ศาสนาคนมีกิเลสกับศาสนาของผู้สิ้นกิเลส
วันที่ 4 มกราคม 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

ศาสนาคนมีกิเลสกับศาสนาของผู้สิ้นกิเลส

เมืองไทยเรานี้เรียกว่าเมืองพุทธก็ได้ เพราะไม่มีเมืองใดที่จะนับถือพุทธศาสนายิ่งกว่าในเมืองไทยของเรา พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาที่เด่นดวงครอบโลกธาตุเลย เราไม่ได้เอาศาสนาใดมาแข่ง เอาความจริงออกพูดกันเลย พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้านี้ เป็นผู้บริสุทธิ์สุดส่วนในพระทัยคือใจ สิ่งที่มัวหมองอันใดแม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่มี เป็นผู้บริสุทธิ์พุทโธล้วน ๆ เหมือนพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ตรัสรู้ผ่านมาแล้ว และสั่งสอนโลกให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขถึงความพ้นทุกข์ มีจำนวนมากทีเดียว ล้วนแล้วตั้งแต่ออกจากพุทธศาสนาทั้งนั้น บรรดาพุทธศาสนาของเราที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมจนกระทั่งบัดนี้ ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดสอนโลกด้วยความแหวกแนว เพราะตรัสรู้ธรรมรู้แจ้งแทงทะลุหมด ท่านให้นามว่า โลกวิทู รู้แจ้งทั้งโลกนอกโลกใน

โลกในคือกิเลสตัณหา จิตใจที่บริสุทธิ์รู้แจ้งชัดว่ากิเลสตัณหาได้หลุดลอยไปแล้วจากพระทัย และรู้อย่างชัดเจนว่าพระจิตนี้บริสุทธิ์เต็มส่วนแล้ว นี่เรียกว่ารู้แจ้งภายใน รู้แจ้งภายนอก สิ่งรอบพระองค์รู้รอบไปหมดในสามแดนโลกธาตุนี้ ท่านจึงได้นำมาแสดงให้ลูกหลานทั้งหลายสืบทอดกันมาจนกระทั่งถึงเมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ ให้ลูกหลานทั้งหลายทราบไว้ว่า เมืองไทยเราเป็นเมืองมีวาสนา ได้ประสบพบเห็นพุทธศาสนาเข้ามาในเมืองไทยของเรา เราได้เทิดทูนตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ภาคภูมิใจของเราว่า ได้ยึดศาสนาที่ถูกต้องอย่างยิ่งแล้ว หาศาสนาใดมาเสมอไม่มี

เราไม่ได้หามาแข่ง เอาความจริงออกยันกันเลย พระพุทธเจ้ามีสักขีพยานมาตั้งแต่ต้นประวัติของพระองค์ ตั้งแต่เป็นสิทธัตถราชกุมารมาเรื่อยโดยลำดับ ทรงพระเยาว์ก็ทราบ ประสูติก็ทราบมาโดยลำดับลำดา ทรงเคลื่อนไหวไปมาที่ไหนทราบ จนกระทั่งเสด็จออกทรงผนวช ทราบมาเป็นลำดับมีพระประวัติ มีตนมีตัวเรื่อยมา มีร่องรอย ตามร่องรอยมาจนถึงองค์ศาสดา แล้วเป็นองค์ศาสนาขึ้นมาเรียกว่าศาสนาพุทธ คำว่า พุทธะ คือศาสนาของท่านผู้รู้จริง ๆ ไม่ได้รู้ปลอม ๆ ดังที่พูดตะกี้นี้ว่า สิ่งรอบด้านรู้แจ้งภายนอก รู้ไปหมดตลอดทั่วถึง เปรต ผี สัตว์ อสุรกาย ที่ไหนรู้หมด ตลอดนรกอเวจี สวรรค์ชั้นพรหม นิพพาน รู้แจ้งแทงทะลุไปหมด ไม่มีอะไรปิดบังหรือว่าลี้ลับต่อพระญาณที่ทรงทราบของพระพุทธเจ้านี้เลย จึงเรียกว่า โลกวิทู

ทีนี้ทรงนำธรรมเหล่านั้นมาสั่งสอนโลก สั่งสอนทั้งภายใน ที่รู้แจ้งภายในก็ทรงสอนเรื่องภายใน ให้ชำระสิ่งที่มัวหมองจิตใจให้มืดตื้อ ไม่รู้จักดีจักชั่ว ไม่รู้จักบุญจักบาป ก็ทรงสั่งสอนให้รู้ ๆ รู้แจ้งภายในก็ทรงสั่งสอน ให้รู้ว่ากิเลสสิ่งมัวหมองนี้เป็นสิ่งที่ปิดกำบังจิตใจสัตวโลกให้มืดมิดปิดตา มีตา ๒ ตาเท่านี้ไม่พอ เอามาร้อยตาก็ไม่เห็น เอามาพันตา คน ๆ หนึ่งมีพันตาก็ไม่เห็น พระพุทธเจ้ามีตาเดียว มีพระทัยสว่างจ้า จากนั้นก็เป็นหูทิพย์ตาทิพย์กระจายออกจากพระทัยอันเดียว ตาทิพย์มองเห็นทะลุไปหมด ตาทิพย์นี่ละเรียกว่าตารู้แจ้ง หูทิพย์ฟังเสียงได้หมด เสียงเปรตเสียงผีร้องครวญคราง นรกอเวจีได้ยินเสียงหมดเลย ทั้งเห็นทั้งได้ยินด้วยไม่ใช่เห็นเฉย ๆ พวกที่มีเสียงก็ส่งเสียงออกมา ก็ได้ยินทั่วถึงกันหมด เรียกว่าหูทิพย์ตาทิพย์ นี่คือพระพุทธเจ้าของเรา

เหล่านั้นมีไหม ที่ว่าจะเอามาเทียบก็เทียบกันได้ทันทีเลย ตกลงทะเลไปหมดนั่นแหละ ถ้าพูดถึงเรื่องความบริสุทธิ์ ศาสดาองค์เอกนี้บริสุทธิ์แล้วที่นำธรรมมาสอนโลก ศาสนาอื่นใดไม่เคยมีผู้เป็นเจ้าของศาสนาเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นคลังกิเลสด้วยกันทั้งนั้น คนเป็นคลังกิเลสก็เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ จะเสกสรรปั้นยอตัวว่าเป็นศาสดาเอกขนาดไหน ก็เป็นเอกตาเดียว ตาข้างเดียว คนมีสองตาย่อมมองเห็นชัดเจนกว่าคนมีตาเดียว ออกจากเอกนั้นแล้วก็ตาบอด มันบอดภายในจิตในใจของผู้นั้นแหละ จะเสกสรรปั้นยอว่าเป็นเจ้าของศาสนาสักเท่าไร ก็ไม่ผิดกับเรา ๆ ท่าน ๆ นี้เลย ว่าเฉย ๆ เป็นคลังกิเลสเหมือนกัน

การรู้การเห็นก็เหมือนกันกับโลกทั่ว ๆ ไป ไม่มีอะไรผิดแปลกจากกัน ฟังให้ชัดนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกันกับโลกทั่ว ๆ ไป มีกิเลสครอบงำอยู่ในหัวใจ จะเสกสรรปั้นยอว่าเป็นศาสดาใด ไปสอนผู้ใดก็ตาม สอนให้เป็นผู้รู้แจ้งแทงทะลุเหมือนศาสดาองค์เอกที่ตรัสรู้ธรรมล้วน ๆ แล้วนั้นไม่มี จึงว่าศาสนาเหล่านี้จะกี่ศาสนา ร้อยพันศาสนาก็ตาม ก็เป็นคลังกิเลสร้อยคลังพันคลัง เวลาไปแนะนำสั่งสอนบริษัทบริวารที่เขายอมรับว่าเป็นศาสดาของเขา เขาก็ยอมรับไปแบบงมเงาเหมือนเจ้าของที่เป็นเจ้าของศาสนางมเงานั้นแหละ ทีนี้เวลากระจายออกไปสอนไปที่ไหนก็สอนไปด้วยอำนาจของกิเลส ไม่ได้ด้วยอำนาจของธรรม ครั้นสอนไปแล้วก็ไม่พ้นที่กิเลสจะครอบงำ ๆ หัวใจไป

เห็นอะไรก็เหมือนอย่างโลกเห็น แล้วที่ถูกเขาเสกสรรปั้นยอว่าเป็นศาสดา ว่าอันนั้นดีเขาก็ยอมรับว่าดี ทั้ง ๆ สิ่งนั้นไม่ดีก็ยอมรับว่าดีเพราะความเชื่อ สำคัญนะความเชื่อ เชื่อไปทางที่ผิด-ผิดได้ เชื่อทางที่ถูก-ถูกได้ เมื่อเจ้าของศาสนาสอนไปแบบไหน พวกบริษัทบริวารก็ยอมรับเชื่อฟัง ทำตาม ๆ ไปเรื่อย ๆ กว้างขวางไปเท่าไรก็มีตั้งแต่เรื่องของกิเลสแผ่อำนาจไปเรื่อย ๆ แต่เอาคำว่าศาสนานี้เป็นโล่บังหน้า เพราะคำว่าศาสนา ๆ นี้ออกมาจากธรรม คำว่าธรรมเป็นธรรมชาติที่โลกยอมรับกันหมดทั่วแดนโลกธาตุนี้ ไม่มีใครฝ่าฝืนได้เลยคือธรรม เพราะฉะนั้นคำว่าศาสนาจึงเอามาจากธรรม

ทีนี้เมื่อออกมาเป็นศาสนาแล้ว ใครก็ยอมรับ ๆ ว่าเป็นธรรม ๆ เพราะฉะนั้นจึงตายใจ การตายใจนั้นก็ตายใจไปในสิ่งที่ว่ายอมรับว่าธรรมนั้นแหละ แต่สิ่งที่แสดงออกมาไม่ใช่ศาสนาก็มีเยอะ เป็นศาสนาก็มี แต่ไม่เหมือนพระพุทธเจ้าที่เป็นศาสนาเป็นธรรมล้วน ๆ เป็นศาสนาด้วยกิเลสแฝงกันไป ๆ สอนไปกว้างแคบขนาดไหน เรื่องของกิเลสตัณหาก็ครอบไปเรื่อย ๆ ศาสนาใดมีบริษัทบริวารมาก ศาสนานั้นก็ว่าเป็นของดี ๆ ก็ล้วนแล้วแต่เสกสรรปั้นยอกันไป หาของดีไม่ได้อย่างนี้ จึงเรียกว่าศาสนาหาพยานหลักฐานไม่ได้ เพราะเป็นคลังกิเลสด้วยกัน ที่จะเอาอะไรมาเป็นสักขีพยานไม่มี มีกี่ศาสนาก็เป็นศาสนาของคนมีกิเลส

คนมีกิเลสสั่งสอนศาสนา ย่อมเป็นไปด้วยกิเลส ผู้รับธรรมไปก็รับเป็นเรื่องของกิเลสไปเสียมากต่อมาก เป็นอย่างนี้ในศาสนาทั้งปวง ส่วนศาสนาพระพุทธเจ้าของเรานี้ เรียกว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมที่มาสอนเป็นศาสนานี้ เรียกว่าตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง ว่าบาป-บาปจริง ๆ ว่าบุญ-บุญจริง ๆ ไม่ได้เสกสรรปั้นยอขึ้นมาเฉย ๆ เอาความจริงออกมาพูดเลย นี่เรียกว่ารู้จริงเห็นจริง ว่าบุญ-บุญจริง ๆ นรก-นรกจริง ๆ ทรงรู้แล้วเห็นแล้วจึงนำมาสั่งสอนโลก ว่าเปรตว่าผีประเภทต่าง ๆ เปรตผีจริง ๆ นำมาสั่งสอนโลก เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหม สวรรค์กี่ชั้น พรหมโลกกี่ชั้นถึงนิพพาน สอนอย่างเปิดเผยอย่างไม่มีอะไรปิดบังได้เลย เพราะพระทัยแจ่มแจ้งทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว นี้คือพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าของเราเป็นพยานแห่งพุทธศาสนา ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วแนะนำสั่งสอนสัตวโลก สัตวโลกมาเป็นบริษัทบริวารกลายเป็นพุทธบริษัทขึ้นมา สาวกบริษัท คือพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนสัตวโลก ผู้ที่มีอุปนิสัยปัจจัยสามารถปฏิบัติตนได้โดยลำดับลำดาจนถึงขั้นพ้นทุกข์ เหล่านี้เรียกว่าสาวกของพระพุทธเจ้า จาก พระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหัตบุคคล เหล่านี้เป็นพยานออกมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ยืนยันตายตัว รับรองตัวเองได้ตลอดไปเลย ไม่ต้องมีสักขีพยานที่ไหนมายืนยันว่าผู้นี้บริสุทธิ์ ผู้นี้มีธรรมขั้นนั้น ๆ ไม่ต้อง เจ้าของมีสมบูรณ์แล้วเต็มแบบเต็มฉบับแห่งธรรมที่ตนได้บรรลุขึ้นมา นี่คือพยานของพระพุทธเจ้า เราเห็นได้อย่างชัดเจนอย่างนี้

พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ก็คือองค์ศาสดาตรัสรู้ธรรม ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ คือธรรมอันเลิศที่พระพุทธเจ้าทรงครองและแนะนำสั่งสอนโลกตลอดมา แล้วกระจายทั่วแดนโลกธาตุคือทางพระธรรม พระสงฆ์สาวกได้แก่ท่านผู้บรรลุธรรมตามพระพุทธเจ้า ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาแล้วด้วยดี ไปแนะนำสั่งสอนโลกก็ถูกต้องเป็นลำดับลำดาไป บริษัทบริวารที่เข้าไปได้ยินได้ฟังเคารพนับถือก็เกิดความเชื่อความเลื่อมใส ทำไปตามที่ท่านแนะนำสั่งสอนแล้วก็ปรากฏเป็นคนดิบคนดีขึ้นมา สำเร็จเป็นมรรคเป็นผลสืบทอดกันมาเรื่อย ๆ นี่เป็นพยานหลักฐานมาเป็นลำดับ คือพุทธศาสนาของเรา

วันนี้พูดย่อ ๆ ถึงเรื่องศาสนาของคนมีกิเลส กับศาสนาของคนผู้สิ้นกิเลสแล้ว ต่างกัน เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาของเราจึงเป็นศาสนาคู่โลกคู่สงสาร คู่บ้านคู่เมือง ตลอดมา ต่อไปนี้ยังจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้สืบทอดกันไปโดยลำดับไม่มีที่สิ้นสุดดังที่เคยเป็นมาแล้วนั้นแล เป็นมาแล้วฉันใด เป็นไปข้างหน้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน นี่เราได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาที่ทรงสั่งสอนโดยถูกต้องแม่นยำแล้ว ให้ยึดเอาหลักความถูกต้องของอรรถของธรรมไปประพฤติปฏิบัติ ตามเพศตามวัยตามกำลังวังชาของตนอย่าได้ปล่อยวาง สมชื่อสมนามว่าเราเป็นชาวพุทธ

ชาวพุทธคือลูกตถาคต ลูกศิษย์ของท่านผู้รู้แจ้งแทงทะลุ เราอย่าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้ามืดดำกำตา เห็นแก่ความทะเยอทะยานอยาก อยากอะไรก็ทำไปตามความอยาก ๆ ความอยากนั้นมีกิเลสแทรกอยู่ภายในนั้นเป็นเหยื่อล่อให้อยาก ๆ ความอยากนั้นคือกิเลส การกระทำตามคือความลุ่มหลงของเรา ครั้นผลตกขึ้นมาก็เป็นบาปเป็นกรรม เพราะทำตามความอยากย่อมไม่ค่อยมีความดีแทรกอยู่เลย ให้พากันพยายามปรับเนื้อปรับตัว เราเป็นลูกชาวพุทธ ตั้งแต่เล็กขึ้นมาก็มีพ่อมีแม่เป็นชาวพุทธ ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ศึกษาเล่าเรียนอะไรก็ให้มีเหตุมีผล อย่าศึกษาเล่าเรียนเพียงโก้เพียงเก๋ เพียงเอาชื่อเอานามกิตติศัพท์กิตติคุณไป โดยหาความดีในตัวเองไม่ได้จากความประพฤติของตัวเอง ให้พยายามปฏิบัติตนให้เป็นคนดี

เราพยายามเถอะ ยากลำบากอยู่ในกรอบแห่งศีลแห่งธรรมแล้ว จะเป็นความยากเพื่อความราบรื่นดีงามต่อไป แต่ความราบรื่นดีงามของความชั่ว ความอยากความทะเยอทะยานนั้น มันสร้างขวากสร้างหนามสร้างฟืนสร้างไฟเผาไหม้เราไปโดยลำดับลำดา สุดท้ายคนที่ประพฤติตัวตามความอยากความทะเยอทะยานมีแต่ความล่มความจม หาคุณค่าหาราคาไม่ได้ เราเกิดมาทั้งคนเป็นคนที่มีคุณค่า ศักดาสูงกว่าสัตว์ทั้งหลายก็คือมนุษย์เรา จึงต้องปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี มีเขตมีแดนมีกำหนดกฎเกณฑ์ เวลานี้ทำนั้น เวลานั้นทำนั้น เวลาเล่นเพลิดเพลินก็มี มนุษย์เราไม่ใช่สัตว์ตายก็ย่อมมีความเพลิดเพลิน ให้มีเป็นกาลเป็นเวลา อย่าเถลไถลเร่ ๆ ร่อน ๆ ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมโดยหาเขตหาแดนไม่ได้นั้นเป็นเรื่องเสียเรา ทำลายตัวของเราเองไปโดยลำดับลำดา คนนี้ก็ทำลาย คนนั้นก็ทำลาย ครอบครัวนี้ก็ทำลาย ครอบครัวนั้นก็ทำลาย หมดทั้งเมืองไทยเรามีแต่คนทำลายตัว ด้วยความประพฤติชั่วช้าเลวทรามหาสาระไม่ได้ เมืองไทยทั้งเมืองกลายเป็นเมืองสัตว์ไปหมด ไม่มีพุทธเจือปนอยู่เลย อย่าให้มีในเมืองพุทธของเรา ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี

พระพุทธเจ้าที่เป็นแบบฉบับของพวกเราทั้งหลายนั้น พระองค์ทรงฝึกพระองค์จนเต็มเหนี่ยวถึงขนาดสลบไสล พี่น้องทั้งหลายลูกหลานทั้งหลายฟังเอานะ พระพุทธเจ้าไม่ได้ล้างมือเปิบ ก่อนที่จะตรัสรู้นี้ทรงบำเพ็ญพระองค์อยู่ถึง ๖ ปี ความทุกข์แสนสาหัสมารวมอยู่ในพระสิทธัตถราชกุมารนั้นทั้งนั้นในเวลา ๖ ปี บำเพ็ญทรมานตนถึงขนาดสลบไสล เรียกว่ารอดตายไปถึง ๓ หนถึงได้ตรัสรู้ขึ้นมา นี้คือการฝึกอบรมพระองค์ ไม่ได้ปล่อยให้เป็นไปตามอำเภอใจของกิเลสตัณหาที่ฉุดลากไป ท่านพยายามฝึกหัดดัดพระองค์ ทุกข์ขนาดไหนก็เพื่อความเป็นผู้ดีผู้เลิศผู้เลอ ผลสุดท้ายก็ได้เป็นพระพุทธเจ้าเลิศเลอในแดนโลกธาตุนี้ขึ้นมาจนได้

บรรดาสาวกทั้งหลายก็เหมือนกัน อยู่ในสกุลใด สกุลพระราชามหากษัตริย์ เศรษฐี กุฎุมพี พ่อค้า ประชาชนคนธรรมดา เมื่อได้ยินได้ฟังอรรถธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ผู้ใดมีอุปนิสัยปัจจัยมากน้อยเพียงไรก็ตะเกียกตะกายตนไปตามอรรถธรรมของพระพุทธเจ้า บางรายออกจากสกุลพระราชามหากษัตริย์ บางรายออกจากพ่อค้าประชาชน เศรษฐี กุฎุมพี มาประพฤติปฏิบัติตัวต่อศีลต่อธรรม เข้าป่าเข้าเขา สละตนออกบวชเป็นนักพรต ปรากฏตัวอยู่ในป่าในเขาในถ้ำเงื้อมผา เวลาสำเร็จผลออกมาก็ องค์นี้สำเร็จเป็นพระโสดา องค์นี้สำเร็จเป็นพระสกิทาคา องค์นี้สำเร็จเป็นพระอนาคา องค์นี้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ สุดท้ายมีแต่พระอริยบุคคลเต็มป่าเต็มเขา ออกมาสั่งสอนโลกเป็น สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรามาจนกระทั่งทุกวันนี้ นี้ล้วนแล้วตั้งแต่ท่านเดินตามร่องรอยของศาสดา ไม่ได้ปล่อยตามอำเภอใจของตนที่จะทำอะไรทำตามชอบใจ ๆ ผลสุดท้ายมีแต่ความล่มจมเต็มหัวใจ เต็มบ้านเต็มเมือง อย่าให้มีในชาวพุทธของเรา ลูกหลานจำให้ดี

ท่านฝึกของท่าน ผู้ต้องการจะเป็นคนดีมีความสุข ต้องฝึกฝนอบรมตนเอง อย่าปล่อยเลยตามเลย สิ่งที่ปล่อยเลยตามเลยคือกิเลสมันพาให้ปล่อยตัว ๆ ลากเข็นไปกล่อมไปเรื่อย ๆ แล้วก็เสียไปวันละเล็กละน้อย เติบโตขึ้นมาเท่าไรยิ่งเสียมาก ๆ ยิ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วเสียหมดทั้งตัว หมดทั้งบ้านทั้งเมืองเสียไปหมด ใช้ไม่ได้ ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ เอาคติตัวอย่างของท่านผู้ดีมาปฏิบัติ อย่าเอาความเลวร้ายของตัวเองซึ่งมีเกลื่อนอยู่ทั่วแดนไทยของเรานี้เอามาใช้ ใช้ไม่ได้นะ เสียหายไปหมด ให้เอาความดี สมเรามีพุทธศาสนาครองบ้านครองเมือง

ไปโรงร่ำโรงเรียน เวลานี้ก็ปรากฏว่าทางการบ้านเมือง เขาก็ได้คัดได้เลือกเอาหนังสือธรรมะไปสอนเด็กตามโรงร่ำโรงเรียน เช่น หยดน้ำบนใบบัว เป็นต้น เราก็ไม่ขัดข้อง ที่เขามาติดต่ออยากได้ไปเราไม่ขัดข้อง เพราะเราเชื่อในการปฏิบัติของเราแล้วว่า หนังสือเล่มนี้จะไม่ทำโลกให้ล่มจม ถ้าปฏิบัติตามที่เราปฏิบัติมานี้ จนกระทั่งปรากฏเป็นประวัติขึ้นมา เราภาคภูมิใจในการปฏิบัติของเรา ถึงกระเสือกกระสนบางครั้งบางคราวแทบเป็นแทบตาย แต่ไม่เคยสลบเราก็บอกว่าเราไม่เคยสลบ แต่เฉียดตลอด ๆ ด้วยอำนาจแห่งความพากความเพียรไม่หยุดไม่ถอยไม่ปล่อยวางเลย ซัดกันเต็มเหนี่ยว นี่ให้พี่น้องทั้งหลายทราบ

มาปัจจุบันท่านทั้งหลายก็ได้มา หวังอยากได้ยินได้ฟังกับหลวงตาเพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจ ภายนอกก็นำเข้ามาเป็นคติ ภายในก็นำเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงตาที่เขาได้เขียนเป็นประวัติ "หยดน้ำบนใบบัว" นี่ก็ได้นำออกมา เพราะเราได้ปฏิบัติอย่างนั้นจริง ๆ ไม่มีเสกสรรปั้นยอแต่อย่างใด เราได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบลงเรียบร้อยแล้ว ยอมรับว่าเป็นไปตามนั้น เพราะฉะนั้นท่านผู้ใดที่จะนำออกไป เราก็ไม่ได้คิดด้อยในหัวใจเราว่าไม่สมภูมิในประวัตินี้ มีแต่ประวัติโอ้อวดแต่ตัวของเราไม่ดีนั้นเราไม่มี ในประวัติก็เป็นอย่างนั้น ประวัตินั้นออกมาจากเรา เราก็แทบล้มแทบตายยังไม่สลบไสลเท่านั้นเอง ตั้งแต่ฟัดกับกิเลสมาตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่ขึ้นเวทีพรรษา ๗ เรียนจบเปรียญ ๓ ประโยคแล้วขึ้นเวที จากนั้นมาฟัดกันตลอดเลย แทบเป็นแทบตาย

ผลที่ปรากฏขึ้นมาจากความเพียรกล้าของเราก็เป็นที่พึงใจ ๆ จนกระทั่งถึงพึงใจพอใจสุดยอดแล้ว ไม่มีที่ไหนที่จะไปอีกแล้ว จิตใจของเราธรรมของเราสุดทุกสิ่งทุกอย่าง ปล่อยวางหมดไม่มีอะไรเหลือในโลกธาตุนี้ สามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรมาข้องในหัวใจเลย จากการปฏิบัติที่รอดล้มรอดตายมา เหตุที่เต็มกำลังความสามารถขนาดไหน ผลก็ได้ความภาคภูมิใจเต็มกำลังมาจนกระทั่งบัดนี้ สร้างความพอไว้ในหัวใจมาแล้วนี้ได้ ๕๓ ปี ตั้งแต่ ๒๔๙๓.เริ่มต้นตั้งแต่บอกว่าสถานที่ สถานที่ที่เราปลดปล่อยกองทุกข์ทั้งหลาย ที่เคยแบกหามมากี่กัปกี่กัลป์ไม่มีประมาณ เพราะเกิดตาย ๆ ขึ้นลง ๆ ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหม ตกลงไปในนรกเป็นเปรตเป็นผีกี่ภพกี่ชาติ ในเราคนเดียวนี้นับประมาณไม่ได้เลย ได้สิ้นสุดลงไปแล้วในคืนวันที่ ๑๕ เดือนพฤษภาคม ๒๔๙๓.เวลา ๕ ทุ่มเป๋งพอดี หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร

วันนั้นเป็นวันปลดปล่อยกองทุกข์ที่หาบหามมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ขาดสะบั้นลงโดยสิ้นเชิงไม่มีสิ่งใดเหลือ ครองไว้แล้วซึ่งความบริสุทธิ์สุดส่วน ฟ้าดินถล่มในคืนวันนั้น ปรากฏถึงขนาดฟ้าดินถล่ม เพราะระหว่างกิเลสกับธรรมได้ขาดสะบั้นออกจากจิตดวงนี้เท่านั้น จิตสว่างจ้าขึ้นมาเลย โดยไม่คิดไม่คาดไม่ฝันว่าจะรู้จะเห็นจะเป็นขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่เราก็ปฏิบัติไปตามกำลังความสามารถของเรา คาดก็คาด คาดมรรคผลนิพพานก็คาด คาดนั้นคาดนี้ คาดบาปคาดบุญคาดแดนนรกสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน เปรตผีประเภทต่าง ๆ ตามตำรับตำรา ท่านแสดงไว้เราได้เรียนมาก็คาดไปตามนั้น ๆ แต่เวลาได้กระจ่างแจ้งขึ้นภายในจิตใจแล้วนี้ไม่ถามใครทั้งนั้น

พูดแล้วสาธุขึ้นอย่างนี้เลย พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม ทูลถามหาอะไรก็พระองค์แสดงไว้อย่างแจ่มแจ้งทุกอย่างแล้ว สอนให้ปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อให้รู้ให้เห็นทั้งกิเลสภายใน ทั้งสิ่งภายนอกที่รอบตัว ไม่ได้สอนให้ลุ่มให้หลง ก็เมื่อได้รู้ได้เห็นตามธรรมท่านสอนแล้วเต็มนิสัยวาสนาของตน แล้วจะไปทูลถามท่านหาอะไร นี่ที่ได้ทรงไว้แล้วซึ่งธรรม เต็มหัวใจตั้งแต่บัดนั้นมา

เราจึงไม่ได้สงสัยในตัวของเราในการสั่งสอนโลก สั่งสอนเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม เราไม่ได้สงสัย อะไรจะเข้ามา มา ธรรมนี้เหนือโลกทุกอย่างแล้ว ถ้าว่ากว้าง ท้องฟ้ามหาสมุทรนี้น้อยไป ธรรมนี้ครอบโลกธาตุหมด แล้วจะเอาอะไรมาจนตรอกจนมุมในการสั่งสอนสัตวโลก ตามภูมิอุปนิสัยปัจจัยของผู้จะมาศึกษา ว่าธรรมนี้จะอัดอั้นตันใจสอนโลกไม่พอ ต้องไปหาศึกษามาใหม่จากศาสดาองค์ใด ไม่เคยมีในหัวใจ พอแล้วในหัวใจทุกอย่างที่มาสอนโลกเวลานี้ เพราะฉะนั้นการสอนโลกเราจึงสอนเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเราไม่ได้อยู่ในวงแห่งสมมุตินิยม ซึ่งเป็นสถานที่ไฟไหม้แกลบ ไฟลุกลาม ในสามแดนโลกธาตุนี้เป็นกองฟืนกองไฟ เป็นวงแห่งกรณีพิพาทของสัตวโลกที่มีกิเลส ต้องฉีกต้องกัดกันเป็นธรรมดา นี่ธรรมไม่ได้อยู่ในวงกรณีพิพาทกัดฉีกกันอย่างนี้ เหนือนี้ทุกอย่างแล้ว เราจึงนำมาสอนโลกได้ทุกบททุกบาท ทุกแง่ทุกมุม

เพราะธรรมเหนือสิ่งเหล่านี้แล้ว พูดได้อย่างเต็มปาก ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก เป็นยังไงสอนไปตามอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นไม่เรียกว่า ธรรม ธรรมต้องตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นการสั่งสอนโลก เราจึงไม่มีอะไรที่จะมาข้องใจเราว่าสอนโลกจะสอนโลกไม่ได้ โลกนี้ภูมิสูงกว่าหัวใจที่ทรงธรรมเต็มเหนี่ยวแล้วอยู่ภายในจิตใจไม่ปรากฏ มีแต่ธรรมชาตินี้เหนือตลอดเวลา การสอนโลกจึงสอนตามอุปนิสัยปัจจัยของผู้มาเกี่ยวข้อง ใครจะมาเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงไร ภูมิจิตภูมิธรรมอุปนิสัยปัจจัยจะควรได้รับอรรถรับธรรมขนาดไหน ธรรมจะออกตามระยะ ๆ ที่พอเหมาะพอดี ตามขั้นตามภูมิเรื่อยไป จะสูงขนาดไหนก็เป็นเหมือนเชื้อไฟ ภูมิของธรรมเป็นเหมือนเชื้อไฟ ไฟเป็นเหมือนกับธรรมจะแสดงซึมซาบเข้าไปถึงหัวใจผู้นั้น ๆ จนหมด ไม่มีหัวใจใดจะเหนือโลกุตรธรรมนี้ไปได้เลย เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มีกังวลในการสั่งสอนสัตวโลก

เราพูดจริง ๆ ตัวเท่ากับหนูก็ตามหัวใจไม่ได้เป็นหนู หัวใจเป็นหัวใจพุทธเต็มดวงแล้วภายในหัวใจของตนตามอุปนิสัยของตน นิสัยวาสนากว้างแคบเราก็ไม่สงสัยในนิสัยวาสนาของเรา ยกไว้ที่พุทธวิสัย คือ ภูมิของศาสดา แล้วสาวกวิสัยคือภูมิของสาวก ภูมิของสาวก ภูมิของพระพุทธเจ้าก็เหมือนน้ำโอ่งใหญ่ น้ำก็เต็มโอ่ง โอ่งเล็กก็เต็มโอ่ง เมื่อต่างอันต่างเต็มแล้วก็อาบดื่มใช้สอยได้เต็มกำลังของตนที่มีอยู่ในสมบัติต่าง ๆ ซึ่งเต็มอยู่ในโอ่งเล็ก ๆ นั้น นั่นเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นบรรดาสาวกทั้งหลายเมื่อได้ตรัสรู้ธรรมแล้วจึงไม่ไปทูลถามพระพุทธเจ้าซึ่งเรียกว่าโอ่งใหญ่ ไปขอแบ่งสันปันส่วนจากน้ำโอ่งใหญ่พระพุทธเจ้ามาสั่งสอนโลก น้ำโอ่งเล็กของเราไม่พอสั่งสอนนี้ไม่มี น้ำโอ่งเล็กท่านก็สอนเต็มภูมิโอ่งเล็กของท่าน น้ำโอ่งใหญ่คือศาสดาท่านก็สอนเต็มภูมิของศาสดา ต่างองค์ต่างเต็มภูมิของตนเองจึงไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า แต่ให้เป็นไปตามนิสัยวาสนาของตน นี่ก็เหมือนกันเช่นนั้น เราไม่ไปทูลถามศาสดาองค์เอก เราจะสอนเต็มกำลังความสามารถของเรา เต็มภูมิของเรานี้ตลอดไปจนกระทั่งถึงวันตาย

ธรรมของเราที่ได้ทรงมาแล้วนี้ไม่สงสัย หายห่วงมาได้ ๕๓ ปีนี้แล้ว ไม่มีอะไรเหลือภายในจิตใจ ขึ้นชื่อว่าแดนโลกธาตุนี้จะมาติดจิตติดใจ ว่าสมมุตินี้ได้ติดใจไม่มี ปล่อยวางเสียโดยสิ้นเชิงเหลือแต่ธรรมชาติที่บริสุทธิ์พุทโธอันเอกล้วน ๆ ครอบอยู่ในหัวใจและครอบโลกธาตุตลอดมา เพราะฉะนั้นจึงแนะนำสั่งสอนสัตวโลกเรื่อย ๆ มา จนกระทั่งมาวาระปัจจุบันที่ช่วยบ้านช่วยเมือง เราก็ช่วยเต็มกำลังความสามารถของเรา ให้อยู่ในความพอดิบพอดีกับกำลังวังชาความสามารถของเราเรื่อยมา นี่พี่น้องลูกหลานก็ติดต่อเข้ามาทุกวัน ๆ เช่น อย่างวันนี้ทางวิทยาลัยพยาบาลก็มาศึกษาอรรถธรรม

อรรถธรรมเป็นสิ่งที่เลิศเลอแล้ว สมควรอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายได้มาสู่อรรถสู่ธรรม เพื่อรับคำแนะนำสั่งสอนนี้ไปปฏิบัติตนให้เป็นคนดี จึงขอให้ศึกษาเล่าเรียนด้วยดี แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติกำจัดสิ่งชั่วช้าลามกทั้งหลายออกจากใจ เป็นหญิงก็ให้เป็นหญิงดี เด็กก็ให้เป็นเด็กดีด้วยคุณธรรม เป็นหญิงก็เป็นหญิงดี เป็นชายก็เป็นชายดี เป็นนักศึกษานักเรียน เป็นขั้นใดภูมิใดขอให้มีธรรมแทรกอยู่เสมอ ๆ จะเป็นความสวยงามติดตัวไปด้วยตลอดสายทางแห่งความรู้วิชาที่เราเรียนมามากน้อย ถ้ามีแต่หลักวิชาความรู้ทางโลกล้วน ๆ แล้วจะเป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวเอง ไม่ว่าใครก็ตาม ความรู้วิชาเรียนเข้ามาภายในมักจะเป็นพิษเป็นภัยขึ้นด้วยความทะนงตน ทิฐิมานะว่าตนเรียนรู้เรียนฉลาด ตนมีความรู้ความฉลาดปราดเปรื่องเลื่องลือไปเสีย ทั้ง ๆ ที่มันโง่ยิ่งกว่าหมาตัวหนึ่ง

เพราะกิเลสมันชอบอวดตัวเสมอ โง่ขนาดไหนยิ่งอวดตัวว่าฉลาด พอธรรมแทรกเข้าไปเท่านั้นจะรู้ความโง่ความฉลาดของตนทันที ๆ แล้วแบ่งสันปันส่วนให้พอเหมาะพอดี นำออกไปใช้ที่ไหนๆ คนมีธรรมแทรกหัวใจ มีความรู้มากน้อยเพียงไรจะเป็นผู้สวยงาม เป็นที่เคารพนับถือไปทั่วดินแดนนั่นแหละ ถ้าคนมีแต่ความรู้ทางโลกล้วน ๆ มิหนำซ้ำยังเอาความรู้นั้นเข้ามาเผาผลาญบ้านเมือง เผาผลาญตนเองได้โดยไม่ต้องสงสัย ถ้ามีธรรมในใจแล้วแทรกไปด้วยกับความรู้นั้นจะเป็นความสง่างามไปหมด หมุนไปทางโลกก็งาม หมุนไปทางธรรมก็งาม หมุนไปทางไหนงามหมด คนมีธรรมในใจ คำว่าธรรม ๆ นั้นคือความถูกต้องดีงาม สติธรรม ปัญญาธรรม นำมาใช้ติดตัวเสมอ คนมีสติย่อมไม่พลาดพลั้งได้ง่าย คนไม่มีสติผิดพลาดได้รวดเร็ว

คนมีปัญญา มีความเฉลียวฉลาด ปัญญามี ๒ ประเภท สติมี ๒ ประเภท สติปัญญาที่ใช้ไปในทางที่ผลิตกิเลสมันก็มี สติปัญญาของธรรมนี้ใช้ในทางที่ถูกต้องดีงาม ให้นำสติปัญญาทางฝ่ายธรรมไปใช้ อย่าเอาสติปัญญาของกิเลสมาใช้จะกลายเป็นพวกมหาโจร มหาโจรไม่มีความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ นะ มหาโจรมีความรู้ที่ฉลาดปราดเปรื่องมากทีเดียว ในเชิงฉกลัก ปล้นสะดม จี้อะไร ๆ ทุกอย่าง พวกนี้ฉลาดมาก นี่คือเขามีสติปัญญาในทางไม่ดี เขาจึงเป็นคนชั่วได้อย่างลือนาม ทีนี้เราเป็นนักธรรมะ เอาธรรมะเข้าแทรกแล้วก็ปรากฏชื่อลือนามโด่งดังไปด้วยความสง่าราศี ความเย็นอกเย็นใจ ไปที่ไหนหอมหวนชวนชมไปทุกแห่งทุกหน ตำบลหมู่บ้าน ให้ลูกหลานทั้งหลายจำเอาไว้ แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติ

เวลาจะหลับจะนอน อย่าปล่อยอย่าวาง พุทโธ ธัมโม สังโฆ กราบพระเสียก่อน ขี้เกียจขนาดไหนกดคอมันลง กดคอมันลงกราบพระพุทธเจ้า กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์ แล้วให้หลับไปด้วยพุทโธ ๆ หรือธัมโม หรือสังโฆก็ได้ ไม่ต้องคิดอะไรเวลานั้น ตั้งหน้าภาวนาให้หลับ นี่เรียกว่าเป็นคนดีเจริญธรรมภายในใจ ไปไหนให้ระลึกพุทโธ องค์ศาสดาเลิศอยู่ภายในจิตใจ หรือธัมโม หรือสังโฆก็ได้อย่าลืมตัว เราทำกิจการงานบ้านเมืองอะไรเราก็ยังทำได้ เขียนได้ไปได้มาได้ เราคิดเรื่องอรรถเรื่องธรรมติดแนบกันไปกับงานของเราที่ทำทางโลกทางสงสาร ทำไมทำไม่ได้ ใจดวงเดียวกันทำหน้าที่การงานได้คนละสัดละส่วน ต้องทำได้ทั้งนั้น ขอให้ลูกหลานนำไปประพฤติปฏิบัติ

วันนี้เทศน์เพียงพอสมควร เบาะ ๆ แล้วเอาไปคิดไปปฏิบัติตนเองเพื่อความเป็นคนดี ต่อไปนี้บ้านเมืองของเราถ้าต่างคนต่างสนใจในอรรถในธรรมแล้ว บ้านเมืองเราก็จะมีความเจริญรุ่งเรือง สงบร่มเย็นแน่นหนามั่นคงขึ้นไปโดยลำดับ จากนี้ไปขอความสวัสดีจงมีแก่ลูกแก่หลานทั้งหลายในงานปีใหม่ทั่วหน้ากันเทอญ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก