สิ่งที่โลกเอื้อมไม่ถึง
วันที่ 3 ตุลาคม 2522 เวลา 19:00 น. ความยาว 61.16 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒

สิ่งที่โลกเอื้อมไม่ถึง

รถไฟสไตรก์ทั่วประเทศไทย เรื่องของพุงเจ้าของเรื่องส่วนตัวเจ้าของไปทำให้เสียหมดทั้งประเทศชาติ ทำลายประเทศชาติ นี่คือความเสียหายอย่างร้ายแรงมาก รายได้ก็เสียไปเท่าไร ความเสียการเสียงานของคนเสียไปเท่าไร เพราะคนจำนวนนี้เท่านั้น ถ้าเป็นเรานี่ โห ปราบอย่างฉิบหายเลย ลงโทษด้วย หลักปกครองกฎหมายบ้านเมืองมีทำไมไม่ดำเนินตามขอบตามเขตตามแถวตามแนว มาทำลายยังไง รู้ไหมคนทั้งประเทศเสียหายขนาดไหน เป็นเรานี่ตามกฎหมายกับหลักธรรมหลักวินัยนี้เป็นอย่างนั้นเข้ากันได้ เอาอย่างหนักทีเดียว ปราบแล้วไล่ออกจากงานด้วยไม่ให้มีเหลือเลย โทษด้วยคนทำลายชาติทำลายประเทศเพราะความเห็นแก่ตัว ไม่ใช่เป็นของดี ไม่เป็นสิ่งที่จะส่งเสริมได้ ยอมผ่อนผันไม่ได้อย่างนี้

เขาว่านายก ฯ ร้องขอให้เขาเดินรถแล้วอนุโมทนาเขา อนุโมทนาอะไรมันเหมือนเด็กคำพูดนี้ ความรู้ป่า ๆ ของเรายังรู้สึกความเสียหายมีมากน้อยเพียงไร เพียงเรื่องของพุงเจ้าของ ถ้าจะเปรียบเทียบก็ขอให้พุงได้รับความสบาย แล้วตัดแข้งตัดขาเอามาบำรุงพุงดูซิ ตัดแข้งตัดขาตัดหัวเข้ามาบำรุงพุงนี้มันเป็นไปได้ไหม อันไหนเสียหายมากที่นี่ ความเห็นแก่พุงแล้วตัดแข้งตัดขามาบำรุงพุง ตัดหัวเรานี้ไปบำรุงพุงเรา เป็นความได้หรือความเสียหาย นี่แบบนั้น ทำลายประเทศชาติบ้านเมืองไปหมด เพราะความเห็นแก่พุงเจ้าของเท่านั้น ว่าอย่างนี้เลย เสียหายขนาดนั้นแล้วยังไม่พิจารณาโทษ ถ้าพูดตามหลักความจริงแล้วต้องพิจารณาโทษ เราละหนักอยู่ ตรงตามกฎจริง ๆ นี่ เพราะนี้เป็นเรื่องเสียหายมาก เป็นตัวอย่างอันไม่ดี

นี่โลกปกครองกัน เราไม่เคยปกครองไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์อะไรแหละ เรื่องความเสียหาย เด็กไม่ได้ไปโรงร่ำโรงเรียนเพราะรถไฟไม่มีมีจำนวนเท่าไร เสียเวล่ำเวลาเสียเงินเสียทอง โรงแรมที่ไหนจะพักก็ไม่มี ไปไม่ได้กลับบ้านไม่ได้ทั่วประเทศ เสียไปหมด รายได้ของประเทศเพียงเท่านั้นประมาณสักกี่ล้านความเสียหายเพราะคนจำพวกเห็นแก่พุงเจ้าของ รายได้ก็ฉิบหายไปหมด รายเสียก็ยิ่งเสียไปมากคุ้มค่ากันไหม

การปกครองประเทศเมืองไทยเรานี่เหมือนเด็กปกครองกัน ไม่เห็นมีอะไรจริงจังเลย ดีไม่ดีกฎหมู่เหยียบย่ำกฎหมายแหลกไป ปกครองเหมือนเด็ก กู้เงินเมืองนอกกู้มาเรื่อยไม่หยุดไม่ถอย ไม่คำนึงถึงผู้อยู่ข้างหลังที่จะแบกภาระนี้ให้ตายกัน ผู้นี้แล้วก็ผ่านไปสบายแล้วกู้มาแล้ว ผู้ข้างหลังที่จะมาแบกภาระนี่ซิจะฉิบหายล่มจมไปด้วยเพราะหนี้ถมหัว เราคิดได้ขนาดนั้นทำไมคิดไม่ได้ ว่าพวกนี้พวกเห็นแก่ตัว ได้งบมาเท่าไรก็จ่ายพุงกัน ในวงพุงนั่นน่ะ สุดท้ายแผ่นดินเป็นผู้ที่จะแบกหนี้แบกสินพะรุงพะรัง สร้างความหนักความล่มจมแก่ประเทศชาติบ้านเมืองด้วยอุบายนี้ก็สร้างได้ มากต่อมากจะไม่ล่มจมได้ยังไง

ประเทศทั้งประเทศมีแต่หนี้แต่สินเต็มเนื้อเต็มหนังเต็มตัวเต็มแผ่นดิน เราพิจารณา โอ๊ย สลดสังเวชเหมือนกัน อดคิดไม่ได้เพราะความเกี่ยวเนื่องถึงกัน เราก็ทำประโยชน์ให้โลกแทบล้มแทบตายเหมือนกัน ความเห็นแก่ตัวมันเป็นนิสัยสันดาน เพราะฉะนั้นคอร์รัปชั่นมันถึงระบาด มันเป็นมาแต่ใหญ่ ๆ โต ๆ โน่นแล้วจะไม่ให้ผู้น้อยเป็นได้ยังไง เพราะผู้ใหญ่พาเป็น ผู้ใหญ่ทำตรงไปตรงมากับหลักกฎหมายบ้านเมืองผู้น้อยก็เถียงไม่ขึ้น โลกจะฉิบหายเพราะเหตุนี้ ความเห็นแก่ตัวมันพิลึกพิลั่น ความสามัคคี ความเห็นแก่หมู่แก่คณะมีน้อยมาก เพราะฉะนั้นจะยังประเทศชาติบ้านเมืองให้เจริญได้ยังไง

เรื่องของโลกเป็นอย่างนี้อย่างที่เห็นมานี้รู้ไหม เพราะฉะนั้นจึงต่างกันมากกับเรื่องของธรรม เรื่องของธรรมพระพุทธเจ้าทรงบัญชาเอง บัญชางานตั้งกฎข้อบังคับ เช่น วินัยเป็นกฎข้อบังคับเหมือนกฎหมายนี่ กฎหมายพระก็คือวินัย สิ่งที่เปิดทางให้ดำเนินก็คือธรรม ทำแต่ผลแต่ประโยชน์เกิดกับตนและผู้อื่น ผิดอย่างนี้ก็ปรับโทษโดยลำดับลำดา ตั้งแต่ปาราชิกลงมาจนกระทั่งถึงทุพภาสิตโดยลำดับ ควรอัปเปหิ-อัปเปหิ นิคฺคยฺห นิคฺคยฺห ควร ปคฺคยฺห-ปคฺคยฺห ควรอัปเปหิ-อัปเปหิไปเลยไม่งั้นมันเปื้อนหมู่เปื้อนคณะ

อันนี้ก็เป็นนิสัยสันดานของคนไทยเราเวลาเข้ามาบวชในศาสนาก็ไม่พ้นที่จะเอานิสัยของโลกเข้ามาเหยียบย่ำทำลายหลักธรรมวินัย คือความสะดวกเอาตามใจตัว มันก็เป็นทุกแห่งทุกหนแล้วเดี๋ยวนี้จะว่าไง เพราะนิสัยสันดานนี้เองเข้ามาเหยียบย่ำทำลายศาสนา หลักธรรมวินัยมีอยู่ไม่ยอมทำตาม ก็แบบกฎหมายบ้านเมืองมีอยู่ไม่ยอมทำตามนั่นเอง นิสัยสันดานอันนั้นมันเคยดื้อเคยด้านมา เข้ามาในวงศาสนาก็มาเหยียบย่ำทำลายศาสนา ระงับกันก็ไม่ลงปกครองกันก็ไม่ได้ เพราะใครก็ไม่ยิ่งกว่าใครนี่ สุดท้ายผู้ดีก็มีน้อย ผู้ชั่วมีเต็มแผ่นดินจะปกครองกันได้อย่างไร ดีไม่ดีผู้ดีก็เลยเสียไปด้วย ถูกกดขี่บังคับไปด้วย

ทางโลกก็แบบเดียวกันนี้ ทางศาสนาก็กำลังเป็นแบบเดียวกันอย่างนั้น เอาศาสนาเป็นโล่บังหน้าหากินหาความร่ำความรวย หาเงินหาทอง เลยกลายเป็นศาสนเงินไปหมด งานการอะไรก็ตามเพื่อเงินทั้งนั้นไม่ได้เพื่อธรรม นี่ให้หมู่เพื่อนพิจารณา การพูดอย่างนี้ผมไม่ตั้งใจตำหนิติเตียนผู้หนึ่งผู้ใดโดยหาเหตุผลไม่ได้ การพูดนี้ก็พูดตามหลักของเหตุผลด้วย เพื่อเป็นคติแก่ผู้มาศึกษาอบรมด้วย อย่าลืมตัว พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์นั้นแล คือ สรณะอันประเสริฐที่ควรจะยึดยิ่งกว่าขี้หมูขี้หมาดังที่กล่าวมาเหล่านี้ อันนี้ติดมากติดน้อยเปื้อนเปรอะไปหมด ทำความสกปรกรกรุงรังได้หมดเพราะไม่ใช่ของดี สิ่งที่กล่าวด้วยการตำหนิมานี้

การปฏิบัติตัวให้เป็นธรรมถึงจะเป็นธรรม ถึงจะมีธรรมในใจ ปฏิบัติเป็นธรรม-ธรรมก็ต้องมีในใจ ปฏิบัติไม่เป็นธรรมจะเอาธรรมมาจากไหนภายในใจ วันหนึ่งคืนหนึ่งไม่ได้คิดเรื่องอรรถเรื่องธรรมเท่าขาริ้นขายุง คิดแต่เรื่องเงินเรื่องทองเรื่องร่ำเรื่องรวย ตรงกันข้ามกับศาสนาเป็นเครื่องชำระจิตใจ เครื่องชำระกิเลส เรียกว่าสละ ตรงกันข้ามกับคำว่าสละก็สั่งสม จะหาความวิเศษมาจากไหน หาความดีมาจากที่ไหน ก็ไม่ผิดอะไรกับฆราวาสเขาแหละ จะเอาผ้าร้อยสีพันสีมาปกคลุมมันก็เหมือนกองผ้าเฉย ๆ จะหาความวิเศษวิโสที่ไหนมี ถ้าจิตใจซึ่งเป็นตัวประธานไม่ดีแล้ว กิริยามารยาทจะหาความดีมาจากไหน

ถ้าคิดไปอย่างนี้ก็ทำให้อิดหนาระอาใจเหมือนกันนะ มันทำให้จิตใจอ่อนกำลังที่จะแนะนำสั่งสอนใครต่อใคร อยู่ลำพังเรามันสะดวกสบาย เพราะเราไม่ได้มีความมุ่งหวังอะไรจากผู้ใดทั้งนั้น ไม่ว่าใครมาติดต่อกับเรา ไม่ว่าเราไปเกี่ยวข้องกับผู้ใดไปในงานใด เราไม่เคยคิดถึงเรื่องโลกามิสเลยยิ่งกว่าหัวใจคนที่เราตั้งใจจะไปสงเคราะห์ นั้นเรามุ่งอย่างยิ่ง

เราเห็นหัวใจนี้มีคุณค่ามาก ใจถ้าได้รับการอบรมจะเป็นสิ่งที่สูงส่งและทำความสงบร่มเย็นให้แก่ผู้นั้น ๆ ตลอดสังคมทั่ว ๆ ไป ธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก หากปราศจากการอบรมเสีย จิตไม่มีศีลมีธรรมก็คือกองไฟทั้งกองนั่นแหละเผาอยู่ในหัวใจ เราอย่าเข้าใจว่าคนมีความรู้วิชาสูง เรียนสำเร็จปริญญาตรี โท เอกและมีเงินเป็นล้าน ๆ นั้นเขามีความสุข เช่น อย่างเขาโชว์แก้วเหล้าในหนังสือพิมพ์นั่น เขาโชว์อะไรนั่นน่ะ โชว์ความโง่ของเขา โชว์ความลามกของเขา ทำท่ายิ้ม ๆ แย้ม ๆ ไปอย่างนั้น เพียงประดับหน้าร้าน เพราะข้างในมีแต่ขี้หมูขี้หมา มีแต่กองฟืนกองไฟ หัวใจเป็นฟืนเป็นไฟ เราดูเราอ่านเราคิดพินิจพิจารณา ถ้าใจไม่มีศีลมีธรรมแล้วเท่านั้น ใครจะเอาอะไรมายืนยันว่าเป็นความสุขนี้เราเชื่อไม่ได้

เพราะเราก็เคยอยู่กับโลกมานานพอสมควร นี้เกือบ ๗๐ แล้ว เรื่องอะไรเราบวกลบคูณหารหมด ยิ่งมาปฏิบัติธรรมยิ่งเป็นคู่แข่งกันกับโลกได้ดี มีสิ่งเปรียบเทียบให้คัดให้เลือกเป็นคู่แข่งกันได้ดี ทำไมจะไม่รู้เรื่องของโลกของธรรมเป็นยังไง ทำโก้ให้โลกเขาเห็นเหมือนกับว่าจะเหาะบินไปเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่ปีกก็ไม่มี หัวใจก็เป็นฟืนเป็นไฟ นี่ละเรื่องของโลกมันเป็นอย่างนั้น

เรื่องของธรรมแล้วไม่มีเรื่องโชว์ ๆ เช ๆ มาโชว์มาอวดอะไร หมุนติ้วเข้าไปในหัวใจนั่น ไฟมันอยู่ที่นั่น เอาน้ำดับ น้ำคือธรรม ไม่มีน้ำใดที่จะยิ่งกว่าน้ำธรรมเข้าไปดับไฟคือกิเลส ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา ราคะก็เป็นไฟเผาใจ โทสะก็เป็นไฟเผาใจ ความหลงก็เป็นโมหะก็เป็นไฟเผาใจ น้ำคืออรรถคือธรรม มีสมาธิ มีสติ มีปัญญา เข้าไปเผาเข้าไปชะล้างสิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟอยู่ภายในใจ เมื่อไฟนั้นระงับลงด้วยน้ำ ความร่มเย็นเป็นสุขภายในจิตใจก็ปรากฏขึ้นมา เท่าที่ใจหาความสุขไม่ได้หาความร่มเย็นไม่ได้ ก็เพราะไฟคือความร้อนที่เกิดขึ้นจากราคะตัณหา โทสะ โมหะ นั้นแลมันเผาผลาญอยู่ตลอดเวลาจะหาความเย็นได้ที่ไหน เมื่อใจมีธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงเป็นเครื่องชำระสะสางดับไฟภายในใจ ใจย่อมมีความสงบเย็นขึ้นมาได้

ธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อโลกทั่ว ๆ ไป ถ้าโลกยังหาความสุขความเจริญอยู่แล้ว โลกจะหนีจากอรรถจากธรรมไปไม่ได้ โลกใดก็ตามถ้าปราศจากธรรม โลกนั้นก็คือโลกของสัตว์เดรัจฉานเราดี ๆ นี่เอง จะหาความสุขความเจริญเพราะความรู้เรียนมามาก เพราะมีสมบัติมากนั้นอย่าหวัง มีแต่เสกสรรปั้นยอกันเฉย ๆ หลักธรรมชาติจริง ๆ แล้วจะไม่ผิดอะไรกับคนทั่ว ๆ ไป ยิ่งมีความรุ่มร้อนมากกว่าคนทั่ว ๆ ไป

เช่นอยู่ตามบ้านนอกขอกนาเหล่านี้ นี่เขาไม่ค่อยมีความทุกข์มากอะไร ถึงลำบากลำบนเพราะการเสาะแสวงหาอยู่หากิน อันนี้ก็ทุกข์ทางกายแต่ใจเขาไม่ทุกข์มากเหมือนพวกที่มีความรู้มาก ๆ ความโลภมาก ๆ โลภมาก ๆ แล้วความเคียดแค้นก็ต้องตามมาตามความโลภ การทำความชั่วมาจากอันนี้เอง เขาฆ่ากันอย่างนั้น ขัดผลประโยชน์นั้นขัดผลประโยชน์นี้ก็ฆ่ากันแล้ว นั่น ฆ่าปิดปากบ้างอะไรบ้างมันเรื่องอะไรกัน มันเรื่องไฟหรือเป็นเรื่องน้ำ เป็นเรื่องความร่มเย็นหรือเป็นเรื่องความพินาศฉิบหาย เราดูก็รู้นี่นะจะดูยากอะไร เมื่อเป็นเช่นนั้นใครจะมีความสุขมากกว่าใคร เชื่อไม่ได้สำหรับเราเอง

ถ้าใจปราศจากธรรมเสียอย่างเดียวเท่านั้น เราเชื่อไม่ได้ว่าคนนั้นจะมีความสุข ถ้าผู้ใดมีธรรมผู้นั้นมีการยับยั้งชั่งตวง มีการพินิจพิจารณาใคร่ครวญในสิ่งที่ถูกที่ผิด ผู้นั้นย่อมจะหลบหลีกปลีกตัวได้ในสิ่งที่เป็นภัย และทำสิ่งที่ดีแก่ตนพอจิตใจที่จะได้รับความสุข อันเป็นผลขึ้นมาจากความดีนั้นได้เราไม่สงสัยอย่างนี้

นี่ได้ปฏิบัติและได้สัมผัสสัมพันธ์กับโลกมาก็นานพอสมควร บวชมาก็ได้ ๔๖ พรรษานี้แล้ว ๔๕ นั้นเต็ม ๔๕ ปี ๔๖ พรรษา เอาธรรมะมาเลือกเฟ้นพินิจพิจารณาเทียบเคียงกันระหว่างโลกกับธรรม ดีกับชั่ว สุขกับทุกข์ เอามาเทียบเคียงในระหว่างธรรมกับโลกนี้แหละ เป็นสนามรบ เป็นคู่แข่งกันระหว่างกิเลสกับธรรมที่มีอยู่ในโลกอันนี้ โลกหัวใจนี่ก็พอทราบได้ จิตมันดิ้นอยู่ตลอดเวลาหาความสุขได้ที่ไหน เมื่อได้อาศัยชำระสะสางให้มีความสงบร่มเย็นลงได้นั้นแหละ จึงจะพออยู่ได้ด้วยความสงบสุข เพราะฉะนั้นจงเห็นความเพียรเป็นของสำคัญที่จะระงับฟืนไฟภายในจิตใจ คือความฟุ้งซ่านวุ่นวายของตนเอง ดับลงไปสงบลงไป ด้วยหลักของความเพียรเพื่อเป็นผลคือสมาธิ สงบเย็น นี่ละหาความสุขหาตรงนี้

เราเป็นนักธรรมะอย่าหลงโลกหลงสงสารกับเขา อย่าตะครุบเงา อย่าตื่นใครทั้งนั้น คนเหล่านั้นมีแต่คนมีกิเลสเครื่องหลอกลวงตนเองและหลอกลวงคนอื่นอยู่ตลอดเวลารอบด้านรอบทิศ มีอยู่ทั่วดินแดนไม่เป็นสิ่งอัศจรรย์อะไรเลย สิ่งที่อัศจรรย์ก็คือของจริงไม่ต้องเสกต้องสรรปั้นยอคือธรรม เอาให้จริงจัง

พระพุทธเจ้าเป็นสักขีพยานในการเสาะแสวงหาโดยถูกทาง และผลเป็นที่พึงพอใจเกิดขึ้นมาก่อนโลกก่อนใคร ๆ ทั้งหมดในสมัยปัจจุบัน คือศาสนาพุทธซึ่งเป็นศาสนาปัจจุบันอยู่แล้ว ธรรมที่ประกาศออกมาก็คือประกาศผลที่ได้รับ และประกาศเหตุเครื่องดำเนินที่จะได้รับผลนั้น ออกมาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งไม่มีทางสงสัย จากนั้นก็พระสาวกที่สดับตรับฟังจากพระพุทธเจ้า และดำเนินตนตามแนวทางที่ทรงสอนแล้วอย่างใด จึงเป็นผู้ตักตวงเอามรรคผลนิพพาน สังหารกิเลสอาสวะอันเป็นเชื้อแห่งไฟประลัยกัลป์เผาอยู่ภายในจิตใจมาเป็นเวลานานให้สิ้นซากไปได้โดยลำดับ จนกระทั่งหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ ดับไฟได้อย่างราบคาบใจเป็นบรมสุข

เราได้พิจารณามาเต็มสติกำลังของเราแล้ว หาที่ปลงจิตลงที่ไหนไม่ได้เลยว่า ความสุขอันแท้จริงกับความทุกข์อันแท้จริงอยู่ที่ตรงไหน ถ้าไม่อยู่ที่หัวใจของสัตวโลก ความทุกข์อันแท้จริงนั้นคือกิเลสเป็นสาเหตุตัวสำคัญ ความสุขอันแท้จริงนั้นคือธรรม มรรคเป็นสาเหตุอันสำคัญที่จะให้เกิดความสุขขึ้นมาเป็นผล เราได้พิจารณาเต็มสติกำลังความสามารถ จึงไม่มีทางสงสัยเวลานี้ บอกไม่สงสัยว่างี้เลย เต็มหัวใจหาความสงสัยไม่ได้ว่า ความสุขและความทุกข์นั้นจุดเด่นหรือจุดเป็นที่อยู่ของความสุขอันแท้จริงคือที่ไหน คือใจของสัตวโลก อยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่ที่สูง ๆ ต่ำ ๆ อยู่ในภูเขาเลากา อยู่บนเมฆบนอากาศใต้น้ำบนบกที่ไหนไม่มี จะมีอยู่ตามโภคสมบัติ มีอยู่ตามคัมภีร์ใบลาน มีตามหลักวิชาต่าง ๆ ที่เรียนมามากก็ไม่มี

สรุปแล้วก็ลงมาอยู่ที่ใจ อันนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์เครื่องดำเนินให้เป็นความสุข แต่ผู้นั้นไม่ปฏิบัติตามแล้วก็ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร มาลงที่นี่ เจอที่นี่แล้วไม่เสาะหาอะไรนี่ เพราะไม่มีอะไรจะยิ่งกว่านี้ ปล่อยไปโดยลำดับ ๆ พิจารณาลงไป เพราะธรรมเป็นคู่แข่งของโลก ธรรมเป็นคู่แข่งกับกิเลส กิเลสเป็นผู้สั่งสมทุกข์ให้สัตว์ ธรรมเป็นธรรมชาติที่สั่งสมสุขให้สัตวโลก เรานำมาปฏิบัติกำจัดกันไปเรื่อย ๆ ในสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา จิตใจก็สง่างามขึ้นมาน่าดูน่าชม อยู่ที่ไหนก็เกิดความปีติยินดีร่มเย็น หาภัยหาเวรไม่ได้ แม้จะตายเพราะเหตุใดก็ตามก็เป็นเรื่องของธาตุของขันธ์ธรรมดา ไม่เห็นกระทบกระเทือนถึงจิตใจที่เต็มไปด้วยความสุขอันสมบูรณ์นั้นเลย

ใครจะลงใจก็ลงซิ ตัดสินใจเจ้าของเมื่อไรก็ตัดสินใจลงในจุดไหน ในนรกหรือในบรมสุขก็อยู่ที่ใจนี้เป็นต้นเหตุ ตัดสินใจลงถูกแล้วเราก็ไม่เสียดายกิเลส ความคิดประเภทใดที่เป็นกิเลสจะต้องถอนตัวออกทันที ๆ หลบหลีกแก้ไขหรือปลดเปลื้องกันทันที ๆ ในสิ่งที่ไม่สุดวิสัยไม่ยอมให้มันแสดงออกมา ไม่ว่าจะทางกายทางวาจา ๆ แม้แต่แสดงมาทางจิตสติก็มีอยู่นั้นแล้ว ขยับตามกันทันที ปัญญาฟาดฟันหั่นแหลกกัน ถ้าเราไม่เคยชินกับกิเลสเสียอย่างเดียวเท่านั้น

อันนี้มันความเคยชินกับกิเลสน่ะซิมันถึงไม่รู้อะไรเป็นกิเลส เมื่อไม่รู้อะไรเป็นกิเลสแล้วก็เลยไม่รู้ว่าอะไรเป็นธรรม ถ้าพอรู้เรื่องว่าอันนั้นเป็นกิเลสอันนี้เป็นกิเลส นั่นหมายความว่าเริ่มมีธรรมแล้ว มีสติปัญญาเป็นสำคัญ พิจารณาไตร่ตรองเต็มสติกำลังแล้วไม่มีที่ปลงที่ไหนปลงใจลงได้ เอาละตรงนี้ละแน่ใจ ไม่มีที่ตรงไหนนอกจากใจเท่านั้น ธรรมฝ่ายเหตุเป็นเครื่องมือสำหรับดำเนินเพื่อความสุขทางใจอันเป็นผล มีเท่านี้ อันนั้นเราไม่ตำหนิโลก เราก็เกิดในท่ามกลางแห่งโลก แต่เราพูดให้รู้เป็นสัดเป็นส่วนของโลกของธรรมว่าต่างกันอย่างไร จะควรเลือกเฟ้นอย่างไร

เราเป็นผู้มุ่งมาหาความสุขความเจริญทางด้านจิตใจโดยเฉพาะ เฉพาะอย่างยิ่งมุ่งเพื่อความหลุดพ้น ความที่มุ่งเพื่อความหลุดพ้นนี้เป็นสิ่งที่ใหญ่โตมากภายในหัวใจเรา เรียกว่าความมุ่งมั่นความมุ่งหวังนี้มีมากเท่าไร ก็ยิ่งจะต้องเข้มงวดกวดขันทางความพากเพียรทั้งฝ่ายละฝ่ายบำเพ็ญ ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มสติกำลังไปตาม ๆ กัน ไม่อย่างนั้นก็เสียความมุ่งหวัง

นี่ได้เป็นมาทุกอย่าง ความมุ่งมั่นเต็มหัวใจก็เป็นมาจนไม่ลืม ทีแรกไม่เคยได้ยินได้ฟังอะไรก็ไม่สนใจกับอะไร ก็เหมือนกับวัวกับควายที่ปล่อยให้กินหญ้าอยู่ตามท้องนานั่นแหละ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนี้ไม่เห็นมีสะทกสะท้านเลย เราเองนะ หัวใจที่ไม่ได้รับการอบรมไม่ได้รับการศึกษา ฆ่าด้วยความสนุกสนานก็มี ฆ่าด้วยความอยากได้มากินก็มี ฆ่าด้วยความคิดโกรธแค้นก็มี มีหลายด้านซึ่งเป็นทางที่ผิดทั้งนั้น คือไม่กลัวบาปเฉย ๆ ว่าจะเป็นบาปนี้ไม่คิด ฆ่าด้วยความคะนองนี้ซิสำคัญ

ทีนี้เวลามาอบรมเข้า ๆ ท่านว่าศีลเป็นรั้วกั้น ปาโณ สัตว์มีชีวิต ปาณสญฺญิตา รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า อุปกฺกโม ทำความเพียรที่จะฆ่า เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความเพียรนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นรั้วกั้น

ตอนบวชทีแรกเราก็เอานั้นเป็นหลักเป็นเกณฑ์ปฏิบัติตามหลักของศีลนี้ ทีนี้เวลาปฏิบัติไป ๆ อบรมทางด้านจิตใจมากเข้า ๆ เลยไหลเข้าไปสู่ใจดวงเดียวเป็นธรรมไปหมด ทีนี้ทำไม่ลง เมื่อถึงขั้นนั้นแล้วทำไม่ลง เช่นจะฆ่าสัตว์ทำไม่ลงเลย ตายก็ตายทิ้งเปล่า ๆ เอ้า ท่านฆ่าสัตว์ตัวนี้นะถ้าไม่ฆ่าเราจะฆ่าท่าน บอกเราไม่ฆ่า ฆ่าสัตว์นี้เราไม่ฆ่า ฆ่าเราฆ่าได้เลยแต่เรื่องสัตว์ที่จะตายด้วยเรา จะฆ่ามันด้วยเจตนานี้เราเป็นไปไม่ได้เลย นั่นความแน่ใจมันถึงขนาดนั้น ทำไม่ลงจริง ๆ นี่ ทำเขาก็เหมือนกับทำเราทำไปได้ยังไง

ความสงสารสัตว์นั้น โอ้โห มันเหลือประมาณเกินกว่าที่เราจะไปทำลายมันได้ลงคอ นี่เป็นธรรมชาติของจิต เราไม่ได้เสกสรรปั้นยออะไร เพราะการอบรม เพราะฉะนั้นจิตเมื่อเป็นธรรมทั้งแท่งแล้วจึงอ่อนนิ่มไปหมด ไม่ยกตนว่าสูงกว่าผู้หนึ่งผู้ใดและสัตว์ตัวใดเลย คำว่า สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้นนี้ซึ้งทีเดียว มันไม่มีความรู้สึกจะทะนงตัวว่าเราเป็นคนเขาเป็นสัตว์ เราสูงกว่าเขาเรามีอำนาจวาสนายิ่งกว่าเขา มันไม่เคยมีในขณะจิตหนึ่ง และความรู้สึกที่จะซืบออกมาไม่ต้องว่ามันปรุงขึ้นมา ซืบออกมานี้มันก็ไม่เคยมี

นั่นลงขั้นเสมอภาคแล้ว เสมอภาคไม่ได้ยกตนข่มเขา เห็นเขาเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันแล้วก็จะทำกันลงคอได้ยังไง ทำไม่ลง ก็คือว่าไปทำลายหัวใจเขา ทำลายได้ยังไงทำลายหัวใจคน ไปทำลายทรัพย์สมบัติของเขา อะไร ๆ ก็ดีขึ้นชื่อว่าเกี่ยวกับการทำลายแล้วมันทำไม่ลง กลายขึ้นมาเป็นธรรมหมดอยู่ในหัวใจอันเดียว

ใจเมื่อได้รับการอบรมแล้วความเปลี่ยนแปลงแห่งความรู้สึกมันค่อยเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเต็มที่แล้วความเปลี่ยนแปลงก็หมดไปเหลือแต่หลักธรรมชาติล้วน ๆ หลักธรรมชาติล้วน ๆ นั้นไม่มีละคำว่าสูงว่าต่ำว่าอะไร ๆ ว่าเราเป็นพระเราเป็นครูเป็นอาจารย์มีคนเคารพนับถือมาก จะเป็นการเผยอเย่อหยิ่งภายในจิตนี้ไม่มี มันไม่มีเลย มีไม่ได้ อะไรนั้นก็เรื่องเขา เขาเอาอะไรมาทำบุญให้ทานก็เป็นของเขา เขานับถือก็เป็นจิตใจของเขานับถือ จิตใจของเราเป็นยังไง เป็นคนละเรื่อง ๆ คนละฝักละฝ่ายไม่สับปนกัน แล้วจะเอาเรื่องของเขามาเป็นเครื่องเสริมให้ทะนงตัวได้ยังไง มันทะนงไม่ได้ถ้าเป็นความเป็นธรรมของใจอยู่แล้ว

สามโลกธาตุมานับถือเราคนเดียวก็ไม่เห็นมีแปลกอะไรกับไม่มีใครนับถือ เพราะเราไม่มีสัดมีส่วนอะไรที่จะได้จากเขา มันเป็นเรื่องของเขา ถ้าเขาตำหนิติฉินนินทาก็เกิดที่ใจของเขา เขาสร้างเหตุไม่ดีที่ใจของเขา ผลจะพึงได้รับก็ไม่มีผู้ใดที่จะไปรับแทนกันได้ นอกจากผู้ทำนั้นเท่านั้นจะเป็นผู้ได้รับผล เขาชมเชยสรรเสริญมีความเชื่อความเลื่อมใสเรา มันก็เป็นการสร้างเหตุอันดีอยู่ภายในจิตใจของเขาและการแสดงออกของเขาในทางที่ดีต่อเรา ทั้งหมดนั้นเป็นความดีสำหรับเขา เป็นการสร้างเหตุดีสำหรับเขา ผลก็เป็นของเขา ผลอันดี เราจะไปแบ่งสันปันส่วนจากเขาได้ยังไง เพียงพูดอย่างผิวเผินนี้ก็พอเข้าใจกันอยู่แล้วหยาบ ๆ นี่

จิตโดยหลักธรรมชาติด้วยแล้วไม่คิดให้เสียเวล่ำเวลา อะไรเป็นอย่างนั้นอยู่อย่างนั้นธรรมดา ตำหนิติฉินนินทามาก็รู้ เพียงรู้มันก็ดับของมันไป ไม่ต้องไปวินิจฉัยมาแก้มาเยียวยากัน ปลดเปลื้องกันอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมันไม่ได้ติดพอที่จะปลดเปลื้อง มันไม่ได้มาผูกมัดพอที่จะได้ถอดได้ถอน ไม่ได้มาเสียดแทงจิตใจพอที่จะได้ถอดได้ถอนกัน สักแต่ว่ากิริยาแห่งเสียงที่แสดงขึ้นพับแล้วดับไปพร้อม อันนี้ก็เพียงรับทราบพับแล้วดับไปพร้อม ๆ กัน ทางโน้นเกิดขึ้นก็ดับอันนี้เกิดขึ้นก็ดับ คือทางโน้นแสดงความนินทาขึ้นมา เช่นอย่างแสดงมาทางวาจาอย่างนี้ มันก็ดับไปพร้อม ทางนี้พอรับทราบก็ดับไปพร้อม เอาสารประโยชน์อะไรจากมัน นี่คือหลักธรรมชาติ ไม่ต้องบังคับบัญชา ไม่ต้องถอดต้องถอนอะไร ก็มันไม่มีเรื่องอยู่แล้ว

ทำลงไปซิจิตดวงนี้ ให้มันเห็นลองดูซิ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วแยกไม่ออก เต็มที่แล้วเป็นอันเดียวกัน จากนั้นไม่ว่าจิตเสียแล้ว ยังมีขันธ์อยู่ท่านก็บอก เช่นจิตบริสุทธิ์ ยังมีขันธ์อยู่ยังมีสมมุติเข้าไปแฝงอยู่ จิตเหมือนกันแต่เป็นจิตบริสุทธิ์ หลุดพ้น ถ้าเลยจากนั้นไปแล้วไม่พูด หมดทางที่จะพูด ทั้ง ๆ ที่ธรรมชาตินั้นก็คือธรรมชาตินั้นไม่ได้สูญสิ้นไปไหนแหละ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ตั้งโด่อยู่ด้วยความเป็นของมีอยู่เหมือนโลกทั่ว ๆ ไป เพราะฉะนั้นคำว่าสูญจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาตินั้นไม่ได้ คำว่ามีอยู่ก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาตินั้นไม่ได้ ความมีอยู่ของโลกกับความสูญของโลกมันเป็นสมมุติเต็มตัว อันนั้นไม่ใช่สมมุติ คือวิมุตติ นี่แหละมันถึงเข้ากันไม่ได้

พระอรหันต์ตายแล้วสูญ โลกว่าสูญแล้วสูญจริง ๆ สูญแบบฉิบหายป่นปี้ อันนั้นท่านไม่ได้เป็นแบบป่นปี้ พระอรหันต์องค์ไหนป่นปี้ ธรรมไม่ใช่ธรรมป่นปี้พอที่จะทำลายพระอรหันต์ให้ป่นปี้นี่นะ หากไม่อยู่ในสมมุติของคนที่ไปเกี่ยวข้อง สมมุติทั้งหลายเข้าไม่ถึง ว่ามีอยู่เหมือนโลกทั่ว ๆ ไปก็ไม่ใช่ มันก็เป็นโลกทั่ว ๆ ไปเท่านั้นละซิ ว่านิพพานมีอยู่อย่างนี้นะ เหมือนโลกมีสิ่งทั้งหลายอะไร ๆ อยู่ นิพพานก็มีอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน นิพพานก็ไม่ผิดอะไรกับโลก ว่านิพพานสูญ สูญแบบโลกก็สูญแบบฉิบหายป่นปี้ นิพพานก็ฉิบหายป่นปี้ไปเช่นเดียวกับโลก

ทีนี้นิพพานไม่เป็นอย่างนั้น ผู้บริสุทธิ์ไม่เป็นอย่างนั้นมันเข้ากันไม่ได้ รู้อยู่ในหัวใจเต็มใจก็พูดไม่ถูก เพราะพูดออกไปมันเป็นสมมุติทั้งนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงบอกว่า สนฺทิฏฺฐิโก รู้เอง ว่างั้น เมื่อรู้เองก็ตัดสินได้ในตัวเอง เช่นอย่างการรับประทานนี่ ต่างคนต่างรับประทาน ต่างคนต่างขบต่างฉัน เผ็ดเค็มเอร็ดอร่อยมันรู้ในปากนี่ทั้งหมดนั่นแหละ จนกระทั่งถึงความอิ่มหนำสำราญในธาตุในขันธ์ รู้ด้วยกันเต็มหัวใจด้วยกัน แต่จะพูดออกมาได้ไหม ลักษณะท่าทางของความเผ็ดเป็นยังไง ของความเค็มนั้นเป็นยังไง ของความเปรี้ยวความหวานเป็นยังไง ของความอิ่มนั้นเป็นยังไง มีลักษณะยังไง

มันพูดไม่ถูกทั้งนั้นแหละ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่นี่แหละแต่พูดไม่ถูก นี่แหละสิ่งที่พูดไม่ถูกเรายกตัวอย่างเช่นความอิ่มเป็นต้น เพียงเท่านี้ก็พูดออกมาไม่ได้แล้ว ทั้ง ๆ ที่ต่างคนต่างอิ่มเต็มธาตุเต็มขันธ์ด้วยกันนี่แหละ ไม่มีใครหิวใครโหย มีกี่ร้อยกี่พันคนอิ่มทั้งหมด เอาความอิ่มมาจาระนัยกันให้ฟังซิจะจาระนัยได้ไหม ไม่ได้ทั้งนั้น นั่นแหละเพียงเท่านี้ก็พอเทียบได้กับวิสุทธิจิตวิสุทธิธรรมของท่าน ออกจากธาตุจากขันธ์นี้แล้วหมดที่นี่ ที่จะไปตั้งสมมุติในธรรมชาตินั้นไม่ได้

นี่ละสิ่งที่โลกเอื้อมไม่ถึงก็คืออันนี้เอง พยายามจะทำลายก็ทำลายไม่ได้ นิพพานสูญหรือตำหนิติเตียนอะไรมันก็อยู่กับปากคนนั้นเสีย อยู่กับความรู้อันงมงายของผู้นั้นเสีย มันก็ทำลายผู้นั้นอยู่นั้นแหละ ไม่ได้ทำลายอันนี้ให้ฉิบหายไปได้ อย่างนี้จึงต้องให้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ปฏิบัติไปไม่พ้นไปไหน ขอให้เอาจริงเอาจังเถอะ

อย่าเสียดายชีวิตจนเกินเหตุเกินผล อย่าเสียดายความขี้เกียจขี้คร้านอ่อนแอ อย่าเสียดายความสุขที่เป็นอย่างโลกทั่ว ๆ ไป เขามีความสุขกันแค่ไหน เราจะประกอบความพากเพียรก็กลัวจะมีความทุกข์ความลำบาก นั้นแลคือผู้จะหาสาระไม่ได้ในตัวเอง สิ่งที่จะเป็นสาระมันไม่ยอมขยัน ไม่ยอมคืบคลานเข้าไป ถอยไปตามกิเลสให้กิเลสหลอกทั้งวันทั้งคืน ความสงบร่มเย็นจะหามาจากไหนจะได้ยังไง ถ้าไม่ได้ด้วยความเพียร

ถึงเวลาบังคับเอาซิ เอาจิต เอาให้ถึงเป็นถึงตายก็ให้รู้ซิ เมื่อเราได้รู้เหตุรู้ผลกันด้วยการฟัดเหวี่ยงกันเต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มที่เต็มฐานถึงเป็นถึงตายแล้ว มันพอสู้กันได้ทั้งนั้นแหละ ที่ยังไม่เคยทดลองหรือไม่เคยต่อสู้กันบ้างเลยนี้มันไม่ทราบกำลังของกันและกัน กิเลสมันจะมีกำลังมากขนาดไหน เราก็มีแต่หมอบราบให้มันอยู่งั้น เพราะเราไม่เคยต่อสู้มัน เวลาเอาจริงเอาจังเข้าไปจริง ๆ นี้กิเลสก็ไม่เหนือธรรมไปได้ มันก็หมอบราบด้วยกัน มัชฌิมาปฏิปทาล้วนแต่เครื่องมืออันทันสมัยนำมาค้นลงไปซิ ฟาดฟันหั่นแหลกกันลงไป

เราอยากเห็นหมู่เพื่อนภาวนาได้รับความสงบร่มเย็นมีความแยบคายด้วยการพิจารณาในแง่ต่าง ๆ ตามอุบายของสติปัญญาที่เรานำมาสอนตามกำลังของเรา ผลเป็นยังไงบ้างสำหรับหมู่เพื่อนเราคอยฟังเสมอ หวังอย่างยิ่ง จิตใจของเราที่มุ่งต่อพระเณรมีความจงรักภักดี หรือมีความมุ่งหวังต่อพระเณรนี้มีมากยิ่งกว่าผู้อื่นใด ส่วนโลก ๆ ฆราวาสญาติโยมเขามาเกี่ยวข้องกับเราก็สงเคราะห์กันไปตามกำลัง ไม่ค่อยจะจดจ่อต่อเนื่องด้วยความหวังดีอันแนบสนิทเหมือนพระเราเอง อันนี้มีน้ำหนักมากในหัวใจผม

ด้วยเหตุนี้จึงต้องพยายามตะเกียกตะกายลำบากลำบนก็อบรมสั่งสอน เพราะผู้นี้คือผู้ที่จะเป็นหลักเป็นฐานของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องศาสนา จะทำโลกให้เย็นได้กว้างขวางก็คือพระแต่ละองค์ ๆ นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก แล้วพระนี้อยู่บนเวทีเรื่อย ทั้งเวทีตำหนิเตียนทั้งเวทีชมเชย เก่งทั้งเวทีที่เขาตำหนิเตียนและชมเชยไม่หวาดหวั่น

เราก็ได้บวชมาแล้ว เวลานี้หน้าที่การงานอะไรก็ไม่มี ชีวิตจิตใจมอบกับประชาชนหมดแล้ว เขาก็พร้อมเสมอและพร้อมตลอดมาที่จะบำรุงรักษาเราให้เป็นความสะดวกสบาย ด้วยจตุปัจจัยไทยทานทั้งสี่ทุกอย่าง จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช รวม ๔ อย่างนี้เป็นส่วนใหญ่มารวมอยู่ที่นี้หมด เขาก็พร้อมแล้วทุกอย่าง เราควรจะได้ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติประกอบความพากเพียร ให้เห็นจิตมีความสงบ ให้เห็นจิตดวงดิ้นรนนี้มันสงบตัวลงไป ให้เห็นจิตดวงโง่ ๆ มีความเฉลียวฉลาดแหลมคม มีพลิกมีแพลงเปลี่ยนแปลงด้วยเทคนิคต่าง ๆ โดยอุบายวิธีของตนบ้าง เราอยากพบอยากเห็น ให้เห็นด้วยความพากเพียรของตน เพราะเราสอนสอนเพื่อให้เห็นอย่างนี้

ขอให้ทุกองค์ได้ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติ ให้ดูหัวใจอยู่ตลอดเวลา เผลอไปไหนเกิดประโยชน์อะไร คิดเรื่องโลกเรื่องสงสารเราคิดมามากขนาดไหนเกิดประโยชน์อะไร นอกจากเกิดโทษโดยลำดับ ๆ เท่านั้น เรายังจะพอใจคิดอยู่เหรอ เอามาเทียบเคียงซิถ้าปัญญามี ปัญญาหามาไว้ทำไมต้มแกงกินก็ไม่ได้ ไม่มารักษาตัวจะเอาไว้หาอะไร หลักสำคัญอยู่ที่นี่ เอาให้จริงให้จัง

ขอยุติเพียงแค่นี้


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก