ยาพิษเผาลน
วันที่ 4 เมษายน 2524 เวลา 19:00 น. ความยาว 69.38 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๔

ยาพิษเผาลน

 

        ทุก ๆ ท่านที่บวชมาในวงพระพุทธศาสนา ล้วนแล้วแต่ออกมาจากคนเหมือนชาวบ้านทั่ว ๆ ไป  นำเอาร่างกายของคนร่างกายของชาวบ้านนั้นแลมาเป็นพระ   การนำร่างกายของคนมาเป็นพระ คือเป็นพระด้วยเจตนาวิรัติงดเว้นในสิ่งที่ฆราวาสหรือคนทั้งหลายเขาทำอันเห็นว่าเป็นการขัดต่อความเป็นพระ เพศของพระ การปฏิบัติของพระ เหล่านี้งดทั้งหมด  จึงเรียกว่าพระโดยสมบูรณ์  ทั้งการบวชก็ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ  เป็นสมบัติหมดทุกอาการแห่งการบวชมิได้เป็นวิบัติแม้ข้อใดข้อหนึ่งเข้าเคลือบแฝงเลย  จากนั้นก็ประพฤติปฏิบัติตนตามหน้าที่ของพระนั้นแล

        พระที่นำออกจากคนของฆราวาสมาเป็นพระ เป็นสมมุติขั้นหนึ่ง  โลกก็ทราบกันโดยทั่วถึงว่านี้คือเพศของพระ เราเองก็ทราบภายในใจของเรา การประพฤติปฏิบัติที่จะให้เป็นไปตามร่องรอยของพระโดยแท้จริงตามหลักศาสดาที่ประทานไว้นั้น  ต้องถือว่าเป็นภาระของนักบวชทุก ๆ ท่าน  เฉพาะอย่างยิ่งท่านทั้งหลายเข้ามาอยู่สถานที่นี่ ซึ่งมาจากถิ่นฐานบ้านเดิมของตนทั้งนั้นทั้งใกล้ทั้งไกล  มุ่งเจตนาเป็นอย่างเดียวกัน คือบวชมาเพื่อชำระสะสางกิเลส

        คำว่ากิเลส ๆ นั้นเป็นชื่อทางธรรมหรือทางศาสนาท่านตั้งไว้เป็นคู่เคียงกับธรรม กิเลสเป็นสิ่งที่เป็นภัย ธรรมเป็นคุณ  นำคุณเข้ามาชำระโทษซึ่งมีอยู่แล้วภายในกายวาจาใจของตน  และระมัดระวังโทษอันจะเกิดขึ้นในทวารเดียวกันนี้ไม่ให้เกิดขึ้น  นอกจากนั้นยังชำระสะสางโทษที่มีฝังอยู่ภายในจิตใจมาดั้งเดิมนี้ ให้หมดไปโดยลำดับลำดาด้วยการประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัย ซึ่งเป็นหลักอันถูกต้องดีงามมาแล้วตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าเรื่อยมาจนปัจจุบัน วิธีการเหล่านี้แล เป็นวิธีการที่ชำระสะสางกิเลสให้หมดไปได้โดยถูกต้อง

        ด้วยเหตุนี้จงพากันมีความหนักแน่น  เชื่อมั่นในพระโอวาทของพระพุทธเจ้าอันเป็นทางดำเนิน  ถ้าเป็นเรือก็ต้องพึ่งเป็นพึ่งตายกับเรือ  ถ้าเป็นข้อปฏิบัติออกจากพระโอวาทก็ต้องหวังพึ่งเป็นพึ่งตายกับพระโอวาทนี้เท่านั้น  สิ่งใดที่จะเป็นเครื่องแฝงเข้ามากีดขวางทางเดินของเราที่เป็นไปตามพระโอวาทนี้ จงถือว่าสิ่งนั้นเป็นภัยต่อตนด้วย แล้วยังจะระบาดสาดกระจายไปกว้างแคบไม่มีประมาณอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จงพากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

        เราหวังมีคุณค่าด้วยการประพฤติปฏิบัติ ตามหลักศาสนธรรมของพระพุทธเจ้านี้เท่านั้น  คุณค่าของพระคุณค่าของเราซึ่งเป็นพระนี้  ถ้าปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักธรรมหลักวินัยที่ประทานไว้นี้ จะเป็นผู้ทรงคุณค่าไว้ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงขั้นสมบูรณ์โดยไม่สงสัย  และเป็นเครื่องประจักษ์กับตนด้วยว่ามีคุณค่าเพราะเหตุนั้น ๆ  คือเพราะข้อวัตรปฏิบัติการดำเนินของเรา

        นิสัยเดิมเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่าเข้าใจว่านิสัยนั้นจะไม่ติดแนบมาด้วยกับเราแต่ละราย ๆ นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก  ถ้าเป็นสัตว์ก็อยู่ปากคอก  พอได้โอกาสจะต้องออกก่อนเพื่อนฝูงไม่สำคัญที่ว่าเป็นตัวเล็กหรือตัวใหญ่  สำคัญที่อยู่ปากคอกคอยออกได้ง่าย ๆ  อันนี้นิสัยอันเป็นสิ่งไม่ดีมันอยู่ปากคอก ปากคอกของใจ พอเผลอเท่านั้นนั่นละเรียกว่าเปิดประตู จะออกมาทันทีทันใด  เผลอไปมากเท่าไรหรือคล้อยตามไปเท่าไรยิ่งหลั่งไหลออกมาหมดทั้งคอก  ถ้าเป็นวัวก็หมดทั้งคอก เหลือแต่คอกเปล่า ๆ ภายในใจนี้  กิเลสออกนั้นไม่ใช่ออกไปอะไร  ออกไปกว้านเอาสิ่งเข้ามาเหยียบย่ำทำลายธรรมซึ่งมีอยู่ภายในใจนี้ให้เหือดแห้งไปหมด  ไม่มีธรรมเครื่องชุ่มเย็นอยู่ภายในจิตใจนั้นได้เลย  ความเผลอความคล้อยตามนิสัยจึงไม่ใช่เป็นของดี

        พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ละเอียดสุขุมมากทั้งฝ่ายธรรมและฝ่ายกิเลส ผู้ปฏิบัติเท่านั้นที่จะทราบความหมายของพระองค์  หรือความหมายของธรรมความหมายของกิเลสได้โดยลำดับ จนกระทั่งถึงได้โดยสมบูรณ์  นอกจากการปฏิบัตินี้ไม่มีทางที่จะรู้ได้ ทราบความหมายนี้ได้  เพราะฉะนั้นการปฏิบัตินี้แลคือการพิสูจน์ความจริงในธรรมทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือในตัวของเราเอง ธรรมจะเกิดขึ้นที่นี่ เพราะโทษเกิดอยู่ที่นี่อยู่แล้ว การชำระสะสางโทษให้หมดไปโดยลำดับ ก็คือการส่งเสริมหรือผลิตธรรมให้เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน นี่เป็นหลักสำคัญ

        พิสูจน์ให้เห็นความจริงของจิต จิตนี้เป็นนักท่องเที่ยวมาตั้งกัปตั้งกัลป์จนไม่สามารถจะทราบต้นสายปลายทางของมัน มีเกิดมีตายสูงๆ ต่ำๆ ลุ่มๆ ดอนๆ เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ เป็นภพนั้นเป็นชาตินี้ เป็นสัตว์เป็นบุคคลสูงๆ ต่ำๆ อยู่อย่างนี้เรื่อยมาไม่มีเวลาหยุดยั้ง  เพราะเชื้อที่พาให้เป็นไป พาให้เกิด พาให้เปลี่ยนแปลงในภพชาตินั้น ๆ มันอยู่กับจิต  ท่านเรียกว่าเชื้อได้แก่ อวิชฺชาปจฺจยา  สงฺขารา สิ่งที่แฝงไปกับเชื้อนั้นก็ได้แก่การทำดีทำชั่ว จึงมีวิบากสุขทุกข์แฝงกันไป ด้วยเหตุนี้ภพชาติจึงไม่สม่ำเสมอในบรรดาสัตว์ทั้งหลายในโลกทั้งสามนี้ เพราะกิเลสไม่พาให้เป็นความแน่นอนได้ นอกจากมีความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างนั้น ตามธรรมชาติของวัฏจักรต้องหมุนเป็นอย่างนั้นอยู่เสมอ หมุนไปด้วย อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา นี่เป็นตัวของกิเลสวัฏจักรโดยสมบูรณ์

        ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้อยู่ในจิตแต่ละดวง ๆ เช่นเรานั่งฟังอยู่เวลานี้กิเลสก็ฟังด้วยธรรมก็ฟังด้วย  ดีไม่ดีกิเลสจะได้ผลมากยิ่งกว่าธรรมภายในใจดวงเดียวนี้  เพราะธรรมชาตินี้ละเอียดแหลมคมมาก เกินกว่าสติปัญญาของเราจะสามารถทราบได้ในขณะนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้สติปัญญาศรัทธาความเพียรหมุนตัวเข้าไปอยู่เสมอ อย่าลดละความพากเพียร เพื่อจะพิสูจน์ให้เห็นจิตนี้ว่าเป็นอย่างไร

        สิ่งที่เข้ามาเคลือบแฝงกับจิตจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวนั้นคืออะไร ท่านให้ชื่อว่ากิเลส  ตามหลักธรรมให้ชื่อว่ากิเลส  ท่านแปลว่าความเศร้าหมอง ไม่ว่าสิ่งใดถ้าลงเศร้าหมองแล้วไม่ดีทั้งนั้น  เครื่องใช้ไม้สอยเครื่องนุ่งห่มที่เกี่ยวข้องกับเรา ขึ้นชื่อว่าเศร้าหมองแล้วไม่ดี  นอกจากมีความผ่องใสหรือสะอาดสวยงามเท่านั้น  กิเลสแทรกอยู่ตรงไหนตรงนั้นจะเศร้าหมอง  ส่วนในจิตนั้นไม่ต้องพูดแล้วมันฝังจมอยู่ด้วยกิเลส กิเลสกับจิตจนกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน  ทีนี้แสดงออกมาทางกายทางวาจาทำให้เป็นความเศร้าหมองไปหมด ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใดทำสิ่งนั้นให้เศร้าหมอง เกี่ยวข้องกับบุคคลก็ให้ได้รับความเศร้าหมองไปตาม ๆ กันหมด  จากเศร้าหมองก็มืดตื้อ  ผลของมันก็คือความทุกข์ตั้งแต่น้อยไปถึงความทุกข์ใหญ่ เรียกว่ามหันตทุกข์  เกิดขึ้นเพราะอำนาจของกิเลสนี้ทั้งนั้น  ไม่ได้เกิดเพราะอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใดในสามโลกธาตุนี้

        การที่จะแก้ไขถอดถอน หรือกำจัดซักฟอกสิ่งที่แทรกซึมจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับใจนี้ให้ออกได้โดยลำดับนั้น  จึงต้องใช้ความพยายามเต็มที่ จะหนักเบาเพียงไรก็ตามถ้าเราได้เชื่อศาสดาหรือพุทธ ธรรม สงฆ์ฝังใจเสียอย่างเดียวเท่านั้น เรื่องความเพียรจะหมุนตัวไปเอง  ทุกข์ยากลำบากเพียงไรไม่ถือเป็นประมาณ ไม่ถือเป็นอุปสรรค  เพราะนั้นเป็นทางเดินของกิเลสที่จะคอยกีดขวางอยู่เสมอ ถ้าจะทำความดีแล้วไม่ว่าเล็กว่าใหญ่ จะต้องถูกกีดขวางจากมารซึ่งแฝงอยู่ภายในจิตดวงเดียวกันนั้นแลโดยไม่ละเว้น  ได้โอกาสเมื่อไรเป็นแทรกเป็นสิงเป็นกีดเป็นขวางกันทั้งนั้น จึงเรียกว่ามาร  กิเลสมารก็ขวางจิตใจที่จะดำเนินตนไปด้วยความเป็นธรรมเป็นอย่างนี้เสมอมา

        เอ้า นักปฏิบัติพิสูจน์ให้เห็นเรื่องจิตเป็นอย่างไร การเรียนรู้ตามตำรับตำรานั้นเราท่านทั้งหลายได้เรียนกันมาพอสมควร  ไม่เป็นการประมาท ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ  ธรรมทั้งสามนี้เป็นเกลียวเดียวกัน ฟั่นเข้าเป็นเชือกเส้นเดียวกันแยกจากกันไม่ได้ จะเอาอย่างใดอย่างหนึ่งให้เป็นเอกเทศ เป็นเอก เป็นโท เฉพาะตัวอย่างเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้  ต้องทั้งสามนี้กลมกลืนกันมากน้อยเพียงไรก็แสดงผลขึ้นมาคือปฏิเวธ ๆ โดยลำดับลำดาขึ้นไป

        นี่เราเข้ามาสู่ภาคปฏิบัติเพื่อจะพิสูจน์ความจริงซึ่งมีอยู่กับตัวของเรา จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดใครก็ตามมาโกหกเราได้อย่างไรของมีอยู่กับเรา  มีอยู่กับเขามีอยู่กับเราด้วยกันมาโกหกกันได้อย่างไร  พิสูจน์ให้เห็นจริงจังซินักปฏิบัติ กิเลสมันฝังจมลงไปไม่ให้มองเห็นความจริงได้เลย  เรายังยอมมันอยู่ตลอด เชื่อมันอยู่ตลอด  ถ้าไม่เอาธรรมเข้าไปแก้ เข้าไปเป็นเครื่องพิสูจน์จะไม่เห็นความจริง และไม่เห็นความจอมปลอมของกิเลสที่มันแทรกอยู่ภายในนี้และหลอกอยู่ตลอดเวลา

        เช่น การเกิดการตายนี้เป็นหลักธรรมชาติของจิตที่มีกิเลสเป็นเชื้ออยู่ภายใน จะแก้ไขให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้  เมื่อกิเลสยังมีอยู่ภายในจิตแล้ว จะเปลี่ยนแปลงจิตนี้ให้เป็นอย่างอื่นอย่างใดนอกจากเกิดตาย ๆ นี้เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเครื่องบังคับให้เป็นอย่างนั้นมีอยู่กับใจอยู่แล้ว เราจะลบล้างไปไหน ลบล้างความจริงอันนี้  นี่ก็เป็นความจริงอันหนึ่ง คือ สมุทัยพาให้เกิด ผลของมันก็คือตาย  ในลำดับลำดาแห่งภพชาตินั้น ๆ ที่สืบต่อกันไปโดยลำดับในธาตุในขันธ์ก็มีความทุกข์ติดแนบไปด้วย ตลอดถึงอวสานแห่งภพชาตินั้น ๆ  และก่อใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ   นี่คือสายเกี่ยวโยงของกิเลสอวิชชานั้นแลพาให้เป็นไปภายในจิตใจไม่ใช่สิ่งอื่นสิ่งใด

        สัตว์โลกจึงต้องมีเกิดมีตายอยู่อย่างนี้เป็นประจำ  เมื่อกิเลสยังมีฝังอยู่ภายในใจแล้วจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ จะว่าตายแล้วสูญ ก็ว่าตามความมืดดำของตน  ด้นเดาเกาหมัดไปอย่างนั้น ไม่ใช่พูดตามหลักความจริง กิเลสมันสูญที่ไหน มันพาให้เกิดให้ตายอยู่นั้นยังไม่เห็นอยู่เหรอ ถ้ากิเลสสูญไปแล้วไม่มีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องกับใจเลยนั้น ตายแล้วก็สูญแบบพระนิพพานไม่ได้สูญไปตามกิเลส สูญตามกิเลสคือสูญแบบโลกสมมุติด้นเดากันไป สูญแบบพระนิพพานคือสูญด้วยความบริสุทธิ์ ซึ่งไม่ใช่สมมุติทั้งมวลที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องได้

        การกล่าวทั้งนี้เพื่อจะให้พิสูจน์ความจริง ซึ่งมีอยู่กับเรากับท่านทุก ๆ องค์ ทุก ๆ รูป ทุก ๆ นาม อย่าให้คนอื่นคนใดมาโกหกได้ มีด้วยกันสิ่งเหล่านี้โกหกกันได้ยังไง พิสูจน์ลงให้เห็นความจริงเริ่มต้นแต่จิตตภาวนา สมถวิปัสสนาการทำจิตให้สงบ ก็เพื่อจะให้กระแสจิตซึ่งซ่านไปด้วยอำนาจของกิเลสตัณหารวมตัวเข้ามาสู่ความสงบ  เมื่อจิตมีความสงบกิเลสก็สงบไปตามไม่ก่อกวนในเวลานั้น  จิตก็พอได้พักผ่อนหย่อนตัวเอง มีความสุขความสบายคลี่คลายตัวเองเห็นเหตุเห็นผล เห็นความสงบและเห็นความฟุ้งซ่าน โทษแห่งความฟุ้งซ่านก็ได้เห็นในขณะที่จิตสงบ คุณค่าแห่งความสงบของจิตก็ได้รู้ประจักษ์กับใจเพราะการปฏิบัติ  นี่เป็นขั้นหนึ่ง

        ทำให้สงบได้ทำไมสงบไม่ได้จิต  จิตที่ทำให้สงบไม่ได้ก็เพราะกำลังของกิเลสมันมากยิ่งกว่ากำลังของธรรม ที่จะเข้าปราบปรามซึ่งกันและกันให้เข้าสู่ความสงบได้เท่านั้น เมื่อได้ใช้ความพยายามให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย กิเลสมันจะพาเหาะเหินเดินฟ้าไปไหน สติปัญญาก็อยู่ที่ใจ ศรัทธาความเพียรความอดความทนความต่อสู้กันก็อยู่ที่ใจดวงเดียวกัน  มันจะเหาะเหินเดินฟ้าไปที่ไหน กิเลสพาจิตเหาะเหินไปไหน สติปัญญาเครื่องฝึกเครื่องทรมานเครื่องต้านทานกีดกันหรือต่อสู้กับกิเลสจึงจะตามกันไม่ทัน นอกจากไม่ผลิตขึ้นมาใช้เท่านั้น เพราะมีอยู่ในใจดวงเดียวกันนี้

        เอาให้จริงให้จังซินักปฏิบัติ ธรรมะของพระพุทธเจ้านับตั้งแต่มรรคขึ้นไปจนกระทั่งถึงผลและถึงผลอันสูงสุด ประกาศความจริงอยู่ภายในจิตใจของเราทุกรูปทุกนามเวลานี้ไม่ได้บกพร่องที่ตรงไหน เพียงแต่ว่าเปิดสิ่งที่มืดดำอันปกคลุมหุ้มห่อข้างบนนี้ออกไปโดยลำดับ ๆ เท่านั้น เราจะเห็นความสว่างกระจ่างแจ้ง อันเป็นกระแสแห่งความวิเศษของจิตแสดงตัวออกมาให้ได้ชม เริ่มตั้งแต่สมาธิภาวนา  เมื่อจิตมีความสงบ การสงบนั้นมีหลายอาการ อย่าสำคัญมั่นหมายกับผู้นั้นผู้นี้ยึดมาเป็นสมบัติของตัวนั้นไม่ถูก  จะสงบแบบไหนผลก็ต้องทราบชัด ๆ ว่านี้คือจิตสงบไม่วุ่นวาย  สงบอย่างแนบแน่นก็ทราบ สงบอยู่ในวงจิตโดยเฉพาะแต่มีความคิดปรุงได้อยู่อย่างละเอียด ๆ อย่างนี้ก็ทราบ  นี่ก็เรียกว่าสงบ

        เราอย่าไปคาด ตามที่ท่านเขียนไว้ในปริยัติไปคาดในขณะปฏิบัติอย่างนั้นไม่ถูก  การปฏิบัติก็ต้องให้จิตอยู่ในวงปัจจุบัน ไม่ต้องไปคาดที่โน่นที่นี่ หลักยึดของวงปัจจุบันก็ได้แก่อารมณ์ของสมถะ  จะเป็นบทใดก็ตามในสมถะที่ท่านกล่าวไว้ ๔๐ ประการนั้นมีอานาปานสติเป็นต้น กำหนดลมก็ให้รู้อยู่กับลม  ขณะที่ลมสัมผัสเข้าออก ๆ ส่วนมากก็ปลายจมูกดั้งจมูกเป็นที่ลมสัมผัสมากกว่าเพื่อน กำหนดความรู้ด้วยความมีสติจดจ่ออยู่ที่ตรงนั้น บังคับไม่ให้ส่งส่ายไปที่ไหนนอกจากงานที่ทำนี้ งานนี้แลเป็นเครื่องที่จะบังคับความฟุ้งซ่านของจิตให้อยู่ในความสงบได้ ด้วยอำนาจแห่งงานนี้คืออานาปานสติ คือควบคุมด้วยสติ  เป็นคำบริกรรมก็เช่นเดียวกัน สำคัญอยู่ที่สติ  ถ้าจิตมันแย็บออกโน้นออกนี้ได้อยู่คำบริกรรมก็ต้องถี่ยิบเข้าไปโดยลำดับเพื่อให้ทัน  ไม่ให้มันมีโอกาสปรุงได้

        หนักก็หนักเพราะต่อสู้กันนี่  กิเลสไม่เห็นมันว่าหนักไปเบาไป ทำไมมันสู้เราได้ตลอดเวลา เวลาเราจะสู้กับกิเลสทำไมจึงจะหาว่าหนักไปเบาไป ไม่ใช่ยื่นดาบให้มันฟันคอเอาแล้วเหรอ นี่ละกลอุบายของกิเลสมันเร็วอย่างนี้ละไม่ทัน ตั้งจิตให้อยู่ในนั้น จิตจะสงบตัวเข้ามา  นี่ละพื้นฐานที่จะให้เกิดความสงบ หรือเหตุอันสำคัญที่จะให้จิตเกิดความสงบเห็นประจักษ์ภายในตนได้เพราะการภาวนาดังที่กล่าวมานี้ ในเบื้องต้นเป็นอย่างนี้  เมื่อจิตมีความสงบตัวพอสมควร จะพิจารณาทางด้านปัญญาในแง่ใดก็ควรพิจารณา  ไม่ควรนอนใจกับความสงบเพียงเท่านั้น  ตามขั้นของสมถะซึ่งเป็นบาทฐานของวิปัสสนาได้แก่ปัญญาเป็นขั้น ๆ ขึ้นไป

        จิตไม่พาคิดให้เป็นปัญญาไม่เป็น ต้องพาคิดก่อนในเบื้องต้น หาอุบายพินิจพิจารณาเทียบเคียงเหตุผลต้นปลายใกล้ไกลในนอกมาบวกกันเข้า แล้วจะเห็นความจริงขึ้นมาโดยลำดับ เช่น อนิจฺจํ มีได้ทั้งภายนอกภายในเทียบเคียงกันได้  นี่แหละเรียกว่าบวกกันเข้ามา ภายนอกมาบวกกับภายใน ในตัวของเรานี้เป็นยังไงเหมือนกันกับภายนอกไหม นำภายในออกไปบวกกับภายนอกเหมือนกันไหม เทียบเคียงกันกับภายนอก ภายนอกเข้ามาเทียบเคียงกับภายในเหมือนกันไหม ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เหมือนกันอยู่แล้ว  นี่ละเรื่องของปัญญาพิจารณาอย่างนี้

        เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอสุภะเป็นสิ่งจำเป็นมาก สำหรับจิตของเราที่ยังมีความหยาบอยู่มาก มักจะเป็นจิตที่ผาดโผนเป็นจิตที่หยาบโลน เป็นจิตที่ชอบเถลไถล บังคับได้ยาก  จึงต้องใช้อารมณ์ของอสุภะอสุภังการพิจารณาร่างกาย พิจารณาข้างนอกก่อนนั่นละสำคัญ  มีความติดพันในรูปใด  เฉพาะอย่างยิ่งก็รูปตรงกันข้าม  แยกแยะดูตามหลักความจริงอย่าให้กิเลสลากไป  ดูไปสวยงามไป น่ารักน่าชอบใจน่ากำหนัดยินดี  นั่นคือความฉุดลากของกิเลสมันฉุดลากจิตใจให้เป็นเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่มันปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์มันก็ยอมรับ

        เพราะจิตไม่มีสมบัติเป็นของตัว อาศัยกิเลสมาเป็นสมบัติมันจึงกลายเป็นยาพิษเผาลนจิตใจตลอดมา  หาได้ทราบไม่ว่ากิเลสนั้นคือยาพิษ  เราก็ไปกลมกลืนกับกิเลสก็เลยกลายเป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว  ความรักเกิดขึ้นเป็นสุขที่ไหน ความชังเกิดขึ้นเป็นสุขที่ไหน  ความเกลียดความโกรธเกิดขึ้นเป็นสุขที่ไหน  ความไม่รักไม่ชังไม่เกลียดไม่โกรธต่างหากเป็นความสุขความสบาย ความไม่กระเพื่อมขุ่นมัวตัวเอง

        ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาแก้กันในจุดนี้ก่อนในเรื่องอสุภะอสุภัง  ยกร่างไหนออกมาก็ให้มันเห็นเป็นร่างผีดิบไปหมด  พิจารณาแล้วพิจารณาเล่าแล้วเทียบเข้ามาภายใน แยกส่วนแบ่งส่วน หรือให้ตายและเน่าพองน้ำหนองไหลออกมาให้เห็นชัดเจน นั้นแหละคือความจริง  เราปรุงออกมาจากความจริง สังขารร่างกาย เอ้า หาดูซิมันงามที่ตรงไหน สวยที่ตรงไหน น่ารักใคร่ชอบใจที่ตรงไหน หญิงมีอยู่ตรงไหน ชายมีอยู่ตรงไหน ดูให้เห็นตามหลักความจริงมันไม่มี ตามขั้นของความจริงก็คือมีแต่กองอสุภะอสุภังเต็มหมดทั้งข้างในข้างนอก เป็นอันเดียวกัน มีหนังบาง ๆ เท่านั้นหุ้มห่อไว้ บุรุษตาฟางก็หลงกันได้

        เพราะมันมีเชื้อแห่งความหลงเต็มอยู่ภายในจิตใจอยู่แล้ว จะไม่ให้หลงได้ยังไง ปกติมันก็คอยจะหลงอยู่แล้ว ยิ่งมีสิ่งมาเสริมให้หลงมันก็ยิ่งหลงไปได้เร็ว ตามไปได้เร็ว เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาธรรมคือความจริงเป็นขั้น ๆ เข้ามาแก้  ความจริงในเบื้องต้นที่จะแก้ราคะตัณหาก็คืออสุภะอสุภังปฏิกูลโสโครก  มีอยู่เต็มร่างกายทั้งเขาทั้งเรา เต็มไปทั่วโลกดินแดนนี้ ไม่มีอันใดแม้ชิ้นหนึ่งที่ว่าเป็นของสวยของงามของสะอาดสะอ้าน  มีแต่เต็มไปด้วยของสกปรกรกรุงรังทั้งร่างทั้งภายในภายนอกกันทั้งนั้น พิจารณาแล้วพิจารณาเล่าซ้ำ ๆ ซาก ๆ ถือเป็นชิ้นเป็นอันเป็นงานเป็นเนื้อเป็นหนังของตนจริง ๆ ด้วยการพิจารณา

        นี่ละคืองานของจิต งานของเราเพื่อถอดถอนความผูกพันในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ว่าเป็นของสวยของงามว่าเป็นของน่ารักใคร่ชอบใจ ให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่สวยงาม  ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นอารมณ์เครื่องผูกพันจิตใจเข้ามาได้โดยลำดับ เพราะวิปัสสนาในขั้นนี้ วิปัสสนาแปลว่าความเห็นแจ้ง รู้แจ้งไม่ใช่รู้แบบมัว ๆ แบบลุ่ม ๆ หลง ๆ รู้จริง ๆ ในขั้นนี้ก็เห็นจริงตามนั้น เรียกว่าอสุภะ  จนได้ทุกสัดทุกส่วน เมื่อชำนาญเข้าจริง ๆ แล้วมองดูคนหญิงชายนี้มันจะไม่มีหนังทั้ง ๆ ที่ออกหน้าออกตาตบหน้าตบตาบุรุษตาฟางมาเป็นเวลานาน แต่พอปัญญาหยั่งเข้าไปทราบเข้าไปโดยลำดับจนกลายเป็นความชำนาญแล้วหนังจะไม่ปรากฏ  จะปรากฏแต่เนื้อแต่เอ็นแต่กระดูก สุดท้ายก็เป็นโครงกระดูกเดินหย็อก ๆ ๆ มีแต่โครงกระดูกทั้งนั้น  นั่นคือความชำนาญของปัญญา

        จากนั้นแล้วก็สลัดโครงกระดูกนั้นออกไปหรือร่างนั้นออกไป  สลัดอยู่ภายในจิต รู้เท่าทันทั้งสิ่งนั้นด้วย รู้เท่าทันทั้งจิตผู้ไปพินิจพิจารณานั้นด้วย  ในสองเงื่อนนี้บวกกันเข้าจิตถอนตัวออกมา นี่คือความอิ่มพอแห่งการพิจารณาเรื่องร่างกายอิ่มพออย่างนี้ แต่เคล็ดลับนี้เราจะไม่พูด พูดแล้วผู้มีเจตนาเป็นธรรมจะไปหมายอย่างละเอียด ๆ ผู้ไม่เป็นธรรมก็จะเอาอุบายเหล่านี้ไปจับจ่ายขายกิน ยิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าอะไรไปอีก ให้พิจารณาอย่างนี้ก็แล้วกัน เคล็ดตรงนั้นที่ว่านั้นจะรู้เอง ขอแต่พิจารณาให้จริงให้จัง  เมื่ออสุภะอสุภังชำนาญแล้วมันจะไปไหน ไม่เข้ามาถึงตัวจริงคือจิตนี้มันจะไปที่ไหน เมื่อเข้ามาถึงตัวจริงนี้ ตัวจริงนี้มันเป็นตัวอะไร คือตัวเหตุมันอยู่ที่นี่แล้วมันจะไม่ทราบกันได้อย่างไร  นี่การพิจารณา

        เอาให้จริงให้จัง ให้เป็นกฎเป็นเกณฑ์เป็นหน้าที่การงานประจำอิริยาบถของตนอย่าได้ลดละ  อย่าเห็นสิ่งใดนอกเหนือไปจากธรรม  ธรรมเท่านั้นเป็นสิ่งที่จะรื้อถอนเราให้พ้นจากทุกข์  สิ่งเหล่านั้นมีแต่คอยจะกดถ่วงลงให้จมลงไปโดยลำดับ  ไม่เห็นมีอะไรที่พอจะเอามาแข่งธรรมได้  ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ควรจะแข่งธรรมได้แล้วโลกนี้ก็เป็นโลกแข่งธรรมมานานแล้ว  ธรรมที่ว่าเคยประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ  แต่นี้ธรรมเป็นของประเสริฐมาดั้งเดิม มีมาดั้งเดิมด้วย  เพียงแต่สัมผัสสัมพันธ์รสชาติแห่งธรรมเพียงเล็กน้อยก็หูแจ้งตาสว่างขึ้นมา เช่น จิตมีความสงบเย็นภายในใจ ทำไมจะไม่หูแจ้งตาสว่างขึ้นมา ศรัทธาความเพียรจะต้องเพิ่มขึ้นโดยลำดับ จนกลายเป็นอจลศรัทธาความเชื่อมั่นฝังลึกถอนไม่ขึ้น  เพราะอำนาจแห่งรสของธรรมนั่นแลทำให้เกิดเป็นอจลศรัทธา เชื่อมั่นฝังแน่นจนถอนไม่ขึ้นได้เพราะรสแห่งธรรม รสกิเลสจะเคยฝังลึกขนาดไหนก็ถอนตัวขึ้นมา  สู้รสของธรรมไม่ได้ นี่การพิจารณาวิปัสสนาแยกแยะ

        จากนั้นจะพิจารณาเป็นธาตุเป็นขันธ์อะไรแล้วแต่ความถนัดของตนเถอะ  เมื่อสติปัญญาได้ก้าวออกเดินแล้ว จะแยกแยะตามความถนัดของตนโดยไม่ต้องไปถามใครทั้งนั้น  ไม่งั้นจะเรียกว่าปัญญาได้ยังไง  ความพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงย้อนหน้าย้อนหลังขึ้นอยู่กับปัญญา หมุนช้าหมุนเร็วเป็นไปเพราะความชำนาญของสติปัญญา ไม่นอกเหนือไปจากนี้เลยจะหมุนตัวไปเอง  ในเบื้องต้นเป็นสิ่งที่ลำบาก  ลำบากอยู่มากไม่ใช่ลำบากธรรมดา  ดีไม่ดียังไม่ได้ประกอบยังไม่ได้ทำ ความคาดความหมายในคำว่าลำบากนั้นมักจะมาเป็นอุปสรรคเพื่อการดำเนินเสียมากกว่าจึงดำเนินไปไม่ได้ นี่ละสำคัญ

        ที่ว่าเหล่านี้คืออะไร  ก็คือกลอุบายของกิเลสหลอกเราอีกนั่นแหละ ไม่พ้นจากสิ่งนี้ไปได้  เพราะฉะนั้นจึงว่ากิเลสนี้แหลมคมไม่มีอะไรเสมอแล้วในโลกทั้งสามนี้  นอกจากธรรมเท่านั้นจะเหนือกิเลสได้ จึงจะรู้เพลงของกิเลสมาแบบไหนเพลงใดรู้ทันหมด  นอกนั้นไม่มีทางที่จะรู้ทันกิเลสได้ นี่ขั้นของปัญญา ในรูปขันธ์  เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์  ก็ไม่ใช่ว่าเราจะพิจารณาเวทนาแล้วพิจารณาสัญญา  แล้วพิจารณาสังขาร  แล้วพิจารณาวิญญาณ

        จ่อลงไปขันธ์ใดจ่อลงไปเถอะขอให้เป็นความถนัดใจ เป็นความสัมผัสสัมพันธ์ดูดดื่มของการพิจารณาเถอะจะวิ่งเข้าถึงกันหมด ไม่ใช่ว่าจะพิจารณานี้แล้วจะพิจารณานั้น เช่นอย่างพิจารณาร่างกายแล้วพิจารณาเวทนา อันนี้ก็ผิด คือการพิจารณาดังที่กล่าวมานี้เรียกว่ารูปขันธ์นี่ เราหมายถึงส่วนหยาบที่จะแยกแยะให้เป็นอสุภะอสุภังเข้าไป  แต่ขณะที่เราจะพิจารณาเวทนาเช่นทุกขเวทนาซึ่งเกิดขึ้นในขันธ์นี้ เราจะพิจารณาแต่รูปขันธ์อย่างเดียวไม่ได้  เวทนาขันธ์ซึ่งมันเกี่ยวข้องกันอยู่นั้นจะต้องเกี่ยวโยงกันอยู่ตลอด

        พิจารณากันทั้งสองด้าน  ทั้งเวทนาด้วยทั้งรูปด้วยทั้งจิตด้วย เช่น ทุกขเวทนา เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยหรือทุกข์มาก ๆ แล้วจะเอาอะไรพิจารณา  ก็ต้องเอาความทุกข์นั้นแลเป็นต้นเหตุเป็นเป้าหมายแห่งการพิจารณา  แล้วทุกข์นั้นเกิดขึ้นที่ไหนถ้าไม่เกิดขึ้นที่กาย  กายก็ต้องกลายเป็นเป้าหมายไปด้วย คือเป้าหมายแห่งการพิจารณาไปด้วยกันประสับประสานกัน  สุดท้ายก็วิ่งเข้ามาถึงจิต  จิตเป็นตัวการตัวสำคัญตัวหลง เพราะมีสิ่งพาให้หลงพาให้ยึดพาให้สำคัญมั่นหมายมันอยู่ที่ใจ  ไปสำคัญว่ากายเป็นนั้นเวทนาเป็นนี้ เวลาพิจารณาเข้าจริง ๆ แล้วกายก็สักแต่ว่ากาย เขาไม่รู้ความหมายของเขาว่าเขาเป็นกาย ทุกข์ก็สักแต่ว่าทุกข์ เขาไม่รู้ความหมายของเขาว่าเป็นทุกข์ และเขาไม่รู้ความหมายว่าเขาได้ไปให้ทุกข์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดแก่สิ่งใด  นอกจากจิตซึ่งเป็นตัวสำคัญเท่านั้น

        เวลาพิจารณาทั้งสองอย่างคือกายเวทนาแล้วต้องได้ย้อน  มันย้อนมาเองมาพิจารณาตัวจิต ทั้งสามอย่างนี้ชัดเจนตามความจริงของตนแล้วย่อมปล่อยวาง ถึงทุกขเวทนาจะเกิดอยู่มากน้อยเพียงไรก็ไม่กระทบกระเทือนถึงจิต กายก็สักแต่ว่ากายเท่านั้นไม่ได้มีความสำคัญว่าตนเป็นทุกข์หรือเป็นอย่างใดเลย อำนาจของปัญญาแยกแยะกันเช่นนี้ เวลาที่จะพิจารณาให้คละเคล้ากันก็ต้องพิจารณาอย่างนี้ เวลาจะพิจารณาเฉพาะรูปขันธ์เช่นอสุภะอสุภังก็พิจารณา  ไม่ใช่จะไปแบบเดียวไปหน้าเดียว

        การพิจารณาเวทนาที่ว่าลำดับไปจากรูปกายนี้หมายถึง ลำดับจากอสุภะอสุภัง  ร่างกายนี้ได้พิจารณาเห็นแจ้งชัดเจนแล้วจนปล่อยวางกัน  หมดปัญหาแล้วเรื่องเวทนากับจิต  เป็นสิ่งที่สัมผัสสัมพันธ์กันไปเอง  เวทนา เวทนาทางกายเวทนาทางจิตมันจะวิ่งเข้าถึงกัน สัญญา สังขาร เพราะสติปัญญาไปรวมตัวอยู่ในจิตหมดแล้ว  สังขารปรุงก็ปรุงขึ้นจากจิต  สัญญาหมายออกไปก็ไปจากจิต

        เมื่อสติปัญญาก็อยู่ที่นั่นแล้ว ทำไมจะไม่ตามกันให้รู้แจ้งเห็นจริงตามหลักความจริง ต้องตามกันทันที ๆ  ตามกันไปที่ไหนก็มีแต่เรื่องเกิดเรื่องดับ  มีแต่เรื่องภาพของขันธ์ที่แสดงตัวหลอกเราอยู่โดยลำดับลำดามา ไม่เห็นมีอะไรมาหลอกในโลกทั้งสามนี้ นั่น  ก็มีแต่สัญญาความหมายเป็นภาพ  สังขารปรุงขึ้นมาภาพนั้นเรื่องนี้ เรื่องอดีตเรื่องอนาคตเรื่องหญิงเรื่องชาย เรื่องได้เรื่องเสีย เรื่องดีใจเสียใจ ซึ่งเคยเป็นมาแล้วผ่านมาแล้ว แต่มันมาครุ่นคิดอยู่ภายในจิตใจมาเป็นสัญญาอารมณ์ภายในจิตใจ ใจก็เพลินไปตามนี้ เพลินไปทางโศก เพลินไปทางสุข มันเพลินของมันและหลงเงาของตัวเอง ตื่นเงาของตัวเอง ตุ๊กตามันอยู่นี่ ไม่รู้ และก็มีแต่เพียงเท่านี้  เกิดขึ้นมามันก็ดับไม่ว่าจะอาการใดเรื่องใดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีแต่เรื่องเกิดเรื่องดับ  ได้อะไรไปจากสิ่งนี้ไม่เห็นมีอะไร  สุดท้ายก็มีแต่เรื่องเกิดเรื่องดับ  นั่นปัญญาหยั่งเข้าไป

        มันจะเกิดเรื่องเกิดราวอะไรยืดยาวไปขนาดไหน มันก็ไม่พ้นจากความเกิดความดับ ไม่พ้นจากความที่เป็นภาพไปจากจิตไปจากขันธ์นี้  สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์มันปรุงหลอกจิตใจ  เมื่อพิจารณาย้อนหน้าย้อนหลังทบทวนหลายครั้งหลายหนเป็นที่เข้าใจโดยลำดับ ๆ จนกระทั่งปล่อยกันได้  พอสัญญาหมายไปพับมันก็ดับ เอาจริงเอาจังอะไรกับมัน ให้มันหลอกอยู่อะไรนักหนา  สังขารก็ปรุงแย็บ ๆ เหมือนแสงหิ่งห้อยเหมือนฟ้าแลบนี่ แย็บ ๆ ดับ ๆ ๆ ก็มีเท่านี้  วิญญาณรับทราบจากสิ่งมาสัมผัสภายนอกเช่น รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส เข้ามาสัมผัสกับอายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเรา มันก็ดับไป ๆ ในขณะที่สิ่งที่มาสัมผัสนั้นผ่านไปดับไป  แล้วมีอะไรได้อะไร มีเท่านี้ไม่เลยยิ่งกว่านี้  ไม่มีอะไรพิเศษยิ่งกว่านี้

        เราไปหลงอะไรว่ามันเป็นของพิเศษ  ทำไมไม่มีวันจืดวันจางความหลงความเพลินกับอาการของขันธ์ที่กล่าวมาเหล่านี้ ซึ่งมันหลอกอยู่ตลอดเวลาควรที่จะอิ่มพอกันบ้าง ควรที่จะเบื่อหน่ายกันบ้าง ควรที่จะชินชากันบ้าง ไม่เห็นมีความชิน มันหลอกเมื่อไรติดเมื่อนั้นหลงเมื่อนั้น ต้องเอาปัญญาเข้าไปพิจารณาให้เห็นชัดเจนอย่างนี้แล้วมันปล่อยของมันเอง นี่ละการพิจารณาให้พอ เป็นหลักธรรมชาติของการพิจารณา  จากนั้นก็เหลือแต่จิต จิตที่พิสูจน์นั้นมันก็เกี่ยวกับสังขาร แม้แต่รู้แล้วมันก็ต้องได้ตามกันเข้าไปหาหลักใหญ่ของมันอยู่นั่นแล รู้เท่ามันหมดทั้งสัญญาทั้งสังขาร ก็ยังต้องอาศัยนี้เป็นต้นเหตุตามเข้าไปหาต้นตอของมัน  จนกระทั่งถูกพังทลายลงไปหมดไม่มีอะไรเหลือ

        นั่นแหละจอมไตรภพ พังกระจายออกไปจากจิตแล้วที่นี่ความจริงมีขนาดไหน  นี่ก็พยายามค้นให้พบ เต็มอยู่ที่หัวใจทั้งนั้น  เมื่อได้เจอความจริงเต็มหัวใจแล้วสงสัยอะไรอีก  เรื่องเกิดเรื่องตายอะไรเป็นสาเหตุก็รู้กันมาโดยลำดับ ตัดเข้ามา ๆ เป็นวงแคบเข้ามาโดยลำดับจนกระทั่งถึงขันธ์ตัวเอง ขันธ์ก็ตัดเข้าไปโดยลำดับเพราะเป็นสมมุติด้วยกัน  จนกระทั่งถึงจิต  จิตก็เป็นสมมุติอยู่ด้วยอำนาจของอวิชชาตัณหาอยู่ภายในนั้น  ก็ตัดเข้าไปขาดสะบั้นเข้าไป  เมื่อหมดสิ่งเหล่านี้แล้วเกิดที่ไหนจิตทำไมจะไม่รู้ถึงขนาดนั้นแล้ว  เชื้อมันพาให้เกิดก็ตัดเข้ามาโดยลำดับ  ทราบถึงได้ตัดได้ไม่ทราบตัดไม่ขาด  ตัดขาดก็ต้องทราบ  ขาดมาโดยลำดับต้องทราบ  จนกระทั่งขาดสะบั้นออกจากจิตใจไม่มีเหลือเลยแล้วอะไรพาให้เกิด

        จิตดวงบริสุทธิ์ล้วน ๆ นี้ไปเกิดได้ยังไง เป็นอฐานะก็รู้อยู่แล้ว  แต่ก่อนเป็นฐานะที่เหมาะสมกันกับการเกิดการตายก็รู้  ก็เพราะกิเลสเท่านั้นพาให้เกิด  กิเลสสิ้นไปเท่านั้นก็หมดยุติ เรียกว่าวิวัฏฏะ  แต่ก่อนเป็นวัฏฏะหมุนติ้ว ๆ อยู่นั้น  พอกิเลสสิ้นสุดจากใจลงโดยประการทั้งปวงแล้ววิวัฏฏะก็ขึ้นมาเองโดยหลักธรรมชาติ  ความจริงก็ดีความวิเศษก็ดีเสกไม่เสกก็ตาม รู้จริงเห็นจริงเต็มหัวใจของผู้เป็นเช่นนั้น  นี่ละท่านว่าปฏิเวธ

        ปริยัติเราก็ได้เรียนมาแล้วพอเป็นกรุยหมายป้ายทาง  ปฏิบัติดำเนินตามที่เราศึกษาเล่าเรียนมาแล้ว ท่านสอนว่ายังไงให้พิจารณาตามที่ท่านสอน เอ้า พิจารณา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ  มันเป็นยังไงที่เกิดที่อยู่ของมัน เต็มอยู่ในร่างกายของเรานี้แหละที่กล่าวมาทั้งหมดนี้  เราได้ดูกันแล้วยัง  ดูให้เห็นความจริง  จนกระทั่งเข้าถึงความจริงเต็มส่วนแล้วก็ปล่อยของมัน เป็นปฏิเวธะโดยลำดับ ๆ  ตั้งแต่ขั้นเริ่มแรกจนกระทั่งถึงเป็นปฏิเวธะรู้แจ้งแทงทะลุหมดทั้งธาตุทั้งขันธ์ทั้งจิตใจไม่มีสิ่งใดเหลือแม้นิดหนึ่ง  เรียกว่ารู้แจ้งแทงทะลุเป็นปฏิเวธธรรมเต็มภูมิ  ถ้าว่านิโรธก็ดับทุกข์ภายในจิตใจอย่างสนิท  เพราะสมุทัยสิ้นสุดลงไปแล้วด้วยอำนาจของสติปัญญา

        นี่ผลของงานแห่งเพศของเราผู้ปฏิบัติ นี่เป็นงานอันสำคัญดังที่กล่าวมาแล้ว และเป็นผลอันสำคัญที่กล่าวอยู่ขณะนี้ จะเกิดขึ้นภายในตัวของเราผู้ประกอบงาน  ชัยชนะชนะอะไร ก็เพราะความแพ้กิเลสมาอย่างราบตลอดสายนั่นเอง หาความชนะไม่ได้  นี่ชนะเข้าไปโดยลำดับ ๆ จนกระทั่งชนะอย่างเด็ดขาด  เอกญฺจ  เชยฺยมตฺตานํ    เว  สงฺคามชุตฺตโม  การชนะกิเลสของตนหรือชนะกิเลสภายในใจของตน เพียงคนเดียวหรือดวงเดียวนี้เท่านั้น เป็นความเลิศประเสริฐยิ่งกว่าการชนะสงครามทั้งหลาย ดังโลกที่เป็นมาเป็นไหน ๆ นี่ละความเลิศแท้ ๆ อยู่ที่ตรงนี้

        เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ ส เว สงฺคามชุตฺตโม ความประเสริฐจริงๆ อยู่ที่นี่ พระพุทธเจ้าสอนลงที่นี่ ประกาศขึ้นที่นี่ ไม่ได้ว่าประเสริฐที่ไหน ดินฟ้าอากาศฟ้าแดดดินลม มันเป็นธรรมชาติของมัน หาความประเสริฐที่ไหนในโลกนี้พอที่จะปล่อยวางใจลงไปได้  พอที่จะยึดเหนี่ยวให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจได้สะดวกสบาย หาที่จุดไหนไม่เห็นมี  มีแต่กอง อนิจฺจํ  ทุกฺขํ  อนตฺตา เต็มตัว เกาะเข้าตรงไหนเป็นไฟตรงนั้น  เราไปเพลิดเพลินกับอะไรเมื่อมีแต่กองฟืนกองไฟ  เพลิดเพลินกับความพากความเพียรถอดถอนกิเลสซึ่งเป็นตัวไฟนี้ออกเสียเท่านั้น  น้ำคือความเย็นอมตธรรมไม่ต้องถาม ตรงเป๋งอยู่ในนี้เลยทีเดียว  ผู้ปฏิบัติเอาให้จริงให้จัง

        นี่ก็ได้พยายามอบรมสั่งสอนหมู่เพื่อนมาเต็มสติกำลังความสามารถ ไม่มีลี้ลับ  ผมเปิดอย่างเต็มที่ด้วยความเมตตาสงสารหมู่เพื่อน  วิธีการดำเนินเป็นมายังไง ๆ สูงบ้างต่ำบ้างตามกำลังความสามารถของตนที่ดำเนินมาทั้งฝ่ายเหตุฝ่ายผล  ไม่เคยปิดบังลี้ลับ แสดงให้ฟังทุกแง่ทุกมุม เฉพาะอย่างยิ่งอุบายวิธีการต่อสู้กับกิเลสให้ทันกับกลมายาของกิเลสนี้ได้ย้ำแล้วย้ำเล่า เพราะสำคัญมากทีเดียว ยากที่จะรู้ตามทันกลมายาของมัน

        หมดทั้งตัวมีแต่เรื่องของกิเลสห้อมล้อมอยู่  จนมองหาคนมองหาพระทั้งองค์ไม่เห็น  เห็นแต่เรื่องของกิเลสล้อมอยู่หมดจะไม่น่าโมโหได้ยังไงผู้เป็นครูเป็นอาจารย์คอยแนะนำสั่งสอน  กระแสของธรรมแทรกเข้าไม่ได้ถูกกิเลสปัดป้องออกหมด ตีต่อยออกหมด เจ้าของยังไม่รู้ตัวเลยเหมือนควายตัวหนึ่ง  พอธรรมแทรกเข้าไปปั๊บกิเลสปัดปุ๊บด้วยความเซ่อซ่านั่นแหละ  ตัวเซ่อซ่าก็มีตัวหนึ่งให้เซ่อซ่า  สติปัญญาไม่ทัน ว่าอย่างนี้เคลื่อนไปอย่างนั้น ว่าอย่างนั้นพลาดไปอย่างนี้อยู่อย่างนั้น มันจะไม่เต็มตัวของเรายังไง  พลาดก็พลาดหมดทั้งตัว เผลอก็เผลอหมดทั้งตัวหมดทั้งใจ  แล้วจะว่าไม่เต็มตัวยังไง  ธรรมแทรกไม่ได้นั่นซิ

        ทำให้จริงเราจะเห็นของจริงโดยไม่ต้องสงสัย  เมื่อเห็นของจริงเต็มส่วนแล้วหายสงสัย  อดีตอนาคตปลดเปลื้องไปหมด ปัจจุบันก็รู้เท่า ไม่มีคำว่ายึดว่าถือ  พอตัวแล้วไม่ต้องถือไม่ต้องยึด ยึดทำไมหาอะไร เป็นหลักธรรมชาติของตัวเองแล้ว  การประพฤติปฏิบัติเป็นอย่างนี้

        ท่านผู้ใดที่เข้ามาศึกษาก็ให้ศึกษาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย  หูมีให้ฟัง ฟังให้ถึงใจ  แล้วนำไปคิดไปพินิจพิจารณา ตาดูให้ถึงใจ เป็นการศึกษา หมู่เพื่อนทำอย่างไรดูจึงชื่อว่ามาศึกษา  ไม่ใช่ว่ามาฟังโอวาท นโม  ตสฺส สอนอย่างนี้จึงจะว่ามาฟังการอบรมโดยถ่ายเดียว  ฟังหมด อันใดที่จะเป็นผลเป็นประโยชน์  ควรจะเกิดขึ้นทางตาก็ให้เกิด ควรจะเกิดขึ้นทางหูก็ให้เกิด ควรจะเกิดขึ้นทางสติปัญญาที่เราได้สิ่งเหล่านั้น ๆ เข้ามาพินิจพิจารณาจนเกิดเป็นผลเป็นประโยชน์กลายเป็นสมบัติของเราขึ้นมาก็ให้รู้ ให้เป็นไปโดยลำดับ  จึงไม่ขาดทุนสูญดอก

        ให้ดูแบบฉบับของหมู่ของเพื่อน  ให้มีธรรมเป็นแนวทางแห่งความคิดการพูดการปฏิบัติต่อกัน อย่านำกิเลสเข้ามาเป็นขวากเป็นหนามเป็นเขี้ยวเป็นเขามากัดมาฉีกมาขวิดมาชนกัน นั้นเป็นลักษณะของหมาของวัวของควาย ไม่ใช่ลักษณะของผู้มีธรรม  เฉพาะอย่างยิ่งไม่ใช่ลักษณะของนักบวชกรรมฐานอย่านำมาใช้  เราตั้งใจจะมาฆ่ามันอยู่แล้ว ทำไมจะมาเสริมเขี้ยวเสริมฟันให้มัน  นี่ก็ไม่ทันมันอีกให้มันเหยียบย่ำเอาอีก ให้ระมัดระวัง ความเมตตาสงสารต่อกันและกัน ความเป็นธรรมต่อกันนั้นแลคือลูกศิษย์ตถาคต ลูกพระตถาคตเป็นอย่างนั้น  ให้อภัยกันอยู่ตลอดเวลา เป็นความถูกต้อง  อยู่ด้วยกันมากน้อยเป็นผาสุกทั้งนั้น

เอาละพอ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก