นักรบกับสรณะ
วันที่ 17 กรกฎาคม. 2524 เวลา 19:00 น. ความยาว 46.52 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔

นักรบกับสรณะ

 

        ท่านผู้ใดจะมาจากสถานที่ใดสกุลไหนก็ตาม ได้มาบวชเป็นพระอยู่ร่วมกัน มีเจตนาเป็นธรรมด้วยกัน จึงอยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ไม่ได้นิยมแบบโลก ที่เขาใช้กันเขาถือกัน ถือหลักธรรมหลักวินัยเป็นที่ตั้ง หลักธรรมหลักวินัยก็คือหลักของพระที่จะต้องดำเนินตามทั้งกาย วาจา ใจ สามทวารนี้เป็นไปตามหลักธรรมหลักวินัยอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อจิตใจเป็นไปตามหลักธรรมหลักวินัยแล้ว จะมีจำนวนมากน้อยก็อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ไม่มีอะไรที่จะทำให้ระแคะระคาย ทำให้เศร้าหมองภายในจิตใจ เพราะเรื่องต่าง ที่เกี่ยวกับหมู่คณะซึ่งอยู่ร่วมกัน..ไม่มี มีแต่ความผาสุกร่มเย็น

        การจำพรรษาก็หมายถึง การอยู่เป็นที่เป็นฐานในระยะไตรมาสคือ เดือน เป็นโอกาสที่นักบวชเรา ผู้ปฏิบัติเราทั้งหลายจะได้เร่งข้อวัตรปฏิบัติของตนให้เต็มที่เต็มฐานเต็มสติกำลังความสามารถ ต่อสู้กับสิ่งที่เป็นข้าศึกซึ่งมีอยู่ภายในใจของตน ตามหลักศาสนธรรมท่านให้ชื่อว่า กิเลส ก็คือสิ่งที่เป็นภัยหรือเป็นมารของธรรมนั้นแล ไม่ใช่อื่นไกลที่ไหน พวกนี้เป็นเจ้าของของใจเวลานี้ มีอำนาจเหนือใจหุ้มห่อจิตใจจนมืดมิดปิดตา มองหาหนทางอันถูกต้องดีงามแทบไม่เจอ เพราะสิ่งเหล่านี้เดินสวนทางกันกับธรรม จึงเรียกว่ามารของธรรม ได้แก่กิเลส กิเลสมาร..ท่านให้ชื่อแล้ว

        ผู้ปฏิบัติเพื่อจะกำจัดสิ่งเหล่านี้ ต้องได้มีความอดความทน มีความพากเพียร หนักก็เอาเบาก็ไม่ถอย ต่อสู้เรื่อยไป มีสติมีปัญญาสอดส่องพินิจพิจารณาความเคลื่อนไหวของใจ ที่ออกมาจากตัวมารบังคับให้แสดง ระมัดระวังอยู่เสมอ อย่าถือกาลถือเวลาเป็นสำคัญยิ่งกว่าการรักษาการสังเกตสอดรู้ความเคลื่อนไหวของใจเป็นอันดับแรก กายวาจาเป็นอันดับต่อมา ให้คำนึงให้ระลึกอยู่เสมอภายในตัวของเรา จึงชื่อว่าเป็น 'นักรบ' รบกับสิ่งที่เป็นมารซึ่งเป็นเจ้าของหรือเป็นเจ้าอำนาจครอบหัวใจอยู่เวลานี้นั้นแล

        หากเกิดความอิดหนาระอาใจ ท้อแท้อ่อนแอขึ้นมา ก็พึงระลึกถึงสรณะของพวกเรา ไม่มีสรณะใดที่จะไม่พยุงจูงใจเราให้เป็นไปเพื่อความเข้มแข็ง เป็นไปเพื่อความอดทน เป็นไปเพื่อความเฉลียวฉลาด เป็นไปเพื่อความก้าวหน้าในด้านธรรมะ สรณะทั้งสามเป็นแม่เหล็กดึงดูดจิตใจได้เป็นอย่างดี หากเกิดความท้อถอยอ่อนแอขึ้นมา ก็ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เบื้องต้นให้ระลึกถึงปฏิปทาที่ท่านดำเนินมาก่อน ความทุกข์..ความลำบากแสนสาหัส..พระพุทธเจ้าทรงรับก่อนผู้อื่นใดในการปฏิบัติธรรม และเป็นเจ้าของศาสนา จนมาเป็นศาสดาของพวกเรา

        การเสด็จออกทรงผนวชจากสกุลแห่งพระมหากษัตริย์ ไปเป็นคนขอทานคืออนาถา หาที่พึ่งที่อาศัยหาปัจจัยทั้งสี่นี้ไม่ได้ พอยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยความฝืดเคืองในร่างของกษัตริย์วันหนึ่ง ไปเท่านั้น ต้องได้รับความลำบาก มิหนำซ้ำบริษัทบริวารซึ่งเป็นเครื่องกังวลก็มากยิ่งกว่าคนสามัญธรรมดาเรา เพราะกษัตริย์ออกบวช สมบัติของกษัตริย์มีมากน้อยเพียงไรทำไมจะไม่ห่วงใย ไม่รักไม่สงวน ต้องรักสงวนอย่างยิ่ง ตัดขั้วหัวใจออกไปนั่นเองถึงไปได้ นี่ก็เป็นความทุกข์แต่ละอย่าง

        การเสด็จออกทรงผนวชก็เป็นความทุกข์แสนสาหัส เสด็จออกไปแล้ว กิเลสมันไม่ได้บวชกับพระองค์ ก็ต้องได้ต่อสู้กับกิเลสความห่วงใยทางบ้านเรือน โภคสมบัติ ตลอดบริษัทบริวารไพร่ฟ้าประชาชีทั้งหลายทั่วแผ่นดิน ที่พระองค์เคยปกครองอยู่ ต้องเป็นความกังวลยุ่งเหยิงวุ่นวายก่อกวนจิตใจให้ได้รับความชอกช้ำอยู่ตลอด จึงชื่อว่าต่อสู้กับกองทุกข์ คือกิเลสมารนี้มากมายก่ายกอง การทรงบำเพ็ญอยู่ในระยะนั้น ที่อยู่ที่อาศัยใครมาสร้างมาทำพอให้ได้อยู่ก็ไม่ทราบ อาจจะอยู่ตามถ้ำตามผาไปอย่างนั้น มากกว่าจะอยู่ตามร่มไม้ ในฤดูฝนต้องอยู่ในถ้ำมากกว่า หน้าแล้งนั้นเป็นธรรมดาที่พอจะเสาะแสวงหาได้

        ปัจจัยเครื่องอาศัยอาหารบิณฑบาต เที่ยวขอทานเขามาเหมือนกับโลกขอทานทั่วๆ ไป หรือนักบวชในสมัยนั้นขอทานกันทั่วๆ ไปธรรมดานี้เอง ไม่ได้เป็นคนขอทานพิเศษอะไร เหมือนดังพระเราที่บวชในพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าซึ่งคนเคารพเลื่อมใสแล้ว ไปบวชเขาให้ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนให้ด้วยความเคารพเลื่อมใสทุกแง่ทุกมุม จตุปัจจัยไทยทานทุกชิ้นทุกอัน ให้มาด้วยความเชื่อความเลื่อมใสความจงรักภักดีต่อศาสนาต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ต่อครูบาอาจารย์หรือพระเหล่านั้นจริง ไม่ได้เหมือนครั้งก่อนพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าทรงเสาะแสวงหามาเสวยนั้นเลย นั่นเป็นประเภทคนขอทานธรรมดาของนักบวชในครั้งนั้น

        จึงหาความสะดวกสบายไม่ได้ในปัจจัยทั้งสี่คือ จีวร เครื่องนุ่งห่มก็ขัดข้องยุ่งเหยิงไปหมดขาด เขิน บิณฑบาตอาหารการบริโภคก็ตามเกิดตามมีของประเภทบ้านเมืองเขาซึ่งไม่ใช่เป็นสิ่งเสวยของกษัตริย์มาแต่ก่อนเลย ที่อยู่ที่อาศัยก็ใครจะมีศรัทธาพอที่จะไปสร้างให้พระองค์อยู่ได้อย่างสะดวกสบายหรือหรูหรา  ก็ต้องอาศัยร่มไม้ชายเขาไปอย่างนั้น มีแต่ความลำบากลำบน ยาแก้ไข้แก้โรค.แน่ใจว่าไม่มีอะไรติดพระองค์ไปเลย

        ความลำบากทั้งสี่นี้รวมแล้วพระองค์ทรงรับหมด เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ไม่ถือเป็นความกังวลวุ่นวายกับสิ่งเหล่านี้ แต่ความมุ่งมั่นในความเป็นศาสดาของโลกและที่จะพ้นจากทุกข์ในการบำเพ็ญของพระองค์นั้นเป็นความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า สามารถที่จะสละพระชีพหรือพระชนม์ได้โดยไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงสลบถึง ครั้งก็ยังไม่ถอย ความทุกข์มากขนาดถึงสลบไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าไม่ฟื้นก็ต้องตาย นี่คือประโยคพยายามและการบำเพ็ญของพระพุทธเจ้าเพื่อความเป็นศาสดาของพวกเราทั้งหลาย เป็นมาด้วยความลำบากยากเย็นเช่นนี้

        แนวทางแห่งการดำเนิน ก็ไม่มีใครเคยบอกเคยสอนพระองค์ว่าเป็นทางที่ถูกต้องดีงาม พอที่จะได้ทรงบำเพ็ญไปด้วยความสะดวกสบาย เหมือนอย่างพวกเราทั้งหลายที่มีแบบแผนตำรับตำราและครูอาจารย์แนะนำสั่งสอนอยู่แล้วทุกวันนี้ ผิดกันมากมายราวฟ้ากับดิน นี่แหละเมื่อเกิดความทุกข์ความลำบาก..ความท้อถอยอ่อนแอลงไป ให้ระลึกถึงปฏิปทาของพระพุทธเจ้าที่เป็นพระบิดาของพวกเรา ให้ยึดมาเป็นหลักใจ จะมีกำลังใจต่อสู้กับมาร

        คำว่ามารก็ได้แก่ กิเลส มันอยู่ภายในหัวใจ มีกำลังมาก พอจะตบจะต่อยจะทุบจะตีเราอยู่ตลอดเวลา พวกนี้ไม่หาโอกาส ไม่หาเวลาสถานที่ ไม่หาเวล่ำเวลา ไม่หาอิริยาบถ มีอยู่กับใจ เผลอเมื่อไรเป็นต่อยเมื่อนั้น เผลอเมื่อไรเป็นบีบคั้นเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นความโลภ ความโกรธ ความหลง จึงไม่เคยจืดจางจากจิตใจของสัตว์โลกนี้เลย เพราะสภาพทั้งสามนี้คือตัวกิเลสและผลคือความทุกข์ความลำบาก จึงต้องเป็นไปตาม กันกับเหตุที่มีเป็นประจำภายในจิตใจ ให้พึงระลึกอย่างนี้

        พระธรรมก็เป็นของประเสริฐ ธรรมนี้ประเสริฐได้ด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฉันทะคือความพอใจในงานเช่นเดียวกับพอใจในผลของงาน วิริยะพากเพียรในงานนั้นให้สำเร็จลุล่วงไปตามความมุ่งหมาย จิตตะให้มีความรักใคร่ใฝ่ใจต่อหน้าที่การงานของตน อยู่ใกล้ชิดสนิทกับใจรักษาใจทุกอิริยาบถเว้นแต่นอนหลับเสียเท่านั้น วิมังสาได้แก่การใคร่ครวญพินิจพิจารณา จะทำจะพูดอะไร มากน้อยกว้างแคบขนาดไหน ใกล้ไกลก็ตามให้มีสติให้มีปัญญาพินิจพิจารณาในเหตุผลที่ควรไม่ควรก่อนที่จะทำ จะพูดหรือจะคิดออกมา นี่แหละท่านสอนไว้แล้วทุกแง่ทุกมุม พวกเราทั้งหลายยึดนี้เป็นหลักเป็นเกณฑ์เรียกว่า 'ธรรม' สรณํ คจฺฉามิ ยึดเหล่านี้เป็นสรณะ

        สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ก็เหมือนกัน บรรดาพระสงฆ์สาวกออกมาจากสกุลพระราชามหากษัตริย์ก็มี เศรษฐี กุฎุมพี พ่อค้า ประชาชนคนธรรมดา มีสับปนกันมาตั้งแต่ครั้งนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ ท่านเหล่านี้ย่อมได้รับความสมบุกสมบันในการประกอบความพากเพียรเพราะการต่อสู้กับกิเลสเช่นเดียวกันหมด แม้จะมีความสะดวกสบายบ้างก็เป็นบางรายบางองค์เท่านั้น ซึ่งร้อยหนึ่งจะหาเพียงองค์เดียวก็หาได้ยาก

        อยากจะว่าพันต่อองค์ที่จะเป็นความสะดวกสบายตรัสรู้ได้เร็ว เช่น สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ทั้งปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว อย่างนี้จะมีจำนวนหนึ่งในพัน ส่วนมาก ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญานั่นแหละมาก อุคฆฏิตัญญู ผู้รู้ได้เร็วนี้มีจำนวนน้อย วิปจิตัญญู ผู้รู้ได้เร็วรองลำดับกันลงมา นี่ก็มีจำนวนมากขึ้นหน่อย เนยยะนี้มีจำนวนมากมายทีเดียว ต้องสั่งสอน ฝึกฝนทรมานหลายครั้งหลายหนแทบเป็นแทบตายถึงจะปรากฏผลขึ้นมา

        พระสาวกทั้งหลายเหล่านั้นเป็นผู้ผ่านมาแล้วทั้งนั้น ไม่ใช่สาวกที่ล้างมือเปิบแล้วมาสั่งสอนพวกเรา แล้วก็จะมีความทุกข์เฉพาะพวกเรานี้เท่านั้น สาวกทั้งหลายไม่มีความทุกข์เลยอย่างนี้เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงควรยึดท่านเป็นสรณะ บางองค์ฝ่าเท้าแตกเพราะเดินจงกรมทำความพากเพียร นี่แหละความทุกข์ถึงฝ่าเท้าแตกคิดดูซิ ไม่ใช่เดินสะดุดให้ฝ่าเท้าแตก เดินไม่หยุดไม่ถอย ฝ่าเท้ามันบางพอถูกถูไถกับพื้นดิน เพราะการเดินกลับไปกลับมาอยู่ไม่หยุดไม่ถอยด้วยอำนาจแห่งความเพียรกล้านั้นแลจนฝ่าเท้าแตก

        ความทุกข์เหมือนกัน พระสาวกทั้งหลายผ่านความทุกข์ความทรมานมาก่อนที่จะได้ชัยชนะฆ่ากิเลสให้ฉิบหายภายในจิตใจมาเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรานี้รู้สึกสมบุกสมบันมามาก เราอย่ามาคิดว่า เราคนเดียวเท่านั้นที่ประกอบความพากเพียร ได้รับความทุกข์ความยากความลำบาก แล้วก็ไม่รู้ได้ง่ายๆ ด้วยอย่างนี้ สาวกทั้งหลายเคยเป็นมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น พระพุทธเจ้าก็ ปีที่ได้รับความทุกข์ความทรมานมา เพราะความพากเพียรและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องต่างๆ มีมากมายที่จะให้พระองค์ได้รับความทุกข์ ให้ยึดเข้ามาเป็นหลักเกณฑ์ของจิตใจแล้วยึดเหนี่ยวตามปฏิปทาที่ท่านดำเนินมานั้น

        ศาสดาก็ดีพระสงฆ์สาวกก็ดี กว่าจะได้ธรรมทั้งแท่งขึ้นมาเป็นสิริมงคลหรือมหามงคลครองใจนั้น แทบเป็นแทบตายสลบไสล เราเป็นลูกศิษย์ตถาคต ทางเดินอยู่ตรงนั้น พระพุทธเจ้าก็สอนแบบนั้น จึงต้องดำเนิน ทุกข์ยากลำบากก็ต้องฝืนไปจึงชื่อว่าการต่อสู้ไม่ถอยหลัง หากว่าพระพระพุทธเจ้าจะทรงเลือกเฟ้นได้เป็นความสะดวกสบายแก่บรรดาสาวก และกุลบุตรสุดท้ายภายหลังคือบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ให้ดำเนินด้วยความสะดวกสบายยิ่งกว่าพระองค์และสาวกทั้งหลายแล้ว พระองค์จะทรงบัญญัติทรงแนะนำสั่งสอนวิธีที่ง่ายที่สุดให้แก่บรรดาสัตว์ทั้งหลาย

        แต่นี้หาทางเดินไม่ได้อย่างนั้น เพราะพระพุทธเจ้าก็ทรงดำเนินมาอย่างนี้ ทางไปแถวๆ นี้ ไม่มีทางอื่นเป็นที่ไป ยากลำบากก็ต้องไปนี้ เมื่อทรงรู้ก็รู้ด้วยแบบนี้ เพราะเหตุนั้นเวลาสอนจึงต้องสอนแบบนี้ พวกเราทั้งหลายที่เป็นลูกเต้าเหล่ากอของพระองค์ ให้ยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นหลักใจ มาเป็นเครื่องยึด เป็นก็เป็น ตายก็ตายเถอะ ตายเพราะอำนาจกิเลสเหยียบย่ำทำลายนี้เคยตายมกี่ภพกี่ชาติ ทุกข์เพราะอำนาจของกิเลสเหยียบย่ำทำลายนี้ ทุกข์มาเป็นประจำภายในจิตใจ ยังระบาดออกไปถึงส่วนร่างกายอีกด้วย แต่ทุกข์เพราะความพากเพียรนี้ยังไม่เห็นปรากฏอะไรมากนักเลย เอาให้เด่น

        จะทุกข์ยากขนาดไหนก็เอาซิต่อสู้กับกิเลสต้องทุกข์ เพราะไม่มีสิ่งใดที่เหนียวแน่นแก่นมั่นคงจอมเฉลียวฉลาดยิ่งกว่ากิเลสไป จึงต้องได้เป็นเจ้าอำนาจครองหัวใจของสัตว์โลกทั้งสามโลกธาตุนี้ได้ สัตว์โลกที่มาเกิดนี้เพราะอำนาจของกิเลสเท่านั้นพาให้เกิด ไม่มีกิเลสเสียอย่างเดียวเท่านั้นไม่เกิดกันเลย และไม่แก่เจ็บตาย ไม่ได้รับความทุกข์ความลำบากอันเป็นสายยาวเหยียดไปอย่างนี้เลย มีกิเลสเท่านั้นเป็นตัวฉลาดแหลมคมมากที่สุด เมื่อเป็นเช่นนั้นการต่อสู้กับกิเลสเราจะต่อสู้แบบโง่ๆ ต่อสู้แบบขี้เกียจอ่อนแอล้างมือเปิบได้ยังไง ไม่ใช่ทางของการฆ่ากิเลส มันเป็นทางส่งเสริมหมอบราบกับกิเลสต่างหาก

        เพราะฉะนั้นจึงต้องพลิกกันอยู่เสมอ อุบายใดที่จะเป็นไปเพื่อทำลายกิเลสได้ อุบายนั้นต้องเอามาใช้ วิธีการใดหนักเบามากน้อยเพียงไรที่เป็นการห้ำหั่นกับกิเลสให้ขาดกระจายลงไปจากใจได้โดยลำดับแล้วนำวิธีการนั้นมาใช้ ทุกข์ก็ต้องยอมรับว่าทุกข์เพราะทำงาน เพราะการต่อสู้ เพราะการเข้าสงคราม สงครามระหว่างกิเลสกับธรรมนี้เป็นสงครามที่หนักมากทีเดียว ไม่มีสงครามใดในโลกจะเสมอนี้เลย แต่เวลาได้ชัยชนะแล้วไม่มีชัยชนะใดที่จะเหนือชัยชนะกิเลสนี้เลย  นี่แหละหลักใหญ่อยู่ตรงนี้ ให้พากันตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

        เรื่องว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่หรือไม่มี หรือสิ้นเขตสิ้นสมัยไปแล้วนั้น นั่นเป็นบุรุษตาฟางคนโง่เขลาเบาปัญญาคนหมดสารคุณในตน จึงนำเอาเรื่องของกิเลสหลอกลวงนั้นมาบีบบังคับจิตใจของตน จนหากำลังใจที่จะประกอบคุณงามความดีเพื่อบุญเพื่อกุศล เพื่อมรรคผลนิพพานไม่ได้ นี่เป็นกลมายาของกิเลสที่แนบสนิทที่สุด กล่อมสัตว์โลกเวลานี้ แม้ที่สุดพระเราก็ถูกกล่อมว่ามรรคผลนิพพานไม่มี ใครจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร หมดเขตหมดสมัยไปแล้ว นั้นคือคนหมดสารคุณทั้ง ที่ยังไม่ตายก็หมดไปแล้ว

        ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว ชอบยังไง ต้องชอบด้วยเหตุด้วยผล ชอบตามหลักความจริง จึงเรียกว่าชอบ พูดว่ามรรคผลนิพพานมี สั่งสอนก็สั่งสอนเพื่อมรรคผลนิพพาน ทำไมมรรคผลนิพพานจะไม่มี วิธีการประพฤติปฏิบัติทุกแง่ทุกมุม ประพฤติปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลสออกจากใจแล้วเพื่อเห็นมรรคผลนิพพานภายในจิตใจของตนเองโดยแท้ แล้วทำไมมรรคผลนิพพานจะไม่มี

        มรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหนจึงไม่มี จึงหมดเขตหมดสมัย มรรคผลนิพพานเป็นเขตเป็นสมัยหรือ มรรคผลนิพพานเป็นกาลเป็นเวลาเป็นสถานที่หรือ แล้วกิเลสมันเป็นกาลเป็นสถานที่ที่ไหน มันอยู่ที่หัวใจคน มันอยู่นี้ ไม่มีคำว่ากาล ไม่มีคำว่าสถานที่ ไม่มีคำว่าอิริยาบถ กิเลสมันครอบอยู่ตลอดเวลาภายในจิตใจของสัตว์โลกเฉพาะอย่างยิ่งจิตใจเรา ทีนี้การแก้กิเลสด้วยอุบายต่างๆ จะไปหาเขตหาสมัยที่ไหนหาเวล่ำเวลาที่ไหน แก้ลงที่มันมืดมิดปิดตานี้ ด้วยความสว่างกระจ่างแจ้งคือสติปัญญา ฟาดฟันหั่นแหลกลงไป ศรัทธา ความพากเพียร ขันติ ความอดทนเป็นเครื่องสนับสนุนในการต่อสู้กับกิเลสหนุนกันลงไปๆ นี่แหละชื่อว่าผู้ดำเนินเพื่อมรรคผลนิพพาน

        เมื่อชำระกิเลสออกหมดจนไม่มีกิเลสตัวใดตกค้างอยู่ภายในจิตใจแล้ว มรรคผลนิพพานหมดไปที่ไหน และมรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ใจเพราะกิเลสผู้ปิดบังนั้นอยู่ที่ใจ เมื่อถอดถอนสิ่งที่มืดมิดปิดตานั้นออกแล้ว ความสว่างกระจ่างแจ้งก็ปรากฏขึ้นมาที่ใจดวงนั้น เช่นเดียวกับความมืดนี้ มันขึ้นอยู่กับกาลกับสมัยเวล่ำเวลาที่ไหน มันมีมืดมีแจ้งของมันอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้มากี่กัปกี่กัลป์แล้ว เราเปิดไฟขึ้นซิ ถ้าเราต้องการให้ความมืดนี้ดับไป พอเปิดไฟขึ้นเท่านั้น ความมืดนี้จะมาอ้างตัวเองว่าข้าพเจ้าหรือข้าได้เคยมืดมากี่กัปกี่กัลป์แล้วไม่ยอมสว่างเลยนี้ เป็นไปไม่ได้ เพราะอำนาจของไฟความสว่างของไฟแผดกำจัดแตกกระจายไปหมด เหลือแต่ความสว่างกระจ่างแจ้งเท่านั้นเอง

        นี่ก็เหมือนกัน อำนาจของความมืดคือกิเลสมันครอบอยู่ที่หัวใจ อำนาจแห่งความสว่างไสวคือสติปัญญา ศรัทธาความเพียร ฉายเข้าไปที่ตรงนั้น เปิดขึ้นที่ตรงนั้น ก็สว่างกระจ่างขึ้นที่ตรงนั้น แล้วมีกาลมีสถานที่ที่ตรงไหนที่นี่ นี่แหละที่ว่ามรรคผลนิพพานหมดเขตหมดสมัย มันก็หมดที่ใจของผู้ไม่สนใจต่อมรรคผลนิพพานนั้นแล ในขณะเดียวกันกิเลสมันยิ่งเพิ่มพูนขึ้นโดยลำดับในหัวใจดวงนั้น เราอย่าเข้าใจว่า คำที่เราพูดถึงว่า มรรคผลนิพพานหมดเขตหมดสมัยแล้วเราจะได้รับความสุขความสบาย เป็นสิริมงคลแต่อย่างใดเลย นอกจากจะเป็นอัปมงคลอย่างยิ่งสำหรับหัวใจดวงนั้นคนคนนั้นเท่านั้น

        ทีนี้เราจะเชื่อกิเลสหรือจะเชื่อศาสดาผู้เคยปราบกิเลสให้อยู่ในเงื้อมมือมาแล้ว นี่เป็นหลักสำคัญ เราก็ไม่ได้เคยพูดว่า กิเลส สรณํ คจฺฉามิ นี่ ทำไมเราจึงไปนอบน้อมต่อมัน ให้มันกล่อมเอาเสียเคลิ้มแล้วหลับอยู่ตลอดเวลาตั้งกัปตั้งกัลป์มาแล้วไม่รู้จักเวลาตื่นมีอย่างหรือ

ธรรมท่านเตือนอยู่เสมอว่า โก นุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ, อนฺธกาเรน โอนทฺธา,ปทีปํ คเวสถ. ก็เมื่อโลกสันนิวาสนี้รุ่มร้อนอยู่ด้วยไฟราคะ ตัณหา มันเผาลนจิตใจอยู่ตลอดเวลานี้ ยังพากันยิ้มแย้มแจ่มใสหัวเราะรื่นเริงบันเทิงด้วยความลุ่มความหลงลืมเนื้อลืมตัวอยู่เหรอ ทำไมจึงไม่เสาะแสวงหาที่พึ่ง นอนใจกันอยู่ทำไม นี่ธรรมท่านเตือนท่านโฆษณาท่านปลุกอยู่ตลอดเวลา เอาธรรมนี้เข้าไปแก้ซิ ความรื่นเริงบันเทิงแบบกิเลสนั้นจะค่อยหลุดลอยไปโดยลำดับๆ ความรื่นเริงบันเทิงในธรรมทั้งหลายจะปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นความต่างกันอยู่มากระหว่างความรื่นเริงในกิเลสกับความรื่นเริงในธรรมทั้งหลาย

        สิ่งที่กีดกั้นมรรคผลนิพพานไม่มีอะไร ไม่มีกาล ไม่มีสถานที่ ไม่มีวัตถุอันใด โลกธาตุทั้ง โลกธาตุนี้ไม่มีอันใดมาเป็นเจ้าอำนาจที่จะมากีดกั้นมรรคผลนิพพานได้นอกจากกิเลสอย่างเดียวเท่านั้นเป็นเครื่องกีดกั้นหรือปิดบังมรรคผลนิพพานไม่ให้ปรากฏ ได้แก่ทุกข์กับสมุทัยซึ่งมีอยู่ในใจดวงนี้ และสิ่งที่จะเปิดเผยทุกข์กับสมุทัยอันเป็นตัวกีดกั้นปิดบังมรรคผลนิพพานนี้ ก็ได้แก่ มรรค นิโรธ

        มรรคคืออะไร ท่านกล่าวไว้แล้วว่า มรรค-มัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป จนกระทั่งสัมมาสมาธิ นี่มรรคมีองค์ รวมแล้วมี เป็นมรรคสมังคีลงในสติปัญญาอย่างเดียว นี้เป็นเครื่องกำจัดนี้เป็นเครื่องบุกเบิกกิเลสตัวปิดกั้นมรรคผลนิพพานนั้นไว้ให้เปิดตัวออกมา แล้วใจกับธรรมจะฉายแสงออกมาที่ตัวเองด้วยอำนาจแห่งมัชฌิมาปฏิปทา แล้วเปิดออกหมด กำจัดออกหมด มีเท่านี้เครื่องเปิดหรือทำลายกิเลสซึ่งเป็นตัวปิดกั้นมรรคผลนิพพาน นอกนั้นไม่มี

        ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งนั้น ไม่มีอำนาจวาสนาที่จะมาปิดกั้นมรรคผลนิพพานได้เลย นอกจากกิเลสอย่างเดียวเท่านั้น และในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีอะไรที่จะเปิดหรือทำลายกิเลสที่ครอบงำอยู่ในหัวใจ ปิดบังอยู่ในหัวใจออกได้เหมือนมรรคหรือเหมือนธรรมเลย นี่ขึ้นอยู่กับนี้เท่านั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกาลสถานที่ ให้เร่งกันลงที่นี่ ปฏิบัติลงที่นี่

กิเลสมันประกาศกังวานอยู่นี้ด้วยอำนาจวาสนาของมัน เราจะสู้มันหรือไม่สู้ ความโลภก็แสดง ความโกรธก็แสดง ความรักก็แสดง ความชังก็แสดง ความเกลียดอะไรแสดงอยู่ที่นี่ ความอยากประเภทต่างๆ แสดงอยู่ภายในจิต ไม่ได้แสดงอยู่กับดินฟ้าอากาศ กับกาลนั้นสถานที่นี่เวล่ำเวลาที่ไหน มันประกาศอยู่ที่ใจ เพราะข้าศึกอยู่ที่ใจ มีมากมีน้อยก็ประกาศศักดาขึ้นมาที่หัวใจนั่นแล เพราะมันอยู่ที่หัวใจ จึงต้องใช้ความพากเพียรต่อสู้กัน

        ไม่ต้องกลัวตาย ตายด้วยการชำระ ตายด้วยการต่อสู้กับกิเลส มีชื่อเสียงเกียรติยศเป็นที่มั่นใจในตัวเอง สุดท้ายก็ไม่ตาย ไม่เคยเห็นพระองค์ใดตายด้วยการประกอบความพากเพียร เห็นแต่กิเลสตายเท่านั้น จะทุกข์ยากลำบากขนาดไหน พระพุทธเจ้าก็เพียงขั้นสลบสุดท้ายกิเลสก็ตาย เลยสลบไปกิเลสตาย สาวกก็เพียงฝ่าเท้าแตก เพียงจักษุแตกเป็นต้น สุดท้ายท่านก็ไม่ตาย กิเลสตายต่างหาก เราทำไมจะมาตายเพราะความพากเพียร

        มีแต่เราคนเดียวนี้หรือจะมาตายเพราะความพากเพียรเอาให้เห็นนักปฏิบัติ ถ้าอยากเห็นของวิเศษภายในจิตใจนี้ เวลานี้ถูกของต่ำช้าเลวทราม ของหาคุณค่าไม่ได้ตามหลักธรรมตามความจริงของธรรมครอบงำหัวใจอยู่เวลานี้ จงแก้ออกด้วยความพากเพียร ด้วยความอุตส่าห์พยายาม ด้วยความเข้มแข็ง เมื่อแก้ออกได้โดยลำดับๆ จะเห็นคุณค่าของจิตใจนี้แสดงตัวขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วกลายเป็นความดูดดื่มธรรมเพราะรสของธรรมตั้งแต่สมาธิธรรมคือความสงบร่มเย็นก็ปรากฏขึ้นที่ใจ ปัญญาธรรมคือความแยบคายของจิต คิดในแง่ต่างๆอันเป็นเครื่องสังหารกิเลสชนิดต่าง ก็จะปรากฏขึ้นมา

        จนวาระสุดท้ายกิเลสก็ราบเรียบไม่มีอะไรเหลือ เพราะอำนาจของสติปัญญาศรัทธาความเพียรของผู้เอาจริงเอาจังของผู้กล้าเป็นกล้าตายในสงคราม ผู้นั้นแลเป็นผู้ที่จะได้ครองอมตธรรมอันวิเศษภายในใจนี้ ทั้งๆ ที่โลกอยู่ด้วยความหิวความกระหาย อยู่ด้วยความทุกข์ความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ เราจะอยู่ด้วยความสำราญบานใจสม่ำเสมอเป็นอกาลิกจิตอกาลิกธรรมเสมอต้นเสมอปลาย ตั้งแต่ขณะที่ได้รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งหลายเต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ผู้นั้นเป็นอกาลิกบุคคล

        ส่วนร่างกายถึงกาลแล้วก็แตกก็สลายเป็นไปตามธรรมดาของธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นส่วนผสมไม่ผิดอะไรกับโลกทั่ว ไป มันแตกกระจายกันไปได้ แต่จิตดวงนี้กับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้ว ไม่มีคำว่าแตกไม่มีคำว่าสลาย ไม่มีคำว่าเกิดว่าตายต่อไปอีก ไม่มีคำว่าทุกข์ยากลำบากตั้งแต่ขณะได้บรรลุธรรมขั้นนี้แล้วอย่างถึงใจ นี่แหละท่านว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ก็คือว่าสุขเลยโลกสงสารที่เคยได้รับกันมา นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อจิตใจมาดั้งเดิมนั้นได้สูญสิ้นไปหมดไม่มีสิ่งใดเหลือเลย ท่านว่าเสวยวิมุตติสุขฟังซิ ไม่ได้เหมือนเราเสวยสุขเวทนานี่นาผิดกันคนละโลก

        ท่านว่าเสวยวิมุตติสุข คำว่าเสวยวิมุตติสุขนั้นไม่ใช่เวทนา เป็นธรรมชาติของตัวเองเป็นหลักธรรมชาติรสชาติอันนั้น อยู่ที่ใจไม่อยู่ที่ไหน ไม่ได้อยู่ที่กาลสถานที่..ไม่มี..พุทธะที่แท้จริงก็คืออันนี้เอง พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานนานไปกี่ท่านกี่องค์ก็ตาม พอรู้ธรรมชาติอันนี้ภายในจิตใจของเราดวงเดียวเท่านั้น เป็นอันเข้าใจไปหมดในบรรดาพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านองค์ไม่สงสัย เพราะเป็นธรรมชาติอันเดียวกันเหมือนกัน ไม่มีอะไรผิดแปลกจากกัน นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย หาความยิ่งหย่อนกว่ากันไม่ได้เลย นี่ละพุทธะที่แท้จริง ธรรมะที่แท้จริง สังฆะที่แท้จริง รวมกันแล้วเป็นธรรมแท่งเดียวภายในจิตใจของผู้ปฏิบัติได้ เอาให้จริงให้จัง

        ในเบื้องต้นแห่งการฝึกฝนอบรม เราจะบริกรรมภาวนาคำใดก็ตามเช่น 'พุทโธ' หรือกำหนดอานาปานสติลมหายใจเข้าออกก็ตาม หรือจะตามด้วยด้วยพุทโธในเวลากำหนดอานาปานสติ พุทเข้าโธออกก็ได้ไม่ขัดข้อง ขอให้เป็นความถนัด แต่สติเป็นของสำคัญ อย่าเกร็งเนื้อเกร็งตัวจนเกินไป ให้ตั้งสติดูลมเข้าลมออก ให้รู้อยู่ที่ลมสัมผัสเช่นดั้งจมูกเป็นต้น ลมสัมผัสที่ตรงไหนมาก ให้ตั้งความรู้จ่อสติลงตรงนั้น ไม่ต้องไปคาดผล หนักเบามากน้อยสูงต่ำหยาบละเอียดอย่างไร นอกไปจากความรู้อยู่กับลมโดยเฉพาะ

        จิตเมื่อได้จดจ่อต่อเนื่องกันอยู่ด้วยความมีสติกับลมนั้นแล้ว จะเป็นจิตที่ค่อยสงบตัวเข้ามา ความสงบตัวเข้ามาของจิตก็จะเป็นเครื่องให้เราสนใจกับอาการแห่งความสงบเข้ามานั้นอีกทีโดยมีสติอยู่กับลม สุดท้ายลมก็ละเอียดลงไปๆ จนกระทั่งจิตสงบแน่ว นี่เอาเพียงขั้นนี้ก่อน เราจะกำหนดพุทโธหรือคำบริกรรมคำใดก็ตาม ให้มีสติติดแนบอยู่กับคำบริกรรมนั้นๆ ชื่อว่าผู้ภาวนาด้วยความชอบธรรม

        เราอย่าไปคิดถึงเรื่องสวรรค์ เรื่องนิพพาน เรื่องนรกอเวจีที่ไหน นอกเหนือไปจากงานของเราที่กำลังทำอยู่เวลานั้นคือคำบริกรรมภาวนา อันนี้เป็นหลักสำคัญมากให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

        เวลาหลับเวลานอนก็ต้องได้ฝึกหัดตนเอง ตื่นก็ต้องได้ฝึกหัด ฝึกหัดทุกอย่าง มาบวชแล้วเอาให้จริงให้จัง นิสัยที่เคยเป็นมาตามยถากรรมของกิเลส ถูไถไปมาเหยียบย่ำทำลายอยู่ตลอดนั้นให้ผลักดันออกไป เอานิสัยของธรรมะ นิสัยของผู้ปฏิบัติธรรม ของผู้เป็นข้าศึกต่อกิเลสนำมาใช้แล้วจะมีความสุขความสบายเจริญรุ่งเรืองภายในจิตใจ ศาสนาเจริญไม่เจริญที่ไหนนะ เจริญที่ใจ เสื่อมก็เสื่อมที่ใจ ของแต่ละคนๆ เจริญ-เจริญที่นี่ เจริญที่สุดก็คือใจถึงวิมุตติหลุดพ้นเป็นศาสนาเจริญที่สุดในบุคคลคนนั้น ให้พากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

        ตั้งแต่บัดนี้ไปจนกระทั่งถึงวันออกพรรษา การธุดงควัตรก็ดังที่เคยปฏิบัติมาแล้ว บิณฑบาตรับแต่ของภายนอกวัดเท่านั้น นี่ก็เคยเข้าใจเคยประพฤติปฏิบัติมาแล้ว อันนี้เรื่องวัตรข้อปฏิบัติก็ให้ต่างองค์ต่างสนใจต่อหน้าที่การงานของตน ข้อวัตรปฏิบัติที่เป็นกิจส่วนรวมนี้ก็ให้ถือว่าเป็นกิจจำเป็นของตนแต่ละองค์ๆ อย่าได้อืดอาดเนือยนาย อย่าเอารัดเอาเปรียบหมู่เพื่อนแบบนิสัยโลกๆ มาใช้ ความเอารัดเอาเปรียบหมู่เพื่อน ให้หมู่เพื่อนทำแล้วเราไม่ทำก็ได้ นี่เป็นเรื่องของกิเลสมันแอบกินหัวคน มันแอบเหยียบย่ำทำลายจิตใจของพระองค์นั้นๆ เราฉลาดด้วยอำนาจของกิเลสต่างหาก ไม่ได้ฉลาดด้วยอำนาจของธรรมที่จะสังหารกิเลส

        เพราะฉะนั้นจึงต้องเป็นคนขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงาน ข้อวัตรปฏิบัติให้มีความเข้มแข็งอดทน อยู่ด้วยกันให้ต่างคนต่างระวังตนนี่แหละมาก ความผิดถูกชั่วดีประการใดของผู้อื่น อย่าไปวินิจฉัยมากยิ่งกว่าการวินิจฉัยตนเองเป็นอันดับแรกก่อน ถ้าเราคอยแต่จะไปวินิจฉัยคนอื่น นั้นแหละจะคอยหาเรื่องหาราว เอาเรื่องเอาราวอันเป็นเรื่องของกิเลสเข้ามาจ่ายตลาดขายตัวเอง ไม่ใช่ของดี ไม่ใช่สิ่งที่ถูกทาง ซึ่งไม่ควรจะนำมาใช้ในวงของวัด ในวงของพระผู้ปฏิบัติล้วนๆ นี้เลย นี่หลักใหญ่อยู่ที่ตรงนี้ ให้พากันอยู่ด้วยกันเป็นผาสุก

        ต่างองค์ต่างมีเจตนาอันเดียวกัน ทุกข์ยากลำบากแค่ไหนก็อย่างที่เราเห็นนี่แหละ ทน เรื่องอาหารการบริโภคตามธรรมดาแล้วมันเหลือเฟืออยู่อย่างที่ว่านี่ เพราะฉะนั้นจึงได้ห้าม มองดูแล้วมันเหลือเฟือเหลือประมาณ เราเคยปฏิบัติกับครูบาอาจารย์มาก็ไม่เคยเห็น นี่มันพิลึก นอกจากนั้นอาหารทางวัดเขาทำมาถวายอีกล้นเหลือมันท่วมจะตายแล้ว ศาสนาเจริญด้วยอาหารนี่กิเลสมันครอบคลุมหัวใจ ไม่เจริญด้วยธรรม ศาสนาเจริญด้วยธรรมต้องเป็นไปโดยความขาดๆ เขินๆ บ้าง สำหรับนักปฏิบัติอดๆ ทนๆ อย่างนั้นจึงถูกต้องตามหลักธรรม

วันนี้แสดงเพียงเท่านี้ก่อน

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก