ตามต้อนด้วยเหตุผล
วันที่ 19 เมษายน 2522 เวลา 19:00 น. ความยาว 34.2 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๒

ตามต้อนด้วยเหตุผล

จิตที่พ้นไปแล้วนั้น ไม่มีกิเลสตัวใดมีอำนาจไปครอบงำจิตใจ ไปยุแหย่ก่อกวนทำลายจิตใจ ให้ได้รับความเดือดร้อนขุ่นเคือง เหมือนอย่างแต่ก่อนซึ่งมีกิเลสเต็มอยู่ภายในหัวใจ เพราะนั้นคอยแต่กระซิบกระซาบหลอกลวงเราทุก ๆ อาการของจิตที่แสดงออกมา ส่วนมากมีแต่เรื่องกลมายาของกิเลส เป็นผู้ผลักดันออกมาให้กระซิบกระซาบและเชื่อมันไปเรื่อย ๆ เลยกลายเป็นคนหลักลอย หาที่ยึดที่เกาะไม่ได้ เกิดความสำคัญไปต่าง ๆ นานา

ความสำคัญเหล่านี้เราเคยมีมาแล้วดั้งเดิม ตั้งแต่ยังไม่บวชมันก็มี บวชมาแล้วมันก็มี มาปฏิบัติว่ามีธรรมอันละเอียด มันก็ยังต้องมี เพราะมาปฏิบัติกิเลสก็มาด้วยแต่มันไม่ปฏิบัติ มันคอยมาทำลายเรา ทำลายงานของเรา เพราะฉะนั้นความสำคัญต่าง ๆ จึงมักเกิดขึ้นได้เสมอเวลาเผลอสติ ให้มีความเข้มแข็ง

สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าเห็นว่าเป็นภัย ให้เข้าใจอย่างถึงใจ ให้ทำความระมัดระวัง อย่ากล้าหาญในสิ่งที่ปราชญ์ทั้งหลายท่านกลัว ท่านให้ละ ท่านให้หลบหลีก นั่นชื่อว่าเดินตามครู ให้ทำลงไปเอามายกเป็นข้อเปรียบเทียบบวกลบคูณหารกันดูในเรื่องความคิดความปรุงของเรา ตั้งแต่รู้จักเดียงสาภาวะมา ความคิดความปรุงต่าง ๆ มีอยู่เป็นประจำ ซึ่งร้อยทั้งร้อยคิดเรื่องโลกเรื่องสงสารทั้งนั้น เพราะอำนาจของกิเลสเป็นตัวการสำคัญ แล้วเราเคยได้ผลอย่างไร มีแต่มันหลอกให้รื่นเริงบันเทิงชั่วขณะ แล้วโศกเศร้าเหงาหงอยฝังจมอยู่ภายในจิตใจ ไม่รู้จักเสื่อมคลายไปไหนเลย

เราเคยคิดเคยปรุงเคยสำคัญมั่นหมายมาแล้วตั้งแต่เป็นฆราวาส บัดนี้เราจะนำความคิดอันนี้หมุนตัวเข้ามาทางด้านธรรม ให้เป็นความคิดที่เป็นมรรคคือทางดำเนิน ทางแก้ไข เครื่องมือแก้ไข เครื่องมือถอดถอนกิเลส เครื่องมือปราบปรามกิเลสประเภทที่เคยยุแหย่ก่อกวนอยู่ภายในใจเรามาเป็นเวลานาน ความคิดทั้งหมดเราพลิกมาให้เป็นเครื่องมือของธรรม ไม่ให้เป็นเครื่องมือของกิเลสเหมือนอย่างแต่ก่อน ต้องใช้ความฝืน

เราอย่าเสียดายเรื่องโลกเรื่องสงสาร อย่าเสียดายความขี้เกียจ อย่าเสียดายความอ่อนแอ อย่าเสียดายการหลับการนอน การพักผ่อนสบาย ๆ ตามอัธยาศัย มันไม่ใช่อัธยาศัย ส่วนมากมันเป็นกิเลสทั้งนั้นแหละ โดยอาศัยคำว่าอัธยาศัยซึ่งเป็นความเคยชินกับปากว่าเฉย ๆ ถ้าหากว่าจะพักหลับนอนตามอัธยาศัย เพราะความมุ่งมั่นภายในธรรมมีมาก อันนั้นก็เป็นอัธยาศัยได้ เพราะไม่พักไม่ได้

ส่วนมากไม่เป็นอย่างนั้น มันพักด้วยกิเลสก่อกวน เอา ตามให้รู้เหตุรู้ผลของมัน มันคิดไปในแง่ใด เวลาเราจะตามเราให้ตาม คิดไปในแง่ใดเรื่องใด รูปใด เสียงใด กลิ่นใด รสประเภทใด ให้คุ้ยเขี่ยขุดค้นสิ่งนั้น ๆ ที่จิตไปเกาะเกี่ยวให้เห็นได้อย่างชัดเจนด้วยปัญญา จิตจะถอยตัวเข้ามาเอง ถ้าจิตได้รับการพร่ำสอนด้วยเหตุด้วยผลในทางปัญญาแล้วจะฝืนสติปัญญาไปไม่ได้ นี่อุบายของปราชญ์ท่านเคยฝึกฝนอบรมท่านมาจนกระทั่งได้เป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นแนวธรรมแนวทางสอนพวกเราทั้งหลาย โดยทางมรรค คือทางเหตุ ท่านเคยดำเนินอย่างนั้น

อย่าเสียดายความคิดที่เคยเป็นมาซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไร มีแต่โทษล้วน ๆ เวลาจิตมันคิดถึงเรื่องอันใดก็ให้ใช้สติปัญญา ตามต้อนมันด้วยเหตุผลให้เป็นที่เข้าใจ เมื่อจิตใจได้เข้าใจแล้วก็ต้องหดตัวเข้ามา ไม่ฝืน นี่ถ้าเราจะตามต้อนด้วยปัญญาก็ให้ต้อนอย่างนี้ เวลาจะให้เข้าสู่ความสงบโดยทางสมาธิดังที่ท่านกล่าวไว้ในตำรับตำราก็สงบด้วยบทธรรมหรือด้วยคำบริกรรม หรือการกำหนดอย่างใดก็ตาม คือถ้าจิตมีความสงบเป็นพื้นฐานของตัวแล้ว ก็ไม่จำเป็นกับคำบริกรรมเสมอไป คำบริกรรมนี้เพื่อเป็นการตั้งรากตั้งฐานของความสงบ ให้เกิดขึ้นได้ด้วยคำบริกรรม

เมื่อจิตใจมีความสงบเยือกเย็นเป็นฐานแห่งสมาธิอยู่ภายในจิตใจแล้ว กำหนดลงเมื่อไรก็รู้ได้อย่างชัดๆ ว่านี้คือจิต รู้ได้อย่างชัดๆ ว่านี้คือจิต อันเป็นความสงบอยู่โดยลำพังตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนั้นเราต้องการจะเข้าสู่ความสงบ เราก็จ่อเข้าไปตรงนั้นเลย จ่อลงไปตรงนั้น ความคิดความปรุงทั้งหลายก็ระงับไป ๆ ก็เหลือตั้งแต่ความรู้ที่สงบนั้น เย็นอยู่ภายในจิต นั่นเรียกว่าสมาธิคือความสงบ ให้สงบอย่างนั้น

เวลาจะใช้สติปัญญาตามต้อนจิตให้เข้าสู่ความสงบได้มันมีเป็นบางครั้ง เช่น ทุกขเวทนาเกิดขึ้นมาก แม้จะมีฐานสมาธิอยู่ก็ตามนะ เพียงเราจะกำหนดฐานสมาธิบังคับเวทนาทั้งหลายนี้ไม่พอ กำลังไม่พอ จึงต้องใช้ปัญญาออกคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาความจริงของอาการนั้น ๆ ที่เราสำคัญไปต่าง ๆ ว่ามันเป็นทุกข์อย่างนั้น เป็นทุกข์อย่างนี้ อวัยวะส่วนนั้นเป็นทุกข์ ส่วนนี้เป็นทุกข์ จิตใจเกิดความกระวนกระวายขึ้นมา นี่เป็นสมุทัยขึ้นมาแล้ว เพราะความสำคัญ นี่เราต้องคิดค้นด้วยปัญญา

แยกแยะออกให้เห็นอย่างชัดเจนไม่ต้องมุ่งไม่ต้องอยาก ให้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายส่วนใดก็ตาม หายไปเฉย ๆ ด้วยความอยากของตน ถ้าหากจะหายไปจะสงบลงไปก็ให้มันหายไป หรือมันสงบตัวลงไปด้วยอำนาจของปัญญา นี่เป็นของสำคัญ นี่จึงถูกกับหลักสัจธรรม ความอยาก อยากเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มความรุนแรงของทุกขเวทนามากขึ้น เพราะความอยากนั้นก็เป็นกิเลสอยู่แล้ว

ท่านว่า ตัณหา คือ ความบกพร่อง ไม่บกพร่องมันจะอยากยังไง มันบกพร่องอยู่ตลอดเวลา ต้องการให้เป็นไปตามใจตนเอง เมื่อไม่เป็นไปตามก็เป็นกองทุกข์ขึ้นมา เพิ่มเข้ามาอีก ทั้งทุกข์ทางใจ ทั้งทุกข์ทางร่างกาย ทั้งสองอย่างได้เป็นไฟขึ้นเผาตัวเองแล้วตั้งตัวไม่อยู่ ล้มระเนระนาดไม่สงสัย

เวลาเราจะใช้ทางปัญญาเพื่อให้จิตสงบตัว หรือแยกแยะกันออกจากอาการที่มันสำคัญต่าง ๆ เช่น หนังเป็นทุกข์ เนื้อเป็นทุกข์ เอ็นเป็นทุกข์ กระดูกส่วนนั้นส่วนนี้เป็นทุกข์ มันหากมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่มีความทุกข์มากต่างกันในอวัยวะส่วนต่าง ๆ แม้ที่สุดเพียงกระดูกอย่างนี้มันก็ไม่ได้ไปเจ็บทุกแง่ทุกมุม ทุกชิ้นทุกอัน มันจะเจ็บส่วนใดส่วนหนึ่งที่หนักมากกว่ากัน นั่นละจุดนั้นละเป็นจุดที่เราจะต้องพิจารณาด้วยปัญญา

เวทนามันเกิดขึ้นมามันมีรูปมีลักษณะอย่างไร สีสันวรรณะอย่างไร มันไม่มี กระดูกยังมีรูปมีร่างมีลักษณะ มีสีสันวรรณะ นี่เวลาแยก จิตมีอะไร ก็มีแต่รู้เท่านั้น เวลาพิจารณาสิ่งใดให้เป็นสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ให้สติเผลอไปจากงานนั้น ๆ ทุกข์มากเท่าไรสติยิ่งหมุนติ้ว ปัญญายิ่งหมุนติ้ว สติยิ่งจ่อเอาเป็นเอาตายเข้าว่ากันเลยเพื่อความรู้จริงเห็นจริง ไม่ตั้งความอยากอย่างอื่น นอกจากมีความอยากรู้อยากเห็นความจริง ที่ปรากฏขึ้นในตัวนี้ เกิดขึ้นจากสัจธรรมนี้ หรือว่าสติปัฏฐาน ๔ ไม่ตั้งความปรารถนา ไม่ตั้งความหมาย ไม่เป็นกังวลกับความที่เวทนาจะหายไปหรือไม่หายไป แต่มีความจดจ่อต่อเนื่องกันอยู่เสมอด้วยสติ โดยการพิจารณาอาการนั้น ๆ ให้สืบเนื่องกันไป

สมมุติว่าพิจารณากระดูก ก็ดูกระดูกให้ชัดเจน เอาให้เห็นว่ากระดูกนี้เหรอที่เป็นทุกข์ ถ้ากระดูกเป็นทุกข์จริง ๆ กระดูกทิ้งเกลื่อนอยู่ตามถนนหนทาง กระดูกหมา กระดูกสัตว์ต่าง ๆ ทำไมไม่เห็นมันบ่นว่ามันเป็นทุกข์ ถ้ากระดูกเป็นทุกข์อยู่ที่ไหนมันก็ต้องแสดงความทุกข์ของมันอยู่ตลอดเวลา นี่ไม่ปรากฏ ถ้าหากว่ากระดูกเป็นทุกข์เวลาทุกข์ดับไปกระดูกต้องดับไปด้วย เพราะมันเป็นอันเดียวกับทุกข์ แต่เวลาทุกข์ดับไปมันก็ไม่เห็นดับไป ในขณะที่เราไม่นั่ง ภาวนานาน ๆ พอทุกข์จะเกิดขึ้นมาก ๆ มันก็ไม่เห็นปรากฏเป็นทุกข์ทั้งๆ ที่กระดูกก็มีอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะเรานั่งมากมันขัดต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมันก็เกิดทุกขเวทนาขึ้นมา เวทนาจึงเป็นอันหนึ่งต่างหาก ไม่ใช่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกระดูก แยกดูให้เห็นชัดเจน

เวลากำหนดดูเวทนาที่เป็นทุกข์ แสดงความทุกข์ ก็ให้กำหนดดูให้ชัด เวทนานี้เป็นอะไร มันบอกมันเป็นเวทนาไหม ได้มีความหมายในตัวของมันไหมว่ามันเป็นเวทนา และมันมีความหมายกับเราไหมว่ามันให้ทุกข์แก่เรา มันก็ไม่เห็นมีความหมายอะไร ดูเวทนาก็ดูชัด ๆ จนกระทั่งสักแต่ว่าเท่านั้นด้วยปัญญา ดูกระดูกก็สักแต่ว่า จะดูอาการใดก็มีสักแต่ว่า ใครเป็นคนไปสำคัญมั่นหมายหลอกเจ้าของให้เกิดความทุกข์ แบกทั้งหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก แล้วยังแบกทั้งกองทุกข์อีก แบกทั้งจิต แบกทั้งขันธ์เป็นเพราะเหตุไร

ค้นหาสาเหตุจนได้ความชัดเจน จิตใจก็หดตัวเข้ามา ความสำคัญมั่นหมายว่าส่วนนั้นเป็นทุกข์ส่วนนี้เป็นทุกข์ เช่น หนังเป็นทุกข์ เนื้อเป็นทุกข์ เอ็นกระดูกเป็นทุกข์ มันก็หมดความหมายไป เพราะมันไม่ใช่ทุกข์ หนังก็บอกว่าหนังอยู่แล้วมันเป็นทุกข์อะไร มันเป็นหนังไม่ใช่เป็นทุกข์ กระดูกก็เป็นกระดูกอยู่แล้วไม่ใช่ทุกข์ มันเป็นกระดูก มันใช่กระดูกมันไม่ใช่ทุกข์ เอ็นก็เป็นเอ็นไม่ใช่เป็นทุกข์

ทุกข์เป็นทุกข์ เอ็นเป็นเอ็น อวัยวะส่วนต่าง ๆ เป็นของใครของเรา ทีใครทีเราอยู่อย่างนั้นมันไม่ใช่ทุกข์ ทุกข์จึงไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้นจึงไม่ใช่ทุกข์ จิตก็ไม่ใช่ทุกข์ ถ้าหากว่าจิตเป็นทุกข์ อาการเหล่านี้ดับไป ทุกข์ก็ต้องดับไปด้วย ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นมาแล้วดับไป ทุกข์ก็ต้องดับไปด้วย แต่นี้ทุกข์ดับไป แต่ใจไม่เห็นดับไปด้วยนี่นะ ทุกข์เกิดขึ้นใจก็รู้ ทุกข์ตั้งอยู่ใจก็รู้ มีทุกข์มากน้อยใจก็รู้ ทุกข์ดับไปใจก็รู้

ดูให้ชัดทั้งจิตด้วย ดูให้ชัดทั้งเวทนาด้วย ว่ามันเกิดขึ้นส่วนใดมากน้อยก็ตามมันก็คือเวทนา มันไม่ใช่อื่นใช่ใด ไม่มีความหมายในตัวเอง และไม่มีความหมายกับสิ่งอื่นใด เช่นมามีความหมายต่อจิตใจของเราว่ามันมาให้ทุกข์แก่ใจเรา มันก็ไม่มีความหมาย แต่ใจเราไปหมายต่างหาก ตัวใจนี้เป็นสำคัญ เมื่อแยกแยะให้เห็นชัดเจนแล้วย้อนเข้ามาดูใจ ใจก็มีแต่รู้ ๆ มันก็ไม่ใช่ตัวเวทนามันตัวรู้ แยกแยะกันไปแยกแยะกันมา เข้าใจชัดเข้าใจ ๆ ทีนี้ทุกขเวทนาเป็นต้น มันก็สักแต่ว่าเป็นความจริงของมัน นั่นท่านว่ากายเวทนา สักแต่ว่าเวทนา

นั่นท่านพิจารณาถึงความจริงแล้วก็สักแต่ว่าเท่านั้น กายก็สักแต่ว่ากาย อวัยวะส่วนต่าง ๆ สักแต่ว่าเท่านั้น จิตก็สักแต่ว่า ต่างอันต่างจริง เมื่อต่างอันต่างจริงด้วยปัญญาอย่างนี้ จิตก็แยกตัว จิตก็เป็นความจริงของจิต กายก็เป็นความจริงของกาย เวทนาก็เป็นความจริงของเวทนา ไม่กระทบกระเทือนกัน จิตใจก็มีความอาจหาญภายในจิต ทั้ง ๆ ที่ทุกขเวทนามันไม่ได้ดับไปก็ตาม แต่ก็เหมือนอย่างเขาก่อกองไฟไว้โน่น เรามองเห็นกองไฟมันจะส่งเปลวขึ้นจรดเมฆก็ตาม แต่เราไม่ได้เข้าไปอยู่ในกองไฟ ก็สนุกดูไฟได้อย่างสบาย ไม่สามารถจะมาแผดเผาเราได้ ทุกขเวทนาทั้งหลายไม่สามารถที่จะมาแผดเผาจิตใจได้ เพราะจิตไม่หลงไม่เอื้อมไม่ยึด พอที่จะให้ทุกขเวทนามากระทบกระเทือนอยู่ เผาลนตัวเองให้เดือดร้อน นี่การพิจารณาทางด้านปัญญา

เอา เราจะแยกไปทางเรื่อง อสุภะอสุภัง อันนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญมาก การแก้ราคะนี่ คือ อสุภะอสุภังนี่สำคัญมาก จะพิจารณารูปนอกก็ตาม รูปในคือรูปตัวของเราเองก็ตาม ให้พิจารณาถึงฐานแห่งอสุภะอสุภัง ซึ่งมันเต็มอยู่แล้ว นับตั้งแต่ผิวหนังเข้าไป ผิวหนังก็ขี้ไคลยังไงล่ะ นั่นมีขี้อยู่ทั้งนั้น อสุภะอสุภัง เข้าไป ๆ ที่ตรงไหน ๆ ทุกชิ้นทุกอันแห่งอวัยวะเต็มไปด้วยอสุภะอสุภังทั้งหมด เราไม่ยอมรับความจริงเฉย ๆ จิตใจของเรามันดื้อด้าน

เพราะฉะนั้นจึงต้องทนแบกหามกองทุกข์ ที่เกิดขึ้นจากอุปาทาน ความรักความสงวนตัวด้วยอำนาจของกิเลส มันจึงโกยแต่ทุกข์ขึ้นมาเผาลนตัวเองเสมอ นี่คือความฝืนธรรม ฝืนคติธรรมดา ฝืนความจริง ความจริงแล้วจะแยกพิจารณาอสุภะ มันก็หมดทั้งร่างนี้แหละ ยิ่งร่างกายของเรายิ่งมีส่วนผสมมากมายไม่ว่าอาหารการบริโภคมาจากอาหารประเภทใด ๆ รวมตัวเข้าไปอยู่ในที่แห่งเดียวกันนี้หมด เป็นกองอสุภะอสุภัง กองปฎิกูลโสโครกเต็มหมดในตัวนี้ กระจายออกไปทางไหน ๆ ก็เป็นของปฎิกูลทั้งหมด เหงื่อตกออกมาก็เป็นของปฎิกูลเพราะภายในเป็นของปฎิกูล ดูให้ชัดเจนอย่างนั้น กี่ครั้งกี่หนดูด้วยปัญญา

เราอย่าไปนับครั้งนับหนให้ดูชัดเจนด้วยปัญญา เห็นชัดเจนครั้งนี้ครั้งนั้น เห็นหลายครั้งหลายหน มีความอาจหาญขึ้นมาโดยลำดับ ๆ นี่ชื่อว่าเห็นความจริงเพราะเรียนความจริง ความจำเราจำมาได้แล้วทุกรูปทุกนามตั้งแต่ขณะที่บวช ว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ อุปัชฌาย์อาจารย์ท่านสอนกรรมฐานคืองานที่พระเราจะต้องทำ อันเป็นงานเหมาะสมถูกต้องอย่างยิ่งกับพระ

ท่านสอนให้ทราบเรื่องงานว่าอะไร เกสาคืออะไร โลมาคืออะไร ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นั่นแหละจะคืออะไร ก็คือ ผม ขน เล็บ หนัง นั่นแหละท่านให้พิจารณา การพิจารณาคือการทำงาน การจำมา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจนี้คือจำชื่อของงานแต่ละชิ้น ๆ แล้วให้ไปทำด้วยความแยบคายดังที่กล่าวมานี้ พิจารณาย้อนหน้าย้อนหลัง อนุโลมปฎิโลม ท่านจึงว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา นั่น ย้อนหน้าย้อนหลัง ตลบทบทวนด้วยสติปัญญา ไม่สักแต่ว่าย้อนเฉย ๆ นะ สติปัญญาต้องตามไปโดยลำดับ ความเข้าใจซึ้งไปตามลำดับ ๆ ของแต่ละอาการ

เราจะพิจารณาเพียงอาการใดก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องว่าไปหมดทั้งกรรมฐาน ๕ มันหากกระจายกันไปเอง ถ้ามีสติ ถ้ามีปัญญาเป็นเครื่องวิพากษ์วิจารณ์คลี่คลายแล้ว มันจะทราบตลอดทั่วถึงในอวัยวะต่าง ๆ ที่มีอยู่ในร่างกายของเรานี้ว่าเป็นความจริงเหมือนกันหมด นี่เรียกว่าโลกวิทูอันหนึ่ง คือรู้แจ้งโลกแห่งขันธ์ของเราเอง มันเหมือนกันหมดอาการใดก็ตาม พูดถึงเรื่องปฏิกูล ก็เต็มไปด้วยปฏิกูล ถ้าพูดถึงเรื่องธาตุก็สักแต่ว่าธาตุ จกฺขุธาตุ รูปธาตุ จกฺขุวิญฺญาณธาตุ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็สักแต่ว่าธาตุ ๆ ไปเสีย รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ก็สักแต่ว่าธาตุ ๆ ไปเสีย รวมแล้วก็คือกอง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา หนีไปจากธรรมทั้งสามประเภทซึ่งครอบโลกธาตุนี้ไปไม่ได้ พิจารณาให้จริงจัง

เราอย่าเสียดายอะไร ยิ่งกว่าเสียดายความพ้นทุกข์ เวลานี้เราอยู่ในกองทุกข์อยู่แล้วไม่บกพร่อง ความสมบูรณ์ภายในตัวของเราก็คือกองทุกข์ ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ เราสงสัยอะไรเวลานี้ เราจะพยายามตะเกียกตะกายออกจากกองทุกข์ซึ่งมีอยู่ในตนนี้ ทำไมเราเสียดาย ถ้าเราเสียดายเรื่องโลกก็คือเสียดายเรื่องกองทุกข์ อยากแบกหามทุกข์ต่อไป ก็แสดงว่าเราไม่ต้องการมรรคผลนิพพาน คือ ความพ้นทุกข์ไปโดยลำดับ แล้วให้เราถามตัวเองให้ดี

สติปัญญามีนำมาใช้ อย่าอยู่อั้นตู้เฉย ๆ ไม่เกิดประโยชน์ พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนโง่ จอมปราชญ์ความฉลาดแหลมคมทุกแง่ทุกมุมในไตรโลกธาตุนี้ ด้วยพระปัญญาสามารถ พระองค์ทรงทราบหมดก็คือพระพุทธเจ้านั่นแหละจอมปราชญ์ ถ้าเราไม่ได้รู้กว้างขวางอย่างนั้น ก็ขอให้รู้รอบในธาตุในขันธ์ กับสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับเรา ตากับรูปมาเกี่ยวข้องมันเป็นยังไง เราปรุงว่ายังไง ปรุงว่ารูปมันเป็นยังไงมันถึงเกิดเป็นภาพขึ้นมา เป็นอารมณ์ภายในจิตใจ เรียกว่า ธรรมารมณ์ เอามาครุ่นคิดอยู่ภายในจิตใจ

ในขณะที่เราไปเห็นรูปไปเจอรูปเพียงขณะเดียวเท่านั้น เอามาครุ่นคิดอยู่ทั้งวันมันคิดได้ นี่มันเอาอารมณ์มาจากที่เห็นครู่เดียว สิ่งนั้นไม่ทราบอยู่ไหนหายไปไหนแล้ว แต่อารมณ์นี้ไม่หาย มันเกิดขึ้นจากใจ เราหลงอารมณ์ของเรา มโนภาพมันหลอกตัวเอง เหมือนลิงส่องหน้าตัวเองในหน้ากระจกนั่นแหละ ดูตัวเองในหน้ากระจกเลยต่อยกระจกเสียจนแหลก เข้าใจว่าลิงตัวหนึ่งอยู่ข้างนั้น เงากับตัวเองเลยกลายเป็นคู่ต่อสู้กันไป ลิงก็ชกต่อยหน้ากระจก ลิงตัวนั้นพอตัวนี้โดดตัวนั้นก็โดดก็ผาง ๆ โดดคือโดดใส่หน้ากระจก

กาเตะกระจกเราก็เห็น เตะอยู่ทั้งวัน มันเข้าใจว่าเป็นกาอีกตัวหนึ่ง พอตัวนี้จ้องเงามันก็จ้อง พอเตะเงานั้นตัวนั้นก็เตะ เลยจะตาย นี่อยู่วัดหนองสวรรค์อันนี้ เตะอยู่ ๒ วันไม่ไปหากินอะไรเลย แต่ลิงนี้มีแต่เพื่อนฝูงเล่าให้ฟัง ลิงก็เหมือนกันว่างั้น เอากระจกให้ดู โอ๊ย ทำท่าขึงขังตึงตัง พอเห็นเงาหน้ากระจก นี่เราก็เหมือนกัน ก็เหมือนลิงตัวหนึ่งแหละเราเวลานี้น่ะ

ถ้าพูดถึงเรื่องตัวของเราก็เหมือนลิง ใจของเรากับอารมณ์ ที่เกิดขึ้นภายในจิต มโนภาพมันก็เหมือนเงาของลิง เงาของใจ เงาของลิง มันหลงเงาเจ้าของ ปรุงขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่เห็นโทษแห่งความปรุงของตน ไม่เห็นโทษแห่งภาพที่เกิดขึ้นมาจากจิตแล้วหลอกจิตตัวเองทั้งวันทั้งคืน เพราะฉะนั้นจึงต้องพิจารณาภาพเหล่านั้น เรียกว่าพิจารณาให้รอบทั้งรูปทั้งตาเรา ถ้าพิจารณาให้เป็น อสุภะอสุภังก็อย่างที่ว่านี่

ขณะที่จะพิจารณาก็เอาให้จริงให้จัง อย่าให้มีงานอะไรมากวน มีงานเดียวนี้เท่านั้น ไม่ต้องคิดถึงเวล่ำเวลานาทีโมงอะไรเลย กิเลสมันไม่เคยมีเวล่ำเวลา มันเหยียบหัวใจคนอยู่ตลอดเวลา เวลาเราจะทำภาวนาทำไมจึงต้องหาเวล่ำเวลามันทันกับกิเลสเหรอถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่ทัน มันต้องสู้ไม่ถอย ถ้าจะให้จิตสงบแบบสมาธิก็อย่างที่ว่านั้น จิตสงบด้วยการพิจารณาอย่างนี้ก็ดังที่ได้อธิบายมานี้

จิตสงบได้ ๒ ทาง แต่สงบจากการพิจารณาแล้วเข้าไปสงบนี้ มีความอาจหาญมากแล้วเป็นการถอดถอนกิเลสไปในตัวด้วยเพราะปัญญา เพียงสมาธินี้เป็นแต่เพียงว่าตะล่อมกิเลสเข้ามารวมตัว ถ้าหากว่าเราไม่ใช้ปัญญากิเลสก็เข้ามาหมักหมมอยู่ภายในจิตใจ แล้วก็แผ่กระจายออกไปได้อีก ด้วยเหตุนี้ปัญญาจึงเป็นของสำคัญมาก ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ จิตอันปัญญาอบรมแล้วย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก จิตจะบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญาแปลให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยนี้เลย จะผ่องใสไปโดยลำดับ ๆ จนกระทั่งถึงขั้นบริสุทธิ์วิมุตติพระนิพพานได้ เพราะปัญญา เอาให้เห็นชัด ๆ นี่

สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาจะมีความฉลาดแหลมคมมีพลังต้องอาศัยความสงบเป็นเครื่องหนุน จิตที่มีความสงบตัวย่อมอิ่มตัวไม่หิวโหยกับอารมณ์ พาทำงานประเภทใดก็ทำได้สะดวกสบายไม่เถลไถล นั่นเรื่องสมาธิจึงเป็นของสำคัญสำหรับจิตที่จะต้องพิจารณา ปัญญา ถ้าจิตมีความหิวโหยหาความสงบไม่ได้เลย เราจะไปพิจารณาให้เป็นปัญญา มันกลายเป็นสัญญาอารมณ์ไปหมด

ด้วยเหตุนี้จึงต้องอบรมจิตให้มีความสงบ เรียกว่าอิ่มตัวในความสงบ แล้วพาทำงานด้วยการคุ้ยเขี่ยขุดค้นในสภาวธรรมทั้งหลาย มันก็ทำตามหน้าที่ ทำตามคำสั่ง แล้วก็รู้แจ้งเห็นจริงไปโดยลำดับ ๆ จากนั้นก็เป็น ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ น่ะซีจะไปไหน ไม่นอกเหนือไปจากนี้ ให้ถือหลักนี้เป็นเกณฑ์ การฆ่ากิเลสการทำลายกิเลสให้ถือหลักนี้เป็นเกณฑ์ เราอย่าไปหาเอาเหตุเอาผลนอกโลกนอกสงสารซึ่งนอกเหนือจากธรรมของพระพุทธเจ้าไป จะไม่พบสิ่งที่พึงใจ ให้กำหนดลงตรงนี้ เอาให้กล้าหาญชาญชัย

เราเป็นนักรบจะตามเสด็จพระพุทธเจ้า ให้เห็นกิเลสทุกประเภทที่อยู่ภายในจิต และเกิดขึ้นในจิตนี้ว่าเป็นภัยทุกประเภทไป ด้วยความมีสติด้วยความมีปัญญาตามต้อนกันเสมอ เราอย่าหลงกลมายาของโลก ตาหลอกไปอีกทางหนึ่ง หูหลอกไปทางหนึ่ง จมูกหลอกไปทางหนึ่ง ลิ้น กายหลอกไปแต่ละอย่าง ๆ หลอกไปเรื่อย ๆ ใจก็หลอกทางมโนภาพโดยอาศัย ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ได้สัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งนั้น ๆ มาแล้วก็เข้ามาเป็นอารมณ์ฝังใจครุ่นคิดขึ้นมา ๆ เผาตนอยู่ตลอดเวลา ท่านเรียกว่าธรรมารมณ์คือความสั่งสมอารมณ์ที่เคยเห็นมาแล้ว มีรูป รส กลิ่น เสียง เป็นต้น เอาเข้ามาเป็นอุปาทานอยู่ภายในจิตใจ แล้วก็มาเป็นมโนภาพหลอกตัวเอง

เราหลงเงาตื่นเงาอยู่ทั้งวันทั้งคืนไม่ทราบหรือ เอ้าพิจารณาไปซิ เมื่อถึงขั้นจะรู้นี้แล้วปิดไม่อยู่ รู้เป็นความจริง อ๋อ ภาพนี้ก็เป็นเงาของจิตแท้ ๆ หลงบ้ามันยังไง นี่เวลามันเข้าใจมันถอนพับเลย ทีนี้มันจะหลอกมาอะไรได้เมี่อรู้เท่าทันจนถอดถอนหมดแล้ว รู้ทั้งตัวเหตุอะไรเป็นตัวสำคัญ ตัวจิตเป็นตัวเหตุสำคัญ หลอกออกเป็นภาพปรุงแต่งขึ้นเป็นภาพ ภาพหญิงภาพชาย ภาพสัตว์ ภาพบุคคล ภาพเรื่องราวต่าง ๆ มันปรุงขึ้นมา สติปัญญาไม่ทันก็หลงมันไปเรื่อย พอสติปัญญาทันปรุงพับดับพร้อม ดับพร้อม ๆ เราไม่เชื่อสิ่งอื่นใดเพราะมันปลอมทั้งนั้น เราเชื่อแต่เรื่องของปัญญา เรื่องของสติที่ปราบปรามกิเลสลงได้โดยลำดับ ปราบปรามจนกระทั่งถึงธรรมารมณ์ที่ว่านี้ให้ฉิบหายป่นปี้ไปได้ นี่เรื่องของปัญญาเป็นอย่างนั้น

นี่ก็วิตกวิจารณ์กับหมู่เพี่อนจะทำไง สงสารก็ต้องมาประชุมเทศน์ให้ฟังเรื่อยๆ ทั้ง ๆ ที่ผมตามธรรมดาแล้วไม่สะดวกธาตุขันข์ มันเหนื่อยเพลียก็ต้องเทศน์ให้ฟัง ให้นำไปประพฤติปฎิบัติ ให้มีความอาจหาญชาญชัย

เวลานี้โลกกำลังร้อน ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟเพราะโลกห่างไกลจากศีลจากธรรม ไม่สนใจกับศีลกับธรรม นอกจากนั้นยังเห็นศีลธรรมศาสนาเป็นข้าศึก เป็นสิ่งที่กดถ่วงความเจริญของโลก โลกจึงเจริญไปด้วยความทุกข์ เห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปหมด

ใครจะรู้จริงเห็นจริงยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า สอนความจริงให้แก่สัตวโลกไม่มีใครสอนจริงยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า ได้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า ลำพังคนมีกิเลสจะพูดไปเท่าไรก็เป็นการฆ่าตน ๆ เหมือนขุยไม้ไผ่ ขุยไม้ไผ่เกิดขึ้นมามากน้อยทำลายแม่ของตัวเองให้ฉิบหายหมด ความรู้ที่เกิดขึ้นจากคนพาลกิเลสเต็มหัวใจ มันก็เผาตัวเองให้แหลกเหลวไปหมด หมด ไม่ได้มีความจริงอะไรอยู่กับความคิดนั้นเลย ส่วนธรรมพระพุทธเจ้านี่พูดตรงไหนจริงตรงนั้น สอนตรงไหนจริงตรงนั้น ผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมที่ท่านสอน ชื่อว่าจริงไปตามลำดับลำดา ให้ยึดหลักนี้ให้ดี

อย่าลืมตัว อย่ามั่วสุมเวลาฉันจังหันเสร็จแล้วมีอะไร ล้างบาตรเช็ดบาตรอะไรเรียบร้อยแล้วให้ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ผู้จะทำศาลาก็ทำอย่ามั่วสุมคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องไม่เห็นโทษเห็นภัย เรื่องความเพลิดเพลินความลืมเนื้อลืมตัว อย่านำมาใช้สำหรับนักบวชผู้เห็นภัยในวัฎสงสาร อย่านำมาใช้ ให้เห็นภัยอยู่เสมอ แม้แต่การอยู่การกินก็ยังต้องเห็นภัย ฉันอะไรลงไปก็สักแต่ว่าเท่านั้น พอบำบัดร่างกายให้มีความเป็นไปในวันหนึ่ง ๆ คือบำบัดธาตุขันธ์พอบำเพ็ญความพากเพียรได้ เราไม่ถือรสถือชาติอะไรจากอาหารนั้นว่าเป็นของสำคัญยิ่งกว่าธรรม เอาตรงนั้นซิ

ถ้าตื่นรสแล้วก็แสดงว่ารสนี้มีอำนาจเหนือธรรมเหยียบธรรม เวลาฉันจังหันก็ลืมตัว อย่าให้ลืม ถึงฉันก็ไม่ให้ลืม รสประเภทใดเข้ามารวมกันลงแล้วก็ผ่านลิ้นเข้าไป ทราบรสเปรี้ยวหวานเค็มเฉพาะลิ้นเท่านั้น พอผ่านลงไปแล้วก็เหมือนกันหมด ไปกองอยู่ในที่แห่งเดียว ไม่เห็นมีเรื่องประหลาดอะไร ก็พอยังชีวิตให้เป็นไปในวันหนึ่ง ๆ เพื่อบำเพ็ญสมณธรรมด้วยความสะดวกสบาย

การขบการฉันก็ให้กำหนดดูธาตุดูขันธ์ของตน เรื่องอย่างนี้เป็นอุบายวิธีของแต่ละท่านละคน ครูอาจารย์จะไปสอนไม่ได้ ไม่จัดว่าเป็นคำสอน นอกจากเป็นคำบอกเล่า หรือเป็นอุบายวิธีการฝึกฝนอบรมตนเองด้วยประการต่าง ๆ ให้ทราบเท่านั้น เป็นอุบายวิธีการพูดวิธีการฝึกฝนอบรมตนเองด้วยอาการต่าง ๆ ให้ทราบเท่านั้น ท่านผู้ใดมีจริตนิสัยในทางไหนต้องสังเกตตัวเอง เพราะเราเป็นนักปฏิบัติสังเกตพอได้ การกินการหลับการนอนการใช้การสอยให้เป็นเรื่องของตัวเอง

ฉันจังหันอยู่ก็ให้มีจิตปฏิพัทธ์อยู่กับธรรม พัวพันอยู่กับธรรมเสมอ อย่าให้มันเพลิดเพลินรื่นเริง หลงรสหลงชาติไปเรื่อย ๆ เลยไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร เห็นลิ้นดีกว่าธรรม ให้ลิ้นให้ปากแซงธรรม เหยียบย่ำทำลายธรรมคือคนลืมตัว อย่าให้เป็นอย่างนั้น

สมัยครั้งพระพุทธเจ้าจึงปรากฎท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายที่เป็นพระ สำเร็จมรรคผลนิพพานเอาเสียมากมายก่ายกอง ก็เพราะมีแต่ผู้มุ่งมรรคผลนิพพาน ปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานทั้งนั้นทำไมจะไม่เจอ มุ่งสิ่งใดสนใจกับสิ่งใด ทำงานเพื่อสิ่งใดผลจะต้องตามสนอง ผลคือสิ่งนั้น สิ่งนั้นจะต้องตามสนองจนได้ ไม่หนีจากเหตุคือการกระทำนี้ไปได้เลย

แล้วทำไมทุกวันนี้ จึงไม่เป็นอย่างนั้นได้ก็เพราะความรู้ความเห็น ความเป็นไปในทางด้านจิตใจมันไม่ได้เข้าร่องรอยของธรรม นอกจากเป็นข้าศึกต่อธรรมเสียด้วยซ้ำไป แล้วเราจะเอามรรคผลนิพพานที่ไหนมา ถ้าเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามหลักสวากขาตธรรมที่ท่านตรัสไว้ชอบแล้วนี้เท่านั้น มันก็ไม่มีปัญหาอะไร เรื่องมรรคผลนิพพานจะรู้ขึ้นในตัวของเรานี้เองไม่รู้ที่ไหน เพราะกิเลสอยู่ที่นี่ การปราบกิเลสก็ปราบที่ใจนี่ไม่ได้ปราบที่อื่นที่ใดสถานที่โน่นที่นี่ ดินฟ้าอากาศ ปราบลงที่ใจ

กิเลสราคะตัณหามันเกิดก็เกิดอยู่ที่ใจ การปราบสิ่งเหล่านี้ก็ปราบลงที่ใจด้วยสติปัญญา ศรัทธาความเพียรนี้ เมื่อสิ่งเหล่านี้ค่อยด้อยลงไป ๆ ลดน้อยลงไปโดยลำดับความสุขก็มีช่องทาง ความสงบก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ นี่ก็เป็นผลให้เราทราบว่าความสงบกับความสุขมาตาม ๆ กัน สงบมากสุขมาก สงบเต็มที่ก็สุขเต็มที่ จนถึงขั้น นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ คือความสงบจากกิเลสทั้งปวงไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ภายในจิตใจแล้ว ไม่มีความสุขอื่นใดจะเสมอเลย นั่นเป็นความสุขอันราบคาบ สงบในขั้นพระนิพพานหรือสงบในขั้นจิตตวิสุทธิ สงบขั้นสมาธิเป็นอีกประเภทหนึ่งเหล่านี้ออกจากสติปัญญาที่เป็นเครื่องปราบปรามกิเลส ซึ่งมีอยู่ในหัวใจ ปราบปรามลงที่นี่อย่าไปสนใจกับที่อื่นใดให้หนักยิ่งกว่านี้

ไปอยู่สถานที่ใดก็ตาม ให้ถือจุดนี้เป็นจุดทำงาน เป็นข้าศึก เอาให้จริงให้จังแล้วผลจะไม่ต้องถามใคร จะเกิดที่นี่ นี่ละครั้งพุทธกาลกับสมัยปัจจุบันต่างกัน ครั้งนั้นมีแต่ผู้มุ่งธรรมความมุ่งมั่นต่อธรรมมีกำลังกล้า ความเพียรก็ต้องเป็นไปตาม เพียรก็เพียรเพื่อบรรลุธรรม เพื่อรู้จริงเห็นจริงในธรรม ผลก็คือความรู้เห็นจริงในธรรม จนกระทั่งทะลุปรุโปร่งไปหมด นอกเหนือไปจากความพากเพียรนี้ไม่ได้ ทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น มันกลับตาลปัตรกันไปเลย เลยกลับเป็นพวกนักบวชพวกเราเสียเองเป็นผู้ทำลายศาสนาย่ำยีตีป่นไปหมด ไม่มีใครที่จะทำลายศาสนาได้ยิ่งกว่าพุทธบริษัท

เอาแค่นี้เสียก่อน


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก