แทงทะลุด้วยสติปัญญา
วันที่ 24 สิงหาคม 2523 เวลา 19:00 น. ความยาว 40.16 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓

แทงทะลุด้วยสติปัญญา

พุทธศาสนาเป็นยอดแห่งเครื่องมือหล่อหลอมมนุษย์ ให้เป็นมนุษย์เต็มภูมิ ให้เป็นพระเต็มภูมิ ไม่มีเครื่องมือใดคือโอวาทใด ที่จะยิ่งไปกว่าศาสนธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราเองได้ปฏิบัติมาเป็นเวลาหลายปี การศึกษาเล่าเรียนก็ยกไว้ นั่นเป็นประเภทหนึ่งยังไม่ถึงขั้นเอาจริงเอาจัง ทดสอบเหตุผลหลักความจริงแห่งธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงเหมือนภาคปฏิบัติ การออกปฏิบัตินั้นคือความเอาจริงเอาจัง ทดสอบเหตุผลหลักเกณฑ์ของธรรม เพื่อเข้ามาชำระสะสางสิ่งที่สกปรกโสมมอยู่ภายในจิตใจของตน ซึ่งแสดงออกเป็นความขัดแย้ง เป็นการลบล้าง เป็นข้าศึกต่อศาสนธรรมอันดีงามตลอดมา นี่เป็นสิ่งที่ร้ายแรงมากภายในจิตใจของคนและสัตว์ เฉพาะอย่างยิ่งให้ถือว่าเป็นสิ่งที่ร้ายแรงมาก ภายในจิตใจของเราผู้เป็นนักบวช ซึ่งจะชำระสะสางหรือถอดถอนสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วอย่างเต็มใจ

ความรู้ใดความเห็นใดก็ตาม ถ้าลงได้ขัดแย้งต่อศาสนธรรมแล้ว ความรู้นั้นความเห็นนั้นคือความรู้ความเห็นเพื่อทำลายตนเอง โดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึก ยังอาจจะภูมิใจในความรู้ของตนนั้นอีกด้วย ทั้ง ๆ ที่ความรู้นั้นเป็นภัยต่อตนเอง เช่นเดียวกับขุยไม้ไผ่ที่ได้เกิดขึ้นแล้วแก่กอไผ่กอใดลำใด ย่อมจะทำลายกอไผ่กอนั้นหรือลำนั้น ให้พินาศฉิบหายลงไปโดยไม่ต้องสงสัย นั่นเรียกว่าความรู้ขุยไม้ไผ่เกิดขึ้นมาแล้วฆ่าตัวเอง หรือฆ่าแม่ของตน

ด้วยเหตุนี้ธรรมจึงเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ยากที่บุคคลจะเข้าใจได้อย่างธรรมดาโลก ๆ ทั่วไป สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยของมนุษย์สามัญด้วยกันจะพิสูจน์ได้ แต่หลักธรรมนี้เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมากยิ่งกว่านั้น เราอยากทราบหลักความจริงแห่งความละเอียดอ่อนของธรรม และความจริงอันหนึ่งซึ่งเป็นความละเอียดอ่อนแหลมคมของเขาได้แก่ข้าศึกคือกิเลสนั้น เราปฏิบัติก็จะทราบไปโดยลำดับ คำว่าปฏิบัตินี้หมายถึงจิตตภาวนา การปฏิบัติตามพระวินัยนั้นเป็นข้อหนึ่งซึ่งเป็นส่วนหยาบ ยังไม่เข้าถึงความละเอียดอ่อนของธรรมและของกิเลสอย่างแท้จริงได้เลย ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีธรรมอีกขั้นหนึ่ง

ศีลนั้นเป็นธรรมขั้นหยาบ ท่านให้ชื่อว่าศีล ความจริงก็คือธรรมขั้นหยาบ เพื่อรักษากายวาจาที่แสดงออก อาจเป็นความเสียหายทำลายตนเองและผู้เกี่ยวข้องมากมายได้ จึงต้องให้ระมัดระวังรักษา ธรรมประเภทนี้ให้ชื่อว่าเป็นศีล ความจริงก็คือธรรมนั่นแล เหมือนกับรั้วของบ้าน ศีลเหมือนรั้วบ้าน ธรรมเหมือนกับสมบัติอยู่ในบ้าน มีคุณค่ามากน้อยเพียงไรก็เก็บไว้ในที่ปลอดภัย หรือที่ดีที่สุดในบ้านของเรา

ศีลเป็นรั้วสำหรับกั้นเขตแดนหรืออันตรายต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงต้องรักษาศีล เพื่อไม่ให้สิ่งที่เป็นข้าศึกทั้งหลายเข้ามาย่ำยีธรรมอันเป็นส่วนละเอียด ซึ่งกำลังจะงอกงามขึ้นภายในจิต ด้วยการปฏิบัติจิตตภาวนาของเรา นี่เป็นหลักใหญ่

เพราะฉะนั้นขอทุกท่านพึงสำเหนียกในตนเสมอ พยายามทำจิตให้จดจ่อต่อธรรมของพระพุทธเจ้า อย่าได้ฝ่าฝืน อย่าได้เห็นความรู้ความเห็นของตนนั้น ว่าเป็นของดียิ่งกว่าธรรม เพราะความรู้ประเภทนั้น ๆ ส่วนมากเจือด้วยยาพิษมาแล้วด้วยดี เราไม่อาจจะทราบได้เพราะภูมิความรู้ของเรา ไม่สามารถที่จะหยั่งทราบยาพิษประเภทนั้น ๆ ดังหลักธรรมท่านกล่าวไว้นั้นว่ากิเลส ๆ ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นข้าศึกแห่งใจทั้งมวล ธรรมจึงเป็นเครื่องกลั่นกรองสิ่งเหล่านี้ออกได้อย่างดีเยี่ยม คือธรรมฝ่ายเหตุเครื่องดำเนินซักฟอกถอดถอนด้วยความอุตส่าห์พยายาม ด้วยสติ ด้วยปัญญาเป็นของสำคัญ

การจะแก้กิเลสทุกประเภท สติกับปัญญาเป็นสำคัญอย่างยิ่ง ความเพียร ความอดความทน ความบากบั่นทั้งหลายเป็นเครื่องสนับสนุน คือเพียรด้วยความมีสติ เพียรด้วยความมีปัญญา อุตส่าห์พยายามผลิตสติ ผลิตปัญญาให้สืบต่อกันอยู่เรื่อย ๆ เมื่อมีโอกาสที่จะพิจารณาทางด้านปัญญา ก็ให้ทำความพยายาม ทำความอดทนในการพิจารณาเพื่อทราบความจริง ทั้งแง่ธรรมและแง่กิเลสประเภทนั้น ๆ ด้วยปัญญาของตนอย่างแท้จริง นี่ชื่อว่าการปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า

คำว่า กิเลส ๆ นั้น ทุกประเภทจะไม่มีสถานที่อื่นใดเป็นที่อยู่ เป็นที่อาศัย มีแต่ใจดวงเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นเรือนรังของกิเลสมานาน เราจึงไม่สามารถทราบได้ว่า กิเลสกับเรานั้นต่างกันอย่างไรบ้าง เราจึงเห็นเราเป็นกิเลส กิเลสเป็นเราไปเสียทั้งหมด ส่วนมากเราจะไม่มองเห็นกิเลส จะมองเห็นแต่ว่าเราเท่านั้น คำว่าเรานี้จึงเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา สามารถที่จะทับถมธรรมอันเป็นของจริงได้โดยไม่ต้องสงสัย เพราะคำว่าเรานี้เป็นเครื่องบรรจุพร้อมมาแล้วกับกิเลสตัวสำคัญ ๆ ซึ่งแทรกสิงอยู่อย่างสนิทติดจม เราไม่อาจจะทราบได้ ถ้าไม่ทราบได้ด้วยแง่แห่งจิตตภาวนาการทดสอบ

พระพุทธเจ้าของเราท่านทรงบำเพ็ญมาได้บำเพ็ญมาแล้วอย่างนี้ พูดถึงเรื่องความเพียรก็เพียรเต็มที่เต็มฐาน ถึงชีวิตจิตใจจะล่วงลับดับไปในขณะที่ทรงบำเพ็ญเพียร พระองค์ก็ยอมเสียสละ ไม่เสียดายแม้แต่นิดหนึ่ง นอกจากที่จะเทิดทูนธรรมที่พระองค์ทรงมุ่งหวังนั้น และให้ได้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้แล้วนั้นเท่านั้น ความมุ่งมั่นหรือความมุ่งหมายนี้มีกำลังกล้าในพระทัยของพระองค์ ฉะนั้นความลำบากลำบนใด ๆ ในการประกอบความพากเพียร พระองค์จึงไม่ถือว่าเป็นอุปสรรค ไม่ถือว่าเป็นสิ่งกีดขวาง ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่จะหักห้ามความเพียรของพระองค์ให้ลดหย่อนผ่อนตัวลงได้เลย มีแต่ความอุตส่าห์พยายามเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ผลสุดท้ายก็ไม่พ้นความพยายามและไม่พ้นพระสติปัญญาไปได้เลย สามารถรู้แจ้งแทงตลอดสิ่งที่มืดดำทั้งหลาย ที่หุ้มห่อภายในพระทัยของพระองค์ให้แตกกระจาย ขยายความรู้อันลึกซึ้งกว้างขวางแผ่กระจายออกไปเป็นความสว่างกระจ่างแจ้งด้วยพระสติปัญญาหรือปัญญาญาณ กลายเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลกเพราะอำนาจแห่งความเพียรเป็นเครื่องสนับสนุนพระสติปัญญา

เราทั้งหลายผู้เป็นลูกศิษย์ตถาคตอย่าลืมธรรมเหล่านี้มาเป็นเครื่องกำกับจิตใจของเรา ผู้ใดมีความเพียร ผู้ใดยอมรับความจริงจากศาสนธรรมซึ่งเป็นของจริงล้วน ๆ นี้ และพยายามปฏิบัติดำเนินจดจ่อต่อเนื่องกันอยู่โดยสม่ำเสมอ ด้วยทางสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรไม่ลดละแล้ว กิเลสแม้จะหนายิ่งกว่าภูเขากี่ลูกก็ตาม อย่าว่าเพียงภูเขาทั้งลูกเลย จะไม่พ้นสติปัญญาอันแหลมคมนี้ไปได้เลย จะต้องแตกกระจายเบิกทางออกไปได้โดยลำดับ ๆ เห็นช่องเห็นทางไปได้โดยลำดับ ๆ ในขณะเดียวกันก็เห็นกลมายาของกิเลสซึ่งเคยแทรกอยู่ภายในจิตใจไปได้โดยลำดับ ๆ โดยไม่ต้องสงสัย

เพราะฉะนั้นการบำเพ็ญเพียรจึงต้องขึ้นอยู่กับสติและปัญญาเป็นสำคัญกว่าอื่น กิเลสจะขาดไปแต่ละตัว ๆ แต่ละประเภท ๆ นั้น ขาดด้วยอำนาจของสติกับปัญญาเป็นสำคัญ จิตแม้เป็นสมาธิได้ในขั้นเริ่มแรก ก็ต้องอาศัยสติเป็นเครื่องควบคุมกับงานของตนที่กำลังดำเนินอยู่นั้น ไม่ให้ขาดวรรคขาดตอนในทางความเพียรด้วยสติ เดินก็ให้เป็นเดินด้วยความมีสติจริง ๆ ที่เรียกว่าเดินจงกรม หรือเรียกว่าเดินด้วยมีความเพียร เมื่อใช้ปัญญาก็ให้เป็นปัญญาจริง ๆ สืบต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เข้าเกี่ยวข้องกับการพิจารณาของเราโดยทางปัญญา ให้เห็นชัดเห็นจริงตามสิ่งนั้น ๆ ที่เป็นความจริงอยู่แล้วตามความดั้งเดิมของเขา เป็นแต่เพียงกิเลสมันเสกสรรปั้นยอเอาเท่านั้น เป็นเครื่องแข่งธรรมอยู่เสมอ เราหากไม่มีโอกาสทราบได้ดังที่เคยอธิบายมาอยู่โดยสม่ำเสมอ จึงเรียกว่ากิเลสแหลมคมมาก

เราอยากจะทราบความแหลมคมของกิเลส และอยากจะทราบความแหลมคมของธรรมมีสติปัญญาเป็นสำคัญ ให้เข้าสู่สนามรบกับกิเลสเราก็ทราบกันไปเอง จิตที่เคยฟุ้งซ่านรำคาญวุ่นวายก่อกวนตนเอง ด้วยอำนาจของกิเลสเรื่อยมานั้น จะต้องได้รับความสงบเพราะการกดขี่บังคับ การต่อสู้ การฝึกฝนทรมานจิต ไม่ให้เป็นไปตามอำนาจของกิเลสด้วยความเพียร ด้วยความอดทน โดยมีสติเป็นเครื่องกำกับจิตอยู่เสมอ จิตจะต้องหยั่งเข้าสู่ความสงบจนได้ในวันและเวลาหนึ่ง นี่หลักใหญ่อยู่ที่ตรงนี้

เราอย่าคาดเรื่องมรรคผลนิพพานว่าจะอยู่ในสถานที่หนึ่งที่ใด นอกจากอยู่ในวงของสัจธรรมทั้ง ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หรืออยู่ในวงแห่งสติปัฏฐาน ๔ รวมความลงแล้วก็คือว่าอยู่ในระหว่างแห่งขันธ์กับจิตนี้แล สุดท้ายก็อยู่ที่จิต เข้าไปตรงนั้น ขยับเข้าไป ๆ ลงสู่จิตทั้งหมด จิตเวลานี้บรรจุสิ่งสกปรกโสมมไว้เต็มที่ จึงมองไม่เห็นเหตุเห็นผล มองไม่เห็นหลักความจริง จึงแย้งความจริงอยู่เสมอภายในความรู้สึกของตน โดยเจ้าตัวก็ไม่รู้ เพราะกิเลสปิดบังไว้ไม่ให้รู้ เมื่อเป็นเช่นนั้นตนก็สร้างข้าศึกแก่ตนเอง ทั้ง ๆ ที่ประกอบความพากเพียรอยู่นั้นแลเราไม่ทราบได้

จึงต้องผลิตสติขึ้นมาให้ทันกับความเคลื่อนไหวของใจ แย็บออกไปตรงไหนเกิดเรื่องที่ตรงนั้น เพราะกิเลสเป็นเจ้าเรื่อง ไม่ใช่เป็นเจ้าแห่งความสงบ เป็นเจ้าเรื่อง เป็นเจ้ายุแหย่ก่อกวน เป็นตัวทำลาย อยู่ในตัวของกิเลสนั้นทั้งมวล มีมากมีน้อย ทั้งโคตรทั้งแซ่ลูกเต้าเหล่ากอของกิเลสทั้งมวล เรียนหรือดำเนินมาแบบเดียวกัน คือยุแหย่ก่อกวนทำลายจิตใจของสัตวโลก เป็นอยู่อย่างนี้ตลอด เขาไม่มีงานอื่นเป็นที่ทำถ้าจะเรียกว่างานเหมือนคนเราทำงาน เขามีหน้าที่อย่างนั้นเป็นความจริงประจำตัวของเขา จึงเรียกว่า สมุทัย อริยสจฺจํ สมุทัยเป็นของจริง เขาจริงมาอย่างนี้ตามหลักธรรมชาติ

เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยปัญญาเข้าพิสูจน์กดขี่บังคับต้านทาน หรือต่อสู้ด้วยวิธีใดก็ตามกับสิ่งเหล่านี้ ให้จิตได้ตกมาในเงื้อมมือแห่งสติปัญญา หรือตกมาฝ่ายธรรม เป็นความสงบเย็นขึ้นมาบ้างมากน้อย เป็นความสงบเย็นไปโดยลำดับบ้าง เป็นความแยบคายขึ้นมาภายในตนโดยลำดับบ้าง โดยทางสมาธิ โดยทางปัญญา นี่คือวิธีการต่อสู้กับกิเลส ให้ถืออริยสัจทั้ง ๔ เป็นสนามรบ เป็นเวทีต่อสู้กัน

ทุกข์นั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นจากกิเลสสมุทัย มีราคะตัณหาเป็นต้นผลิตขึ้นมา สติปัญญาเป็นเครื่องห้ำหั่นกันกับสิ่งเหล่านี้ หลายครั้งต่อหลายหนทนไม่ได้ต้องขาดกระเด็นไป เพราะอำนาจแห่งความเพียร นี่ละหลักใหญ่อยู่ที่ตรงนี้ การประกอบความเพียรอย่าถือเวลานั้น อย่ากำหนดเวลานี้ อย่ากำหนดอิริยาบถนั้นอิริยาบถนี้ สิ่งที่ทำลายจิตใจของเราไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา ไม่มีอิริยาบถ แต่ทำลายอยู่เสมอ เหยียบย่ำอยู่เสมอ ก่อกวนอยู่เสมอภายในใจ แสดงออกมาทางขันธ์เป็นความคิดความปรุง เป็นความสำคัญมั่นหมาย และแสดงออกมาเพราะสิ่งภายนอกเข้าไปสัมผัส และแสดงออกมาโดยความผลักดันของกิเลสโดยลำพังตัวเอง และยึดอารมณ์อดีตที่เคยสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งภายนอกมาแล้ว เข้ามายุแหย่ก่อกวน เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาตามธรรมชาติของสมุทัยไม่เป็นอย่างอื่น

การที่เราจะพิจารณากลั่นกรองจิตให้ได้รับความสงบ ต้องระงับความคิดความปรุง ซึ่งเป็นเรื่องของสมุทัยให้เป็นความปรุงทางด้านธรรมะ เช่น เราจะปรุงคำบริกรรม พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นต้น บทใดก็ตาม หรือธรรมบทใดก็ตาม งานอันนี้เป็นงานของมรรคสัจ ปรุงเหมือนกันแต่ปรุงเป็นธรรมเพื่อแก้กิเลส กิเลสนั้นปรุงเป็นเครื่องผูกมัด แต่ฝ่ายธรรมนั้นปรุงเป็นเครื่องแก้กัน ปรุงอยู่ที่จิตดวงเดียว เปลี่ยนความปรุงจากความปรุงเรื่องของกิเลส กลายมาเป็นความคิดความปรุงของธรรม ใจย่อมได้รับความสงบ นั่นคือผลเกิดขึ้นจากงานที่ประกอบด้วยธรรมโดยความมีสติ จิตย่อมจะสงบได้โดยไม่ต้องสงสัย

การทำจิตให้สงบต้องถือเป็นจริงเป็นจังทุกอิริยาบถ อย่าได้ถืออิริยาบถนั้นอิริยาบถนี้ เวลานั้นเวลานี้ ไม่ทันกาลกับสิ่งที่ทำลายตนอยู่เสมอ ซึ่งไม่มีกาลไม่มีสถานที่ มีแต่งานของเขาอยู่เช่นนั้น เราจึงทำให้ทันกาล ให้ทันเหตุการณ์ที่แสดงอยู่ภายในจิตของเรา ด้วยความเพียรของเรา นี่คือความพยายามที่จะยกระดับจิตของเราให้สูงเหนือกิเลสขึ้นไปโดยลำดับ หรือชำระจิตของตนที่มีความเศร้าหมองหรือมืดดำนั้นให้สว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมาโดยลำดับ ด้วยอำนาจแห่งความเพียร นี่ละท่านเรียกว่าหล่อหลอมมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ด้วยการประกอบคุณงามความดี เฉพาะอย่างยิ่งด้วยจิตตภาวนา เป็นสิ่งที่เห็นแจ้งประจักษ์ และย่นเข้ามาอีกก็คือพวกปฏิบัติของเราซึ่งเป็นนักบวช มีหน้าที่อันเดียวนี้เป็นสำคัญ

เราไม่ได้เป็นห่วงใยอะไรทั้งหมด จตุปัจจัยไทยทานทั้ง ๔ ประการ จีวร เครื่องนุ่งห่มใช้สอย บิณฑบาต อาหารการบริโภค เสนาสนะ ที่อยู่ที่อาศัย คิลานเภสัช เต็มอยู่แล้ว มีแต่ผู้ใจบุญมาสนับสนุนพร้อมเสมอที่จะสนับสนุนไม่ให้ขาดตกบกพร่อง พอที่จะเป็นกังวลกับสิ่งเหล่านี้ให้มากยิ่งกว่าความเพียร มีหน้าที่อย่างเดียวคือการประกอบความเพียรเพื่อชำระจิตใจของเรา ให้มีความสง่าผ่าเผยขึ้นมาจากสิ่งอับเฉาเมามัวคือกิเลสประเภทต่าง ๆ ให้โผล่ขึ้นมาด้วยความสง่าผ่าเผย ด้วยความสงบเย็นใจ นี่คือภาคหนึ่งแห่งการปฏิบัติจิต

ภาคที่ ๒ เวลาจิตมีความสงบร่มเย็นพอควรที่จะพิจารณาทางด้านปัญญาได้แล้ว ให้พิจารณา เอ้า ยกตัวการซึ่งกิเลสมันจับจองอย่างแนบสนิทติดจม เหมือนกับตีตะปูติดกับไม้ไว้อย่างแน่นหนามั่นคง ได้แก่ขันธ์ทั้ง ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น กิเลสมันบอกว่ารูปร่างสังขารร่างกายนี้นั้นมีความสดสวยงดงาม น่ารักใคร่ชอบใจ น่าเพลิดน่าเพลิน น่ากำหนัดยินดี นี่คือกลอุบายหรือวิชาของกิเลสที่ครอบหัวใจเรา ให้มองไม่เห็นความจริงได้ นี่เป็นเรื่องของกิเลส

ทีนี้เราใช้ปัญญาซึ่งเป็นหลักความจริงที่จะแก้กิเลสประเภทนี้ ให้รู้เห็นตามความจริง ดูร่างกายนี้ว่ามันสดสวยงดงามที่ตรงไหน หนังมันดูผิวเผินแบบบุรุษตาฟาง ก็ดูที่ผิวบาง ๆ นี่เท่านั้น แล้วเหมาเอาว่าเป็นของสวยของงามไปหมดทั้งตัวได้ยังไง ถ้าไม่ใช่กิเลสมันลากลงไปให้เป็นเช่นนั้น เพราะตัวกิเลสเป็นตัวจอมปลอม จึงเสกสรรออกมาด้วยความจอมปลอมของตนเสมอไป ปัญญาพิจารณาหยั่งลงไปให้เห็นตามความจริง ด้วยความเป็นอสุภะอสุภัง หมดทั้งร่างของเรานี้ ภายนอกก็มีแต่มูลสดมูลแห้ง ขี้เหงื่อขี้ไคลเต็มไปหมดภายในร่างกายของเรา เบื้องบนเบื้องล่างไม่นิยม เต็มไปหมดด้วยมูลทั้งหลายได้แก่ขี้เหงื่อขี้ไคล ขี้หูขี้ตา ขี้ฟัน เต็มไปหมด พิจารณาให้เห็นอย่างนี้

ทีนี้แยกเข้าไปสู่ภายใน มันมีความสวยความงามที่ตรงไหน มองดูตรงไหนมีแต่กองอสุภะอสุภัง ถ้าชีวิตลมหายใจไม่ครองร่างอยู่นี้แล้วดูกันได้เมื่อไร มันยิ่งกว่าป่าช้าซึ่งอยู่นอกบ้านอยู่นอกเมืองนั้นไปเสียอีก เพราะป่าช้านี้อยู่กับเรา ติดกับตัวของเรา เมื่อได้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งตามหลักความจริงนี้โดยธรรมแล้ว ทำไมจะต้องมาติด ทำไมจะต้องมากำหนัดยินดี ในสิ่งที่หลอกลวงด้วยผิวหนังเพียงบาง ๆ เท่านั้น ส่วนภายในตัวทั้งหมดเต็มไปด้วยของปฏิกูลโสโครก กองเนื้อ กองหนัง กองกระดูก กองตับไตไส้พุง อาหารใหม่อาหารเก่า ซึ่งล้วนเป็นของปฏิกูลโสโครก เต็มอยู่ในสกลกายนี้ทั้งหมด

นี่คือธรรมเป็นเครื่องแก้ความจอมปลอม ของกิเลสที่เสกสรรปั้นยอมา ให้เราหลงจนมืดมิดปิดทวาร ไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไม่รู้บุญรู้บาป ไม่รู้สุขรู้ทุกข์ ไม่รู้สูงรู้ต่ำ เพราะอำนาจของกิเลสมันบีบบังคับลงไป ให้เห็นแจ่มแจ้งตามหลักความจริงนี้แล้วจิตย่อมถอนตัวออกมา หาความกำหนัดยินดีไม่ได้ ทั้งตัวของเราทั้งตัวของเขา ตัวของใครก็ตามไม่ว่าหญิงว่าชาย มันเป็นกองอสุภะอสุภังกองป่าช้าผีดิบด้วยกัน ทั้งเนื้อ ทั้งหนัง ทั้งเอ็น ทั้งกระดูก ทั้งภายในภายนอก ตับไตไส้พุง อาหารใหม่ อาหารเก่า เป็นของสวยงามที่ตรงไหน มันเต็มไปด้วยป่าช้าที่เป็นของน่าเกลียดน่าอิดหนาระอาใจ และน่ากลัวน่าขยะแขยงอย่างยิ่ง ถ้าพิจารณาให้เห็นตามหลักความจริงในขั้นนี้เท่านั้นก็เห็นโทษแล้ว นี่ขั้นหนึ่ง

พิจารณาจนมีความชำนิชำนาญ คล่องแคล่วว่องไว เห็นประจักษ์ปัญญาของเราอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว จะทนยึดมั่นถือมั่นสำคัญว่าเราว่าของเรา ว่าเป็นของสวยของงามอยู่ไม่ได้ ไม่ว่ารูปภายนอก ไม่ว่ารูปภายใน ถ้าไม่ติดภายในแล้วก็ไม่ติดภายนอก เห็นจริงตามส่วนภายในร่างกายทุกส่วนแล้ว ย่อมเห็นจริงตามส่วนภายนอกของร่างกายทุกส่วน จะเป็นของใครของหญิงของชายก็ตามมันเป็นสภาพอันเดียวกัน จึงเรียกว่าโลกวิทู เมื่อรู้แจ้งในขันธ์นี้แล้ว ย่อมรู้แจ้งในขันธ์นั้น รู้แจ้งในขันธ์หญิงขันธ์ชายมันเป็นขันธ์เหมือนกัน เมื่อรู้แจ้งชัดแล้ว จะยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานเพราะความโง่เขลาเบาปัญญามืดบอด เนื่องมาจากอำนาจของกิเลสครอบงำได้อย่างไร มันต้องถอนตัวออกมา นี่ชื่อว่าธรรมแก้กิเลสแก้กันอย่างนี้

ธรรมนี้คือความจริง พิจารณาด้วยความจริงไม่ใช่ความเสกสรรปั้นยอ แต่กิเลสมันเสกสรรปั้นยอจึงเรียกว่าปลอม มันไม่จริง เมื่อเราพิจารณาตามหลักความจริงก็เห็นได้อย่างชัด ๆ เพียงขั้นอสุภะก็เห็นอยู่แล้วมันสวยงามที่ตรงไหน มันก็อสุภะตรง ๆ ตามหลักความจริง นี่ขั้นหนึ่ง ถ้าจะพิจารณาเป็น อนิจฺจํ ก็ตรงไหนที่มันอยู่ยงคงถาวรคงเส้นคงวาได้ตลอดไป มีแต่กอง อนิจฺจํ แปรสภาพอยู่ตลอดเบื้องบนเบื้องล่าง ข้างในข้างนอก หมดทั้งร่างกายและจิตใจที่แสดงออก ถ้าจะพิจารณาไปทางเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันก็เต็มไปด้วย อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อย่างแท้จริงหาที่ค้านไม่ได้

ถ้าลงปัญญาได้หยั่งทราบชัดเจนอย่างนี้แล้ว ยึดมั่นที่ตรงไหน จ่อเข้าไปสู่เวทนา ไม่ว่าสุขว่าทุกข์ มันเป็นกอง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา สัญญา ความจำได้หมายรู้ จำเท่าไรมันก็ลืมไปหมดไป ๆ ต้องการจำขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่กอง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา จะเป็นกองอะไร นี่ละขันธ์ ๕ คือรูป เวทนา ความสุข ความทุกข์ เฉย ๆ สัญญา ความจำได้หมายรู้หรือความสำคัญมั่นหมาย สังขาร คือความคิดความปรุงของใจ และสังขารคือร่างกายที่ปรุงขึ้นด้วยอำนาจแห่งปัจจัยธาตุ ๔ เป็นเครื่องสนับสนุนกัน มาผสมกันเข้าแล้วมีใจเข้ามาเป็นตัวการก็เรียกว่าร่างกาย ความจริงก็คือธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลมไฟ เราดี ๆ นี่แล

วิญญาณ ความรับทราบทางอายตนะภายนอกเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น เข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ตา หู จมูก เป็นต้น ก็เกิดความรู้ความคิดต่าง ๆ ขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านั้นพอสัมผัสแล้วก็ดับไป ๆ แต่อารมณ์ของใจนี้ปรุงขึ้นมาเรื่อย ๆ อุ่นขึ้นมาเรื่อย ๆ เกิดเรื่องขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องใดมีแต่เรื่องกิเลสหลอกลวง เราพิจารณาโดยทางปัญญาแล้ว มีแต่สิ่งที่เกิดแล้วดับ ๆ หาความจริงจังแน่นหนาถาวรคงเส้นคงวาไม่ได้แม้แต่อาการเดียว นิดเดียวภายในขันธ์ของเรานี้

การพิจารณาด้วยปัญญาเมื่อพิจารณาจนช่ำชอง จะสามารถซาบซึ้งในความจริงทั้งหลาย ยอมกราบพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย และเห็นโทษแห่งความโง่ของตนไปโดยลำดับ ๆ ว่าถูกกิเลสหลอกไปเสียจนจมมิดมาเป็นเวลานานแล้ว เวลานี้กำลังฟื้นฟูตัวขึ้นมาด้วยอำนาจแห่งหลักธรรมของพระพุทธเจ้า มีความพากเพียร สติ ปัญญาเป็นต้น เราก็ยิ่งจะมีความขะมักเขม้น เห็นโทษก็เห็นอย่างถึงใจ เห็นคุณก็เห็นอย่างถึงใจ เมื่อต่างฝ่ายต่างเห็นอย่างถึงใจแล้ว ความเพียรพยายามทำไมจะไม่ถึงใจ ความเพียรทุกด้านต้องถึงใจ เมื่อถึงใจทุกอย่างแล้วย่อมจะเต็มเม็ดเต็มหน่วย บรรดาผลที่เกิดขึ้น จากการประกอบความพากเพียรด้วยความถึงใจ เมื่อถึงใจเข้าไปโดยลำดับ ๆ ทำไมจะไม่ถึงธรรมเข้าโดยลำดับ ผลสุดท้ายก็แทงทะลุไปได้หมดไม่มีสิ่งใดเหลือภายในจิตใจนี้เลย

เพราะกิเลสถูกทำลายอยู่ทุกเวล่ำเวลาด้วยอำนาจแห่งความเพียร ไม่ว่าอิริยาบถใด สถานที่ใด กาลใด เวลาใด มีแต่ความเพียรห้ำหั่นกันอยู่ไม่ยอมลงเวที นอกจากขณะที่หลับเสียเท่านั้น นั่นเรียกว่าลงเวทีพักให้น้ำถ้าเป็นนักมวย นี่เราก็เป็นนักต่อสู้กับกิเลส ด้วยอำนาจแห่งธรรมของพระพุทธเจ้ามาเป็นเครื่องมือฝ่ายเหตุ ดำเนินไปตามนั้น ความรู้แจ้งเห็นจริงจะไม่รู้แจ้งขึ้นที่ตรงไหน จะรู้แจ้งขึ้นตรงที่มืด ๆ ดำ ๆ ที่เคยจอมปลอมมาเป็นเวลานานนี้แล จะกลายขึ้นมาภายในจิตของตัวเองโดยไม่ต้องคาดต้องฝัน ขอให้มีความพากเพียรเต็มเม็ดเต็มหน่วยเถิดเรื่องจะเป็นอย่างนี้

การคาดมรรคผลนิพพานว่าอยู่ที่นั่นที่นี่นั้นคือความงมงาย ไม่มองดูสัจธรรมแต่จะต้องการมรรคผลนิพพาน ความเพียรอ่อนแอที่สุดจนจะล้มจะเหลวแต่ยังต้องการมรรคผลนิพพาน นี่ก็คือวาดมโนภาพแบบลม ๆ แล้ง ๆ หาความสัตย์ความจริงหาจุดที่หมายไม่ได้ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่จะหาหลักเกณฑ์ให้ได้ให้มั่นคงให้เป็นที่แน่ใจ จึงต้องค้นคุ้ยเขี่ยลงในวงสัจธรรมทั้ง ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มรรคแปลว่าทางดำเนิน หรือเครื่องมือปราบปรามกิเลสได้แก่อะไร ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลเราก็รักษาแล้วโดยสมบูรณ์ ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ของเรา สมาธิไม่มีทำให้มีขึ้น เราทำให้มีขึ้นได้ ทำไมความฟุ้งซ่านมันเกิดได้

ขณะใดที่จิตหาความสงบไม่ได้ ขณะนั้นเรียกว่ากิเลสมันรุนแรง ทั้ง ๆ ประกอบความเพียรเพื่อให้จิตสงบจิตก็สงบไม่ได้ ก็แสดงว่าอำนาจของกิเลสมันมากกว่าธรรม เราก็เพิ่มกำลังเข้าไป จนกระทั่งจิตสงบได้ นั่นแสดงว่ากิเลสตอนนี้ยอมแพ้เราแล้ว จิตเราได้สงบลงไปได้อย่างสะดวกสบาย นั่นเวลาแพ้เรามันก็มี ถ้ามีการต่อสู้ต้องมีการแพ้การชนะกันจนได้ นอกจากความหมอบราบเสียอย่างเดียว ก็เรียกว่าแพ้อย่างหลุดลุ่ย หาทางต่อสู้ไม่มี ไม่มีประตูที่จะสู้กิเลส เราก็เป็นคนหมดหวังเป็นคนหมดสาระ ให้กิเลสเหยียบย่ำทำลายอยู่ตลอดไป

เราไม่ต้องการเป็นคนแพ้ แต่ต้องการเป็นผู้มีชัยชนะอาชาไนย มีความองอาจกล้าหาญชาญชัยอยู่ตลอดเวลา ด้วยความพากเพียร ด้วยการต่อสู้ของศากยบุตรพุทธชิโนรสของพระพุทธเจ้าผู้จอมศาสดา จอมอาชาไนย ต้องเอาให้เข้มข้นเอาให้เข้มแข็ง ไม่เข้มแข็งสู้กิเลสไม่ได้ กิเลสทุกตัวเข้มแข็งทั้งนั้น ไม่มีกิเลสตัวใดจะอ่อนแอ เมื่อเป็นเช่นนั้นความเพียรของเราอ่อนแอจะสู้กิเลสได้อย่างไร ต้องเอาให้ทันกัน นี่ละพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงด้วยไหวพริบปัญญาต่อสู้กับกิเลสต้องคิดอย่างนี้นักปฏิบัติ ไม่คิดอย่างนี้ไม่ทันกัน เอาให้จริงให้จัง

ปัญญาถึงคราวพิจารณาเอาให้จริงให้จัง พิจารณาสอดแทรกลงไปทุกแง่ทุกมุม ให้จดจ่อต่อเนื่องด้วยสติ มีความมุ่งหวังอยากจะรู้จริงเห็นจริงในสิ่งที่ตนพิจารณายิ่งกว่าอยากรู้จริงเห็นจริงในสิ่งอื่นใดในโลกธาตุนี้ นั้นจะต้องรู้แน่ ๆ ไม่สงสัย นี่ละเรียกความเพียร บังคับลงไปบังคับจิต ไม่ตาย เราไม่ตาย กิเลสบังคับเรายังไม่เห็นตาย เราบังคับกิเลสเราต่อสู้กับกิเลสทำไมเราจะตาย กลัวทำไมเรื่องการเกิดการตายก็เป็นอำนาจของกิเลสพาให้เกิดให้ตายต่างหาก ธรรมแท้ไม่พาให้เกิดให้ตาย ทำไมเราจะกลัว เราจะอ่อนความพากเพียร จะทันกลมายาของกิเลส จะทันต่อสู้กับกำลังของกิเลสได้อย่างไร เราต้องเอาอย่างนี้นักปฏิบัติ อย่าถอยหลัง เอาให้จริงให้จัง

สติปัญญามีได้ด้วยกันถ้านำมาใช้ทำไมจะไม่ได้ หนักก็ตามเบาก็ตาม เราก็ทราบแล้วว่านี่งานของเรา หน้าที่ของเรา หนักก็ต้องแบกต้องหาม เบาก็ต้องแบกต้องหามต้องทำ ทางอยู่ตรงนี้ขรุขระก็ไปสะดวกก็ไป ไปทางอื่นมันผิด จะไปทางนี้ ทางนี้ถูก คดโค้งก็ต้องไป ตรงก็ต้องไป ราบรื่นก็ต้องไปขรุขระต้องไป หนักก็เอาเบาก็สู้ไม่ถอยหลัง ชื่อว่าเป็นผู้เชื่อเหตุเชื่อผลตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้เคยผ่านอุปสรรคหรือความทุกข์ความลำบากเหล่านี้มาแล้วยิ่งกว่าใคร ๆ

ไม่มีใครที่จะแซงพระพุทธเจ้าไปได้พูดถึงเรื่องความทุกข์ในการประกอบความเพียรถึงขั้นสลบไสลเห็นไหมในตำรับตำรา เรายังไม่เห็นมีอะไรสลบไสล นอกจากสลบลงหมอนเท่านั้น สลบด้วยการต่อสู้กับกิเลสเรายังไม่มีเอาให้เห็นให้ว่างั้น เราสลบกิเลสให้ตาย เราไม่ตายกิเลสก็ตายมีกันเท่านี้ไม่มีที่อื่น เวลานี้เราได้เข้าสู่สงครามแล้วถอยออกมาด้วยความแพ้ได้ประโยชน์อะไร มีความสง่าราศีมีเกียรติที่ตรงไหน

การแพ้กิเลสไม่ใช่ของดีสำหรับพระนักปฏิบัติพระกรรมฐานเรา นอกจากเอาให้ชนะแล้วทำไมมันจะไม่ชนะ พระพุทธเจ้าประทานเครื่องมือให้อย่างทันสมัยอยู่แล้ว มัชฌิมาปฏิปทาคืออะไรถ้าไม่ใช่ธรรมที่ทันสมัย เครื่องมือที่ทันสมัย เหมาะสมกับการปราบปรามกิเลสทุกประเภทอยู่ตลอดเวลามาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนกระทั่งถึงบัดนี้ ไม่เคยมีการร่อยหรอ ไม่มีการสึกหรอ ไม่มีการอ่อนล้าลงไปอะไรเลย เป็นมัชฌิมาอยู่ตลอด ท่านจึงให้นามว่ามัชฌิมา ๆ คือเหมาะสมอยู่ตลอดเวลาในการจะนำมาปราบกิเลสทุกประเภท ไม่มีกิเลสตัวใดจะเหนือมัชฌิมาปฏิปทานี้ไปได้

เวลากิเลสรุนแรงมัชฌิมาเครื่องมือนี้ก็เอาให้รุนแรง เอาให้ทันกัน กิเลสออกมาไม้นี้ สติปัญญาศรัทธาความเพียรไปไม้นั้น แก้กันอยู่อย่างนั้น แก้ไม่หยุดแก้ไม่ถอยก็สู้เราไม่ได้ หงายตึงลงไป นั่น พระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลาย มีแต่ผู้ต่อสู้ให้กิเลสหงายตึง ๆ ทั้งนั้น เผาศพกิเลสแหลกไปหมด นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ไม่ต้องพูด เมื่อได้ชัยชนะแล้วไม่ต้องถามหาพระนิพพาน กิเลสเรียบวุธลงจากใจเสียอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ต้องถามหาพระนิพพานและไม่ต้องถามหาบรมสุข ไม่ต้องถามหาความอิสระเสรีของใจ ใจที่ไม่มีอิสระเสรีเวลานี้ มีแต่อำนาจกิเลสอย่างเดียวเท่านั้นที่ปกคลุมหุ้มห่อ หรือกดขี่บังคับย่ำยีตีแหลกอยู่ภายในจิตใจของเรา ยังไม่เห็นโทษของกิเลสแล้วเราจะไปเห็นคุณค่าของธรรมได้อย่างไร ต้องเอาให้สู้กับกิเลสให้ได้แล้วก็เห็นคุณค่าของธรรม คือสติปัญญาเป็นสำคัญที่จะต่อสู้กับกิเลส เอาให้จริงจัง

การพิจารณาไม่ว่าจะพิจารณาส่วนใดให้จริง เวลาจะเข้าสู่ความสงบด้วยสมถะคือความสงบใจ ก็ให้ทำหน้าที่นั้นอย่าสนใจกับปัญญาในขณะนั้น ให้จริงให้จัง แทงทะลุลงจุดเดียวเท่านั้น อย่าไปว้าไปเหว่คิดโน้นคิดนี้ให้วุ่นวาย เหมือนกับน้ำไหลบ่าหลายด้านหลายทางไม่มีกำลังพอ ในขณะที่จะทำให้จิตมีความสงบด้วยสมถะ อารมณ์แห่งธรรมบทใดก็ตาม เอา กำหนดลงไปให้จริงให้จังต่อธรรมบทนั้น สืบต่อเนื่องไปโดยลำดับ ไม่ต้องหวังผลอะไรนอกจากความเพียรในวงปัจจุบัน ให้สืบต่อเนื่องกันไปโดยลำดับเท่านี้ ผลจะปรากฏขึ้นมาเองในจุดนั้น ๆ จนกลายเป็นความสงบเย็นลงได้

การพิจารณาทางด้านปัญญาก็เหมือนกัน ทำไมร่างกายเล็ก ๆ เท่านี้จะแทงไม่ทะลุ ภูเขาทั้งลูกเขาทำลายกันแตกกระจายไปหมด เอามาทำประโยชน์ได้ การพิจารณาทางด้านปัญญาในส่วนร่างกายและขันธ์ทั้ง ๕ ซึ่งมีอยู่นี้ ไม่เห็นใหญ่โตอะไร กว้างศอกยาววาหนาคืบเท่านี้ทำไมแทงไม่ทะลุ ศาสตราอาวุธที่พระพุทธเจ้าประทานไว้นี้เป็นศาสตราอาวุธที่แหลมคมที่สุด ทำไมแทงขันธ์ ๕ เท่านี้ไม่ทะลุ มันขึ้นอยู่กับอะไรถ้าไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของเรา

เราต้องผลิตความสามารถขึ้นมา ศรัทธา ความเพียร หมุนให้ติ้วลงไปแล้วจะแทงทะลุ เมื่อแทงขันธ์ ๕ นี้ทะลุแล้วมันจะไม่ไปไหน จะต้องแทงทะลุในจิตอีก กิเลสจะรวมตัวเข้าไปสู่จิต เมื่อเราตีตะล่อมเข้าไปในขันธ์แตกกระจายด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง ด้วยปัญญาของเราแล้ว กิเลสไม่มีที่หลบซ่อนมันก็ต้องวิ่งเข้าสู่ใจ เมื่อวิ่งเข้าสู่ใจแล้วสติปัญญาก็ตามต้อนเข้าไป ฟาดฟันหั่นแหลกกันลงที่ใจแตกกระจายไปหมดแล้ว นั้นแลท่านเรียกว่าแทงทะลุ แทงทะลุด้วยสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร

สุดท้ายก็ปัญญาอันละเอียดแหลมคมแทงทะลุกิเลสประเภทที่ละเอียดแหลมคมมาก ให้แตกกระจายออกไปจากใจ นั่นไม่ต้องถามหา ว่าบริสุทธิ์เสียอย่างเดียวเท่านั้น กิเลสตายไปหรือหมดไปจากใจเสียอย่างเดียวเท่านั้น ปัญหาคำว่าตายเกิดก็หมดไป รู้แจ้งเห็นชัดอยู่กับใจ คำว่านิพพานก็ไม่ต้องถามถามหาอะไร อยากกันไปหาอะไรอีก ความอยากคือความหิวโหย ความไม่เพียงพอ การรบกวนให้เกิดทุกข์

อยากในทางดีก็เป็นทุกข์ อยากในทางชั่วก็เป็นทุกข์ เป็นสิ่งที่ก่อกวน เมื่อความอยากมันสิ้นสุดลงไปทั้งเหตุทั้งผลพร้อมกันแล้ว หมดความอยาก เหลือแต่ความเพียงพอ นั่นเรียกว่าพอตัว เหมือนกับเรารับประทาน หิวโหยเราก็ต้องรับประทาน เมื่อรับประทานอิ่มเต็มที่แล้วความหิวก็หายไป นี่หลักใหญ่อยู่ที่ตรงนี้ พากันตั้งใจประพฤติปฏิบัติอย่าลดละความเพียร

เอาให้ได้ให้เห็น ของจริงมีอยู่ที่ใจไม่อยู่ที่ไหน ให้เบิกออกเรื่องทุกข์กับสมุทัยอันเป็นขวากเป็นหนามฝังจมอยู่ภายในจิตใจนั้น ถอดออกด้วยความเพียร ด้วยสติ ด้วยปัญญา เอาให้แหลกแตกกระจายออกหมดบรรดาข้าศึกที่มีอยู่ภายในจิตใจมากน้อย แล้วเราจะเห็นความประเสริฐเลิศจะมีอยู่ที่ตรงไหน ถ้าไม่มีอยู่ที่ใจดวงบริสุทธิ์นี้เท่านั้น ในโลกธาตุนี้ไม่มีอันใดเสมอเหมือนจิตที่บริสุทธิ์นี้ เอาให้เห็นจริงเห็นจังดังพระพุทธเจ้าสอน จึงเรียกว่าเป็นผู้ฉลาดโดยธรรม หลุดพ้นโดยธรรม รู้แจ้งเห็นจริงตามเสด็จพระพุทธเจ้าทัน เอาตรงนี้ เอาให้จริงให้จัง

เอาละเพียงแค่นี้


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก