แบบฉบับของพระพุทธเจ้า ต้องสู้กิเลส
วันที่ 17 กันยายน 2544 เวลา 7:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(Real)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Real)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๔

แบบฉบับของพระพุทธเจ้า ต้องสู้กิเลส

สรุปผ้าป่าทองคำ ดอลลาร์ วัดป่าศรัทธาถวาย (ถ้ำเต่า) วันที่ ๑๖ กันยา ทองคำได้ ๘ กิโล ๕๕ บาท ๒๑ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑๒,๙๐๗ ดอลล์ เงินสดได้ ๑,๒๗๔,๑๑๐ บาท ชาติไทยของเราจะเฉื่อยชาไม่ได้นะ เวลานี้เป็นเวลาที่จะต่างคนต่างขวนขวายกันทุกคน ๆ มากน้อยให้ขวนขวายด้วยกันทุกคน อย่าเฉื่อยชานะ แบบเฉื่อยชานี้แบบล่มแบบจม แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ต้องตั้งเนื้อตั้งตัว เวลานี้เป็นเวลาที่เรารู้สึกตัวของเราแล้วทุกคนชาติไทยของเรา ให้พยายามต่างคนต่างขวนขวาย ได้มากได้น้อยได้ทั้งนั้น ฟังแต่ว่าได้ มากก็ได้ น้อยก็ได้ ไม่มีเสีย ต้องเอาให้ได้ สำหรับหลวงตาเองนี้เรียกว่าร้อนจี๋เป็นไฟมาตลอด หมุนติ้วเลย ให้ถอยไม่ถอย นอกจากทะลุพุ่งเลยเท่านั้น ที่จะให้ถอยนี้ไม่ถอยละ จึงได้เตือนตอนดอลลาร์นี่ที่เป็นไฟไปเลย ระลึกไม่ได้แต่ก่อน พอระลึกได้มันสายเข้ามา ๆ เสียแล้ว ไม่ได้อะไรก็คว้าเอาไก่อยู่ในเล้าในคอกออกมาล่ะซี

คราวนี้เป็นคราวที่มอบมากกว่าทุกครั้ง แล้วดอลลาร์ไม่มีติดตามเลย โห ไม่ได้เลยว่างั้น พอรู้ทีหลัง ไม่ได้ ๆ เด็ดขาด เลยต้องไปหมุนเอาของอยู่ในคอกเราออกมา คว้าที่ไหนไม่ได้คว้าเอาไก่อยู่ในคอกในเล้ามาเลย นี่เรียกว่าทองคำนี้เป็นอันว่าแน่นอนแล้ว นอกจากจะเขยิบขึ้นอีกเท่านั้น ส่วนดอลลาร์ยังไม่แน่คอยฟังไปเสียก่อน เวลานี้ดอลลาร์หนึ่งเท่ากับเงินไทยเท่าไร ( ๔๓ บาทเจ้าค่ะ) เออ มันก็ลงแล้ว ถ้าลดลงก็แสดงว่าเงินไทยเราแข็งขึ้น โฮ้ เราใจหายนะที่ว่าถึง ๕๖ บาทต่อ ๑ ดอลล์ มันกระทบกระเทือนเอามากจริง ๆ มันหลายอย่างวันนั้นที่มากระทบอย่างแรงจนร้องโก้กเลยเรานั่งฉันจังหันอยู่นี้

คือลูกศิษย์เขาไปจดรายการต่าง ๆ มา ทั่วประเทศไทยเรานี้ติดหนี้ติดสินเขาคิดเฉลี่ยแล้วคนไทยคนหนึ่งติดหนี้เขาคนละเท่านั้น ๆ แล้วอะไรก็บีบเข้ามา ๆ ดอลลาร์ดอลล์เดียวฟาดของเราไปถึง ๕๖ บาท โห เมืองไทยเราไม่ได้เป็นเมือง ๕๐ สตางค์ มันขาด ๕๐ สตางค์ได้ยังไงกัน นอกจากไม่เต็มบาทยังขาด ๕๐ สตางค์ไปอีกยังไงกัน นี่อันหนึ่งต้นเหตุที่จะให้หมุนจี๋ พูดเรื่องไหนมีแต่เรื่องเหยียบลง ๆ เมืองไทยเราทำไมถึงต่ำเอานักหนา อะไรผ่านเข้ามามีแต่เหยียบเอา ๆ มันเป็นยังไง ไม่มีจิตมีใจหรือเมืองไทยเรา อะไรผ่านเข้ามาเหยียบทั้งนั้น ๆ มันยังไงกัน นี่ละต้นเหตุมัน แล้วเรื่องราวที่หมุนจี๋เข้ามากินกลืนบ้านเมืองนี้ก็มาพร้อม ๆ กัน กระเทือนเข้ามาพร้อม ๆ กัน สิ่งที่หมดไปแล้วก็ติดหนี้เขาไป ทำอะไรตรงไหนมีแต่ขาดสะบั้นลง ๆ สิ่งที่จะเหลือหลอฟื้นขึ้นมาไม่มีเลยทำไง นั่นละต้นเหตุมันนะ

ถึงได้หมุน เริ่มตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ฟังอันไหนมันจะสลบไปนู่นน่ะ ก็มันเรื่องกระเทือนคนไทยทั้งชาติ ๆ เข้ามาจุดไหนมีแต่เหยียบคนไทยทั้งชาติ ๆ มันเรื่องเล็กน้อยหรือคนไทยทั้งชาติถูกเหยียบถูกย่ำ คนไทยก็มีหัวใจทำไมจะไม่คิด ต้องคิดซิ เรื่องราวมันก็เป็นอย่างนี้ เราถึงพยายามที่จะหาทองคำเข้าสู่คลังหลวงเป็นอันดับหนึ่ง ดอลลาร์ตามกันไป เพื่อหนุนชาติไทยของเรา เพราะทองคำเป็นหัวใจของชาติร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ถ้าไม่มีนี้แล้วชาติไทยไม่มีความหมาย หัวใจของชาติไทยรวมอยู่จุดนี้ทั้งนั้นคือทองคำ เราจึงได้คิดในจุดนี้มาก

เราไม่ได้เรียนกับเขาแหละ เรียนดอกเตอร์ดอกแต้ วิชาการเงินการทองการเศรษฐกิจสะแก็ดเราไม่ได้เรียน เราเรียนตั้งแต่หลักธรรมชาติของมัน หลักธรรมชาติของมันคืออะไร เวลานี้หัวเมืองไทยกำลังเป็นเขียงเหยียบขึ้นของเขาว่างั้นเลย แล้วจะทำยังไง ฟิตหัวเราให้มันตกทะเลเป็นไร หัวเขาก็หัวคน ตีนมันก็ตีนคน สะบัดบัดเดียวให้มันตกทะเลทั้งโคตรมันเลย ตกคนเดียวไม่พอ ฟาดมันทั้งโคตรเลย ฟิตตัวซินั่นเรียกว่าสลัด

นี่พยายามคิดเรื่องราวอะไรทุกอย่างที่เกี่ยวกับชาติของเรา จะพยายามเอาทองคำ นี่เป็นความมุ่งหมายของหลวงตานะ ที่เต็มสัดเต็มส่วนจริง ๆ ในหัวใจของเราแล้ว พูดให้พี่น้องชาวไทยเราทราบในนามว่าเราเป็นผู้นำของพี่น้อง ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจของเรา ความหมายมั่นปั้นมือก็ไปอยู่ที่ว่าเริ่มตั้งแต่ ๔ พันกิโลขึ้นไป ขาดสตางค์หนึ่งไม่ได้ ตั้งพื้นฐานขึ้น ๔ พันกิโลทองคำเรา จากนั้นขยับขึ้นไป ๆ ถ้าหากว่าได้ถึง ๑๐ ตันแล้วหลวงตานี้นอนหลับใหลไปเลยก็ช่างเถอะ คือเต็มส่วนแล้ว เต็มในหัวใจแล้ว ที่มันถนัดชัดเจนอยู่ภายในนี้นะ ถ้าได้ ๑๐ ตันแล้วหลับไปเมื่อไรเราไปได้เลย หายห่วง นิสัยวาสนาของเราสุดขีดเพียงเท่านี้ละ เราอยากพูดอย่างนั้นนะ

เวลานี้กำลังหิว จะว่าสุดขีดไม่สุดขีดก็ตาม มันกำลังหิวขยับ ๆ ขึ้นไป มันหิวมากเดี๋ยวนี้หิวทองคำ มองเห็นใครไม่ได้นะเดี๋ยวนี้ ไหนทองคำ มันหิวทองคำมาก ต่อจากนั้นเครื่องแกล้มมันคืออะไร ดอลลาร์ ติดมาหรือเปล่า มันกำลังหิวมาก จะขนเข้าสู่ท้องแห่งคลังหลวงของเราให้เต็มตื้นขึ้นมา แล้วผาสุกสบายทั่วประเทศไทยเรา ความหมายว่าอย่างนั้น

นี้เราก็แน่ใจ เรียกว่าแน่ใจไปเลย ค่อนข้างค่อนแข้งไม่อยากให้มายุ่งมันจะมากดถ่วงเรา บอกเราแน่ใจ ลากขึ้นมาเลย หาความแน่ใจนี่ ค่อนข้างค่อนแข้ง คนนั้นจะดึงลงคนนี้จะดึงขึ้นไอ้ค่อนข้างเข้าใจไหม ฟัดกันซิ ลากขึ้นมาเลยถึง ๑๐ ตัน เอา หลับไปเลยที่นี่ เราไม่มีอะไรแล้ว หายห่วง ทองคำวางปึ๊บลงไปแล้ว ๑๐ ตันของเล่นเมื่อไร สง่างามมากนะเมืองไทยเรา ถ้าลงทองคำคราวนี้เพิ่มเข้าอีก ๑๐ ตัน นอกจากนั้นมีจำนวนเท่าไร ๆ เรารู้หมดในหัวใจของเรา

พี่น้องทั้งหลายทราบไหมว่า นี้ละหัวใจของชาติ ต้องเก็บความลับไว้อย่างมิดตัวเลย ตายก็ตายไปเลยความลับจะออกมาไม่ได้ นี่เรียกว่ารักสงวนชาติ เราได้ซักไซ้ไล่เลียงทุกอย่างที่เขานิมนต์เราเข้าไปดูทองคำในนั้น เขาก็มีความมุ่งหมาย เราก็รู้ทันทีเลย เขาบอกว่าคลังหลวงคือทองคำนี้มีผู้ได้เข้ามาชมนี้ เพียงสมเด็จพระเทพฯ องค์เดียว แล้วสองกับหลวงตานี้เท่านั้น ฟังซิคนทั่วประเทศไม่มีใครเข้าไปเห็นเลย ทำไมเขาจึงนิมนต์เราเข้าไป ก็เพราะวันนั้นเป็นวันที่เราไปมอบทองคำ มอบดอลลาร์เป็นครั้งแรกเลย อันนี้เป็นต้นเหตุ เขาก็ต้องหยั่งความมุ่งหมาย

พอเขานิมนต์เราเข้าไปดูทองคำ เราก็ทราบทันทีเลยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ว่าพอจะหนุนกันได้ตามกำลัง เขาก็ต้องคิด เราก็คิดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาเข้าไปแล้วก็ดูทุกซอกทุกมุม ดูจริง ๆ ไม่ใช่ดูเล่น ๆ เรียกว่าหมดทุกซอกทุกมุมเลย ทองคำเป็นตับ ๆ ดูจนหมด เรียบร้อยแล้วออกมาคุยกันสองต่อสอง พวกเจ้าหน้าที่เขาอยู่ข้างนอกเขาไม่ไปยุ่งกับเรา เราไปคุยกันเฉพาะสองต่อสองเท่านั้นไม่มีใครเข้าไปยุ่งได้ ถึงได้รู้ชัดเจน เราซักอย่างละเอียดลออเพราะเราจะช่วยเหลือเต็มกำลังของเรา เราก็พูดเลยเพราะแน่ใจอยู่แล้วว่าทองคำนี้ต้องกระจายไปสู่ประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับการซื้อการขายการประกันตัวในชาติไทยของเราในระหว่างซื้อขาย ถ้าเราไม่มีเครื่องประกันนี้การซื้อขายจะเป็นไปไม่ได้ เราคิดแล้วนะ เราก็ถามปุ๊บเข้าจุดนี้เลย

เวลานี้ทองคำเรามีฝากที่เมืองไหนบ้างเท่าไร ถามจุดใหญ่ ๆ ตรงเป๋ง ๆ ไม่เห็นเคลื่อนนะ เมืองนั้นเท่านั้น นั่นเห็นไหมล่ะ เมืองนั้นเท่านั้น ๆ แล้วก็ย่นเข้ามา แล้วเมืองไทยเราล่ะเวลานี้มีอยู่เท่าไร มีอยู่เท่านั้น จับปึ๊บเลย พอออกมาวันนั้นก็ขึ้นเปรี้ยงเลย พอมาถึงวัด หือ วันนี้หนังสือพิมพ์พวกนักข่าวไปไหนกันหมด ทุกวันยั้วเยี้ย ๆ จนดุกันแหลก แล้ววันนี้ทำไมไม่เห็นนักข่าวสักคนเดียว มันเป็นยังไงกัน แล้วก็บันดลบันดาล ค่ำแล้วจวนจะมืดแล้ว นักข่าวมายังไงก็ไม่รู้ มาถึงวัดถ้าตะวันธรรมดานี้ก็เรียกว่า ๕ โมงกว่าแล้วกำลังจะย่ำค่ำ มืดแล้ว นักข่าวก็มา เออ ดีแล้ว มาก็ฟาดเปรี้ยง ๆ เลย จากนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้เลย ไม่มีอ่อนข้อนะ

ต้องเอาให้แน่ทีเดียวคราวนี้ ถ้าหากว่าอันนี้หนุนเข้าไปอีก ๑๐ ตันแล้ว เราจะรู้สึกแน่นหนามั่นคงภายในคลังหลวงในประเทศของเรา ส่วนที่ออกไปข้างนอกนั้นก็เพื่อเป็นพยานหรือเพื่อเป็นตัวประกันชาติไทยของเราไว้เป็นจุด ๆ เป็นตัวประกันเป็นตัวประสานกัน ประสานในการซื้อขาย มีอะไรจำเป็นก็เอานี้ออกประกัน ๆ ที่เก็บไว้ในประเทศนั้น ๆ ส่วนประกันในชาติไทยของเราก็มีเท่านี้ ทีนี้ก็รู้สึกบกบางมาก เพราะฉะนั้นถึงหมุนติ้ว ๆ ในจุดนี้ เพื่อจะให้หนุนนี้เข้าให้แน่นหนามั่นคง พี่น้องทั้งหลายทราบเอานะ วันนี้เปิดออกมาอย่างนี้ละ

ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจ ให้เห็นแก่ชาติไทยของเรา ชาติไทยของเราเวลานี้จุดนี้รู้สึกอ่อนมาก เพราะฉะนั้นเราถึงได้หมุนติ้ว ๆ ตลอดเวลา ขอให้พี่น้องทั้งหลายทราบ มีจำนวนมากน้อยเพียงไรเท่าไร ๆ เราพูดไม่ได้ ตายไปเลยก็ตาย ถ้าลงได้เก็บความลับแล้วไม่มีออกเลย ตายเลย บอกได้แต่ว่ามีน้อยมาก น้อยก็เพื่อจะได้มาเพิ่มเติมนั่นเอง ไม่เสียหาย จึงให้พากันตั้งอกตั้งใจทุกคน มีมากมีน้อยขวนขวายเข้ามาสู่หัวใจแห่งชาติไทยของเรา เพื่อความอยู่เป็นสุขทั่วหน้ากันทั้งประเทศ ถ้าอันนี้บกพร่องแล้วเหี่ยวแห้งกันทั้งประเทศไม่ใช่ธรรมดา ใครมีเงินหมื่นเงินแสนเงินล้านไม่ได้มีความหมายเท่าอันนี้ อันนี้มีความหมายครอบชาติของเรา

เงินในกระเป๋าของเราไม่ได้มีความหมายครอบชาติ แต่ครอบครัวของเราก็ยังเอนยังเอียงคอยแต่จะล่มจะจมไปในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องความสุรุ่ยสุร่าย ความลืมเนื้อลืมตัว พาให้จมได้นะ แต่อันนี้ไม่จม ฝังลึกไว้เลยหัวใจของชาติ ใครมาแตะไม่ได้ ก็เห็นไหมล่ะที่พูดมาตะกี้นี้ จะรวมบัญชีบัญแชอะไร เห็นไหมหลวงตาออกสนามรู้ตัวเมื่อไร ผางออกเลยทันที อย่าแตะทันทีเลย นี่หัวใจของชาติ นั่นเห็นไหมล่ะ เคยมีเมื่อไรอย่างนี้ มันออกได้ทันทีเลย พอผางเข้ามาปึ๋งเข้ามาตรงนี้ ทางนี้ออกทันทีเลย อันนี้คือหัวใจของชาติ คน ๖๒ ล้านคนเป็นเจ้าของด้วยกันทุกคน อย่าแตะ จากนั้นก็ผ่อนลงมานิดหนึ่งว่า ขอบิณฑบาต จากนั้นก็ฟัดเลย ถอยเมื่อไร คอขาด-ขาดไปเลย เพราะจุดนี้เป็นจุดสำคัญ ต้องเอาคอเข้าใส่เลย จุดสำคัญก็รู้ ไม่สำคัญก็รู้นี่ นี่ละเรื่องราว

เพราะฉะนั้นเวลาเราขวนขวายถึงขวนขวายเพื่ออันนี้เอง เพื่อที่จุดที่คอขาดก็ยอมตายไปเลยนี้ เราจะเอามาจุดนี้เพื่อต่อคอของเราทั่วประเทศไทยเราให้ยืนยงคงถาวรต่อไป พากันเข้าใจหรือยัง อันนี้เข้าไปแล้วเรียกว่าต่อคอเชื่อมคอของเรา บัดกรีคอของเรามันจวนจะขาดแล้ว ที่รวมบัญชีมันจะมากลืนหมดเลยไม่มีเหลือ เพราะเหตุนั้นเวลานี้เรากำลังประสานเชื่อมโยงคอของเราทุกคนทั่วประเทศไทย ด้วยทองคำ ด้วยดอลลาร์ ขวนขวายเข้าไปให้มีความแน่นหนามั่นคง นี้เป็นที่พอใจของหลวงตาแล้ว พิจารณาโดยธรรมทั้งนั้นนะ ไม่ได้แบบโลก ๆ มาใช้นะ ทุกอย่างไม่มีโลกมาใช้ เด็ดก็เด็ดด้วยธรรม อ่อนก็อ่อนด้วยธรรม จะให้เป็นกิเลสเข้ามาแทรกไม่มี เราพิจารณาอะไร ๆ จะเป็นเด็ดเป็นเฉียบขาดขนาดไหน ต้องเป็นธรรมทั้งนั้นออกเลย ๆ เพราะฉะนั้นหัวขาด-ขาดไปเลยเพื่อบูชาธรรม เพราะไม่มีแง่ใดที่จะผิดจากธรรมแล้ว พุ่งเลย

ทางด้านจิตใจก็ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจบำรุงจิตใจให้ดีนะ จิตใจนี้เป็นมหาสมบัติอันล้นค่า อยู่ที่ใจนะ สิ่งภายนอกที่เรากล่าวมานี้รวมอยู่ที่ใจของเรา ถ้าใจของเราดีแล้วสิ่งเหล่านี้จะดีไปหมด ถ้าใจของเราไม่ดีสิ่งเหล่านี้เอนเอียง ถูกทำลายได้ไม่สงสัย ต้องรักษาใจของเราให้ดี ให้มีระดับคนเรา อยู่ไหนให้มีขอบมีเขตมีการรักษาตัวเสมอ ความพอดีมี ความเลยฝั่งเลยฝาให้รู้ทันทีว่าเป็นภัย ความพอดิบพอดีเป็นธรรมของพระพุทธเจ้า คงเส้นคงวาหนาแน่นตลอดมานะ และจะหนาแน่นตลอดไปถ้ามีความพอประมาณรู้จักในตัวเอง ความพอดีนั้นแหละคือความประมาณ เผ็ดเกินไปไม่เรียกพอดี เค็มเกินไปไม่เรียกพอดี อะไรเกินไป ๆ ไม่ดีทั้งนั้น พอดีก็คือว่าไม่เผ็ดไม่เค็มไม่เปรี้ยวไม่หวานเกินไป อยู่จุดนี้ ธรรมท่านว่าพอดี เรียกว่ามัชฌิมา คือจุดศูนย์กลาง ลงในความพอดีทั้งนั้น

พากันตั้งใจปฏิบัตินะ จิตใจเป็นของสำคัญมาก เตือนพี่น้องทั้งหลายนี้เราได้ดูหมดแล้วนะ การสอนพี่น้องทั้งหลายไม่ได้สอนแบบลูบ ๆ คลำ ๆ บอกแล้วอย่างชัดเจน ใครจะว่าโอ้อวดก็ตามเราไม่มี มีแต่ความเมตตาสงสารโลก จวนจะตายเท่าไรจิตมันยิ่งหมุนจี๋ ๆ กับหัวใจที่เป็นฟืนเป็นไฟไม่รู้เนื้อรู้ตัว คว้าตั้งแต่สิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟมาเผาตัวเอง สิ่งที่จะเป็นน้ำเป็นท่าให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขไม่ค่อยคว้า เพราะฉะนั้นจึงตีเข้ามาหาที่คว้าที่ยึดที่เกาะที่จะแคล้วคลาดปลอดภัย แต่มันไม่อยากมา กิเลสลากลง ๆ จำทุกคนนะ

ขี้เกียจ ๆ นั่นคือกิเลสให้รู้เสีย ความขี้เกียจขี้คร้านในทางดีนี้ นั้นแหละคือภัยของเราเองไม่ใช่ภัยของใคร ให้ฟัดมันตรงนี้นะ ฆ่าภัยตัวนี้ชำระภัยตัวนี้ มันอ่อนเท่าไรความดีของเราจะเด่นขึ้น ความขยันหมั่นเพียรในความดีทั้งหลายนี้จะเด่นขึ้น ๆ นี่เรียกว่าหลักของเราได้เป็นที่เกาะ ๆ เป็นลำดับลำดาไป จนกระทั่งถึงเต็มเหนี่ยว ดังพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านแล้ว ท่านดูโลกอย่างเต็มหูเต็มตาทุกอย่าง ท่านจะสงสัยอะไรดูโลกอันนี้ เวลาเปิดออกแล้วมันเห็นอย่างนั้นจะให้ว่ายังไง เวลามันมืดยังไงมันก็ไม่เห็น นรกอยู่กับหัวครอบหัวมันอยู่ มันก็ยังจะเอาหัวชนนรกอีก จะให้นรกแตก นู่นเห็นไหม มันกล้าหาญขนาดไหนกิเลส มันถอยใครเมื่อไร เอาธรรมครอบหัวมันเข้า ให้มันหัวแตก เราก็ได้ความดีมาติดตัวเรา

แบบฉบับของพระพุทธเจ้าต้องสู้กิเลส ไม่มีคำว่าถอยกิเลส คือสิ่งใดที่เป็นภัยต่อธรรมนั้นแหละท่านเรียกว่ากิเลส ให้จำให้ดี ไม่ว่าปลีกว่าย่อยว่าใหญ่ว่าโตอะไร เป็นภัยของธรรมทั้งนั้น ภัยของธรรมก็คือภัยของเรานั้นแหละจะเป็นภัยของใคร ให้ฝืนมันไม่ฝืนไม่ได้ กิเลสมาแง่นี้ธรรมเราพลิกแง่นั้นแก้กัน ๆ เหมือนนักมวยเขาต่อยกัน มีหมัดหลบหมัดหลีกหมัดต่อยหมัดสวนนะนักมวยเขา ต้องมีทุกหมัดทุกแง่ทุกมุม อันนี้การต่อสู้กิเลสก็เหมือนนักมวย เข้าจริง ๆ แล้วเข้าวงในเลย โหย อันนี้ถ้าพูดนี้แบบอัศจรรย์นะไม่มีใครฟังได้เลย ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกัน เมื่อธรรมมีกำลังมากแล้วเป็นอย่างนั้นเอง

เวลากิเลสกำลังมากนี้น้ำตาร่วงบนภูเขา ได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว ไม่มีทางต่อสู้เลย นี่จำได้สด ๆ ร้อน ๆ ไม่ลืม ยังไงก็สู้มันไม่ได้ ๆ ล้มผล็อย ๆ ตั้งพับล้มเลย ๆ ตั้งเพื่อล้ม ตั้งสติเพื่อล้ม ปัญญาไม่ต้องพูดละ ถ้าลงสติตั้งไม่ได้แล้วปัญญาไม่มีความหมาย มันเป็นดาบฟันคอเจ้าของนั่นแหละ กิเลสเอาไปใช้หมด มันเป็นสัญญาไปหมด ไม่เป็นปัญญา ถ้าใจมีความสงบร่มเย็นจิตใจก็อิ่มตัว ออกไปใช้ทางปัญญาก็เป็นปัญญาขึ้นมา เริ่มเห็นเรื่องภัยก็เห็นเรื่องคุณก็เห็น ภัยก็คือกิเลสนั่นแหละ คุณก็คือธรรมเครื่องชำระซักฟอก แล้วคุณค่าของธรรมที่ออกจากการชำระซักฟอก ซึ่งเป็นตัวผลนั้น นั่นละคือความสงบเย็นใจ สบายขึ้นโดยลำดับลำดา

เราจะเห็นเป็นลำดับจากการต่อสู้ของเรา ไม่ได้เห็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ด้วยการแพ้กิเลสนะ กิเลสว่ายังไงหมอบราบ ๆ ตายเลยพวกนี้ ยังมีแต่ลมหายใจฝอด ๆ แฝด ๆ ยังเหลือแต่ร่างความดีไม่มีติดตัว ความขยันหมั่นเพียรกิริยาแห่งการต่อสู้ข้าศึกศัตรูคือกิเลสไม่มีในหัวใจ อยู่ไม่เป็นท่านะ แล้วเลยจะไปปิดประตูนั้นนะ เวลาเข้าตามไปไล่กิเลสในครัวไฟ ไล่ตามกุฏิพระกุฏิเณรไล่ดะออกไปประตูนี้ โหย ประตูแตกนะ คือมีตั้งแต่กิเลสเท่านั้นหลั่งไหลออกไป ของพระก็เต็มตัวของพระ โยมก็เต็มตัวโยม ในครัวก็เต็มครัว ในพระนี้ก็เต็มพระ ไล่กันออกประตูนี้ฟังเสียงสนั่นหวั่นไหวนึกว่านิวเคลียร์นิวตรอนเขาลงระเบิด ความจริงกิเลสมันระเบิดกำแพง มันออกไม่ทัน นั่นละมันมากขนาดไหนกิเลสเรา มันถึงได้ระเบิดกำแพงออกไปเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

มีแต่กิเลสตัวขี้เกียจขี้คร้านอ่อนแอท้อแท้ไม่เอาไหนทั้งนั้นเต็มวัดเต็มวา ใครอยากทราบไปเปิดประตูเราจะพาไล่สักหน่อย ไล่ไปนี้มันก็จะวิ่งเข้าหมอนที่หลบซ่อนมันไม่ไปที่อื่น มันจะวิ่งเข้าเสื่อเข้าหมอนหลบนั้นหลบนี้ พอเผลอขึ้นหมอนปั๊บเลย กิเลสมันเร็วที่สุดนะ ให้พากันจำเอาไว้ทุกคน คือมันฟัดมาแล้วมันเห็นหมดจะว่าไง ท่านทั้งหลายว่าหลวงตาคุยเหรอ เวลามันเห็น มันเห็นจริง ๆ มันออกมาที่ไหน เวลาธรรมมีกำลังเป็นอย่างนั้น เวลาธรรมอ่อนนี้อย่างที่ว่านั่น ตั้งสติพับล้มผล็อย ๆ น้ำตาร่วง ๆ บนภูเขาลืมเมื่อไร นี่ละที่เป็นความเคียดแค้นให้กิเลสอย่างถึงใจ

ทีนี้พอได้ทีแล้วฟัดกันอย่างถึงใจเหมือนกัน นี่ละเรียกว่าความเคียดแค้นอันนี้เป็นมรรคเป็นธรรม ทางเดินเพื่อความพ้นทุกข์ เคียดแค้นไม่จืดไม่จาง มันยอมเท่าไรไม่มีคำว่าถอย ซัดกันลง มึงเอากูถึงน้ำตาร่วง ทีนี้กูจะเอามึง ซัดกัน มันก็เห็นผลด้วยความเคียดแค้นให้กิเลส เคียดแค้นให้คนอื่นไม่ได้นะ ผิด เป็นกิเลสทั้งนั้น เคียดแค้นให้กิเลสในหัวใจเจ้าของ จะฟัดมันให้ม้วนเสื่อนี้เป็นธรรมทั้งนั้น เคียดแค้นหนักเท่าไรกำลังวังชาสติปัญญาหมุนติ้วเข้ามาเลย ขาดสะบั้น ๆ เวลาสติปัญญามีกำลัง นี่เรียกว่าธรรมมีกำลัง เวลากิเลสมีกำลังบนหัวใจของเรา หัวใจเป็นสนามรบระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันบนเวทีคือใจของเรา ทีนี้เวลากิเลสมีกำลังนี้เอาธรรมตกหาย ๆ ทีนี้พอธรรมฟื้นตัวขึ้นมาแล้วฟาดกิเลสตกเรื่อย ๆ ฟาดเสียขาดสะบั้นไปหมดเลย จ้า นั่นละเวลากิเลสขาดสะบั้นลงไปจ้า

ที่ไม่จ้าเพราะอะไร กิเลสคือความมืดตื้อ มันปิดตรงไหนมืดตรงนั้น ไม่เห็น มีเท่าไรก็ไม่เห็น มันปิดไว้หมด ๆ เหมือนเราหลับตานี้อะไรก็ไม่เห็น กิเลสมันปิดตาเอาไว้ไม่ให้เห็น ตาสติปัญญาของเราไม่เห็น แต่พอเปิดออกมาด้วยอำนาจของธรรมเบิกมันเห็นไปหมด เห็นตรงไหนก็เป็นพิษ ใครจะไปกล้ากับมันได้ยังไง มันก็กลัวละซิ ทางไหนที่จะต่อสู้มันก็เอาละ ซัดกัน ๆ เวลาสติปัญญามีกำลังกล้าแล้ว โห พูดแล้วสาธุไม่ได้อวดนะ มันเป็นของมันจริง ๆ เป็นในหัวใจทุกคนนั่นแหละ เมื่อถึงขั้นมันจะเป็นแล้ว เอาไว้ไม่อยู่ นิพพานเหมือนอยู่ชั่วเอื้อม ๆ ขยับผิดขยับถูกอยู่นั่นละ ลืมหลับลืมนอนลืมอยู่ลืมกินลืมทุกอย่าง มีแต่ฟัดตลอดที่จะจับนิพพานให้ติดมือ ๆ ฟาดกิเลสให้ม้วนเสื่อก็นิพพานติดมือก็อันเดียวกัน มันอยู่ด้วยกัน กิเลสขาดสะบั้นนิพพานไม่ต้องจับก็ติดแล้ว นี่ละเวลาธรรมมีกำลัง

ธรรมอยู่ในหัวใจของเราทุกคน กิเลสก็อยู่ในหัวใจ กิเลสคือดังที่พูดตะกี้นี้ ตัวขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอชอบที่จะทำความชั่วช้าลามก นี้คือกิเลสทั้งมวล ส่วนที่ฝืนกิเลสนั้นคือธรรม ต่อไปอยากทำแต่ความดี ๆ อยากแก้กิเลสนี้คือธรรม ธรรมหนักเข้า ๆ เรื่องของกิเลสนี้ไม่มีเลย มีแต่จะฟัดกันท่าเดียวให้ขาดสะบั้น ๆ ทีนี้กิเลสแย็บมาตรงไหนขาดสะบั้นพร้อม ๆ นี่ท่านเรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ แล้วมหาสติมหาปัญญา นี่คือแก่กล้าสามารถแล้วเป็นอัตโนมัติเลย แก้กิเลสนี้แก้เอง ๆ

เหมือนกิเลสมัดเรา เวลามันมีกำลังมันมัดเองนะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมีแต่กิเลสมัดตลอดเวลา มันผลิตตัวของมันตลอดเวลาเป็นอัตโนมัติ ๆ คิดออกแง่ใดมุมใด จะเห็นจะได้ยินได้ฟังกิเลสจะออก ๆ ทำงาน ๆ เป็นกิเลสมาทั้งนั้น ๆ เผาเราทั้งเป็น ๆ ทีนี้เวลาเราชำระซักฟอกด้วยความขยันหมั่นเพียรไม่ท้อไม่ถอยแล้ว ทางนี้จะมีกำลัง จนกระทั่งถึงมีกำลังกล้าสามารถเป็นอัตโนมัติแล้ว ก็เหมือนกันกับกิเลสเป็นอัตโนมัติ ธรรมเป็นอัตโนมัติหมุนติ้ว ๆ ยิ่งหมุนยิ่งเฉียบขาดยิ่งรวดยิ่งเร็ว ถ้าหากดูนักมวยแชมเปี้ยนเขาต่อยกันนี้ว่ารวดเร็ว ๆ สู้สติปัญญาอัตโนมัติทางธรรมไม่ได้เลย นี้มองไม่ทันเลยความรวดเร็วของสติปัญญาขั้นนี้ ก็เพราะกิเลสมันแหลมคมขนาดนั้น

สติปัญญาเมื่อมีเต็มที่แล้วมันจะเหนือกันตลอด ไม่เหนือปราบกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นสติปัญญาจึงรวดเร็วยิ่งกว่ากิเลสอีกเป็นไหน ๆ จนกระทั่งขาดสะบั้นลงไปนี้จ้าหมดเลย ไม่มีใครบอกก็รู้เอง เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปตามที่ท่านสอนไว้ว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้ผู้เห็นเอง พระพุทธเจ้ามอบให้โดยเด็ดขาดแล้วกับผู้ปฏิบัติ พระองค์ไม่มาเป็นสักขีพยานอะไรแหละ สนฺทิฏฺฐิโก เป็นพยานเรียบร้อยแล้วประกาศก้องไว้แล้ว ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้เห็นเอง ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ผู้รู้ทั้งหลายจะรู้จำเพาะตน ผู้ไม่ปฏิบัติไม่รู้ สนฺทิฏฺฐิโก ก็จะรู้จะเห็นด้วยตัวเอง ตัวเองเป็นผู้ทำ สอนไว้เรียบร้อยแล้ว ถามพระพุทธเจ้าหาอะไร ธรรมะอันเดียวกันอย่างเดียวกันหมดแล้ว รู้อย่างนี้ นี่วิธีปฏิบัติตัวเองต้องมีความขยันหมั่นเพียรมีความอุตส่าห์พยายาม ไม่งั้นไม่ได้นะ จะปล่อยให้กิเลสให้โอกาสอย่าหวังว่างั้นเลย ตายทิ้งเปล่า ๆ นะ ต้องฉวยโอกาสกับกิเลสตลอด ฉวยโอกาสตลอดเวลา พากันจำเอา เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้พอ

โรงพยาบาลโขงเจียมมาครับ

โรงพยาบาลโขงเจียม โหย อย่าด่วนพูดเถอะเวลานี้ ให้รองบประมาณเสียก่อน อันนี้เอาคืนเรายังไม่อ่าน ก็เราทราบงบประมาณจากนายกเราแล้วนี่ พูดเหมาะสมมากนะ อย่างนี้ละนายกกับเราพูดไม่มีขัดกันเลย ทางโน้นออกปึ๋งทางนี้เปิดรับทันทีเข้ากันได้สนิท ๆ ตลอด นี่พูดถึงเรื่องโรงพยาบาล มีเหตุมีผลทุกอย่าง เออ อย่างนี้ซิน่ะ

นายกจะให้งบประมาณเป็นเงินก้อนมาลงแต่ละโรงพยาบาล แล้วให้ผู้อำนวยการใช้ความสามารถในการบริหารโรงพยาบาลเอง จะเป็นการแข่งกันในตัวระหว่างโรงพยาบาลเพื่อบริการประชาชน

ให้เงินก้อนมาแต่ละโรงพยาบาล ๆ ผิดถูกชั่วดีอะไรให้เป็นเรื่องของทางโรงพยาบาลพิจารณาความสามารถของตัวเอง สำคัญตรงนี้นะ เอามาแล้วมันเถลไถลมากต่อมากนี่นะ อย่างนี้เถลไถลไม่ได้ เราถึงได้ยอมรับทันทีเลยพอทราบ เออ อย่างนี้ซิ เพราะฉะนั้นทางโขมเจียมโขงแจม โขงไหนมาก็ตามเถอะวันนี้ไม่พิจารณา ถอยเสียก่อน งบประมาณจะออกไม่นานนี้ ให้รอฟังงบประมาณก่อนนะ ถ้าหากว่าไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรแล้ว หลวงตาโฆษณาเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์อะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าจะช่วยโรงพยาบาลนี้แล้วค่อยมาขอใหม่เข้าใหม่ มี ๕ จะฟาดให้ ๑๐ เลย ฟังแต่ว่ามีนะ ถ้าไม่มี ๆ ให้ มันมีแง่อยู่นั่นน่ะ เพราะอันนี้จะออกไม่นาน งบประมาณออกมานี้จะรู้ทันที โรงพยาบาลต่าง ๆ เรา ส่วนในความดูแลของเรานั้น เราดูแลตลอดเวลา ควรผ่อนก็ผ่อน ควรหนักก็หนัก อันนี้คอยฟังดูก่อน

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก