ฝังใจมานาน
วันที่ 26 กันยายน 2522 เวลา 19:00 น. ความยาว 75.29 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๒

ฝังใจมานาน

พระไม่รับมากขนาด ๑๘ องค์ก็เต็มที่แล้ว ปีนี้ถึง ๒๕ องค์ ต้องได้ระมัดระวังเป็นกังวลกับหมู่กับเพื่อนทั้ง ๆ ที่ตั้งใจมาชำระกิเลส แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นการชำระกิเลส มันจะเป็นการฟื้นฟูกิเลส หรือสั่งสมกิเลสส่งเสริมกิเลสขึ้นในวงหมู่คณะก็เป็นได้ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก มันเคยเห็นมานี่นะ ถ้าเห็นกิเลสเป็นภัยแล้วก้าวไปได้อย่างรวดเร็วนะภาวนา แต่นี้ไม่เห็นกิเลสเป็นภัยการภาวนาถึงไม่ก้าว ด้วยเหตุนี้กิเลสมันถึงก้าวออกได้อย่างรวดเร็วเสมอไปยิ่งกว่าธรรม

การปฏิบัติเราเคยดัดสันดานเรามาว่าอย่างนั้นก็ถูก หรือดัดสันดานกิเลสก็ถูก คิดดูนอนแน่วเป็นไข้มาลาเรีย ลุกไม่ขึ้นวันหนึ่งวันนี้ไม่บิณฑบาตไม่กิน คิดดูซิไข้มาลาเรีย เอาหนัก ๆ ๗ วันเต็ม ๆ ผมยังไม่ลืมนะ อย่างหนักตั้งแต่เช้าจนกระทั่งยันค่ำเป็นหลายหนเป็นอย่างนี้ แต่จำได้ว่าถ้ายังฉันอยู่แล้วก็บิณฑบาตได้ เอาเจ้าของนะดัดเจ้าของ เพราะกำลังใจนั่นแหละสำคัญ นี่เห็นหมู่เพื่อนออดแอดอืดอาด โอ๊ย ดูไม่ได้นะ เป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ จะตายแล้วไปไม่ได้ ๆ เป็นไข้หวัดไข้อะไรเท่านั้นก็ไปไม่ได้ บิณฑบาตไม่ได้

นี่ซิเราไม่เคยพูดนะพึ่งจะมาพูดวันนี้ มันฝังใจมานานเพราะรับหมู่เพื่อนมาเป็นเวลานาน เราไม่เคย เพราะจิตมันดิ่ง ๆ อย่างนั้นไม่ได้อ่อนแอตามธาตุขันธ์ นู่นน่ะมันลุกไม่ขึ้น ลุกไม่ขึ้นจริง ๆ เอ้า ไม่ไปวันนี้ไม่ฉันว่างั้นเลย มีวันเดียวมันไปไม่ได้ไม่ฉัน ที่ไปได้ไม่ไปและไม่ฉันมีมากอันนี้ เป็นไข้นี่ที่ไม่ไปไม่ฉัน เช่น อยู่หนองผือหมู่คณะมาก กราบเรียนพ่อแม่ครูจารย์วันนี้กระผมจะไม่บิณฑบาตธาตุรู้สึกไม่ค่อยสะดวก ว่างั้นเลย ท่านไม่ว่าอะไร ไม่ฉัน แล้วไม่ใช่มาเด็ดอยู่สำนักพ่อแม่ครูจารย์นะ มาอยู่ที่นั่นผมไม่ได้เด็ด เพราะหมู่เพื่อนมากผมก็เป็นภาระมากเหมือนกัน

ดูแลพระเณรไม่ใช่ของเล่น ๆ นะ พ่อแม่ครูอาจารย์เป็นผู้ปกครองหมู่เพื่อน แต่เราเพื่อความสะดวกสำหรับท่าน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเข้มงวดกวดขันกับพระกับเณรในวัดนั้น ประหนึ่งว่าเป็นเจ้าอาวาสอยู่ลับ ๆ นะ พระเณรองค์ไหนมีกิริยาอาการท่าทางไม่ดีนี้เรียกมาเลย ไล่เบี้ยกันเข้าเลย บางทีก็ประชุมลับกันเงียบ ๆ หมดทั้งวัด เว้นแต่ผู้ที่อุปถัมภ์อุปัฏฐากท่านไม่ไปโดยเฉพาะเท่านั้น นอกนั้นเรียกประชุมกัน ถ้าเห็นอะไร ๆ ไม่ดีไม่งาม

อย่างนั้นแหละผมเพื่อให้ท่านได้อยู่สะดวกสบาย เพราะเราต่างคนต่างมาเองท่านไม่ได้เชื้อเชิญนิมนต์มาแล้วให้ท่านหนักใจทำไม มาไม่ได้เรื่องได้ราวมาก่อเหตุก่อเรื่องก่อราวขึ้นมาในวัด มาทับถมโจมตีครูบาอาจารย์ ไม่ได้มาส่งเสริม

นี่เข็ดนะเพราะได้ผ่านมานานสังคมของพระ ไม่ว่าทางปริยัติไม่ว่าทางปฏิบัติเราได้ผ่านมาพอ ๆ กัน ทางปริยัติก็เรียนหนังสืออยู่กี่ปี ไม่ว่าวัดราษฎร์วัดหลวงเข้าทั้งนั้น สมาคมหมด นอกจากเรียนแล้วก็ยังต้องได้สมาคม สมาคมกับพระผู้ใหญ่ผู้น้อยวัดใหญ่วัดน้อยวัดอะไรสมาคมไปหมด มันก็รู้เรื่องซิ ทางกรรมฐานก็เกี่ยวข้องกันมาเรื่อยตั้งแต่ออกปฏิบัติจนกระทั่งป่านนี้ ทำไมจะไม่รู้เรื่องกรรมฐาน อยู่กับหมู่กับคณะกับครูบาอาจารย์ก็เคยอยู่ หมู่เพื่อนมาอยู่ด้วยกันเป็นยังไงก็เคยรู้เคยเห็นกันมาแล้ว เราก็หนักใจไม่ใช่น้อย ๆ แต่ก็ทนเอา

ดูอาการของพ่อแม่ครูบาอาจารย์เวลาเราจะไปไหน รู้สึกว่าอาการของท่าน แต่ท่านก็ไม่ห้ามจริง ๆ แต่อาการของท่านเราทราบว่าท่านไม่อยากให้เราไป ท่านคงเห็นโทษอันหนึ่งนั่นแหละ เวลาเราไปนั้นพระเณรเป็นยังไง ๆ ท่านต้องทราบอย่างแน่นอน เวลาเรามาพระเณรเป็นยังไง เราดูอาการท่านเราก็ทราบ เราไปไม่กี่วัน เอ๊ ท่านมหาไม่เห็นเอาธรรมะมาพูดมาคุยกันนา จากนั้นก็ใส่ปัญหาละหรือไปหาซดซ้ายซดขวาอยู่ที่ไหนนา นั่นท่านใส่ปัญหา พระองค์เก่ง ๆ มันมีนะมันแอบ ๆ ซดช้อน ทั้ง ๆ ที่ท่านเทศน์ป้าง ๆ อยู่

อันนี้ไม่มีในคัมภีร์ แต่คัมภีร์ออกมาจากไหนถ้าไม่ออกมาจากใจ ท่านอาจารย์มั่นเป็นพระประเภทใดที่จะไม่เชื่อไม่ไว้ใจท่าน นี่เราลงตรงนี้ ท่านพูดโต้ง ๆ ผมไม่ทราบเป็นยังไงพูดอย่างเด็ดนะ นี่เป็นอาการที่สอนหมู่เพื่อนเหมือนกัน ตักช้อนขึ้นมาจะซดในบาตรนี้มันเป็นยังไง มันขวางขึ้นมาทันที ว่าอย่างงี้เลย พูดอย่างเด็ด เพราะฉะนั้นจึงไม่ซด มันขวางท่านว่าอย่างนั้น

ฉันในบาตรฉันเพื่อความเห็นภัยอะไรยังจะเอาช้อนไปขวางเข้าอีก มันก็ขวางความเห็นภัยละซิ ส่งเสริมวัฏจักรละซิ ส่งเสริมตัวกิเลสให้มันมีรสเอร็ดอร่อยอะไรต่ออะไร ผสมลงไปนั่นแล้วเพื่อจะได้เห็นโทษของเรื่องกิเลส ยังเอาช้อนไปตักซดเพื่อความเอร็ดอร่อยอีกมันอะไร มันปฏิบัติเพื่อลิ้นไม่ได้ปฏิบัติเพื่อธรรม ท่านพูดเด็ด ๆ เราจำไม่ลืม เวลาท่านพูดอย่างนั้นท่านก็ทราบ เราเคยฉันช้อนที่ไหน ตั้งแต่ได้ยินนั้นแล้วเราไม่เคย เพราะได้ยินตั้งแต่ไปแรก ๆ อยู่แล้ว เราฟังจริง ๆ ไม่ได้ฟังเล่น ๆ

เราลงจริง ๆ ลงท่านอาจารย์มั่นไม่มีอะไรเหลือเลย ลงอย่างเต็มที่เต็มฐาน ลงด้วยเหตุด้วยผลด้วยอรรถด้วยธรรมของท่าน ท่านเต็มไปด้วยเหตุผลทุกสิ่งทุกอย่างหาที่ค้านไม่ได้ ลง-ลงจริง ๆ เรา ถ้าไม่ลงหากไม่ลง ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าลงต้องลงด้วยเหตุผล อย่างอื่นจะมาบังคับเราให้ลงนี้ลงไม่ได้สำหรับผมเอง ใครจะอวดอำนาจวาสนามาจากไหนมาบังคับเราให้ลงก็เถอะ สามโลกธาตุนี้เป็นไม่ลง ถ้าเหตุผลอย่างเดียวเท่านั้น สมมุติว่ามากั้นไว้ขนาดเส้นผมเส้นหนึ่งเท่านี้ผมจะไม่ผ่าน ผมจะไม่ข้ามไม่ลอดไม่ฝืน ยอมทันที นั่นเราอยู่ในเหตุผลอันนั้นเราเคารพ

นี่สอนหมู่เพื่อนมาก็หลายปีทั้งใหม่ทั้งเก่ามาอยู่คละเคล้าสับปนกันไป นิสัยใจคอหยาบละเอียดมีต่างกันคนเรา ส่วนมากเอานิสัยเดิมมาใช้ นิสัยเคยเป็นยังไง ๆ มักจะอันนั้นละออกมาก่อน เหมือนกับวัวตัวอยู่ปากคอกนั่นแหละ นิสัยนั้นเป็นเหมือนวัวอยู่ปากคอก พอเปิดประตูปั๊บมันปั๊บออกก่อนแล้ว พอมีเรื่องอะไรมาสัมผัสปั๊บเหมือนกับเปิดประตูให้กิเลสประเภทฝังนิสัยนั้นออกทันที ๆ มองไม่ทัน นี่อันหนึ่งผมวิตกวิจารณ์มากที่เกี่ยวกับหมู่คณะ

นอกจากจะสั่งสอนหมู่เพื่อนให้ชำระจิตใจของตนให้มีความสงบผ่องใสไปโดยลำดับ ๆ แล้ว ยังต้องได้ระวังเรื่องเกี่ยวกับการอยู่ด้วยกัน โดยที่ต่างองค์ต่างมาต่างองค์ต่างอยู่ในที่ต่าง ๆ และจริตนิสัยต่าง ๆ กันมา กลัวจะเอานิสัยเดิมซึ่งใช้ไม่ได้นั้นละเข้ามาอวดในสนามรบกับกิเลส จะมาอวดฉลาดตัวเองขึ้นในที่นี่ ขึ้นในวงหมู่คณะซึ่งเป็นการอวดความโง่อย่างไม่ลืม ให้อภัยกันไม่ได้ไม่ลืมเลย นี่สำคัญ อันนี้เป็นของที่หยาบมากอย่าได้แสดงเป็นอันขาด ตั้งแต่มันมีอยู่มากน้อยเพียงไรยังตั้งใจจะฆ่าจะชำระมัน แล้วอะไรจะเสริมมันให้มีกำลังวังชาขึ้นมากระทบกระเทือนหมู่เพื่อนนี้เรียกว่าเลวที่สุด

หากว่ามีเรื่องใดเกิดขึ้นมาแล้วผมไม่ได้เหมือนพระทั้งหลาย ผมเรียนตรง ๆ บอกตรง ๆ ผมไม่มีอำนาจวาสนามีความรู้ความฉลาดที่จะไกล่เกลี่ยอย่างนั้นอย่างนี้ นอกจากต้องออกไปเท่านั้น อยู่ไม่ได้ สถานที่นี่ไม่ใช่โรงเลี้ยงหมาให้กัดกัน นี่เลี้ยงพระ พระเป็นผู้ประเภทใดจึงเรียกว่าพระ เลี้ยงพระต่างหากไม่ใช่เลี้ยงหมาให้กัดกัน เพราะฉะนั้นใครจึงให้ระมัดระวังเรื่องอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่หยาบโลนที่สุดในวงปฏิบัติ ผู้ที่จะฆ่ากิเลสจะกลับมาแหลมเขี้ยวแหลมฟันกัดกัน กลายเป็นเรื่องเรียนวิชาสุนัขไป

ดูหัวใจเจ้าของมันกระเพื่อมออกมาตรงนั้นแหละก่อนเพื่อน จะมาสัมผัสตาก็ดี หูก็ดี นี่สำคัญ สองอันนี้สำคัญ เมื่อสัมผัสเข้ามาแล้วไอ้ที่มันอยู่ปากคอกมันก็โผล่ออกมาทันที สติจะไม่ทัน ถ้ามีสติอยู่นั้นแล้วทัน หนีสติไปไม่พ้น สิ่งนี้เป็นสิ่งหยาบ ๆ ที่ออกมาแสดงต่อกัน จึงไม่ควรให้มันแสดงได้เพราะสติมีอยู่ นอกจากมันละเอียดกว่านั้นที่แสดงอยู่โดยลำพังของตัวเอง ทันบ้างไม่ทันบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่จะมาแสดงกับหมู่เพื่อน มาขายจ่ายตลาดต่อหมู่เพื่อนไอ้ของเลวทรามอันนั้นน่ะ มันทันทั้งนั้นแหละ นอกจากจะเปิดคอกหรือรื้อรั้วทิ้งออกหมด ให้มันออกได้อย่างสะดวกสบายของมันเท่านั้น

ใครอย่าอวดฉลาดด้วยกิเลสไม่ใช่ของดี นั้นละคือความอวดโง่ของตัวเอง ถ้าเป็นธรรมแล้วไม่อวดฉลาดแต่นิ่มนวลไปหมด น่าดู ธรรมเป็นอย่างนั้น เหมือนมีดคมในฝักเวลาต้องการจะใช้ถอดออกมา ฟันลงไปแทงลงไป จะใช้ประโยชน์อะไรใช้ตามต้องการ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเก็บปั๊บเข้าฝักเรียบร้อยไว้ในสถานที่อันดีงาม ไม่ทิ้งเกลื่อนกลาด นั่นเป็นอย่างนั้นผู้ปฏิบัติ

นี่เรามีเจตนาอย่างยิ่งต่อหมู่เพื่อนที่มาอยู่ด้วย ไม่อยากรับมากเท่าไรก็จำได้รับ ก็เพราะเห็นใจหมู่เพื่อนที่มาศึกษา โดยที่เราคำนึงถึงเรื่องของเราก่อนอื่น เราเคยเป็นผู้น้อยที่วิ่งหาครูบาอาจารย์ องค์ไหนที่ควรจะเป็นที่พึ่งที่อาศัยเป็นที่ไว้วางใจได้รับความร่มเย็นเป็นสุข และแน่นอนในการชี้บอกแนวทางทั้งภายในภายนอกได้โดยละเอียดทั่วถึง เราพอใจเราหิวกระหายอยากพบ อยากอยู่กับครูบาอาจารย์องค์นั้น ยกตัวอย่างเช่นไปหาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ไปหิวกระหาย อยากไปอยากพบอยากเห็นอยากอยู่กับท่าน กลัวท่านจะไม่รับก็ยิ่งกว่ากลัวอะไรเสียอีก

ในเบื้องต้นที่จะทำให้จิตใจมันขึ้นอย่างคึกคัก ก็เราได้ยินจากพระองค์หนึ่งจำชื่อไม่ลืมจนกระทั่งป่านนี้ ชื่อพระสีนวล พระองค์นั้นมาจากบ้านนามน ปีพ.ศ. ๒๔๘๔ มาพักอยู่วัดทุ่งสว่าง หนองคาย พอดีเราไปพักอยู่ที่นั่นกับท่านอาจารย์กู่ พระองค์นั้นก็มา บอกว่ามาจากสกลนคร มาจากสำนักท่านอาจารย์มั่น เราก็ยิ่งกระหายด้วยแล้วเรื่องของวัด เรื่องของท่านอาจารย์มั่น เราก็ต้องถามทันที แล้วเป็นยังไง มีพระเณรอยู่กับท่านมากไหม โอ๊ย ท่านไม่รับพระเณรมากแหละ อย่างมากไม่เลย ๑๑ - ๑๒ องค์ นี่นับว่าท่านรับมากนะ นี่ก็มี ๑๑ องค์ว่างั้น

ท่านเด็ดเดี่ยวมากใครผิดอะไร ๆ ไม่ได้ ท่านไล่หนีจากวัดเลย เพียงเท่านี้แหละเราขึ้นถึงใจเลย นี่แหละอาจารย์ของเรา นั่น แทนที่จะกลัวนะ เราต้องการอย่างนี้เราก็คนคนหนึ่ง ทำไมจะต้องทำตัวให้ท่านถึงขนาดท่านไล่หนีจากวัด เราตั้งใจไปหาท่านเพื่ออรรถเพื่อธรรม เราต้องการครูบาอาจารย์เด็ด ๆ อย่างนี้แหละ เหมาะแล้วกับเราที่เป็นคนหยาบช้าลามก มันยิ่งกระหยิ่มทันที อยากจะไปเดี๋ยวนั้นเลยแต่ก็ยังไปไม่ได้ เพราะตอนนั้นกำลังปวดเอวอยู่ปวดเอวมาก ประคบยายุ่งเลยเอวกำเริบ ไปก็อย่างนั้นจริง ๆ เราก็ถึงใจทันที ต้องอย่างนี้ว่างั้นเลย

ความกระหายอยากได้อยู่กับท่าน จะได้อยู่หรือไม่นา ท่านจะรับเราหรือไม่ ที่พักที่อยู่จะพอมีหรือไม่ โอ๋ย เป็นกังวลมากทีเดียว เหมือนกับน้อยเนื้อต่ำใจไว้ก่อนแล้วกลัวจะไม่ได้อยู่ ไปก็เผอิญ อย่างเมื่อวานนี้พระท่านเนตรนั่นแหละออกไปเมื่อวานนี้ วันนี้เราเข้าพอดี กุฏิหลังนั้นว่าง ท่านเลยให้เราอยู่หลังนั้น อู๊ย เหมาะสมเหลือเกินท่านมหามา ท่านเนตรเพิ่งไปบ้านนามนเมื่อวานนี้เอง

ตอนนั้นท่านอยู่บ้านโคก มาสร้างวัดใหม่ เราเลยอยู่กับท่าน ดูข้อวัตรปฏิบัติอะไร ๆ หาที่ต้องติไม่ได้ พูดอะไรออกมานี้เป็นเหตุเป็นผลเป็นอรรถเป็นธรรม เด็ดเดี่ยวอาจหาญ พูดไม่มีสะทกสะท้าน ไม่ได้คิดเกรงอกเกรงใจผู้ใดยิ่งกว่าความถูกต้องดีงามอันเป็นหลักธรรมซึ่งเป็นเครื่องดำเนิน เรายอมรับทันที ๆ ๆ ลงใจ พอท่านรับเท่านั้นเราดีใจจนบอกอะไรพูดอะไรไม่ถูก ความดีใจว่าท่านเมตตารับเอาไว้

เราเห็นเหตุการณ์อย่างนี้เองเกี่ยวกับหัวใจของเรา นำมาเทียบกับหัวใจหมู่เพื่อนที่เสาะแสวงหาครูหาอาจารย์ เราถึงได้รับหมู่เพื่อน ถึงจะมากเลยกำลังนิสัยวาสนาของเราเราก็ยังยอมรับยังฝืน เอ้า พูดง่าย ๆ หนักก็ยังพยายามแบก-แบกภาระในการดูแลอบรมสั่งสอนหมู่เพื่อนเราก็ยอมรับ เพราะฉะนั้นจงให้เห็นใจที่มีเจตนาต่อหมู่เพื่อนมากขนาดไหน เราไม่เคยห่วงใยกับผู้หนึ่งผู้ใดเลยในฝ่ายฆราวาสยิ่งกว่าพระ

ใครจะมาเกี่ยวข้องกับเรามากน้อยเพียงใดเราไม่เห็นเป็นกังวลอะไรกับใครเลย จะมามากน้อยควรจะต้อนรับกันขนาดไหนก็ต้อนรับไปตามความเหมาะสมของพระกับฆราวาสเท่านั้น เราไม่มีความปักใจไม่มีความมุ่งมั่น เหมือนกับการปักใจกับพระด้วยความมุ่งมั่นต่อการอบรมสั่งสอน ที่จะให้พระทั้งหลายซึ่งอยู่ในวัดของเรา ที่เป็นพระของเรานี้ดีมีกำลังทางด้านจิตใจขึ้นไปเป็นลำดับ เรามีความมุ่งมั่นมากกับหมู่เพื่อน เพราะฉะนั้นถ้าหากเรื่องใดไม่ดีเป็นการกระทบกระเทือนหรือทะเลาะกันเกิดขึ้น จะเป็นการทำลายจิตใจของเราในจุดนี้อย่างมากมายทีเดียว เหมือนกับว่าผิดหวัง

อย่างน้อยก็ให้มีความสงบในวงคณะ มากกว่านั้นขอให้ได้หลักจิตใจไปประพฤติปฏิบัติ ตลอดถึงข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ นำไปใช้ไปปฏิบัติตนเอง เพราะเราสอนเราเรียนตรง ๆ เราไม่ได้คุยได้อวด เราแนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อนเราสั่งสอนด้วยความแน่ใจจริง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งทางด้านจิตตภาวนา ซึ่งเป็นธรรมที่เราได้เคยผ่านมาเต็มสติกำลังของเราแล้วทุกแง่ทุกมุม ไม่ว่าสมาธิหรือสมาธิประเภทใด เราเคยได้ปฏิบัติมาอย่างโชกโชนแล้ว เราไม่คุยเราพูดตามความจริงที่เป็นความหนักแน่น ที่เป็นความถนัดชัดเจนอยู่ภายในจิตใจของเรา ทั้งด้านเหตุคือการปฏิบัติมา และผลที่ปรากฏขึ้นในจิตใจของเรามากน้อยในหลักของสมาธิขั้นนั้น ๆ ตลอดถึงปัญญาเป็นลำดับลำดาไป

ตั้งแต่ขั้นเริ่มแรกของปัญญา จนกระทั่งถึงปัญญาอันสุดกำลังความสามารถของเรา ตลอดถึงผลที่ได้ปรากฏขึ้นมาอย่างไรจากสมาธิเป็นขั้น ๆ จากปัญญาเป็นตอน ๆ ขึ้นไปจนกระทั่งถึงวาระสุดความสามารถของเรา เราก็ได้แสดงทั้งเหตุแห่งสมาธิปัญญาเหล่านี้ และผลที่ตนเคยได้รับมากน้อยอย่างไรต่อหมู่เพื่อนทั้งนั้นไม่เคยปิดบังลี้ลับ

เราไม่สงสัยในวิธีการสั่งสอนหมู่เพื่อน ว่าเห็นจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ในอุบายวิธีที่เรานำมาสอนนี้ เราสอนด้วยความแน่ใจจริง ๆ ส่วนใดที่ว่าอย่าให้อย่า เช่นอย่างพระที่ไปนี้เราก็ยังไม่แน่ใจ เรามีความรู้สึกอยู่ในแง่หนึ่งที่เธอพูดถึงเรื่องภาวนาวันนั้น ถามเรา-เราก็อธิบายให้ฟังย่อ ๆ จิตมันพุ่ง ๆ เป็นยังไงมาก็ดังที่เล่าให้ฟังวันนี้ เราบอกให้ย้อนกลับมานะอย่าออกเป็นอันขาดนะเราว่า ให้เข้ามาสู่จุดแห่งความรู้ อาการทั้งหลายเหล่านั้นจะหายไป สิ่งเหล่านี้ผมเคยเป็นแล้ว แล้ววันหลังมานี้ผมยังมาเทศน์ถึงเรื่องจิตที่มันพุ่ง ๆ ขึ้นไป ความสว่างพุ่งขึ้น นู่นจรดเมฆ จิตมันเกิดความติดเกิดความพัวพันชอบใจ เป็นลักษณะอ้อยอิ่งคล้อยตาม ๆ เราเห็นท่าไม่ดีรีบถอยจิตย้อนเข้ามา ๆ จนกระทั่งเข้าสู่ความสงบตามปกติ เพราะจิตถอยตัวเข้ามาสู่จุดผู้รู้ เข้ามาสู่ตัวเอง อาการทั้งหลายเหล่านั้นก็เข้ามาด้วยหมดปัญหาไปในเวลานั้น และทำให้ทราบเรื่องทันที นอกจากนั้นยังทำให้เข้าใจได้หลายด้านหลายทางเกี่ยวกับเรื่องสมาธิ จึงได้สอนพระองค์นั้น

นี่เข้าใจว่าอาจจะมีเงื่อนอะไรอยู่บ้างเช้านี้ถึงได้ไปอย่างนั้น นี่ละเงื่อนเหล่านี้ละที่ภาวนานี่สาเหตุ เพียงแต่คิดถึงแม่เฉย ๆ หรือเพียงป่วยเฉย ๆ ไม่น่าจะเป็นไปได้ พระมีอายุขนาดนี้แล้วเป็นพระผู้ใหญ่แล้วคิดถึงแม่ มองดูตาวันนั้นผมก็เห็นได้ชัด ตาแหลมคมมาก ถ้าเป็นสุนัข-สุนัขบ้า คือสุนัขบ้าตาแหลมคมนะ คนที่เป็นอย่างนั้นก็เหมือนกันตาแหลมคม ผมดูวันนั้น เอ้อ นี่ไม่เข้าท่าแล้ว นั่งวันนั้นกับผมเหมือนกันยกคัมภีร์มาสู้ผม ผมขำจะตายอดหัวเราะอยู่ภายในใจนี่ท่าจะไม่เข้าเรื่องแล้ว ความเจ็บไข้ได้ป่วยที่ไหนมันก็มี แล้วที่ไหนที่จะมีความสะดวกสบายยิ่งกว่าวัดป่าบ้านตาด รถราอะไร ๆ ก็มี หมอก็มีแต่ลูกศิษย์ลูกหาไปที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น

ที่ไหนจะสะดวกยิ่งกว่าวัดป่าบ้านตาด ไม่สบายเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บตรงไหนก็ไปได้นี่นะ รถก็ไม่ยาก หมอก็ไม่ยากถ้าว่าเป็นพระวัดป่าบ้านตาดแล้วสะดวกสบายไปหมดทำไมต้องยุ่งไปถึงบ้านถึงเมือง แกก็หาอุบายพูดอย่างดื้อ ๆ ของแกไป แล้วไปในพรรษาจะไปอะไร ซึ่งไม่ใช่เป็นเหตุสุดวิสัยพอที่จะต้องไป แกก็ยกคัมภีร์ขึ้น ในวินัยมีอยู่นี่ แกก็ว่างั้น พอยกปั๊บผมก็เข้าใจทันทีเพราะผมดูตาอยู่แล้วนี่ พอเห็นกิริยาแสดงออกมาประกอบกับเรื่องสายตานั้น แย็บออกมาก็เข้ากันได้ทันทีผมก็เลยหยุดไม่พูดอะไรต่อไป ไม่ได้เรื่องแล้วนี่

เพราะฉะนั้นเวลาจะลงไปถึงได้กระซิบพระ ระวังนะพระองค์นี้จะเริ่มเป็นบ้านะ แล้วไม่นานก็เตรียมบริขารแล้วก็สะพายบาตรออกมา มาเจอผมที่นั่นผมก็ว่าให้อีก ว่าก็หน้าตาเฉย มองดูผมไม่กะพริบตาเลย ท่านหาได้รู้ไม่ว่าผมดูกิริยาอาการของท่านเป็นยังไง ๆ บ้าง ผมก็เลยผ่านไปร้าน.พระก็ไปตามผมมา โอ๊ย ผมพูดหมดแล้วละ จะพูดอะไรก็พูดกันเถอะ ผมว่าให้แกแล้วก็ไม่ทราบแกจะไปหรือไม่ไปแหละ ผมก็เดินผ่านไปโน้น ก็ไปจริง ๆ ผมคิดว่ามันมีส่วนตรงนั้นเกี่ยวกับภาวนา

นี่ละการรับหมู่เพื่อนไว้เราสอนจริง ๆ เรารับเป็นภาระของเราจริง ๆ สมกับ โอปายิกํ ปฏิรูปํ ปาสาทิเกน สมฺปาเทหิ เราไม่สักแต่ว่า เราจริงตามหลักธรรมหลักวินัยทุกอย่าง ไม่ว่าจะโดยลำพังตัวเอง ไม่ว่าเกี่ยวกับหมู่กับคณะเราไม่เคยเหลาะแหละ การสอนหมู่เพื่อนก็สอนเพื่อเหตุเพื่อผลเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อให้เป็นหลักใจจริง ๆ ขอให้มีใจมั่นคงต่อหลักธรรมหลักวินัยเถอะ อย่าไปมั่นคงต่อกิเลสซึ่งเป็นสิ่งทำลายตัวเองและผู้เกี่ยวข้องมากน้อย อันนั้นเป็นความเสียหายมาก อย่าริอย่าอุตรินำมาจ่ายตลาดนะ

วิธีการปฏิบัติ สมาธิก็เคยได้พูดแล้วไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ดูเหมือนไม่เคยเว้นเรื่องอุบายนี่ ความสงบของจิตนี่ก็เคยได้พูดอยู่แล้ว ทำยังไงจิตจึงจะสงบ ถ้ามันสงบด้วยคำบริกรรมไม่ได้ก็ให้มันท่องเที่ยวอยู่ในสกลกาย ท่องเที่ยวไปตรงไหนให้มีความจดจ่อต่อเนื่องกันไปด้วยเจตนา ถ้าเจตนามีไปโดยลำดับสติก็มีไปตามนั้น สตินั่นแหละเป็นตัวเจตนาสำคัญมากนะ เป็นตัวเสริมเจตนาความระลึกรู้อยู่เมื่อจิตพิจารณาไปที่ตรงไหน ๆ หรือควรจะค้นคว้าอาการต่าง ๆ ภายในร่างกายเพื่อความสงบจิตด้วยปัญญาก็ได้

ถ้าบังคับด้วยสมถะคือการอบรมตัวเองด้วยคำบริกรรมมันไม่สงบ ก็ต้องหาอุบายพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงด้วยปัญญาจนมันสงบได้ อุบายวิธีก็อย่างนั้น ถ้านั่งมากมันไม่สงบ เอ้า เดิน ฟาดมันทั้งวันเป็นไร

นี่เราพยายามให้หมู่เพื่อนได้รับความสะดวกสบาย เพื่อจะบำเพ็ญภาวนา สิ่งเหล่านี้เราเทียบในหัวใจเราแล้ว นอกจากเทียบตามหลักธรรมหลักวินัยแล้วยังเทียบในหัวใจเราอีก เราทำจริง ๆ ภาวนา ตั้งแต่เริ่มภาวนามาเราไม่เคยมีการก่อสร้างอะไรทั้งนั้น ไม่เกี่ยวไม่เกาะเลย มีแต่สร้างหัวใจอย่างเดียว เพราะฉะนั้นการก่อการสร้างนี้เราจึงถือว่าเป็นข้าศึกต่อจิตตภาวนาเป็นอย่างยิ่ง สำหรับโลกเขามันเป็นมงคลแต่สำหรับพระนั้นน่ะเป็นอัปมงคลเกี่ยวกับการก่อสร้าง พระผู้ปฏิบัติ เราจึงต้องระมัดระวังเสมอ ทำงานนั้นทำงานนี้ทำมาก ๆ เข้าไปจิตมันฟุ้งซ่านออกข้างนอก บังคับมันอยู่ภายใน การทำก็มีเป็นธรรมดาแต่อยู่ในความระมัดระวัง แต่อยู่ในขอบเขตแห่งเหตุผลอรรถธรรมไม่ให้เลยขอบเขตจนเขาเรียกลามปามลามเปิมไปนั่น

งานอะไรก็ไม่ให้มาเกี่ยว ใครจะมานิมนต์พระวัดนี้ให้ไปฉันที่ไหน ๆ ผมรักษาไว้หมดจะให้ผมทำยังไงอีก เพื่อความสะดวกต่อการภาวนาของหมู่เพื่อนผมได้ทำเต็มตามความสามารถอยู่แล้ว ทำไมจิตใจจึงสงบไม่ได้ มันไม่จริงไม่จังหรือเป็นยังไง ถ้าไม่จริงทำสักเท่าไรมันก็ไม่ได้เรื่องแหละ ต้องเข้มแข็งซิ นี่ก็เคยพูดเรื่องปฏิปทาของตัวเองให้หมู่เพื่อนฟัง เพื่อให้เป็นคติไม่ได้พูดเพื่ออวด มันไม่มีความรู้สึกนะเรื่องอวด ๆ นี่ อวดไปหาอะไร ไม่ใช่ของจริงมาอวดทำไม เอาของจริงมาพูด ธรรมเป็นของจริง

อย่างได้เคยพูดแล้วและพูดอยู่เรื่อย ๆ ว่างานใดก็ตามที่เราเคยผ่านมาในชีวิตของเรานี้ตั้งแต่เป็นฆราวาสมาจนกระทั่งถึงบวช จะหนักหนาขนาดไหนเราไม่เคยเห็นงานเหล่านั้นหนักหนายิ่งกว่างานจิตตภาวนาเลย แม้เรียนหนังสือจนกระทั่งสมองทื่อหมดด้วยอำนาจแห่งการบังคับ หรือความอยากได้มันบังคับให้เรียน เรียนเสียจนไม่หลับไม่นอนตลอดรุ่ง ๆ ก็เคยเรียน ความจดจำในสมองนี่เลยไม่มี เลอะเทอะไปหมด บังคับให้จดจำ เลยจดจำอะไรไม่ได้ขนาดนั้นก็มี เพราะอำนาจของจิตบังคับมันไม่ให้หลับให้นอนให้พักผ่อน นี่เราก็ว่ายากเพราะความจดจำ แต่ยังไม่เท่าเสี้ยวหนึ่งของภาวนา

เวลามาภาวนานี้ โห เอาจริงเอาจัง บังคับจิตนี่ซิเป็นสำคัญ มันคิดไปในแง่ใด ๆ นี่ก็เคยพูดให้หมู่เพื่อนฟังบ้างแล้ว เวลาจะมาเข้าด้ายเข้าเข็มคือการภาวนานี้ เราเริ่มภาวนาจะเอาจริงเอาจังเอามรรคเอาผลจริง ๆ แล้วจิตมันประหวัด ๆ แย็บ ๆ ไปหาตามเรื่องราคะตัณหาจนเจ้าของก็เอะใจ เอ๊ะ ทำไมมันเป็นอย่างนี้ เรียนหนังสืออยู่ก็เฉย ๆ ไม่เห็นมีเกี่ยวข้องอะไรกับผู้หญิง บทเวลาจะมาภาวนาเอาจริงเอาจังแล้ว มันทำไมได้ยินเสียงผู้หญิงพูดอะไรนี้มันยิบ ๆ แย็บ ๆ ข้างใน แต่ไม่ถึงกับแสดงออกมาทางอวัยวะหรืออะไรนะ มันหากมีให้รู้ยิบ ๆ แย็บ ๆ อยู่ภายในจิต

เอ๊ะ มันยังไงมันทำไมจึงเป็นอย่างนี้ จึงขยับเข้าไปเรื่อย สติปัญญาขยับเข้าไปเรื่อย ความจริงก็คือมันมีสติ เวลาเราฝึกฝนเข้าไปจริง ๆ แล้วสติมันทันกัน มันแย็บอะไรมันก็รู้ ๆ เราหากไม่เข้าใจตอนนั้น เวลาผ่านไปแล้วเราถึงรู้ อ๋อ มันเป็นอย่างนั้นเพราะมันมีสติอย่างนั้น ๆ แน่ะ มันเข้าใจ จนกระทั่งจิตเข้าสู่สมาธิมีความสงบเย็นแล้วเรื่องเหล่านี้มันก็หายของมันไป ก่อนที่เรียนหนังสือมันก็เหมือนกับหลังหมีนี่จะว่าไง จิตมันเหมือนหลังหมี หลังหมีมันเป็นยังไงมันดำหรือมันขาว เราไม่ได้พูดหมีขาวนะเราพูดหมีดำต่างหาก ดำไปหมดมันจะได้เรื่องได้ราวอะไร ไปคลุกเคล้ากับอะไรมามันก็ไม่รู้เพราะมันดำอยู่แล้ว

ทีนี้เวลาออกมาปฏิบัติ เราชำระสะสางระมัดระวังตัวเอง เรื่องเสียงเช่น อิตฺถี สทฺโท เป็นต้น มันแย็บเข้ากระเทือนจิตได้รวดเร็วจึงทำให้เราเอะใจ ๆ อยู่เรื่อย เอ๊ะ ทำไมชอบกล ๆ พอจิตก้าวเข้าสู่ความสงบได้เรื่องเหล่านี้มันก็หมดปัญหาไป ๆ นี่ก็ไม่ใช่เล่นเรื่องจะทำให้จิตสงบนี่ก็ดี บังคับบัญชาจิตใจอยู่งั้น ยืนก็ดี เดินก็ดี นั่งก็ดี นอนก็ดี ประการหนึ่งก็คือหลักนิสัยสำคัญ นิสัยเราทำมันจริงจัง ทำอะไรทำจริง ๆ อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ถ้าทำต้องทำซิเอาจนมันอยู่ สงบได้ เวลาออกปฏิบัติทางด้านปัญญามันก็เป็นอย่างนั้นอีกเหมือนกันมันก็จริงเหมือนกัน มันเป็นเรื่องยากทั้งนั้นแหละ

เรื่องสมาธินี่กว่าจะตั้งหลักตั้งฐานได้เป็นที่แน่ใจก็แทบเป็นแทบตาย ยากก็ช่างมันเป็นไร เรารู้อยู่แล้วว่างานนี้เป็นงานที่จะถอดถอนกิเลสตัวเหนียวแน่นที่สุดไม่มีอะไรเกินหน้ากิเลสไปได้ ประเภทใดก็ตามเหนียวแน่นทั้งนั้น ฆ่าตายยาก ถอนยากคือถอนกิเลส ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดเป็นเหมือนกันหมด เป็นตัวเหนียวแน่นแก่นกิเลสจริง ๆ ด้วยกันทั้งนั้น จึงต้องได้ใช้ความเพียรอย่างเหนียวแน่นแก่นธรรมเหมือนกันไม่อย่างนั้นไม่ถึงกัน ต้องเอาให้จริงให้จัง แล้วมันก็ทันกัน จิตก็หมอบ ทำไมจึงหมอบ ก็คือกิเลสนั่นแหละหมอบไม่ใช่จิตหมอบ เราหากพูดติดปากเราว่าจิตหมอบ คือจิตได้รับความสงบเนื่องจากกิเลสมันหมอบลงไป มันไม่พาจิตฮึกเหิมหรือคึกคะนอง เราก็ได้รับความสบาย

สบายเพียงเท่านี้ยังไม่แล้ว เอาจนกระทั่งถึงได้หลักได้เกณฑ์แห่งความสบาย แน่ใจว่าไม่เสื่อมโน่นมันถึงชัดลงไป เอ้อ ต้องอย่างนี้ซิ มันทำไมจะไม่รู้ สนฺทิฏฺฐิโก พระพุทธเจ้าไม่ทรงผูกขาดสำหรับผู้ปฏิบัติที่ควรจะรู้จะเห็นได้ในธรรมแง่ใด ต้องรู้ต้องเห็นขึ้นมาด้วยตัวเอง ที่เรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก จะรู้เองเห็นเองด้วยการปฏิบัติของตนเอง เลยจากนั้นไปก็ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ เท่านั้นละซิ สนฺทิฏฺฐิโก นี้พูดเป็นธรรมกลาง ๆ ได้ทั้งธรรมขั้นต่ำขั้นสูง เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ นี้มักจะพูดธรรมขั้นสูงขึ้นไป ธรรมขั้นต่ำอย่างพวกเราไม่อาจเอื้อม เพราะ วิญฺญูหิ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ผู้รู้นี่เป็นภูมิสูง รู้จำเพาะตน

เมื่อเราทราบว่ากิเลสเป็นของเหนียวแน่น แล้วความเพียรของเราจะไม่เหนียวแน่นให้ทันกันจะได้เหรอ ฟังแต่ว่าให้ทันกัน ถ้าไม่ทันก็ไม่เจอกันไม่ได้ต่อสู้กัน ไม่เห็นแพ้เห็นชนะซึ่งกันและกัน จึงต้องต่อสู้ เอาให้จริงให้จัง จิตไม่สงบหาความสบายไม่ได้ไม่ว่าเพศใดแหละ ถ้าเป็นกรรมฐานก็เป็นแต่ชื่อเฉย ๆ หาความสงบไม่ได้ เพราะจิตไม่เป็นกรรมฐานนี่มันเป็นกรรมถอนว่าไง มันท้อมันถอยมันถอนตัวออกจากความพากความเพียรถอนตัวออกจากอรรถจากธรรม จากศีล จากสมาธิ จากปัญญา

ในขณะที่มันถอนตัวออกนั้นมันก็เข้ากับฝ่ายกิเลสเสีย เป็นบริษัทบริวารของกิเลส กิเลสเหยียบย่ำทำลายแหลกไปเสีย แน่ะ จะว่าไง พลิกให้มันหลายสันหลายคมซิ สติปัญญามีอยู่พลิกไปไหนก็ได้เป็นธรรมหมด ถ้าเป็นฝ่ายแก้กิเลสแล้วเป็นธรรมทั้งนั้น เอาให้จริงให้จัง

จิตสงบแล้วสบาย เพียงขั้นสมาธิขั้นสงบเท่านี้ก็สบาย ไม่กังวลวุ่นวายกับรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสต่าง ๆ ยิ่งเราได้ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาสิ่งเหล่านี้อีกด้วยแล้ว มันก็ยิ่งปล่อยวางเข้ามาด้วยความเห็นโทษ นั่นชื่อว่าปล่อยวางเข้ามาด้วยปัญญา และเห็นชัดเจนกันไปก็ตัดกันขาดเป็นตอน ๆ ไปโดยลำดับ ๆ ตัดกิเลสก็ตัดที่ตรงนี้

รูปก็ไปจากจิตนี้แหละ ตาเป็นประสาทอันหนึ่งที่รับในรูปเห็นรูป หูเป็นประสาทอันหนึ่งเป็นทางเดินของจิตแล้วก็เข้ามาสู่จิต ดีชั่วรักชังเกลียดโกรธอะไรก็เข้ามาที่นี่ ปัญญาก็ค้นคิดขึ้นมา วินิจฉัยสิ่งที่น่าเกลียดน่าโกรธน่ารักน่าชัง ให้เห็นตามความจริงของมันด้วยปัญญาแล้วมันก็ถอน หรือวางตัวปลีกตัวออกมาเอง ปล่อยเข้ามา ๆ

ท่านถึงให้พิจารณาอสุภะข้างนอกอสุภะข้างใน รูปนอกรูปใน ไม่ว่าข้างนอกข้างในเป็นมรรคทั้งนั้นถ้าพิจารณาเพื่อการถอดถอน เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง เพื่อความปลดเปลื้อง เป็นมรรคทั้งหมด ถ้าพิจารณาเพื่อความสั่งสมกิเลส น่ารักน่าชอบใจ เช่น รักสงวนร่างกายของเรานี้ก็เป็นสมุทัยแล้วจะพิจารณาอะไรมัน มีแต่เรื่องความสวยความงามเต็มตัวเต็มหัวใจ ข้างในก็เป็นสมุทัย พิจารณาเพื่อลง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภังปฏิกูสโสโครกแล้วไม่ว่าข้างนอกข้างใน เป็นสิ่งที่จะให้จิตใจเกิดความเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดความยินดีทั้งหลาย เข้ามาสู่ความสงบร่มเย็นไม่มีสิ่งใดรบกวนนั่นแล นี่เป็นมรรค

ให้ใช้เสมอปัญญาถึงกาลจะใช้ อย่าไปเลือกกาลเลือกเวลาว่าให้สมาธิได้ขั้นนั้นขั้นนี้ก่อนจึงใช้ปัญญา นั่นคือความคาดหมาย เวลาใดที่ควรจะใช้ปัญญาก็ใช้ ปัญญาก็เป็นเครื่องถอดถอนกิเลส สมาธิเป็นเครื่องผูกมัดกิเลสเข้ามาให้อยู่เป็นความสงบ ปัญญาเป็นเครื่องถอดถอน ประการหนึ่ง เป็นเครื่องให้กิเลสสงบตัวประการหนึ่ง เป็นความชอบธรรมด้วยกันทั้งนั้น ขอให้เหมาะกับกาลเวลาหรือโอกาสเมื่อไรที่เหมาะสมเถิด ใช้กันได้ทั้งนั้น แต่สำคัญปัญญานี่เป็นสิ่งที่เราจะใช้ติดแนบไปกับการบำเพ็ญทุกด้าน ไม่งั้นไม่รอบตัว สติปัญญาเป็นสำคัญ

พูดท้ายเทศน์

ปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรม ไม่ห่วงอดีตไม่ห่วงอนาคต ไม่ห่วงเรื่องราวอะไรทั้งหมดยิ่งกว่าหลักธรรมหรืองานของตนที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน เต็มอยู่ในนั้นจะอยู่ในตรงนั้น ความรู้ทั้งหมดก็อยู่ตรงนั้น ไม่ไปห่วงอดีตอนาคตกับอารมณ์ใด ๆ ซึ่งเป็นสิ่งจะมาทำลายหรือลบล้างงานที่กำลังทำอยู่ให้เสียไป เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรม ทำอะไรให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ห่วงไม่ใยอะไร

ในขณะที่ทำนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องอะไรทั้งนั้น มีแต่อันเดียวนี้เท่านั้น อันเดียว ๆ ทำอะไรเป็นอันนั้นเท่านั้น ๆ ไม่มีอันอื่นที่จะเข้ามายุ่งเหยิงวุ่นวาย คือความคิดไม่แทรก ความคิดที่มาคอยทำลายไม่แทรกไม่มาทำลาย มีแต่งานอันนั้นเต็มเม็ดเต็มหน่วย ๆ มันทำให้คิดเองเรื่องเหล่านี้ขอให้เป็นในหัวใจเถอะ เรื่องอดีตอนาคตไม่มีความหมาย ใครเป็นอดีตถ้าไม่ใช่หัวใจคิดไปเรื่องอดีต ไม่ใช่หัวใจคิดไปเรื่องอนาคต ไม่ใช่หัวใจเป็นตัววุ่นวายใครเป็นตัววุ่นวาย เมื่อหัวใจไม่วุ่นวายแล้วมันจะไปอะไรกับอดีตอนาคตถ้าไม่ให้ไปด้วยเหตุผล อดีตก็ไปได้ด้วยเหตุผล อนาคตก็ไปได้ด้วยด้วยเหตุผล

เมื่อเหตุผลลงในปัจจุบันก็เหมือนไม่มีอดีตอนาคต มันก็ลงปัจจุบันหมด ไม่มีอะไรมาดึงมาหน่วงมาเหนี่ยว โลกทั้งหลายสามโลกธาตุก็ตามเถอะ ไม่มีอำนาจ มันเหมือนไม่มี มีแต่ความรู้อันเดียวที่เด่นอยู่เท่านั้นเต็มเม็ดเต็มหน่วยของตัวเอง ไม่มีกาลไม่มีสถานที่เวล่ำเวลาอะไรเข้ามายุ่งมากวนมาทำลาย ทำอะไรก็ทำตามนั้นเต็มเม็ดเต็มหน่วยในหลักปัจจุบัน ๆ

เห็นขึ้นในเจ้าของมันถึงพูดได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มปาก ถ้าไม่เห็นแล้วก็อย่างว่านั่นแหละ ลูบ ๆ คลำ ๆ ไป ถ้าได้รู้ได้เห็นแล้วมันไม่สงสัย จะสงสัยอะไรก็เต็มอยู่ในหัวใจนี้แล้ว หัวใจไม่สงสัยอะไรจะสงสัยในโลกนี้ ก็มีใจดวงเดียวเท่านั้น มีกิเลสเป็นเจ้าเล่ห์เจ้าเหลี่ยม ไล่มันออกหมดดูซิจะเอาอะไรมาเป็นเจ้าเล่ห์เจ้าเหลี่ยม มีแต่ธรรมล้วน ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมาดึงมาดูดได้ กิเลสเป็นเครื่องดึงดูด ดูดไปโน้นดูดไปนี้ ผลักไปโน้นผลักไปนี้ ถ้าอันนั้นไม่มีอะไรจะผลัก อะไรจะมาดึงดูดถ้าพูดถึงว่าดึงดูด ความจริงมันผลัก ผลักให้ปรุงเรื่องนั้นผลักให้ปรุงเรื่องนี้

จิตจึงอยู่กับเรื่องตลอดเวลา เรื่องนั้นต่อเรื่องนี้เรื่องนี้ต่อเรื่องนั้น มีแต่เรื่องขันธ์หลอกเจ้าของ เป็นมโนภาพ เรื่องราวนั้นเรื่องราวนี้ คนนั้นคนนี้ บ้านนั้นเมืองนี้ อดีตที่ผ่านมาแล้วเป็นเรื่องของตัวที่เคยพบเห็นอะไรมันก็ไปลากออกมา ปรุงมา ปรุงมาอยู่ในตัวเองนะ เรื่องนั้นไม่ทราบมันหายไปไหนแล้ว มันหากปรุงขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนสด ๆ ร้อน ๆ เหมือนไปเห็นสด ๆ ร้อน ๆ เป็นเรื่องของจิตทั้งนั้น นี่ละเรียนวิชาจิตให้มันรู้กันอย่างนั้นซิ

พอถึงขั้นมันจะรู้มันก็รู้ ถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้วสิ่งเหล่านี้รู้กันแหละ มันตีกันกับสิ่งเหล่านี้ รบกันกับสิ่งเหล่านี้ ตีลงไปมันก็เข้าไปหาหลักใหญ่ มันออกมาจากไหน ออกมาจากจิต จิตนี้เป็นจิตอะไร เป็นจิตอวิชชา แน่ะ ลงไปตรงนั้น ๆ ไล่เท่าไรก็ลงไปตรงนั้น ๆ หลายครั้งหลายหนเพียงแย็บก็ทัน ๆ เพราะตัวหนึ่งเป็นตัวตามต้อนตามตีตามฟาดตามฟันกันอย่างไม่ลดไม่ละ เต็มไปด้วยกำลังความมุ่งมั่นอย่างจริงอย่างจังไม่ใช่เป็นไปเล่น ๆ

หลายครั้งหลายหนเข้าไปมันก็ถึงกันซิ ถึงกันแล้วก็ทำลายกันได้ พอทำลายกรงวัฏจักรเสร็จไปแล้ว ก็เหมือนกับว่าโรงงานระเบิดนิวเคลียร์นั้นได้ถูกทำลายหมดแล้ว โรงงานยาพิษ โรงงานผลิตยาพิษขึ้นมาได้ถูกทำลายแล้ว ทีนี้ก็ว่างหมดละซิที่นี่ ถึงสังขารจะคิดขึ้นมาก็เพียงแย็บ ๆ ๆ หาหลักหาเกณฑ์หาต้นหาตอไม่มี เพราะมันไม่มีต้นตอ ต้นตอของสังขารแท้ ๆ ที่จะให้เป็นเรื่องของกิเลสมันคืออวิชชา คือตัวกิเลสอันเป็นพื้นเพเดิม มันผลักออกมาให้คิดนั้นให้สำคัญนั้นสำคัญนี้ยุ่ง พอทำลายอันนั้นแล้วเหลือแต่จิตล้วน ๆ ธรรมล้วน ๆ แล้ว

ทีนี้สังขารปรุงขึ้นมามันก็สักแต่ว่าปรุงแล้วเกิดดับ ๆ อยู่ตามนิสัยของมัน อันนี้มันเป็นอยู่ตามธรรมชาติ แต่ให้รู้ว่ามันเป็นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีอะไรมาบังคับมันให้เป็น ถ้ามีกิเลสก็คือกิเลสบังคับมันอยู่ทุกระยะ ให้ปรุงให้แต่งให้สำคัญมั่นหมายเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา พอทำลายรังแห่งยาพิษหมดแล้วมันก็ว่าง ว่างอยู่ในใจนั่นแหละจะว่างที่ไหน ว่างจากจุดที่มันเคยผลิตยาพิษนั่น นั่นโรงงานมันอยู่ตรงนั้นทำลายออกหมดแล้วทีนี้มันก็ว่างละซี

เอ้า ทีนี้สังขารมันจะปรุงไปที่ไหน มันก็ปรุงของมันได้แต่ไม่มีอะไรมาเป็นผู้บงการบังคับที่จะให้เกิดพิษเกิดภัยเหมือนแต่ก่อน ธรรมบังคับให้ปรุงนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะให้เป็นพิษ ฟังแต่ว่าธรรมเป็นไร เมื่อธรรมเป็นเจ้าของของขันธ์ ธรรมก็ใช้ขันธ์ ดังพระพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่งสอนสัตว์โลกทั้งหลาย นั่นแหละทรงใช้สังขาร สัญญา สังขาร วิญญาณ ออกมาใช้ได้ยินการสืบการตอบการรับกัน มีการถามการตอบ สัญญาความจดจำได้บ้านโน้นเมืองนี้ คนนั้นคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ความปรุงก็ปรุงเรื่องอรรถเรื่องธรรมคำสั่งสอน ธรรมเป็นเจ้าของ พอหยุดนี้แล้วก็ยิบแย็บ ๆ อยู่ตามธรรมชาติของมันไม่เป็นพิษเป็นภัยเหมือนกิเลสเป็นเจ้าตัวการเป็นเจ้าของบังคับ มันผิดกันตรงนี้

เพราะฉะนั้นเราถึงกล้าพูดว่าขันธ์ก็เป็นขันธ์ล้วน ๆ เราจะไปหาจากคัมภีร์น่ากลัวไม่เจอนะ ขันธ์นี่กลายเป็นขันธ์ล้วน ๆ ไป ผมเองก็ไม่เห็นในคัมภีร์แต่เห็นในนี้จะว่าไง เห็นอะไรเป็นพิษไปหมด พลิกมาเผาตัวเองนี่จะเผาใคร

พอโรงยาพิษหรือโรงผลิตยาพิษก็ถูก ถูกทำลายลงไปแล้วก็กลายเป็นขันธ์ล้วน ๆ เสีย จะปรุงอะไรปรุงไป ๆ แล้วหายเงียบ ๆ ไม่ได้เป็นสัญญาอารมณ์ฝังจิตฝังใจให้เกิดความกดถ่วง เกิดความทุกข์ทรมานภายในจิตใจเหมือนแต่ก่อน ปรุงไป ๆ ก็ดับไป ๆ มันก็ยิบแย็บ ๆ เท่านั้นเอง ตัวความปรุงมันก็ไม่ทราบความหมายของมัน ยิบแย็บ ๆ อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง ถึงวันสลายจากกันมันถึงจะหยุด ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็เป็นไปอย่างนี้ เป็นแต่เพียงว่า

เรื่องการพิจารณาสำคัญมาก ใครอยากจะทราบก็พิจารณาให้มาก พิจารณาให้เข้าใจเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ เรื่องความคิดความปรุงของตัวเอง พยายามติดตามมัน มันไปเกี่ยวข้องกับอะไรเอานั้นมาคลี่คลายดูให้ละเอียดลออ กี่ครั้งกี่หนไม่สำคัญ สำคัญที่ความเข้าใจ เข้าใจอย่างถึงใจแล้วยังไงก็ไม่ถอยในเรื่องที่จะปล่อย ไม่ต้องบอกมันปล่อยเอง ไม่เข้าใจอยากให้มันปล่อย นับเที่ยวนั้นเที่ยวนี้อย่าไปนับ ไม่ได้ภาวนาเพื่อนับเที่ยว เช่น เดินจงกรมได้เท่านั้นเที่ยวเท่านี้เที่ยว หาเดินนับเที่ยว กิเลสไม่ได้นับเที่ยวกับเราแต่มันพอกพูนอยู่บนหัวใจมีจำนวนเท่าไรนับได้เหรอ นั่นเอาอย่างนั้นซี

กิเลสตายไปหมดแล้วก็หมดเท่านั้นเองภาระ ความยุ่งเหยิงวุ่นวายหนักหนาแต่ก่อนมาก็หมดไป มีแต่ ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา เท่านั้น พาอยู่พากินพาหลับพานอนพาขับพาถ่าย เจ็บนั้นปวดนี้กินหยูกกินยายุ่งกันไปอยู่ตามนี้เท่านั้นเองไม่เห็นมีอะไร จนกว่ามันจะสลายตัวลงไปจากการผสมกัน หมดความรับผิดชอบ จะว่าหายห่วงก็ไม่สนิทใจ ถ้าว่าหมดความรับผิดชอบนั้นสนิทใจสำหรับความรู้สึกของผมเอง หายห่วงก็ไม่เห็นได้ห่วงมันนี่นะ ใจก็รู้อยู่ชัด ๆ ไม่ได้ห่วงอะไรมันนี่ ต่างอันต่างอยู่เท่านั้น แต่ความรับผิดชอบมันมี ไม่ใช่มีแบบยึดมั่นถือมั่นอุปาทาน เป็นอะไรก็ต้องแก้ไขดัดแปลงกันไปตามเรื่อง เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย เจ็บท้องปวดศีรษะ หิวกระหาย อยากหลับอยากนอนก็พามันไปตามเรื่องความรับผิดชอบมันเท่านั้นเอง เมื่อหมดอันนี้แล้วมันก็หมดปัญหา

อยากให้หมู่เพื่อนได้รู้ได้เห็นนี่นา สิ่งนี้มีอยู่กับตัวแท้ ๆ นี่ทำไมไม่รู้ไม่เห็น พิจารณากันยังไง มีแต่ความอ่อนแอมันก็ไม่ได้เรื่องนะ กิริยาภายนอกอ่อนแอภายในก็อ่อนแอเหมือนกันมันบอก เรามาคิดดูเรื่องการดำเนินนี้เราเป็นคนหยาบ พิจารณาย้อนหลังทุกวันนี้มันกลัวนะ โอ้โห มันทำได้ คือมันทำไม่ได้ทุกวันนี้ จะทำเหมือนอย่างแต่ก่อนมันทำไม่ได้ กำลังก็ไม่อำนวย ร่างกายคือเครื่องมือไม่อำนวย และจิตคือความมุ่งมั่น พลังของจิตคือความมุ่งมั่นก็มีกำลัง

ความมุ่งมั่นเป็นเหตุให้ฉุดลากร่างกายสู่ความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เพราะความมุ่งมั่นนั่นละพาให้มีความเพียรทุกแง่ทุกมุมมันไปพร้อม ๆ กัน นี่เราพูดตามความจริงเรามุ่งจริง ๆ นะ โอ้โห มันหิวมันกระหายเหมือนจะเป็นจะตาย ก็เคยเล่าให้หมู่เพื่อนฟังแล้วมันเป็นเรื่องภายใน เพราะฉะนั้นเราจึงเล่าให้ฟังได้เฉพาะบุคคลเป็นกาลเป็นเวลาที่มาสัมผัส

ก่อนผมบวชผมไม่ได้คิดว่าจะบวชอยู่นาน ๆ อย่างนี้นะ บวชเพราะพ่อ น้ำตาพ่อร่วงลงให้เห็นต่อหน้าต่อตา แต่ผมยังไม่ลืมที่ผู้เฒ่าเขาดูลายมือ พ่อใหญ่เถิง ๆ เป็นเพื่อนกันแกขยันมากนะ เขาเรียกว่าหลานหลวงกำแหง เขาก็เรียกเราว่าหลานพ่อเฒ่าแพง แพงน่ะแม่ผมนี่ พ่อของแม่ขยันไม่มีใครสู้ในบ้าน ถ้าหลานหลวงกำแหงกับหลานพ่อเฒ่าแพงได้ทำงานแล้วไม่มีใครสู้แหละ เราก็สนิทกันไปเที่ยวบ้านคุยกัน บางทีมันก็ไปบ้านเรา เราก็มาบ้านมัน..พ่อใหญ่เถิงนี่ ไปมีอะไรก็กินโน้นเลย เราก็เหมือนกันมาบ้านเขาก็กินเลย ถือเป็นอันเดียวกัน สนิทกันขนาดนั้นละ พ่อแม่ไม่เคยสนใจไม่เคยจะเล่าให้ฟัง ไอ้นั่นไปกินข้าวบ้านกู ๆ เฉยเหมือนไม่ได้กิน เขามากินข้าวบ้านเราก็เหมือนกัน เราไปกินข้าวบ้านเขาก็เหมือนกัน

วันหนึ่งอีตาคนอำเภอกุมภวานี่ คนนี้แกเป็นคนสุขุมนะไม่ค่อยพูด พูดแต่ว่าจะบวช ๆ พ่อใหญ่เถิงนี่น่ะ จะบวช ๆ ไหนพ่อขอดูลายมือหน่อยน่ะ มานั่งฟังอยู่นี้มีแต่จะบวช ๆ มันจะได้บวชจริง ๆ หรือไหนให้พ่อดูลายมือหน่อยน่ะ แกไม่พูดนะแกนั่งอยู่อย่างนั้นละนิสัยแก คนอายุประมาณสัก ๕๐ ก็ดู ผมยังไม่ลืมนะ จ้างก็ไม่ได้บวช ว่างี้เลยนะพูดยันด้วยนะ เป็นคนนิสัยไม่ค่อยพูด คนเคร่งขรึม นี่จ้างก็ไม่ได้บวช นี่คู่มันติดข้างอยู่นี่ มันจะเอาเมียเร็ว ๆ นี้น่ะ ไอ้เราก็ยิ่งมั่นใจเพราะเราไม่ต้องการจะบวช เราต้องการจะเอาเมีย

พอทางนั้นดูเสร็จแล้วเราก็ เอ้า ดูให้ผมหน่อย แต่เขาไม่ว่าผมหรอก ดูให้ข้อย ภาษานี้ ข้อยเจ้า ข้อยเท่ากับผม เอ้า ดูให้ข้อยหน่อยน่า พอดู เอ้อ ผู้นี้ใช่แล้วนี่ เอ๊ะ ผมว่าจะเอาเมียอยู่นะ จ้างก็ไม่ได้ แน่ะคนนี้เอาอีกนะยัน ผู้นี้ถึงถูกได้บวชแน่ ๆ ว่างี้เลยนะ ผู้นั้นจ้างก็ไม่ได้บวช

เราก็ไม่ได้คิดจะบวชแต่เวลาจะเป็นไม่ยากนี่นะ นั่งรับประทานร่วมวงกันอยู่ พ่อกับลูกหลาย ๆ คน แม่ก็นั่งตรงโน้น พ่อก็นั่งตรงนี้ ลูกเต็มอยู่นี่ บทเวลาจะเป็นนะเหตุไม่ยากผมน่ะ การบวชก็ง่ายนิดเดียวบทเวลาจะบวช ก็สมกับที่ว่านี่ ถ้าจะเอาเมียทีไรก็ผิดก็พลาดไปทุกทีทั้ง ๆ ที่พ่อผู้หญิงชอบหมดทั้งนั้นแหละ พอเราขึ้นไปบ้านไหน แต่ก่อนเขามีทำงานปั่นฝ้ายปั่นไหมกันทางภาคอีสาน ทุกวันนี้ก็มี เขาไปเที่ยวกันแต่เขาว่าไปเล่นสาว ภาษาทางนี้ ถ้าเราไปขึ้นบ้านไหน โอ๋ย เสียงลั่นไปแหละ คือพ่อแม่ทางผู้สาวน่ะชอบมากแต่ลูกสาวไม่เห็นชอบอะไร คือเขาอยากได้เรา เขาเห็นเราขยันก็รู้กันอยู่แล้วนี่

ทีนี้ก็กินข้าวกันเงียบ ๆ ดูเหมือนไม่ได้พูดระยะนั้นนะ อยู่ ๆ พ่อพูดขึ้นมาเฉย ๆ กูก็มีลูกหลายคน ลูกผู้ชายใคร ๆ กูก็ไม่ แต่บักบัวกูก็ไม่เคยยกย่องลูกกู กูปล่อยให้ทำงานอะไรให้กูแล้ว เป็นที่นอนใจเลย ไม่เคยได้หนักใจกับการบ้านการงานอะไรทั้งนั้นกับบักบัวนี่น่ะ ถ้าลงได้ทำมันเก่งกว่ากูด้วย ธรรมดาพ่อไม่เคยยกย่องลูกนะ มันลงได้ทำอะไรแล้วเก่งกว่ากูด้วยซ้ำไป กูสู้มันไม่ได้ไอ้นี่ แต่นี้สำคัญที่ว่ากูพูดบอกให้มันบวชทีไร มันนิ่งมันเฉยเหมือนไม่มีปากมีดัง ( ดัง = จมูก ) กูตายไปนี้คงจะจมลงในนรกไม่มีใครจะฉุดลากขึ้นจากนรกแหละ

กูหวังพึ่งคนเดียวเท่านี้ นอกนั้นกูไม่หวังพึ่ง ไอ้นี้กูอาศัยมันได้ทุกอย่าง เรื่องการงานนี่ทุกสิ่งทุกอย่างกูเบาใจทั้งหมด ไม่เคยได้ต้องติมันเรื่องการเรื่องงาน แต่ให้บวชนี่กูพูดมาไม่รู้กี่ครั้งมันไม่เคยตอบไม่เคยพูดอะไรเลย เหมือนไม่มีปากมีดัง กูตายไปนี้คงจมในนรกไม่มีใครฉุดลากขึ้นแหละ พอว่าอย่างนั้นน้ำตาร่วงปุบปับ ๆ เรามองดูนี่นะ แม่มองมาเห็นพ่อเอาอีกแหละ ร่วงปุบปับ ๆ เราลุกเลยไม่กินกระทั่งน้ำหนีเลย ไปคิด ข้าวกินไม่อิ่มน้ำก็ไม่ได้กิน ลงบันไดหนีเลย

คิด ๓ วันนะ คิดถึงเรื่องการบวชมาทบมาทวน เอ๊ พ่อมาน้ำตาร่วง ยกลูกก็เรียกว่ายกแบบยกทุ่มลงพูดง่าย ๆ ยกยอก็ยกยอเพื่อทุ่มลง บทเวลาจะให้บวชนี่ละทุ่มลง คิดเอ๊ พ่อน้ำตาร่วงเพราะเรา คิดเอามากจริง ๆ นะไม่สบายหัวใจเลย คิดสงสารพ่อ พ่อแม่ก็เลี้ยงเรามา ทั้งบ้านทั้งเมืองเขาก็มีลูกมีเต้า ลูกเต้าเขายังบวชได้ แม้แต่ติดคุกติดตะรางเขายังมีวันออก นี่ไปบวชไม่ใช่ติดคุกติดตะราง คนอื่น ๆ เขายังบวชได้เขาสึกมาถมไป บางองค์ท่านบวชจนเป็นสมภารเจ้าวัดจนตายกับผ้าเหลืองก็ไม่เห็นท่านเป็นอะไร ทำไมเราบวชให้พ่อแม่เล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้มีอย่างเหรอ เอาละนะที่นี่นะ คิด

สุดท้ายก็ลง เราเป็นคนทั้งคนเป็นลูกชายคนหนึ่ง เป็นคนคนหนึ่ง คนอื่นเขาบวชได้เราบวชไม่ได้เป็นไปไม่ได้ เอ้า บวชอยู่ในผ้าเหลืองมันอยากสึกจนกระทั่งตายก็ให้ตายดูซี พ่อแม่เลี้ยงมาก็ยากจนขนาดที่ว่าร้องห่มร้องไห้เพราะเราไม่บวชเท่านี้มันพิลึกเหลือเกิน เราเป็นลูกของคนแท้ ๆ ปัญหานี้ผมสรุปเอาเลยนะ ๓ วันถึงตัดสินใจได้ ไม่เคยมาร่วมรับประทานกับพ่อแม่เลยตั้งแต่บัดนั้นแล้ว กลัวจะโดนปัญหานี้อีก

พอลงใจเรียบร้อยแล้วก็มากินข้าวละที่นี่ พูดในวงนั้นละ เอ้า เรื่องบวชจะบวชให้ว่างี้เลยนะ แต่ใครจะไปห้ามไม่ได้นะว่าบวชแล้วให้อยู่เท่านั้นปีเท่านี้เดือนค่อยสึกอย่างนี้ไม่เอา บวชแล้วอยากสึกเมื่อไรจะสึก แม่ฉลาดกว่าลูกซิ เอ้า เอาเถิดลูกบวชให้เห็นต่อหน้าต่อตาแม่แล้ว ลูกออกมาขณะที่บวชนั้นน่ะจะมาสึกต่อหน้าคนมาก ๆ ที่ไปบวชลูกแม่ไม่ว่า ฉลาดไหมล่ะฟังเอา ใครไปบวชแล้วออกมาจากอุปัชฌาย์ อุปัชฌายะก็ยังไม่หนี พระกรรมวาจาฯก็ยังไม่หนี พระสงฆ์ก็ยังไม่หนีกัน คนก็แน่นอยู่นั้น ออกมาจะมาสึกต่อหน้าต่อตาคนมาก ๆ นี้มันไม่ขายหน้าโลกกระเทือนโลกเหรอ ไม่บวชเสียไม่ดีกว่าหรือ มันดีกว่าบวชแล้วมาทำอย่างนั้นนี่นะ แม่ก็ต้องทราบว่ามันทำไม่ลงเพราะรู้อยู่แล้วว่านิสัยของเราเป็นยังไง

นิสัยเราไม่เคยเป็นคนเสียหายนี่ การประพฤติเนื้อประพฤติตัวแต่ไหนแต่ไรมาเราไม่เคยเสียหาย เราพูดคุยได้จริง ๆ การประพฤติตัวไม่เคยเถลไถล พอแม่ว่างั้น เอ้า บวช บวชละที่นี่ พอบวชเข้าไปเราจะตั้งหน้าบวชให้สมบูรณ์แบบ ไม่ให้ตำหนิติเตียนเจ้าของได้ในหลักธรรมวินัยข้อใดเลย เราจะเอาจริงเอาจังจนกระทั่งวันสึก กะไว้อย่างนาน ๒ ปี คิดไว้นะ บวชแล้วทำหน้าที่บวชให้สมบูรณ์ คือจะเรียนหนังสืออะไร ๆ ก็แล้วแต่เถอะจะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์

ไปอ่านหนังสือน่ะซิ ประวัติพระพุทธเจ้า ประวัติพระสาวก อ่านธรรมะตรงไหนมันสะดุดเข้า ๆ ทันทีนะ เอ๊ะ ๆ ทำไมเป็นอย่างนี้ ๆ อ่านประวัติพระพุทธเจ้าเกิดความสลดสังเวชทั้งสงสารพระพุทธเจ้าน้ำตาร่วง ทั้งอัศจรรย์พระพุทธเจ้าน้ำตาร่วงในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อ่านประวัติของสาวกที่มาจากสกุลต่าง ๆ ที่สำเร็จมรรคผลนิพพานที่นั่นที่นี่น้ำตาร่วงเหมือนกัน

นั่นละที่นี่ เป็นเหตุละที่นี่จิตใจหมุนเข้าทางธรรมะเรื่อย ๆ ทางโลกค่อยจางไป ๆ หมุนเข้าเรื่อย โห นี่เราจะออกกรรมฐานเราอยากเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง แต่ยังไงต้องเรียนเสียก่อน เรียนให้เข้าใจเสียก่อนถึงจะออก ออก ๆ แน่ ๆ ออกปากพูดเลยนะ เรียนจบชั้นนั้นแล้วจะออกปฏิบัติ เพราะอยากเป็นอรหันต์ อยากเป็นกำลังนะ แต่มีปัญหาตอนหนึ่งที่ว่า แล้วมรรคผลนิพพานยังมีอยู่หรือไม่นา ทำให้ลังเลใจอยู่ ขอแต่ครูบาอาจารย์องค์ใดช่วยชี้แจงมรรคผลนิพพานว่ายังมีอยู่และประจักษ์ให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว เราจะมอบกายถวายชีวิตต่ออาจารย์องค์นั้นเลย

ก็พอดีไปเจอท่านอาจารย์มั่น ท่านพูดผาง ๆ เหมือนว่านี่น่า ๆ เห็นไหมมรรคผลนิพพาน ตาบอดอยู่เหรอ ไม่ดูเหรอนี่ เหมือนอย่างนั้น ผมก็ลงละที่นี่เข้าไปถึงท่านอาจารย์มั่นแล้ว แล้วทีนี้จริงไหมเอาเจ้าของละนะ เรื่องสงสัยมรรคผลนิพพานทีนี้เป็นอันว่าหมดปัญหาแล้ว ไม่มีทางสงสัยแล้ว มีแต่เราจะจริงไหมที่นี่ จริงซิ นั่นละที่นี่ตั้งแต่บัดนั้นมาเรื่อย ความทุกข์ความยากความลำบากแสนสาหัสทนได้ทั้งนั้นแหละ ทนได้ไม่ถอยเพราะความมุ่งมั่นมีกำลังมากนี่ จิตไม่ได้มุ่งอะไรเลย

ทีแรกก็คิดจะไปสวรรค์ ทีแรกคิดจะไปพรหมโลก พออ่านประวัติสาวกมาก ๆ เข้า มันไม่อยากไปละซิ อยากไปนิพพาน สุดท้ายก็อยากไปแต่นิพพานอย่างเดียว อยากเป็นพระอรหันต์อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีเปอร์เซ็นต์อื่นเข้ามาเจือปนเลย ทีนี้จิตมันก็พุ่งลงตรงนั้นลงช่องเดียว เพราะฉะนั้นความเพียรมันถึงเด็ดของมัน แต่อย่างไรก็ตามผมนี่หยาบ โอ๊ย ลำบากลำบน ทุกขาปฏิปทา ถ้าสมมุติว่า ทันธาภิญญา รู้ ๆ ได้ช้า รู้ได้แต่ช้า เต็มที่นะงานถึงได้หนัก

คิดย้อนหลัง โอ้โห คือมันกลัวเหมือนกันนะเดี๋ยวนี้ คิดย้อนหลังเจ้าของ โอ้โห อย่างนั้นมันก็ทำได้ ๆ คือทุกวันนี้มันทำไม่ได้ ร่างกายสุขภาพกำลังวังชาทางร่างกายก็ไม่อำนวย ประการที่สอง ก็คือความมุ่งมั่นก็ไม่เห็นมีนี่ มันไม่มี แต่ก่อนความมุ่งมั่นเต็มหัวใจ แต่นี้ความมุ่งมั่นไม่มี พูดได้เต็มปากว่าไม่มีเลย มุ่งมั่นอะไรก็ไม่เห็นมีแล้วจะไปทำอย่างแต่ก่อนได้ยังไงเมื่อกำลังใจก็ไม่มี จะว่าโง่ก็ยอมรับว่าโง่ ความมุ่งมั่นที่ว่าอยากเป็นพระอรหันต์ก็ดีหรืออยากไปนิพพานก็ดีมันไม่มี มันไปหมดกำลังของมันแล้วมันก็อยู่เฉย ๆ เรียกว่าคนหมดกำลังจะว่าไง อยู่เฉย ๆ นี่แหละ

อยากไปสวรรค์ก็แล้ว อยากไปนิพพานก็แล้ว อยากเป็นพระอรหันต์ก็แล้ว อยากอะไร ๆ มันก็ไม่เห็นอยากนี่ แต่เมื่อสรุปความแล้วความไม่อยากมันแสนสบาย ว่าเท่านั้นพอ เอาแค่นั้น ความอยากคือความหิวโหย ความบกพร่องนั่นเองถึงอยาก เมื่ออิ่มแล้วจะอยากอะไร เอาตรงนี้เสียดีกว่า ให้มันเห็นในหัวใจเจ้าของซิ

เอ้า คำพูดเหล่านี้ถ้าหากว่าเป็นคำโกหกหลอกลวงหมู่เพื่อนก็ให้ปฏิบัติ เมื่อจิตได้เข้าถึงความจริงมากน้อยเพียงไรแล้วจะยอมตัวของมันเองอยู่ในนั้นแหละไม่ต้องบอก พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ สองพันกว่าปีหรือแสนปีล้านปีก็ตามเถอะ จะไม่มีความหมายในเรื่องกาลสถานที่ใดเลย แต่ความหมายจะมาเต็มอยู่ในหัวใจดวงเดียวนี้ว่าพระพุทธเจ้าคืออะไร พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน เมื่อเราไม่สงสัยธรรมชาตินี้แล้วเราจะสงสัยพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ยังไง ก็เหมือนกับว่าเราอยู่กับพระพุทธเจ้าตลอดเวลาถ้าจะพูดในทางสมมุติ ตลอดเวลาก็ตลอดเวลา ให้มันจริงอย่างนั้นซิ

เพราะฉะนั้นถึงได้ว่าอดีตอนาคตมีความหมายอะไร ตาย ๆ ที่นั่นเกิดที่นี่มีความหมายอะไร ใจมันหมดความหมายในสิ่งเหล่านั้นแล้วเพราะเป็นสมมุติล้วน ๆ สิ่งเหล่านั้น ทำให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้นเสีย จะว่ามาพึ่งตัวเองหรือก็ไม่ถนัดใจจะว่า จะหวังพึ่งใครก็ไม่มี ไม่ต้องพูดอย่างอื่นละ พึ่งใครก็ไม่มี แม้หวังพึ่งตัวเองนี้ก็ไม่เห็นหวัง

ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่เด่นที่ไหนนา เด่นที่หัวใจ ธรรมะไม่อยู่ที่ไหน ใจเท่านั้นจะเป็นผู้สัมผัสธรรมทุกประเภท ไม่ว่าธรรมส่วนหยาบส่วนกลางส่วนละเอียดใจเท่านั้นจะเป็นผู้สัมผัส ละเอียดสุดก็ตามมีใจเท่านั้นจะเป็นผู้สัมผัส เป็นผู้รับทราบ เป็นผู้รับรอง เป็นเจ้าของสมบัติแห่งธรรมนั้น ๆ ไม่มี อันใดก็ไม่มี ขันธ์ ๕ เพียงขันธ์ ๕ เท่านั้นแหละมีแต่เป็นเครื่องมือสำหรับใช้

เอาให้จริงจังซิ อย่าไปคิดห่วงหน้าห่วงหลังอะไรจะดีวิเศษวิโสในโลกอันนี้ มีแต่โลกเกิดตาย โลกเกิดตายสิ่งที่มันเกี่ยวโยงกันคืออะไร ความทุกข์ความทรมานความลำบากทางร่างกายและจิตใจนี้แยกไม่ออกกับเรื่องความเกิดตาย มันไปด้วยกันจนถึงวันตาย ตายแล้วมันก็ยังสืบต่อไปอีกเพราะใจไม่ตาย กิเลสมีมากน้อยมันก็จะติดตามหัวใจไปเกิดในภพนั้นนี้แบกกองทุกข์อย่างเดิมนั้นแหละ ฟาดลงให้มันขาดสะบั้นลงเสียในวงปัจจุบันนี้ไม่ให้มีอะไรสืบต่อเลย อดีตตัดขาด อนาคตตัดขาด ปัจจุบันก็รู้เท่า ไม่ยึดอะไรทั้งนั้น

สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น นี่เป็นวาระสุดท้ายแห่งการปฏิบัติ ท่านบอกธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น ธรรมทั้งปวงหมายถึงธรรมในสมมุติทั้งมวลไม่ควรถือมั่น นี่ตัดขาด สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา พุ่งเลย ยอดแห่งธรรมแท้ ๆ ก็คือ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งปวงเป็น อนตฺตา สิ้น เป็นสมมุติทั้งหมด ต่อพรึบหมดแล้วอันนั้นเป็นอะไรไม่ต้องพูด

มีสมมุติขึ้นมาแย้งเช่นอย่างนิพพานเป็น อนตฺตา นี้ เราไม่ทราบเป็นยังไงหัวใจเรามันกล้าค้านกันจัง ๆ เลย ท่านเจ้าคุณท่านว่าในพระไตรปิฎกมี นิพพานเป็น อนตฺตา พระไตรปิฎกก็พระไตรปิฎกชนิดก้าง-กระดูกในอาหารนั่นแล นิพพานเป็นอนัตตานิพพานก็เป็นไตรลักษณ์ละซี การพิจารณา อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็เพื่อพระนิพพาน เพราะ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นทางเดินเพื่อพระนิพพาน แล้วนิพพานยังกลับมาเป็นอนัตตาเสียเอง พระนิพพานก็ไม่เห็นอัศจรรย์ นิพพานก็คือไตรลักษณ์นั่นเอง

ไม่ว่า อัตตา ไม่ว่า อนัตตา ซึ่งเป็นสมมุติด้วยกันทั้งนั้น จิตจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องเลยถ้าหากว่าเป็นจิตที่บริสุทธิ์จริง ๆ แล้ว จะไม่เข้าไปยึดในเงื่อนทั้งสอง ทั้งอัตตาทั้งอนัตตาซึ่งเป็นสมมุติด้วยกัน เช่นอย่างบุญบาปก็ยังมีอยู่อย่างนั้นในหนังสือก็ดี ปุญญปาปปหินบุคคล ผู้มีบุญและบาปอันละเสียแล้ว บุญบาปเป็นสมมุติ เป็นบันไดสำหรับหนุนขึ้นไป ๆ ถ้าเป็นฝ่ายดี บาปเป็นเครื่องกดถ่วง บุญเป็นเครื่องสนับสนุนไป เหมือนบันไดพอขึ้นถึงที่แล้วบันไดกับคนก็หมดปัญหากันไป สายทางเดินเข้ามาในวัดเรานี้เป็นต้นนะมันก็หมดปัญหากันไปเมื่อถึงที่แล้ว

อัตตา อนัตตาก็เหมือนกันเช่นนั้น เมื่อถึงที่แล้วก็ปล่อยด้วยกันทั้งสอง หมือนกับว่า ปุญญปาปปหินบุคคล นั่นเอง ปล่อยเอง รู้ประจักษ์อยู่ในใจนั้น ไม่ได้เป็นอะไรนี่เราพิจารณา อนิจฺจํ เห็นได้ชัด ๆ เรื่อง อนิจฺจํ คือยังไง ๆ พิจารณา ทุกฺขํ ก็ชัด ๆ พิจารณา อนตฺตา เป็นยังไง ๆ ก็เห็นได้ชัด ๆ พอปล่อยอันนี้หมดแล้วมาอันนี้แล้ว ธรรมชาตินั้นไม่ได้เป็นอย่างทั้งสามนี้ นั่นมันเห็นประจักษ์จิตเป็นสิ่งที่ค้านกันได้เหรอ

พอพ้นจากสภาพสามอย่างนี้ออกมาแล้ว อันนี้กลับตรงข้ามกับนั้นแล้ว แล้วยังจะมาจับยัดเข้าไปใน อนตฺตา อีกเหรอ ออกจากคุกจากตะรางไปแล้วยังจะจับยัดไปในตะรางอีกเหรอ ถ้าอย่างนั้นจะว่าพ้นโทษได้ยังไง ให้มันจริงอย่างนั้นซิ ให้มันรู้ในใจซิ

พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่าเชื่อตามตำรับตำรา อย่าเชื่ออะไรในกาลามสูตร เชื่อในบุคคลที่ควรเชื่อได้ ท่านหมายถึงธรรมขั้นนี้แหละ ขั้นผู้ปฏิบัติธรรมให้เห็นจริงตามลำดับด้วยตนเอง อย่างพระสารีบุตรพูดกับพระทั้งหลาย พระสารีบุตรบอกไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ทีนี้พระสงฆ์ทั้งหลายก็ยกโทษพระสารีบุตรว่า พระสารีบุตรนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าไม่ยอมลง พระสารีบุตรว่าไม่เชื่อพระพุทธเจ้า เราเชื่อเราเอง ว่าอย่างนี้

พระพุทธเจ้าท่านก็รับสั่งเรียกพระสารีบุตรเข้ามาพอเป็นกิริยาเพื่อจะเทศน์สอนพวกตาบอดนั่น ไหนสารีบุตรพระมาฟ้องเรา พวกหูหนวกตาบอดมาฟ้องเราถ้าพูดภาษาเราก็ว่างั้น พวกหูหนวกตาบอดมันคลานเข้ามานี้ตำไม้ตำตอ( ตำ = ชน,ปะทะ,สะดุด)มาฟ้องเรา ว่าเธอน่ะไม่เชื่อเรา เชื่อเธอองค์เดียวใช่ไหม ใช่พระเจ้าข้า เป็นเพราะเหตุไรจึงไม่เชื่อเรา ท่านก็พูดถึงเรื่อง สนฺทิฏฺฐิโก พระองค์ประทานไว้แล้ว ข้าพระองค์ผู้ปฏิบัตินี้รู้จริงเห็นจริงตามนี้ไปโดยลำดับ ๆ จนกระทั่งเชื่อตัวเองได้เต็มส่วน ยอมรับความจริงอันนี้ตามพระพุทธเจ้าทรงสอนด้วยหัวใจตนเอง

ถูกต้องแล้วสารีบุตร เราต้องการให้เป็นตัวของตัวนั่นแล ไม่ให้มาเกาะเกี่ยวเราไม่ให้มายึดเรา เหมือนอย่างพระนันทะก็เหมือนกัน พระนันทะที่พระพุทธเจ้าหาอุบายเอาหนีจากพิธีแต่งงานกับนางชนบทกัลยาณี พระพุทธเจ้าเป็นผู้รับรองทุกสิ่งทุกอย่างไว้ พอพระนันทะได้พ้นจากเรือนจำคือสิ่งคุมขังทั้งหลายอันเป็นตัวสมมุติโดยประการทั้งปวงแล้ว หนี้เราก็ปลดเปลื้องเธอแล้ว เราไม่ได้เป็นภาระรับรองเธอเหมือนอย่างแต่ก่อน แบกหามเธอเหมือนอย่างแต่ก่อนแล้ว ก็ทำนองเดียวกันนั่นแหละ ก็สอนให้เป็นตัวของตัว

พระสารีบุตรท่านเป็นตัวของตัวท่านเต็มส่วนแล้ว พระพุทธเจ้าท่านทรงรับสั่งอย่างนั้น สอนพระทั้งหลายเหล่านั้น พวกตาบอดพวกหูหนวก ทั้งตาบอดทั้งหูหนวกทั้งเสียแข้งเสียขา(เสีย = เสื่อมคุณภาพ,ไม่ดี)คลานมาก็ล้มลุกคลุกคลาน พวกตาแตกอยากจะว่าอย่างนั้นถ้าเป็นภาษาของเรา มาหาว่าพวกตาดี พวกตาบอดไม่ว่าตัวเองอยากว่าอย่างนั้น

นี่ละกาลามสูตรท่านมุ่งให้เห็นตามความจริง เช่นอย่าง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เอ้า พิจารณาเข้าไปซิ พิจารณา อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ยังไม่เต็มภูมิแล้วจะถอนตัวออกมาไม่ได้ พอลงสุดท้ายก็เป็น ธมฺมา อนตฺตา เต็มภูมิแล้วก็วางไตรลักษณ์ทันที ผึงออกมาเลย ยังจะมาจับยัดไปใส่ไตรลักษณ์อีกเหรอ มันเห็นชัด ๆ อยู่ในหัวใจนี่จะว่าไง ถอนผึงออกมาแล้วจากไตรลักษณ์เพราะสมบูรณ์เต็มที่แล้ว เหมือนเราก้าวขาออกมาจากบันไดมาสู่ที่ เช่น ศาลาหลังนี้แล้วยังจะจับลากไปบันไดอีกเหรอ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก