โรคเรื้อรังของจิต
วันที่ 19 ธันวาคม 2524 เวลา 19:00 น. ความยาว 55.3 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔

โรคเรื้อรังของจิต

การงานเกี่ยวกับสิ่งภายนอก ผู้มาใหม่พึงสังเกตศึกษาด้วยตาด้วยหู ความเคลื่อนไหวไปมาในการทำข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับหลักธรรมหลักวินัย จะสมชื่อว่ามาศึกษาถ้าเป็นผู้สำเหนียก จะคอยฟังแต่ครูบาอาจารย์เทศน์แนะนำสั่งสอนอย่างเดียวไม่ทันกับเหตุการณ์ที่เป็นไปอยู่ภายในตัวเอง เฉพาะอย่างยิ่งภายในจิต

การมารวมกันเป็นจำนวนมากย่อมทำให้อืดอาดเนือยนายล่าช้าในกิจต่างๆ แล้วก็เข้าไปสู่ใจ ทำให้ไม่สะดวกในการประกอบความพากเพียรเพราะความเกี่ยวเนื่องกันกับหมู่กับคณะ ฉะนั้นการเสาะแสวงหาที่วิเวกจึงเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่ง จะไม่ต้องกังวลวุ่นวายกับผู้ใดสิ่งใด มีความรู้สึกตัวอยู่มากกว่าการอยู่กับหมู่กับคณะรวมกันหลายๆ องค์ ซึ่งส่วนมากมักจะมีความเผลอ ความไม่มีสติประจำตน ที่ขัดกับหลักการแก้การชำระกิเลสซึ่งจำต้องอาศัยสติปัญญาเป็นสำคัญตลอดไป หมู่เพื่อนก็มาอยู่เรื่อยๆ การให้โอวาทสั่งสอนก็สั่งสอนเรื่อยมานับแต่มาเกี่ยวข้องกับวงคณะ เป็นเวลาราว ๓๐ ปีนี้แล้ว รู้สึกว่าเป็นภาระหนักมากอยู่ไม่น้อยสำหรับผู้เป็นหัวหน้า หากมาตั้งใจประพฤติปฏิบัติจริงๆ สิ่งที่ควรจะได้เป็นคติเครื่องเตือนใจนั้น สัมผัสสัมพันธ์กับตนและกับครูกับอาจารย์ตลอดกับหมู่กับคณะอยู่เสมอ นอกจากเราไม่เป็นคนจริงจังเสียเท่านั้น

ฉะนั้นทุกๆ ท่านที่มาศึกษาอบรม อย่าดูที่ไหนมากยิ่งกว่าดูใจคือความเคลื่อนไหวของตน แม้การศึกษาจากทางหูทางตาก็เพื่อเข้าไปสู่ใจ ให้ได้เป็นคติตัวอย่างอันดีและนำออกประพฤติปฏิบัติด้วยความราบรื่นดีงาม ใจเป็นสิ่งที่รักษายากมากยิ่งกว่าสิ่งใดในสามแดนโลกธาตุนี้ ไม่มีสิ่งใดที่จะรักษาแก้ไขฝึกฝนทรมานยากยิ่งกว่าใจ เพราะใจเป็นโรคเรื้อรังมานานจนเจ้าของเองก็ไม่สามารถทราบได้ว่าเรื้อรังมาตั้งแต่เมื่อไร จนถึงชาติปัจจุบันนี้เรายังไม่ทราบว่ามาจากอะไร เป็นมานานเท่าไร เกิดตายมากี่ภพกี่ชาติ ความเป็นมามากต่อมาก จึงไม่อาจนับอ่านและแข่งขันซึ่งกันและกันได้ในเรื่องความเกิดแก่เจ็บตาย ความทุกข์ความลำบากของแต่ละรายๆ ทั้งนี้เพราะโรคเรื้อรังของจิตพาให้เป็นนั่นเอง

ตามหลักธรรมท่านกล่าวไว้อย่างตายตัวและถูกต้องแม่นยำ ไม่มีคลาดเคลื่อนแม้แต่น้อยว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺยา วิญฺญาณํ เป็นต้น อวิชชาแท้ๆ พาให้สัตว์เกิดสัตว์ตาย เราจะไปหาอวิชชาที่ไหนถ้าไม่ดูที่ใจจะไม่เห็นจะไม่เจออวิชชาเลย ความโง่เง่าเต่าตุ่นไม่ใช่อะไรโง่ ตาก็ไม่ได้โง่ หูก็ไม่ได้โง่ จมูก ลิ้น กายไม่ได้เป็นผู้โง่ผู้ฉลาด แต่ผู้ที่โง่ก็คือใจ ถ้าใจไม่ฝึกฝนอบรมตนเพื่อความฉลาดแล้วจะหาความฉลาดเกิดขึ้นไม่ได้ ความฉลาดจะเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนอบรมใจ ใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรฝึกอบรมอย่างยิ่ง

เวลานี้โรคเรื้อรังคืออวิชชาเป็นตัวการใหญ่ฝังจมอยู่ภายในจิต จนไม่สามารถทราบได้ว่าจิตเป็นอย่างไร ทั้งๆ ที่รู้อยู่ทั้งวันทั้งคืนยืนเดินนั่งนอนนั่นแล แต่ไม่อาจจะรู้ได้ว่าความรู้อันแท้จริงนั้นคืออะไร เพราะมันเจือปนกับโลกอวิชชาที่กล่าวนั้น โรคมืดบอดกับจิตเลยกลายเป็นอันเดียวกัน คือกิเลสกับจิตเป็นอันเดียวกัน โรคอันนี้แหละ เชื้ออันนี้แลที่พาให้สัตว์โลกเกิดแก่เจ็บตายเรื่อยมา ความไม่เข็ดไม่หลาบก็เพราะโรคอันเดียวนี้แหละปกคลุมหุ้มห่อไว้ไม่ให้เข็ดให้หลาบ ไม่ให้เห็นภัยในสิ่งที่น่ากลัวทั้งๆ ที่เจอกันอยู่ทุกวันทุกเวลาและถูกดัดสันดานอยู่เรื่อยมา การจะพิจารณาให้เห็นโทษด้วยสติปัญญาของตน สติปัญญาก็ไม่เกิด มันจมอยู่ด้วยกันนั้นเสีย จึงเป็นความลำบาก

นี่เราได้ก้าวเข้ามาสู่เพศอันเหมาะสมและหน้าที่การงานอันถูกต้องดีงามอย่างยิ่งแล้ว ในการที่จะเปิดสิ่งที่ลี้ลับปิดบัง หรือหุ้มห่อจิตใจนี้ออกเพื่อเห็นตามความเป็นจริงของมัน เราเป็นผู้เหมาะสมแล้ว ไม่มีเพศใดเหมาะสมยิ่งกว่าเพศนักบวชเรา หากไม่ถือโอกาสแห่งความเหมาะสมของตนนี้ประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ได้มรรคได้ผล เพื่อรู้ต้นรู้ปลายของความจริงและความปลอมทั้งหลายซึ่งรวมอยู่ภายในใจนี้ ก็จะหาโอกาสดียิ่งกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะคำว่ามืดกับแจ้งนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ดั้งเดิม นั่นไม่ได้เป็นอุปสรรคแก่ผู้ใด นั่นไม่ได้เป็นผู้ให้ผลดีผลชั่วแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หากเป็นธรรมชาติของความมืดความสว่างที่มีอยู่เช่นนั้นมาดั้งเดิม เป็นเพียงโลกอาศัยสิ่งเหล่านั้นในลักษณะต่างๆ กันตามความถนัดและความต้องการของตนเท่านั้น

คำว่าโรคเรื้อรังได้กล่าวแล้วในเบื้องต้น โรคพรรค์นี้ลึกลับมาก ใจกับโรคนี้จึงเหมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มองดูโรคอันนี้กับมองดูใจในความรู้สึกของเราทั่วๆ ไปนั้นจะเห็นว่าเป็นอันเดียวกัน เพราะไม่มีสิ่งที่เหนือกว่าพิสูจน์แยกแยะ และไม่มีความรู้เหนือกว่านั้นที่พอจะทราบได้ว่าสิ่งใดเป็นจิตสิ่งใดเป็นโรคแทรก หรือเป็นโรคเรื้อรังที่ฝังจมกันอยู่ภายในจิตนั้น นอกจากจิตที่ถูกฝังด้วยยาพิษอยู่ภายในนั้นแล้ว มันยังกระจายแขนงออกมาให้เป็นแบบเดียวกันกับส่วนข้างในของมันอีกด้วย ส่งกระแสออกไปทางตาก็เพื่อหลง คือเพื่อรักเพื่อชัง เพื่อเกลียดเพื่อโกรธ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นสายทางแห่งโรคเรื้อรังนี้ก้าวออกเดินเพื่อเสาะแสวงหาผลประโยชน์ของมัน ซึ่งก็คือโทษของเรานั่นแล นำเข้ามาทับถมจิตใจให้หนาแน่นไปด้วยเรื่องของมัน จึงหาทางทราบและแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ยาก เพราะมันปิดมันครอบไว้หมดทั้งภายนอกภายใน

ทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายก็เป็นทางเดินของโรคอันนี้ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสก็เพื่อกว้านเข้ามาสู่ความหลงและให้ทุกข์แก่ใจอย่างเดียวกัน เจอเข้าที่ไหนก็ต้องหลงเข้าที่นั้น การสัมผัสสัมพันธ์ไม่ว่าใกล้ว่าไกลในบรรดาสภาวธรรมที่กล่าวมา ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านั้นเป็นหลักธรรมชาติอันหนึ่งๆ เท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใด แต่จิตดวงนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความลุ่มหลงจอมปลอม หากไปเสกสรรปั้นยอสิ่งนั้นว่าเป็นอย่างนั้น สิ่งนี้ว่าเป็นอย่างนี้ และนำเข้ามาหลอกลวงตนเองให้ลุ่มหลงอย่างหนาแน่นเข้าไปโดยลำดับ ไม่มีเวลาจืดจางสร่างซาลงได้เลย

หากว่าเรามีความเข็ดหลาบเหมือนสิ่งทั่วๆ ไปซึ่งเราเคยพบเคยเห็นเคยประสบมาแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ไม่น่าจะครองหัวใจเราอย่างหนาแน่นดังที่เป็นอยู่นี้มานานและไปนานนักเลย จะต้องมีการหลุดลอยออกจนได้ด้วยการสลัดปัดทิ้ง เพราะความเห็นโทษเป็นพลังใจทางด้านความพากเพียร นี่แม้แต่มีครูมีอาจารย์แนะนำสั่งสอนชี้บอกตามความสัตย์ความจริงโดยไม่ผิดไม่พลาด จิตใจมันยังเถลไถลไม่อาจยอมรับความจริงนี้ได้พอประมาณตามที่ตั้งหน้ามาศึกษาอบรม ทั้งนี้ก็เพราะกำลังของสิ่งจอมปลอมนั้นมีมาก และคอยผลักคอยไสจากความจริงเข้าสู่ความจอมปลอมของมันอยู่เรื่อยมานั้นแล ผู้ปฏิบัติจึงไม่ค่อยได้เหตุได้ผลได้ถ้อยได้ความในความจริงทั้งหลาย ซึ่งมีเต็มตัวอยู่ในกายในใจของเราทุกคน

จึงต้องอาศัยการศึกษาอบรมอยู่ไม่หยุดหย่อนจากครูอาจารย์ และกำลังความเพียร ฝ่าฝืน อดทนไม่หยุดยั้ง หนักก็เอา สู้ไม่ถอย เพราะเชื่อในหลักธรรมของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วๆ ส่วนกิเลสมันบอกไว้ที่ไหนว่ามันบอกไว้ชอบแล้ว สอนไว้ชอบแล้ว เชื่อเราเถอะ เราจะพาท่านทั้งหลายไปนิพพานสดๆ ร้อนๆ รวดเร็วกว่าธรรมพาไปเสียอีกดังนี้ แต่ทำไมพวกเราจึงไปเชื่อมันเอานักหนา

ถึงเราจะไม่ว่ากิเลสราคะตัณหา สรณํ คจฺฉามิ ก็ตามเถอะ มันก็คือ สรณํ คจฺฉามิ อยู่ทุกๆ ขณะของจิตที่เคลื่อนไหวออกมา ด้วยความไม่มีสติไม่มีปัญญาพินิจพิจารณาไตร่ตรองบ้างเลยนั่นแล คำว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ หรือที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้วนี้ มันเป็นแต่เพียงผิวเผิน ไม่ได้เข้าถึงจิตใจและถึงความจริงของสวากขาตธรรมนั่นเลย หากว่าจิตใจได้หยั่งเข้าถึงสวากขาตธรรมที่ท่านตรัสไว้อย่างแท้จริงด้วยความจริงของใจแล้ว กิเลสจะเรืองอำนาจเป็น สรณํ คจฺฉามิ อยู่ไม่ได้ ต้องพังทลายลงอย่างไม่เป็นขบวนนั่นแล เพราะความจริงมีอำนาจไปถึงไหน ความจอมปลอมจะต้องหลุดลอยออกไปถึงนั้น ที่พระพุทธเจ้าแลสาวกได้ตรัสรู้ได้บรรลุธรรมล้วนแต่ความจริงแห่งธรรมได้เข้าถึงใจอย่างเต็มที่ กิเลสจึงหลุดลอยไปหมด ไม่มีกิเลสตัวใดจะกล้าหาญขอแก้มือกับท่านอีกเลย

ท่านจึงกล่าวไว้ว่า อวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ เมื่ออวิชชาดับ สังขารดับ วิญญาณดับ เรื่อยไปจนกระทั่ง นิโรโธ โหติ ดับสนิทไปหมดไม่มีอะไรเหลือเลย นี่คือความจริงเข้าถึง คำว่าสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนั้นก็ออกมาจากพระทัยที่บริสุทธิ์ ซึ่งรู้แจ้งความจริงทั้งหลายแล้วนั้นแล ทรงนำออกมาสอนจะผิดเพี้ยนไปที่ตรงไหน

เราผู้มาปฏิบัติธรรมทำไมจึงไม่ฟังให้ถึงใจ พิจารณาให้ถึงใจ กิเลสํ สรณํ คจฺฉามิ ไม่ต้องออกปากพูดประกาศให้ใครรู้ก็ตาม แต่มันกลืนเรามันขบเคี้ยวเราอยู่ภายในใจเรื่อยมานั่นแล ใจหากว่าเป็นวัตถุก็เป็นผุยผงไปหมดนานแสนนานแล้ว เพราะถูกกิเลสเคี้ยวถูกกิเลสกลืน เคี้ยวแล้วกลืนเล่า กลืนกลับไปกลับมา เคี้ยวกลับไปกลับมาแหลกละเอียดเป็นผุยผงไม่สงสัย ถ้ายังไม่เห็นโทษของมันอยู่แล้วก็แสดงว่าใจเราด้าน และหนาเอาการจนธรรมกลัวไม่กล้าแอบกล้าซึมซาบได้ ถ้าเป็นโรคก็ประเภทหมดหวังนั่งคอยลมหายใจอยู่เท่านั้น เราเป็นพระนักปฏิบัติจะใจด้านต่อธรรมขนาดโรคประเภทหมดหวังมันสมควรแล้วหรือ สติปัญญายังพอมีรีบคว้ามาช่วยตัวเองในเวลาเช่นนี้ เวลาเข้าสู่สงครามนี้ อย่ารีรอ

การแก้กิเลส การต่อสู้กับกิเลสถ้าสติปัญญาไม่ทันต้องแพ้มันเรื่อยไป และต้องกลืนความทุกข์ความลำบาก เพราะความเกิดแก่เจ็บตาย หมุนเวียนกันไปมาทำนองนี้ตลอดกัปตลอดกัลป์ ไม่มีคำว่าต้นทางปลายทางได้เลย เหมือนมดแดงไต่ขอบด้งนั่นแล ไต่ไปไต่มาอยู่ที่ขอบด้งเข้าใจว่าเป็นของใหม่อยู่เรื่อย และไต่มาขอบด้งอันเก่านั่นแหละหมุนไปเวียนมาอยู่ทำนองนั้น จิตที่หมุนไปด้วยอำนาจแห่งวัฏจักรซึ่งฝังอยู่ภายในวัฏจิตก็หมุนอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าเราอยากทราบ เอ๊า ขุดลงไปด้วยธรรม สมาธิทำให้ถึงใจ ทำไมจิตจะสงบไม่ได้ ธรรมโอสถมีอยู่

โรคมีในกายของคนไข้เขายังวิ่งหาหมอหายามารักษา ยังสงบและหายไปได้ โรคกิเลสฝังใจเรากอดคัมภีร์อยู่แท้ๆ ทำไมจึงหายไปไม่ได้ เพราะขี้เกียจรับยาคือธรรม ประโยคแห่งการรับยาก็ไม่เพียงพอกัน เดินจงกรมก็ไม่พอจะเห็นทุกข์ในการเดิน นั่งสมาธิก็ไม่พอจะเห็นทุกข์ในการนั่ง จะภาวนาแบบไหนก็ไม่พอจะเห็นทุกข์ทั้งๆ ที่ทุกข์กองเต็มอยู่ภายในกายในใจไม่มีเวลาบกพร่องเลย นอกจากไม่แสดงเท่านั้น แต่มันมีอยู่ภายในนี้อยู่แล้ว ธรรมเครื่องดับสมุทัยและทุกข์ถ้าไม่ใช่สติปัญญาและความพากเพียรเป็นต้นจะเป็นอะไรที่ไหน ธรรมเหล่านี้แลคือเครื่องปราบไตรภพภายในใจ จงนำมาช่วยตัวเอง

เดินจงกรมก็ฟัดกันให้ถึงเหตุถึงผล ให้เห็นความทุกข์ในการเดินจงกรมเหมือนเราได้รับความทุกข์ในสิ่งทั้งหลายแต่ไม่เห็นโทษของมันนั้น ดูซิจะเห็นกิเลสแลกองทุกข์ด้วยมรรคสัจไหม เดินมากเป็นอย่างไร เหนื่อยมากขนาดไหน แล้วจิตมันยอมจำนนไหม ในขณะที่เดินก็ไม่สักแต่ว่าก้าวไปก้าวมาเฉยๆ โดยหาสติควบคุมจิตไม่ได้เหมือนชาวบ้านเขาเดินไปมากัน แต่ก้าวเดินด้วยความมีสติกำกับรักษาจิต จิตจะเล็ดลอดออกไปไหน สติปัญญามีหน้าที่ดูจิตและสอดส่องดูเรื่องของจิตโดยเฉพาะไม่ต้องไปดูสิ่งใด ชนิดกลัวโลกนี้จะสูญหายไปจากตัว กลัวจะไม่ได้อยู่ในโลกนี้ต่อไป ไม่ต้องกลัว กลัวแต่จะไม่ได้พ้นจากโลกแห่งกองทุกข์นี้ไปเท่านั้น จงตั้งจิตลงให้แน่นหนามั่นคงต่อหน้าที่การงานของตนคือการภาวนา ผลจะเป็นยังไงเมื่อทำตามนี้

จิตนี้จะระเหเร่ร่อนจะผาดโผนโลดเต้นไปไหน เหนือสติปัญญาไปได้จริงๆ เหรอ ถ้าเหนือสติปัญญาไปได้ พระพุทธเจ้าจะทรงบัญญัติธรรมคือเครื่องมือปราบกิเลสสมัยจรวดขึ้นมาเสียใหม่ ในหลักธรรมที่ทรงสอนว่า มัชฌิมา คือเหมาะสมแล้วกับการแก้กิเลสปราบกิเลสของสัตว์สมัยโน่น แต่มาสมัยนี้มัชฌิมาปฏิปทานั้นล้าสมัยไปเสียแล้วไม่ทันกิเลส ดังนี้ ความจริงพวกเรามันได้เรื่องอะไร มีแต่ภาวนาแบบปล่อยกิเลสไปเปลี่ยนแปลงธรรมของท่าน ไปเหยียบย่ำทำลายธรรมของท่านเสียมากต่อมาก แทนที่จะนำธรรมไปปราบกิเลส แม้ขณะอยู่ในทางจงกรมในที่สมาธิภาวนา ก็มีแต่ลักษณะเอากิเลสไปปราบธรรมให้แหลกเหลวไปหมด แล้วจะบ่นหาสมาธิสมาบัติความสงบร่มเย็นและความเฉลียวฉลาดจากที่ไหนกัน เพราะสติก็ไม่มีปัญญาก็ไม่มี เดินสักแต่ว่าเดิน นั่งสักแต่ว่านั่ง ไม่มีสติสตัง จะเอาของศักดิ์สิทธิ์วิเศษจากกิริยาแห่งความเป็นบ้าไม่มีสติปัญญาได้อย่างไร เพราะเหตุกับผลเข้ากันไม่ได้นี่

คนจะได้ของดิบของดีต้องทำให้ดี มีหลักมีเกณฑ์มีเหตุมีผล เพราะธรรมไม่ใช่ของเหลวแหลกแหวกแนวดังที่กิเลสพาให้เป็นไป มันจะดิ้นรนไปไหนจิตนี่ วันนี้เป็นวันที่เราจะต่อสู้กับจิตที่ถูกกิเลสถือสิทธิ์ถืออำนาจ ให้เห็นฤทธิ์เห็นเดชของกันและกัน สติปัญญาเอาให้หนักแน่นและแหลมคม กิเลสจะแหลมคมขนาดไหน จะมีกำลังมากเหนือธรรมมาจากไหน อย่างไรก็ไม่เหนือสติปัญญาไปได้ จงเอาให้เห็นกันในเวลานี้ดีกว่าเวลาอื่น เห็นกันวันนี้ดีกว่าวันอื่น เดือนอื่น ปีอื่น เดินจงกรม เอ๊า มันจะเหนื่อยขนาดไหนลองดู ให้มันรู้เรื่องเหนื่อยเรื่องทุกข์เพราะความเพียรท่าเดิน ท่ายืน ท่านั่ง ฟัดกัน ส่วนท่านอนโดยมากเป็นท่านอนคอยกิเลสหั่นหอมกระเทียม จงระวังให้มาก

ถ้าเพียบจริงๆ ก็พักรบได้ เพราะธาตุขันธ์ไม่ใช่เหล็กจำต้องพักให้พอประมาณ เพราะการรบและการพักรบเป็นความจำเป็นในเวลาที่ควรรบ และในเวลาที่ควรพัก แต่อย่าพักแบบกิเลสฉุดลากหรือกดหัวให้พัก เช่น ความท้อถอยอ่อนแอ เป็นต้น จงพักตามหลักธรรมพาให้พัก เช่น จิตใจ ธาตุขันธ์เหน็ดเหนื่อยมากควรแก่การพักเพื่อกำลังทางจิตใจ และธาตุขันธ์ในการต่อสู้กับกิเลสในวาระต่อไป ชื่อว่าพักแบบนักรบ นี่ไม่เสียลวดลายของนักรบ

เวลานั่งภาวนาเจ็บปวดขนาดไหน ตรงไหนตรงที่เจ็บปวดมากที่สุด คนตายแล้วมันเจ็บไหม หนังหรือเจ็บ หรือเนื้อเจ็บ หรือกระดูกเจ็บ เส้นเอ็นตรงไหนมันเจ็บปวดแสบร้อน ดูทั้งจุดที่เจ็บปวดแสบร้อน ดูทั้งจิตผู้ไปสำคัญมั่นหมายว่าเจ็บปวดตรงนั้นตรงนี้ ดูทั้งทุกข์ที่กำลังแสดงความปวดร้าวอยู่ในที่ต่างๆ ของอวัยวะเวลานั้น ดูทั้งสถานที่เกิดแห่งทุกข์ เช่น แข้งขา เป็นต้น มีตรงไหนเกิดทุกข์หนักกว่าเพื่อน เช่น กระดูกเจ็บ กระดูกปวด เป็นต้น และนำเรื่องภายนอกมาเทียบเคียงกันว่า กระดูกสัตว์ทิ้งเกลื่อนอยู่ตามถนนหนทางเขาบ่นว่าอย่างไร กระดูกนั้นๆ เขาว่าเขาเป็นทุกข์ไหม หนัง หนังรองเท้าเราใส่เดินไปเดินมาอยู่ทุกวันนี้เขาบ่นว่าเขาเป็นทุกข์ไหม

สิ่งเหล่านี้เขามีอยู่ตามสภาพของเขา ทุกข์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นดับไปๆ ตามกฎไตรลักษณ์ แม้ตัวของทุกข์เองก็ไม่ทราบความหมายของตนว่าเป็นทุกข์ และได้ให้โทษให้ภัยแก่ผู้หนึ่งผู้ใด นอกจากจิตตัวหลอกลวงจอมปลอมนี้เท่านั้นเป็นผู้ไปเสกสรรปั้นยอ ไปสำคัญมั่นหมายว่านั้นเป็นทุกข์นี้เป็นทุกข์ ทั้งๆ ที่ทุกข์นั้นก็เป็นสัจธรรมคือของจริงเต็มตัว สติปัญญาก็เป็นสัจธรรมเต็มตัวทางฝ่ายมรรคซึ่งมีอยู่ในจุดเดียวกัน ทำไมจึงไม่คุ้ยเขี่ยขึ้นมาเปลื้องตน ยังมัวยึดว่าเราเป็นทุกข์ ส่วนนั้นของเราเป็นทุกข์ แข้งของเราเป็นทุกข์ ขาของเราเป็นทุกข์ และทุกข์ทั้งหมดนี้เป็นเรา เราก็เลยกลายเป็นทุกข์บวกกันเข้าไปเป็นฟืนเป็นไฟ เหล่านี้เพราะความโง่หรือความฉลาด

จงขุดค้นลงให้เห็นความจริงของมันซิ ความจริงเหล่านี้จะปรากฏชัดเจนขึ้นในใจของผู้มีสติปัญญาขุดค้นไม่ลดละท้อถอย ที่ท่านว่าทุกข์เป็นของจริงนั้น อ๋อ จริงอย่างนี้เหรอ การพิจารณาจงยอกย้อนดูทั้งกาย ในจุดที่ว่าเป็นทุกข์มากกว่าอาการทั้งหลาย ดูทั้งจิตผู้ไปสำคัญมั่นหมาย ดูทั้งตัวทุกข์ว่าเป็นอะไร สุดท้ายก็จะรู้ชัดว่ามีแต่ใจดวงเดียวดิ้นรนกวัดแกว่งอยู่โดยลำพังตัวเอง เที่ยวสำคัญนั้นสำคัญนี้ เที่ยวยึดนั้นยึดนี้ เมื่อสติปัญญาตามทัน ความสำคัญมั่นหมายนี้ก็ถอนตัวเข้ามา สิ่งเหล่านั้นก็เป็นของจริงตามธรรมชาติของตน เพราะหมดความสำคัญมั่นหมายภายในจิต จิตก็กลายมาเป็นความจริงของตัวเอง ก็รู้เห็นชัด นั่นที่ว่าประกอบความเพียรให้ถึงของจริง

ทุกข์ท่านว่าเป็นของจริง ให้จริงภายในใจของเราเถอะจะเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์มากทีเดียว รู้ได้จำเพาะตน ความเพียรก็กล้าหาญชาญชัย พึ่งตัวเองได้ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ จะปรากฏขึ้นมาในขณะที่เข้าจนตรอกจนมุมนั่นแหละ ไม่มีใครช่วยได้นอกจากเราช่วยเราแต่ผู้เดียว ขณะที่ทุกข์เกิดขึ้นมากน้อยเราจะช่วยตัวเองด้วยสติปัญญา ฟัดกันอย่างสุดกำลังความสามารถในเวลานั้น โดยไม่หวังพึ่งใครยิ่งกว่าพึ่งตัวเอง ความจริงจะปรากฏขึ้นมาดังที่กล่าวนี้

การทำความเพียรทำอย่างนั้นซิ ถึงกาลที่จะทำเช่นนั้นให้ทำเช่นนั้น ถึงกาลที่จะลดหย่อนผ่อนผันตามกาลตามเวลาตามธาตุขันธ์ก็มี แต่ส่วนมากไม่ได้ว่าให้ถึงกาลลดหย่อนผ่อนผันก่อนค่อยลดหย่อนผ่อนผันกัน แต่มันชอบลดของมันอยู่ด้วยอำนาจแห่งความขี้เกียจขี้คร้าน อำนาจแห่งกิเลสเหยียบย่ำทำลายให้อ่อนเปียกไปหมดนั่นแล ไม่ได้อนุโลมตามกาลตามเวลาโดยทางเหตุผลอรรถธรรมอะไรแหละ ว่าถึงเวลาจะเคร่งถึงเวลาจะตึง ถึงเวลาจะเด็ดเดี่ยวด้วยเหตุด้วยผลด้วยสติปัญญาก็เด็ด อย่างนั้นไม่ค่อยมี มีแต่กลัวตายๆ ความกลัวตายคืออะไร ถ้าไม่คือกิเลสตัวครอบหัวใจให้หมอบราบจะคืออะไรไป

เมื่อพิจารณาถึงความจริงแล้วอะไรมันตาย ธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีมาแต่ดั้งเดิมเขาว่าเขาตายที่ตรงไหน แม้จิตผู้ที่กลัวตายๆ จิตก็ไม่ได้ตาย เมื่อพิจารณาเข้าไปถึงความจริงจริงๆ แล้ว ยิ่งรู้ยิ่งเด่นว่าไม่มีอะไรตาย มีแต่ลมๆ แล้งๆ ที่เสกสรรขึ้นหลอกตัวเองให้กลัวให้ท้อแท้เหลวไหลไปเท่านั้นเอง ธรรมที่ต้องการ เช่น สมาธิธรรม เป็นต้น ก็ไม่ปรากฏในจิต แล้วเราจะเอาอะไรเป็นคุณค่าของพระเป็นสมบัติของพระ ถ้าลงสมาธิและปัญญาไม่ปรากฏในตัวของเราเลยแล้ว อะไรเป็นคุณค่าอันดีงามของพระ ผ้าเหลืองอยู่ในตลาดเต็มไปหมด ศีรษะโล้นๆ ใครโกนก็ได้ยากอะไร อันนี้เป็นเพศเพื่อประกาศให้โลกและตัวเองทราบว่า เพศนี้คือเพศไม่ท้อถอย เพศของผู้มีชัยชนะต่างหาก

ผ้ากาสาวพัสตร์นี้ได้มาจากท่านผู้เชี่ยวชาญเฉลียวฉลาด ได้ชัยชนะปราบกิเลสให้สิ้นซากไป ลบล้างป่าช้าในสามโลกธาตุนี้ให้สิ้นไปจากใจ เราได้ผ้ากาสาวพัสตร์นี้มาเป็นธงชัยประดับใจ และปลุกใจให้มีความอาจหาญชาญชัยต่อการรบพุ่งชิงชัยกับกิเลสดังองค์ศาสดา เพียงบวชมาแล้วหวังเอาเกียรติยศชื่อเสียง หวังให้กิเลสกลัว กิเลสหมอบราบไปเพราะผ้าเหลืองนั้น อย่าพากันคิด อย่าพากันทะนง กิเลสจะหัวเราะ และสนุกสร้างห้องน้ำห้องส้วมโต๊ะกินเลี้ยงเตียงหลับนอนบนหัวใจไม่มีวันรื้อทิ้งจะว่าไม่บอก

ผ้าเหลืองเฉยๆ อยู่ที่ไหนก็มี โกนผมโกนคิ้วใครโกนเอาก็ได้ยากอะไร จะโกนลงถึงหนังมันก็ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไร ถ้าไม่ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ อะไรเป็นคุณสมบัติของพระ ถ้าสมาธิคือความเยือกเย็นของใจไม่มีหลักใจไม่มี แล้วเราจะพึ่งอะไร อยู่ไปวันหนึ่งๆ เกิดประโยชน์อะไร อยู่ก็ต้องอยู่ด้วยความเพียรอยู่ด้วยคุณธรรม ใจสงบเย็นอยู่ด้วยคุณธรรมจึงไม่ทุกข์ร้อนคนเรา ถ้าไม่มีคุณธรรมไม่มีหลักของใจแล้วอยู่ไหนก็อยู่เถอะ ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟหาที่ยึดที่เหนี่ยวไม่ได้

โลกที่เราอยู่เวลานี้ก็รู้แล้วว่ามันทุกข์ร้อน ใครอยู่ที่ไหนไม่เดือดร้อนวุ่นวายมีเหรอ โลกไหนเป็นโลกที่สะดวกสบาย เพราะมีแต่โลกเกิดแก่เจ็บตาย คำว่าเกิดแก่เจ็บตายเป็นของดีแล้วเหรอ นี่แหละคือโลกฟืนโลกไฟในสายตาของนักปราชญ์ทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่งคือ ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา มันเผาอยู่ภายในใจตลอดเวลา ให้แก้ที่ตรงนี้ ถ้าอยากมีความสงบเย็นภายในใจท่ามกลางแห่งขันธ์และโลกที่รุ่มร้อนทั้งหลาย

จงทำให้ปรากฏ สมาธิธรรมเป็นต้น จะเกิดขึ้นได้ด้วยความเพียรของนักบวชเรานี่แล ไม่นอกเหนือไปจากนี้เลย เราได้ยินแต่ชื่อสมาธิ ชื่อปัญญา ชื่อวิมุตติพระนิพพาน อ่านมาเสียจนน้ำลายแฉะ อ่านตำรับตำราท่องตำรับตำรา สมาธิ ปัญญา วิมุตติหลุดพ้น แต่องค์สมาธิ คุณสมบัติของสมาธิเป็นต้นไม่ปรากฏภายในใจเลย มันได้สาระอะไรเพียงความจำเฉยๆ นั่น เอาให้ถึงความจริงซิ สมาธิที่แท้จริงนั้นเกิดที่ไหน มีอยู่ที่ไหน คุณสมบัติของสมาธิเวลาเกิดขึ้นมาแล้วเป็นอย่างไร จงทำให้เห็นในใจของตนนี้ จะไม่ต้องไปหาลูบหาคลำแบบงูๆ ปลาๆ แบบตะครุบเงา เมื่อเจอของจริงแล้วไม่จำเป็นต้องตะครุบ นั่งอยู่ที่ไหนก็จริงอยู่อย่างนั้น เพียงเจอสมาธิใจก็ได้หลักยึดไม่ไขว่คว้า ถึงเวลาจะพิจารณาทางด้านปัญญา ก็เอาให้ถึงเหตุถึงผลถึงพริกถึงขิงถึงความสัตย์ความจริงซิ เพราะความสัตย์ความจริงมีอยู่ในตัวเราทุกคนถ้าทำให้มี จิตจะดิ้นรนกระวนกระวายไปไหน จะเหนือความสามารถของการฝึกไปได้เหรอ พิจารณาให้จริงซิ

วันไหนก็หมอบราบกับกิเลสได้ความวิเศษวิโสอะไร ไม่เคยเห็นโทษของตัวที่หมอบราบกับกิเลสบ้างเหรอ ถ้ายังไม่เคยเห็นโทษของตัวในการหมอบราบกับกิเลส ว่าเป็นโทษเป็นทุกข์ประการใดบ้างแล้ว ก็ยากที่จะผ่านพ้นความทุกข์ความทรมานจากกิเลสนี้ไปได้ การกระทำทั้งมวลอันเป็นวิธีการต่อสู้กิเลสนี้ จะทุกข์ขนาดไหนก็ทุกข์ไปเถอะ โลกนี้เป็นโลกที่มีป่าช้าอยู่แล้วในตัวเราแต่ละราย ตัวคนตัวสัตว์แต่ละคนละสัตว์นี้มีป่าช้าเต็มตัวอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกลัวป่าช้าและไปเสาะแสวงหาป่าช้าที่ไหนอีกแล้ว กลัวไม่กลัวก็ตาย คนและสัตว์ในโลกไม่มีใครผ่านพ้นความตายไปได้ เพราะฉะนั้น ขอให้ตายด้วยความอิ่มหนำสำราญด้วยธรรมภายในจิตใจเถอะ ร่างกายนี้เป็นกากเมืองกากสมมุติ ให้ขนสมบัติออกให้หมดในเวลาที่มีชีวิตอยู่ ก่อนพญามัจจุราชจะมาเผาตลาดคือร่างกายอันเป็นสถานที่สร้างธรรมสมบัตินี้

สติปัญญาถึงกาลจะใช้ตามความเหมาะสม จงใช้ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย จะทำให้จิตสงบ สงบด้วยวิธีการใดก็ให้ทำเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยวิธีการนั้น ถึงกาลจะใช้ปัญญาพิจารณาเรื่องธาตุเรื่องขันธ์อันเป็นกองภูเขาภูเรานี้ จงพิจารณาให้แตกกระจาย แต่ภูเขาภูเรานี่ทำลายยากนะ ภูเขาภายนอกนั้นทำลายง่าย เขาเอามาทำประโยชน์มากมายจนกระทั่งภูเขาจะไม่มี ใหญ่สูงเพียงไรเขาระเบิดเอาแหลกแตกกระจายไปหมด เอามาทำถนนหนทาง บ้านเรือน สิ่งก่อสร้างต่างๆ ตามความต้องการ แต่ภูเขาภูเรานี้มันไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร ทำลายก็ไม่แตก เกสา ผมเส้นเดียวบางๆ มันก็ดูไม่ตลอดทั่วถึง ดูไม่เห็น โลมา นขา ทันตา ตโจ รวมแล้วเป็นร่างกาย เพียงเท่านี้ก็ดูไม่ทะลุทำลายไม่แตก จะว่าเราโง่หรือเราฉลาด ตัวเราตัวท่านมีอยู่ทุกคนดูไม่รู้ไม่เห็นเหรอ สติปัญญาเอาไว้ทำไม พิจารณาซิ ความจริงมีอยู่

หนังบางๆ เท่านั้นหุ้มห่อร่างกายนี้ เสกสรรปั้นยอให้ใหญ่โตยิ่งกว่าสามโลกธาตุ แล้วใครเป็นผู้แบกความเสกสรรปั้นยอนี้ให้หนักอึ้งอยู่ภายในจิตใจเวลานี้ ถ้าไม่ใช่เราผู้ที่เข้าใจว่าตนฉลาดแต่กลับโง่ ทนแบกกองทุกข์เพราะอุปาทานโดยไม่รู้สึกตัวนี้ พิจารณาลงตรงนี้ซิ อุปาทานไม่ยึดมันจะทนได้หรือ เมื่อความหลงเต็มตัวอยู่แล้วมันต้องยึด ไปสำคัญเอาเฉยๆ หาความจริงไม่มีแม้นิด พิจารณาคลี่คลายออกดูให้ดี พิจารณาแล้วพิจารณาเล่าอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องว่าเราคืบไปโน้นเราก้าวหน้าเราถอยกลับ ให้พิจารณารอบภายในตัวของเรานี้เถอะ หรือจะพิจารณาอาการใดที่เห็นว่าถนัดภายในจิตใจก็พิจารณา จะกระจายไปหมด เพราะสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน กระแสของจิตกระแสของปัญญาจะซึมซาบไปตลอดทั่วถึง และเห็นตามความเป็นจริงของมันโดยตลอดทั่วถึง นี่เป็นส่วนร่างกาย ผู้หนักทางกายวิภาค จิตจะคล่องตัวทั้งสมาธิและปัญญา ไม่ติดอยู่แค่ความสงบอย่างเดียว

ส่วนเวทนาก็สลับซับซ้อน พิจารณาได้ในขณะเดียวกันนั้น เวลาเกิดทุกข์ลำบากขึ้นมาภายในร่างกาย ก็พิจารณาแยกแยะดังที่ได้อธิบายให้ฟังแล้ว นี่คือวิธีการคลี่คลายสถานที่ซุ่มซ่อนแห่งความลุ่มหลง มันซุ่มซ่อนอยู่ได้หมดภายในร่างกาย แม้แต่ของละเอียดเช่น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กิเลสมันก็ละเอียดเข้าไปซุ่มซ่อนอยู่นั้น ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเราเป็นของเราไปเสียหมด ซึ่งล้วนแต่ความจอมปลอมทั้งนั้น การพิจารณาก็เพื่อจะเบิกความจอมปลอมนี้ออก เพื่อให้เห็นความจริงตามหลักธรรมชาติไปโดยลำดับ

ถ้าพูดถึงอสุภะอสุภังมันก็ตัวป่าช้าผีดิบภายในร่างของเราทุกๆ ร่างนี้ มีลมหายใจเท่านั้นประคองตัวเอาไว้ พอไม่แสดงตัวอย่างเปิดเผยดังคนตายแล้วเพียงเท่านั้น นอกนั้นมันผิดอะไรกัน ไม่เห็นมีอะไรผิดกันเลย พิจารณาลงไปตรงนี้จนรู้ชัดแล้วมันจะหลงที่ตรงไหน เพราะที่รู้เห็นด้วยปัญญานี่คือความจริง ความปลอมก็หลอกเรื่อยไปตามเพลงของมัน ว่าสวยว่างามว่าแน่นหนามั่นคง ลบล้างความจริงไปหมด นั้นคืออำนาจของกิเลสเป็นผู้ลบล้าง ทีนี้ผลิตธรรมขึ้นมาเพื่อลบล้างความจอมปลอมนั้น ให้เห็นความจริงเต็มสัดเต็มส่วนขึ้นมาแทนความเห็นอันจอมปลอมนั้น และถอดถอนความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเป็นมาจากความหลงนั้นให้หมดไปทั้งร่างกายและจิตใจ

เวทนา ส่วนมากเวทนาทางกายเป็นส่วนหยาบ มันสับปนกันกับร่างกาย พิจารณาได้ด้วยกันเมื่อถึงระยะที่ควรจะพิจารณา มันหากรู้ภายในตัวเอง พอก้าวเข้าสู่ความละเอียด เช่น การพิจารณาร่างกายรู้รอบขอบชิดไปหมดแล้ว อุปาทานขันธ์หมายถึงรูปขันธ์เป็นสำคัญ จะทนยึดถืออยู่ไม่ได้ เมื่อปัญญาได้หยั่งทราบถึงความจริงแล้วต้องปล่อยวางลงสู่ความจริง เวทนาคือความสุข ความทุกข์ เฉยๆ ซึ่งมีอยู่ภายในร่างกายก็เป็นไปตามๆ กัน เพราะเป็นความจริงเหมือนๆ กัน

สัญญา มีความละเอียดมากทางด้านปฏิบัติ ซึมซาบออกไปโดยไม่รู้สึกตัว ถ้าไม่ใช่ปัญญาขั้นที่จะรู้กันได้ก็รู้ไม่ได้ เพราะสัญญานี้ไม่มียิบๆ แย็บๆ ไม่มีกระเพื่อมเลย เหมือนกระดาษซึมซับออกไปเลย แต่ก็ทนสติปัญญาไปไม่ได้ เมื่อถึงขั้นที่จะรู้กันแล้วปิดไม่อยู่ จะละเอียดขนาดไหนสติปัญญายิ่งละเอียดกว่านั้น ต้องทราบกันได้ทันทีๆ

สังขาร ยังมีแย็บๆ ด้วยการปรุงของตน พอกระเพื่อมออกมาก็เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ส่วนปัญญานี้ซึมซาบออกไปกลายเป็นภาพเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาเลย ในภาคปฏิบัติเท่านั้นจะทราบได้

วิญญาณ ก็เคยพูดแล้วไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนครั้ง คือความรับทราบในขณะที่อายตนะภายนอกกับอายตนะภายในสัมผัสกัน เช่น รูปสัมผัสตารู้ขึ้น เสียงสัมผัสหูเป็นความได้ยินตามจังหวะแห่งสิ่งที่มาสัมผัสนั้น แล้วดับไปตามสิ่งเหล่านั้นดับไป

รวมทั้งหมดที่กล่าวมานี้ท่านเรียกว่าขันธ์ห้า คือ รูป ได้แก่รูปกายของเรา เวทนาได้แก่ความสุข ความทุกข์ เฉยๆ พูดถึงเวทนาทางร่างกายนี้ไปก่อน สัญญาความจำได้หมายรู้ สังขาร ความคิดความปรุงดีชั่วต่างๆ แล้วดับไปๆ เช่นเดียวกันหมด อะไรเป็นเราอะไรเป็นของเรา ไปปักปันเอาทำไมมันไม่ใช่ความจริง ฝืนความจริงไปทำไม พิจารณาให้เห็นชัดด้วยปัญญาซิ

เมื่อปัญญาตีตะล่อมเข้าไปโดยลำดับแล้ว ความสำคัญมั่นหมายต่างๆ ย่อมจะหดตัวเข้าไป กายก็ปล่อยจากอุปาทานเพราะรู้รอบหมดแล้ว เวทนาทางกายก็เป็นอันว่ารู้รอบไปตามๆ กัน สัญญาที่เป็นกระแสออกมาจากจิต สังขาร วิญญาณเป็นกระแสออกมาจากจิตก็เป็นกระแสของจิต เป็นอาการของจิต ไม่ใช่จิต สติปัญญาก็รู้และตามทัน เมื่อได้ถูกปัญญาตีตะล่อมเข้าไป กิเลสซึ่งเคยออกหากินตามทางรูป เวทนา สัญญา สังขาร และทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ถูกตัดสะพานและหดตัวเข้าไปๆ นี่การแก้กิเลส การพิจารณาหรือการลบล้างความจอมปลอมด้วยหลักธรรมคือความจริง พิจารณาอย่างนี้

จนกระทั่งกิเลสหาทางออกไม่ได้ ถูกตัดสะพาน สมุนของกิเลสคือ อาการต่างๆ ทางเดินของกิเลส อาการของจิตที่แสดงออกมาเพื่อเป็นกิเลสก็ถูกตัดเข้าไปโดยลำดับจนกระทั่งถึงจิต เมื่อจิตปล่อยแล้วความสำคัญต่างๆ ต้องหดตัวเข้าไปๆ เมื่อพิจารณาเข้าถึงจิต โรคเรื้อรังไม่มีที่กระจาย ตัดสะพานไว้หมดแล้วเหลืออยู่ภายในจิตเท่านั้น สติปัญญาอันเป็นโอสถหรือเป็นมรรคอย่างเอก ก็ฟาดฟันหั่นแหลกกันเข้าไปจนแตกกระจาย โรคเรื้อรังที่ว่าเป็นเหมือนจิต จิตเป็นเหมือนกับโรคอันนั้น ก็แตกกระจายหายสูญพันธุ์ไม่มีเหลือ สิ่งที่เหลือคืออะไร ก็คือความบริสุทธิ์นั่นแล

คำว่าเกิดแก่เจ็บตายซึ่งเป็นไปจากโรคเรื้อรังนี้ก็หมดโดยสิ้นเชิง แต่ความรู้ที่บริสุทธิ์นั้นไม่หมดไม่สิ้นไปด้วย จากนั้นจิตก็เป็นอิสระอิสโรเต็มที่ ภาระที่เคยแบกหามมาด้วยการประกอบความเพียรหนักเบามากน้อยนั้นคุ้มค่า หมดกังวล ตั้งแต่ขณะโรคเรื้อรังคืออวิชชาทลายไปจากจิตแล้ว อยู่ไหนอยู่ไปเถอะ ท่านว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ ได้เสร็จกิจในพระพุทธศาสนาหรือว่าพรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว ก็คือเสร็จงานปราบกิเลสปราบไตรภพนั่นแล เรียกได้เต็มปากว่า หมดภาระหนักแล้ว

โลกทั้งสามโลกธาตุนี้เราไปสำคัญมั่นหมายต่างหาก ว่าอันนั้นมี อันนี้มี อันนั้นเป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นอย่างนี้ ออกไปจากจิตดวงเดียวซึ่งเป็นผู้ไปสำคัญมั่นหมายด้วยความลุ่มหลงของตน เมื่อความลุ่มหลงนี้ได้หมดไปจากจิตแล้ว เป็นธรรมชาติที่เหนือโลกทั้งสามนี้ไปแล้ว ทั้งๆ ที่ก็อยู่ในท่ามกลางแห่งโลกทั้งสามนี้แล หากเหนือเพราะไม่ติดไม่พันกับสิ่งเหล่านั้น อะไรจะมาเป็นภัยกับจิตมาเป็นภัยต่อเรา ก็มีแต่กิเลสอย่างเดียวนี้เท่านั้นเป็นภัยต่อจิต เมื่อได้ปราบสิ่งที่เป็นภัยนี้ให้สิ้นซากไปจากใจแล้ว อะไรจะมาเป็นภัยอีกไม่มี และจะไม่มีตลอดอนันตกาลด้วย คำว่า อกาลิกจิต อกาลิกธรรม ก็ได้แก่จิตที่บริสุทธิ์เต็มที่แล้วนี้แล

ฉะนั้นขอให้พากันตั้งอกตั้งใจ อย่ากลัว กลัวความทุกข์ความยากความลำบากเพราะการประกอบความพากเพียร ทุกข์นี้เราเคยแบกเคยหามมาแล้ว ทุกข์ที่กิเลสผลิตขึ้นมานี้ ทุกข์ที่เกิดขึ้นในขันธ์ก็มีอยู่แล้ว ทุกข์ที่เกิดขึ้นมาในจิตก็มี เราเคยแบกเคยหามมาแล้วควรจะเข้าใจ ควรจะเข็ดหลาบ ควรจะรู้เรื่องกัน ธรรมเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้เคยเห็น จงพยายามผลิตขึ้นมา จะแปลกต่างจากกิเลสผลิตขึ้นมาอย่างไรบ้างผลของธรรม นี่แลเรียนวิชาเพื่อวิมุตติหลุดพ้นจากความทุกข์ เรียนที่ตรงนี้ที่จิตนี้ เอาให้จริงให้จังอย่าเหลาะแหละ ใครเหลาะแหละจะหาหลักเกณฑ์ไม่ได้ เวลาปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนาก็หาหลักเกณฑ์ไม่ได้ นิสัยไม่จริงจัง ทำอะไรเหลาะๆ แหละๆ เหมือนหลักปักขี้ควายเหลวๆ คอยแต่จะล้ม อย่างนั้นใช้ไม่ได้ อย่านำมาใช้ในวงของพระศาสนาที่ไม่ใช่หลักปักขี้ควายจะพลอยมัวหมองไปด้วย

สนามรบอันสำคัญคือร่างกายนี้เอาให้ดี นี่คือที่ซุ่มซ่อนของกิเลสทุกประเภท มันซุ่มซ่อนอยู่ในภูเขาภูเรานี้แหละ ทำลายลงไปด้วยความเป็นอสุภะอสุภังให้แหลกแตกกระจายลงไป แล้วตั้งขึ้นมา แล้วทำลายลงไป กี่ครั้งกี่หนไม่ต้องนับ เอาความชำนาญ เอาความรู้รอบเป็นกฎเป็นเกณฑ์ เมื่อรู้รอบแล้วปล่อยเอง ไม่ต้องบอกให้ปล่อยแหละปล่อยเอง ไม่เคยรู้ก็รู้เอง นี่เป็นจุดสำคัญของกิเลสส่วนหยาบมันซุ่มซ่อนอยู่ที่ตรงนี้ ลูกหลานของมันก็อยู่ในนี้หมด ทั้งมหากษัตริย์วัฏจักรของมันก็อยู่ที่นี่ จึงต้องได้ทำลายนี้ลงไป ทำลายลงไปโดยลำดับจนถึงอุโมงค์ของมันได้แก่จิต จอมกษัตริย์วัฏจักรมันอยู่ที่นั่น เมื่อที่นั่นถูกทำลายแล้ว จะไปทำลายที่ไหนอีก ก็หมด

เมื่อกษัตริย์วัฏจักรอยู่ภายในจิตได้หมดสิ้นไปแล้ว หมดทุกข์ทางใจโดยสิ้นเชิง นิโรโธ โหติ ทุกข์ก็ดับเพราะเชื้อมันดับ สาเหตุมันดับจะเอาอะไรมาทุกข์ เรื่องร่างกายก็เป็นธรรมดาของมัน นี้เป็นวิบาก มันเกิดขึ้นมาแล้วก็มีเจ็บหัวปวดท้องหิวกระหายเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้น แต่จิตไม่ได้มาแบกไม่ได้มาเป็นทุกขเวทนากับมัน เพราะจิตนั้นหลุดพ้นแล้วจากขันธ์ทั้งห้าอันเป็นเรื่องของสมมุติ จิตนั้นเป็นวิมุตติแล้ว เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จึงไม่มีเวทนาภายในจิต มีแต่เวทนาภายในกายเพียงเท่านั้น เวทนาภายในจิตของท่านไม่มี ตั้งแต่ขณะท่านบรรลุธรรมถึงจุดสุดยอดแล้วเป็นหลักธรรมชาติของจิตเอง เวทนาใดไม่เข้าไปแทรก

เวทนา อนิจฺจา นั่น จิตที่บริสุทธิ์แล้วมี อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เมื่อไร ผ่านไปหมดทั้ง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไม่อยู่ในกฎแห่งไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้นคำว่าเวทนาแม้จะละเอียดขนาดไหนก็ไม่มีในจิตพระอรหันต์ ส่วน ปรมํ สุขํ นั้นไม่ใช่สุขเวทนา เป็นหลักธรรมชาติแห่งบรมสุขของจิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้วต่างหาก จึงไม่มี อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้าไปเกี่ยวข้อง เอาซิพิจารณาซิ ถ้าอยากพิสูจน์ ปรมํ สุขํ ว่าเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา หรือเป็นบรมสุขล้วนๆ ไม่เกี่ยวกัน ผู้บริสุทธิ์เท่านั้นจะทราบและไม่สงสัย ปรมํ สุขํ ว่าเป็นอะไร

ธรรมของพระพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ อยู่กับหัวใจของเราผู้ปฏิบัติ อย่าเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนานแล้ว ธรรมหมดเขตหมดสมัยไปแล้ว นั่นคือเพลงอันไพเราะเพราะพริ้งของกิเลส มันกล่อมสัตว์ที่โง่เขลาอยู่แล้วให้เลื่อนชั้นขึ้นเป็นมหาโง่ต่างหาก มัชฌิมาปฏิปทาเหมาะสมอยู่ตลอดเวลาในการปราบเพลงกล่อมนั้นน่ะ อยู่กับใจของเรา กังวานอยู่นี้ตลอดเวลา ดังที่พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งกับพระอานนท์ว่า ธรรมและวินัยนั้นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายเมื่อเราล่วงไปแล้ว นั่นสดๆ ร้อนๆ สวากขาตธรรมนี้สดๆ ร้อนๆ ชัดเจนแจ่มแจ้งประจักษ์ใจตลอดเวลา

พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปไหน เรื่องธาตุขันธ์สลายตัวลงไปต่างหาก พุทธะอันนั้นมีกาลมีสมัยมีสถานที่ที่ไหนกัน กาลนั้นสถานที่นี่เป็นเรื่องสมมุตินิยม นั่นกิเลสมันฝังเพลงหลอกไว้ที่นั้นพวกเราไม่รู้ ว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนานแล้ว ธรรมะหมดเขตหมดสมัยแล้ว ปฏิบัติไปเท่าไรก็ไม่สำเร็จมรรคผลนิพพาน ความเห็นเช่นนั้นเป็นความเห็นที่ไม่ได้ปฏิบัติ เราเป็นผู้ปฏิบัติอย่าไปเอาความเห็นนั่นมาเป็นครู จงเอาศาสดาซิมาเป็นครู พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ นี่เป็นครูของเรา จะไปเอาคนไม่สนใจกับการปฏิบัติธรรมมาเป็นสรณะอย่างไรกัน

การแสดงธรรมก็เห็นว่าพอสมควร จึงขอยุติเพียงแค่นี้

พูดท้ายเทศน์

พวกเราถูกกิเลสตีเลือดเยิ้มออกมายัง โอ้โห เรานี่มีเครื่องประดับอันสวยงามแดงโร่เชียว ประดับซิ มันตีเลือดสาด ละเอียดไหมกิเลสดูซิ เรียนให้ทันมันซิจะได้รู้เรื่องกัน ไม่งั้นจะมาตายกองกันอยู่นี่นะ เราไม่ใช่ปลาพอที่จะตายกองกันอยู่ในหม้อที่เดือดพล่าน พระทั้งองค์ โถ เวลาศึกษาอบรมทีแรกไม่รู้หน้ารู้หลังล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็เพราะความทนทาน ความอุตส่าห์พยายามฝึกบึกบึนอยู่ไม่หยุดไม่ถอยก็ค่อยคืบคลานมาได้ เคยเป็นมาหมดผมน่ะ มันฉุดมันลากเราไปต่อหน้าต่อตานี่นะเวลากำลังเราไม่พอ ทั้งๆ ที่บางทีสติเราก็มีแต่กำลังไม่พอ มันลากเอาไปพร้อมทั้งสติปัญญา เอาไปต้มยำแหลกหมด สติปัญญาเลยกลายเป็นอาหารของมันได้ แน่ะ แต่พอสติปัญญามีกำลังพอแล้ว ลากคอมันมาต้มยำแก้แค้นละซิจะว่าไง ต้มยำกิเลสกินดูซิเอร็ดอร่อยไหม ทีกิเลสต้มยำเราและกินเราทำไมมันจึงอร่อยนัก

เราจะต้มยำกิเลสให้อร่อยไม่ได้เหรอ เอาซิ อะไรจะอร่อยยิ่งกว่าต้มยำกิเลสวะ กิเลสมันต้มยำเรามากี่กัปกี่กัลป์แล้วมันอร่อยเรื่อยมา ทีนี้เอาให้ต้มยำกิเลสบ้างซิจะอร่อยไหม อาหารอะไรๆ เราก็เคยรับมาแล้ว อาหารคือกิเลส เอามาต้มยำกินมันจะอร่อยไหม เอาให้เห็นซิ นี่ไปไหนมาไหนอิริยาบถใด มีแต่มันต้มยำเรา ต้มยำพระนั่นแล ยิ่งพระวัดป่าบ้านตาดนี่ โอ้โห เหมือนกองอาหารในครัว เหมือนกองครัว มันเอาอาหารคือพระมากองเทินไว้นี้ กิเลสมันต้มยำ เสียงมันหั่นหัวหอมกระเทียมสนั่นโลกอยู่ยังเพลินหลับครอกๆ ไม่ตื่น นี่เรากล่าวถึงความละเอียดลออของกิเลส ที่กล่อมสัตว์โลกเป็นดังที่กล่าวมานี้แล ใครอยากทราบจงเข้าสู่กองพิสูจน์ คือ ปฏิบัติจิตตภาวนาซึ่งเป็นแนวทางทราบได้ตามลำดับ

ละเอียดไหมกิเลสหลอก หลอกคนหลอกอย่างนั้น หลอกไปทุกขั้นนะ ผ่านขั้นนี้ไปได้แล้วขั้นนั้นก็หลอก หลอกไปจนสุดขีดของกิเลส ละเอียดเท่าไรยิ่งหลอกได้ละเอียดน่าทุเรศพิจารณาแล้ว ดูไม่มีอะไรเกินนะ การแก้กิเลสก็เหมือนกัน ไม่มีงานใดที่หนักมากยิ่งกว่างานแก้กิเลสปราบกิเลส ทุ่มกันลงถึงเป็นถึงตาย บางครั้งเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมน่ะ เอ๊า ตายก็ตาย ไม่ตายให้รู้ มีเท่านั้น ฟัดกันถึงขนาดนั้น แม้ขนาดนั้นยังถูกกิเลสหลอกอีกนะ บางทีกำลังทุกข์มากๆ จะเป็นจะตาย กิเลสกระซิบขึ้นมาว่า โอ้ เรานี่เหมือนเศษมนุษย์ นั่น มันวิตกขึ้นมา เรานี้เหมือนเศษมนุษย์ โลกเขาอยู่ด้วยความผาสุกสบาย เรามาฝึกฝนทรมาน ก้าวขาออกเดินก็จะไม่ได้คอยแต่จะหกจะล้ม เพราะความไม่มีกำลังวังชา ความทุกข์ความลำบากมาก คนในโลกนี้คนไม่มีคุณค่าก็คือเราคนเดียว จึงได้มาทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ คนกรรมหนานี่มันว่า มันจะทำให้ท้อถอยละซิ กิเลสมันกล่อมเข้าไปแล้วนั่น

แต่ไม่นาน สติปัญญาพลิกกลับปุ๊บเลย พระพุทธเจ้าท่านสลบถึงสามหน แน่ะ ท่านเป็นคนหยาบ ท่านเป็นเศษมนุษย์หรือเป็นคนประเภทไหน พระพุทธเจ้าได้เป็นศาสดาเพราะอะไร เพราะนอนเป็นหมูขึ้นเขียงอยู่นั้นเหรอ เราต้องการเป็นหมูตัวขึ้นเขียงเหรอเวลานี้ ความทุกข์ทรมานเพราะกิเลสดัดสันดาน ทำไมไม่บอกไม่เตือนเราบ้างว่าเป็นเศษมนุษย์ เพียงทุกข์เพราะการทำดีเล็กน้อยทำไมเป็นเศษมนุษย์ นั่นมันแก้เจ้าของ ถ้าไม่ต้องการเป็นหมูขึ้นเขียง เอ้า ตายก็ตายซิ ตายตามทางเสด็จของพระพุทธเจ้า ตายตามพระพุทธเจ้า เอ้าๆ ตาย นั่นมันพลิกมันแก้หมัดกัน ทีนี้ใจก็คึกคักขึ้นมาซิ นั่นคือเพลงของกิเลสทั้งนั้นนะที่มันหลอกน่ะ ไม่ใช่เล่นนะ มันเป็นจริงๆ สำหรับผมน่ะ มันไม่ลืมถ้าลงมันกล่อมถึงขนาดนั้นแล้ว มันไม่ลืม

ครั้งหนึ่งนั่งภาวนา วันนั้นนั่งตลอดรุ่ง เราประมาณเอาเฉยๆ แหละ เพราะเวลามันนานแสนนานที่นั่งสมาธิภาวนาฟัดกับกิเลสอยู่นั้น กับความวุ่นวายในการต่อสู้อยู่นั้น เพราะจิตไม่ลงตามจุดที่เราต้องการ วันนั้นรู้สึกจะเป็นวันที่ทรมานมากที่สุด นั่งตั้งแต่หัวค่ำจนประมาณตีหนึ่ง ได้ยินเขาขับลำทำเพลงผ่านไปข้างๆ วัด เขาอยู่บ้านนั้นเขามาเที่ยวทางบ้านนี้ แต่ไม่ใช่ใกล้ๆ วัดนะ เราหากได้ยินเพราะความสงัดในเวลาดึกๆ กลางคืน เอ้อ เขายังมีความสนุกสนานรื่นเริงกัน ไม่แบกกองทุกข์อยู่เหมือนเรา เรานี้ยังจมอยู่ในทุกข์อย่างแสนสาหัส ราวกับตกนรกทั้งเป็น เราคงมีกรรมหนาจึงถูกดัดสันดานแบบใครๆ เขาไม่ทำกัน และไม่ทุกข์เหมือนเรา

นี่มันจะทำให้เขวจากหลักธรรม ให้เกิดความท้อถอยน้อยใจ แต่ เอ้อ เรื่องเหล่านี้เราก็เคยเป็นมาแล้วไม่ใช่เหรอ เราวิเศษอะไรบ้าง มันแก้กัน ถ้าวิเศษก็ไม่ควรจะมานั่งหาของดีด้วยการภาวนาอยู่เวลานี้ ก็ควรจะวิเศษไปนานแล้วนี่นะ สิ่งเหล่านี้เราเคยผ่านมาแล้วเหมือนเขานี่แล ทำไมจึงไปอัศจรรย์กับสิ่งเหล่านั้นถ้าเราไม่ต้องการเป็นหนอนน่ะ นั่น เอ๊า ฟัดลงไปซิอะไรจะวิเศษ เรามาหาของวิเศษจากธรรมต่างหาก เราไม่ได้มาหาของวิเศษจากสิ่งเหล่านั้น ทำไมจะต้องมาเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของวิเศษ จิตพลิกปุ๊บเลย

ถ้าอุบายปัญญาไม่ทันไม่ได้นะ มันหากกล่อมขึ้นมาแง่นั้นกล่อมขึ้นมาแง่นี้อยู่นั้นแล เหล่านี้เป็นกิเลสทั้งนั้น ไม่จำเป็นจะต้องไปเขียนไว้ในตำราละนะ มันอยู่ในหัวใจนั้นน่ะ เพราะฉะนั้นเวลาต้องการมรรคผลนิพพานทำไมถึงจะไปหัวจ่ออยู่ในตำรา เอาความรู้มาจากตำราก็มาฟัดกิเลสอยู่ภายในนี้ซิ กิเลสอยู่ภายในนี้ต่างหาก สมาธิอยู่ที่ตรงนี้ อยู่ที่หัวใจนี้ กิเลสก็อยู่ที่นี่ มรรคผลนิพพานอยู่ที่นี่ จี้เข้ามาที่นี่ปัญญา ตำราท่านชี้เขามาที่นี่ เราไปหลงงมเงาอยู่ที่ไหนกัน มันกล่อม ไปถึงขั้นละเอียดของจิตของจิตของธรรมมันยิ่งอ้อยอิ่งนะ เคลิ้มหลับไปทั้งๆ ที่มีสติอยู่นั้นแหละ หลับทั้งๆ ที่มีสติอยู่นั้นแหละ หลับทั้งๆ ที่มีปัญญาอยู่นั้นแหละ เพราะไม่ใช้

มันเอาสติปัญญาเป็นดอกไม้ธูปเทียนบูชากิเลสตัวอ้อยอิ่งนั้นเสียเรียบ ขณะนั้นมันไม่รู้ เห็นไหมละเอียดขนาดไหนกิเลส นี่แลกิเลสขั้นละเอียดมันละเอียดขนาดนั้นน่ะ มันกล่อมอย่างอ้อยอิ่งเชียวนะ ขั้นผาดโผนก็กล่อมไปอย่างหนึ่ง เพียงขั้นหยาบๆ เรายังไม่รู้มัน แล้วคิดดูขั้นละเอียดจะเป็นอย่างไรต่างกันอย่างไรบ้าง เหล่านี้เป็นบริษัทบริวารลูกเต้าหลานเหลนของกิเลสต่างหาก ประชากรของกิเลส ตัวกษัตริย์วัฏจักรต่างหาก ตัวกษัตริย์วัฏจักรจริงๆ จะแหลมคมขนาดไหน ไม่เช่นนั้นจะได้เป็นจอมกษัตริย์ของวัฏจักรแห่งไตรภพเหรอ เพียงบริษัทบริวารเขาผ่านมาเท่านั้นเราก็ล้มๆ ระนาวไปแล้ว ไหนจะไปสู้กับกษัตริย์เขาได้

เอาซิ ฟาดลงไปตั้งแต่ลูกเต้าหลานเหลนของกิเลส เอาจนถึงจอมกษัตริย์ถูกฟัดตกจากบัลลังก์ คือ จิตบัลลังก์โน่นซิ เมื่อมันตกบัลลังก์ไปแล้ว ธมฺโม ปทีโป ก็ขึ้นครองใจเท่านั้น มันหากหมดปัญหาไปเอง ปัญหาทั้งมวลที่เป็นอยู่ภายในจิตเพราะจิตเป็นเจ้าปัญหา เจ้าปัญหาก็มาจากตัวนั้นแหละ พอฆ่าตัวนั้นตายแล้วปัญหาจะมาจากไหน โลกว่ามีก็มี ว่าไม่มีก็ไม่มีเพราะผู้นี้ไม่ไปหมาย รู้อยู่โดยลำพังเจ้าของแล้วก็เหมือนโลกไม่มีถ้าแย็บออกไปว่าอันนั้นมีอันนี้มีก็มี

มีกับความยึดถือไปด้วยกันนั้นเป็นอย่างหนึ่ง มีอยู่เฉยๆ ไม่ยึดเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าเขาว่ามีก็มีเสีย ถ้าว่าไม่มีก็มีแต่ความรู้นี้เท่านั้นมันก็เหมือนไม่มี แล้วอะไรจะมายุ่ง ก็เจ้าของไม่กวนตัวเอง เจ้าของไม่ยุ่งตัวเองไม่มีอะไรยุ่งแหละ รูปก็รูป เสียงก็เสียง กลิ่นก็กลิ่น รสก็รส เขามีมาตั้งกัปตั้งกัลป์เขาเป็นอะไรกับใคร ไปหาว่าเขาเป็นภัยอะไร ถึงขั้นที่ไม่ตำหนิตัวเอง รู้เรื่องตัวเอง มันก็รู้ได้ว่าเขาไม่ได้เป็นภัย เราเป็นบ้าต่างหาก แต่ถึงขั้นที่ควรจะตำหนิกัน ฟัดกันเต็มเหนี่ยวในขณะนั้นก็เอาซิ มันเป็นหลายขั้นนี่นะ

ถึงขั้นที่จะจับแอกจับไถคราดไร่ไถนาก็เอา ถึงขั้นที่ลงปักดำก็เอา ถึงขั้นที่หุงต้มก็เอา ถึงขั้นที่มารับประทานก็มารับประทานซิ ถึงขั้นที่นอนมือก่ายหน้าผากสบายเลยก็เอาซิ มันเป็นขั้นๆ มานี่วะ

เอาละที่นี่ เลิกกันละนะ มีเท่านั้นละ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก