ศาสนาคือน้ำดับไฟ
วันที่ 23 กรกฎาคม. 2524 เวลา 19:00 น. ความยาว 91.06 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔

ศาสนาคือน้ำดับไฟ

        ใจดวงนี้เคยถูกความมืดดำ ภาษาทางธรรมะท่านให้ชื่อว่ากิเลส ปิดบังครอบงำบีบคั้นมาเป็นเวลานานแสนนาน โลกใดก็ตาม ผู้ใดก็ตามไม่สามารถหยั่งทราบสิ่งปิดบังกดขี่บังคับจิตใจนี้ได้เลย นอกจากพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ๆ เท่านั้น ในขั้นเริ่มแรกที่จะนำความจริงทั้งหลายซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจของสัตว์โลกเอง ออกประกาศแก่มวลสัตว์ หรือจะพูดตามภาษาสมัยใหม่ก็ว่า มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นนำความจอมปลอมหลอกลวงของกิเลสออกมาเปิดโปง ให้โลกได้เห็นความลามกจกเปรตของมันที่ฝังจมและกัดกินหัวใจสัตว์โลกมานาน พร้อมการประกาศเครื่องมือปราบมัน และคุณธรรมอันประเสริฐซึ่งเป็นผลจากการปราบมันสิ้นเสร็จลงไปแล้ว

        โลกจึงถูกสิ่งเหล่านี้ปิดบัง และนำเอาใจดวงนั้นออกเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ของมันอย่างออกหน้าออกตาทั่วโลกแดนดิน คือ กามโลก รูปโลก อรูปโลก ล้วนแต่ถูกธรรมชาตินี้กดขี่บังคับ และใช้การใช้งานไปตามความต้องการของมันโดยเจ้าตัวไม่รู้สึกเลย ถ้าจะเทียบก็เหมือนเรากับสัตว์เลี้ยงต่างๆ นั่นแล จะนำไปไหนใช้การใช้งานอะไร สัตว์ก็จำต้องทำตาม เพราะเมื่อไม่ทำตามก็ถูกเฆี่ยนถูกตีถูกทรมาน ดีไม่ดีบางรายถึงกับฆ่า หาว่าสัตว์นั้นพยศ สัตว์นั้นดื้อดึง เพราะเหตุนั้น สัตว์จำเป็นจึงต้องทำตามการบัญชาหรือความต้องการของมนุษย์ เช่น สัตว์ วัว ควาย นำไปไถไร่ไถนา ใส่ล้อใส่เกวียน ม้าใช้ขับขี่ สัตว์ชนิดใดที่ควรจะใช้งานได้ประเภทใดก็นำไปใช้งานนั้น พวกช้างก็ใช้ลากเข็นภาระหนักต่างๆ

แต่ละประเภทๆ ของสัตว์ที่ควรจะใช้งานอย่างใดได้ มนุษย์ใช้มันทั้งนั้น ที่ใช้ไม่ได้ก็เอาเนื้อเอาหนังของมันมาเป็นอาหาร แม้สัตว์ที่ใช้ได้เหล่านั้นก็ยังไม่พ้นความเป็นอาหารของมนุษย์ ถ้าจะเทียบถึงเรื่องมนุษย์เอาเปรียบสัตว์ทั้งหลายนั้นก็ไม่มีใครเกินได้เลย แต่สัตว์ยังพอทราบได้ว่าถูกคนทำอะไรเขาเพราะมองเห็นตัวผู้ทำ ส่วนกิเลสทำกับสัตว์โลกมีมนุษย์เป็นต้นนั้น ไม่มีใครมองเห็นตัวและการกระทำของมันเลย มนุษย์แย่กว่าสัตว์ตรงนี้

นี่ถ้าเราเทียบกิเลสกับจิตใจของสัตว์โลกก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ใจเป็นเหมือนกับสัตว์ กิเลสเป็นเหมือนกับเจ้าของ คอยใช้การใช้งานอะไรตามความต้องการ ไม่มีรายใดจะฝืนมันได้เพราะไม่ทราบ เช่นเดียวกับสัตว์ไม่ทราบอุบายสติปัญญาและความต้องการหรือความฉลาดแหลมคมของมนุษย์ จำต้องยอมจำนนไปโดยลำดับ จิตใจก็เป็นเช่นนั้น จนกลมกลืนเป็นอันเดียวกันระหว่างกิเลสกับจิต ไม่ทราบว่าอันใดเป็นกิเลส อะไรเป็นสิ่งที่ให้มืดมนอนธการ และในขณะเดียวกันยิ่งไม่ทราบว่า อันใดเป็นสิ่งที่จะทำให้สว่างกระจ่างแจ้ง พอมองเห็นสิ่งมืดมนอนธการทั้งหลายซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจนี้ได้ นี่ละความละเอียดของธรรมชาติที่ทำให้จิตเป็นวัฏจักร หมุนวกเวียนไปมาอยู่ไม่หยุดไม่ถอยไม่หยุดหย่อน กี่ภพกี่ชาติเกิดมาเป็นกำเนิดอันใดบ้างไม่ทราบได้เลย เช่นเดียวกับสัตว์เดรัจฉานนั่นแล เมื่อสิ่งนี้ปิดบังหุ้มห่อแล้ว สติปัญญาที่ควรจะออกควรจะรู้จะเห็นในความจริงทั้งหลายก็ไม่มี นอกจากรู้ไปตามแนวแถวของกิเลสที่บงการเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ความรู้ของโลกกับความรู้ของธรรม คือความรู้ของจิตที่เป็นไปตามกระแสของกิเลส กับความรู้ของจิตที่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งธรรมจึงต่างกันมาก ต่างกันอย่างคนละโลกเลย เพราะความรู้เหล่านั้นเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกคล่องตัวให้กิเลสโดยถ่ายเดียว แต่ความรู้ทางด้านธรรมะนี้อำนวยผู้ปฏิบัติตามให้เป็นความสุข จิตใจเคยมืดก็ค่อยสว่างขึ้นมาเพราะกระแสของธรรม

ธรรมเป็นเหมือนกับไฟฟ้า กิเลสเป็นเหมือนกับความมืดดำ ไฟฟ้าเปิดขึ้นที่ไหนสถานที่นั่นก็สว่างตามกำลังของไฟ ถ้าไฟมีกำลังกล้าก็สว่างจ้าไปหมดรอบทิศรอบด้าน จิตใจที่มีความสว่างด้วยอรรถด้วยธรรมตามกำลังที่ตนปฏิบัติได้ก็เป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่มีอันใดปิดบังหุ้มห่อจิตใจไม่ให้รู้ให้เห็นความจริงมากน้อยจนถึงความจริงเต็มส่วนได้ ยิ่งกว่ากิเลสประเภทต่างๆ ที่ปิดไว้อย่างสนิทมิดตัว

ท่านผู้ทรงค้นพบจึงเป็นท่านผู้อัศจรรย์มาก อัศจรรย์ตามหลักธรรมชาติ ไม่ใช่อัศจรรย์โดยความเสกสรรปั้นยอ คำว่าอัศจรรย์ตามหลักธรรมชาตินั้น ต้องเป็นผู้ปฏิบัติจะเป็นผู้รู้ธรรมนั้น ไม่ใช่รู้ตามความจำ ความคาดคะเนด้นเดาเอาเฉยๆ ผู้รู้ธรรมนั้นโดยสมบูรณ์แล้วย่อมรู้ระหว่างโลกกับธรรม ระหว่างจิตกับสิ่งเกี่ยวข้องทั้งหลาย ว่าเป็นคนละวรรคละตอนไม่คละเคล้ากัน ผู้นี้แลเป็นผู้ที่เห็นความอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับเห็นความอัศจรรย์ภายในตัวเอง และเป็นผู้ที่ทราบได้ชัดในสิ่งที่เป็นภัยต่อจิตใจมานานเท่าไร โดยไม่ต้องนับกัปนั้นกัลป์นี้ให้ยืดเยื้อเสียเวลาไปเปล่าๆ ดูตัวจิตที่บริสุทธิ์ไม่มีความเกี่ยวข้องพัวพันกับสิ่งใดนี่แล ไม่ต้องถามใครเพราะไม่มีอะไรจะถาม เนื่องจากความจริงเต็มหัวใจอยู่แล้วถามอะไร ธรรมนี่เป็นเครื่องประกาศภายในตัวเอง เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าก็ดี สาวกทั้งหลายก็ดี จึงไม่ต้องหาหลักฐานพยานที่ไหนมายืนยัน นี่แหละที่ว่าศาสนาปรากฏขึ้นในโลก คือปรากฏขึ้นในพระทัยของพระพุทธเจ้า

อันศาสนธรรมที่ประกาศสอนโลกนี้ เป็นเพียงกิริยาแห่งธรรมแสดงออกเท่านั้นไม่ใช่ธรรมอันแท้จริง เช่นเดียวกับรอยแห่งโค เราตามรอยโคไปกับการถึงตัวโคนั้นต่างกัน การประพฤติปฏิบัติตามหลักศาสนธรรม นั่นคือการตามร่องรอยแห่งธรรมของจริง เช่นเดียวกับเจ้าของโคตามร่องรอยแห่งโคไปไม่ลดละจนถึงตัวโค เมื่อถึงตัวโคแล้วรอยโคกับโคเป็นอันเดียวกัน อาการแห่งธรรมที่ให้ชื่อว่าศาสนธรรมที่พระพุทธเจ้าประกาศสอนโลก ซึ่งเทียบเหมือนรอยโคก็เป็นเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติตามพระโอวาทที่ทรงสั่งสอนไว้แล้วไม่ลดละ ย่อมจะเข้าถึงความจริงที่เรียกว่าตัวโค ได้แก่ผู้รู้คือจิตนี้ อันเป็นสถานที่สถิตอยู่แห่งธรรมทั้งปวง นับแต่ธรรมขั้นต่ำจนถึงขั้นสูงสุดคือวิมุตติพระนิพพาน ไม่นอกเหนือไปจากจิตดวงนี้เลย

ธรรมแท้อยู่ที่จิต เพราะจิตเป็นภาชนะที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับรับธรรมทั้งมวล ทั้งรับทราบรับสัมผัส ทั้งเป็นสถานที่สถิตอยู่แห่งธรรมทั้งหลาย อยู่ในจิตนั้นแล อาการแห่งการสอนเหล่านั้น หรืออาการแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้น เปรียบเหมือนร่องรอยแห่งธรรมเท่านั้น ไม่ใช่ธรรมอันแท้จริง แต่ผู้ปฏิบัติจะต้องดำเนินตามนั้นดำเนินอย่างอื่นไม่ได้ไม่ถูก จะไม่เข้าถึงตัวจริงคือธรรมแท้ได้เลย ต้องดำเนินตามหลักธรรมหลักวินัยซึ่งเป็นองค์ศาสดาแทนพระองค์ไม่ลดละ และธรรมที่กล่าวนี้ไม่ได้มีกาลสถานที่ ว่าใกล้ว่าไกล ว่าเวลานั้นว่าเวลานี้ นั่นเป็นสมมุติอันหนึ่งต่างหาก ส่วนธรรมที่กล่าวนี้ ไม่นอกเหนือไปจากจิตนี้เลย จิตนี้ไม่มีกาลสถานที่ เพราะเป็นธรรมชาติที่รู้อยู่ตลอดเวลาอกาลิโก จึงสามารถรับธรรมได้ทุกกาลทุกสถานที่ไม่มีกาลเวลาเช่นเดียวกัน ผู้ปฏิบัติจึงต้องสนใจในจิตเป็นสำคัญยิ่งกว่าอื่น

ธรรมที่กล่าวนี้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติต่างหาก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกาลสถานที่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้หนึ่งผู้ใดที่จะมีอำนาจมาให้ค่าจ้างรางวัล หรือกีดขวางทางเดินอันชอบธรรมของผู้ปฏิบัติ ขอให้ยึดหลักธรรมหลักวินัยไว้ด้วยดีเถิด ธรรมที่กล่าวนี้จะเป็นธรรมสดๆ ร้อนๆ ปรากฏขึ้นที่ใจของผู้ปฏิบัติ เพราะการปฏิบัตินั้นคือการตามร่องรอยแห่งความจริงเข้าไปอยู่โดยสม่ำเสมอ จะต้องบรรลุถึงธรรมแท้ในวันเวลาหนึ่งแน่นอนไม่สงสัย

เบื้องต้นก็ล้มลุกคลุกคลาน เช่นเดียวกับพวกเราที่ฝึกหัดอบรมทำจิตให้สงบด้วยสมถธรรม ต้องใช้คำบริกรรมกำกับ เป็นธรรมบทใดก็ได้ หรืออานาปานสติกำหนดลมหายใจเข้าออกก็ได้ ด้วยความมีสติจดจ่อต่อเนื่องกันไปไม่ขาดวรรคขาดตอน ไม่คาดมรรคคาดผล คาดสวรรค์นิพพาน คาดภาพคาดนิมิตต่างๆ ว่าจะรู้อย่างนั้นจะเห็นอย่างนี้ ให้นอกเหนือไปจากงานที่ตนกำลังบริกรรมหรือกำลังกำหนดนั้น นั้นชื่อว่าเป็นการถูกต้องในการประกอบงาน จิตใจจะสงบเมื่อถูกบังคับจากธรรมมีสติธรรมเป็นต้น เหตุที่ต้องบังคับก็เพราะกิเลสเป็นผู้บังคับผลักดัน หรือฉุดลากใจออกนอกลู่นอกทางตลอดเวลามาก่อน จนหาความสงบสุขไม่ได้นั่นแล

ด้วยเหตุนี้ผู้ต้องการความสงบอันเป็นฝ่ายธรรม จึงต้องได้หักห้ามจิตใจ ฝึกฝนทรมานจิตใจ หนักบ้างเบาบ้าง หรือหนักมากในบางครั้ง ตามแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวงความเพียร ก็จำต้องทนต้องสู้เพราะอยากเป็นคนดีมีสุขอันสมบูรณ์ จิตเมื่ออาศัยอำนาจแห่งความเพียรด้วยวิธีการต่างๆ หนักบ้างเบาบ้างก็จะสงบตัวลงได้ ขณะที่จิตสงบนั้นเป็นขณะที่กิเลสสงบตัว เพราะอำนาจแห่งสมถธรรมเข้าระงับดับกัน ใจจะมีความเยือกเย็น ไม่มีสิ่งใดรบกวน คำว่าสิ่งรบกวนนี้หมายถึงความปรุงของจิตที่ถูกผลักดันของกิเลส ทำให้คิดให้ปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้นั่นแล ขณะนั้นความอยากประเภทนี้สงบตัวลง จิตจึงไม่คิดไม่ปรุงเรื่องหนึ่งเรื่องใดให้เพลิดเพลินเศร้าโศกไปตาม ทรงความสงบไว้ ผลแห่งความสงบนั้นคือความสุข เย็นใจ เบาใจ และปรากฏเป็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นภายในใจตามขั้นแห่งจิตแห่งธรรม

เมื่อจิตมีความสงบพอประมาณ ย่อมไม่หิวโหยกระวนกระวายกับการคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้เหมือนแต่ก่อน แล้วนำจิตดวงที่มีความสงบนั้นพินิจพิจารณาโดยทางปัญญาหลังจากพักสงบแล้ว คำว่าปัญญาคือการสอดส่องไตร่ตรองในสภาวธรรมทั้งหลาย จะเป็นรูป รูปนอกก็ตามรูปในก็ตาม เสียง เสียงดีเสียงชั่วก็ตาม กลิ่น รส เครื่องสัมผัสที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเรา พินิจพิจารณาลงหาความจริง ไม่ใช่พิจารณาเพื่อความเพลิดเพลิน ไม่ใช่พิจารณาเพื่อความเศร้าโศกเสียใจเหมือนโลกทั้งหลายเขาคิดเขาปรุง เขาโศกเศร้าเสียใจเพราะความคิดของเขา

แต่ความคิดทางด้านปัญญานี้เพื่อระงับดับสิ่งเหล่านั้น ด้วยความรู้จริงเห็นจริงตามสัดตามส่วนตามกำลังแห่งสติปัญญา เช่น พิจารณารูป ไม่ว่ารูปเรา ไม่ว่ารูปเขา รูปหญิงรูปชาย มันเป็นรูปด้วยกัน ที่สมมุติว่าเป็นหญิงเป็นชายนั้น เป็นอาการอันหนึ่งที่กิเลสมันแต่งตั้งเสกสรรขึ้นมาให้มีทั้งหญิงทั้งชาย ออกจากคำว่าทั้งหญิงทั้งชายแล้วมันก็ร่ายมนต์เสกเป่าแตกแขนงออกไปไม่มีสิ้นสุด เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ปรากฏเป็นต้นขึ้นมาแล้ว ย่อมแตกกิ่งก้านสาขาแผ่กระจายออกไปไม่มีประมาณ

นี่พอตั้งกองผสมแห่งธาตุขึ้นมา เพราะอำนาจแห่งอวิชชาพาให้เป็นไปแล้ว ก็ปรากฏชื่อขึ้นมาตามกฎแห่งกิเลสสมมุติว่าเป็นหญิงเป็นชาย นอกจากว่าเป็นหญิงเป็นชายแล้ว ยังว่าสวยว่างาม ว่าน่ารักใคร่ชอบใจ และน่าเกลียดน่าชัง ความเกลียดความชังนี้ก็เป็นเรื่องของกิเลส ไม่ใช่เรื่องของธรรม น่ารักใคร่ชอบใจก็เป็นเรื่องของกิเลส มันเป็นโครงการของกิเลสทั้งมวลในตัวของบุคคล นี่แลเรียกว่ากิ่งก้านของมัน และยังแตกแขนงออกไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด นี่เป็นเรื่องของกิเลสที่ฝังอยู่ในจิตใจของแต่ละคนและสัตว์ทั่วไตรโลกธาตุ

ทีนี้คำว่าปัญญา ก็คือการคลี่คลายดูสกลกายที่กิเลสเที่ยวปักเสียบไว้อย่างลึกถึงขั้วหัวใจเราจนทะลุหัวใจ ว่าหญิงว่าชาย ว่าสวยว่างาม แล้วแยกแยะออกโดยความจริงอันเป็นฝ่ายธรรมว่ามันสวยงามที่ตรงไหน ดูไปตั้งแต่ผมเรื่อยไป ผมเส้นหนึ่งมันก็สกปรกเท่ากันกับเส้นหนึ่งของมัน แล้วเต็มอยู่บนศีรษะของเรา มันก็เต็มไปด้วยของปฏิกูลในเส้นผมนั้นๆ เวลาตกลงในอาหารการบริโภค สะอิดสะเอียนไม่อยากรับประทานกัน ทั้งๆ ที่ว่ามันสวยมันงาม แต่ก็พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกแง่ทุกมุม เรื่องของกิเลสเป็นอย่างนั้น

นี่เราพิจารณาแก้ความผูกมัดของกิเลส ความปักปันเขตแดนอย่างจมมิดของกิเลสถอนกันขึ้นมาด้วยปัญญา มันสวยงามที่ตรงไหน มีแต่ผมเท่านั้นรักได้ที่ไหน มัดผมที่เขาตัดทิ้งไว้แล้วไม่มีเจ้าของเอามาดูซิ เอามาชมซิ ชอบไหม ใครจะชอบที่ไหนเพียงเส้นผม ขนก็เหมือนกันอีก เอ้าหนังจงแยกเข้าไป นี่ละนักปฏิบัติ นักรื้อถอนสิ่งจอมปลอมที่ฝังลึกอยู่ในขั้วหัวใจออกมาให้เห็นความจริงด้วยปัญญาธรรม สติธรรมให้แยกอย่างนี้

ดูหนัง ทั้งหนังเขาหนังเรามันเป็นหนังด้วยกัน หนังหญิงหนังชายมันเป็นหนังด้วยกัน ดูข้างนอกเป็นยังไง ชะล้างกันอยู่ตลอดเวลา สิ่งใดเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ เครื่องนุ่งห่มใช้สอยถ้าเข้ามาคละเคล้ากับร่างกายที่ว่าสวยว่างามนี้แล้ว มันกลายเป็นของสกปรกโสโครกไปหมด ไม่ว่าเสื้อผ้าเครื่องใช้ไม้สอย ที่อยู่ที่อาศัย ต้องชะต้องล้างต้องเช็ดต้องถูต้องปัดต้องกวาด เพราะร่างกายนี้มันเป็นตัวปฏิกูลหมดทั้งตัวอยู่แล้ว เป็นแต่กิเลสมันบังคับหัวใจของคนโง่เพราะอำนาจของมัน ให้เห็นไปตามมันให้เชื่อถือมัน เลยว่าเป็นของสวยของงามไปเท่านั้น ความจริงมันปลอมทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ มันงามที่ไหน

เอ้าดูหนัง ดูข้างนอกก็เป็นอย่างนี้ ต้องได้ชะได้ล้างอยู่ทุกวันทุกเวลา เสื้อผ้าเครื่องใช้ไม้สอยต้องซักต้องฟอกต้องล้างต้องเช็ดต้องถู ไม่ยังงั้นดูไม่ได้ เอ้า พลิกเข้าไปข้างใน เอาข้างในออกมาข้างนอก ดูซิเป็นยังไง หนังเขาหนังเรา ถลกออกมาให้เห็นชัดเจนด้วยความจริงไม่ใช่ปลอม มันเยิ้มไปด้วยปุพโพโลหิต น้ำเน่าน้ำหนอง และนานวันไปกว่านั้นก็เน่าเฟะไปหมด ไม่ว่าหนังว่าเนื้อว่าเอ็นว่ากระดูก เต็มไปด้วยของปฏิกูลหมดทั้งตัวของมนุษย์เรา หาความสะอาดสะอ้านที่ไหนมี ทำไมจึงหลงกันเอานักเอาหนาว่าเป็นของสวยของงาม ทั้ง ๆ ที่มันเป็นป่าช้าผีดิบหมดทั้งตัว แม้ชิ้นเดียวที่จะยกออกมาอวดว่าเป็นของสวยของงามน่ารักใคร่ชอบใจไม่มีเลย ทำไมถึงได้จมกับความกล่อมของกิเลสถึงขนาดนี้มนุษย์เราทั้งคน

เฉพาะอย่างยิ่ง เรานักปฏิบัติ ธรรมที่จะเปิดเผยที่จะสอดส่องมองหาความจริงในสกลกายนี้มีอยู่คือ ปัญญา พิจารณาสอดแทรกลงไปตามความจริงทั้งหลายที่กล่าวมานี้ ทบทวนวกไปเวียนมา คลี่คลายดูทั้งภายในภายนอกจนตลอดทั่งถึงหลายครั้งหลายหน จนเป็นที่เข้าใจไปโดยลำดับๆ และเข้าใจอย่างรู้แจ้งแทงทะลุภายในร่างกายอันนี้แล้ว ความรักมันถอนตัวทันที ความว่าสวยว่างามถอนตัวทันที เพราะนั้นเป็นของปลอม จะยังเหลือแต่ความจริง ความจริงขั้นอสุภะก็เป็นความจริงขั้นหนึ่ง มันไม่สวยไม่งาม ลบล้างคำว่าสวยงามนั้นได้ จากนั้นก็เป็นอนิจฺจํแปรสภาพ

ธรรมดากิเลสมันไม่ได้ว่านะว่าโลกนี้เป็น อนิจฺจํ มันบังคับให้เป็น นิจฺจํ ให้เป็น สุขํให้เป็นอตฺตา ไปหมดทั้งโลกธาตุ นี่เป็นเรื่องของกิเลส มันปลอมเต็มตัวของมันเช่นนี้ เรื่องธรรมแยกไปตามความจริงอย่างเต็มภูมิ ในร่างกายนี้มันเป็น อนิจฺจํ หมดทั้งร่างเลย มันแปรอยู่ตลอดเวลา ยิ่งคนตายแล้วยิ่งเห็นได้ชัด เอาไว้ประมาณสัก ๒๔ ชั่วโมงเท่านั้นเริ่มส่งกลิ่นคลุ้งไปแล้ว ก้าวเข้ามาในบ้านในวงศพนั้นจะไม่ได้เสียแล้ว ทั้งๆ ที่คนๆ นี้แต่ก่อนราวกับเป็นเทวดา แล้วกลายเป็นป่าช้าผีดิบบนบ้านให้เห็นอย่างชัดเจน

ถ้าพิจารณาตามหลักความจริงแล้ว ทำไมจะไม่ย้อนถึงตัวเราผู้ที่ยังไม่ตายไปเห็นศพที่ตายแล้วได้ นี่เรียกว่าปัญญา พิจารณาคลี่คลายออกไป กำหนดให้เน่าไปทั้งๆ ที่ไม่ตายนี้แล เพราะมันจะตายแน่ๆ ข่ายคือปัญญากางไว้ข้างหน้า ดักมันไว้ให้หมด เอ้า สมมุติขึ้นว่าตาย มันยังไม่ตายมันก็ต้องตายแท้ๆ ปัญญาหยั่งทราบไว้หมด กำหนดตัวของเราตาย หรือกำหนดตัวของเขาตายอยู่ต่อหน้าเรานั่นแหละ แล้วเป็นยังไงศพคนตายต้องขึ้นอืดและเน่าพอง จากเน่าพองแล้วก็ระเบิดตัวออกมา แล้วดูอาการไหนดูได้ไหม ดูไม่ได้หมดทั้งร่างเลย น่าสะอิดสะเอียน นอกจากนั้นยังน่ากลัวเสียอีก นี่คือความจริงขั้นหนึ่ง

จากนั้นก็กำหนดกระจายลงไป ส่วนที่เป็นน้ำก็กลายเป็นน้ำตามธรรมชาติของมัน ส่วนที่เป็นดินก็กลายสภาพลงไปเป็นดินตามสภาพของมัน เป็นลม เป็นไฟก็ไปตามสภาพของตนเอง นี่ก็เป็นความจริงขั้นหนึ่งของปัญญาที่พิจารณาให้ถึงความจริงตามขั้นที่กล่าวมา หลายครั้งหลายหน ถือว่าเป็นงานของตนในภาคปฏิบัติ

ไม่ต้องไปคิดให้กิเลสมันหลอกว่า ได้พิจารณาแล้วหลายครั้งหลายหน นี่เป็นความหลอกของกิเลส หลายครั้งหรือไม่หลายครั้งก็ตาม เมื่อยังไม่เข้าใจต้องพิจารณาจนเข้าใจ เช่นเดียวกับเรารับประทานอาหาร จะนั่งรับประทานนานไม่นานไม่สำคัญ สำคัญที่ความอิ่ม อิ่มเมื่อไรก็หยุดได้ ถ้ายังไม่อิ่มหยุดไม่ได้ เพราะธาตุยังไม่พอกับความต้องการ นี่ความจริงยังไม่พอกับความต้องการ ต้องพิจารณาให้พอจนถึงความจริง เมื่อถึงความจริงในขั้นใดแล้วย่อมพอตัว เช่น การพิจารณาร่างกายดังที่กล่าวมา เมื่อถึงความจริงเต็มส่วนของรูปขันธ์ได้แก่ร่างกายนี้แล้ว จิตย่อมถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นในกาย พร้อมกันกับความรู้แจ้งแทงทะลุในกาย ทั้งเป็นฝ่ายอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ทั้งเป็นฝ่ายอสุภะอสุภังตลอดทั่วถึงหมด นี่เรียกว่าปัญญาขั้นหนึ่ง

ที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือทุกขเวทนาที่มีอยู่ในร่างกาย อันเป็นสิ่งที่เด่นชัดในขันธ์นี้ ในขันธ์ห้านี้ ทุกขเวทนาที่เกิดทุกข์ขึ้นในเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย หรือขณะนั่งภาวนานานๆ นี่ก็เป็นปัญญาอีกขั้นหนึ่ง แต่ปัญญาขั้นนี้เป็นปัญญาขั้นเฉียบขาดผาดโผน เป็นขั้นที่เด็ดเดี่ยวอาจหาญมากทีเดียว จะเรียกปัญญาเกิดขึ้นในเวลาจนตรอกก็ได้ หรือปัญญาจนตรอกก็ได้ และทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้ดีมาก เกิดทุกขเวทนากล้าหรือสาหัสมากเท่าไร สติปัญญานี้ยิ่งหมุนตัวเป็นเกลียวเข้าไปกับทุกข์ แยกทุกข์ออกจากกาย แยกกายออกจากทุกข์ แยกทุกข์กับกายออกจากจิต หรือดูจิตแล้วดูทุกขเวทนา แล้วดูกาย ให้เห็นความจริงเป็นสัดเป็นส่วนด้วยปัญญานั้นไม่ยอมถอย

คำว่าอยากให้ทุกข์หายไปนี้อย่าไปอยาก ถ้าไม่ประสงค์ให้ทุกขเวทนารุนแรงยิ่งขึ้น เพราะความอยากนี้เป็นสมุทัย อยากให้ทุกข์หายเท่าไรทุกข์ยิ่งเพิ่มขึ้น อยากทราบความจริงในกาย เวทนา จิต นั่นแลเป็นความอยากที่ชอบธรรม เรียกว่าเป็นมรรคคือทางที่จะให้เรารู้แจ้งเห็นจริงตามความจริงที่ต้องการ ให้อยากลงตรงนั้น ในขณะที่ทุกข์เกิดขึ้นมากๆ อย่ากลัวตาย อย่าหมายป่าช้า อย่าหมายความล้มความตาย อย่าหมายเรื่องความอยากหายจากความทุกข์ทั้งหลาย แต่ให้มุ่งมั่นต่อความจริงด้วยปัญญา มีปัญญานี้เท่านั้นจะเป็นผู้ฟาดฟันหั่นแหลกสิ่งจอมปลอมที่คาดโน้นหมายนี้ ป่าช้าป่ารกชัฏที่ไหนว่าที่เป็นที่ตาย ตลอดถึงความทุกข์ทรมานต่างๆ ให้ขาดสะบั้นลงประจักษ์ใจในขณะนั้น ปัญญาจะฟาดฟันหั่นแหลกให้เห็นจริงไปหมด แล้วมายุติกันที่จิตอันเป็นหลักใหญ่แห่งความจริงทั้งสามคือ กาย เวทนา จิต

ทุกขเวทนาก็เป็นความจริงอันหนึ่ง กายก็เป็นความจริงอันหนึ่ง จิตก็เป็นความจริงอันหนึ่ง เมื่อต่างอันต่างจริงแล้ว ความอัศจรรย์ของจิตก็แสดงขึ้นเต็มที่ในขั้นนี้ หลังจากทุกขเวทนาดับลงไป ฉะนั้นการพิจารณาเพื่อความรู้จริงนั่นแลคือความถูกต้องของการพิจารณา ทุกข์จะหายไม่หายไม่สำคัญขอให้รู้ความจริง นี่เป็นหลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง นี่เป็นปัญญาแขนงพิเศษแขนงหนึ่ง

ส่วนสัญญา สังขาร นี้ขึ้นอยู่กับจิตขั้นละเอียด แม้จะอธิบายให้ฟังก็จะเข้าใจได้ยากเมื่อยังไม่ถึงขั้นจะควรเข้าใจ สัญญา ความหมาย มันหมายออกไปจากจิตนี้แล ผู้ปฏิบัติเท่านั้นจะทราบเรื่องสัญญาของตัวเองได้อย่างชัดเจนและปลดเปลื้องกันได้ หายความหลอกลวงตัวเอง คำว่าสัญญาคือตัวเรา มันซึมออกไปเหมือนกระดาษซึม ออกไปเป็นภาพ เมื่อซึมออกไปเราก็ไม่รู้ เมื่อปรากฏเป็นภาพออกมาแล้วเราก็ไม่รู้ เราไปเข้าใจว่าเป็นมาจากที่อื่นที่ใด ก็ไปหลงเพลินอยู่กับภาพต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ที่สัญญาวาดขึ้นมา ใจจึงอยู่กับเรื่องนั้นเรื่องนี้อันเป็นเงาออกมาจากสัญญานั่นแล เมื่อจิตถึงขั้นนี้แล้วก็ทราบเอง พอกระดิกออกหรือซึมออกนิดเท่านั้นจะเป็นการเตือนสติที่พร้อมอยู่แล้วให้รู้และดับกันลงทันทีๆ สุดท้ายก็รู้ได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งเหล่านี้กระเพื่อมหรือซึมระบายออกมาจากขันธ์นี้เท่านั้น มาหลอกตัวเองให้หลงตาม

พูดถึงขั้นปัญญาในการพิจารณารูป จะพิจารณารูปไหนก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น ท่านให้ไปเยี่ยมป่าช้า แม้จะมีอยู่ในตัวเราที่เรียกว่าป่าช้า สัตว์กี่ประเภทมีอยู่หมดในร่างกายของเรานี้ แต่เราก็ไม่สามารถทราบได้ ท่านจึงให้ไปดูป่าช้าผีตายอย่างเด่นชัดคือ ดูศพคนตายแล้วในป่าช้า แล้วย้อนเข้ามาเทียบกับตัวเราเองซึ่งมีความจริงเท่ากันเป็นเหมือนกัน พอได้หลักได้เกณฑ์จากนั้นแล้วก็ย้อนมาพิจารณาตัวเรา ปล่อยการไปเยี่ยมป่าช้าภายนอกก็ได้ นี่พูดถึงขั้นปัญญา ให้พิจารณาสอดส่องบังคับบัญชากันด้วยสติอยู่โดยสม่ำเสมอ

การฝืนนั่นแลคือการต่อสู้กับกิเลส การอดการทนในการประกอบความพากเพียรนั่นแลคือการต่อสู้กับกิเลส คือการขัดการขืนกิเลส ไม่ใช่การคล้อยตามกิเลส ความอ่อนแอความขี้เกียจขี้คร้าน ความเห็นแก่ความสะดวกสบาย เป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวลจงทราบไว้โดยทั่วกัน อันนี้เคยฝังใจเรามานานแล้ว เพราะฉะนั้นนิสัยกิเลสประเภทนี้ เวลาเรามาบวชมันจึงตามรังควานเรา ทำลายเราอยู่เสมอ แล้วกล่อมเราให้หลับสนิทโดยไม่รู้สึกตัวว่านั้นคือกิเลสเลย มีทุกรูปทุกนามทุกดวงใจ ทำไมเราจะทราบไม่ได้เมื่อสนใจอยากทราบ

ธรรมเท่านั้นเป็นเครื่องส่องเป็นเครื่องวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเครื่องพินิจพิจารณาที่จะให้ทราบสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องของกิเลส ว่าเป็นเรื่องจอมปลอมโดยไม่ต้องสงสัยเพราะธรรมมีสติธรรม ปัญญาธรรมเป็นต้น นับวันที่จะเหนือกิเลสขึ้นไปทุกวันเมื่อได้รับการอบรมการศึกษา การบำรุงการรักษาอยู่เสมอ จิตก็จะมีความเจริญขึ้นเป็นความสงบสุข ปัญญาก็เจริญด้วยความเฉลียวฉลาดรอบตัวและรวดเร็ว สติกับปัญญานับวันเกรียงไกร และกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ธรรมชาตินี้แลจะสามารถรู้สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ได้โดยลำดับไม่สงสัย จนถึงขั้นรู้แจ้งแทงทะลุ ไม่มีอะไรมาแสดงอาการอย่างนั้นให้เราเห็นอีก

อาการเหล่านี้มันเป็นกิเลส เป็นเครื่องหลอกลวง เป็นเครื่องก่อกวนอย่างลึกลับอย่างละเอียดแหลมคม มากเกินกว่าสติปัญญาของเราจะตามทันมันได้ในขั้นเริ่มแรก ต่อเมื่อได้อบรมสติปัญญาด้วยความพากเพียรอยู่โดยไม่ลดละ อย่างไรก็ไปไม่พ้น สติธรรม ปัญญาธรรม ขันติธรรม วิริยธรรม นี่เป็นธรรมสำคัญมาก ที่จะตามล้างตามผลาญกิเลสตัวข้าศึกให้แหลกแตกกระจายไปจากจิตใจ นี่แลที่ว่าธรรมนับวันเหนือกิเลสขึ้นไปโดยลำดับเมื่อได้รับการอบรมศึกษาฝึกซ้อมสติปัญญาอยู่เสมอ

อย่าไปคิดครั้งพุทธกาลกับครั้งนี้มีความแปลกต่างกัน ไม่มีสิ่งใดแปลกต่างกันโดยหลักความจริง ครั้งนั้นกิเลสก็มีอยู่ในหัวใจสัตว์โลกเหมือนกัน มีกิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด มีในหัวใจของสัตว์โลกเช่นเดียวกัน ต้องได้รับอุบายวิธีการจากพระพุทธเจ้าแนะนำสั่งสอนในการแก้การถอดถอน การปราบปรามกิเลสเช่นเดียวกันกับสมัยปัจจุบันนี้ กิเลสจากโน้นมาถึงสมัยนี้ก็เป็นกิเลสประเภทเดียวกัน ไม่มีกิเลสตัวใดเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสถานที่เวล่ำเวลา มาถึงสมัยเรานี้เป็นกิเลสประเภทหนึ่งขึ้นมา ไม่ใช่กิเลสประเภทครั้งพุทธกาลนั้น จำต้องเปลี่ยนแปลงอรรถธรรมขึ้นมาแก้ไขกันใหม่จึงจะทันกัน อย่างนี้ไม่มี มันจะออกมาแง่ใดมุมใดก็ตาม เป็นแง่ของกิเลส เป็นมุมของกิเลสที่จะต้องปราบด้วยธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยกันทั้งนั้น ไม่นอกเหนือไปจาก สวากขาตธรรม นี้เลย สำคัญที่จะนำธรรมมาใช้ให้เหมาะสมกับกิเลสประเภทนั้นๆเท่านั้น

อย่าเสียดายชีวิตอันเป็นเครื่องฝังจมอยู่กับกิเลส เอ๊า ตายให้ตายด้วยอรรถด้วยธรรม เป็นสิ่งที่สง่างามมากในเพศของนักบวชเรา สติปัญญามีให้พิจารณา เอาให้จริงให้จังนักปฏิบัติ ไม่มีอะไรที่เลิศยิ่งกว่าธรรมภายในใจ เราไม่อยากพูดว่าธรรมในที่โน้นธรรมในที่นี้เพราะไม่สนิทใจเลย ถ้าพูดว่าธรรมในใจหรือใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันนั้นถึงไหนถึงกัน เราพูดได้เต็มปากเพราะรู้อยู่เต็มใจไม่ได้อวด ให้ปฏิบัติลงที่นี่

เวลานี้จิตกำลังเรียกร้องหาความช่วยเหลือจากเรา เราทราบไหม นักปฏิบัติเท่านั้นจะทราบ ผู้อื่นหาทางทราบได้อยาก นอกจากผู้นั้นก็เป็นผู้สนใจในการปฏิบัติจะทราบถึงเรื่องว่า ใจนี้เรียกร้องหาความช่วยเหลือจากเรา ความโลภเกิดขึ้นมันสุขเมื่อไร มันบีบหัวใจ ความโกรธเกิดขึ้นก็บีบหัวใจ ความรักความชัง ความเกลียด ความโกรธ อะไรก็ตามเกิดขึ้นมันบีบหัวใจทั้งนั้น แล้วทำไมใจจะไม่เรียกร้องหาความช่วยเหลือ แม้แต่เราได้รับความทุกข์ความลำบากด้วยเหตุผลกลไกใดๆ ยังต้องเรียกร้องหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น นี่ใจก็เช่นเดียวกัน เรียกร้องหาความช่วยเหลือจากเรา

เราจะนำอะไรไปช่วยจิตใจ หรือจะนำฟืนนำไฟเข้าไปเผาให้มันแหลกแตกกระจายไปอีกงั้นเหรอ นี่ไม่สมควรแก่นักปฏิบัติเราเลย จิตมันติดอะไรตามแก้ให้ได้ อย่าเห็นว่าเป็นความลำบากลำบนซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสหลอกทั้งนั้น อย่างไรจะแก้ได้ เอ๊า แก้ลงไป พิจารณาลงไป นี่เป็นขั้นปัญญาที่ควรพิจารณา นี่เป็นขั้นหนึ่งของการพิจารณาทางปัญญา

ที่นี่เมื่อถึงเวลาเราต้องการความสงบ เราจะพิจารณาธรรมบทใด ก็ดังที่เราเคยปฏิบัติมาแล้ว เมื่อถึงขั้นพอมีหลักมีเกณฑ์แล้วไม่ได้ถามใครแหละ จะรู้เอง ยิ่งจิตมีฐานแห่งความสงบดีด้วยแล้ว ไม่ต้องนำคำบริกรรมมาบริกรรมเลย พอกำหนดเท่านั้นจิตสงบลงไปเลยเพราะความชำนาญ ต่างกัน เช่นเดียวกับเราเริ่มเรียนหนังสือเขียนหนังสือ จะเขียนแต่ละตัวนี้เราต้องระลึกเสียก่อน อักษรนั้น สระนั้นหรือพยัญชนะนั้น กว่าจะมาประสมตัวได้ก็เสียเวลานาน ที่นี่กับความชำนาญในการเรียนการเขียนแล้วนั้นเป็นอย่างไร พอจะเริ่มเขียนชื่อหรือนามอะไร ทั้งสระทั้งพยัญชนะมาพร้อมกันเลยทีเดียว นี่การพิจารณาด้วยความคล่องแคล่วด้วยความชำนาญก็เหมือนกันเช่นนั้น ไม่ใช่จะต้องตั้งท่าตั้งทางหาคำบริกรรม กำหนดอย่างนั้นกำหนดอย่างนี้ เหมือนเด็กเริ่มเรียนหนังสือเขียนหนังสือนั่นเลย พอกำหนดก็มาพร้อมกันๆ

เวลาจะต้องการความสงบ ไม่ต้องคิดต้องยุ่งกับเรื่องความคิดทางด้านปัญญาใดๆ ทั้งสิ้น ให้ทำหน้าที่เพื่อความสงบอย่างเดียว ทำงานให้เป็นวรรคเป็นตอน เป็นฝักเป็นฝ่ายอย่าให้ก้าวก่ายกัน เป็นความลังเลสงสัย ไม่ถูกทาง เมื่อจะทำความสงบ จงทำให้สงบมีหน้าที่อย่างเดียวเท่านั้น เหมือนกับเราไม่เคยพิจารณาทางด้านปัญญามาเลย ตั้งหน้าพักจิตให้สงบ

การพักจิตให้สงบนี้ถ้าพูดถึงเป็นผลแล้ว ก็มีแต่ผลแห่งความสุขสบายในขณะนั้นเท่านั้น แต่ผลแห่งการแก้กิเลส ถอดถอนกิเลสให้หมดเป็นชิ้นเป็นอันนั้น ไม่ได้จากสมาธิ ต้องถอดต้องถอนด้วยอำนาจของปัญญา แต่การพักสมาธินี้เพื่อเอากำลังในการประกอบงานโดยทางสติปัญญาต่อไป ไม่ได้พักไม่ได้ ต้องพัก ท่านจึงว่าสมาธิกับปัญญา เป็นธรรมที่แยกกันไม่ออก หาที่ค้านไม่ได้เลย เพราะเป็นความจริงอย่างนั้น

คนเราเมื่อทำงาน อิดหิวเมื่อยล้าต้องพัก พักผ่อนนอนหลับหรือรับประทานอาหาร เวล่ำเวลาจะหมดไป อาหารการบริโภคจะสิ้นเปลืองไป ก็เพื่อกำลังวังชาของธาตุขันธ์เพื่อทำงานและผลของงานต่อไป การพักสงบในสมาธิก็เช่นเดียวกัน เพราะจิตประเภทที่มีความสงบตัวแล้วย่อมไม่หิวโหย ย่อมไม่เถลไถลไปตามอารมณ์ต่างๆ ดังที่เคยเป็นมา พาพินิจพิจารณาอะไรก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นปัญญาจริงๆ สมาธิจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความอิ่มตัว และตั้งหน้าพิจารณาทางด้านปัญญาได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ถึงกาลที่ควรจะพิจารณาปัญญาให้พิจารณา จะเป็นความสงบขั้นใดก็ควรแก่ปัญญาขั้นนั้นๆ อย่าไปคาดว่าต้องได้สมาธิขั้นนั่นแล้วจึงพิจารณาปัญญา หรืออยู่ๆ มีสิ่งใดเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ ควรจะได้อุบายจากสิ่งที่มาสัมผัสสัมพันธ์นั้น เราก็พิจารณาได้ทั้งที่จิตยังไม่สงบก็ตาม แล้วแต่ความถนัดและความเหมาะสมกับเหตุการณ์ นี่เป็นหลักสำคัญมากในการปฏิบัติ

เอาให้ได้จิต ไม่มีสิ่งใดประเสริฐยิ่งกว่าจิตในโลกทั้งสามนี้ กามโลก รูปโลก อรูปโลก นี่ท่านเรียกว่าโลกสาม และโลกธาตุสามก็คือนี่แลไม่ใช่อะไร ทั้งสามนี้เป็นโลกที่มีกิเลสเป็นผู้ควบคุมทั้งนั้น ไม่มีโลกใดจะเหนือกิเลสไปได้ กิเลสจึงเป็นตัวมีอำนาจมากที่สุดในสังสารจักรแห่งความท่องเที่ยวเกิดแก่เจ็บตายของสัตว์ เป็นความบงการของกิเลสทั้งมวล พาให้เกิดพาให้ตาย ให้เกิดในภพนั้นภพนี้ ภพน้อยภพใหญ่ เป็นเรื่องของกิเลสคืออวิชชาเป็นตัวพาให้เกิด วิบากได้แก่บาปบุญ เป็นสิ่งที่แทรกไปตามพื้นฐานของอวิชชานั้น พื้นฐานคืออวิชชาพาให้เกิด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่แทรกพาให้เกิดสูงๆ ต่ำๆ ลุ่มๆ ดอนๆ ไปด้วยอำนาจแห่งวิบากกรรมดีและชั่ว บุญบาปต่างกัน ซึ่งมีอยู่ที่จิตของสัตว์โลก

ไม่มีวิชาใดในโลกนี้ที่จะพิสูจน์ความจริงอันนี้ให้เด่นชัดขึ้นประจักษ์ใจ นอกจากวิชาธรรม ปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรม สามอย่างนี้กลมกลืนกันแล้ว ความจริงเหล่านี้จะเด่นขึ้นมาโดยไม่ต้องสงสัย และไม่ต้องไปถามใครว่าตายเกิดตายสูญ ถามทำไม ความจริงมีอยู่กับหัวใจอยู่แล้ว จะเริ่มทราบไปโดยลำดับตั้งแต่จิตเป็นสมาธิ จิตเป็นสมาธิย่อมเป็นตัวของตัวในขั้นนี้ ขันธ์คือรูปกายเป็นอย่างหนึ่ง ความสงบของจิต ความสว่างกระจ่างแจ้งของจิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง อยู่ภายในร่างอันนี้ แต่ไม่ใช่ร่างอันนี้

พอถึงขั้นปัญญาก็เที่ยวตัดเที่ยวฟัน มันติดมันสัมพันธ์อยู่กับอะไร ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดในธาตุในขันธ์อันนี้ พิจารณาไปตั้งแต่รูปกายดังที่กล่าวนี้ จนกระทั่งถึงขั้นพอตัวไม่มีอะไรสงสัยอีกแล้วภายในร่างกายนี้ ถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในกายออกมาได้อย่างเด่นชัดหายสงสัย การพิจารณากายในเวลานั้นหมดปัญหาไปแล้ว เพราะอิ่มตัวแล้ว เห็นชัดแล้ว จะพิจารณาไปเพื่ออะไรอีก ต้องอย่างนี้จึงเรียกนักปฏิบัติ ให้มันเห็นอย่างนี้ซิ หิวก็ให้รู้ว่าหิว อิ่มก็ให้รู้ว่าอิ่ม มันยึดมั่นถือมั่นด้วยความหิวโหยก็ให้รู้ว่ามันยึดมั่นถือมั่นด้วยความหิวโหย จิตอิ่มตัวแล้วด้วยการพิจารณาก็ให้รู้แจ้งแทงทะลุตามหลักความจริงซึ่งมีอยู่กับตัวนั่นซิ

ที่นี่การพิจารณา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จะเป็นขันธ์ใดก็ตามไม่ใช่จะต้องพิจารณาไปทั้งหมด พิจารณานี้แล้วพิจารณานั้นเรียงกันไปแบบตำรา นอกจากเป็นความถนัดและซึมซาบเรียงลำดับของจิตไปเองก็ถูกต้อง ความถนัดในขันธ์ใด เวทนาใด พิจารณาเถอะ จะวิ่งประสานกันไปหมดในขันธ์ทั้งสี่นี้ เมื่อรู้แจ้งชัดเจนแล้ว ขันธ์นี้ก็เป็นแต่อาการอันหนึ่งๆ เท่านั้น มันไม่ใช่ตัวจริง นี่ละภาคปฏิบัติเป็นอย่างนี้ ต้องรู้ประจักษ์กับตัวเองทุกระยะไป ไม่ยืมความรู้ใครมาถือมายึดว่าเป็นความรู้เป็นสมบัติของตัว

เวทนา ความสุข ความทุกข์ มันมีเกิดมีดับมีตั้งอยู่เพียงเท่านั้นเรื่องของมัน สัญญา ก็มีความเกิดความดับ ถ้าเราไม่หลงมันจะมีพิษมีสงอะไรกับเรา สังขาร ความปรุง ปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงอะไรก็ดับไปพร้อมกันทั้งนั้น เป็นความเกิดความดับไปตามๆ กัน เป็นเราเป็นของเราที่ไหน วิญญาณ ความรับทราบ จากรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กายเรา มันก็สักแต่ว่าเกิดแล้วดับๆ สัมผัสแล้วดับไปๆ เหมือนแสงหิ่งห้อย แล้วเอาความจริงจากแสงหิ่งห้อยที่ไหนได้ ปัญญาหยั่งทราบลงๆ

อาการทั้งห้าคือ รูป ก็เป็นอันว่าผ่านไปแล้วด้วยความรู้จริงเห็นจริง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นส่วนละเอียด เว้นเวทนาจิต เวทนาที่เกิดขึ้นภายในร่างกายรู้ได้ชัด ปล่อยไว้ตามเป็นจริง สัญญา สังขาร วิญญาณแต่ละอาการ ฟังแต่ว่าอาการๆ มันเป็นตัวเป็นตนเป็นสัตว์เป็นบุคคลที่ไหนกัน ถ้ามันเป็นสัตว์เป็นบุคคลมันจะเป็นอาการได้ยังไง อาการมีการเกิดขึ้นมีการดับไป มีการเคลื่อนไหวกันอยู่ตลอดเวลา อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เต็มตัวของมัน ทุกขันธ์เห็นได้อย่างชัดเจน จิตเมื่อเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วย่อมไม่หลงอาการของตัวเอง ย่อมไม่ตื่นเงาของตัวเอง อาการทั้งห้านี้คือเงาของจิตนั่นแล จิตมีอวิชชาเป็นตัวหลอกให้หลงอยู่ในนั้น แล้วตีตะล่อมเข้าไปๆ ดังที่กล่าวมานี้ จนกระทั่งรู้แจ้งเห็นชัดในอาการที่กล่าวมา คือ รูป เวทนา สุข ทุกข์ เฉยๆ ภายในร่างกายนี้ สัญญาความจำได้หมายรู้ สังขาร ความคิดความปรุง วิญญาณ ความรับทราบเวลามีสิ่งที่มาสัมผัส แล้วดับๆ ทั้งห้านี้เป็นอาการอันหนึ่งๆ เท่านั้น หลงมันอะไร นี่หมายถึงปัญญาเห็นชัดแล้วย่อมปล่อยวางเอง

เมื่อเป็นเช่นนั้นคำว่า อวิชชา ซึ่งอาศัยสายทางทั้งห้านี้เป็นที่ออกเที่ยวหากินก็ถูกตัดเข้ามาๆ อวิชชาหาทางเดินไม่ได้ จะเดินทางตาเพื่อไปสู่รูป เดินทางหูเพื่อไปสู่เสียง หลงรักหลงชังในรูปในเสียง เดินเข้าสู่กลิ่นสู่รส เครื่องสัมผัสต่างๆ ให้เกิดความรักความชัง ความเกลียดความโกรธดังที่เคยเป็นมา ก็ถูกตัดหมดแล้วด้วยปัญญา อวิชชาหาทางเดินไม่ได้ หดตัวเข้าไป เหล่านี้มีแต่อาการ ไม่ใช่กิเลสนะ รูปไม่ใช่กิเลส เวทนาไม่ใช่กิเลส ไม่ว่าสุขว่าทุกข์เฉยๆ ไม่ใช่กิเลสทั้งนั้น สัญญา สังขาร วิญญาณแต่ละอย่างๆ ไม่ใช่กิเลส แต่เป็นทางเดินของกิเลส หรือเป็นเครื่องมือของกิเลสต่างหาก ดูให้ดี พิจารณาให้รอบ อย่าตื่นเงาคือขันธ์

เมื่อสติปัญญาได้กลั่นกรองหรือฟาดฟันเข้าไปฟันเข้าไป สิ่งเหล่านี้จึงทราบได้ชัดว่าเป็นเพียงเครื่องมือ แล้วตัดกันออก ตัดสะพานที่เชื่อมโยงให้ขาดวรรคขาดตอนก็เหลือแต่ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ให้เกิดโน้นเกิดนี้ เหลือแต่อวิชชา อวิชชาตัวนี้ลึกลับซับซ้อนเกินกว่าสติปัญญาธรรมดาจะรู้ได้ ต้องเป็นมหาสติมหาปัญญาเท่านั้นที่จะฟาดฟันหั่นแหลกกันเข้าไปได้

นี่แหละการพิสูจน์วัฏจักรวัฏจิต จะว่าการพิสูจน์วัฏจักรก็ถูก การถอดถอนวัฏจักรออกจากจิตโดยสิ้นเชิงก็ไม่ผิดเพราะมันอยู่ด้วยกัน เมื่อพิจารณาเข้าไปถึงขั้นนี้แล้วมันหมดปัญหาจะไปสืบต่อ จะไปดูดดื่มกับการพิจารณารูป พิจารณาเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันหมดการสืบต่อ คือจิตอิ่มตัวหมดแล้ว สิ่งที่ไม่อิ่มก็คือความดูดดื่มภายในจิต เมื่อมีปัญญาอยู่แล้วมันดูดดื่มอะไร และอะไรที่ปรากฏนั่นแลคือสมมุติ กำหนดสติปัญญาเข้าไปตรงนั้น ตามหลักธรรมชาติแล้วจะเป็นความอัศจรรย์อยู่มากภายในจิตดวงนั้น แต่ความอัศจรรย์นั้นคือเครื่องหลอกอย่างละเอียดของอวิชชา เมื่อสติปัญญาทันมันแล้วอันนั้นก็แตกกระจายไป สลายไปหมดไม่มีสิ่งใดเหลือเลย นี่แลคือการทำลายสังสารจักรภายในจิต

เมื่ออวิชชาดับลงไปแล้วทำไมจะไม่รู้ได้อย่างชัดเจนว่า จิตนี้เคยเกิดเคยตายมากี่ภพกี่ชาติ ภพน้อยภพใหญ่ เพราะอะไรเป็นสาเหตุทำไมจะไม่รู้ ตัวที่เป็นสาเหตุนี้ได้ถูกทำลายกระจายลงไปหมด ไม่มีอะไรแม้แต่ผุยผง จิตนี้บริสุทธิ์เต็มตัวแล้วจะไปเกิดที่ไหนอีกล่ะ นี่การพิสูจน์จิตและการตายเกิดตายสูญ ต้องเอาหลักพุทธศาสนาเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ หลักพุทธศาสนาก็กลมกลืนกันด้วยปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จึงจะสมบูรณ์

คำว่าปริยัติก็ได้แก่การเรียนรู้ เช่น เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี้คือปริยัติ นำวิธีการที่อุปัชฌายะสอนไปปฏิบัติ เรียกว่าปฏิบัติ การรู้เห็นไปโดยลำดับ ค่อยถอดถอนตนไปด้วยความรู้ความเข้าใจไปโดยลำดับนี้เรียกว่าปฏิเวธ ค่อยรู้แจ้งเข้าไปโดยลำดับจนกระทั่งรู้แจ้งแทงทะลุหมด กิเลสตัณหาอวิชชาหมดภายในใจแล้วอะไรจะไปเกิดที่นี่น่ะ หมดประจักษ์ภายในจิต ไม่ต้องไปถามใคร ถามทำไม ความจริงเต็มหัวใจอยู่นี้ ถามเพื่ออะไร สนฺทิฏฐิโก ความรู้เองเห็นเองพระพุทธเจ้าไม่ทรงผูกขาด มอบพระโอวาทไว้สำหรับพิสูจน์ตนเอง เพราะความจริงมีอยู่กับทุกคน เมื่อเห็นแจ้งเห็นจริงแล้วจะไปถามใคร

นั่นแหละคำว่าวัฏจักรบรรลัยจากจิตบรรลัยอย่างนี้ ตายแล้วไม่เกิดคืออะไรที่นี่ ก็คือจิตดวงนี้ ตายก็หมายถึงธาตุขันธ์สลายเท่านั้น จิตนี้เคยเกิดเคยตายที่ไหน ไม่เคย มีแต่อวิชชาพาให้กลิ้งไปกลิ้งมาเหมือนฟุตบอลเท่านั้นเอง พออวิชชาหมดฤทธิ์หมดอำนาจแล้วมันไม่กลิ้งละที่นี่ นั่นแหละ ธมฺโม ปทีโป ความสว่างกระจ่างแจ้งของธรรมคือใจ ความสว่างกระจ่างแจ้งของใจคือธรรม ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน เอโก ธมฺโม ธรรมอันเอก ได้แก่ใจที่บริสุทธิ์นี้

เอ้าที่นี่สงสัยที่ไหน จะไปเกิดที่ไหน ไม่เกิดแล้วจะสูญไปไหนที่นี่ จิตดวงนี้สูญไหม จิตดวงที่ว่าบริสุทธิ์เวลานี้น่ะ ไม่มีอะไรเข้าเกี่ยวข้องแล้ว ยังรู้ตัวอยู่ว่าไม่มีอะไรเข้าเกี่ยวข้องแล้วจะสูญไปไหนที่นี่ นี่แหละท่านว่า นิพพานสูญ เอ้าสูญทั้งรู้ๆ อยู่นี่จะว่ายังไง สูญในบรรดาสิ่งที่เป็นสมมุติ กิเลสอาสวะประเภทต่างๆ สูญไปหมด ผู้ที่รู้ว่ากิเลสสูญนั้นรู้อยู่มีอยู่ นั่น แต่ไม่มีอยู่แบบโลกสงสารอันเป็นเรื่องสมมุติ และไม่สูญไปแบบโลกสงสารอันเป็นเรื่องสมมุติอีกเหมือนกัน รู้อยู่อย่างนั้น สูญแบบนิพพาน สูญแบบผู้บริสุทธิ์ มีอยู่แบบผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่สูญแบบคนมีกิเลสครอบหัวใจ ทั้งมีอยู่ทั้งสูญไปเป็นเรื่องของคนมีกิเลสครอบหัวใจ ท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วสิ้นอยู่ตรงนี้

นี่ผลแห่งการปฏิบัติอยู่ตรงนี้ ไม่อยู่กาลโน้น ไม่อยู่สถานที่นี่ ไม่อยู่ที่ไหน เอาให้จริงให้จังนักปฏิบัติ ถ้าอยากเห็นความเลิศความประเสริฐของใจว่าไม่มีอะไรเสมอในโลกนี้ อยู่ที่ตรงนี้ พระพุทธเจ้าสอนสดๆ ร้อนๆ สวากขาตธรรม เหมือนพระองค์ประทับอยู่แสดงด้วยพระโอษฐ์ เราอ่านธรรมบทข้อใดก็ตาม เหมือนกับพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทให้กับเราผู้เข้าใจในการอ่านอยู่เวลานั้นๆ ให้พากันเข้าใจ นี่ละศาสดาไม่อยู่ที่ไหน อยู่ที่ความจริง หลักของศาสดาแท้คือผู้รู้ผู้บริสุทธิ์ นี่คือธรรมแท้ละที่นี่

พูดถึงธรรมแท้ อาการแห่งธรรมก็ได้กล่าวมาแล้ว ท่านนำมาสั่งสอนทางเหตุทางผลให้ละชั่วทำดีนั้นเป็นอาการ เหมือนกับเราตามรอยโค นี่คือตามรอยธรรมอันเป็นธรรมแท้ ซึ่งจะสัมผัสภายในใจนี้โดยแท้ และตามเข้ามาๆ จนกระทั่งถึงที่นี่แล้วร่องรอยแห่งธรรมทั้งหลายก็หมดปัญหา หมดเพราะถึงตัวจริงที่ใจแล้ว

ขอให้พากันตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ผมเป็นห่วงหมู่เพื่อนมาก ทุกข์ยากลำบากในสุขภาพหรือหน้าที่การงานอะไร ความห่วงใยหมู่เพื่อนไม่เคยลดละ เป็นอยู่ในหัวใจโดยหลักธรรมชาตินะไม่ใช่เสกสรรปั้นยอ อยากให้รู้ให้เห็นความจริง เวลานี้กิเลสมีอำนาจมันครอบหัวใจเรา ครองหัวใจสัตว์โลก มันเรืองฤทธิ์เรืองอำนาจ จนอะไรๆ เป็นกิเลสไปทั้งมวล แม้ผู้ปฏิบัติก็ไม่รู้ว่าตัวเป็นกิเลส เลยเอากิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสไปเสีย เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ขัดกับธรรม เลยกลายเป็นเราเป็นผู้ต่อสู้ธรรม เป็นข้าศึกต่อธรรม เจ้าตัวยังภาคภูมิใจว่าเราเป็นพุทธบริษัท เราเป็นพระธุดงคกรรมฐาน หาได้ทราบไม่ว่าความจริงคือเทวทัตผู้ทำลายตนและศาสนธรรม เพราะการสวมรอยของกิเลส

ฉะนั้นจงพากันระลึกย้อนหน้าย้อนหลัง เวลากิเลสสวมรอยจะมีทางทราบได้ วิริยธรรม ขันติธรรม วิริยะคือความเพียร ขันติคือความอดทนในหน้าที่การงานอันเป็นทางแก้และถอดถอนกิเลส สติปัญญาธรรมตั้งให้ดี พินิจพิจารณาให้ละเอียดกับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้อง และฟาดฟันหั่นแหลกกับกิเลสอันเป็นตัวข้าศึกของธรรมภายในใจเรานี้ ให้แหลกแตกกระจายไปโดยสิ้นเชิง จะไม่ถามโลกใด ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนไม่คิดให้เสียเวลา จะพอตัวอยู่ภายในจิตดวงนั้น ตลอดอนันตกาล

การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควร รู้สึกเหนื่อยๆ ภายในหัวใจ เอาเพียงแค่นี้

พูดท้ายเทศน์

ความทุกข์เพราะงานทั้งหลายที่ผ่านมา ไม่มีทุกข์ใดมากยิ่งกว่างานฆ่ากิเลส งานนี้ยอมรับว่าทุกข์มากจริงๆ แต่เวลาตีผ่านมันไปแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเลิศยิ่งกว่า พูดง่ายๆ ก็ว่ามันคุ้มค่ากัน ไม่ได้เสียดายกำลังเลย ที่ร่างกายทรุดโทรมมานี้ผมก็รู้ อย่างท้องเสียเป็นต้นผมก็ทราบเรื่องของมัน นิสัยผมมันหยาบและผาดโผนจริงจังกับทุกอย่าง ไม่มีคำว่าพอดี ฉะนั้นเวลาประกอบความเพียรฆ่ากิเลสจึงผาดโผนไปตามนิสัย ไม่งั้นก็ไม่ทันกันกับความหยาบที่เป็นฝ่ายต่ำของตน

การอดอาหารก็อย่างว่านั่นแหละ มันไม่ได้คำนึงว่าจะเป็นจะตาย ท้องจะเสียอะไรๆ มันก็ไม่คำนึง เพราะมันเห็นเหตุเห็นผลในการอดอาหาร ฟัดกันไปเรื่อยๆ บทเวลามันแสดงผลร้ายทางธาตุขันธ์ออกมา จนกระทั่งอดอีกไม่ได้จึงรู้ ท้องผมก็เป็นมาตั้งแต่โน้นแหละ เราก็ไม่เสียดายและไม่เสียใจย้อนหลังว่า ความเพียรหักโหมเกินไป ยังปลื้มใจอีกด้วยเมื่อนึกย้อนหลังแต่ละครั้ง ว่ามันต้องอย่างนั้นจึงพอดีกับกิเลสตัวดื้อๆ ตัวผาดโผนเวลามันเรืองอำนาจบนหัวใจเรา

แต่ความอัศจรรย์จากความทุกข์มันคุ้มค่ากันนะซิ ถ้าไม่ถึงขนาดนั้นมันก็ไม่เห็นแดนแห่งความอัศจรรย์ แต่ละครั้งๆ เวลาจิตสงบเต็มที่อะไรๆ มันหมดจริงๆ มันแปลกจริงๆ ความรู้นี่นะ คือทุกสิ่งทุกอย่างหมดในโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือเลย เหลือแต่ความรู้ที่ละเอียดก็พูดไม่ถูกนะ คำว่าละเอียดมันก็เลยเป็นสองไปเสีย ถ้าเราแย็บออกมาว่าละเอียด มันสักแต่ว่ารู้เท่านั้น ถ้าว่าละเอียดก็ละเอียดขนาดนั้นนะจิตนี้ คำว่าสักแต่ว่ารู้กับความอัศจรรย์เป็นอันเดียวกัน ร่างกายก็หมดในความรู้สึกเวลานั้นไม่เกี่ยวกันเลย ไม่ต้องพูดถึงสิ่งภายนอก แผ่นดินทั้งแผ่นไม่ต้องพูดแหละ และสิ่งที่เกิดอยู่กับแผ่นดินทั้งแผ่นนี้เราก็ไม่ต้องพูด คิดดูตั้งแต่ร่างกายมันไม่เห็นมีอะไรเลย มันสักแต่ว่ารู้ขณะจิตรวมสนิทเต็มภูมิ

นี่หมายถึงเวลามันฟัดกันเต็มที่นะ ตะลุมบอนกันแบบเอาเป็นเอาตายเข้าแลก บทเวลามันได้ชัยชนะและรวมสงบลง มันผ่านขันธ์ได้หมดด้วยอำนาจของปัญญาฟาดฟันกันลงไปๆ จนไม่มีอะไรเกาะเกี่ยวกันแล้ว หายเงียบไปเลยนี่ซิมันอัศจรรย์ และมันหมดจริงๆ ปรากฏว่าไม่มีอะไรเหลือเลย มีแต่ผู้รู้อันเดียว และคำว่าผู้รู้อันนี้จะว่ารู้เด่นๆ อย่างนี้ก็ไม่ได้นะ เราเอาออกมาพูดได้อย่างเต็มปากก็คือ สักแต่ว่ารู้และอัศจรรย์เกินคาด ทั้งๆ ที่เวลานั้นอวิชชายังครอบหัวมันอยู่นะ

แต่เราไม่เคยสนใจพิจารณาอวิชชาตอนนั้น เทียบกันได้ว่ากินข้าวทั้งกาก เคี้ยวอาหารทั้งกระดูกทั้งก้างก็ยังอร่อยนะ นี่มันเป็นขั้นๆ เมื่อต่อจากขั้นนี้แล้วก็พูดไม่ได้พูดไม่ถูก ขั้นนั้นก็ว่าอัศจรรย์เกินคาดแล้ว ขั้นกินข้าวทั้งกาก คืออวิชชามันอยู่ในนั้น เคี้ยวมันทั้งอวิชชา ความจริงมันเคี้ยวตายอะไร ไม่เห็นได้พิจารณามันสักนิดหนึ่งจะว่าเคี้ยวมันยังไง ไม่ได้เคี้ยว มีแต่อวิชชากล่อมให้หลง สำคัญว่าเป็นของอัศจรรย์ๆ พูดพลิกไปหลายด้าน

ความอาจหาญไม่รู้มาจากไหน คิดดูซิความกลัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่นที่เคยกลัวนั้น ไม่ได้กลัวเลย มันอาจหาญ มันอยากพูดอยากเล่าถวายท่าน ใจคึกคักและพูดขึ้นเลยเชียวไม่สะทกสะท้าน ท่านจะเห็นนิสัยเราในเวลานั้นแหละ แต่ก่อนไม่เคยแสดงอะไรเลย จิตเป็นอย่างไรก็ไม่เคยแสดงกิริยาอย่างนั้น แต่พอความรู้นี้ได้ปรากฏขึ้นมาแล้วขึ้นหาท่านปั๊บเฉพาะสองต่อสอง กราบเรียนท่านเลย ท่านก็เป็นเหมือนเจ้าของหมา คอยยุเรากัดกับกิเลสน่ะ ท่านอาจารย์มั่นใครจะไปฉลาดยิ่งกว่าท่าน พอขึ้นไปแล้วพูดผึงๆ เลยไม่มีสะทกสะท้าน

นี่ความจริงถ้ามันได้รู้แล้ว ตลอดถึงการพิจารณามันก็รู้ พิจารณายังไงๆ มันรู้ไปหมด พูดไปได้หมด จนกระทั่งผลที่ปรากฏขึ้นมา พูดได้อย่างเต็มที่ เวลาเราพูดท่านนิ่งฟังนะ ทางนี้ก็ปึ๋งๆ เลยนะ โอ้ ไอ้บ้าตัวนี่มันไม่ใช่เล่น ท่านคงจะคิดยังงั้น บทเวลาบ้ามันขึ้น มันเอาจริงเอาจัง ท่านคงจะว่ายังงั้น

พอเราพูดจบท่านก็พูดผางออกมาเลย มันต้องอย่างนั้นซิ ท่านขึ้นเลยที่นี่ ท่านใส่ปึ๋งๆ เราก็หมอบฟัง เอ้า มันไม่ตายถึง ๕ หนในอัตภาพเดียวนี่ท่านว่า มันตายเพียงหนเดียวเท่านั้น เอ๊า ฟาดกันลงไปที่นี่ เอ้า ได้หลักใจแล้วที่นี่ ได้การแล้วๆ ท่านว่า เอาฟัดกันลงไปนะ เราก็เหมือนหมาตัวหนึ่งที่ถูกยุเพราะความดีใจ พอออกจากท่านมาทั้งจะกัดจะเห่า ซัดกันเรื่อย คือนั่งตลอดรุ่งเรื่อยๆ ได้ธรรมะมากราบเรียนท่านเรื่อยๆ ที่นั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่งนั้นตั้ง ๙ คืน ๑๐ คืนกว่านะไม่ใช่ธรรมดา เพราะฟัดกันเต็มเหนี่ยว เห็นทั้งความอัศจรรย์ด้วย บวกกับความเคียดแค้นที่จิตเสื่อมนั้นด้วย บวกกันเข้าจิตจึงมีกำลังเคียดแค้นและอาจหาญเต็มที่ พอนานวันเข้าท่านก็เตือนแย็บออกมา กิเลสมันไม่ได้อยู่กับร่างกาย กิเลสอยู่กับใจ ท่านเตือน

ท่านยกเอาเรื่องม้ามาเตือนเรา ม้าที่เวลามันกำลังคึกคะนอง มันไม่ยอมฟังเสียงเจ้าของเลย ต้องทรมานมันอย่างเต็มที่ ไม่ควรให้กินหญ้าก็ไม่ให้มันกินเลย ทรมานมันอย่างหนัก เอาจนมันกระดิกไม่ได้ ทีนี้พอมันยอมลดพยศลงก็ผ่อนการทรมาน เมื่อมันผ่อนความพยศลงมาก การฝึกทรมานก็ผ่อนกันลงไป ท่านพูดเพียงเท่านั้นนะ เราก็เข้าใจทันที ถ้าท่านจะพูดมากกว่านั้น เพราะท่านรู้นิสัยของเรา กลัวเราจะอ่อนเปียกไปเสีย ท่านเลยเตือนแย็บเพียงเท่านั้นเราก็เข้าใจ

กิเลสมันไม่ได้อยู่กับธาตุอยู่กับกายนะ มันอยู่กับจิต ท่านว่า ท่านพูดเบื้องต้นขึ้นอย่างนี้แหละ จากนั้นท่านก็พูดเรื่องม้าไปเลย ความหมายก็ว่า ความเพียรเรามันผาดโผนท่านก็รู้ ไม่กี่วันก็กราบเรียนท่านเรื่อยนี่ เว้น ๒ วันบ้าง ๓ วันบ้าง และในพรรษานั้นผมไม่นอนกลางวันนะ กลางวันผมไม่เคยจำวัดเลย นอกจากคืนไหนผมนั่งตลอดรุ่งผมก็พักนอนกลางวัน ถ้าธรรมดาแล้วเป็นไม่พักให้เลย ปีนั้นหรือพรรษานั้นความเพียรหักโหมที่สุดในชีวิตของเราที่เป็นนักบวช ก็เป็นพรรษาที่สิบนั่นหักโหมมากทีเดียว เกี่ยวกับร่างกายหักโหมมาก จิตหักโหมมากพอๆ กัน

จากนั้นจิตที่หักโหมมากก็ในขั้นสติปัญญาอัตโนมัติ หมุนตัวตลอดเวลาอิริยาบถเว้นแต่หลับเท่านั้น ไม่รู้จักยับยั้งเลย มีแต่หมุนติ้วๆ จนเจ้าของจะตาย นอนไม่ได้คือจิตมันไม่ยอมนอนไม่ยอมหยุด มันทำงานของมันเป็นธรรมจักร ขั้นนั้นหักโหมทางจิตมาก มันเป็นไปโดยอัตโนมัติไม่ใช่บังคับ ตอนต่อสู้กับทุกขเวทนานั้นบังคับมันทุกด้าน หักโหมร่างกาย นั่งฉันจังหันตอนเช้าได้นั่งพับเพียบ ขออภัย ก้นเหมือนกับพองไปหมด นั่งขัดสมาธิไม่ได้ คือตอนนั้นตอนเราไม่ฝืนเราไม่บังคับ ปล่อยธรรมดาจึงนั่งไม่ได้ ตอนนั้นเราไม่ตั้งใจจะทนกับมันจะสู้กับมัน เราจะสู้กับรสอาหารต่างหาก เราจะขึ้นสู้รสอาหารต่างหาก เราไม่ทนกับมัน จึงต้องนั่งพับเพียบฉันจังหัน นี่หมายถึงวันที่หักโหมกันเต็มที่ จิตลงไม่ได้ง่ายมันแพ้ทางร่างกายมาก แต่ถ้าวันไหนที่พิจารณาติดปั๊บๆ เกาะติดปั๊บๆ อย่างงั้นมันก็ธรรมดา นั่งตลอดรุ่งเวลาเท่ากันก็ตาม ไม่มีอะไรชอกช้ำภายในร่างกายเลย พอลุกขึ้นก็ไปเลยธรรมดาๆ เหมือนเรานั่งสามสี่ชั่วโมงเป็นประจำตามความเคยชิน

เพราะตามธรรมดา ผมนั่งภาวนา ๓-๔ ชั่วโมงถือเป็นธรรมดานะ นั่งตามอัธยาศัยต้อง ๓-๔ ชั่วโมง ถ้ามีเวลาน้อยเช่นกลางวันก็นั่งราว ๑-๒ ชั่วโมง เช่นหน้าหนาวกลางวันมีน้อยกลางคืนมีมาก และลงเดินจงกรมไม่ได้ กลางคืนหน้าหนาวตัวมันแข็งไปหมดจะเดินได้ยังไง นี่แหละเราต้องสงวนเวลาไว้สำหรับเดินให้มาก นั่งภาวนากลางวันเพียงชั่วโมงเดียว จากนั้นก็เดินจงกรมจนกระทั่งถึงเวลาปัดกวาด พอปัดกวาดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ไปอาบน้ำในคลองในอะไรก็แล้วแต่ เพราะเราไปอยู่ในที่ต่างๆ บางทีตามซอกหินซอกผาอะไรก็แล้วแต่ ในห้วยในคลองที่ไหนพออาบก็อาบ ที่นี่เดินจงกรมอีกแล้ว จนกระทั่งเย็น หนาวเข้าๆ ก็เข้าที่พัก ออกเดินไม่ได้เพราะหนาวมาก ที่นี่นั่งนานนะมันจึงเหนื่อย

กลางวันพอฉันจังหันเสร็จแล้ว ล้างบาตรล้างอะไร เช็ดบาตรเรียบร้อยแล้วไม่เข้าถลกแหละ เอาไปวางไว้ปุ๊บแล้วเข้าทางจงกรมเลย ฟัดกันจนโน้น ๑๑ โมงเป็นอย่างน้อย หรือเที่ยงวันออกมาจากทางจงกรมก็พัก ออกจากพักก็นั่งภาวนาราวชั่วโมงก็ลงเดินจงกรมอีกแล้ว อย่างนั้นเป็นประจำ ถ้าวันไหนร่างกายมันบอบช้ำมากจิตลงได้ยาก วันนั้นแหละได้นั่งพับเพียบ นั่งพับเพียบฉันจังหัน มันเหมือนไฟเผาอยู่ก้น บางทีได้เอามือคลำดูนะ ก้นพองหรือ คลำดูก็ไม่พอง กระดูกทุกส่วนเหมือนจะแตก กลางวันก็ตามมันเจ็บปวดรวดร้าวไปหมด ไม่ใช่เฉพาะเวลาเรานั่งภาวนาจึงปวด กระดูกตามร่างกายส่วนต่างๆ เหมือนมันจะแตกจะหักเพราะมันบอบช้ำตั้งแต่กลางคืน ฉะนั้นจึงต้องเดินให้มากทีเดียวในเวลากลางวันหรือกลางคืนที่ไม่ได้นั่งตลอดรุ่ง

ขนาด ๗-๘ ชั่วโมงก็มีผมนั่ง ไม่ตลอดรุ่ง ๗-๘ ชั่วโมงก็มี หากมีเป็นครั้งสองครั้งเท่านั้นแหละ ส่วน ๔ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมงนี้ไม่ต้องพูด ถือเป็นธรรมดาๆ ไม่เห็นเหน็ดเหนื่อยอะไร นับแต่ต่อสู้เวทนาใหญ่ในเวลานั่งตลอดรุ่งมาแล้วเป็นเรื่องธรรมดาไปหมด นั่ง ๔-๕ ชั่วโมงเวทนาใหญ่ไม่เคยปรากฏ เป็นธรรมดาๆ นี่เพราะความเคยชิน ประการหนึ่งก็จิตมีความมุ่งมั่นมากนั้นซิมันมีกำลังมาก มันไปสนใจอะไรกับความเจ็บปวดล่ะ

การอยู่คนเดียวมันสนุกประกอบความเพียร ไม่พูดคุยกับใครเลย มีคนเดียว ไม่มองเห็นใครเห็นแต่เราคนเดียว ไม่กินข้าวกี่วันก็ไม่เห็นใครทั้งนั้น เราสนุกทำความเพียรตลอดเวลาเว้นแต่เวลาหลับเท่านั้น ไม่มีอะไรมายุ่งเกี่ยวในวงความเพียร บางทีกิเลสมันกล่อมเราเหมือนกันนะ โธ่ มาอยู่อย่างนี้เหมือนคนสิ้นท่า ไม่มีคุณค่ามีราคาอะไรเลย โลกสงสารเขาก็อยู่ได้อย่างสะดวกสบายสนุกสนาน ไม่ต้องมารับความทุกข์ทรมานเหมือนเราซึ่งเปรียบเหมือนคนสิ้นท่านี่ ทำไมจึงต้องมาทรมานอยู่ในป่าในรกกับสัตว์กับเสืออย่างนี้ ไม่มีคุณค่าราคาอะไร

นี่มันจะทำให้ท้อถอยน้อยใจและอ่อนความเพียร มันมีได้ กิเลสมันกระซิบขึ้นมาเหมือนอย่างพระวัชชีบุตร พระวัชชีบุตรเป็นลูกชายคนเดียว เป็นลูกเศรษฐี ชื่อวัชชีบุตร สกุลวัชชีด้วยนะ เพื่อนของท่านมีแต่พวกกษัตริย์ พวกวงศ์กษัตริย์ลิจฉวี ที่นี่ท่านไปอยู่ป่าช้าและมีทางไปมาข้างๆ ป่าช้านั่น เขาไปเล่นนักษัตร แต่ก่อนเรียกว่านักษัตร ก็พวกมหรสพนี้แหละจะเป็นอะไร เขาร้องลำทำเพลงไปนั้น ท่านจำเสียงเขาได้ละซิ นี่มันทำให้จิตประหวัดกลับเข้ามาหาเจ้าของ โอ้ พวกเหล่านี้เขามีความสุขความสบายกัน เขาไปเที่ยวรื่นเริงบันเทิงกัน ส่วนเรามาอยู่ในป่าช้าผีตาย เหมือนกับเราก็เป็นคนตายคนหนึ่งทั้งที่มีลมหายใจอยู่ เรานี้เป็นคนหมดคุณค่ายังไงถึงต้องมาอยู่ป่าช้ากับคนตายอย่างนี้ ทำให้น้อยใจนะ ตอนนั้นปรากฏว่าเกิดความท้อถอยน้อยใจ

เทวดาตนหนึ่งที่เคยเป็นเพื่อนกันมาแต่ชาติปางก่อน เคยบำเพ็ญความดีมาด้วยกันและเคยเป็นสหายกันมาแต่ก่อน มาสถิตอยู่บนอากาศร้องบอกลงมาเลยว่า เวลานี้เป็นเวลาที่มีคุณค่ามากสำหรับท่าน องค์ท่านเองก็เป็นผู้ที่มีคุณค่ามาก ประกอบการงานที่ชอบธรรม และเป็นการงานที่มีคุณค่ามาก ไม่มีใครสามารถประกอบการงานที่มีคุณค่ามากเหมือนอย่างท่านได้ ทำไมท่านจึงมาตำหนิติเตียนในคุณค่าของตนอย่างนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง ขอท่านจงอยู่บำเพ็ญในที่เช่นนี้ด้วยความภาคภูมิใจเถิด ท่านได้สติปุ๊บจิตย้อนเข้าสู่ความเพียร ได้บรรลุธรรมในคืนวันนั้นนะ พระวัชชีบุตร นั่น มันมีเรื่องกิเลสคอยแทรกอยู่ตลอดในวงความเพียรนั้นดังที่กล่าวมานั่นแล

อันนี้เราบางทีก็มี อย่างวันหนึ่งผมยังไม่ลืม ผมไม่ได้ดูนาฬิกา เราก็นั่งภาวนาจะไปดูนาฬิกาอะไร มันดึกจริงๆ นะวันนั้น จิตมันยังลงไม่ได้ ทางภาคอีสานเขาเรียกลำ เขาลำยาวข้ามทุ่งนาไปจากบ้านนามน เขามาเที่ยวสาวทางบ้านนามน เขาอยู่บ้านโพนทอง ด้านตะวันออกวัดบ้านนามนนู้นน่ะ เขาลำยาวไปตามทุ่งนา ฟังอาการเขาร้องเพลง เขาลำยาวเพลงภาคนี้ จิตมันยังวิตกขึ้นมาได้ในขณะนั้น โอ้ เขายังมีความสนุกสนานรื่นเริง เดินขับลำทำเพลงตัดทุ่งนาไปอย่างเพลิดเพลิน ไม่มีความทุกข์กายทรมานใจเหมือนเรา ไอ้เรานี้กำลังตกนรกทั้งเป็น

ดูซิมันคิดปรุงขึ้นมา ไม่มีใครที่จะทุกข์ยิ่งกว่าเราคนในโลกนี้ กำลังตกนรกทั้งเป็นอยู่เวลานี้ ใครไม่เคยเห็นนรกและคนตกนรกก็จงมาดูเราซึ่งกำลังตกนรกทั้งเป็นอยู่เวลานี้ นี่มันคิดปรุงขึ้นมาในขณะที่ได้ยินเสียงลำ(เพลงอีสาน) เขา ธรรมะก็ปรากฏขึ้นในขณะนั้นว่า เราเคยตกนรกทั้งเป็นกับกิเลสตกนรกทั้งตายกับกิเลสมากี่กัปกี่กัลปแล้ว นี่จะตะเกียกตะกายตนให้พ้นจากนรกของกิเลส ทำไมจึงเห็นว่าเป็นความทุกข์ความลำบาก เธอประกอบความเพียรหาอะไร หานรกอเวจีที่ไหนเวลานี้ นั่น มันปุ๊บขึ้นเลย มันแก้กันทันที จากนั้นไม่นานจิตก็ลงได้ นี่แหละที่เรียกว่ามาร มันมีได้เป็นได้

ในใจของเราทั้งดวงมันมีแต่อันเดียวนั้น อาการใดแสดงออกมาเราไม่รู้มันได้ง่ายๆ นี่ มันมีแต่อาการของกิเลสทั้งนั้นออกมาเพ่นพ่านออกหน้าออกตา ในหัวใจพระในวงความเพียรของพระ ในอิริยาบถของพระ ในอาการของพระที่แสดงออก มันมีแต่อันนี้ออกหน้าออกตาและรวดเร็วที่สุด เราอย่าว่ากิเลสมันโง่นะ มันฉลาดที่สุดมันจึงทำให้เราโง่ หลงเพลงกล่อมของมันอย่างสนิทติดใจไม่มีวันจืดจาง ใครจะจืดจางจากกิเลสเบื่อหน่ายกิเลสมีเหรอในโลกนี้ หรือโลกไหนก็ตาม สัตว์โลกเคยอยู่ใต้อำนาจของมันมาเท่าไร ดูซิมันลึกซึ้งไหมเพลงของมัน รสชาติของกิเลส

ถ้าไม่มีรสชาติของธรรมเข้าไปเทียบเคียงเข้าไปเป็นคู่แข่งแล้ว เราจะไม่เห็นโทษของกิเลสเลย มันกล่อมได้สนิท พอมีรสชาติของธรรมแทรกเข้าไปๆ ทีละเล็กละน้อยก็ปรากฏมีของสองอย่างขึ้นมาและนำมาเทียบเคียงกันละที่นี่ จิตไม่เคยมีความสงบเลย พอจิตมีความสงบแล้ว ผลของความสงบมันเป็นอย่างนี้ๆ จิตของเราเคยฟุ้งซ่านอย่างนี้ๆ และเป็นทุกข์อย่างนี้ๆ มันพอมาเทียบกันได้ พยายามทำความสงบให้มากขึ้นกว่านั้น มันเริ่มมีคู่แข่งกันไปเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้น เวลาจิตเสื่อมจากสมาธิมันถึงจะเป็นจะตายจริงๆ เพราะทุกข์มากนี่ ผมเป็นอย่างนั้น ทุกข์ในเพศของนักบวชนี้นอกจากประกอบความเพียรเรียนหนังสือแล้ว ยังทุกข์เพราะจิตเสื่อมเข้าอีก โอ้โห ไม่ได้ลืมกระทั่งทุกวันนี้ เพราะเราเคยเห็นคุณค่าของสมาธิที่แน่นปึ๋งๆ มาแล้ว และก็เสื่อมเอาชนิดไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวเลย มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาหัวใจตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ทั้งยืนทั้งเดินทั้งนั่งทั้งนอน จะไม่ทุกข์ได้ยังไง ทุกข์เพราะอยากได้สมาธินั้นกลับคืนมา ไม่ได้สมใจมันก็ทุกข์ นอกจากกิเลสมันยั่วด้วยวิธีต่างๆ อีกด้วยแล้ว มันยังจะลากลงนรกอเวจีทั้งเป็นอีกด้วย ก็มันทุกข์มหันตทุกข์จริงๆ เพราะความอาลัยเสียดายสมาธิสมบัติที่เสื่อมไป อยากได้กลับคืนมาอย่างเดิมแต่ไม่สมหวัง จะไม่เป็นมหันตทุกข์อย่างไรคนเรา ในชีวิตของนักบวชก็มีคราวที่จิตเสื่อมนั่นแลที่ทุกข์มากที่สุดสำหรับผมน่ะ

ฉะนั้น เวลาเอาจิตกลับคืนมาได้แล้วถึงได้เคียดแค้นอย่างถึงใจ เหมือนเราขึ้นบนกระพองช้างได้แล้วเอาขอกระหน่ำลงนั่นแล ความเคียดแค้นแสดงออกในขณะนั้นราวกับท้าทายความเสื่อมนั่นแล นับแต่บัดนี้ไปจิตเราจะเสื่อมอีกไม่ได้เป็นอันขาดถ้าเราไม่ตายนะ เราเคียดแค้นและผูกอาฆาตในความเสื่อมของจิตอย่างถึงใจและถึงเป็นถึงตาย ถ้าเสื่อมเมื่อไรต้องเราตายเมื่อนั้น ไม่มีทางที่จะสืบต่อชีวิตไปได้อีกเลยมันขนาดนั้นเชียวนะความเสียใจเพราะจิตเสื่อม พอได้กลับคืนมาแล้ว จะเสื่อมไปไม่ได้บอกตัวเองเด็ดๆ อย่างนั้นเลย ถ้าเสื่อมเมื่อไรก็แสดงว่าความตายต้องเป็นไปด้วยกันเมื่อนั้นไม่อาจสงสัย

จึงทำให้ระลึกย้อนถึงพระโคธิกะ จิตท่านเสื่อมถึงหกครั้งนะ เราเสื่อมเพียงครั้งเดียวเท่านั้นก็ทุกข์เข็ดทุกข์หลาบพอแล้ว พระโคธิกะเจริญแล้วเสื่อมๆ ถึงหกครั้งพอครั้งที่หกท่านจะฆ่าตัวตาย ก็ได้บรรลุธรรมในขณะนั้นด้วยการปฏิวัติจิตเข้าสู่ธรรม แต่ในหนังสือรู้สึกว่าจะมีอะไรแผลงๆ ปรากฏว่าพระโคธิกะนั้นฆ่าตัวตาย ในหนังสือนั้นแปลกอยู่นะ มีตอนหนึ่งที่ว่าพญามารค้นคว้าหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะที่ตายไปแล้วในเวลานั้น นี่ซิตอนสำคัญ ตอนตำราไปอ้างไปเป็นพยานกัน ปรากฏว่าฆ่าตัวตายตอนนั้น แต่มีลับๆ ลิบๆ อยู่นั้นแหละพอให้สงสัย แล้วมาเด่นตรงนี้ ตอนพญามารค้นหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะจนควันตลบโลกธาตุ ว่างั้นในตำรา ฤทธิ์ของมารที่ค้นคว้าหาจิตวิญญาณของพระโคธิกะ

พระพุทธเจ้าเลยตวาดเอาบ้างว่า พญามารอันเพียงความรู้ของเธอนั้นน่ะ จะไปสามารถรู้จิตของพระโคธิกะลูกของเราได้ยังไง เพราะพระโคธิกะเธอเป็นพระอรหันต์และนิพพานไปแล้วนี่ เธอก็มีวิสัยแค่จะดูสัตว์ที่ยังข้องอยู่ในกิเลสนี้เท่านั้นแหละ พระโคธิกะเราไม่ได้เป็นคนประเภทนั้น เป็นผู้พ้นแล้วจากอำนาจแห่งมาร เพราะฉะนั้น เธอจะค้นหมดทั้งโลกธาตุ หรือจะไปโลกธาตุไหนก็ไปเถอะ เธอจะตายทิ้งเปล่าๆ นั้นแล ไม่มีหวังที่จะเห็นร่องรอยของพระโคธิกะเราว่าไปไหนมาไหนได้เลย เพราะพระโคธิกะของเราพ้นวิสัยของเธอไปแล้ว เธอประนิพพานแล้ว นี่ตรงสำคัญท่านขู่พญามาร พระพุทธเจ้าท่านขู่ ในหนังสือบอกไว้อย่างนั้น

เมื่อท่านสำเร็จแล้ว ท่านก็จะเอามีดโกนมาเฉือนคอตัวทำไม หรือว่าท่านเฉือนในขณะนั้นแล้ว เวลาจะตายท่านพิจารณาได้สำเร็จมรรคผลในขณะนั้นเหรอ อันนี้มีข้อน่าพิจารณาอยู่ ในหนังสือมีผมอ่านแล้วอ่านเล่า เพราะหนังสือนั้นอยู่ในหลักสูตรเปรียญนี่ หนังสือธรรมบทนี่แปลไม่รู้กี่ครั้งกี่หนกี่ตลบทบทวนผมก็ชักลืมๆ ดูเหมือนอยู่ในธรรมบทภาค ๖ ถ้าจำไม่ผิด แต่มันจับได้ที่ว่าเราสงสัยอยู่นี่ ถ้าหากว่ามันแจ่มแจ้งแล้วเราจะสงสัยอะไร แสดงว่าไม่แจ่มแจ้งนัก หรือว่าเวลาจิตของท่านเสื่อมท่านเอามีดโกนมา พอเฉือนคอปั๊บ ท่านจะตายแล้วท่านระลึกได้ในขณะนั้น ท่านบรรลุในขณะนั้นก็เป็นได้ แต่ว่าหลังจากนั้นแล้วก็ว่าท่านนิพพานนี่นะ พญามารค้นหาวิญญาณของท่านจนถูกพระพุทธเจ้าขู่เอา

นี่หมายถึงเรื่องจิตเสื่อมนี้ทำให้เสียใจขนาดนั้น พระโคธิกะเป็นตัวอย่าง เรามันเข้ากันได้ทันทีเลยเพราะมันถึงใจจริงๆ นี่นะ บอกว่าตั้งแต่บัดนี้แล้วจิตจะเสื่อมไปไม่ได้ ว่าอย่างนั้นเลยนะ อาจหาญเต็มที่ ว่าถ้าจิตนี้เสื่อมไปเมื่อไรก็เท่ากับว่าเราต้องตายไปเมื่อนั้นวันนั้นด้วย ไม่มีสอง นั่น มันจะต้องทำอะไรเจ้าของให้ตายจริงๆ นะ มันมีความฝังใจอย่างเด็ดจริงๆ นี่นะ คือจะเสื่อมไปไม่ได้ ถ้าเสื่อมไปเมื่อไรเราต้องตายไปพร้อมกัน จะคงทนทุกข์ทรมานดังที่เคยเป็นมาคราวที่แล้วนั้นไม่ได้ว่างั้น นี่ละเสียใจขนาดไหนจิตเสื่อม ฟังซิ จนกระทั่งชีวิตก็ไม่เสียดายหรือตายเลยดีกว่า

จากนั้นมาก็เข้มงวดกวดขันน่ะซิ ไปไหนเหมือนกับนักโทษเหมือนผู้ต้องหา ด้วยการควบคุมจิตดวงนี้ การรักษาต้องครอบอยู่งั้นเลย มันจึงไม่เสื่อม เสื่อมไม่ได้และก็จริงด้วย รักษามันตลอด ไม่คุ้นกับอะไรทั้งนั้น แล้วจิตก็ไม่เสื่อม เพราะมันรู้แล้วตั้งแต่นั่งตลอดรุ่งอยู่แล้วที่ว่า เอ้อ ต้องอย่างนี้ซินะ ทีนี้ไม่เสื่อมๆ ตั้งแต่นั่งตลอดรุ่งคืนแรกเลยนะ มันได้หลักได้เกณฑ์ขึ้นมา เหมือนกับว่าจิตปีนตกๆ พอจิตเข้าไปถึงที่กึ๊กเลย ก็ทราบทีนี้ไม่ตก หมายความว่าปีนขึ้นไปตกลงๆ พอไปถึงที่เกาะติดปั๊บ เอ้อ ต้องอย่างนี้ซิ ทีนี้ไม่เสื่อมมันแน่ใจแล้ว ถึงขนาดนั้นก็ยังไม่นอนใจ เชื่อนั้นก็เชื่อ แต่ความที่เคยเข็ดนี้มันก็ถึงใจเหมือนกัน จิตก็ไม่เคยเสื่อมอีกตั้งแต่นั้นมา

มันสำคัญที่มาติดสมาธิน่ะซิ มีรสมีชาติสำคัญอยู่นะสมาธินี่ พอให้ติดถึงติด ประการหนึ่งเราก็ไม่เคยเห็นคุณค่าผลของปัญญานี่มันก็ต้องติดเป็นธรรมดา พอออกไปพิจารณาทางด้านปัญญา เห็นคุณค่าของปัญญาแล้วมันก็กลับมาตำหนิสมาธิว่า นอนตายอยู่เฉยๆ ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไรอีกแหละ คือผลทางปัญญานั้นคุณค่าสูงกว่านี้

เอาให้จริงให้จังนะ จิตนี้เลิศไม่มีอะไรจะเลิศเท่าจิตแหละในโลกนี้ เอ้า ทุกข์ก็ทุกข์เถอะ เพื่อจะถอดถอนจิตให้ขึ้นจากหล่มลึก คือวัฏจักรวัฏวนที่เราเคยจมมาแล้วไม่มีอะไรที่น่าสงสัย กี่กัปกี่กัลป์ไม่ต้องนับ แน่ในหัวใจไม่สงสัย ผมไม่สงสัยจริงๆ เรื่องจิตนี้เคยเกิดแก่เจ็บตายมากี่ภพกี่ชาติไม่สงสัย เพราะรากฐานของมันบอกชัดๆ อยู่ในหัวใจนี้ ขอให้รื้อรากฐานของภพชาติคืออวิชชาออกจากจิตเถอะ เอ้า จะไปภพไหนก็ไปเถอะที่นี่ มันรู้ประจักษ์ หมดปัญหา การเกิดนี้หมดปัญหาเสียทีเถอะ นี่ก็ถึงใจเหมือนกัน

การพิสูจน์เรื่องตายเกิดตายสูญ ไปพิสูจน์แบบเอาความรู้ของกิเลสไปพิสูจน์กิเลส มันก็มาฟันหัวเจ้าของนั่นแหละ ความรู้สามัญธรรมดาทั่วๆ ไป ไปพิสูจน์ว่าตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ วิพากษ์วิจารณ์ถกเถียงกันก็หมดน้ำลายเปล่าๆ เป็นสภาน้ำลายไปเปล่าๆ ไม่มีผลอะไรเลย นอกจากกิเลสจับหัวชนกันให้ทะเลาะกันให้มันหัวเราะสนุกเท่านั้น จึงอย่าพากันไปหาเกา เรามิใช่สุนัขขี้เรื้อนนี่ เพียงคิดเผินๆ ก็พอเข้าใจได้ว่า ถ้าตายแล้วสูญ สัตว์โลกไปเอาป่าช้ามาจากอะไร พาให้เกิดให้ตายเกลื่อนอยู่ไม่หยุดหย่อนเล่า

พระพุทธเจ้าท่านพิสูจน์จิต ท่านพิสูจน์ด้วยภาคปฏิบัติ พระสาวกท่านพิสูจน์ด้วยภาคปฏิบัติ ท่านไม่ได้พิสูจน์ด้วยน้ำลายนี่ ท่านไม่ได้พิสูจน์ด้วยความจดจำเอาแต่ชื่อมันมาพิสูจน์นี่ ท่านพิสูจน์เข้าถึงตัวจริงมันจริงๆ ท่านถึงได้รู้จริง นำเรื่องจริงมาสอนพวกเราโดยสวากขาตธรรม

ตำรับตำราเราก็เรียนเหมือนกันเราไม่ประมาท เรากราบไหว้เสมอ เราไม่เคยลดละการกราบไหว้ ในตำราทั้งมวลเป็นชื่อของกิเลสและบาปธรรม ชื่อของมรรคผลนิพพาน ชื่อของสมาธิ ชื่อของปัญญาทั้งสิ้น แต่องค์ของสมาธิองค์ของปัญญา ตัวของกิเลสจริงๆ มันไม่ได้อยู่ในหนังสือนี่นะ อยู่ที่หัวใจเรานี่ ฉะนั้นจงฟาดกันลงที่นี่ ขุดกันลงที่นี่ กิเลสตัวไหนก็จะรู้ สมาธิหรือปัญญาขั้นใดๆ ก็จะรู้ที่นี่ ไม่ได้อยู่ห่างอะไรจากใจเลย ฟังซิคำว่าตำรา คือธรรมภาคเข็มทิศทางดำเนิน ผู้ต้องการผลต้องดำเนินคือปฏิบัติตามตำราที่ชี้บอกไว้ จะปรากฏผลมากน้อยตามนั้น

ใจกับธรรมอยู่ด้วยกัน เป็นแต่เพียงว่ากิเลสมันปิดเอาไว้ไม่ให้เห็น เหมือนอย่างที่นี่ที่รกชัฏ ที่เตียนมันจะอยู่ไกลไหม เอ้า สมมุติว่าที่นี่มีหญ้าปกคลุมหุ้มห่อไว้มืดมิดไปหมด จนมองหาที่สะอาดเตียนโล่งไม่เห็นไม่เจอเลย ที่สะอาดเตียนโล่งนั้นมันอยู่ห่างไกลกันนักเหรอ เอ้า รื้อสิ่งปกคลุมออกซิ สิ่งที่ปกคลุมหุ้มห่อเอาออกให้หมด เอ้า รื้อออกให้หมด แล้วความเตียนโล่งจะมาจากไหน มันก็มีอยู่ที่นี่เอง เหมือนอย่างความมืด เวลามันมืดเหมือนกับความแจ้งความสว่างไปอยู่โลกไหน พอเปิดไฟจ้าขึ้นเท่านั้น ความสว่างก็อยู่ที่นี่ มันอยู่ในฉากเดียวกัน กิเลสกับธรรมอยู่ในฉากเดียวกัน ความมีกิเลส คลังของกิเลสกับคลังของมรรคผลนิพพานก็อยู่ในฉากเดียวกัน ในจิตดวงเดียวกันนั่นแลไม่อยู่ที่ไหน ให้เอาลงที่นี่

อย่าไปคิดนอกลู่นอกทางให้เสียเวล่ำเวลานะ นี่สอนด้วยความลงใจแน่ใจแท้ ไม่ได้สอนแบบงมเงาเกาหมัด จงเอาให้จริงจัง เราเคยทุกข์มาแล้ว ความโลภทำใครให้วิเศษ ความโลภคือกิเลสทำใครให้วิเศษ ความโกรธ ความหลงทำใครให้วิเศษมีไหม คนวิเศษด้วยความโลภ คนวิเศษด้วยความโกรธ คนวิเศษด้วยความหลง คนวิเศษด้วยความรักความชังเหล่านี้มีไหม ไม่เห็นมี ใครก็โลภ เราก็โลภ เขาก็โลภ เราก็โกรธ เขาก็โกรธ เราก็รัก เราก็ชัง เขาก็รัก เขาก็ชัง เขากับเราก็เท่าๆ กัน มีใครวิเศษกว่ากันวะ ให้เอามาเทียบซิ ถ้าอยากพบของดีวิเศษกว่านี้

เราจะให้เราวิเศษยิ่งกว่าสิ่งที่กล่าวมานี้ กว่าบุคคลกว่าหัวใจที่กล่าวมานี้ด้วยการปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าวิเศษเพราะพ้นจากสิ่งเหล่านี้ต่างหากนี่ สาวกทั้งหลายท่านวิเศษเพราะการพ้นจากสิ่งเหล่านี้ต่างหาก เราได้กราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพราะธรรมชาติที่วิเศษทั้งสามนั้นพ้นจากสิ่งเหล่านี้แล้ว นั่น เราไม่ได้กราบ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรัก ความชัง นี่นะ มันมีเต็มหัวใจเราหัวใจเขาอยู่แล้วอัศจรรย์อะไร สิ่งที่พาโลกให้จมก็คือสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้นมัวสงสัยอะไรอยู่อีก จะให้พูดอะไรที่ยิ่งกว่านี้ไปอีก ผมหมดภูมิแล้วบอกตรงๆ แบบคนโง่ๆ นี่แหละ จะจัดการกับตัวเองอย่างไรก็รีบจัดการเสียแต่บัดนี้ อย่าให้สายเกินไป กุสลา มาติกา จะตามไม่ทัน

เอาละพูดมากกิเลสรำคาญหากผู้ฟังไม่รำคาญ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก