได้เฉพาะที่เราตั้งกองทุนเอาไว้หลังจากมอบแล้วนะ ดูเหมือนประมาณสักหมื่นกว่า

เรามาที่นี่ดอลล์มันก็วิ่งตามเรา ทองก็วิ่งตามเรา ทีนี้เวลาไปโน้นไม่มีเวลาแล้ว ไปวันนี้วันหลังมอบแล้ว เพราะฉะนั้นจึงต้องริบรวมของเราตั้งแต่นี้ไปเลย ทางโน้นได้เท่าไรก็จะเอา ควรจะได้สัก ๑ แสนนะวันมอบทองคำ ถึงอย่างไรก็ไม่ให้เสียลวดลาย เงินของเราทางนี้มี ๕ หมื่นดอลล์แล้ว เราจะเอาไปหมด ไปทางโน้นจะได้เพิ่มเท่าไรก็เข้าเลย เรากะว่าอย่างนั้น จะไม่ให้ดอลลาร์ติดตามเลยนี้มันแป้วใจตลอดนะ หาดอลลาร์มารักษาแผลหลวงตานะ หลวงตานี่แป้ว หลังก็หวะ ถ้าได้ ๑ แสนก็ค่อยยังชั่วหน่อย ๕ หมื่นนี่แน่แล้ว ทองคำมอบคราวนี้ไม่ใช่น้อย ๆ นะ เรียกว่าคราวนี้เป็นคราวที่มากที่สุดกว่าทุกคราวไป แล้วดอลลาร์ไม่ติดตามเลยนี่มันยังไงกัน พี่น้องทั้งหลายทราบกันนะพิจารณากัน ดอลลาร์อย่างน้อยได้สัก ๑ แสนก็ยังดี เอาไปสมทบกับทองคำ จะสง่างาม ทั้งดอลลาร์ทั้งทองคำนี้สวยงามมากนะ ทีนี้จะให้พร

หลังจังหัน

สัตว์นี้รู้สึกว่ารื่นเริงนะ ตั้งแต่แมวเข้ามาไม่ได้ กระต่ายออกเพ่นพ่าน ๆ อยู่ทุกแห่ง ธรรมดาสัตว์พวกนี้จะเที่ยวกลางคืน แต่สำหรับในวัดเรานี้มันเที่ยวได้ทุกเวลา นิสัยของพวกกระต่ายเที่ยวกลางคืน กลางวันนอนหลบซ่อน กลางคืนออกหากิน สำหรับในวัดเรานี้มันไปทั้งกลางวันกลางคืน กลางวันก็เห็นอยู่ทุกแห่งเที่ยวหากิน กลางคืนก็มาเพ่น ๆ พ่าน ๆ เมื่อคืนนี้ก็มาหาเรา ๒ ตัว กระแตกำลังเริ่มหนาแน่นขึ้น ไปที่ไหนค่อยเห็นกระแตอยู่ทุกแห่ง ไม่มากก็น้อย เดี๋ยวนี้มีเยอะ กระต่ายก็เหมือนกัน ไปที่ไหนมีอยู่ทั่วไป พระท่านเลี้ยงไว้เป็นจุด ๆ เอาพวกผักพวกอะไรไปไว้เป็นจุด ๆ เขาก็กินนั้น เขาอยากจะอยู่ที่นั่นเขาก็อยู่ จากนั้นก็เที่ยวของเขาเป็นแห่ง ๆ

เมื่อวานไปพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น สกลนคร พอถึงปั๊บลงรถก็เข้ากราบท่านเสร็จเรียบร้อย รวมเป็นเวลา ๑๖ นาทีอยู่ในพิพิธภัณฑ์ กราบท่านแล้วดูนั้นดูนี้แล้วก็ขึ้นรถกลับมา มีพวกญาติโยมเขามานั่งคอย เอ้า นั่งก็นั่ง อยากดูก็ดู ไม่อยากดูเดินก็ได้ บอกอย่างนั้นละ นี่ก็จะดูได้ทั้งยืนทั้งเดิน ทั้งขึ้นรถด้วย ดูเสียนะ เขาก็ดู ขึ้นรถนะ แล้วก็กลับมาเลย ไปก็อย่างนั้นละ อยู่ที่ไหนรุมมาเลย เมื่อวานนี้ก็ไปแค่นั้น เพราะตั้งใจไปกราบพ่อแม่ครูจารย์มั่น พูดอะไรไม่สนิทถ้าลงทั้งพ่อทั้งแม่แล้ว แหม ถึงใจนะ รวมอยู่นั้นหมดเลย เรียกว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่น

พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นที่เคารพถึงขั้นพ่อขั้นแม่ รวมมาเลย เรียกว่าสุดแล้วในชีวิตของเรา สุดกับพ่อแม่ครูจารย์มั่นสุดจริง ๆ ไม่มีอะไรเหลือติดตัวเลย ความเคารพ ความรัก ความเทิดทูนทุกอย่างสุด เราไม่มีอะไรติดตัว มอบถวายท่านหมดเลย เราก็ไม่เคยเห็นครูบาอาจารย์อย่างนี้ เราบวชมานานเท่าไร ถ้าจะพูดแบบโลกก็เรียกว่านักล่าครูล่าอาจารย์คือเรา ไปลงไม่มีอะไรเหลือเลยที่พ่อแม่ครูจารย์มั่น ลงหมดจริง ๆ หาที่ต้องติไม่ได้เลยมีเหรอ ไม่ว่าอะไรหาที่ต้องติไม่ได้เลย

ที่สำคัญก็คือว่าลากเราออกนั่นซิ ลากเราขึ้นจากหล่มลึกคือความติดในธรรมทั้งหลาย เพราะธรรมมีรสชาติ กิเลสมันก็มีรสชาติไปแบบกิเลส กิเลสนี้ก็ติด ทุกขั้นภูมิของกิเลสในบรรดาสัตวโลก จะไม่มีตัวไหนเห็นโทษของกิเลสว่าเป็นกลหลอกกลลวงเลย เพราะฉะนั้นจึงหลงจึงติดกันตลอดเลย ทีนี้ธรรมเป็นคู่แข่งหรือคู่ปรับกับกิเลส คู่ชะล้างกันกับกิเลส พอธรรมปั๊บเข้าไปจะเหนือทันทีเลย พอเข้าถึงธรรมปั๊บเรื่องของกิเลสจะถอยทันที นี่ที่ว่า โลกุตรธรรม แปลว่า ธรรมเหนือโลก โลกก็หมายถึงโลกวัฏวนนี้เรียกว่าโลก ธรรมก็ขึ้นสูงเหนือนั้น ๆ พอธรรมแทรกเข้าปั๊บในจิตนี้ จะตื่นเนื้อตื่นตัวขึ้นมา

เริ่มตั้งแต่เราฝึกหัดสมาธิภาวนา ฝึกหัดเบื้องต้นมันดิ้นมันดีด คือกิเลสมันเหมือนลิง ต้องถูกล่ามโซ่ไว้ด้วยสติปัญญา ศรัทธา ความเพียร ความอดความทน ทุกอย่างทุ่มมาผูกมัดรัดกิเลสตัวดีดตัวดิ้น คือตัวคิดตัวปรุง สัญญาความมั่นความหมาย สังขารความคิดความปรุง อันนี้เกิดอยู่ในนี้โดยลำพัง ๆ ประมวลเอามาจากการได้เห็นการได้ยินได้ฟังอะไร ๆ เรื่องราวต่าง ๆ มาเพิ่มเข้าอีก ตัวนี้เป็นตัวทำงาน ตัวสังขารตัวสัญญา อันนี้ไม่มีวันอิ่มพอเพราะขนเข้ามาเรื่อย ขนเข้ามาเป็นเชื้อไฟ เสริมไฟให้ลุกขึ้นมา ผลักดันออกมาให้อยากคิดอยากปรุง ปรุงแล้วก็หามาอีก ก็มีแต่ไฟทั้งนั้น ๆ แต่สัตวโลกไม่รู้นะ ไม่มีใครรู้ได้

ท่านจึงสอนให้ปฏิบัติธรรม ธรรมเป็นเครื่องสอดส่อง ทีนี้เริ่มละนะ มันดีดมันดิ้นอย่างนั้นตามภาษีภาษาของคนที่มีกิเลสครอบหัวใจ ต้องดีดต้องดิ้นตลอดเวลา เว้นแต่เวลาหลับสนิทเท่านั้นเอง นอกนั้นเป็นเวลากิเลสทำงานโดยอัตโนมัติของมัน พี่น้องทั้งหลายให้ทราบเสียว่า กิเลสทำงานโดยอัตโนมัติบนหัวใจของสัตวโลก เป็นไปหมดด้วยกัน นี้เป็นหลักธรรมชาติอันหนึ่งไม่มีใครรู้ได้เลย ถ้าธรรมไม่ขึ้นแล้วก็ไม่รู้ตลอดไป พอธรรมขึ้นปั๊บจะเริ่มเห็นกันละ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ผางนี้เห็นหมดเลย เห็นภัยมหาภัย

ทีนี้ย่นเข้ามาหาเรา เราได้ยินได้ฟังธรรมท่านแล้วเอามาปฏิบัติ เฉพาะที่จะเห็นเรื่องราวกันระหว่างกิเลสกับธรรม ต้องเห็นด้วยจิตตภาวนา อย่างอื่นเห็นได้บ้างนิด ๆ หน่อย ๆ ส่วนจิตตภาวนาเห็นประจักษ์ ๆ เป็นลำดับ ตามขั้นภูมิที่ตนรู้ตนเห็นในธรรมทั้งหลายขึ้นไป เห็นธรรมก็เห็นกิเลสพร้อม ๆ กันไปเลย เวลามันดีดมันดิ้น โอ๋ย บังคับบัญชามันไม่อยู่นะ กระแสมันรุนแรงมาก นี่ท่านเรียกว่ากิเลสให้รู้กันเสีย ธรรมชาติที่มันผลักดันอยู่ภายในใจนี่ ผลักดันออกให้คิดให้ปรุงให้แต่งเป็นอัตโนมัติของมัน ไม่มีใครมาบังคับบัญชา มันทำงานของมันเองโดยอัตโนมัติเต็มอยู่นี้ นี่เรียกว่าวัฏจักร หมุนเวียนอยู่ในนี้ตลอดมา

วิวัฏจักรได้แก่ธรรมที่แก้ไขถอดถอนกิเลส พอเราเริ่มภาวนาทางโน้นรุนแรง ทางนี้ก็รุนแรงเข้า ทางนั้นอยากคิดอยากปรุง ทางนี้ก็บังคับไม่ให้คิด เอาคำบริกรรมพุทโธติดเข้าไปจับไม่ปล่อย ถ้าปล่อยกิเลสลากไปเลย ต้องจับคำบริกรรม คือยึดเกาะนี้ไว้ไม่ปล่อย เกาะไว้ ๆ ทางโน้นหนักทางนี้ก็หนัก เรียกว่าสนใจไปทางหนึ่ง กิเลสสนใจไปทางออก ธรรมนี่สนใจทางลากเข้ามา เอากันอย่างนี้ หนักเข้า ๆ อันนั้นค่อยอ่อนลง ๆ อันนี้ค่อยสงบเข้ามา ๆ นี่เริ่มเห็นทีแรกนะ จะเริ่มเห็นโทษของความฟุ้งซ่านวุ่นวาย ซึ่งเป็นการก่อทุกข์ขึ้นมาในหัวใจตลอดเวลา เราจะเห็นเวลาจิตสงบ

พอจิตสงบเข้าไป ๆ เรื่องเหล่านั้นจะค่อยจางเข้ามา เพราะตัวผลักดันนี้มันออกไม่ได้ ถูกคำบริกรรมของเราบังคับเอาไว้ บีบเอาไว้ไม่ให้มันออก ให้อยู่กับคำบริกรรม ที่นี่คำบริกรรมเป็นเรื่องของธรรม ความคิดความปรุงของกิเลสเป็นเรื่องของสมุทัย ความคิดความปรุงของธรรมนี้เป็นเรื่องการแก้การไขกัน เพราะฉะนั้นทางโน้นหนักจะคิดไปทางโน้น ทางนี้หนักคิดทางคำบริกรรม เช่น พุทโธ เป็นต้น ติดแนบไม่ยอมให้ออก จำให้ดีทุกคน นี่ได้ฝึกมาแล้วจึงได้มาพูด ไม่ได้เอางู ๆ ปลา ๆ มาพูด ถอดออกจากหัวใจบนเวทีมาพูดให้ฟังผิดไปไหน ว่างั้นเลย

ทีนี้พอคำบริกรรมหนักเข้าตลอด ๆ แล้ว กำลังวังชาของธรรมก็ขึ้นครอบ ความสงบปรากฏขึ้นมา ความฟุ้งซ่านทั้งหลายค่อยเบาลง ๆ ทางนี้ก็ขึ้นบน จิตสงบจนสงบเงียบเลย เห็นอัศจรรย์ละที่นี่ ความสงบเงียบนี้คือความอัศจรรย์ของธรรม ความวุ่นวายคือเรื่องของกิเลส ตัวนั้นตัววุ่นวาย เห็นโทษชัดเจน อ๋อ นี่ความสุขอยู่ที่ความสงบ ความทุกข์อยู่ที่ความคิดความปรุงการก่อการกวน มันก็เทียบกันได้ทันทีไม่ต้องไปถามใคร ถามในหัวใจของเราดวงเดียว รู้ในนั้นเลย

ทีนี้พอได้เหตุได้ผลแล้ว จับเงื่อนได้แล้วที่นี่ เราก็พยายามอย่างนี้ต่อไป อันนี้ก็เริ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทางนั้นก็ค่อยจางลง ทางนี้ก็หนักเข้า ๆ นี่ละการที่จะเห็นโทษของกิเลสต้องเห็นด้วยธรรม ไม่มีธรรมเห็นไม่ได้เลย ต้องธรรมสอดเข้าไป พอเราเห็นคุณค่าแห่งความสงบของใจเราแล้ว เราก็เห็นโทษแห่งความวุ่นวายของจิตที่ก่อกวนจิตใจให้ได้รับความทุกข์ตลอดเวลานั้นในขณะเดียวกัน นี่เริ่มฝึกหัดจิตให้ฝึกหัดอย่างนี้

พี่น้องทั้งหลายมีใจทุกคน ธรรมไม่ลำเอียง ใจไม่มีเพศ ใจไม่มีวัย เอาอะไรใส่เข้าไปติดปั๊บ ๆ เพราะใจหิวโหยด้วยอำนาจของกิเลส ติดตลอดไม่มีคำว่าอิ่มพอ โกรธก็ติด รักก็ติด ชังก็ติด ทุกอย่างติดหมด เรื่องของกิเลสติดหมด ธรรมนี้ปล่อยทั้งสองทั้งรักทั้งชัง ปล่อยเข้ามา ไม่มีรักไม่มีชัง รักก็ดี ชังก็ดี เบาเข้ามา ๆ จนกระทั่งไม่มีเหลือ นั่นเรียกว่าธรรมชำระล้าง

ทีนี้พอสงบขึ้นไปในขั้นนี้แล้ว ต่อไปก็เป็นขั้นพื้นขั้นฐาน พอสงบหลายครั้งหลายหนก็สร้างฐานของตนให้แน่นหนามั่นคงขึ้นไป นั่นท่านเรียกว่าเป็นสมาธิแล้ว ตอนแรกนี้เรียกว่าสงบเสียก่อน สมถธรรม คือความสงบในเบื้องต้น จิตได้รากได้ฐานแน่นหนามั่นคง ถึงจะคิดจะปรุงอะไรก็ตาม ฐานของจิตคือความแน่นหนามั่นคงแห่งความสงบนี้จะเป็นพื้นฐานตลอดเวลา นี่ท่านเรียกว่าจิตเป็นสมาธิแล้ว ทีนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้สบายเลย เรื่องก่อกวนก็คือตัวนี้เองผลักดันออกไป ไม่ใช่เรื่องนั้นเรื่องนี้มายุ่ง ตัวนี้เองออกไปยุ่ง ไปกว้านอันโน้นกว้านอันนี้เข้ามาเผาตัวเอง พอตัวนี้อ่อนลงความสงบทับหัวมันไว้ ๆ เหมือนหินทับหญ้าเบื้องต้น พวกสมาธิเหล่านี้เป็นหินทับหญ้าไว้ ๆ ปัญญานี้งัดหินออก ถอนหญ้าออก นี่ขั้นปัญญาขั้นจะถอดถอนกิเลส

พอจิตสงบเรียกว่าจิตอิ่มตัว คือจิตไม่สงบนี้มันหิวโหย พาใช้ทางด้านปัญญานี้มันจะออกเป็นสัญญาอารมณ์เป็นเรื่องของกิเลสล้วน ๆ ไปเลย เพราะฉะนั้นท่านถึงได้แสดงในธรรมว่า สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส ศีลเป็นเครื่องอบรมจิตใจให้มีความสงบเยือกเย็นภายในตัวของเราว่าเป็นผู้มีศีล จิตใจก็ไม่ส่ายแส่เร่ร่อน ว่าศีลของตนได้ด่างพร้อยหรือขาดทะลุไปประการใดบ้าง อย่างนี้จิตก็อบอุ่นในขั้นนี้ เรียกว่า สีลปริภาวิโต ทีนี้ สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาเมื่อสมาธิคือความอิ่มอารมณ์ของตัวเองนี้เป็นเครื่องหนุนให้ออกเดิน ก้าวเดินพิจารณาแล้วย่อมคล่องตัว สติปัญญาคล่องตัว ทีนี้ปัญญาทำงานละเพราะจิตไม่หิวโหยกับอารมณ์ต่าง ๆ เวลาจิตหิวโหยจะใช้ปัญญานี้มันเป็นสัญญาอารมณ์ไปหมด เป็นกิเลสไปหมด พอจิตสงบแล้วเรียกว่าจิตอิ่มตัว ใช้ทางด้านปัญญา บังคับให้มันใช้

ทีแรกไม่อยากใช้นะ เพราะมันติดความสงบสบาย อยากคิดอยากปรุงอะไรไม่มี ความคิดความปรุงกลับเป็นข้าศึก แต่ก่อนนี้ความคิดความปรุงเป็นตัวดูดดื่มที่สุดเลย ไม่ได้คิดได้ปรุงอยู่ไม่ได้ พอจิตสงบแน่วเข้าไปเท่านี้ ความคิดความปรุงเหล่านั้นจะจางไป ๆ จนกระทั่งจะคิดอะไรขึ้นมาไม่อยากคิดมันกวนใจ เพราะอำนาจแห่งความสงบมีพลังมากกว่า อยู่อย่างนี้ดีกว่า นั่นละเรียกว่าจิตติดสมาธิแล้ว ถ้าไม่ออกทางด้านปัญญาพิจารณาเป็นบางกาลบางคราวต่อไปแล้วมันติดได้นะ เพราะอยู่ไหนอยู่ได้ คนมีสมาธิมีความสงบใจอยู่ได้หมด

เรื่องที่อยู่ที่อาศัยการอยู่การกินการหลับการนอนไม่ได้เป็นอารมณ์นะ เพียงอาศัย เอาร่างเข้าไปซุกหัวนอนเท่านั้น ฉันก็เหมือนกัน ยิบ ๆ แย็บ ๆ พอยังอัตภาพให้เป็นไป แต่จิตมันพุ่ง ๆ อยู่กับธรรม ทีนี้พอจิตมีความสงบแน่วแน่แล้วพาออกคิดทางด้านปัญญา นี่ภาคถอนหญ้าละนะ หินทับเอาไว้คือสมาธิ พองัดหินออกแล้วทีนี้ถอนหญ้าแหละที่นี่ เอาปัญญาออกถอนหญ้า คือกิเลสเรื่อยไป ๆ ขั้นปัญญาเป็นขั้นที่เพลิน ทีแรกบังคับให้คิดมันไม่อยากคิด มันอยากอยู่แต่ความสงบเย็นใจสบาย ๆ ออกคิดเหมือนกับออกไปทำงาน ขี้เกียจตากแดดตากฝน นอนขาไขว่ห้างดีกว่า นอนแบบทอดอาลัยตายอยาก พวกนี้พวกสิ้นท่าไม่มีสติปัญญา ทอดอาลัยตายอยาก กิเลสสนุกขยำแหลกเลย จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ หอมกระเทียมเขาหั่นไว้เรียบร้อยทุกเวลาแล้ว

สติมี เวลาเข้าพักความสงบสติมีไม่ใช่ปล่อยนะ ทีนี้พอออกทางด้านปัญญา สิ่งต่าง ๆ มันมีอยู่แล้ว ปัญญาไม่ออกก็ไม่เห็น เช่นอย่างสิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้ว เราไม่ดูก็ไม่เห็น อันนี้ปัญญา เรื่อง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภัง มันเต็มอยู่ทั้งเขาทั้งเราทั่วโลกดินแดนบกพร่องที่ไหน แต่สติปัญญาไม่นำมาใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์ พอสติปัญญาเริ่มออก โทษมีอยู่แล้ว คุณมีอยู่แล้ว เห็นไปเรื่อย ๆ พอปัญญาออกก้าวเดินเห็นผลแล้วทีนี้ปล่อยสมาธิ แล้วหมุนทางด้านปัญญา นี่วิธีระงับกิเลส เอาธรรมเท่านั้นอย่างอื่นไม่ได้นะ

นี่พูดถึงปัญญาเริ่มไหวตัว เริ่มตื่นเนื้อตื่นตัว เรียกว่าฟัดว่าเหวี่ยงกันเวลานี้ พอก้าวไปถึงขั้นละเอียดเข้าไป ๆ แล้วจะเป็นสติปัญญาอัตโนมัติในขั้นเริ่มแรก จนถึงขั้นกามกิเลสนี้สติปัญญาจะเป็นนักมวยเข้าวงในกัน สติปัญญาขั้นกามกิเลสนี้เป็นนักมวยเข้าวงใน ฟังให้ดีทุกคน ไม่มีอะไรที่จะแหลมคมละเอียดลออยิ่งกว่ากามกิเลส ตัวนี้ตัวรุนแรงมากที่สุด โทษหนักที่สุด สัตวโลกชอบที่สุดคือตัวนี้เอง เห็นได้ชัด ๆ ทั้งสองภาคเลย สัตวโลกชอบที่สุดก็คือตัวนี้ และโทษหนักที่สุดก็คือตัวนี้ ปัญญาหยั่งเข้าไปตีทั้งสองภาคออก ตีออก ๆ นี้แหละเรียกว่าปัญญาชุลมุน จะเรียกว่าปัญญาอัตโนมัติก็ยังไม่เรียก เหมือนว่ามันเลยเถิดกว่านั้นอีก คือเหมือนนักมวยเข้าวงใน เลยเถิดไม่มีความพอดี

สติปัญญาอัตโนมัตินี่ไปสม่ำเสมอเรื่อย ๆ ถ้าว่าเร่งก็เร่งเสมอไปเลย แต่สติปัญญาในขั้นกามกิเลสนี้ไม่เป็นอย่างนั้น ผาดโผนโจนทะยาน ถ้าเป็นน้ำก็ไหลโจนลงมาจากภูเขา เสียงซ่า ๆ สนั่นหวั่นไหว นี่คือปัญญาออกก้าวเดินปราบกามกิเลส หนักมาก บางทีกายไหวเลยก็มีนั่งอยู่ดี ๆ นี่ สติปัญญาทำงานอย่างหนักกับกิเลสประเภทนี้ มันเอากันอย่างหนักจนกระทั่งกายไหวผึงก็มี ความรุนแรงของสติปัญญาขั้นนี้รุนแรง จะเรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติเรียกไม่ได้ คือมันเป็นสติปัญญาชุลมุน ว่าอย่างนั้นถูกต้อง

ทีนี้พออันนี้ผ่านไปแล้ว เรียบวุธไปด้วยอำนาจแห่งสติปัญญาที่เป็นน้ำไหลโจนลงมาจากภูเขาที่เชี่ยวที่สุดนั้น ตีอันนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้ว จากนี้เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ทีนี้เรียกสติปัญญาอัตโนมัติได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลยว่า เหมือนกันกับกิเลสมันหมุนอยู่ในหัวใจของสัตว์ เป็นอัตโนมัติของมันไม่ต้องบังคับ มันหมุนของมันเองอย่างนั้นเลย ทีนี้พอสติปัญญาขั้นนี้ขึ้นแล้วเรื่องฆ่ากิเลสไม่ต้องพูด ไม่มีอิริยาบถ ฟังแต่ว่าไม่มีอิริยาบถ คือยืนก็เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ นั่ง นอน อะไรเป็นสติปัญญาอัตโนมัติอยู่ในตัว จะเดินจงกรมไม่เดินจงกรม อันนี้เป็นอัตโนมัติของตัวเอง จึงเรียกว่าไม่มีอิริยาบถ เว้นแต่หลับเท่านั้น นอกนั้นเป็นเวลาของสติปัญญานี้ทำงานเพื่อแก้กิเลสกลับคืน ๆ คือเรียกว่าถอยคืน คลี่คลายออก ๆ โดยอัตโนมัติของตัวเอง

กิเลสมีอยู่ที่ไหนมากน้อยเพียงไร ตัวรุนแรงที่มันน้ำล้นฝั่งก็คือกามกิเลส ขาดสะบั้นลงไปแล้ว ทีนี้ตัวที่จะทำให้ละเอียดกว่านั้นไปอีกเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ มันจะหมุนของมันเรื่อย ๆ เว้นแต่หลับ นอกนั้นพูดไม่ได้ว่าสติปัญญาเหล่านี้ไม่ทำงานไม่มี มีแต่เวลาหลับเท่านั้น แม้ที่สุดเราฉันจังหันอยู่นี้ก็ไม่ได้อยู่กับลิ้นกับปากนะ มันจะอยู่กับงานของมันที่แก้กิเลสเป็นอัตโนมัติ เหมือนกันกับเรากินข้าวอยู่นี้แหละ มันคิดถึงเรื่องกิเลสตัณหาอะไรมันก็คิดของมันไปเรื่อย ๆ เป็นอัตโนมัติของมันทางฝ่ายกิเลส ทีนี้ทางด้านปัญญาเมื่อเข้าถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้ว มันก็คิดแก้กิเลสแบบเดียวกันกับกิเลสมัดเราในเวลาทั่ว ๆ ไปนั่นแหละ มันเป็นอัตโนมัติของมันเหมือนกัน

พอถึงขั้นนี้แล้วผู้เช่นนั้นไม่ต้องถามเรื่องมรรคผลนิพพานมีหรือไม่มี เหมือนอยู่ชั่วเอื้อม ๆ นี่ละมันดีดนะ ความเพียรไม่รู้จักเป็นจักตาย ดีดดิ้นตลอดเวลา นอนก็ไม่หลับเพราะความเพียรนี้หมุนตลอด มีกำลังกล้าเกินกว่าที่จะมาสละเวล่ำเวลานอน เพราะฉะนั้นนอนจึงไม่หลับ บางคืนตลอดรุ่งเลย ตลอดรุ่งเอาเฉย ๆ ไม่หลับ นอนลงไปมันก็ทำงานของมันแก้กิเลสอยู่นั้น นั่งก็นั่งทำงานแก้กิเลส จะอยู่อิริยาบถไหนมีแต่แก้กิเลสด้วยความเพลินอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา แล้วจะหาเวลาหลับนอนมาจากไหน ความหลับนอนไม่ได้มีคุณค่ายิ่งกว่าการฆ่ากิเลสให้สิ้นซากไป มันก็หมุนทางนี้ล่ะซิ

นี่จิตใจของเราเมื่อต่างคนต่างฝึกแล้วมันได้ด้วยกัน เพราะจิตนี้ไม่มีเพศไม่มีวัย นอกจากว่าสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยหรือเป็นคุณเท่านั้นที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าหนักในทางกิเลส กิเลสก็พันเข้าไปเรื่อย ๆ สร้างกองทุกข์ขึ้นมาเรื่อย ถ้าเราหนักในธรรมก็สร้างธรรมขึ้นเรื่อย ความสงบร่มเย็น กิเลสที่เป็นภัยก็ถูกสังหารไปด้วยกันเรื่อย ๆ นี่เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ แล้วหมุนเรื่อยนะ สติปัญญาอัตโนมัตินี้หมุนตั้งแต่ขั้นหยาบ ขั้นเริ่มต้น จากกามกิเลสไปแล้วเริ่มเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ จากนี้แล้วสติปัญญาอัตโนมัตินี้จะละเอียดเข้าไป ๆ แหลมคมเรื่อย คล่องตัวเรื่อย ๆ เชื่อมโยงกับมหาสติมหาปัญญา

มหาสติมหาปัญญานั้นเป็นปัญญาขั้นสุดยอด ฆ่ากิเลสฆ่าด้วยสติปัญญาประเภทนี้ ประเภทสติปัญญาอัตโนมัตินี้หนุนให้กัน ๆ เข้าถึงมหาสติมหาปัญญาแล้ว อันนั้นจะซึมซาบเลย เหมือนกับมีดจะว่าเราฟันปั๊ก ๆ อย่างนี้ก็ไม่ใช่ คือสติปัญญาอัตโนมัติเหมือนกับเราฟันปั๊ก ๆ เป็นอัตโนมัติของตน ฟันไปเรื่อย ๆ พอเข้าถึงมหาสติมหาปัญญาแล้วจะซึมไปเลย เหมือนกับซอยเลย ๆ ไม่ได้ยินเสียงฟัน แต่พวกผักพวกหญ้าขาดสะบั้น ๆ นี่คือมหาสติมหาปัญญา ผักหญ้าได้แก่กิเลส มีดได้แก่สติปัญญาที่หั่น แหลก ๆ เชื่อมเข้า ๆ

กิเลสมีทุกประเภทที่ละเอียดลงไป ๆ ควรแก่สติปัญญาเครื่องแก้ขั้นใด มันจะบอกอยู่ในตัวรู้อยู่ในตัว นำมาประกอบกันพอดิบพอดี ๆ ไปเรื่อย ๆ นี่พูดถึงเรื่องของกิเลส พอถึงขั้นสติปัญญาแก้กิเลสแล้ว จะแก้กันเองเป็นอัตโนมัติเหมือนกิเลสผูกมัดสัตวโลก ธรรมแก้สัตวโลกออกจากกองทุกข์ที่กิเลสมัดไว้หรือเผาอยู่ตลอดเวลานี้ จะแก้ด้วยสติปัญญาอัตโนมัติ หมุนเรื่อย ๆ พอถึงขั้นเต็มเหนี่ยวแล้วพุ่งทีเดียวหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือในใจ กิเลสแม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่มีเหลือแล้ว ขาดสะบั้นลงไปประจักษ์กับหัวใจ ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่าตรัสรู้อย่างไร กิเลสขาด-ขาดยังไง

พระพุทธเจ้าสอนแล้วว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นแลจะรู้เห็นธรรมทุกขั้นด้วยตัวเองทุกคน ท่านสอนไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อเจอเข้าไปแล้วก็จะไปถามพระพุทธเจ้าอะไร ธรรมข้อนี้สอนไว้แล้วนี่ พระพุทธเจ้าก็รู้ด้วยตนเอง พระสาวกทั้งหลายรู้ด้วยตนเอง ไม่มีอะไรมาแก้ไขอีกแล้ว ตั้งแต่วันกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากหัวใจแล้ว กองทุกข์ที่จะมีในหัวใจของท่านผู้บริสุทธิ์นั้นไม่มีตลอดไปเลย ตั้งแต่ขณะกิเลสขาดสะบั้นลงไป เมื่อเป็นอย่างนั้นเราก็ชี้นิ้วได้เลยว่า มีกิเลสเท่านั้นที่สร้างกองทุกข์ให้แก่สัตวโลก เมื่อกิเลสได้สิ้นซากลงไปแล้วความทุกข์ไม่มี เป็นบรมสุข หรือว่าธรรมธาตุล้วน ๆ เป็นอฐานะ เกินกว่าอะไรที่จะเข้าไปแทรกได้อีกเลย ไม่มี นั่นเป็นหลักธรรมชาติ

นี่การปฏิบัติธรรม ธรรมมีหรือไม่มีที่พูดอยู่เวลานี้ สิ่งที่ผลักดันเราให้เกิดความทุกข์อยู่ตลอดเวลานี้ นั่นเรียกว่ากิเลส มันอยู่กับหัวใจดวงเดียวกันนี้ สิ่งที่กำจัดมันตั้งแต่สมาธิภาวนาขึ้นไป บทบริกรรมขึ้นไป นี้เรียกว่าธรรม ธรรมกับกิเลสอยู่ในหัวใจดวงเดียวกัน จึงต้องนำมาใช้ ธรรมแก้กิเลสก็คือสติปัญญาธรรม พวกวิริยะ พวกขันติ ความอดความทนเป็นเครื่องหนุนเข้าไปให้สติปัญญาก้าวเดิน ๆ เรื่อย สิ่งที่เป็นภัยก็จางไป ๆ จนกระทั่งมุดมอดลงไปหมดแล้ว เรื่องกองทุกข์ไม่มีในพระอรหันต์ท่าน พระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย ตั้งแต่กิเลสซึ่งเป็นตัวสร้างทุกข์ขาดสะบั้นลงไปแล้ว ไม่มีกองทุกข์ภายในจิตใจ

จะมีแต่เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ อย่างนี้มีเหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ ไม่ผิดกัน เพราะธาตุขันธ์ของท่านกับธาตุขันธ์ของเราเป็นสมมุติด้วยกัน รูปกายนี้ก็เป็นสมมุติ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นสมมุติด้วยกัน ท่านก็รับทราบเฉย ๆ อันนี้มันหากดีดหากดิ้นของมัน มันไม่มีความหมาย ว่าได้คิดได้ปรุงได้แต่งสำคัญมั่นหมายไปอะไร มันก็ดิ้นของมันไป จิตที่บริสุทธิ์แล้วเพียงรับทราบ ๆ เพราะมันไม่สร้างอะไรให้ใครอีกแล้ว

ตัวที่สร้างคือกิเลสที่หนุนอยู่นั้นขาดสะบั้นลงไปแล้ว อันนี้ก็เป็นขันธ์ล้วน ๆ ขันธ์ล้วน ๆ คือขันธ์ไม่มีกิเลส แต่ก่อนขันธ์นี้เป็นภัย เป็นเครื่องมือของกิเลสได้เป็นอย่างดี ต้องเอาขันธ์นี้ออกใช้ กิเลสจะใช้ทำงานอะไรก็ต้องเอาขันธ์นี้ออกใช้ ธรรมจะใช้ทำงานอะไรก็ต้องเอาขันธ์นี้ออกใช้ ทีนี้เวลากิเลสสิ้นซากลงไปแล้ว ธรรมเป็นเจ้าของท่านไม่ยึด กิเลสเป็นเจ้าของมันยึด อุปาทานยึดมั่นถือมั่นหมดทุกสิ่งทุกอย่างทุกส่วน จึงสร้างกองทุกข์ให้สัตวโลกตลอดเวลา เวลาพอกิเลสตัวยึดตัวสำคัญมั่นหมายตัวเป็นเจ้าของขาดสะบั้นลงไปแล้ว เรียกว่าเครื่องมือนี้ไม่มีเจ้าของ ทิ้งไว้อย่างนั้น ใครจะเอาไปใช้ยังไงก็ใช้ ธรรมท่านเป็นเจ้าของท่านไม่ยึด

ก็มีแต่ความทุกข์เท่านี้แหละ เช่นอย่างการอยู่การกินการหลับการนอนการขับการถ่าย การไปการมาอะไรอย่างนี้ ชอบอันนั้นไม่ชอบอันนี้ ในวงขันธ์มันดิ้นของมันนะ ฟังให้ดีคำว่าชอบไม่ชอบ ท่านชอบหาอะไรจะว่าอีกนะ คือธรรมธาตุอันนั้นจะไม่มีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องขึ้นชื่อว่าสมมุติที่บริสุทธิ์นั่น แต่เมื่อขันธ์ยังมีอยู่มันก็มีตามเรื่องของขันธ์ ขันธ์มีอยู่ยังไงเรื่องเหล่านี้จะแทรกกันไปในนั้น แทรกอยู่ในวงขันธ์เท่านั้นไม่เลยนี้ไป เช่น ฉันชอบอันนี้ ฉันไม่ชอบอันนี้อย่างนี้นะ คือชอบอยู่ในวงขันธ์มันชอบกันแค่นี้ ๆ อันนี้ไม่ดีไม่เอา ชอบอันนี้ไม่ชอบอันนั้น มันมีอยู่ในวงขันธ์ ๆ เท่านั้นเอง จะให้มันซึมซาบไม่ซึม อันนี้มีเหมือนกันกับคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป

เพราะขันธ์เป็นสมมุติล้วน ๆ ผู้ที่รับผิดชอบขันธ์ก็รับผิดชอบไปเรื่อย ๆ ธรรมดา แต่ที่จะให้ระมัดระวังว่าจะเข้าไปซึมซาบจิตอันนั้นไม่มี ท่านไม่ระวัง เป็นหลักธรรมชาติอันหนึ่ง อันนี้มีถ้าพูดถึงเรื่องทุกข์นะ มีอย่างนี้ อันนี้อร่อยดี วันนี้กินข้าวดี วันนี้อร่อยดี นอนหลับสนิทสบาย ว่าได้ธรรมดาเหมือนกันกับเรา ๆ ท่าน ๆ ส่วนจิตไม่เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว มีแต่เรื่องขันธ์ทำงานของตัวเองอยู่เท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันสิ้นซากไปเสียเลยนั้นก็คือกิเลส สิ้นซากไปจากใจเลยคือกิเลส ส่วนสมมุติที่เป็นเชื้อเดิมของกิเลสได้แก่ธาตุขันธ์นี้ จะสิ้นตอนเวลาตายแล้วว่างั้นเถอะ ถ้ายังไม่ตายมันก็ยังดีดยังดิ้น ได้รับผิดชอบมันอยู่อย่างนี้ตลอดไป ให้พากันเข้าใจเอานะมันต่างกันอย่างนี้

ว่าท่านเป็นพระอรหันต์ อะไรท่านดับไปหมด ๆ ส่วนที่ดับหมดก็คือกิเลส อันนี้ตัวเป็นภัย ส่วนที่ไม่ดับหมดก็คือธาตุคือขันธ์อันเป็นเชื้อเดิมทำให้เกิดภพเกิดชาติขึ้นมาเป็นธาตุเป็นขันธ์ อันนี้ไม่ดับ จนกว่าธาตุขันธ์นี้สลายลงไปเมื่อไรแล้วก็ดับพึบหมด ทีนี้เรื่องสมมุตินี้ดับโดยสิ้นเชิง จะดับเวลาธาตุขันธ์ดับลงไป เรียกว่าตาย นี่ละพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านยังจะรับทราบเรื่องของสมมุติอยู่ เวลาท่านมีชีวิตอยู่ที่ขันธ์มีอยู่นี้เท่านั้น ท่านรับทราบเรื่องความหมุนของขันธ์มันหมุนไปยังไง ๆ เท่านั้นแหละท่านจะรับทราบ มีสมมุติอยู่อันนี้

สมมุติทั้งหลายจึงมารวมอยู่ที่ขันธ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้เป็นภาชนะสำหรับรับสภาวธรรมทั้งหลายเข้ามาสู่ใจ แต่ใจไม่ยึดแล้วสิ่งเหล่านี้ก็เป็นขันธ์ล้วน ๆ ไปหมด ท่านจึงเรียกว่าขันธ์ล้วน ๆ เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน รูปกายของเราก็อย่างที่เห็นนี่ เวทนาความสุขความทุกข์ก็เพียงมีในกาย สัญญาความจำได้หมายรู้ก็มีอยู่ในขันธ์ ๆ เกิดแล้วดับ ๆ ทั้งดีทั้งชั่วดับไปไม่มีสาระอะไรเลย

นั่นเรียกว่าขันธ์ล้วน ๆ อันนี้ท่านรับผิดชอบจนกระทั่งวันตายพูดอย่างนี้เลย พอตายแล้วก็เรียกว่าสมมุติทั้งหมดในกองโลกธาตุนี้มารวมอยู่ในขันธ์อันเดียว พอขันธ์นี้ดับพึบหมด นั่นละที่พระพุทธเจ้าท่านว่า อนุปาทิเสสนิพพาน เป็นนิพพานล้วน ๆ สมมุติไม่มีเลย ที่ว่า สอุปาทิเสสนิพพาน คือจิตเป็นนิพพานล้วน ๆ แล้วแต่สมมุติก็ยังมีให้ได้รับผิดชอบอยู่ ท่านจึงเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสแต่ยังมีขันธ์อยู่ จึงต้องได้รับผิดชอบกันตามเรื่องของขันธ์ที่มันดีดมันดิ้นในเวลามีชีวิตอยู่ พออันนี้สิ้นลงไปแล้วก็เรียกว่า สมมุติทั้งมวลในสามแดนธาตุนี้จะดับลงพร้อมกันในขณะที่ตาย พอตายปึ๊บนี้ขันธ์ดับพึบหมด ไม่มีอะไรที่จะรับผิดชอบอย่างนั้นอย่างนี้รู้นั้นเห็นอย่างนี้ไม่มี เหลือแต่หลักธรรมชาติล้วน ๆ ที่เรียกว่าธรรมธาตุ นั่นคือนิพพานแท้

นี่ละการปฏิบัติธรรม ธรรมมีหรือไม่มีธรรมที่ว่าเหล่านี้น่ะ นี่เรียกว่าธรรม จิตที่เป็นธรรมแล้วเป็นอย่างนั้น หมดสิ่งยุ่งกวนทั้งหลาย มีแต่ความสง่างามพอดิบพอดีอยู่ตลอดเวลานี้เรียกว่าธรรม สิ่งที่ก่อกวนอยู่ภายในจิตใจเรียกว่ากิเลส มันอยู่ด้วยกันกิเลสกับธรรม เพราะฉะนั้นจึงต้องมีฟัดมีเหวี่ยงมีแก้มีไขถอดถอนกัน ให้พากันจำ คนเราอย่างนี้ก็มีคนดีคนชั่วได้เพราะกิเลสมีธรรมมีอยู่ในนั้น ถ้าธรรมมีอำนาจก็บังคับตัวเองไม่ให้ทำความชั่วช้าลามก ก็กลายเป็นคนดีไป ๆ ถ้าเป็นไปตามกิเลสความโลภความโกรธราคะตัณหา ก็ต่ำลงไป ๆ จนกระทั่งเสียคนหมดทั้งคน หาคุณค่าหาราคาไม่ได้เลย นี่ถ้าปฏิบัติตามฝ่ายต่ำ ฝ่ายต่ำท่านเรียกว่ากิเลส ฝ่ายสูงเรียกว่าธรรม ให้ตั้งใจปฏิบัติธรรมทุกคน

คนเราอยากดีต้องอย่าปล่อยเหตุนะ ดีเพราะเหตุใด ชั่วเพราะเหตุใด ต้องจับเอาต้นเหตุ ต้นเหตุนี่ละจะสร้างผลขึ้นมา ถ้าเราเดินตามเหตุชั่วเราก็เป็นคนชั่วขึ้นมา เป็นทุกข์ขึ้นมา ถ้าเราดำเนินไปตามเหตุดีเราก็เป็นคนดีขึ้นมาเป็นสุขขึ้นมา ท่านจึงบอกว่าเหตุกับผลแยกกันไม่ออก ใครจะว่ากรรมไม่มี ๆ ก็ตาม เจ้าของทำอยู่ทุกเวลาทำอะไร นี้เรียกว่าทำกรรม กรรมนี้มีทั้งดีทั้งชั่ว ก็ต้องให้ผลเป็นสุขเป็นทุกข์ขึ้นมาด้วยกันแยกกันไม่ออก พากันจำเอาทุกคน ๆ นะ เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ละ วันนี้เทศน์ธรรมะจะสูงไปมากให้ลูกหลานจำเอานะ ปฏิบัติตัวเอง วันนี้ธรรมะเลยกลายเป็นธรรมะที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วแต่จังหวะของการเทศนาว่าการ เอาละพอ เหนื่อยแล้ว

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก