เอตํ พุทฺธาน สาสนํ
วันที่ 10 เมษายน 2523 เวลา 19:00 น. ความยาว 51.31 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๓

เอตํ พุทฺธาน สาสนํ

 

ในพระโอวาทปาฏิโมกข์ท่านแสดงไว้ ๓ ข้อที่เป็นข้อใหญ่ใจความรวมศาสนาทั้งหมด และวิธีการทั้งมวลเกี่ยวกับการบำเพ็ญและปฏิบัติตามหลักศาสนา อยู่ในหัวข้อทั้ง ๓ นั้นหมด ท่านสอนไว้ว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาปทั้งปวง ๑ ไม่ว่าทางกายทางวาจาทางใจ กุสลสฺสูปสมฺปทา การยังกุศลคือความฉลาดให้ถึงพร้อม ๑ สจิตฺตปริยทปนํ การทำจิตของตนให้ผ่องใสจนกระทั่งถึงความบริสุทธิ์วิมุตติหลุดพ้น ๑ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ นี่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดตรัสไว้เป็นแบบเดียวกัน

เพราะธรรมเป็นความจริงอันเดียวกัน ผู้รู้ธรรมทั้งหลายก็รู้แบบเดียวกัน พระปรีชาญาณสามารถหยั่งทราบในธรรมทั้งหลาย และพุทธประเพณีที่สืบเนื่องมาแต่อดีตของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงสามารถทราบเรื่องราวได้ดี จึงไม่มีอะไรที่จะผิดเพี้ยนในการประกาศพระศาสนาแก่สัตว์โลกทั่ว ๆ ไป และวิธีการต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงประกาศสอนธรรมแก่โลก หากเราฟังเพียงเท่านี้ก็รู้สึกว่าง่าย

แต่เมื่อแยกขยายธรรมทั้ง ๓ ข้อนี้ออกเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว จะรู้สึกว่ายากมาก การไม่ทำบาปทั้งปวงก็ต้องด้วยกายวาจาใจ แล้วบาปมีกี่ประเภท อาการของใจที่จะแสดงออกให้ทำบาป หรือไม่มีอาการเจตนาเกี่ยวข้องเลยแต่กายกับวาจาก็ยังทำบาปได้ ใจเองก็สั่งสมบาปได้ ทำบาปได้เช่นเดียวกัน โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ว่าตนได้ทำบาปก็มีอยู่มากมาย เจ้าตัวรู้ทำด้วยเจตนามีความชอบใจ ความอยากทำเป็นสาเหตุก็มี ไม่มีเจตนาเลยแต่ก็ทำบาปได้ทั้งทางกายวาจาใจ ด้วยเหตุนี้วิธีที่จะปฏิบัติต่อการไม่ทำบาปนี้ จึงเป็นสิ่งที่ยากอยู่มากทีเดียว

การยังกุศลคือความฉลาดให้ถึงพร้อม ทำไมท่านจึงสอนให้ทำความฉลาดให้ถึงพร้อม ก็เพราะจิตใจของสัตว์โลกนั้นมีความโง่เป็นพื้นเพอยู่แล้วมาแต่กาลไหน ๆ ไม่ใช่เป็นความฉลาดเฉลียวมาแต่ก่อนแต่ไรเลย มีพื้นเพแห่งความโง่เขลาเบาปัญญาประจำอยู่เป็นพื้นฐานของใจ เพราะกิเลสวางพื้นฐานอันโง่ให้แก่สัตว์โลก ตัวกิเลสนั้นไม่ว่าประเภทใดมีความฉลาดแหลมคมมาก ไม่ได้โง่เหมือนสัตว์โลก จึงได้ครอบครองหัวใจของสัตว์โลกได้ทุก ๆ ตัวสัตว์ไม่เว้นใครเลย นี่เป็นพื้นฐานดั้งเดิมไม่มีข้อยกเว้น นอกจากผู้มาบำเพ็ญได้สลัดปัดทิ้งสิ่งเหล่านี้เสียได้โดยลำดับ ๆ จึงจะเป็นผู้ฉลาดขึ้นมาโดยลำดับ และฉลาดอย่างเต็มภูมิดังพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย ซึ่งไม่มีกิเลสตัวใดที่จะเข้าครอบครองจิตใจของท่านได้อีกแล้ว

การที่จะยังจิตให้มีความเฉลียวฉลาด ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย การจะทำใจให้มีความผ่องใสถึงขั้นบริสุทธิ์ก็เป็นของเกี่ยวเนื่องกันมาตั้งแต่ข้อแรก ข้อที่สองโดยลำดับก็มารวมอยู่ที่ข้อนี้ ข้อสจิตฺตปริโยทปนํ ต้องมีวิธีการมีผู้ให้โอวาทสั่งสอน มีผู้แนะแนวทางที่ถูกต้องจึงจะสามารถดำเนินไปได้ ตั้งแต่ขั้นเริ่มแรกคือการพยายามละบาป ยังไม่ได้ทางใจก็พยายามละทางกาย พยายามละทางวาจา พยายามระมัดระวังจิตใจเข้าไปเป็นขั้น ๆ เหตุที่จะให้มีความฉลาดในการรักษาตัวเองไม่ให้เป็นบาปทางกายวาจาใจนั้น ก็เพราะความฉลาดที่เกิดขึ้นจากสติเป็นผู้ควบคุม เป็นผู้คอยสะกิดอยู่เสมอ ปัญญาก็ค่อยผลิตขึ้นมาเรื่อย ๆ นี่เป็นหลักใหญ่ของการปฏิบัติตามหลักศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า ที่จะให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองในการประพฤติปฏิบัติธรรม

สติจึงเป็นของสำคัญมาก เป็นธรรมจำเป็นอย่างยิ่งไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะทำหน้าที่การงานใด งานนอกงานใน เฉพาะอย่างยิ่งงานจิตตภาวนา สติจะเว้นไปไม่ได้เลยนอกจากขณะหลับ หรือจิตได้ลงอย่างแนบสนิทจนไม่มีอะไรเหลือเลยในบรรดาสิ่งที่เกี่ยวข้อง แม้ที่สุดร่างกายก็ไม่ปรากฏเลย ขณะที่ลงเต็มที่ของตัวเองอยู่นั้นไม่นิยมคำว่าสติ ไม่นิยมคำว่าปัญญา เช่นเดียวกับคนนอนหลับแต่ไม่ใช่หลับผิดกันที่ตรงนี้ นี่เป็นความสงบของจิต ความรวมความเป็นองค์แห่งสมาธิเต็มภูมิของจิต

เช่นท่านเข้านิโรธสมาบัติ นั่นไม่มีคำว่าสติ ไม่มีคำว่าปัญญา ไม่มีคำว่ากาลสถานที่สมมุติทั้งมวลที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง กายของตัวก็ไม่มี ญาติมิตรสาโลหิตขึ้นชื่อว่าสิ่งเกี่ยวข้อง สมบัติพัสถานบริขารเครื่องใช้ต่าง ๆ หมดไปโดยสิ้นเชิงในขณะจิตเช่นนั้น จึงไม่นิยมกับคำว่าสติ นั่นไม่เกี่ยวแหละสติ เช่นท่านที่เข้านิโรธสมาบัติกับจิตที่ลงอย่างแนบสนิทในตัวเองก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน หากเป็นหลักธรรมชาติของจิตเช่นนั้น ใครจะไปมีแก่ใจเสกสรรปั้นยอให้มีสติขึ้นมาก็เรียกว่าทำงานอยู่นั่นแล การมีสติระมัดระวังอยู่เรียกว่าทำงานทั้งนั้น ในขณะนั้นจิตไม่ทำงาน จิตอยู่ตามสภาพของจิตโดยแท้จริง แม้จะมีกิเลสอยู่ภายในนั้น ก็เป็นจิตที่อยู่ในสภาพของตัวเองแห่งความสงบ นอกนั้นต้องได้ใช้สติเป็นของสำคัญ

ด้วยเหตุนี้แลสาวกทั้งหลายจึงปราศจากพระพุทธเจ้าไม่ได้ พระพุทธเจ้าถ้าเป็นหมอก็เป็นหมอชั้นเอกไม่มีใครเสมอแล้ว รู้ทุกสิ่งทุกอย่างเรื่องสมุฏฐานของโรค เป็นโรคอะไร เกิดมาจากสาเหตุอันใด วิธีที่จะระงับดับโรคนั้นด้วยยาขนานใดวิธีการใด พระองค์ทรงทราบทุกแง่ทุกมุมในบรรดาธรรมโอสถที่จะมาแก้กิเลส ซึ่งเป็นตัวภัยต่อจิตใจ การแนะนำสั่งสอนจากพระโอษฐ์จึงมีน้ำหนักเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ ผู้ได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์นั้น จึงเป็นเหมือนกับหยิบยื่นจากพระทัยของพระองค์ สวมใส่เข้าไปจิตใจของผู้สดับธรรมทั้งหลายเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีปลอมมีแปลง ไม่มีก้างไม่มีกระดูก มีแต่คุณสมบัติของโอชารสแห่งธรรมล้วน ๆ เต็มในพระธรรมที่ออกมาจากพระโอษฐ์ แล้วสวมเข้าไปสู่จิตใจของบรรดาผู้ฟังทั้งหลาย ด้วยความเป็นอรรถเป็นธรรม ด้วยเจตนาเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง

ด้วยเหตุนี้พระสาวกทั้งหลายเมื่อได้ยินได้ฟังหรือได้สดับธรรมจากพระพุทธเจ้า จึงต้องเข้าอกเข้าใจในความจริงทั้งหลาย เพราะธรรมทั้งมวลเป็นความจริงอยู่แล้วโดยปกติ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย การแสดงออกเป็นพระโอวาทแก่บรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย ก็แสดงออกมาจากของจริงที่ทรงรู้แล้วเห็นแล้วไม่สงสัยแม้แต่นิดหนึ่งในพระทัย ธรรมจึงเต็มเม็ดเต็มหน่วยในการอบรมสั่งสอน ผู้ฟังฟังด้วยความเต็มอกเต็มใจ ฟังเพื่อความรู้แจ้งแทงตลอดเพื่อรู้ความจริงทั้งหลาย จึงพ้นไปไม่ได้ที่จะไม่ซาบซึ้งถึงความจริงที่มีอยู่กับตน

ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร แต่เมื่อธรรมะของพระพุทธเจ้าได้เปิดเผยความจริงขึ้นมาในจิตใจของเรา ซึ่งเป็นผู้มุ่งต่อความจริงอยู่แล้ว อยากทราบอยู่แล้วขึ้นชื่อว่าความจริงทุกแง่ทุกมุม ต้องทราบขึ้นมาโดยลำดับลำดา ด้วยเหตุนี้ผลจึงปรากฏในขณะที่พระองค์ทรงแสดงต่อหน้าพุทธบริษัท มีภิกษุบริษัทเป็นต้น ได้สำเร็จมรรคผลนิพพานเป็นลำดับลำดา และได้สำเร็จมรรคผลนิพพานเป็นจำนวนมากมาย ตามแต่ผู้เข้ามาเกี่ยวข้องมากน้อย

ในเบื้องต้นก็ยังไม่มากเพราะผู้ฟังมีน้อย ผู้ปฏิบัติมีน้อย เขายังไม่เข้าใจเรื่องศาสนาว่าเป็นอย่างไร ดังที่ทรงแสดงแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานเพียง ๕ องค์นั้นเท่านั้นในเบื้องต้น ต่อจากนั้นไปก็ค่อยขยายกว้างขวางออกไป สำเร็จมรรคผลนิพพานแต่ละครั้งจำนวนมากขึ้น ๆ ผู้มาเกี่ยวข้องมีมากเพียงไร ซึ่งเป็นเหมือนคนไข้ที่รอรับยาอยู่แล้ว ยาก็เป็นธรรมโอสถอย่างเอก หมอก็เป็นหมอชั้นเอก คือพระพุทธเจ้าทรงเป็นหมอเสียเองด้วย แล้วก็เข้าบรรจบกันได้โดยถูกต้องเหมาะสม จึงเป็นเหตุให้สำเร็จมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับ ๆ หรือว่าหายจากโรคที่เสียดแทงหัวใจ หรือโรคที่เคยขยี้หัวใจมาเป็นเวลานาน ได้แก่กิเลสตัณหาอาสวะประเภทต่าง ๆ ได้สลายตัวไปหมดเหลือแต่ธรรมชาติล้วน ๆ คือธรรมที่บริสุทธิ์พุทโธ เป็นขั้น ๆ ไปตั้งแต่พระโสดา สกิทา อนาคา จนกระทั่งถึงอรหัตบุคคล เป็นผู้ครองสมบัติอันล้นค่าขึ้นภายในจิตใจได้

นี่คือหมอชั้นเยี่ยม ศาสดาชั้นเอก ทรงสั่งสอนสัตว์โลกด้วยความรู้แจ้งเห็นจริงจริง ๆ ผลจึงปรากฏเช่นนั้น นี่บรรดาสาวกทั้งหลายท่านที่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานเต็มภูมิของตนแล้ว ก็แนะนำสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาต่อแขนงออกไปโดยลำดับลำดา ทำให้พระศาสนากว้างขวาง ให้คนรู้เข้าอกเข้าใจในอรรถในธรรมตลอดมรรคผลนิพพาน กว้างขวางไปโดยลำดับ ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดเพราะการแสดงธรรมอันถูกต้องดีงามให้ฟัง

เมื่อสรุปย่นเข้ามาในสมัยปัจจุบันนี้แล้ว มีผู้ใดที่จะสามารถประพฤติปฏิบัติตนได้เป็นที่ถูกต้องเหมาะสมกับสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนั้น มีจำนวนเท่าไร นี่เราต้องคิดเอาตรงนี้ก่อน ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักแห่งสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนั้นมีมากเท่าไร จิตใจของผู้ที่น้อมเข้าสู่ความจริงแห่งธรรมทั้งหลาย เพื่อความหลุดพ้นเหมือนครั้งพุทธกาลนั้นมีมากเพียงไร สิ่งเหล่านี้ต้องลดลงไปโดยลำดับ ๆ จนกลายเป็นเรื่องที่ว่าบวชเป็นประเพณี อยู่เป็นประเพณี บวชเป็นประเพณี อะไรก็กลายเป็นประเพณีไปหมด ความรู้สึกโทษรู้สึกคุณในจิตใจตนเองเกี่ยวกับเรื่องพระศาสนาไม่ค่อยจะปรากฏ เมื่อเป็นเช่นนั้นมรรคผลนิพพาน จะล่วงไหลหลงมาจากทิศจากแดนใดเข้ามาสู่จิตใจของผู้นั้นได้ล่ะ

เพราะธรรมเป็นองค์แห่งเหตุผลอยู่แล้ว ธรรมเป็นธรรมชาติแห่งความจริงอยู่แล้ว คนผู้ปฏิบัติไม่จริงทำไม่จริง เจตนาหรือจิตใจซึ่งเป็นภาชนะอันสำคัญนั้น มันคว่ำมันตะแคงไปไหนก็ไม่รู้ น้ำที่ไหนจะไปเที่ยวไหลซอกแซกเข้าไปสู่ภาชนะเช่นนั้น ยิ่งน้ำอรรถน้ำธรรมด้วยแล้ว ถ้าไม่ได้ตั้งใจฟังด้วยเจตนาเหมือนอย่างว่าล้นพ้น เจตนาอยากรู้อยากเห็นธรรมนั้นล้นพ้นในหัวใจ ท่วมท้นในหัวใจ ผู้นั้นมีหวังจะรู้ได้เห็นได้โดยไม่สงสัย

เพราะความหวังมีกำลังมาก ความเพียรความสนใจทุกอย่างเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในอรรถธรรมทั้งหลาย ก็ต้องมีมากเหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นความพากเพียรต้องหนักมือ ไม่อยู่ด้วยความประมาทนอนใจในอิริยาบถต่าง ๆ แม้จตุปัจจัยทั้ง ๔ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช ซึ่งเป็นสิ่งที่อาศัยนั้นก็สักแต่ว่าอาศัยจริง ๆ จิตใจไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องพัวพัน ยึดถือสิ่งเหล่านั้นเป็นอารมณ์จนเป็นของจริงขึ้นมา แทนอรรถธรรมซึ่งเป็นของจริงทั้งหลาย ท่านไม่มี มีแต่สักแต่ว่าอาศัยไปวันหนึ่ง ๆ

อะไรจะมีมากมีน้อยขาดตกบกพร่องไม่สนใจให้เสียเวล่ำเวลา ยิ่งกว่าการสนใจในอรรถในธรรมและการประพฤติปฏิบัติอรรถธรรมของตนไป ทุกอาการแห่งความเคลื่อนไหวและทุกอิริยาบถเว้นแต่หลับเสียเท่านั้น นี่เป็นความหนักแน่นในอรรถในธรรม อย่างไรต้องรู้ต้องเห็นในธรรมทั้งหลาย เมื่อมีครูอาจารย์ผู้ที่รู้จริงเห็นจริงแนะนำพร่ำสอนอยู่ ไม่สงสัยว่าจะเป็นไปไม่ได้ในจิตดวงเช่นนั้น บุคคลผู้เช่นนั้น พระองค์เช่นนั้น ต้องเป็นเจ้าของสมบัติแห่งมรรคผลนิพพานโดยไม่ต้องสงสัย เพราะสวากขาตธรรมนี้ตรัสไว้ชอบตลอดมาอยู่แล้ว ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้เป็นสวากขาตธรรม เพื่อนำสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ได้เช่นเดียวกัน

และคำว่ามัชฌิมาปฏิปทาก็เป็นธรรมที่เหมาะสมแก่การปราบปรามกิเลสทุกประเภท ให้สิ้นไปจากใจ เพื่อมรรคผลนิพพานที่จะได้บรรจุเต็มหัวใจของตน เช่นเดียวกันกับครั้งพุทธกาล ท่านจึงเรียกว่ามัชฌิมา คือความเหมาะสมอยู่ตลอดเวลา ทั้งฝ่ายเหตุคือการปราบปรามกิเลสด้วยความเพียร ด้วยอาวุธมีสติปัญญาศรัทธาความเพียรเป็นสำคัญ เหมาะสมในการที่จะปราบกิเลสทุกประเภท ไม่มีกิเลสประเภทใดที่จะมีอำนาจเหนือมัชฌิมาปฏิปทาของพระพุทธเจ้าไปได้เลย

เมื่อได้ยินได้ฟังตามหลักธรรมที่ท่านประพฤติปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ประพฤติปฏิบัติและรู้จริงเห็นจริงมาแล้ว มาสั่งสอนด้วยความจริงที่เคยรู้เคยเห็นมาแล้ว แก่ผู้ที่มีความสนใจเพื่อมรรคผลนิพพานอย่างเต็มใจอยู่แล้ว ผู้นั้นต้องได้รับผลเป็นลำดับลำดา เราเองไม่สงสัย เพราะธรรมนี้เป็นธรรมที่ท้าทายอยู่แล้ว คำว่าท้าทายก็หมายถึงว่า ไม่มีเอนมีเอียง ไม่สะทกสะท้านถ้าเป็นคน แน่ต่อความจริงเพราะเป็นความจริงอยู่แล้ว เป็นของจริงอยู่แล้ว เป็นของแน่นอนตายตัวอยู่แล้วในการที่จะรับสนองผู้นำธรรมนี้ไปปราบปรามกิเลส

เอ้า ปัญญาเป็นต้น ปัญญามีความฉลาดแหลมคม ถ้าผลิตให้มีให้เกิดขึ้น สติเป็นสิ่งที่ผลิตได้ เป็นสิ่งที่อบรมให้มีความแก่กล้าสามารถได้ ปัญญาเป็นธรรมชาติที่จะละเอียดแหลมคมเข้าไปโดยลำดับ ๆ ควรแก่การปราบปรามกิเลสประเภทนั้น ๆ โดยลำดับ จนกระทั่งกิเลสละเอียดสุด ปัญญาก็สูงสุดได้แก่มหาสติมหาปัญญา เหมาะสมกับการปราบปรามกิเสลขั้นละเอียดสุดจนถึงวิมุตติพระนิพพานได้ ไม่นอกเหนือจากมัชฌิมาปฏิปทาที่ทรงสอนไว้แล้วนี้โดยถูกต้องแม่นยำ

แต่การที่จะประพฤติปฏิบัติอุบายต่าง ๆ ที่จะนำมาปฏิบัติตนเองนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าไม่ได้รับการศึกษาอบรม เพียงเราไปดูตามตำรับตำราเราไม่ได้ประมาท ตำรับตำราท่านแสดงไว้เป็นกลาง ๆ เหมือนกับยาที่บรรจุไว้ในตู้ เต็มตู้เต็มหีบมีแต่ยาทั้งนั้น แต่ถ้าไม่ทราบว่ายาขนานนั้น ๆ รักษาโรคชนิดไรแล้วนำยานั้นมารักษา อย่างน้อยก็ไม่เกิดผลเกิดประโยชน์ มากกว่านั้นก็เป็นอันตราย ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกัน ธรรมะนั้นจริงแต่ผู้ไปหยิบเอาธรรมะประเภทนั้น ๆ มาปฏิบัติต่อตนเองนี้ หยิบมาไม่ถูก เมื่อเอามาปราบกิเลสแทนที่จะเอาทางคมลงก็กลับเอาสันลงเสีย แล้วกลายเป็นยื่นด้ามดาบให้กิเลสฟันเจ้าของอีกเสีย เพราะไม่เข้าใจวิธีปฏิบัติ

ด้วยเหตุนี้การศึกษาอบรมจากครูจากอาจารย์ ที่ท่านดำเนินมาแล้วด้วยความชำนิชำนาญ และรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งหลายภาคสมาธิภาคปัญญาตลอดภาควิมุตติหลุดพ้นมาโดยลำดับแล้ว นั่นจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะไม่ทำผู้นั้นซึ่งมีความตั้งใจอย่างเต็มใจอยู่แล้ว ให้เสียเวล่ำเวลาและเหนื่อยเปล่า ๆ ยกตัวอย่างเช่นสมัยท่านอาจารย์มั่นแสดงธรรม ไม่มีตรงไหนที่คำว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น เห็นจะเป็นอย่างนี้ เราไม่เคยได้ยินจากท่านนับแต่ไปอยู่กับท่านมาจนกระทั่งวันท่านมรณภาพจากไปก็เป็นเวลา ๘ ปี ไม่เคยปรากฏคำว่าเห็นจะเป็นอย่างนั้น คงจะเป็นอย่างนี้ น่าจะเป็นอย่างนั้น ไม่มี

มีแต่ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องปฏิบัติอย่างนั้น ต้องพิจารณาอย่างนั้น แล้วต้องรู้อย่างนั้นโดยไม่ต้องสงสัย ขอให้ทำอย่างนี้ ๆ ก็แล้วกัน ไม่ว่าอย่างไหนเป็นคำที่ท่านถอดออกมาจากความจริงที่ท่านเคยปฏิบัติและรู้เห็นมาแล้วทุกแง่ทุกมุมโดยไม่สงสัย คำว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จึงไม่ปรากฏในจิตใจของท่าน เพราะท่านไม่มีของปลอมที่ไปแทรกอยู่นั้นพอที่จะให้นำแบบธรรมงู ๆ ปลา ๆ ออกมาว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้ มีแต่ของจริงล้วน ๆ จึงแสดงออกมาด้วยความแน่ใจว่าต้องเป็นอย่างนั้นเป็นต้น

นี่ละการที่จะละบาปทางกายวาจาใจก็ไม่ใช่เป็นของย่อย เกี่ยวโยงกันกับ สจิตฺตปริโยทปนํ คือข้อสุดท้ายได้แก่ข้อที่ ๓ เป็นธรรมเกี่ยวโยงกัน การจะทำจิตให้เฉลียวฉลาดจากความโง่ที่เป็นพื้นฐานมานั้น ก็ต้องได้อาศัยการอบรมการศึกษาจากตำรับตำรา และอบรมจากครูจากอาจารย์ที่เป็นที่แน่ใจในวิธีการต่าง ๆ ที่จะให้เกิดความฉลาดขึ้นมาด้วยจิตตภาวนา เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติจึงต้องสำเหนียกศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังกับครูกับอาจารย์ นี่เป็นสำคัญมาก

เมื่อเราดำเนินทางด้านจิตตภาวนา โดยถูกต้องไม่ผิดแล้ว ความสงบของใจแม้ใจจะเคยฟุ้งซ่านรำคาญมา แสดงผลให้เผาจิตใจของตนยิ่งกว่าภูเขาไฟก็ตาม อย่างไรก็ไม่พ้นสติกับปัญญาศรัทธาความเพียรที่นำมาห้ำหั่นกันกับกิเลสประเภทพาฟุ้งซ่านรำคาญนี้ให้สิ้นไปได้โดยไม่ต้องสงสัย ต้องได้รับความสงบจากจิตตภาวนาด้วยความมีสติกำกับงานของตน นี่คือวิธีการกระทำจิตให้มีความฉลาด และให้รู้วิธีละบาป ไม่ทำบาปทางใจทางกายทางวาจาออกมา นี่เป็นของหยาบ ๆ

ใจเป็นสิ่งสำคัญที่สร้างบาปให้แก่ตัวเองอยู่เสมอ บาปคือความเศร้าหมอง บาปคือความมืดตื้อ ผลของบาปก็คือความทุกข์ มันสร้างอยู่ภายในจิตใจเสมอ เราพยายามหักห้ามความคิดที่เป็นข้าศึกต่อธรรม ไม่ว่าความคิดประเภทใดที่เป็นข้าศึกต่อธรรมแล้ว ก็ชื่อว่าเรานั้นทำลายตัวเอง ทำลายธรรมซึ่งมีอยู่ในตัวของเราเอง สุดท้ายก็เรียกว่าเราทำลายตัวเราเอง จึงต้องฝึกจิตใจให้มีความเฉลียวฉลาดทันกับกลมายาของจิตที่คิดในแง่ต่าง ๆ นอกลู่นอกทางดังที่เคยเป็นมาด้วยความมีสติ

เมื่อจิตมีสติเป็นเครื่องกำกับในองค์ภาวนาและการรักษาใจตนอยู่โดยสม่ำเสมอแล้ว จิตก็มีผู้รักษาจิตมีผู้เลี้ยง จิตก็ปลอดภัยจิตไม่ได้รับความลำบากลำบนความทุกข์ความทรมาน ซึ่งเป็นผลเกิดมาจากกิเลสทิ่มแทงหัวใจหรือบีบบี้ทำลายจิตใจ ใจก็สงบเย็นได้ เมื่อใจสงบเย็นได้ใจก็มีความสุข เมื่อมีพื้นฐานแห่งความสงบอยู่ภายในจิตพอที่จะพิจารณาทางด้านปัญญาได้แล้ว เมื่อเป็นโอกาสที่จะพิจารณาทางด้านปัญญา คือนอกจากขณะที่จิตสงบอยู่ในองค์สมาธิองค์ภาวนาแล้ว เราก็ใช้ปัญญาพินิจพิจารณา

การพิจารณาก็ต้องถือธาตุขันธ์ธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟหรือขันธ์ ๕ นี้เป็นสนามรบคลี่คลายดูเรื่องต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ ภายในขันธ์ทั้ง ๕ นี้ มีรูปขันธ์เป็นสำคัญ เหมาะสมกับภาคพื้นเบื้องต้นที่เราจะพิจารณาทางด้านปัญญา คลี่คลายร่างกายนี้ให้เห็น ส่วนมากก็เป็นเรื่องของปฏิกูลเสียก่อน เพื่อจิตจะได้สงบตัวลงไปเพิ่มตัวเข้าไปอีก เพราะคำว่าปฏิกูลหรืออสุภะนี้เป็นคู่ปรับกันกับความฟุ้งซ่านรำคาญไปด้วยอำนาจแห่งราคะตัณหา ซึ่งเป็นตัวคึกคะนองอยู่ประจำใจตลอดเวลา ตัวนี้เป็นตัวที่กวนมาก ทำลายจิตใจมาก รบกวนจิตใจมาก ยุแหย่มาก กระซิบกระซาบมาก หาความสงบไม่ได้ใจของคนเราก็เพราะธรรมชาตินี้เป็นผู้ยุแหย่ก่อกวนมากยิ่งกว่ากิเลสประเภทอื่นใด เพราะฉะนั้นจึงต้องพิจารณาเพื่อเป็นคู่ปรับกัน ให้จิตได้เห็นความจริงภายในร่างกายของตนและของคนอื่นที่มันไปรักไปชอบกับผู้ใด

แยกขยายออกดูสกลกายทุกชิ้นทุกส่วน นับตั้งแต่ผิวหนังที่เห็นว่าสวยงามเกลี้ยงเกลานี้เข้าไป จนกระทั่งถึงภายในและภายในที่สุดในร่างกายนี้ แยกขยายกันออกหรือจะกำหนดให้ตายเน่าพองก็ได้ แล้วแตกกระจัดกระจายออกจากกันไปแล้วเป็นสิ่งที่น่าดูหรือไม่ ผิวหนังที่ว่าเป็นสิ่งที่สวยงามเกลี้ยงเกลาน่ารักใคร่ชอบใจ ก็กลายเป็นของปฏิกูลกันไปหมด เลยไม่มีคำว่าผิวหนัง มีตั้งแต่ของปฏิกูลเต็มหมดทั้งภายนอกภายในเห็นได้อย่างชัดเจนตามหลักความจริงในขั้นนี้ ๆ จิตย่อมสงบตัวเข้ามาจากความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมราคะตัณหา ที่เสกสรรปั้นยอสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ว่าเป็นของสวยของงาม เป็นของที่น่ารักใคร่ชอบใจ

เมื่อได้พิจารณาปัญญาแยกแยะเห็นสิ่งเหล่านี้โดยลำดับลำดาแล้ว จิตแม้จะคึกคะนองยิ่งกว่าม้าตัวคะนองก็ตาม จะพ้นอำนาจแห่งธรรมะเหล่านี้ไปไม่ได้ ย่อมจะถอยตัวเข้ามาสู่ความสงบ นอกจากนั้นยังเห็นโทษแห่งสิ่งเหล่านั้นด้วย เห็นภัยแห่งสิ่งเหล่านั้นด้วย เห็นความเป็นของปฏิกูลน่าเบื่อหน่ายถอนตัวเข้ามาโดยลำดับ ๆ ด้วย นี่คือวิธีการที่จะทำจิตใจให้สงบ เป็นอุบายปัญญาคือความฉลาดประเภทหนึ่ง นี่ท่านว่า กุสลสฺสูปสมฺปทา ยังจิตของตนให้มีความเฉลียวฉลาด กุศล ๆ กุสล ๆ ก็คือความฉลาด

ให้ฉลาดไปอย่างนี้โดยลำดับ จะฉลาดในแง่ใดก็ตาม ถ้าเป็นแง่จะทำจิตใจให้ถอดถอนจากสิ่งเกี่ยวข้องพัวพันหมดกังวลไปโดยลำดับแล้ว ชื่อว่าเป็นจิตที่ฉลาด เป็นอุบายที่ชอบธรรมหรือเป็นอุบายที่ฉลาด เมื่อพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ และถืองานเหล่านี้เป็นงานประจำชีวิตประจำหน้าที่ของตน ประจำเพศของตนอยู่แล้ว ทำไมจะไม่รู้แจ้งเห็นจริงในความจริงทั้งหลายที่มีอยู่เต็มร่างกายของเราของเขาของท่านของใครก็ตาม มันเป็นธรรมชาติอย่างนี้กันหมด เป็นแต่เพียงว่าผิวหนังบาง ๆ มาห่ออยู่ด้วยผิวหนังบาง ๆ เท่านั้น เพียงเท่านั้นเราก็ติดเหรอ บาง ๆ เท่านี้ก็ติดมัน

ปัญญาแทงทะลุเข้าไม่ได้เหรอ ปัญญาของพระพุทธเจ้าปัญญาของสาวกท่านเอามาจากไหนท่านถึงแทงทะลุได้ ร่างกายของท่านใหญ่โตขนาดไหน ก็เท่า ๆ กันกับพวกเราทั้งหลาย ทำไมท่านแทงทะลุไปได้หมด ปลดเปลื้องออกได้หมด อันนี้มันจะเหนียวแน่นที่ตรงไหน ร่างกายทุกส่วนไม่มีความเหนียวแน่นมั่นคงไปติดไปพันผู้หนึ่งผู้ใดจิตใจดวงใดเลย นอกจากใจของตัวเองมันคึกมันคะนองไม่เข้าเรื่องเข้าราว คิดออกนอกลู่นอกทางเสกสรรปั้นยอสิ่งที่ปลอมแปลงทั้งหลายว่า เป็นของดิบของดี แล้วสิ่งเหล่านั้นก็มาพัวพันจิตใจเป็นฟืนเป็นไฟเผาลนตนเองต่างหาก ไม่เห็นมีอันใดที่จะเป็นไปตามความคิดสำคัญมั่นหมายหรือปั้นยอนั้นเลย นี่การพิจารณาเราพิจารณาให้เห็นอย่างนี้

พิจารณาหลายครั้งหลายหนจนเป็นพื้นของจิต สร้างฐานของจิตทั้งสมาธิคือความแน่นหนามั่นคง ทั้งฐานของปัญญาให้มีความฉลาดแยบคายไปโดยลำดับ เพราะการพิจารณาสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นเหมือนหินลับปัญญาให้คมกล้า จิตย่อมมีความเฉลียวฉลาดคล่องตัวไปโดยลำดับ สุดท้ายก็หยั่งเข้าสู่ความจริงโดยไม่ต้องสงสัย ถ้าพูดถึงเรื่องปฏิกูลก็เต็มตัวอยู่แล้วตลอดเวลาไม่มีการบกพร่อง ไม่ว่าหลับว่าตื่นยืนเดินนั่งนอน ร่างกายของคนคนหนึ่งสัตว์ตัวหนึ่งของใครก็ตามมันเป็นเหมือนกันนี้หมด

จิตจะต้องซึ้งไปตามหลักธรรมชาติอันนี้ แล้วจะตื่นเต้นที่ไหนเมื่อปัญญาได้สอดแทรกไปเห็นทุกแง่ทุกมุมตามหลักความจริงแล้ว ไม่ฝืนความจริงไปได้เลย ต้องถอยตัวเข้ามาสู่ความสงบปล่อยวางไปได้เป็นลำดับลำดา ขอแต่ให้พิจารณาให้เป็นชิ้นเป็นอันเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นจริงเป็นจังเถิด จะไม่พ้นจากความรู้จริงเห็นจริงในสิ่งเหล่านี้ด้วยปัญญาไปได้เลย เมื่อพิจารณาไปมาก ซึ่งการพิจารณาก็คืองานของจิต เรียกว่าจิตทำงาน เราก็เข้าสู่สมาธิคือความสงบเสียในบางกาลที่เห็นว่าเหมาะสมที่เราจะเข้าสู่ความสงบ ก็เข้าสู่ความสงบโดยไม่ต้องไปเป็นกังวลกับด้านปัญญาด้านพิจารณาคลี่คลายสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายหมด ให้มีแต่อารมณ์อันเดียวที่จะทำใจให้มีความสงบ แล้วพักจิตให้สงบเต็มภูมิเต็มฐานของจิต ไม่ต้องห่วงใยกับหน้าที่การงานใด ๆ ที่เคยพิจารณามาเลย ราวกับว่าเราไม่เคยพิจารณาอะไรเลยเวลานั้น มีอารมณ์อันเดียว มีจิตมุ่งมั่นอยู่อันเดียวที่จะทำใจให้สงบ จนมีความสงบเต็มที่แล้ว เมื่อจิตมีความสงบพอตัวอิ่มตัวแล้วก็ถอนออกมา

พอจิตคลี่คลายออกมาจากความสงบตัวแล้วก็ยกงานนี้ให้จิตทำ ให้พิจารณา เป็นพื้นฐานเป็นงานประจำจิตเป็นงานประจำสติปัญญาอยู่เช่นนั้น เทียบข้างในเทียบข้างนอก เทียบเขาเทียบเราเข้าสู่ความจริงอันเดียวกัน หมดโลกธาตุนี้ก็เป็นความจริงอย่างเดียวกันหมด เมื่อได้แทงทะลุสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความจริงแล้ว ย่อมสามารถจะแทงทะลุไปหมดทั่วไตรโลกธาตุที่เรียกว่า โลกวิทู เพราะมันเหมือนกันหมด ความจริงก็เป็นเหมือนกันหมด พิจารณาสอดแทรกลงไปให้เห็นจริงก็เห็นจริงตามกันหมด แล้วจิตจะทนยึดถือได้อย่างไร นี่เป็นขั้นของปัญญา

นี่เรียกว่าทำจิตให้มีความฉลาดก็ฉลาด ปลดเปลื้องสิ่งที่พัวพันอยู่ภายในจิตใจของตนให้หมดไปโดยลำดับ ๆ นั้นแลท่านเรียกว่าความฉลาดในด้านธรรมะฉลาดเพื่อถอดเพื่อถอน ฉลาดเพื่อความสงบเย็นใจของตนเอง ไม่ใช่ฉลาดเพื่อก่อทุกข์เผาลนตัวเองเหมือนดังโลกทั้งหลายทั่ว ๆ ไปที่เขาว่าฉลาด ๆ นั่นมันฉลาดแบบโลก ฉลาดแบบธรรมแบบพระแบบนักปฏิบัติ ต้องฉลาดในการถอดถอนปลดเปลื้องอารมณ์ต่าง ๆ ให้ทันกับกลมายาของกิเลสที่แสดงขึ้นมาจากใจของตนเอง ด้วยอุบายของสติปัญญา นี่เรียกว่าฉลาด เมื่อความฉลาดมีมากขึ้น ๆ ก็ย่อมจะเห็นชัดตามเป็นจริงกว้างขวางออกไป ละเอียดลออเข้าไป กิเลสที่เคยคึกเคยคะนองตั้งโรงสุรายาเมา โรงเพลิดโรงเพลินโรงระบำรำโป๊อะไรก็ตามอยู่บนหัวใจ มันจะพังทลายลงไปโดยลำดับ ๆ จนไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ภายในใจนั้นเลย เพราะอำนาจของสติปัญญาที่พิจารณาอยู่ไม่หยุดไม่ถอย

นี่อุบายแห่งการพิจารณา เป็นอุบายที่สด ๆ ร้อน ๆ ไม่ขึ้นอยู่กับคำว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนาน ธรรมได้ล่วงกาลผ่านสมัยมานาน ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มี เป็นธรรมที่สด ๆ ร้อน ๆ เป็นมัชฌิมาเรียกว่าสด ๆ ร้อน ๆ เหมาะกับการปราบกิเลสของเราอยู่ตลอดเวลาถ้านำมาปราบ ถ้าไม่นำมาปราบแม้จะไปจับชายจีวรของพระพุทธเจ้าอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นได้ตามเสด็จพระพุทธเจ้า การตามเสด็จพระพุทธเจ้าก็คือการปฏิบัติธรรมที่เหมาะสมสมควรแก่ธรรม คือเป็นการรื้อถอนกิเลสออกไปด้วยการปฏิบัติโดยชอบธรรม โดยสม่ำเสมอนั้นแลคือผู้ตามเสด็จพระพุทธเจ้า และการรู้เห็นความจริงมากน้อยโดยลำดับ ๆ จนกระทั่งเห็นความจริงเต็มสัดเต็มส่วน ก็ชื่อว่าผู้ได้เห็นองค์ตถาคตเป็นลำดับ ๆ จนได้เห็นองค์ตถาคตโดยสมบูรณ์ ซึ่งธรรมท่านก็กล่าวไว้แล้วว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต ก็หมายถึงเห็นความจริงนั่นเอง นี่การปฏิบัติเป็นอย่างนี้

นี่การยังจิตให้ฉลาด เมื่อจิตมีความฉลาดภายในตัวจิตก็ย่อมมีความสงบผ่องใสไปได้โดยลำดับ ๆ การสร้างบาปทางกายวาจาใจก็ลดน้อยลง ๆ ผลที่สุดจิตกระเพื่อมขึ้นมาในแง่ใดสติปัญญาทันหมด แล้วจิตจะมีโอกาสสร้างบาปที่ไหน เมื่อจิตฉลาดพอแล้วย่อมไม่สร้างบาปขึ้นในตัวเอง จิตก็ผ่องใส ผ่องแผ้ว จากนั้นแล้วก็กลายเป็นจิตที่บริสุทธิ์ขึ้นมา เพราะความฉลาดมีกำลังมากเป็นลำดับลำดาจนถึงขั้นมหาสติมหาปัญญา กิเลสจะหลบซ่อนอยู่ที่ไหนเป็นไม่มีเหลือ ไม่มีเหนืออำนาจของสติปัญญาขั้นนี้ไปได้ จะต้องถูกทำลายฉิบหายป่นปี้ไปหมด นั่นแหละตอนกิเลสมันฉิบหายป่นปี้ไปหมด เพราะอำนาจของสติปัญญาอัตโนมัติแล้ว เป็นจิตที่บริสุทธิ์ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ พระโอวาทของพระพุทธเจ้าทุก ๆ องค์ท่านสอนอย่างนี้

จิตจะถึงขั้นผ่องใสหรือบริสุทธิ์ได้ด้วยวิธีการที่กล่าวมาเหล่านี้ ท่านสอนแบบเดียวกันหมด ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดสอนโลกเอาธรรมะยาก ๆ ไว้ให้แก่โลก องค์นั้นเอาธรรมะง่าย ๆ มาสอนโลก องค์นี้ยิ่งง่ายกินแล้วให้นอนทั้งวันทั้งคืน มรรคผลนิพพานจะเกิดขึ้นเอง เพราะพระพุทธเจ้าองค์นี้ท่านสอนง่ายที่สุด เหมาะสมกับจริตนิสัยของสัตว์โลกที่เป็นความสะเพร่ามักง่ายขี้เกียจขี้คร้าน นอนไม่รู้จักตื่น กินไม่รู้จักอิ่มพอ แล้วเหมาะสมกับธรรมะของศาสดาองค์นี้ ท่านมาสอนแบบนี้เหมาะสมกับสัตว์โลกประเภทนี้ และสัตว์โลกก็ได้ผลเป็นที่พึงพอใจตามพระโอวาทของพระพุทธเจ้าที่สอนอย่างง่าย ๆ นี้ ดังนี้ไม่มี

เพราะฉะนั้นพวกเราอย่าไปสนใจ อย่าไปคิดถึงเรื่องความขี้เกียจขี้คร้าน เรื่องความหนักความเบาความลำบากลำบน ว่าจะให้ผลเป็นสิริมงคลแก่เราอย่างหนึ่งอย่างใดเลย นอกจากหนักก็เอาเบาก็สู้ เราก้าวเข้าสู่ความเป็นนักรบ เข้าสู่สงครามระหว่างกิเลสกับธรรมกับเราแล้ว เราต้องสู้เสมอไม่มีการท้อถอย เพราะพระโอวาทของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นแบบเดียวกันดังที่อธิบายมานี้ ไม่มีพระโอวาทที่สอนสัตว์ให้นอนอยู่ในอู่ในเปลสะดวกสบาย กิเลสจะพังทลายไปหมดเมื่อระลึกถึงธรรมพระพุทธเจ้าเพียงเท่านั้นอย่างนี้ไม่มี พอที่เราจะนอนใจ พอที่เราจะเห็นคุณค่าของความขี้เกียจขี้คร้านบ้างเลยไม่มี นอกจากเห็นคุณค่าแห่งความพากเพียร เห็นคุณค่าแห่งความขยันหมั่นเพียร ความอดความทน เห็นคุณค่าแห่งความเฉลียวฉลาดทางสติปัญญาของนักปฏิบัติเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นที่จะเป็นทางพ้นจากทุกข์ จึงขอให้ทำความแน่ใจกับตัวเอง

อย่าให้มีแต่ครูบาอาจารย์สั่งสอนเสียแทบล้มแทบตาย สั่งสอนแต่ละครั้งละหนนี้ก็ทุ่มลงเสียจนจะสลบไสล แล้วผู้ฟังถึงใจอย่างไรบ้างหรือไม่ ถ้าถึงใจแล้วกิเลสมันก็ควรจะกระเทือนบ้าง มันควรจะหาที่หลบที่ซ่อนบ้าง มิเช่นนั้นมันก็ต้องตายไปโดยลำดับ พ่อมันไม่ตายลูกมันก็ต้องตาย ลูกมันไม่ตายหลานมันต้องตายแน่ ๆ กิเลส ถ้าเราฟังอย่างถึงใจ เห็นโทษของกิเลสถึงใจการประพฤติปฏิบัติจะไม่ถึงใจได้อย่างไร เมื่อถึงใจแล้วก็ต้องถึงกิเลส เพราะกิเลสอยู่ที่ใจ เมื่อถึงกิเลสแล้วกิเลสจะต้องหลุดลอยออกไป นับตั้งแต่ลูกเต้าหลานเหลนของกิเลส จนกระทั่งพ่อแม่ปู่ย่าตายายของกิเลส จะไม่มีเหลืออยู่ภายในจิตใจเลย ถูกมัชฌิมาปฏิปทาของนักปฏิบัติที่ทันสมัย เรียกว่าทันกับกิเลสนี้ปราบปรามให้เรียบไม่มีเหลือเลย หลุดพ้นกันที่ตรงนี้

การหลุดพ้นจากทุกข์หลุดพ้นที่มันมีทุกข์อยู่นั้นแล เวลานี้ทุกข์อยู่ที่ไหน ทุกข์อยู่ที่ใจ กิเลสอยู่ที่ใจทุกข์จึงมีอยู่ที่ใจ เพราะคำว่าทุกข์ได้แก่ผลของกิเลส สมุทัยคืออะไร นนฺทิราคสหคตา ตตฺร ตตฺราภินนฺทินี. เสยฺยถีทํ กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา. ได้แก่อะไรอยู่ที่ไหน กามตณฺหา ความรักความใคร่ในกิเลสกาม วัตถุกาม มันเต็มหัวใจอยู่นี้มีความบกพร่องที่ไหนเวลานี้ นี่มันอยู่ที่นี่ กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา อยู่ที่หัวใจนี้ คำว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป จนกระทั่งสัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นเครื่องมือปราบกิเลสอยู่ที่ไหนถ้าไม่อยู่ที่ใจ ใจไม่ผลิตขึ้นมาใครจะผลิตขึ้นมา ใจไม่นำมาฟาดฟันหั่นแหลกกับกิเลสผู้ใดจะมาฟาดฟันหั่นแหลก ก็อยู่ด้วยกันนี้ ทุกข์ทางใจก็หมดไม่มีสิ่งใดเหลือ นั่นจะว่าบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ที่นี่ ท่านว่า สจิตฺตปริโยทปนํ ทำจิตให้ผ่องแผ้วจนกระทั่งถึงความบริสุทธิ์

ถ้าทำแบบพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แล้วมันต้องบริสุทธิ์ได้จิต เพราะกิเลสเป็นสิ่งที่แก้ได้ปราบได้ทำลายได้ ถ้าทำลายไม่ได้แล้วพระพุทธเจ้าไม่มีองค์ใดปรากฏขึ้นในโลกได้ ไม่มีผู้ใดบริสุทธิ์ได้ ต้องเป็นคนมีกิเลสแบกกิเลสตลอดเวลาทุกตัวสัตว์โลก ไม่มีแม้แต่รายเดียวที่จะพ้นทุกข์ไปได้ นี่เราเคยเห็นไม่ใช่หรือตำรับตำรา พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้มานี้กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านพระองค์ ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลส เหยียบย่ำทำลายกิเลส สมมุติภายในจิตใจให้ขาดกระเด็นออกไปจากจิตใจทั้งหมด จึงเป็นผู้พ้นโลกแห่งวัฏฏะ คือความเกิดแก่เจ็บตายไปเสียได้ และสาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้นมีจำนวนมากเพียงไร ท่านเหล่านี้เป็นผู้หลุดพ้นไปได้หมด เพราะอำนาจมัชฌิมาปฏิปทานี้ทั้งนั้น ไม่มีอย่างอื่นที่จะมีอำนาจเหนือกิเลสและกิเลสจะกลัว กลัวเท่านี้กิเลส

เราเป็นนักปฏิบัติต้องเอาให้จริงให้จัง ลูกศิษย์ตถาคตไม่ปรากฏว่าได้ทรงสั่งสอนให้มีความท้อแท้อ่อนแอเหลวไหล มีแต่สอนให้จริงให้จังทุกอย่างไม่ว่ากิจนอกการใน ให้มีสติ ทำด้วยความจงใจทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็จะมาเป็นเครื่องสนับสนุนจิตใจของเราภายในนี้แล สติภายนอกเวลาใช้ภายนอกก็เป็นสติ ใช้ภายในก็เป็นสติ ใช้ภายนอกก็เป็นปัญญา ใช้ภายในก็เป็นปัญญา คนที่เคยฉลาดแสดงออกข้างนอกก็ฉลาด แสดงเข้ามาทางในก็ฉลาด คนที่เคยโง่ เป็นนิสัยสันดานโง่แสดงออกข้างนอกก็โง่ แสดงเข้ามาภายในก็โง่

นี่พระพุทธเจ้าสอนให้กำจัดความโง่เขลาเบาปัญญานี้ออก ด้วย กุสลสฺสูปสมฺปทา ให้มีความฉลาดยังจิตใจของตนให้ฉลาดด้วยการอบรม เมื่อฉลาดแล้วย่อมจะสามารถทราบได้ในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีอยู่ภายในตนและเกี่ยวข้องกับตนตลอดโลกธาตุทำไมจะทราบไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงทราบมาแล้ว สาวกทั้งหลายได้ทราบมาแล้วได้พ้นมาแล้วจากมัชฌิมาปฏิปทานี้ เหตุไรเราจะมากอดคัมภีร์มัชฌิมาปฏิปทาตั้งแต่ชื่อกิเลสตั้งแต่ชื่อของธรรม ไม่ได้เห็นตัวกิเลสอย่างแท้จริงภายในจิตใจ ไม่ได้เห็นธรรมอย่างแท้จริงโผล่ขึ้นที่ใจนี้บ้างเลย เราไม่ละอายคัมภีร์บ้างเหรอ ไม่ละอายผ้าเหลืองพระพุทธเจ้าบ้างเหรอ ไม่ละอายบาตร สบง จีวรซึ่งเป็นบริขารของท่านผู้ที่ได้รับชัยชนะมาบ้างเหรอ เอ้า พิจารณาให้มันจริงซินักปฏิบัติ ถ้าลงได้จริงแล้วยังไงก็ไม่พ้นที่จะหลุดพ้นไปได้

วันนี้ได้อธิบายถึงเรื่องธรรม ๓ ข้อ สรุปลงแล้วก็มาอยู่ที่ สจิตฺตปริโยทปนํ เป็นพระโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งมวลทีเดียว มีรวมเท่านี้ไม่มีอย่างอื่นอย่าพากันสงสัย ไม่ปรากฏว่ามีอู่มีเปลมีหมอนมีความสะดวกสบาย สำหรับรับรองพวกเราที่เป็นคนขี้เกียจไว้ให้อยู่สบาย ๆ เรานอนหลับอยู่กิเลสก็หลุดลอยออกไป ๆ อยู่บนเปลบนหมอน ที่นอนหมอนมุ้งที่ไหน ความเพลิดความเพลินอยู่สบาย ๆ ด้วยความสบายก็ตามกิเลสหลุดไปลอยไป ไม่มีในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า มีแต่ฟาดฟันลงไปให้มันสะบั้นหั่นแหลกกันลงไปด้วยความพากเพียร เอ้า ตายก็ตายลูกศิษย์ตถาคตตายในสนามรบเป็นเกียรติแก่ตัวเอง มีแต่อย่างนั้น ธรรมทั้ง ๓ ข้อนี้ได้อธิบายให้ท่านทั้งหลายฟังว่าเป็นสิ่งสำคัญ และผู้ที่จะนำธรรมเหล่านี้ออกแสดงได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มขั้นเต็มภูมิ ก็ต้องเป็นผู้ปฏิบัติ

ผู้ปฏิบัติเท่านั้นจะเป็นผู้รู้ในแง่หนักเบาระหว่างแห่งกิเลสกับธรรมที่ต่อสู้กัน ไม่มีผู้ใดที่จะทราบแง่หนักเบาของกิเลสกับธรรม มีสติปัญญาธรรมเป็นต้น ห้ำหั่นกันหนักเบาแค่ไหน ควรจะต่อสู้กันขนาดไหน หนักเบาขนาดไหนกับกิเลสประเภทใด เป็นภาคปฏิบัติเท่านั้นเป็นผู้ปฏิบัติเท่านั้น จะเป็นผู้รู้ผู้เห็น จะเป็นผู้ต่อสู้ในสงคราม และผลที่พึงได้รับได้แก่ชัยชนะก็คือผู้ปฏิบัตินี้เท่านั้น จะเป็นผู้ทรงมรรคทรงผลเต็มหัวใจ มีอยู่เท่านี้ไม่มีอย่างอื่น ขอให้พากันเป็นที่เข้าใจลงใจกับการปฏิบัตินี้คือเพื่อมรรคผลนิพพาน จะสมมักสมหมายในวันหนึ่ง

แสดงเพียงแค่นี้


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก