ความหวังของชาวพุทธ
วันที่ 16 กรกฎาคม. 2527 เวลา 19:00 น. ความยาว 54.33 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๗

ความหวังของชาวพุทธ

คำว่า อัจฉริยธรรม คือธรรมอัศจรรย์ ต้องมาอัศจรรย์ที่จิต อยู่โดยลำพังตามธรรมชาติของธรรมไม่มีสิ่งยืนยันรับรองคุณภาพแล้ว ย่อมไม่ทราบได้ว่าธรรมเป็นอย่างไร ทั้งที่ธรรมมีมาดั้งเดิม มีอยู่ดั้งเดิม ก็ไม่มีใครที่จะแหวกแนวไปเจอธรรมที่มีอยู่ดั้งเดิมนั้นว่า ได้พบแล้วในคำที่ว่าธรรมอัศจรรย์นั้น เพราะไม่อยู่ในสถานที่นั่นที่นี่ที่ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่หากเป็นธรรมอยู่โดยหลักธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งใดทั้งนั้น มีใจเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องยืนยันธรรมขั้นต่าง ๆ ว่ามีความอัศจรรย์มากน้อยต่างกันอย่างไรบ้าง

ธรรมกับโลกแม้จะมีมาด้วยกันดั้งเดิม ถ้าไม่มีใจเสียอย่างเดียวเป็นเครื่องสัมผัสรับทราบ ด้วยการปรับปรุงใจให้ถูกที่ควรจะรับทราบได้แล้ว ก็ไม่มีทางทราบตลอดไป จึงทำให้อัศจรรย์เรื่องความตรัสรู้ หรือความอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า หมายถึงพระองค์แรก ซึ่งไม่มีใครแนะนำถวายอุบายพระองค์แต่อย่างใดเลย แต่แล้วก็สามารถแหวกออกมาจากสิ่งหนาแน่นทั้งหลายซึ่งไม่มีทางที่จะคาดจะฝัน ว่าจะสามารถแหวกว่ายออกมาได้ในบรรดาโลกทั้งมวล แต่พระพุทธเจ้าทรงแหวกว่ายออกมาได้ด้วยความเป็นสยัมภู ทรงแหวกทรงรู้ออกมาเอง พ้นออกมาเอง ไม่มีใครแนะนำสั่งสอนเลย นี่ละพระพุทธเจ้าที่ต่างจากสาวกทั้งหลาย ต่างที่ตรงนี้

บรรดาสาวกต้องได้รับการแนะนำอุบายต่าง ๆ จึงเรียกว่า สาวโก สาวก แปลว่า ผู้สดับผู้ฟัง ได้รับการศึกษาแนวทางมาจากพระพุทธเจ้าแล้ว จึงพอที่จะจับเงื่อนแห่งการดำเนินนั้นได้ เพราะสิ่งที่รัดรึงอยู่ภายในจิตใจนั้น ถ้าว่าหนาแน่นก็ไม่มีอะไรจะคาดจะประมาณได้ และไม่มีใครจะทราบได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัยต่อตัวเอง ไม่มีสัตว์ตัวใดทราบได้เลย เพราะเป็นความที่ครอบอย่างสนิทติดจมจริง ๆ

นี้แลที่ว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นในโลกเป็นระยะ ๆ ก็เพื่อให้โลกได้มีช่องมีทาง มีกาลมีสมัยที่ควรจะหลุดลอยออกไป แม้แต่นักโทษในเรือนจำเขายังมีเวล่ำเวลาปลดปล่อยพ้นโทษพ้นภัยไปได้ ขนาดที่ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เมื่อทำความดีต่อชาติบ้านเมืองมากเข้า เขาก็ลดหย่อนผ่อนผันให้พ้นโทษออกมาได้ นี่สัตว์โลกที่จมอยู่ในวัฏวนนี้ก็เป็นเช่นเดียวกันกับนักโทษในเรือนจำ ผู้มีโทษมากมีโทษน้อย มหันตโทษมหันตทุกข์มี อันนี้คำที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบไว้เหมือนดอกบัว ๔ เหล่านั้น ก็เป็นทำนองเดียวกัน ผู้เบาบางเต็มที่คอยที่จะแย้มอยู่แล้วก็มี รองลำดับลงมาโดยลำดับลำดาจนถึงขั้นปทปรมะหมดทางก็มี เรียกว่ามหันตทุกข์มหันตโทษในวัฏจักรก็มี

เมื่อได้รับพระโอวาทของพระพุทธเจ้าแต่ละยุคละสมัยที่ท่านมาตรัสรู้ นั้นแลเป็นกาลเป็นสมัยที่สัตว์โลกจะได้หลุดลอยปล่อยโทษจากสิ่งคุมขัง คือธรรมชาติที่กล่อมสนิทอยู่ภายในจิตใจนี้ ให้ได้ผ่านพ้นไปโดยลำดับลำดา เมื่อหมดประเภทบุคคลที่ควรจะผ่านพ้นไปได้แล้ว พระพุทธเจ้าก็ปรินิพพาน หรือศาสนธรรมหมดไปจากความนับถือของสัตว์โลก เพราะไม่มีช่องมีทางที่จะให้เกิดความเชื่อความเลื่อมใสและนับถือ พร้อมทั้งการนำไปปฏิบัติได้ นี่ละธรรมจึงมีเป็นกาลเป็นเวลา ตามที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มาตรัสรู้

ดังพระพุทธเจ้าของเรานี้ แม้จะทรงพระชนม์อยู่เพียง ๘๐ พระพรรษาเท่านั้นก็ตาม แต่ก็ทรงเล็งญาณดูสัตวโลกที่เกี่ยวกับศาสนธรรมของพระองค์นั้น จะได้ยืดยาวไปประมาณเท่านั้นเท่านี้ เช่น ๕,๐๐๐ ปี เป็นต้น คือสัตว์โลกจะมีผู้สนใจในธรรมในศาสนธรรมของพระองค์อยู่เพียงแค่นั้น จากนั้นก็ถูกสิ่งปิดกำบังอย่างมืดมิดปิดตาไปเลย เป็นมหันตโทษมหันตทุกข์ปทปรมะไป

ถ้าเป็นโรคก็มีแต่โรคประเภทไม่ฟังยา หมอกับยาก็หมดความหมาย จำเป็นต้องปล่อยวางเท่านั้นเอง นี่ละเหตุที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ ได้มาตรัสรู้ เรียกว่าเปิดโลก เหมือนกับเขาปล่อยนักโทษในเรือนจำออกเป็นกาลเป็นเวลา ใครจะเชื่อก็ตามไม่เชื่อก็ตาม หลักความจริงที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้เรียงลำดับลำดากันนั้น เคยเป็นมาแล้วแต่ไหนแต่ไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความที่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ขึ้นอยู่ตามหลักความจริงดังที่กล่าวมานี้

หากไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใดมาตรัสรู้เลย สัตว์โลกนั้นก็จะต้องจมอยู่ตลอดเวลา ยิ่งกว่านักโทษที่ติดตะรางตลอดชีวิตเสียอีก จึงต้องมีศาสนธรรมจากพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มาตรัสรู้ แล้วเปิดช่องเปิดทางให้สัตว์ทั้งหลายที่อดกลั้นทนทานในทุกข์ทั้งหลาย ซึ่งได้เห็นเต็มหัวใจแล้ว ได้หลุดลอยออกมาด้วยอำนาจแห่งกระแสธรรมส่องเข้าถึง ก็ยึดก็เหนี่ยวเกี่ยวเกาะกันออกมาเรื่อย ๆ ผ่านพ้นไปเรื่อย ๆ ดังที่เราเห็นในตำรับตำราว่าบรรลุมรรคผลนิพพาน นั้นแหละคือรอดพ้นไปโดยลำดับ

ผู้สำเร็จอรหัตอรหันต์ก็มี สกิทาก็มี อนาคาก็มี โสดาก็มี เป็นกัลยาณปุถุชนเพื่อสืบนิสัยวาสนาต่อไปในอันที่จะก้าวขึ้นสู่อริยธรรมเหล่านี้ก็มี เป็นความถ่ายทอดกันมาโดยหลักธรรมชาติเช่นนี้ ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับความเชื่อความนับถือของผู้ใด เชื่อหรือไม่เชื่อไม่สำคัญ ธรรมชาตินี้เป็นมาอย่างนั้น นี่เรียกว่าคติโลกคติธรรม เป็นหลักธรรมชาติที่ว่าธรรมกับโลกเป็นคู่เคียงกันมา เป็นแต่เพียงว่าธรรมนั้นยุบยอบลงไปในบางกาล แล้วสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมาบางสมัยที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และยังจะเป็นไปอีกตลอดอนันตกาลในทำนองเดียวกันนี้โดยไม่ต้องสงสัย ผู้ที่ควรแก่การจะได้หลุดพ้นจากวัฏจักรวัฏวนนี้ ก็มีช่องทางที่จะเป็นไปตามระยะ ๆ ๆ เพราะฉะนั้นสัตว์โลกจึงมีอุปนิสัยต่างกัน และเหมาะสมกับกาลที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมาตรัสรู้

ในขณะที่มืดบอดเสียที่สุดเลยนั้น ก็ไม่ปรากฏว่ามีพระพุทธเจ้าพระองค์ไหนมาตรัสรู้ เช่นสุญญกัปอย่างนี้ พระพุทธเจ้าพระองค์ใดมาตรัสรู้ในขณะที่เป็นสุญญกัปนั้นไม่มี คือจิตของสัตว์โลกทั้งหลายมันเหมือนกันหมด ไม่มีจิตดวงใดที่จะสามารถรับแสงสว่างแห่งธรรม พอที่จะนำตัวให้เล็ดลอดออกไปได้ จึงไม่มีศาสนธรรมมาประกาศกังวานในเวลาเช่นนั้น นี่เรียกว่าเป็นสมัยปทปรมะจริง ๆ ทีนี้พอควรแก่กาลที่สัตว์โลกจะได้รอดพ้น หรือหลุดพ้นไปตามวาระของตน ที่มีกรรมอันชั่วแน่นหนาเบาบางลงไปแล้ว ในจังหวะนั้นพระพุทธเจ้าก็มาตรัสรู้ และรื้อขนสัตว์โลกไปได้จำนวนมากมายก่ายกอง ในบรรดาพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ

นี่เป็นหลักธรรมชาติ เคยมีมาดั้งเดิม และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่มีกาลไม่มีสมัย เป็นคู่เคียงกันไปตามยุคตามสมัยของโลกของธรรม ที่จะแสดงตามวาระของตนต่างกัน จากนี้ท่านก็แสดงไว้แล้วว่า พระอริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้จากพระพุทธเจ้าของเราไป แต่เรื่องนานหรือไม่นานก็ฟังเอาว่าพุทธันดรหนึ่ง ระหว่างแห่งพระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้แต่ละพระองค์ ๆ นั้น ยืดยาวนานมากทีเดียว นั่นละที่ว่าพุทธันดร หรือสุญญกัป ว่างเปล่าจากศาสนธรรม ว่างเปล่าจากคำว่าบาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี สัตว์จะต้องจมอยู่ใต้อำนาจของกิเลสซึ่งมีอำนาจมากตลอดเวลา จะเรียกว่าจมดิ่งก็ได้ ไม่มีเวลาโผล่ขึ้นมาได้เลย พอที่จะเห็นโทษเห็นภัยแห่งสิ่งที่กดถ่วงนั้นแม้น้อย

เราทั้งหลายได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ทั้งได้บวชในพระพุทธศาสนา และได้ปฏิบัติอรรถธรรมนี้ นับว่าเป็นบุญลาภ มีจำนวนกี่หมื่นกี่แสนคนเราก็นับเข้าในจำนวนที่มีบุญลาภ มีวาสนา และเป็นสมบัติของเราในทางที่ดี จึงควรที่จะภาคภูมิใจในภพชาติและอำนาจวาสนาของเรา ที่เกิดมาในท่ามกลางแห่งพระพุทธศาสนา แม้พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปก็ตามเถอะ คำว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนั้นแลคือองค์ศาสดา ที่ประกาศกังวานอยู่กับหัวใจของสัตว์โลก ไม่ได้ปรินิพพานไปตามพระรูปพระโฉมของพระองค์เลย

อันนี้เป็นหลักปัจจุบันอยู่ตลอด เช่นเดียวกับคำว่าผิดทำเมื่อไรก็ผิด ไม่มีคำว่าอดีต อนาคต คำว่าธรรมทำเมื่อไรก็ถูกอยู่เช่นนั้น พระโอวาทที่ทรงชี้แจงไว้อย่างใดเป็นความถูกต้องแล้วอย่างนั้น ประหนึ่งว่าพระองค์มาประทานพระโอวาทด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์เองกับเราทั้งหลาย ในขณะที่ได้อ่านตำรับตำรา ในขณะที่ฟังเทศนาว่าการ ในขณะที่เราประพฤติปฏิบัติจิตตภาวนา ประหนึ่งว่าพระองค์มาชี้แจงแสดงบอกอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นหลักธรรมชาติของหลักธรรมทั้งหลายที่ประทานไว้แล้ว ส่วนพระรูปพระโฉมนั้นเป็นเช่นเดียวกับโลกทั่ว ๆ ไป ไม่มีใครเหนือกฎแห่ง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา นี้ไปได้

เรือนร่างแห่งความเป็นพระพุทธเจ้าหรือเรือนร่างแห่งพุทธะนั้น ก็ได้แก่ร่างกาย ร่างกายนี้เต็มไปด้วย อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ต้องไปตามสภาพของมัน ทั้งพระพุทธเจ้า สาวก และคนสามัญธรรมดา ตลอดสัตว์ทั่วไป ไม่มีข้อยกเว้น อันนี้เป็นสิ่งที่ผ่านไปตามกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แต่หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของสัตว์โลกไม่ได้ผ่านไป ดังพระโอวาทที่สอนไว้ตามตำรับตำรา

เราได้ก้าวเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาและแดนแห่งการปฏิบัติเช่นนี้ จึงควรจะตักตวงให้เต็มสติกำลังความสามารถของเรา ไม่ลดหย่อนอ่อนข้อท้อแท้อ่อนแอเหลวไหล ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามอรรถตามธรรม ประหนึ่งว่าพระศาสดาเอื้อมพระหัตถ์มาฉุดมาลากเราด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง โดยหลักแห่งสวากขาตธรรมไม่ละเว้น เราควรจะมีความกระหยิ่มปลื้มปีติในการประพฤติปฏิบัติ ให้เห็นสิ่งที่เป็นภัยซึ่งฝังจมอยู่ภายในจิตใจนี้มานานแสนนาน

คำว่าธรรมประเสริฐนั้น เราจะได้ยินเป็นบางกาลและเป็นบางราย ส่วนกิเลสซึ่งเป็นสิ่งที่ต่ำช้าเลวทราม อันออกมาจากการตำหนิของจอมปราชญ์ทั้งหลายนั้น มีอยู่ภายในจิตใจของเราทุกคนเต็มอยู่หมด ก็ไม่ปรากฏว่ากิเลสนี้วิเศษตามหลักธรรมที่ท่านตำหนิโดยความจริง แต่ใจของเราที่ถูกกิเลสครอบงำนั้น ถือว่าเป็นของดิบของดี เป็นของวิเศษไปเสียทั้งสิ้น ขึ้นชื่อว่าสกุลของกิเลสแล้ว ไม่มีสกุลใดที่จะร่อยหรอจากความหลง ความยึด ความคล้อยตามของสัตว์ทั้งหลายนี้เลย จึงเป็นสิ่งที่แก้ยาก

ที่แก้ยากเพราะไม่เห็นโทษ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ไม่ให้เห็นโทษมันได้ง่าย ๆ ติดมาเท่าไร จมมาเท่าไร ก็หลงมาเท่านั้น ไม่มีคำว่ารู้พอเป็นบทเรียน อันเป็นเงื่อนแห่งทางแก้ไขต่อไป มีแต่จมไปเรื่อย ๆ แล้วยังจะจมต่อไปอีกตลอดกัปตลอดกัลป์ หากำหนดกฎเกณฑ์จุดหมายปลายทางไม่ได้ ถ้ายังจะยอมเชื่อมันอยู่เรื่อยไปเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่ธรรมท่านประกาศแสดงบอกโทษของมันอยู่ตลอดเวลา

เราอย่าเข้าใจว่าจิตนี้จะงอมเองจะสุกเองถึงนิพพานเอง โดยปราศจากการสั่งสมคุณงามความดีอันเป็นปุ๋ย เป็นโอชารสหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีกำลังแก่กล้าสามารถขึ้นไป จะไม่มีทางเป็นไปได้เลย ผู้ที่จะหลุดพ้นไปได้ต้องอาศัยการสั่งสมคุณงามความดีโดยลำดับลำดา ในชาตินี้ไปไม่ได้กำลังยังอ่อน ชาติต่อไปก็ส่งเสริมอีก วันนี้กำลังยังอ่อนไม่สามารถจะก้าวไปได้ วันต่อไปก็เสริมขึ้นโดยลำดับลำดา

เช่นเพียงคำว่าสมาธิธรรมเท่านั้น ที่ควรจะได้เห็นกันสด ๆ ร้อน ๆ ภายในใจของผู้ปฏิบัติในขั้นเริ่มแรก เราก็ได้ยินแต่ชื่อ ไม่สามารถจะสัมผัสสัมพันธ์สมาธิธรรมหรือสมถธรรมนั้นได้เลย แต่เมื่อเราอุตส่าห์พยายามปรับปรุงใจของเราด้วยวิธีปฏิบัติจิตตภาวนาตามหลักธรรมที่ท่านสั่งสอนไว้ ไม่หยุดไม่ถอย ย่อมจะปรากฏขึ้นมาเป็นลำดับลำดา ตั้งแต่เล็กหรือตั้งแต่นิดหน่อย จนกระทั่งปรากฏอย่างชัดเจนขึ้นภายในใจ นี่ก็แสดงว่าจิตของเรามีกำลังขึ้นมาพอจะสามารถสัมผัสสัมพันธ์สมถธรรมได้ ก็สัมผัสสัมพันธ์ได้

ในวันนี้ในเดือนนี้ในปีนี้เป็นอย่างนี้ แต่ในปีต่อไปเดือนต่อไปด้วยความไม่ลดละความพากเพียรของเรา ก็ย่อมจะคืบหน้าไปได้โดยลำดับ กิเลสก็คือกิเลสจะเพิ่มพูนมาจากไหนถ้าเราไม่สร้างไม่สั่งสมมัน เวลานี้เรามาสั่งสมอรรถสั่งสมธรรม ความคิดความปรุงตลอดถึงการได้เห็นได้ยินได้ฟัง สัมผัสสัมพันธ์สิ่งใด ขอให้น้อมเข้ามาเป็นธรรม เพื่อเป็นปุ๋ยเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ ใจย่อมจะมีความสงบขึ้นมาได้โดยไม่ต้องสงสัย นี่คือทางเดินของจอมปราชญ์และนักปราชญ์ทั้งหลาย ท่านเดินอย่างนี้ ทุกข์ยากลำบาก อย่าให้กิเลสเข้ามาแทรกในวงงาน ให้เกิดความท้อถอยอ่อนแอ หรือเกิดความท้อแท้เหลวไหลไปเสียต่าง ๆ นานา นั่นเป็นกลอุบายของกิเลสคอยที่จะแทรกธรรม แล้วฉุดลากเราออกจากแนวทางอยู่ทุกระยะ ให้พึงทำการต่อสู้เสมอ

ทุกข์ ๆ เถอะ เพราะกิเลสพาให้ทุกข์ ไม่ใช่ธรรมพาให้ทุกข์ การประกอบความเพียรเพื่อต่อสู้กับกิเลส ได้รับความทุกข์หนักเบามากน้อยต้องยอมเสียสละ เพราะทุกข์นี้ทุกข์เพราะกิเลส ทุกข์เพราะการต่อสู้กับกิเลส ทุกข์เพราะฉุดลากตนออกจากกิเลส ไม่ใช่ธรรมท่านมาทรมานให้ได้รับความทุกข์ความลำบาก แต่เป็นเรื่องของอธรรมของฝ่ายต่ำทั้งมวลซึ่งเป็นข้าศึกของธรรม ที่ฉุดลากเราไว้ให้ได้รับความลำบากในการประกอบความพากเพียรทุกระยะไป

ขณะจิตที่จะทำความพากเพียร จะมีขณะหนึ่งแทรกขึ้นมากีดขวางทางเดิน กีดขวางการบำเพ็ญให้เกิดความท้อถอยอ่อนแอ ให้คิดไปในแง่ต่าง ๆ อันจะเป็นการปลีกจากสายทางแห่งธรรมของพระพุทธเจ้าเพื่อความสงบร่มเย็น มันจะแทรกขึ้นมา ๆ ทุกระยะ ๆ ผู้ปฏิบัติเท่านั้นจะทราบความคิดความปรุง ทราบเรื่องอุปสรรคที่คอยทำการกีดขวางการดำเนินธรรมของตน ผู้ไม่เคยปฏิบัติจะไม่ทราบเลย จะถือนั้นว่าเป็นเราเป็นของเรา แล้วก็เคลิบเคลิ้มหลงใหลไปตามมันโดยไม่มีวันอิ่มพอ

นี่ได้เคยพูดให้ฟังเสมอนักปฏิบัติ เพื่อให้ทราบการแก้กิเลสนี้ยากมาก สุดสติปัญญาสุดชีวิตจิตใจ งานใดก็ตามไม่ได้หนักได้แน่น ไม่ต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณาอย่างละเอียดลออมากยิ่งกว่างานต่อสู้กับกิเลส งานแก้งานถอดถอนกิเลส งานปราบปรามกิเลส อันนี้ยากจริง ๆ เพราะธรรมชาตินี้มันเหนือเราอยู่ตลอดเวลา เรายังไม่มีเวลาไหนที่จะเหนือมันได้ ถ้าจะเหนือมันได้ก็เป็นแย็บ ๆ ในครั้งแรกต้องเป็นอย่างนั้น คืออุบายวิธีสติปัญญาของเราที่คิดค้นขึ้นมาแก้ตัวเองแก้สิ่งขัดข้อง สิ่งขัดข้องนั้นคือกิเลส เราพยายามค้นคิดหาอุบายขึ้นมาแก้ได้ เป็นระยะเป็นพักเป็นตอนเป็นแขนง ๆ นี้เรียกว่าเราชนะได้เป็นระยะ ๆ ต่อไปก็ค่อยกว้างขวางขึ้นมาภายในใจ

อย่างไรก็ตามความเพียรพยายามให้เป็นพื้นของใจอยู่เสมอ ทุกข์ก็เคยทุกข์มาแล้ว ไม่เห็นนำประโยชน์อะไรมาสู่เรา ทุกข์โดยลำพังของธาตุขันธ์ ทุกข์โดยที่กิเลสผลิตความคิดความปรุงขึ้นมาให้เกิดทุกข์ สิ่งเหล่านี้มีแต่ก่อความเสียหายให้แก่เรา แต่ทุกข์เพราะการต่อสู้นี้เป็นผลทางดีทั้งนั้น เป็นผลบวกไม่ใช่ผลลบ จงพากันตั้งอกตั้งใจพยายามประพฤติปฏิบัติ

หลักสัจธรรมก็ถือเอากายเป็นที่ตั้ง ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา มรณมฺปิ ทุกฺขํ ได้แก่ร่างกายนี้ตั้งขึ้นมา แปรปรวน แสดงทุกข์ขึ้นมาแล้วก็ตาย มีเท่านั้น สำหรับธาตุขันธ์นี้ไม่ได้หวังเงินหมื่นเงินแสนเงินล้าน เพชรนิลจินดา ความวิเศษวิโส จากสิ่งใดจากผู้ใดทั้งสิ้น มันเดินตามสภาพของมันอย่างนี้มาดั้งเดิม ไอ้สิ่งที่ว่าอันนั้นวิเศษอันนี้วิโส อันนั้นดิบอันนี้ดี เป็นเรื่องของกิเลสหลอกหัวใจให้ดิ้นรนกระวนกระวายเท่านั้นเอง นี่คือสัจธรรมอันเป็นไปในกายของเรา

ดูตรงนี้ดูร่างกาย มันมีป่าช้าประจำตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ฟังเสียงสรรเสริญเยินยอ ไม่ฟังเสียงสมบัติเงินทองข้าวของใด ๆ ทั้งสิ้น มันก้าวไปตามหลักธรรมชาติของมัน ถ้าใจไม่มีสติไม่มีปัญญา ก็จะหลงเพลินไปโดยไม่ได้มองดูจุดแห่งความจริงดังที่กล่าวมานี้ แต่จะมองไปด้วยความเหลวไหลเหลวแหลก ตามอำนาจของกิเลสหลอกลวงไปเรื่อย ๆ ผลสุดท้ายก็ตายเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ท่านบอกว่า ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา มรณมฺปิ ทุกฺขํ เป็นสำคัญ

สมุทัยท่านก็กล่าวไว้แล้วว่า นนฺทิราคสหคตา ตตฺร ตตฺราภินนฺทินี เสยฺยถีทํ คืออะไร ตัณหาทั้งสามได้แก่ความเสือกคลาน ความกระวนกระวาย ความไม่มีวันอิ่มพอ ความหิวโหย ๓ ประเภทนี้คืออะไร กามตณฺหา ความใคร่ในสิ่งที่ตนชอบทั้งหลาย สัตว์โลกแต่ละราย ๆ ชอบกันทั้งนั้นไม่มีวันอิ่มพอ หิวโหยตลอดวันตาย ภวตณฺหา อยากเกิดในภพนั้นภพนี้ อยากให้สมมักสมหมาย ก็หิวโหยอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่สมหมาย มันอยากเฉย ๆ ก่อความเดือดร้อนวุ่นวาย เช่นเดียวกับคนหิวข้าวนั่นแหละ ความหิวข้าวมีความสุขเมื่อไร หิวเท่าไรก็ยิ่งทุกข์มาก

นี่ความอยากความทะเยอทะยาน ความหิวโหยของตัณหาเหล่านี้ก็เป็นลักษณะนั้น มีความอยากความทะเยอทะยานมากเท่าไร ก็ยิ่งก่อฟืนก่อไฟเข้าเผาจิตใจ วิภวตณฺหา อยากในสิ่งไม่มี แน่ะ อะไรไม่มี เกิดแล้วไม่ให้ตายมีเหรอ แต่ไม่อยากตาย นั่น เกิดแล้วไม่แก่มีเหรอ แต่ไม่อยากแก่ นั่น คืออยากอยู่คงเส้นคงวาอย่างนี้ตลอดไป ได้มาแล้วอยากให้อยู่ตั้งกัปตั้งกัลป์ ไม่ให้เสื่อมไม่ให้แปรปรวนไป ไม่ให้มีอะไรสูญไปเสียไปเป็นไปได้เหรอ

สิ่งเหล่านี้เป็นลม ๆ แล้ง ๆ ขัดจากหลักความจริงที่เกิดแล้วต้องดับ ได้มาแล้วต้องเสียไป นี่คือหลักธรรม อันนั้นเป็นเรื่องของกิเลส เป็นสิ่งที่ลบล้างธรรม ฝืนกันอยู่เช่นนั้น เพราะความฝืนธรรมนั่นแลสัตว์โลกทั้งหลายจึงได้รับความลำบากลำบน ทนทุกข์ทรมานเรื่อยมาจนป่านนี้ แต่ก็ไม่ยอมเห็นโทษ

เราเป็นผู้มาศึกษาทั้งโทษทั้งคุณ ให้เห็นทั้งโทษทั้งคุณตามหลักความจริงของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ปีนเกลียวกับธรรม ใจก็ก้าวเข้าสู่ธรรมคือความสงบร่มเย็น ไม่กระวนกระวายไม่ทะเยอทะยาน ไม่หิวโหยไปตามอำนาจของกิเลสก็สบาย เพียงเท่านี้ก็เริ่มสบายแล้ว นี่ท่านเรียกว่าตัณหา คือ สมุทัย อริยสจฺจํ มันมีอยู่ในใจดวงใดเป็นต้องแสดงอยู่ตามหลักธรรมชาติแห่งความจริงของมัน ถ้าแก้ไม่ได้ถอนไม่ได้จะเป็นไปเช่นนั้น ไม่ขึ้นอยู่กับผู้ใด มันขึ้นอยู่กับตัวของมันเอง มีธรรมเท่านั้นที่จะเข้าไปปราบปรามชะล้างได้

นิโรธ อริยสจฺจํ นั้นคือความดับทุกข์ทางใจด้วยอำนาจของมรรคสัจ มีมัชฌิมาปฏิปทา เริ่มตั้งแต่ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป จนกระทั่ง สมฺมาสมาธิ นี่เครื่องปราบทุกข์เครื่องปราบกิเลส ตัวเป็นสาเหตุตัวก่อเหตุหรือโรงงานก่อทุกข์ ปราบด้วยมัชฌิมาปฏิปทานี้ เมื่อมัชฌิมาปฏิปทามีกำลังกล้า มีกำลังมากเพียงไร กิเลสจะมีกำลังน้อยและตายไปโดยลำดับ สลายตัวไปโดยลำดับ คำว่านิโรธคือความดับทุกข์จะดับไปตามจังหวะที่สมุทัยดับไปเป็นวรรค ๆ ตอน ๆ สมุทัยคือกิเลสประเภทต่าง ๆ ตัวผลิตทุกข์ขึ้นมาดับไปอย่างสนิท เพราะอำนาจของมรรคมีกำลังเต็มที่ นิโรธก็แสดงความดับทุกข์ได้สนิท

ในสัจธรรมทั้งสี่นี้อย่าไปคิดว่ามีอยู่ตามดินฟ้าอากาศ อย่าไปคิดว่ามีอยู่ตามสถานที่นั่นสถานที่นี่ โลกนั้นโลกนี้ เพราะสัจธรรมทั้งสี่นี้ เฉพาะอย่างยิ่งมีอยู่ที่ใจ เอ้า เรียกว่ากายกับใจรวมกัน ชาติปิ ทุกฺขา เป็นเรื่องของกายซึ่งเป็นแขนงสืบเนื่องมาหรือว่าเป็นวิบากของสมุทัยสร้างขึ้นมา สมุทัยก็คือตัณหาความหิวโหยความเสือกคลานทั้งสามประเภทนั้นแหละ มันสร้างวิบากนี้ขึ้นมา นี่คือฝ่ายผูกมัด ทุกขสัจ สมุทัยสัจ มีอยู่ที่กายที่ใจของเรานี้

มรรคสัจ ได้แก่เครื่องปราบปรามตัวข้าศึกที่กล่าวมาทั้งสองนี้ ได้แก่ ทุกขสัจ สมุทัยสัจ ให้ดับสนิทปรากฏเป็นนิโรธขึ้นมา ก็อยู่ที่กายที่ใจของเรานี้ รวมแล้วอยู่ที่ใจเป็นสำคัญ นี่ละแดนพ้นทุกข์ เมื่อกิเลสดับสนิทลงไปแล้วไม่ต้องถามหาที่ไหน จะปรากฏขึ้นที่ใจดวงที่เคยถูกจำจองนั่นแล เพราะสิ่งจำจองได้ถูกปราบให้เรียบราบไปแล้ว ความเป็นอิสระของจิตเต็มที่เต็มภูมิโดยไม่ได้คาดได้ฝัน จะปรากฏขึ้นอย่างเต็มตัวภายในใจของผู้ปฏิบัตินั้น

แดนสถิตแดนที่อยู่หรือแดนแห่งความหลุดพ้นจึงมีอยู่ที่จิต ไม่ใช่มีอยู่ที่กาลนั้นสถานที่นี่ ไม่อยู่กับเวล่ำเวลา บ้านนั้นเมืองนี้ ภพนั้นภพนี้ โลกนั้นโลกนี้ แต่อยู่ที่จิต สำหรับผู้ปฏิบัติให้ตั้งเข็มทิศจ่อเข้าไปตรงนี้ พระพุทธเจ้าปรินิพพานนานเพียงไรก็ตาม จะไม่เป็นปัญหาอันใดเลย เพราะธรรมนี้เป็นปัจจุบันธรรม ความนิพพานของพระพุทธเจ้าก็เป็นปัจจุบันธรรม ปัจจุบันจิตของท่าน เมื่อได้ปรากฏปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรมอันบริสุทธิ์เต็มส่วนแล้ว จะกระจายไปถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายเองโดยไม่ต้องสงสัย

ไม่เคยรู้ก็ตามขอให้รู้ขึ้นเถอะ ธรรมชาตินี้เป็นเครื่องยืนยันในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายอย่างเต็มที่ประจักษ์ใจไม่สงสัย เท่าที่คาดโน้นคาดนี้นั่นก็เพราะเราไม่รู้ไม่เห็น ไม่มีอะไรเป็นสักขีพยานก็ต้องคาด ๆ คาดไปถึงขนาดให้กิเลสย่ำยีเอาว่า โอ๊ย ศาสนาล่วงไปนานแล้ว พระพุทธเจ้าปรินิพพานนานแล้ว หมดเขตหมดสมัยหมดมรรคผลนิพพานแล้ว ทำยังไงก็ไม่ได้ ใครจะบำเพ็ญความดิบความดีเต็มความสามารถขนาดไหน ถูกต้องแม่นยำตามหลักธรรมขนาดไหน ก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จมรรคผลนิพพาน นี่คือเพลงกล่อมของกิเลสกล่อมเช่นนี้

ก็กิเลสมันไม่เคยเห็นมรรคผลนิพพาน เกิดมาเต็มอยู่ในหัวใจของสัตว์นับแต่โคตรแต่แซ่ของมันลงมา มันจะเอามรรคผลนิพพานมาอวดสัตว์โลกอย่างไร เพราะคำว่ามรรคผลนิพพานก็คือแดนสุดวิสัยของมันแล้ว มันเอื้อมไม่ถึง จิตดวงใดถ้าได้เข้าสู่แดนนิพพานแล้ว กิเลสประเภทต่าง ๆ เรียกว่ากิเลสมารสุดเอื้อมหมดหวัง หมดอาลัยตายอยากแล้ว มันจะอุตริไปสอนจิตดวงใดโลกใดสัตว์ตัวใดให้ไปสู่สวรรค์นิพพานเล่า นอกจากมันจะกว้านเข้ามาเพื่อผลรายได้ของมันโดยอุบายต่าง ๆ เท่านั้น เช่น บาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี นิพพานไม่มี นี่เป็นอุบายที่จะให้เกิดผลรายได้แก่มันโดยถ่ายเดียวเท่านั้น

คนเราเมื่อเชื่อตามมันว่าบาปไม่มีแล้วก็จะทำแต่ความชั่วช้าลามก โดยไม่สะทกสะท้านว่าบาปจะให้ผลอย่างไร เป็นความทุกข์ความทรมานตกนรกหมกไหม้ที่ไหน จะหมดความสนใจเสียทั้งมวล นรกไม่มีสวรรค์ไม่มี แล้วใครจะอยากไปสวรรค์ เมื่อไม่มีแล้วอยากไปหาอะไร เพราะเชื่อความว่าไม่มีแล้วอยากไปหาอะไร แน่ะ พรหมโลกนิพพานก็เหมือนกัน บุญไม่มีสร้างหาอะไร แน่ะ

การที่ไม่อยากไปในสถานที่หรือในธรรมชาติที่ควรอยากทำอยากไป เป็นเรื่องของกิเลสกวาดต้อนให้เข้าสู่ในวงอำนาจวัฏจักรวัฏจิตของมันทั้งนั้น กิเลสมีอำนาจที่ไหนพอจะไปสร้าง พอจะไปลบล้างว่าธรรมชาติเหล่านี้ไม่มีได้ นอกจากมันสร้างความทุกข์ใส่หัวใจสัตว์โลกเท่านั้น มันไม่เคยสร้างสวรรค์นิพพานพรหมโลกอะไร ไม่เคยสร้างบุญสร้างกุศลให้สัตว์เลย มีแต่สร้างความทุกข์ความทรมาน อันเป็นเรื่องของบาปกรรมที่ออกจากอุบายของมันทั้งนั้น เราสมควรแล้วหรือที่จะเชื่อตามสิ่งเหล่านี้ นี่แหละอุบายของกิเลสที่ทำสัตว์ให้ไขว่คว้า สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว

เพราะฉะนั้นหลักความจริงแล้วจึงไม่มีคำว่า พระพุทธเจ้านิพพานไปนานแสนนาน เป็นการตัดขาดจากมรรคผลนิพพาน ที่ทรงแสดงไว้แล้วโดยถูกต้องตามหลักสวากขาตธรรม การนิพพานเป็นเรื่องของพระองค์เท่านั้น และการนิพพานไปก็ไม่ใช่เป็นการขาดทุนสูญดอก สำหรับพระพุทธเจ้าเป็นการเปลี่ยนสภาพในทางธาตุทางขันธ์อันเป็นสมมุติเข้าสู่ตามสมมุติเดิมของตน โดยหมดความเยื่อใยตายอยาก ไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยจิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้วเท่านั้น จิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้วอะไรไปเป็นข้าศึกไปทำลายให้พินาศฉิบหายได้ แม้แต่กิเลสก็ไม่สามารถ ไม่มีอำนาจวาสนาที่จะไปทำลายจิตที่บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าให้สูญให้อันตรธานไปได้ แล้วนิพพานจะสูญไปไหน จิตผู้บริสุทธิ์จะสูญไปได้อย่างไร เพราะธรรมชาตินี้นอกเหนือไปจากสมมุติทั้งมวลแล้ว จึงไม่มีอะไรที่จะเข้าไปทำลายจิตที่บริสุทธิ์แล้วให้สูญไปได้ ให้ฉิบหายไปได้

ขอให้รู้เข้าเถอะ จิตดวงนี้ไม่ต้องไปถามใคร แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ตรงหน้าก็ตามเถอะ พูดแล้วก็สาธุ จะไม่ทูลถามพระพุทธเจ้าให้พระองค์ทรงลำบากหรือหัวเราะเลย พระองค์จะทรงยิ้มเหตุให้ปรากฏว่า ไอ้นี้มันบ้าแล้วเหรอ สนฺทิฏฺฐิโก เราตถาคตได้มอบไว้แล้ว พร้อมทั้งการปฏิบัติอันเป็นเครื่องดำเนินที่จะให้เกิดผลเป็น สนฺทิฏฺฐิโก ขึ้นมา มันกวาดไปให้กิเลสเคี้ยวกลืนไปไหนหมด ถึงไม่ได้นำมาปฏิบัติพอที่จะรู้เรื่องรู้ราวอันนี้แล้วมาถามเรา นั่นละหลักความจริงเป็นเช่นนั้น

สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครมีอำนาจ บาป บุญ นรก สวรรค์ นิพพาน ไม่มีผู้ใดไม่มีอันใดที่จะสามารถลบล้างได้ เพราะเป็นหลักธรรมชาติที่มีอยู่ดั้งเดิม มีมาดั้งเดิม กิเลสจะมีอำนาจขนาดไหนก็ทำลายไม่ได้ แต่อุบายที่จะลบล้างจิตใจสัตว์ให้เชื่อหรือไม่เชื่อนั้นมันทำได้แหลมคมมาก ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องสอดแทรกกันเข้าไปแล้ว ยังไงก็ต้องล้มตูมหมัดเดียวเท่านั้นหงาย ถูกกิเลสต่อย ถ้ามีธรรมเป็นเครื่องป้องกันตัวแล้ว กิเลสออกช่องไหนธรรมออกช่องนั้น สวนหมัดกันทันที ๆ จนกระทั่งถึงกิเลสหมอบราบแล้ว ไม่มีใครที่จะมาคัดค้านต้านทาน ไม่มีใครที่จะมาหลอกลวงว่าธรรมทั้งหลายเหล่านี้ไม่มี เพราะรู้เห็นอยู่ประจักษ์ใจเต็มหัวใจอยู่แล้วสงสัยไปไหน จะหวังอะไรมาช่วยส่งเสริมให้รู้ยิ่งกว่านี้ ที่เป็นจริงเต็มหัวใจอยู่แล้วนี้

นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้าที่ว่าธรรมอัศจรรย์ กระจ่างอย่างนั้นแหละ ขอให้ปรับใจของเราเข้าสู่แดนธรรมประเภทต่าง ๆ เถอะ อย่าเสียดายความตาย เกิดมาแล้วมีป่าช้าเต็มตัว ให้เสียดายอรรถเสียดายธรรมด้วยการปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังนี้ จะเป็นความเสียดายที่มีสาระที่มีคุณค่า ส่งเสริมตัวของเราให้ดีขึ้นไปโดยลำดับ จนกระทั่งหลุดพ้นจากทุกข์ไปได้ เพราะความเสียดายนี้เป็นต้นทุนหรือเป็นเครื่องหนุน ความเสียดายป่าช้าเสียดายความตายคือเสียดายกิเลสนั่นแหละ เอาลงไป พิจารณาให้จริงให้จังอย่าเหลาะ ๆ แหละ ๆ

ธรรมพระพุทธเจ้าไม่มีบทใดบาทใดสอนสัตว์โลกให้เหลาะแหละ ความเหลาะแหละเป็นเรื่องของกิเลสหลอกลวง เป็นเรื่องของกิเลสฉุดลากไปให้เหลาะแหละ แต่ตัวของมันเองไม่ได้เหลาะแหละ มันทำสัตว์ให้เหลาะแหละได้ ทำสัตว์ให้โง่ได้ แต่ตัวมันเองฉลาด ไม่มีอะไรจะลบล้างมันได้นอกจากธรรม เพราะฉะนั้นจึงผลิตธรรมขึ้น ตั้งแต่ขั้นสมาธิ เอาให้สงบซิ ธรรมท่านสอนไว้แท้ ๆ ใจนั่นแหละเป็นผู้ที่จะรับความสงบ เป็นผู้จะสัมผัสสัมพันธ์ความสงบ ขอให้ปรับใจให้ดี สติเป็นของสำคัญที่จะตีตะล่อมจิตซึ่งถูกกิเลสฉุดลากไป ๆ ให้เข้ามาช่องอรรถช่องธรรม ที่จะปรากฏช่องทางแห่งความสงบขึ้นภายในตน ให้เข้มงวดกวดขันให้ได้รับความสงบจนได้

ในขณะที่ฝึกหัดอบรมภาวนา อย่าไปคิดถึงเรื่องอันใดสิ่งใดในโลกนี้ว่าจะมาช่วยส่งเสริม ว่าจะมาช่วยแก้ไขดัดแปลงหรือปราบปรามกิเลสให้ จะมาช่วยให้ได้มรรคผลนิพพาน..ไม่มี ธรรมชาติแต่ละอย่าง ๆ เต็มโลกเต็มสงสาร เป็นธรรมชาติของเขาเองอยู่อย่างนั้นแต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมากดขี่บังคับ ไม่เคยมาส่งเสริมเราให้มรรคผลนิพพานฉิบหายและเจริญรุ่งเรืองขึ้นได้เลย นอกจากกิเลสภายในหัวใจดวงเดียวเท่านั้น ให้ตั้งลงจุดนี้แล้วทำความพากเพียร โดยความมีสติกับงานของตนที่ทำนั้น ประหนึ่งว่าโลกสงสารนี้ไม่มีในขณะนั้น มีเฉพาะงานที่ทำกับความรู้ที่สืบต่อกันอยู่เท่านั้น

นี่ละทางขึ้นไปเพื่อความสงบเย็น และจากนั้นเมื่อถึงกาลเวลาที่ควรจะพิจารณาทางด้านปัญญา เอ้า ให้ค้นให้คิดให้ตั้งปัญหาถามตนเอง หาเรื่องใส่ตัวเองเพื่ออรรถเพื่อธรรมไม่เป็นไร นี่ละจะเป็นปัญญาที่แตกแขนงไปโดยลำดับ ต้องหาเรื่อง ตั้งแต่กิเลสมันยังหาเรื่องให้เราวันยังค่ำคืนยังรุ่งทั้งเก่าทั้งใหม่ เลอะเทอะขนาดไหนก็ยังเอามาอุ่นกินกันอยู่นั้น มันจะเฟ้อตายแล้วท้องถ้าเป็นกิเลสพาให้ท้องเสีย เพราะคิดแล้วคิดเล่าในอารมณ์ของเก่า มีอะไร

มีแต่รูปแต่เสียงแต่กลิ่นแต่รส เครื่องสัมผัสที่เคยสัมผัสสัมพันธ์มาเท่านั้น ที่มาครุ่นคิดกวนใจ ขยำย่ำยีตีแหลกภายในจิตใจในอิริยาบถต่าง ๆ ตลอดเวลา มีอะไร ก็มีแต่สิ่งเหล่านี้เท่านั้น มันเก่าขนาดไหน เคยคิดเคยปรุงมาแล้ว สิ่งดีใจ เสียใจ รักใคร่ชอบใจ หรือเกลียดชังประการต่าง ๆ มันเคยคิดเคยปรุงมาแล้ว เคยเผาหัวใจมานานแล้ว ทำไมไม่รู้สึกว่านี้เป็นของเก่า นี้เป็นของใหม่ นี้เคยเป็นพิษเป็นภัยมาแล้ว ทำไมจึงต้องติดต้องเพลินกับมันตลอดเวลา ดูที่หัวใจมันมีแต่สิ่งเหล่านี้ทั้งนั้นเผาอยู่ในหัวใจ จึงไม่มีอรรถมีธรรมเข้าไปแทรกภายในจิตใจ พอให้เกิดความสงบร่มเย็นได้เลย ถ้าไม่เอาจริงเอาจัง

เพราะฉะนั้นจึงตั้งปัญหาถามตัวเอง สัญญาอารมณ์มันไปกับเรื่องอะไร ถามซิ เรื่องอารมณ์เหล่านี้เคยคิดแล้วยัง ได้ผลอะไร จะเป็นเรื่องหญิงเรื่องชาย เรื่องสัตว์เรื่องบุคคล เรื่องราวอะไรก็ตามเหล่านี้เคยคิดแล้วยัง แล้วเคยเผาตัวเองมาเท่าไรทำไมไม่เห็นโทษ นั่นละตั้งปัญหาขึ้นถามตัวเอง นี่เรียกว่าปัญญา ให้คิดเรื่องอรรถเรื่องธรรมซิ เรื่องอรรถเรื่องธรรมเราไม่เคยได้คิด คิดก็ยังไม่ถึงไหน ถูกกิเลสมาปัดมือออก ๆ ตีข้อมือออก จนเวลานี้ข้อมือจะไม่มีเหลือแล้วถูกกิเลสตีเอา ๆ ทำไมไม่เห็นโทษของมัน นี่ละปัญญา ตั้งปัญหาถาม

เอ้า ค้นเข้าไปในร่างกายส่วนต่าง ๆ ตามหลักความจริงเป็นอย่างไร ก็เคยแนะนำสั่งสอนมาเต็มกำลังความสามารถ จนจะไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้วในพุงนี้ อุบายต่าง ๆ ที่สอนให้ค้นคิดลงไป ปัญญาอย่าคอยให้เกิดเองไม่เกิด ถ้าไม่ใช้ถูไถกัน ตั้งปัญหาถามตัวเอง คิดค้นด้วยตัวเองให้เกิดในเบื้องต้นเสียก่อน พอคิดขึ้นมาเข้าใจตรงไหนแล้วมันจะสะดุดใจ ๆ เข้าใจ สะดุดใจไปเรื่อย ๆ ต่อจากนั้นปัญญาก็จะค่อยก้าวเดินที่นี่ เมื่อเห็นผลแล้วไอ้เรื่องความขยันหมั่นเพียร ความพออกพอใจที่ท่านเรียกว่า ฉันทะ วิริยะ จิตตะ นี้จะหมุนเข้าสู่ปัญญาทั้งนั้นแหละ วิมังสา นี้เพื่อใคร่ครวญหาเหตุหาผล

แก้กิเลสแก้ด้วยปัญญานะ สมาธิเป็นแต่เพียงว่าตีตะล่อมให้กิเลสรวมตัวเข้ามา แก้ไขได้ง่าย ตรงไหนที่มันปักเสียบเอาไว้ ปัญญากระจายออกไปเที่ยวถอดเที่ยวถอนออกมาโดยลำดับลำดา จนกระทั่งหมดเข้ามาโดยลำดับลำดา นี่ท่านเรียกว่าปัญญา ปัญญาทีแรกได้ยินได้ฟังจากครูบาอาจารย์ เป็นอุบายแต่ละแง่ละมุมแล้ว ก็ให้นำไปเป็นจินตามยปัญญา พินิจพิจารณาคิดค้นถกเถียงตัวเองในเรื่องปัญหาต่าง ๆ ซึ่งกิเลสสร้างขึ้นมาภายในหัวใจ แก้กิเลสแก้ปัญหาของมันที่สร้างขึ้นมานั่นแหละ มันสร้างขึ้นที่หัวใจ แก้กันที่หัวใจนี้ด้วยปัญญา ต่อไปปัญญาก็ก้าวได้ กิเลสค่อยหลุดลอยไป ๆ ปัญญาออกทำงานได้อย่างสง่าผ่าเผย

จากนั้นแล้วเอาละที่นี่ ความหวังต่อแดนนิพพานนี้จะขึ้นเต็มหัวใจ และความหวังที่จะหลุดพ้นทุกข์นั้นมันทุกระยะจิต ที่ควรจะได้จะถึงเป็นลำดับลำดาไป ไอ้เรื่องความพากเพียรไม่ต้องพูดที่นี่ นี่ถึงวาระที่จะคว่ำวัฏจักรวัฏจิตให้จมลงจากใจไปแล้ว วิวัฏจักรวิวัฏจิตจะขึ้นด้วยอำนาจของสติปัญญาขั้นสร้างตัวเองขึ้นภายในจิตใจ พยายามพิจารณา เอา ตั้งให้ดีจิต เมื่อปัญญาขั้นนี้ได้เกิดขึ้นแล้วหมุนติ้ว ๆ ทั้งวันทั้งคืน สิ่งไม่เคยรู้ก็รู้ ไม่เคยเห็นก็เห็น ไม่เคยเป็นก็เป็นขึ้นมา อุบายใดที่จะเป็นไปเพื่อปราบกิเลสแล้ว จะปรากฏรับกันขึ้นมากับกิเลส ปรากฏรับกันขึ้นมาเรื่อย ๆ ทีนี้เรื่องคำที่ว่าความอ่อนแอความท้อแท้ ความว่าตนบุญน้อยวาสนาน้อยอาภัพวาสนา หายหน้าไปหมด ความขี้เกียจขี้คร้านหายหน้าไปหมด นี้เป็นเหตุให้เราได้รู้ชัด ๆ ว่าสิ่งเหล่านี้คือกิเลสทั้งนั้น นั่น มีแต่ความบึกบึน มีแต่ความมุ่งมั่นต่อแดนพ้นทุกข์ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา กลมกลืนเป็นเกลียวเดียวกันไปเลย หมุนติ้ว ๆ เป็นอันเดียวเลย

จะพูดว่าความเพียรเป็นยังไง ศรัทธาเป็นยังไง พูดได้ในจิตดวงเดียวที่พุ่ง ๆ ตัวสู่แดนพ้นทุกข์อยู่นั่นแหละ ที่นี่ไม่เคยรู้ก็รู้ ไม่เคยเห็นก็เห็น ธรรมอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏก็ปรากฏขึ้นมาเป็นพักเป็นตอนเรื่อย ๆ อุบายต่าง ๆ ไม่ได้โง่อยู่ตลอดเวลาคนเรา เมื่อถึงกาลฉลาดแล้วหากดีดตัวเองผึง ๆ ไปเลยทีเดียว เราฟังอุบายจากครูบาอาจารย์แต่ละนิด ตีแขนงออกไปไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันแขนง ทีนี้เป็นสมบัติของตัวแล้วกินไม่หมด แตกกระจายไปจนกระทั่งกิเลสแตกรวงแตกรังหมดจากจิตแล้ว นั้นละสติปัญญาขั้นนี้ถึงจะยุติโดยหลักธรรมชาติ ไม่ได้บังคับว่าต้องยุติหรือให้ยุติเสีย เมื่อหมดเหตุหมดปัจจัยแห่งสมมุติทั้งหลายแล้ว สติปัญญาซึ่งเป็นสมมุติ ศรัทธาความเพียรซึ่งเป็นสมมุติ ยุติลงด้วยกันหมด เหลือแต่ธรรมชาติของจิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ เท่านั้น

นี่ละท่านว่าธรรมอัศจรรย์ จะว่าจิตอัศจรรย์ก็ได้ เมื่อจิตกับธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว จะปรากฏอยู่ภายในใจของผู้ปฏิบัติผู้รู้ผู้เห็น ผู้เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวด้วย สนฺทิฏฺฐิโก ในวาระสุดท้าย ฉะนั้นขอให้ทุกท่านตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติให้เห็นตามความจริง นี่ละธรรมะพระพุทธเจ้าสด ๆ ร้อน ๆ อยู่อย่างที่กล่าวนี้ อย่าไปคาดไปหมายกาลเวล่ำเวลาสถานที่นั่นที่นี่ให้สิ้นท่าความคิดเปล่า ๆ ให้กิเลสเอาไปต้มไปตุ๋นหมด ความคิดเหล่านี้เป็นอุบายของกิเลสให้มันต้มมันตุ๋นอยู่ตลอดเวลา เอาลงในวงสัจธรรม สติปัฏฐาน ๔ อริยสัจ ๔ อยู่ที่ตรงไหน นั้นแหละแดนแห่งความพ้นทุกข์อยู่ที่ตรงนั้น

แดนแห่งความพ้นทุกข์อยู่ที่ตรงไหนเวลานี้ อยู่ที่จิต แยกออกมาก็อยู่ที่กายกับจิต เมื่อรวมลงไป ๆ ทางภาคปฏิบัติแล้วอยู่ที่จิตแห่งเดียว กิเลสก็อยู่ที่จิตดวงนี้แห่งเดียว มันแตกแขนงออกไปต่างหาก บริษัทบริวารของมันเยอะ เหมือนกับต้นไม้ต้นเดียวมีกิ่งก้านสาขามากมายก่ายกอง กิเลสก็มีอวิชชาตัวเดียวเท่านั้น แตกกิ่งก้านสาขาออกไป เรียกว่ากิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปด มันก็มาร้อยปอดคนนี้แหละ เมื่อเวลา สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร เช่น มรรค ๘ รวมลงไปแล้วก็ลงใน สมฺมาทิฏฺฐิ สติกับปัญญาเท่านั้นเป็นเครื่องหมุนติ้ว เป็นเครื่องฟาดฟันหั่นแหลกกิเลส เมื่อกิเลสบรรลัยไปหมดไม่มีอะไรเหลือแล้ว สติปัญญาเป็นสมมุติด้วยกันก็ยุติไปตามสภาพของตัวเอง

ธรรมชาติที่อัศจรรย์นั้นไม่ต้องถามที่นี่ อยู่ไหนก็อัศจรรย์ ไม่ว่ายืนว่าเดินว่านั่งว่านอน จะเป็นหรือจะตายไม่ได้คำนึงคำนวณ ไม่ถามไม่คิดให้เสียเวล่ำเวลาเลย นั่นจึงเป็นธรรมที่พอ อัศจรรย์ก็อัศจรรย์พอตัว ไม่ล้นพ้นไม่ผาดโผน เป็นธรรมเหนือโลกเหนือโลกสมมุติ เวิ้งว้าง เรียกว่าอวกาศของจิต อวกาศของธรรม อยู่ตรงนั้นแหละ

เอาละ การแสดงธรรมก็เห็นว่าพอสมควร เอาแค่นี้แหละ รู้สึกเหนื่อย ๆ หน่อย


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก