อย่าชินชาต่อความเพียร
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2525 เวลา 19:00 น. ความยาว 32.34 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๕

อย่าชินชาต่อความเพียร

 

การอยู่กันเป็นจำนวนมากต้องช้า ดีไม่ดีกลายเป็นอืดอาดเนือยนายไป เพราะงานเกี่ยวข้องกัน แม้จะไม่ใช่งานก่อสร้างก็ตาม งานข้อวัตรปฏิบัติที่มีประจำวันก็ทำให้ล่าช้า กิจนั้นงานนี้ขององค์นั้นบ้าง ขององค์นี้บ้าง ทำให้เสียเวลาไปวันหนึ่ง ๆ และเสียเวลาไปเรื่อย ๆ ความมีหมู่มีเพื่อนมากทางความเพียรก็ด้อยลง จึงทำให้วิตกกังวลอยู่เสมอ มีน้อยมันคล่องตัว การประพฤติปฏิบัติการขบการฉันจัดนั้นจัดนี้รวดเร็วกว่ากันไม่มีภาระมาก

ผู้มาใหม่ก็ให้ดูผู้อยู่ก่อนในสิ่งที่จะทราบได้ด้วยทางหูทางตา อย่าต้องให้สั่งสอนกันทุกแง่ทุกมุมซ้ำ ๆ ซาก ๆ มันลำบากรำคาญแก่ผู้สอน การสร้างตนให้เป็นพระโดยสมบูรณ์แบบนี้ ให้พึงทราบว่าเป็นงานประจำชีวิตจิตใจของตน อย่าเห็นงานอื่นใดว่ามีคุณค่าและสำคัญยิ่งกว่างานสร้างพระให้สมบูรณ์ คำว่าพระก็คือความประเสริฐ สร้างธรรมขึ้นที่ใจ เพราะธรรมเป็นธรรมชาติที่ประเสริฐอยู่แล้ว และจะเกิดได้ที่ใจจากการสร้างการบำเพ็ญทุกวิถีทางอันเป็นทางชอบ พอที่จะให้ธรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นได้ แต่อย่าสังหารธรรมที่ควรจะเกิด ที่กำลังเกิดและที่เกิดขึ้นแล้วให้ฉิบหายไปด้วยความประมาท ซึ่งผิดทางของศาสดา

ใจกับสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อกันนั้นแนบสนิท ไม่มีเวลาคลี่คลายตัวเองออกบ้างเลย แนบสนิทติดกันประหนึ่งว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตามหลักธรรมท่านให้ชื่อว่ากิเลสอาสวะ เครื่องหมักหมมอยู่ภายในจิต สิ่งที่เข้าหมักหมมจิตนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่สกปรก ให้พิษภัยแก่จิตใจทั้งนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะให้เกิดคุณแต่อย่างใดเลย ผู้บำเพ็ญธรรมเพื่อให้ธรรมเกิดและเพื่อขับไล่สิ่งที่เคยหมักหมมจมกันอยู่นั้นออกไปโดยลำดับ จึงต้องได้ตั้งหน้าตั้งตามีเจตนา มีความบึกบึน มีความอุตส่าห์พยายาม มีสติ มีปัญญา อยู่ตามขั้นภูมิของตนโดยสม่ำเสมอในอิริยาบถต่าง ๆ ไม่ลดละความพากเพียรในธรรมที่กล่าวมาเหล่านี้

นี่แลคือวิธีชำระซักฟอกหรือถอดถอนกิเลสความสกปรกโสมมออกจากใจ ในขณะเดียวกันก็คือวิธีบำเพ็ญให้ธรรมเกิดขึ้น เช่นเดียวกับเราตัดต้นไม้ดายหญ้าซึ่งปกคลุมพื้นที่ให้รกรุงรังนั้นออกไปโดยลำดับ ก็เป็นการสร้างความเตียนโล่งขึ้นในขณะเดียวกัน พื้นที่ที่รกรุงรังก็เพราะมีสิ่งปกคลุม หากถากถางสิ่งปกคลุมหรือรื้อถอนสิ่งปกคลุมออกหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว ที่ก็สะอาดขึ้นมาในขณะเดียวกันและในสถานที่นั้นแล

ใจซึ่งเป็นพื้นอันหนึ่งอันเป็นที่ปกคลุมของเชื้อแห่งวัฏวนและวิบากทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นเหมือนกับพื้นที่ การชำระด้วยความพากเพียรโดยวิธีการต่าง ๆ จึงเป็นเหมือนกับการถากการถางสิ่งที่รกรุงรังในพื้นที่ให้หมดไปโดยลำดับลำดา จิตใจก็ค่อยเตียนโล่งขึ้นมา ๆ จนกระทั่งสะอาดปราศจากมลทินโดยสิ้นเชิง เป็นใจที่บริสุทธิ์เต็มดวง เพียงพื้นที่ที่สะอาดก็น่าดูน่าชม เหตุใดใจที่สะอาดปราศจากสิ่งที่สกปรกทั้งหลายโดยสิ้นเชิงแล้ว กลายเป็นธรรมทั้งแท่ง เป็นธรรมทั้งดวงภายในจิตแล้วจะไม่ประเสริฐ ความประเสริฐอยู่ที่ตรงนั้นแล

อย่ามองข้ามใจไป ความทุกข์หรือความหม่นหมองความวุ่นวายต่าง ๆ อยู่ที่ใจ เขาไม่ได้สร้างหอปราสาทราชมณเฑียร เขาไม่ได้สร้างตึกรามบ้านช่องอยู่เหมือนสัตว์เหมือนบุคคล แต่เขาอาศัยจิตเป็นสถานที่บ้านเรือน เป็นที่ขับที่ถ่ายมาเป็นประจำ เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่ควรคาดว่า กิเลสความลามก หรือความสุขความเจริญจะอยู่ที่ไหน ความทุกข์ความลำบากจะอยู่ที่ไหน นอกจากอยู่ที่ใจนี้เท่านั้นเป็นสำคัญ การถอดถอนการชำระล้างจึงต้องชำระล้างที่ใจซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ อันกิเลสทั้งหลายผูกมัดหรือตั้งปัญหาก่อปัญหาขึ้นแล้ว เราต้องเป็นผู้แก้ปัญหาเราเองด้วยอรรถด้วยธรรม โดยมองดูจุดนี้เป็นสำคัญยิ่งกว่าจุดอื่นใด

นี่ละการสร้างพระจะว่ายากก็ยาก แต่สำคัญที่ศรัทธาความมุ่งมั่นนี้เป็นหลักใหญ่ ถ้าศรัทธาความเชื่อต่อแดนพ้นทุกข์และความมุ่งมั่นต่อแดนพ้นทุกข์มีมากน้อยเพียงไร เรื่องความเพียรความอุตส่าห์พยายามหากพอบึกพอบึนพอเป็นพอไปพออดทน จนถึงขั้นว่าทนจนตาย สู้จนตาย ไม่มีคำว่าแพ้ ไม่มีคำว่าลดละท้อถอย เพราะความมุ่งมั่นเป็นธรรมชาติอันสำคัญ ความเชื่อกับความมุ่งมั่น เชื่อก็คือเชื่อแดนพ้นทุกข์นั้นแล ความมุ่งมั่นก็เพื่อความพ้นทุกข์ ย่อมจะฉุดลากเครื่องสนับสนุนคือความพากเพียรความอุตส่าห์พยายามนี้ให้กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนหมุนตัวไปได้โดยไม่คำนึงถึงกาลสถานที่เวล่ำเวลา ความทุกข์ยากลำบากมากน้อยอันใดเลย เพราะความมุ่งมั่นนั้นมุ่งต่อผลที่พึงหวังโดยถ่ายเดียว

ด้วยเหตุนี้สำหรับวัดนี้จึงมีความสนใจและหนักแน่น ทั้งสอนให้หนักแน่น ทั้งสอนให้สนใจ ทั้งสอนให้บำเพ็ญทางด้านจิตตภาวนามากยิ่งกว่างานอื่นใด ทั้งนี้ก็เพื่อการสร้างจิตซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ให้เป็นจิตที่ประเสริฐเลิศเลอภายในตัวเอง โดยไม่ต้องคิดว่าใครจะมานิยมชมชอบเรา ใครจะว่าเราดีเราไม่ดีขนาดไหนหรือวิเศษวิโสเพียงไรก็ตาม ขอให้เราเป็นผู้บำเพ็ญเพื่อความสมบูรณ์แบบ และสมบูรณ์ตามความมุ่งหมายของเราที่กล่าวมาแล้วเหล่านี้เถิด เรื่องสิ่งภายนอกนั้นไม่มีอันใดเป็นปัญหา หากเป็นธรรมชาติที่พอตัวอยู่กับใจดวงที่สมบูรณ์เต็มที่แล้วนั้น

การประกอบความเพียรมักจะท้อถอยและมักจะเอางานอื่นเข้ามาแทรก มักจะหาเรื่องแก้รำคาญในการแก้กิเลส ในการต่อสู้กับกิเลส ซึ่งเป็นอุบายวิธีการหรือวิธีกลของกิเลสไปเสีย ผู้ปฏิบัติจึงไม่ถึงไหน กิเลสมันสอดแทรกอยู่ทุกขณะทุกแง่ทุกมุม รัดตัวจนมองหาตัวไม่เห็น กิเลสมันรัดหัวใจหุ้มห่อจิตใจจนมองหาใจอันแท้จริงไม่เจอเลย แล้วการแสดงออกจะไม่เป็นเรื่องของกิเลสล้วน ๆ ออกหน้าได้อย่างไร นี่ซิประโยคเบื้องต้นจึงต้องได้ทุ่มเทกำลัง หนักก็ยอมรับว่าหนัก ทุกข์ก็ยอมรับว่าทุกข์ เพราะทุกข์นี้เคยทุกข์อยู่แล้ว เนื่องจากทุกข์นี้มีประจำอยู่กับหน้าที่การงานและในธาตุขันธ์ของตัวเองโดยหลักธรรมชาติของมันอยู่แล้ว จึงไม่ควรอิดหนาระอาใจในทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการประกอบความพากเพียร

หากเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีไม่เคยเป็นไม่เคยทุกข์ งานอื่น ๆ ไม่เคยทุกข์ สิ่งอื่น ๆ ไม่เคยทำให้ทุกข์ มาทำให้ทุกข์เฉพาะการประกอบความพากเพียรเท่านั้น ก็พอที่จะได้คิดว่าการประกอบความพากเพียรนี้เป็นความทุกข์โดยแท้ อย่างอื่นไม่ได้เป็นความทุกข์ งานอื่นไม่ได้เป็นความทุกข์ แต่นี้งานไหนก็งานนั้นมีความทุกข์ความลำบากไปตามแง่หนักเบาแห่งงานนั้น ๆ เหมือนกันหมด แต่ผลปรากฏให้เป็นที่พึงใจนั้นมีน้อยไม่สมหวังบ้าง

ส่วนงานภายในจิตงานบำเพ็ญจิตนี้ยิ่งมีความหนักแน่น มีความเข้มแข็ง มีความอดทน ด้วยความเป็นนักต่อสู้มีสติปัญญาศรัทธาความเพียรหนุนกันไปมากเพียงไร ยิ่งจะเห็นความแปลกประหลาดภายในจิตใจ คำที่ว่าหนุนกันไปมากเพียงไรคือหนุนในการต่อสู้กับสิ่งที่เป็นข้าศึก ได้แก่กิเลสคือความฟุ้งซ่านส่ายแส่ของจิตนั่นแล เมื่อจิตมีกำลังในทางความเพียรสิ่งเหล่านี้ก็จะค่อยลดน้อยลงไป

ความทุกข์ในวันนี้อย่านำไปเป็นอารมณ์ในวันหน้า ความทุกข์ที่ผ่านมาแล้วเพราะการประกอบความพากเพียร อย่านำมาเป็นอารมณ์ในขณะที่ภาวนานี้ นั่นเป็นเรื่องของกิเลสอีกเช่นเดียวกัน ที่ไปลากเอาทุกข์ในการประกอบความเพียรมากีดขวางทางเดินให้ก้าวเพื่อความเพียรไม่ออก ต้องเอาปัจจุบันธรรม เอาความมุ่งมั่น เอาความที่ว่ารู้จริงเห็นจริงเป็นเข็มทิศทางเดิน เอาสติปัญญาจดจ่อลงในหน้าที่การงานของตน ให้งานเป็นชิ้นเป็นอันอยู่ในหลักปัจจุบันนั้นชื่อว่าเป็นงานที่ชอบธรรม ไม่ให้กิเลสมาหลอกได้ว่าเป็นความลำบากลำบนโดยวานนี้ก็ลำบาก วานซืนนี้ก็ลำบาก เดือนนี้ก็ลำบาก เดือนที่แล้วก็ลำบาก

นับแต่วันบวชมามีแต่ความลำบากลำบนเพราะการปฏิบัติธรรม ประหนึ่งว่าเราเคยอยู่หอปราสาทราชมณเฑียรหรือวิมานชั้นพรหมโลกมาแล้วอย่างประจักษ์ แล้วก็เอามาเทียบเคียงกันกับการประกอบความเพียรแล้วเกิดทุกข์อย่างนั้น อยู่ที่ไหนก็ทุกข์เหมือนกันไม่เห็นเอามาเทียบมาเคียงมาบวกมาลบ มาคิดเป็นอารมณ์เปรียบเทียบกันพอมีทางออกบ้าง เขาไม่ได้ภาวนาเขาก็ทุกข์ สัตวโลกนี้เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น

เราเองนี้รู้กับเราประจักษ์ใจในธาตุขันธ์ของเราเวลาอยู่ที่ไหนไปที่ใดทำงานประเภทใด มีแต่เรื่องความทุกข์เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ทุกขณะทุกชิ้นทุกส่วนของงาน ทำไมเราจึงไม่คิดว่างานเหล่านั้นเป็นงานลำบากลำบน เป็นความทุกข์ความยากความลำบาก เหตุใดจึงมาคิดงานที่จะแก้ที่จะถอดถอนสิ่งที่ฝังจมอยู่ภายในจิตใจให้ออกหรือให้หลุดพ้นออกไปได้นี้ ว่าเป็นงานให้ความทุกข์แก่ตน นี่เป็นความคิดที่ผิด

ด้วยเหตุนั้นนักปฏิบัติจึงต้องตั้งอยู่ในวงปัจจุบัน เพื่อพุ่งไปในทางอนาคตอันเจริญรุ่งเรืองแก่ตนจึงถูกต้อง จิตจะผาดโผนโลดเต้นขนาดไหนก็พ้นอุบายวิธีของเราไปไม่ได้ เพราะกิเลสกับธรรมเมื่อนำธรรมมาใช้ต้องปราบกิเลสได้ นอกจากให้กิเลสปราบตัวเองเสียอย่างเดียว ทำอะไรก็มีแต่ให้มันหลอกอยู่เรื่อย ๆ วันคืนเดือนปีผ่านไป ๆ แต่กิเลสไม่ได้ผ่านไป หลอกอยู่ตลอดเวลาในอิริยาบถทั้งสี่ ทุกขณะจิตที่คิดที่ปรุงออกมามีแต่กิเลสเสี้ยมสอนให้คิดให้ปรุง จะว่าบำเพ็ญธรรมอย่างไร เราจะระงับดับความคิดอันเป็นเรื่องของกิเลส และนำความคิดความปรุงอันเป็นเรื่องของธรรมขึ้นมาแทนที่ในจิตดวงเดียวกันโดยการประกอบความพากเพียร จึงจะเห็นผลคือความสงบเย็นใจและความแยบคายขึ้นมาโดยลำดับลำดาที่ธรรมได้เกิดขึ้นภายในใจ เช่น สมาธิธรรม ปัญญาธรรม จะเกิดขึ้นที่นี่ไม่เกิดขึ้นที่อื่น

สติเป็นของสำคัญเคยพูด พูดทุกขณะที่เทศน์ทุกกัณฑ์ที่เทศน์อบรมสั่งสอนหมู่เพื่อน ลำดับต่อไปก็คือปัญญา เพราะเห็นความสำคัญในธรรมทั้งสองประเภทนี้อย่างประทับใจไม่มีวันลืม สติไม่มีก็เสียท่า ปัญญาไม่มีก็หาความฉลาดแก้กิเลสไม่ได้ ความโง่เป็นเรื่องของกิเลส ความเผลอสติเป็นพื้นเพของกิเลสอยู่แล้ว ไม่ควรนำมาใช้ในวงความเพียรของพระผู้ตั้งใจจะสร้างพระให้เป็นพระสมบูรณ์แบบ ต้องสร้างด้วยสติสร้างด้วยปัญญา สร้างด้วยศรัทธาความพากเพียรความอุตส่าห์พยายาม

เมื่อเราทำตัวของเราให้มีความแน่นหนามั่นคงได้แล้ว การแนะนำสั่งสอนคนอื่นเป็นสิ่งที่ตามมาอย่างแยกไม่ออก เราสามารถสั่งสอนได้ทั้งนั้น เมื่อเราก็ได้ทำมาเต็มสติกำลังความสามารถ และได้รู้ได้เห็นผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำมานั้นเป็นขั้นเป็นภูมิโดยลำดับ จนกระทั่งทะลุปรุโปร่งไปหมดไม่มีข้อสงสัยแล้ว การสั่งสอนคนอื่นจะเอาความสงสัยมาจากไหน การสอนด้วยความแน่ใจเพราะความรู้ความเห็นและความเป็นมาของตน เป็นสิ่งที่สนิทอาจหาญมากเพราะเป็นความจริง การทำมาก็ทำอย่างนี้เป็นความจริงไม่ได้หลอกตนเองแล้วจะเอาอะไรไปหลอกโลก การรู้เห็นธรรมทุกขั้นก็รู้เห็นขึ้นที่ใจของตัวเองประจักษ์กับใจอยู่แล้ว การสั่งสอนคนอื่นทำไมจะขัดข้องยุ่งเหยิง ทำไมจะสะทกสะท้าน ทำไมจะไม่มีเครื่องสอน สิ่งที่ให้สอนก็ปรากฏอยู่ในใจนี้แล้ว การสอนคนอื่นนั้นเป็นผลพลอยได้จากการสอนตนเองได้แล้ว

เพราะฉะนั้นเวลานี้เป็นโอกาสที่เราจะพยายามฝึกฝนอบรมสั่งสอนหรือทรมานตนเอง อันเป็นตัวพยศเต็มอยู่ในหัวใจนั้น ให้หายพยศไปโดยลำดับลำดา กลายเป็นจิตที่ดีหรือเรียกว่าคนดีพระดีขึ้นมา ตามขั้นตามภูมิแห่งความพากเพียรและกำลังความรู้ของตน เรียกว่ามีกำลังขึ้นมาโดยลำดับ เจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่าเจริญสมณธรรมให้เจริญอย่างนั้น เมื่อได้สั่งสอนตนเต็มภูมิและรู้เต็มภูมิแล้ว การสั่งสอนคนอื่นผู้ที่ฟังก็ย่อมได้รับผลประโยชน์เต็มสติกำลังความสามารถของเขา เพราะผู้สอนไม่ได้สอนแบบสุ่มเดา สอนตามแนวทางที่ถูกต้องดีงามจริง ๆ ไม่ผิดไม่เพี้ยน ไม่ทำให้ผู้มาอบรมศึกษาเกิดข้อข้องใจสงสัยแต่ประการใด ผลก็ย่อมปรากฏขึ้นได้โดยลำดับลำดา เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าและสาวกท่านสั่งสอนสัตวโลกจึงได้ผลเป็นที่พอใจ

ทีนี้ธรรมที่ท่านประกาศไว้แล้วนั้นและจดจารึกลงในคัมภีร์ใบลาน อาศัยความไม่รู้ของเราไปจดจำธรรมเหล่านั้นมา ธรรมเหล่านั้นก็ไม่พ้นที่จะอยู่ในความสงสัยของใจผู้ไม่รู้อยู่นั้นเอง เพราะฉะนั้นธรรมถึงจะเป็นของจริงแต่ใจเป็นของปลอมแล้ว การสั่งสอนใครก็ตามก็ไม่ทำให้จริงจังได้ ไม่ให้ตนและผู้อื่นเป็นที่แน่ใจได้

เมื่อธรรมทุกขั้นได้ประสับประสานกับจิตเต็มภูมิด้วยภาคปฏิบัติ ที่เรียกว่าเป็นความจริงเต็มภูมิแล้ว จะสอนขั้นใดภูมิใดก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้ฟังก็ฟังอย่างจุใจไม่มีความสงสัย นี่แหละหลักใหญ่จึงอยู่ที่เรา ต้องทำให้เป็นที่อบอุ่นเป็นที่แน่ใจในเรา อย่าให้สงสัย อย่าให้ตำหนิตนได้ ทำลงไปจนหาที่ตำหนิตนไม่ได้แล้วก็ภูมิใจคนเรา ภูมิใจเป็นลำดับลำดา

อย่าชินชาต่อความเพียร ต่อสถานที่ ต่อหมู่เพื่อน ให้ระมัดระวังตัวอยู่เสมอ เพราะเราอยู่ในขวากในหนามคือกิเลสห้อมล้อมและเสียดแทงเราอยู่ทุกอิริยาบถ จึงไม่ควรประมาทนอนใจ ทำใจให้ได้เบิกกว้างออกไป กิเลสนั่นแหละมันเบิกกว้างออกไป เบิกออกด้วยอำนาจของธรรมผลักดันมันออกไป ขับไล่มันออกไป ความรู้สึกของใจก็เบิกกว้าง เบาไปภายในตัวเองโดยลำดับ จะสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นที่ใจดวงนี้ เมื่อปราศจากสิ่งที่ทับถมแล้วใจย่อมเป็นอิสระขึ้นโดยลำดับลำดาจนเป็นอิสระเต็มที่ ทีนี้ไม่มีอะไรแหละขึ้นชื่อว่าสมมุติแล้วที่จะเข้ามาเหยียบย่ำทำลาย หรือกระทบกระเทือนใจที่เป็นอิสระด้วยความเป็นธรรมเต็มดวงแล้ว นั่นแหละท่านว่าธรรมประเสริฐ

เกิดขึ้นที่ใจของผู้ปฏิบัติ เช่น เราเป็นพระนักปฏิบัติ เกิดขึ้นที่ใจของเราผู้ปฏิบัตินี้เต็มภูมิ ก็เรียกว่าเราสร้างพระได้สมบูรณ์แบบเต็มภูมิของพระ พระโสดา พระสกิทา พระอนาคา พระอรหันต์ เต็มอยู่ในจิตนี้ไม่มีอยู่ที่อื่นอย่าสำคัญมั่นหมายไป อย่าตะครุบเงา ชื่อเป็นเงาอย่าคาดออกไป กิเลสไม่มีชั้นใดภูมิใดแต่มันสามารถบังคับจิต บีบคั้นจิตให้อยู่ในเงื้อมมือของมันได้ตลอดมาถึงปัจจุบันนี้ นั่นสิ่งที่เป็นพิษก็เป็นพิษ

การปฏิบัติตนเองก็ไม่ต้องไปคำนึงถึงชั้นใดภูมิใด ถ้าคำนึงก็ให้คำนึงถึงความพ้นทุกข์ คือพ้นจากเครื่องกดขี่บังคับทรมานอยู่ภายในใจนี้ เมื่อเต็มที่ภายในใจหาสิ่งสมมุติเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้แล้วก็รู้อย่างเต็มใจ จะว่าโลกธาตุไม่มีก็พูดได้เพราะไม่มีภายในใจ แดนสมมุติในสามโลกธาตุนี้ท่านเรียกว่าแดนสมมุติ สมมุติอย่างหยาบอย่างกลางอย่างละเอียดเรียกว่าสมมุติด้วยกันไม่มีในจิตใจ ใจพ้นแล้วจากแดนสมมุตินี้ ทั้งที่ใจก็เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์และรู้ ๆ อยู่ในท่ามกลางแห่งสามแดนโลกธาตุที่เป็นสมมุตินี้ เฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างขันธ์กับจิต

ขันธ์ก็เป็นสมมุติ ไม่ว่าจะเป็นรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ ที่มีอยู่ในร่างกาย สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันเป็นกระแสของจิต นี่เป็นความสมมุติทั้งมวล แต่ธรรมชาติอันแท้จริงคือจิตที่บริสุทธิ์แล้วไม่ใช่ความสมมุติทั้งห้านี้ หรือไม่ใช่ขันธ์ ๕ นี้ เป็นเพียงอาศัยกันอยู่เท่านั้น เหมือนขันธ์ ๕ นี้ไม่มีก็ได้ คือไม่มีที่จะไปเสียดแทงจิตใจให้ได้รับความเดือดร้อน ทุกข์ก็ทราบว่าทุกข์ หิวกระหายก็ทราบในเวลาที่ครองขันธ์อยู่ ก็ทราบอยู่ภายในของขันธ์ เมื่อยหิวอ่อนเพลียก็ทราบอยู่ภายในขันธ์ ว่ามันลดกำลังของมันลงไป มันต้องการอะไรก็ทราบว่าอาการทั้ง ๕ นี้ต้องการอะไร เมื่อหมดทางที่จะสืบต่อกันต่อไปแล้วขันธ์สลายก็สลายไปตามสภาพของมัน ธรรมชาติที่ไม่ใช่สมมุติ คือ ธรรมชาติที่บริสุทธิ์นั้นก็อยู่ตามหลักธรรมชาติของตน ก็มีเท่านั้น

ถ้าปฏิบัติได้ถึงขั้นนี้แล้ว เรียกว่าสร้างพระได้สมบูรณ์เต็มที่ อยู่ไหนก็อยู่เถอะที่นี่ เรื่องภัยที่เคยเกิดทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้นทางกายและเกิดขึ้นจากทางใจ เกี่ยวข้องกับรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส กว้างแคบขนาดไหนนั้นหมดปัญหาไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรสืบต่อกันแล้ว นี่กล่าวถึงผล เหตุก็ดังที่อธิบายให้ฟังแล้ว อย่าอิดหนาระอาใจต่อความเพียรและความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความเพียร ให้ถือความมุ่งมั่นเป็นสำคัญในหลักของการดำเนินงานจะไม่ท้อถอยอ่อนแอ และจะถึงแดนแห่งความพ้นทุกข์ในวันหนึ่งโดยไม่สงสัย

เอาละแสดงเพียงเท่านี้วันนี้ เหนื่อย


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก