มหากษัตริย์วัฏจักร
วันที่ 13 กรกฎาคม. 2527 เวลา 19:00 น. ความยาว 19.29 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๗

มหากษัตริย์วัฏจักร

 

        เราทุก ๆ รูปหวังที่จะทำตนให้มีคุณค่าเหนือกิเลสอันเป็นของต่ำทรามทั้งหลาย ด้วยธรรมของพระพุทธเจ้าอันเป็นของประเสริฐ ฉะนั้นการประกอบความพากเพียรของผู้ต้องการสารคุณแก่ตนโดยลำดับ จึงต้องได้ใช้ความพยายาม เพราะกิเลสนี้ฝังใจมานานนับไม่ได้แล้ว จนคล่องตัวไม่ได้มีฝืนอะไรกับเรา แต่เราจะแก้จะถอดจะถอนมันต้องใช้ความฝืนกันอย่างเต็มที่ เพราะมันเหนียวดึงไม่ขาด ฝืนดึงจนแทบล้มแทบตาย ก็เพราะมันเหนียวมันแน่น ถ้าเป็นของดึงง่าย ๆ เหมือนเส้นหญ้ามันก็ไม่ยาก ขาดสะบั้นไปทันทีทันใดที่ดึงนั่นแหละ แต่นี้มันเหนียวแน่นมั่นคงยิ่งกว่าสิ่งใด ในสามแดนโลกธาตุนี้มีสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เหนียวแน่นมั่นคงมากทีเดียวในหัวใจของสัตว์ และเป็นสิ่งที่กล่อมสัตว์ได้อย่างสนิทใจตายใจ

        ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรื่นเริงบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทุกข์ความลำบากชักจูงไปได้ทั้งนั้นเหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง เพราะมันแหลมคมมากถึงขนาดสัตว์โลกไม่รู้สึกตัวเลย มันถึงได้จูงเราเหมือนจูงวัวจูงควาย กิเลสจูงพวกเราไม่ผิดอะไรกับเราจูงวัวจูงควายไปใช้ไปสอยหรือเอาไปฆ่า ไม่รู้ตัวเลย กัดหญ้าไปเรื่อยอย่างนั้น นี่ก็เพลินไปเรื่อย ทุกข์ก็ทุกข์ไปตามเพลงของกิเลส พอใจเป็นไปตามเพลงของมันทั้งนั้น จึงเปรียบเหมือนกับสัตว์ตัวหนึ่งนั้นแหละ

        ต้องขออภัยอย่าว่าผมพูดหยาบนะ เรื่องของกิเลสที่มันจูงเรานั้นมันหยาบ จึงต้องพูดถึงเรื่องความหยาบของมัน และพูดถึงเรื่องความโง่ของเราที่ถูกกล่อมจากมันนั้นว่าเป็นเช่นไรบ้าง มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ก่อนผมก็ไม่ได้คิดได้อ่านอะไรนักเรื่องเหล่านี้ แต่ทุกวันนี้มันเป็นแล้วอย่างนั้น เป็นไปตั้งแต่เรายังไม่รู้ไม่เห็น เมื่อได้ปรากฏขึ้นมาแล้วตามหลักความจริงของมัน ที่มันแสดงต่อจิตใจของเราอย่างไรบ้าง ทำไมจะพูดไม่ได้

        เพราะสิ่งนี้เป็นโทษแท้ ๆ เป็นสิ่งที่ควรสะดุดใจอย่างมาก ทำไมเราจะไม่คิดไม่ค้นขุดคุ้ยขึ้นมาดูมัน เพื่อแก้ไขเพื่อถอดถอนเต็มสติกำลังความสามารถของเรา และทำไมเราจึงจะไม่ประกาศให้เพื่อนฝูงอันเดียวกันฟัง ซึ่งก็ตกอยู่ในห้วงแห่งกองทุกข์เพราะมันบีบบังคับเช่นเดียวกัน จะไม่แสดงได้อย่างไร ต้องแสดง นี่ในฐานะเป็นอาจารย์ของหมู่เพื่อน ที่เสกสรรให้เป็นครูเป็นอาจารย์ ต่างองค์ก็มาเอง ๆ ก็จำต้องได้พูด เพราะเล็งเห็นเจตนาของเพื่อนฝูงที่มา เพราะฉะนั้นจงอย่าได้นอนใจ

        อย่าเข้าใจว่าสิ่งที่เป็นอธรรม อันเป็นข้าศึกลบล้างธรรมความประเสริฐของพระพุทธเจ้านี้จะพาเราวิเศษวิโสประการใด มันจูงเราเหมือนกับเราจูงสัตว์ไปนั่นแหละ จะพามันไปสวรรค์นิพพานที่ไหน จูงสัตว์อย่างมากก็จูงไปกินหญ้า มากกว่านั้นก็จูงเข้าคราดเข้าไถเข้าลากเข้าเข็นภาระหนักต่าง ๆ และนอกจากนั้นก็จูงไปฆ่าเท่านั้น กิเลสจูงสัตว์โลกก็จูงแบบเดียวกันนี่แหละ มันไม่ได้จูงไปสวรรค์นิพพานให้วิเศษวิโสพ้นโลกพ้นสงสารไปไหนเลย มันจูงไปแบบเดียวกันกับคนจูงสัตว์ไปในที่ต่าง ๆ และไปด้วยเหตุผลที่ต้องการต่าง ๆ นั่นแหละ เรื่องของมันมีเท่านั้น จงพากันหนักแน่นมั่นคง

        เชื่อกิเลสเราเชื่อมานานแล้ว ผลก็เป็นดังที่รู้ ๆ เห็น ๆ กันอยู่นี้ ไม่มีใครจะดีวิเศษวิโสได้รับความสุขความสบายอะไร เพราะความเชื่อกิเลสและทำตามกิเลส ซึ่งเป็นฝ่ายอธรรมลบล้างศาสนธรรม เราบวชมานี้เราเชื่อพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  ถึงกับเปล่งวาจาออกมาว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ตั้งแต่ขณะบวชทีแรก ขอให้สรณะทั้งสามนี้ฝังใจความพากเพียรจะค่อยเป็นไป กิเลสมันจะเหนียวแน่นมั่นคงขนาดไหนก็สู้ธรรมะไม่ได้ เพราะธรรมะเหนือนั้น เมื่อเราคว้าถูกเครื่องมือที่จะปราบกิเลสแต่ละประเภท ๆ มาใช้ เราจะต้องปราบได้เรียบราบภายในจิตใจ เวลานี้เราคว้าเครื่องมือไม่ถูก แม้แต่รักษาศีลก็ด่าง ๆ พร้อย ๆ

        อุบายวิธีการที่จะทำสมาธิให้เกิดก็ล้มลุกคลุกคลาน นี่เรียกว่าเราจับเครื่องมือที่เหมาะสมซึ่งจะทำให้จิตสงบนั้นไม่ถูก จิตจึงสงบไม่ได้ ถึงจับถูกก็จับประเดี๋ยวประด๋าวแล้วให้หลุดไม้หลุดมือไปเสีย นี่มันก็สงบไม่ได้ และจับมาแล้วก็มือไม้อ่อนเปียกไปหมดเสียแล้วให้เครื่องมือนั้นหลุดไม้หลุดมือไปเสีย กิเลสเอาไปถลุงหมดดวงใจดวงนั้นอย่างนี้เสีย มันก็เป็นสมาธิขึ้นมาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ธรรมนั้นคือเครื่องปราบสิ่งฟุ้งซ่านรำคาญภายในจิตใจ เพื่อให้เกิดความสงบสุขขึ้นมาภายในใจนั้นแล แต่มันก็จับไม่ถูกใช้ไม่เหมาะใช้ไม่ถูกเสีย

        คำที่ท่านว่าปัญญาก็เหมือนกัน นั้นยิ่งลึกซึ้ง อุบายวิธีการที่จะทำให้เกิดปัญญา ก็เป็นอุบายวิธีการมีความหนักแน่นมั่นคง เช่นเดียวกับเราจะทำสมาธิให้เกิด เมื่อถึงขั้นปัญญาที่ควรจะเกิดเราต้องเป็นผู้นำหน้าก่อน ด้วยการพินิจพิจารณาพาค้นพาคิดฉุดลากออกไปหาแง่ต่าง ๆ หาเหตุหาผลหาเรื่องราวต่าง ๆ มาคิดขึ้นปรุงขึ้นตกแต่งขึ้น แล้วยอกย้อนถาม ตั้งปัญหาถามตัวเองอยู่เสมอกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เคยสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมามากน้อย ตั้งปัญหาถามกันไปเรื่อย ๆ แล้วจะได้อุบายออกมาเป็นลำดับลำดา

        จนกระทั่งปัญญาเริ่มปรากฏตัวขึ้นมาในหลักสมาธิภาวนา ดังท่านสอนไว้ว่าภาวนามยปัญญาแล้ว นั่นละที่นี่ถ้าเป็นรถก็เริ่มไหวตัวออกสู่ทางอันราบรื่นและรวดเร็วเป็นลำดับไป ปัญญาเมื่อได้เห็นคุณค่าของตัวเองที่คิดค้นขึ้นมาได้แล้ว ทีนี้จะเริ่มแตกแขนงไปเรื่อย ๆ นี่ท่านเรียกว่าภาวนามยปัญญา ปัญญาประเภทนี้จะไปเรียนจากผู้ใดไม่ได้ แม้จากครูบาอาจารย์ก็ได้เพียงเป็นเงื่อนเป็นเค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่ได้เป็นเนื้อเป็นหนังเหมือนเราผลิตขึ้นมาภายในตัวของเราเอง ท่านจะหยิบยื่นให้ถ้าเป็นไม้ก็ไม้ทั้งดุ้น ฟืนก็ฟืนทั้งท่อน อะไร ๆ ก็ทั้งดุ้น ๆ พอให้เราได้จับอันนั้นแล้วไต่เต้าไปตามนั้น แยกแขนงไปตามส่วนต่าง ๆ ของปัญญาที่ท่านแสดงไว้ทั้งดุ้นนั้น จนกลายเป็นสมบัติของตัวคือปัญญาของตัวเอง เกิดขึ้นเองภายในใจของตัว นั้นแหละปัญญาถึงจะก้าวเดิน

        เมื่อปัญญานี้เริ่มก้าวเดินแล้ววัฏวนนี้จะไหวตัวละที่นี่ ร้อนรนกระวนกระวายหาทางหลีกทางเลี่ยง หาทางหลบหลีกปลีกตัว หาทางต่อสู้ สู้ไม่ได้ก็บรรลัยไปละที่นี่เมื่อปัญญาขั้นนี้เกิดขึ้น ปัญญาขั้นนี้ผลิตขึ้นเอง ใจทั้งดวงซึ่งเป็นที่บรรจุของกิเลส เป็นโรงงานของกิเลสมานานแสนนาน ได้เริ่มกลายเป็นโรงงานของธรรม ผลิตธรรม มีสติปัญญาเป็นต้นขึ้นมาแล้ว ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เริ่มปรากฏขึ้นในจุดเดียวกันหมด เป็นโรงงานอันสำคัญ ๆ แล้วก็นำออกปราบกิเลส ซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจดวงเดียวกันนั้น ให้หมดไปโดยลำดับ ราบเรียบไปโดยลำดับ จนถึงปัญญาอัตโนมัติ นี่เป็นโรงงานขึ้นมาโดยไม่มีเจตนาที่จะปรุงจะแต่ง ไม่มีเจตนาที่ตั้งใจจะทำงาน เพราะธรรมชาตินั้นทำเอง ท่านจึงเรียกว่าอัตโนมัติ

        เมื่อถึงขั้นนี้แล้วกิเลสต้องร้อน ร้อนไปโดยลำดับ และแน่ใจต่อความพ้นทุกข์ หากแน่อยู่ภายในใจของผู้นั้นแล เพราะความอาจหาญมันเป็นขึ้นเอง นักต่อสู้ซึ่งไม่เคยมีในใจเลยเป็นขึ้นเอง คำว่านักต่อสู้นี้ คือสู้ไม่ถอย ไม่ลดละไม่ท้อถอย ไม่มีคำว่าอำนาจวาสนาน้อย ไม่มีคำว่าโง่ทั้ง ๆ ที่ยังโง่ต่อกิเลสบางประเภทอยู่นั่นแล แต่ไม่ได้ว่าโง่มีแต่จะเอาท่าเดียว

        เมื่อถึงปัญญาขั้นอัตโนมัติ ขั้นภาวนามยปัญญาล้วน ๆ แล้ว จะเป็นขึ้นภายในจิตใจตลอดเวลา ไม่ว่ายืนว่าเดินว่านั่งว่านอน ไม่ว่าจะสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งใด ปัญญาจะดีดขึ้นมาทันที ๆ กับสิ่งสัมผัสนั้น และนำสิ่งที่เคยสัมผัสหรืออารมณ์ต่าง ๆ ซึ่งเคยสัมผัสสัมพันธ์มาแล้ว เอามาถลุงกันให้ได้เหตุได้ผล ให้กิเลสที่แทรกอยู่ภายในนั้นแตกกระจายออกไปโดยลำดับลำดา ดังที่เคยพูดให้ฟัง ย่นเข้ามา ๆ นั้น

        ผมเทศน์นี้เทศน์อะไรบางท่านก็อาจจะเข้าใจ เพราะมีบางท่านถามเหมือนกันว่า ทำไมท่านอาจารย์ไม่เทศน์เรื่องอวิชชา ปัจจยาการเสียที ว่างั้น ก็ไม่ทราบว่าจะให้ผมอธิบายอะไรให้ฟัง เพราะผู้นั้นก็ไม่เข้าใจปัจจยาการ และไม่เคยพิจารณาปัจจยาการว่าเป็นอย่างไร และไม่เคยทำลายปัจจยาการนั้นด้วยวิธีการใดเลย เราก็ไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไร ก็เลยรวมยอดเอาเลยว่า ก็เทศน์ทุกวันนี้เฉพาะอย่างยิ่งเทศน์สอนพระ เทศน์แต่เรื่องปัจจยาการ อวิชฺชาปจฺจยา ทั้งนั้นๆ เป็นแต่เพียงว่าไม่บอกว่านี้คืออวิชชาเท่านั้น มันก็เป็นอย่างนั้นอวิชชา

        เทศน์ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของอวิชชาตั้งแต่กว้างเข้าไป ๆ กิ่งก้านสาขาของอวิชชาก็เคยบอก บริษัทบริวารของอวิชชาก็เคยบอก ทางเดินของอวิชชาออกมา ผลิตบริษัทบริวารออกมาทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกาย ออกสู่รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส กว้านผลรายได้เข้ามาสู่ใจ คือมหากษัตริย์วัฏจักรนั้นก็พูดหมดแล้ว

        เพราะฉะนั้นปัญญาจึงต้องตามต้อนไปทุกแง่ทุกมุมทุกแห่งทุกหน ที่สิ่งเหล่านี้ธรรมชาติเหล่านี้ไปแทรกไปซ้อนอยู่ในสถานที่ใด ทำลายกันด้วยความรู้จริงเห็นจริง แล้วปล่อยวางเข้ามา ๆ ความยึดมั่นถือมั่นหดตัวเข้ามาจนกระทั่งถึงธาตุถึงขันธ์ ซึ่งอวิชชามันแทรกมันซ้อนมันยึดมันถืออยู่ ความยึดถือนี้ก็เป็นกิ่งก้านของอวิชชานั่นละพาให้เป็นไป จนกระทั่งรู้เท่าทันโดยลำดับลำดาก็ปล่อยเข้าไป ๆ จนถึงตัวอวิชชาแท้ก็เคยพูดแล้ว นั่นละตัวปัจจยาการแท้ จึงพังทลายกันแหลกไปหมด อวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ อะไร ๆ ก็ตามพออวิชชาดับเท่านั้นมันดับไปพร้อม ๆ กันหมด

        ที่ท่านแสดงไว้ว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา,สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ เราอย่าเข้าใจว่าอวิชชาทำงาน มันจะค่อยทำไปโดยลำดับลำดาอย่างนั้นนะ เหมือนกับเราหยดน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ตรงนี้ดูซิ นี่จุดใหญ่ นั้นเป็นจุดเล็ก ๆ รอบจุดใหญ่ของน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น พอจ่อเข้าไปนี่ พึ่บพร้อมกันหมดทีเดียวเลย แต่เบื้องต้นมันก็ไหม้น้ำมันที่จุดใหญ่คืออวิชชานี้ก่อน แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไปพร้อม ๆ กัน ท่านว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา, สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ, วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ ไม่ใช่อวิชชานี้จะหนุนอันนี้แล้วไปหนุนอันนั้น แล้วไปหนุนอันโน้น ๆ

        ในภาคปฏิบัติไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ คืออวิชชานี่เป็นเครื่องหนุน ทั้งสังขาร ทั้งวิญญาณ ทั้งนามรูป ทั้งอายตนะ ว่าอย่างนั้นพูดง่าย ๆ มีอวิชชานี้เป็นผู้หนุนทั้งนั้น หลักความจริงแล้วมันไม่ได้เรียงลำดับลำดาอย่างที่เขียนไว้ในนั้นนะ ท่านเขียนถ้าเขียนซ้ำกันมันก็อ่านไม่ออก ท่านต้องเขียนเรียงลำดับลำดา เป็นกิริยาของอวิชชาทำงานว่าไปอย่างนั้น แต่เวลาความจริงแล้วมันพร้อมกันหมด อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา, สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ, วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ คือแต่ละอย่าง ๆ นี้ทำงานพร้อมกันหมด คือมีอวิชชาเท่านั้นหรือทั้งนั้นเป็นผู้หนุน ปัจจยา ๆ มันหนุน พออวิชชาดับดวงเดียว ทีนี้ก็ อวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ คือดับพร้อมกันหมดไม่มีอะไรเหลือเลย นั่นมันก็พร้อมกันเช่นเดียวกัน นิโรโธ โหติ นี่เป็นหลักธรรมชาติแห่งการปฏิบัติเป็นอย่างนี้

        ไม่ใช่จะค่อยไล่ค่อยเรียงไปตามนั้น แล้วไปฆ่าปัจจัยนั้นแล้วไปฆ่าปัจจัยนี้ที่มันหนุนอวิชชาให้เกิดสังขาร หนุนสังขารให้เกิดวิญญาณ ให้เกิดนามรูป ให้เกิดสฬายตนะอะไร ๆ สัมผัสสัมพันธ์กันไปเรื่อย ๆ อย่างนั้น ไปฆ่าอย่างนั้นตาย วันยังค่ำหาอวิชชาไม่เจอ มีแต่จะร่ายมนต์บ่นเพ้ออยู่อย่างนั้นนะ หาความจริงจะไม่เจอ เพราะฉะนั้นจึงต้องปฏิบัติอย่างที่ว่านี้ นี้คือหลักธรรมชาติหลักความจริง ที่จะให้อวิชชานี้ดับจริงๆ พิจารณาอย่างนี้

        นี่เทศน์อวิชชาทั้งนั้นนะไม่ได้เทศน์อะไร หลักของการปฏิบัติต่อกิเลสประเภทต่าง ๆ จนกระทั่งเข้าถึงอวิชชา ปฏิบัติอย่างนี้ อย่างที่เทศน์มาแล้วไม่รู้กี่ครั้งกี่หน มันม้วนเสื่อลงไปตรงนั้นแล้วม้วนเสื่อหมด เหมือนเราถอนต้นไม้ จำเป็นอะไรจะต้องไปนับดอกนับใบ ไปตัดกิ่งตัดก้านมัน พอถอนรากแก้วมันพรวดขึ้นมาเท่านั้น กิ่งไหนก้านไหนแม้จะมีดอกใบดกหนา ผลดกหนาขนาดไหนก็ตาม มันเรียบวุธตายไปด้วยกันหมด นั่นมันอย่างเดียวกันนั่นแหละ

        จึงขอให้ทุก ๆ ท่านจงตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ให้เห็นความวิเศษวิโสของธรรม ซึ่งพร้อมที่จะเกิดภายในใจเสมอ เวลานี้มีแต่กิเลสออกหน้าออกตา ทุกกิริยามารยาท ทุกอาการแห่งความเคลื่อนไหวของใจ เราไม่ทันมันซิ มีแต่มันออกหน้าออกตา จิตทั้งดวงกลายเป็นเวทีของมันเต้นรำไปหมด ธรรมะก้าวไม่ออก นี่มันจะไม่ทุกข์อย่างไร เมื่อมีแต่กิเลสเต้นรำขยี้ขยำอยู่ภายในจิตใจตลอดเวลา หาความวิเศษศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนในตัวของเรา เมื่อธรรมได้ก้าวออกไปดังที่ได้กล่าวนี้ นับวันจะปรากฏความวิเศษศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาในตัวเองโดยไม่ต้องเสกสรรปั้นยอ ใครก็ตามจะภูมิใจแน่ใจมั่นใจเข้าโดยลำดับลำดาภายในใจนี่แหละ เพราะฉะนั้นจึงขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งอกตั้งใจ อย่าได้ท้อถอยอ่อนแอ

        การมั่วการสุมกันไม่ใช่ทางของสมณะ ถึงเวลาที่จะมาฉันน้ำร้อนน้ำชาก็ให้มาด้วยความมีสติ เป็นผู้มีความเพียร อย่ามาคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้โม้นั้นโม้นี้ อันเรื่องเหล่านี้โลกเขาก็มีอยู่แล้วไม่เห็นวิเศษอะไร มองดูกิริยาท่าทางให้มันงามตาเบาใจสักหน่อย อย่าให้มันสะดุดตาสะดุดหูเลย นี่มันมักเป็นอย่างนั้น ถ้าว่าเสียงก็ไม่ออมปากเลยละ เสียงคนมีสติเสียงคนไม่มีสติมันก็รู้ แน่ะ มันก็บอกในจุดนั้น กิริยาท่าทางการแสดงออกมีสติหรือไม่มีสติมันก็รู้ ทำไมจะไม่รู้ ก็เรื่องกิเลสกับใจ ธรรมกับใจ มันสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลาไม่รู้ได้อย่างไร มันทนไม่ได้ต้องรู้ นี่ซิที่เป็นข้อหนักใจกับหมู่กับเพื่อน เผลอให้มันต่อยอยู่เรื่อย ๆ น่าอิดหนาระอาใจ

        สิ่งหยาบๆ บางอย่างพูดแล้วไม่รู้เรื่อง อย่างนี้ก็มี มันยิ่งส่อเข้าไปถึงความละเอียดของกิเลส จะแก้มันได้ยังไง เพียงหยาบ ๆ เท่านี้ก็ไม่ได้

        จึงต้องได้ฝึกได้ซ้อมเข้าไปทุกกิริยาอาการที่แสดงออก ให้มันทันกับเหตุการณ์เสมอ นั่นแหละปัญญาอันนี้แหละ จะก้าวเข้าไปสู่ปัญญาอัตโนมัติที่แหลมคมที่สุด ปราบกิเลสเรียบราบไป ไปตั้งแต่การฝึกการซ้อมการพินิจพิจารณาค้นคว้าล้มลุกคลุกคลานนี่แหละ เอาให้จริงให้จังนะ

เอาละพูดเท่านี้ เหนื่อยแล้ว วันนี้พูดมากไม่ค่อยได้ พูดแค่นี้ก็เอาละ

พูดท้ายเทศน์

        เหนื่อย  คิดดูแขกคนมาก็สงสาร ดูซิจะทำไง เขามาเพื่อเรา ถ้าเราไม่ตายก็ยังดี เขาไม่ได้มาเพื่อทำลายเรา เพราะฉะนั้นเราควรรับเราก็รับ รับคนละเล็กละน้อย ไม่ควรรับเราก็ไม่รับ เพราะดูอยู่ในตัวเสมอ มันควรไม่ควรมันบอกอยู่ในตัวนั่นแหละ

        นี่ปีนี้มากนะพระนะ อย่าให้มันโลเลนะ ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติ ใครจะใช้อุบายความเพียรวิธีใดก็เอา ทำลงไปเถอะในวงสัจธรรมไม่ผิดหรอก

        วันนี้ก็เหนื่อยหอบไปละ นี่แหละมันเป็นของมันอยู่ในนี้ต้องได้ระวัง คนก็มาก..แน่น ช่วงนี้หยุดหลายวันเสียด้วยแน่นไปหมด นี่ถ้าเราไม่เข้มงวดกวดขันมันยิ่งจะเลอะๆ เทอะๆ กว่านี้ มากกว่านี้ เลอะๆ เทอะๆ กว่านี้ ก็เพราะว่าเขาไม่มีคัมภีร์วินัย  ถึงเข้ามาปฏิบัติศีลธรรมก็ต้องเอานิสัยเดิมมาใช้อยู่นั้น เปิดเทปก็ได้เตือนนี่ มันใครเปิดเทปทางโน้นเสียงมันลั่นนักนี่ อยู่กุฏินี้ก็ได้ยิน ผมได้ยินจริงๆ นี่ เสียงตรงนั้นๆ วันหลังมาก็จี้เอาๆ ผู้อื่นที่นั่งภาวนาอยู่มันก็กวนเขาซิ จะเอาถ้อยเอาความจากเสียงนั้นก็ไม่ได้ เพราะเสียงมีเพียงมากระทบกระเทือนไม่ได้ถ้อยได้ความอะไรนี่  ถ้าผู้ตั้งใจฟังมันก็ได้ถ้อยได้ความ แต่ผู้อยู่ห่างๆ นั่นซิ ได้ยินแต่เสียงโว้กเว้กๆ มากระทบใจ นี่ก็ต้องเตือน

        ต่อจากนั้นก็ดุเอาพวกมารุมคุยกับพระ ก็ดุเอาซิ ไล่หนีเดี๋ยวนั้นเลย ไปเยี่ยมกันตามกุฏิก็เหมือนกัน ไม่ได้นะ มีแขกคนมาญาติโยมมาให้มาที่ศาลา มาต้อนรับนี่ เคยเห็นความเสียมามากแล้วเรื่องเหล่านี้ คุยกันตามกุฏิอะไรๆ ยุ่งกันไปหมด มีอะไรก็ให้มาคุยกันที่ศาลานี่ ต้อนรับเขาที่นี่ อย่าไปคุยมั่วสุมกันที่กุฏินะ การปกครองหมู่เพื่อนนั้นหนักเล่นเมื่อไร ไม่ใช่ของเล่น เพื่อจะให้เป็นความดีงามนั่นแหละ เข้มงวดกวดขันก็เพื่อความดีไม่ใช่เพื่อความเสียนี่

        นี่ก็เคยไป อย่างที่เราเห็นแหละ ไปกุฏิไหนเสียงลั่น ตามในวัดในเมืองในบ้านที่ไหน แม้แต่วัดกรรมฐานก็เป็นไปได้ แต่วัดเราจะมาทำอย่างนั้นไม่ได้ ลืมเนื้อลืมตัวพระก็ดี ประชาชนที่มาเกี่ยวข้องกับพระก็ลืมเนื้อลืมตัว ต่างคนต่างลืมเนื้อลืมตัว บวกกันเข้าจะเป็นผลอย่างไรขึ้นมา อันนี้ก็จารีตประเพณีของพระของโยมที่ต้อนรับกันด้วยความจำเป็นเท่านั้นก็ให้จากกันไป มาพูดร่ำรี้ร่ำไรกันซ้ำๆ ซากๆ เรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ยุ่งไปหมด อย่างนั้นไม่เอานะ

        เดี๋ยวนี้มันลดลงขนาดนั้นนะ ขนาดที่จะตอบจดหมายก็ต้องถือว่าเป็นการเป็นงานหนักหนาจริง ๆ แล้วเดี๋ยวนี้ จดหมายมาถึงหน้ากระดาษแล้วผมไม่ได้อ่านเลย ตามันก็ฝ้าฟางไปหมด พออ่านไปๆ ฝ้าฟางเข้าไปจนไม่มองเห็น แล้วความคิดความปรุงของจิตไปตามจดหมายก็ต้องใช้ความคิด ไม่งั้นเข้าใจได้อย่างไร ก็ขีดน้ำหมึกไว้เฉย ๆ เราเป็นผู้ให้ความหมายเอาเอง เขียนว่าอย่างไรล่ะ นั่นก็ต้องใช้ความปรุงบ้างซิ มันก็เหนื่อย เมื่อก่อนก็ไม่เป็น นี่เวลามันชำรุดแล้ว อะไรผ่านนิดหนึ่ง ๆ ก็พลอยแต่จะล้ม เหมือนเส้นหญ้านี่ ถูกลมพัดนิดหนึ่งก็เอน ๆ ลู่ไปทางนั้นลู่ไปทางนี้ ทั้ง ๆ ที่ลมไม่ได้รุนแรงอะไรนัก นี่ก็เหมือนกัน งานแบบนี้เป็นงานที่เคยทำมาแล้วทั้งนั้น แต่มาถึงระยะนี้แล้วมันเป็นยังไง มันเลยถือว่าเป็นงานที่หนักมากกว่าที่แล้ว

        ต่อไปการสอนผู้สอนคนก็จะลดลงไปเหมือนกันกับสอนพระสอนเณร อยู่โดยลำพังก็เหมือนรถเอาเข้าโรงซ่อมไว้อย่างนั้นละ มีแต่ซ่อม หากขี่ไม่ได้อย่างว่า สุดท้ายก็ทิ้งตูม ก็เรื่องความจริงมันเป็นอย่างนั้น เราก็พูดตามความจริง โลกนี้เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงให้เรียนความจริงให้มันรู้เสียตั้งแต่ต้นทางที่ยังไม่ตายนี่ ถึงวาระมันจะเป็นมันก็ต้องเป็นไปตามที่ธรรมบอกไว้ทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็หายห่วงหายหวง อนาลโย เสียตั้งแต่ยังไม่ตาย ปล่อยกันไว้แล้วตั้งแต่ยังไม่ตาย เพียงความรับผิดชอบยังมีต่อกันอยู่เท่านั้น แสนสบาย

        เอ๊ ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ใครเขียนอยู่งานศพท่านมหาปิ่น ราชบุรีน่ะ อย่างนั้นซิเอาผมไปอ้างนะ ว่าผมเป็นคนว่านรกมีอยู่เพียงภายในใจเท่านั้น ในนั้นดูปฏิเสธนรกข้างนอก ปรภพนี่  จะว่ายังไง ผมได้อ่านแล้วนะ เพราะฉะนั้นถึงได้จับจุดนี้ไว้ อย่างนี้แหละคน มีครูบาอาจารย์อะไรที่เป็นที่เคารพเลื่อมใสของคนแล้ว ไอ้เรากำลังคึกคะนองเอาความเห็นของเราเข้าไปใส่ปุ๊บ อาศัยอำนาจของครูบาอาจารย์อย่างนี้แหละ มันแทรกกันอย่างนี้แหละจะทำยังไง ผมไม่เคยพูด ท่านทั้งหลายเคยได้ยินไหมเรื่องลบล้างนรกสวรรค์อะไรนี่ ผมเทิดทูนพระพุทธเจ้าเสียจนหัวใจขาดผมยอมให้ขาดไปเลย ที่พระองค์ทรงแสดงไว้แล้วนั้นผมหาที่ค้านไม่ได้เลย ไม่อาจที่จะพูดให้ฟังว่านี่น่า ๆ มันไม่ใช่วิสัยของตาจะเห็นกันนี่

        จึงบอกให้ปรับใจให้ดี ๆ ถึงได้บอกเสมอ อันใดที่ควรจะรู้จะเห็นมันจะเห็นหมดนั่นแหละ ไม่มีอะไรที่จะกว้างขวางลึกซึ้งสุขุมมากยิ่งกว่าใจที่จะรู้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันแค่รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสเท่านั้น มันวงแคบๆ นอกจากนั้นไปแล้วมันไม่ได้เรื่อง แต่ใจนี้เป็นสิ่งที่พิสดารมากทีเดียว ไม่มีอะไรเกินใจเรื่องพิสดาร เวลามันโง่ก็โง่อย่างพิสดาร เวลามันฉลาดก็ฉลาดอย่างพิสดาร เวลามันโง่อย่างพิสดารมันก็ยังอวดฉลาดอย่างพิสดาร แต่เวลาฉลาดอย่างพิสดารให้เต็มที่แล้วไม่อยากอวด ผิดกันเท่านั้นแหละ เพราะความอยากก็เป็นกิเลส กิเลสพังไปแล้วเอาอะไรมาอยาก ยังเหลือแต่ความจริงล้วน ๆ เท่านั้น คำที่เขาติกับคำที่เขาชมมีน้ำหนักเท่ากัน ไม่มีอะไรเกินกัน มากกว่ากัน ถ้าไม่ใช่กิเลสเป็นผู้พาเสกพาสรร ธรรมท่านไม่เสก วางไว้ตามความจริง

        มันคอยเอาไปลงอย่างนี้ละ มีอยู่มากที่ว่าเทวบุตรเทวดาไม่มีเหล่านี้ ปรภพ ภพอื่นๆ นอกจากภพของร่างของเจ้าของนี้ ปฏิเสธหมดลบล้างหมด ไม่ยอมให้อะไรมีได้ในโลกนี้ แต่ทั้ง ๆ ที่มันก็เกลื่อนโลกอยู่นี่จะว่ายังไง มองดูแต่ตาแล้วก็เห็นมีสัตว์กี่ประเภทเต็มอยู่ในโลกนี้ เอ้า หูได้ยิน เช่นอย่างโสตทิพย์อย่างนี้ก็ลองดูซิทำไมจะไม่ได้ยิน ตาทิพย์มีทำไมจะไม่เห็น สิ่งที่เป็นวิสัยของตาใจมีของหูใจมี ทำไมจะไม่รู้ไม่เห็น สิ่งเหล่านี้มีอยู่

        ดังพระพุทธเจ้านั่นซิ นั่นท่านทรงตาทิพย์หูทิพย์อย่างสมบูรณ์ เรื่องสัพพัญญู ๆ รู้สิ่งทั้งปวง ฟังซิ ทั้งปวงท่านรู้หมดปิดไม่อยู่ พวกเรามันสัพพัญโง่ โง่ไปหมด สัพพัญญู แปลว่า รู้ สัพพัญญู ๆ พวกเรามันสัพพัญโง่นั่นซิ อะไรมาก็กวาดเข้ามาหาความโง่ ให้ความโง่กลืนเอาหมด แสดงลวดลายของตัวออกมาว่าเป็นผู้ฉลาด มันน่าหัวเราะจะตายไปความฉลาดของกิเลสเอามาอวด ความฉลาดของธรรมท่านไม่อวด แต่เวลาออกก็กิเลสพังไปเลย ท่านเอาออกตรงไหนกิเลสพังไปเลย แน่ะ เพราะฉะนั้นกิเลสถึงกลัวแต่ธรรมไม่กลัวอย่างอื่น กิเลสต่อกิเลสกลัวกันเมื่อไร

        เรื่องความรู้ถ้าลงกิเลสแทรก ๆ แล้วมันไม่เสมอละ ต้องเอียงเสมอ เอียงก็เอียงเข้าข้างกิเลส ความรู้ที่เป็นธรรมล้วน ๆ ไม่ได้มีอะไรมาแทรกมาแซงมาทำลาย มาพัดมาผันให้เอียง เพราะฉะนั้นถึงเสมอน่ะซิ พระพุทธเจ้าสอนโลกก็สอนไปตั้งแต่อนุปุพพิกถาเรื่อยไปนั่น พระองค์ตำหนิที่ตรงไหน อนุปุพพิกถา แปลว่า ธรรมที่ทรงแสดงโดยลำดับ ตั้งแต่พื้น ๆ ของธรรมเรื่อย ๆ เหมือนเรือบินเหินฟ้า ถ้าแปลออก อนุปุพพิกถา น่ะ นอกจากไม่แปล มาปฏิบัติแล้วก็เลยไปแบบปฏิบัติเสีย ถ้าจะแปลเป็นแบบอรรถภาษาบาลีนั้นผมก็แปลได้ไม่ใช่คุย ก็เรียนมาแล้วนี่

        อย่างพระพุทธเจ้าก็สอนลงมาเพื่ออันนี้นี่ จะเรียนมากเรียนน้อยก็เรียนเพื่ออันนี้ เพื่อรู้อันนี้ เพื่อปฏิบัติให้เห็นอันนี้ ก็ดึงอันนี้ออกไปเลยมันจะเป็นอะไรไป เอาความจริงมาเลยไม่ต้องเอาศัพท์มาแปลกัน เพราะอันนั้นเป็นชื่ออันหนึ่งก็ทราบแล้ว

        นี่ไม่ได้ประชุมนาน เป็นห่วงหมู่เพื่อนก็ห่วง แต่ว่าจะทำยังไงเรื่องขันธ์ของเจ้าของไม่อำนวยก็ต้องได้อยู่ วันหนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง ๆ วันอากาศอบอ้าวมาก ๆ นั้นอยู่เฉย ๆ ก็เป็นในหัวใจนี่ ทรงตัวอยู่อย่างนั้นนะ ใครขึ้นไปหาเหมือนข้าศึกไปหาโน่นนะ มันไม่อยากยุ่งอยากอะไรกับใคร อยู่พอดีเจ้าของ พอดีอย่างนั้นมันพอดี๊พอดี ปกติมันก็คอยลดของมันลงอยู่แล้ว ถ้ามีภาระอะไรขึ้นไปมันยุ่ง

        ถ้าดูหนังสือถ้าเราจะพูดแบบโลกก็เรียกว่าเป็นเครื่องเพลินอย่างหนึ่ง พิจารณา เพราะดูเป็นธรรมทั้งนั้นนี่ เมื่อจิตไม่ไปเกี่ยวกับโลกแล้วก็จะว่าอย่างไร มีแต่เรื่องของธรรมก็จะบอกอย่างนี้ ใครจะว่าบ้าก็ว่าไปซิ เวลาลากมันจับหางดึงไว้จนหางขาดมันยังไม่ยอมอยู่ ก็แสดงให้เห็นแล้ว มันบืนใส่โลก ถ้าเป็นหมาก็จับหางดึงเอาไว้ ขี้นะ ๆ อย่าไปนะ ฟาดเสียจนหางขาดมันยังไปหาขี้จนได้ มันก็เคยพอแล้วนี่ว่าไง ไล่มันไปมันไม่ไปจะว่าไง มันไม่ไปก็บอกว่าไม่ไปซิที่นี่ มันไม่ไปอะไร อย่าว่าแต่เป็นเรื่องโลก ๆ เลก ๆ เลย ธรรมดา ๆ นี้เรื่องของสมมุติธรรมดามันก็ไม่อยากไปเกี่ยวข้อง ดูเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ อยู่กับเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ไป อาศัยมันไปเท่านั้น ถึงวาระแล้วก็ทิ้ง ภารา หเว มันยังอยู่ ภารา หเว รับผิดชอบมันอยู่นี้

        ใครนั่งเอามือเท้าซ้าย ( เท้าแขน ) อยู่นั่น เท้าซ้ายอยู่ทำอะไรนั่น กรรมฐานเอามือเท้าซ้ายดูไม่ได้นะจะบอกให้ พ่อแม่ครูจารย์เคยชี้ เป็นขุนนางมาจากไหน ท่านชี้ทันทีเลย มานั่งต่อที่ชุมนุมสงฆ์ครูบาอาจารย์เอามือเท้าซ้ายอย่างนี้กรรมฐานอะไร ใส่กันเปรี้ยง ๆ เลย

เอาละเลิกกันละที่นี่

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก