ปลุกปลอบเร้าใจ
วันที่ 2 มิถุนายน 2527 เวลา 19:00 น. ความยาว 52.2 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๒๗

ปลุกปลอบเร้าใจ

หมู่เพื่อนมาก็สบาย แต่เราผู้ดูแลซิ สายตามองดูนี้มันทิ่ม ๆ ๆ หูฟังก็ทิ่ม ๆ ๆ ตลอดเวลานี่จะว่าไง ทราบหรือยัง เจ้าของไม่ทราบ มันอกจะแตกแล้วนี่ ยังสนุกเพลินอยู่หรือเจ้าของน่ะ ผู้ดูผู้ฟังนี้มันอกจะแตกแล้วนะ เรียนหลักวิชาของพระพุทธเจ้า เอ้า เรียนซิ คำพูดนี้จะผิดไปไหม เรียนให้รู้ อย่าเอาวิชาทางโลกเข้ามาเหยียบย่ำทำลายธรรมของพระพุทธเจ้า เรียนสามไตรโลกธาตุก็เรียนมาเถอะ ที่จะมาแก้กิเลสไม่มีทาง เพราะเป็นกลอนของกิเลสแต่งให้ทั้งนั้น

ใครจะอวดดีขนาดไหนก็อวดเถอะ ให้เรียนวิชาทางธรรมเสียก่อนจะได้รู้เรื่อง สิ่งไม่รู้ก็รู้ขึ้นมา สิ่งไม่เห็นเห็นขึ้นมา จึงได้กราบพระพุทธเจ้าอย่างราบเลย กราบเพราะเหตุนี้เอง นอกจากจะพูดหรือไม่พูดเท่านั้น พระพุทธเจ้าสอนไว้ผิดที่ตรงไหน อวดดิบอวดดีอะไร เอากิเลสมาเหยียบย่ำทำลายวัดวาอาวาสศาสนา ตนของตนและหมู่คณะวงศาสนาแหลกไปหมด โดยที่เจ้าของก็ยังภูมิใจว่าได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม ยิ่งมาอยู่วัดป่าบ้านตาดนี้เคร่งครัดดิบดีเป็นชื่อเป็นเสียง ให้เสริมกิเลสเข้าไปอีก ให้มันเหยียบย่ำเจ้าของลงไปอีก นอกจากนั้นก็เป็นเครื่องต้มตุ๋นแหลกไปหมดไม่รู้ มีตั้งแต่เรื่องอันเดียว อธรรม ๆ นั่นละที่มันเข้าทำงานอยู่ตลอดเวลา ทำความเพียรก็แย็บ ๆ นิดหนึ่งเท่านั้น เดี๋ยวมันปัดออกแล้ว เอาหมัดเข้าแทนแล้ว ใส่เข้าที่ถนัด ๆ ยังไม่รู้ ฉะนั้นจงจำให้ดีคำพูดเหล่านี้

เรียนซิเป็นยังไง หลักของพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องของปัญญานั่นน่ะ อย่าลืมที่เคยพูดให้ฟังแล้ว นี่ละหลักที่จะเปิดเรื่องความโง่ของเจ้าของที่อวดว่าตนฉลาด หยิ่งในตนว่าฉลาด ๆ ให้เห็นขึ้นมาชัดเจนด้วย สุตมยปัญญา ฟังเพื่อจะแก้กิเลส ให้เกิดปัญญาเพื่อแก้กิเลส จินตามยปัญญา คิดเพื่อจะเปิด ตัวเป็นเสี้ยนเป็นหนามตัวยักษ์ตัวผีอยู่ภายใน ที่พาให้หยิ่งอยู่ตลอดเวลาอยู่ภายในหัวใจนั้นออก ภาวนามยปัญญา นี่เป็นหลักใหญ่มากทีเดียว

พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ได้หลักใหญ่คือ ภาวนามยปัญญา นี้ นี่ละเปิดโลกธาตุที่ว่า โลกวิทู เปิดอันนี้ เปิดขึ้นในพระทัยของพระองค์เอง ไม่ต้องศึกษามาจากไหน เมื่อถึงวาระธรรมที่มีช่องจะเกิดขึ้นแล้วเกิดตลอดเวลา เกิดทุกขณะจิตที่คิดขึ้นมา ๆ เป็นขึ้นมาเอง ขอให้เรื่องขวากเรื่องหนามที่มันทิ่มแทง มันหุ้มมันห่อมันปิดอยู่อย่างมิดชิดนี้เบิกตัวออกมาเถอะ ด้วยปัญญาอันใดขั้นใดก็ตาม ประเภทใดก็ตามในสามปัญญานี้ เริ่มต้นตั้งแต่ สุตมยปัญญา เข้าไปหา จินตามยปัญญา จนกระทั่งเข้าถึง ภาวนามยปัญญา ที่เกิดขึ้นเองโดยหลักธรรมชาติ เช่นเดียวกับกิเลสเกิดขึ้นในหัวใจของสัตว์โดยหลักธรรมชาติของมัน มันทำลายและทำงานของมันตลอดเวลาโดยไม่ต้องมีใครบังคับ มันเป็นอัตโนมัติของมัน นี่ละปัญญาอันนี้ก็เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นไม่ทันกันแก้กันไม่ตก จะไม่ได้เห็นโทษของกิเลสว่าพาสัตว์เกิดแก่เจ็บตายมาเท่าไร นอกจากจะตัวเกิดตัวตายหามกันมาแบกกันมากี่ภพกี่ชาติจนจะไปไม่หวาดไม่ไหว

ในภพชาตินี้แต่เพียงของคนคนเดียวนี้ก็มากต่อมากแล้ว ยังสำคัญเข้าไปอีก ยังให้มันตีขมับเข้าไปอีกว่าตายแล้วสูญ ฟังซิโง่ขนาดไหนมนุษย์เรา เอ้า เรียนวิชานี้ถ้าอยากรู้ว่าอะไรมันสูญจริง ๆ ไม่สูญจริง ๆ ตัวใดเป็นหลอกตัวใดเป็นจริงให้มันเห็น นี่ละตัวมันหลอก ตายแล้วสูญ ๆ นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี บาปไม่มี บุญไม่มี นี้แหละตัวกิเลสจัง ๆ ทั้งนั้น ตัวมันบีบหัวสัตว์โลกกล่อมสัตว์โลกให้ฉิบหายวายปวง ไม่รู้จักบุญจักบาป ไม่รู้จักศีลจักธรรม แล้วก็เปิดทางให้ออกทำความชั่วช้าลามกทุกสิ่งทุกอย่าง เต็มกายเต็มวาจาเต็มใจ เต็มกิริยาทุกสิ่งทุกอย่าง มีแต่ออกจากธรรมชาติที่มีอำนาจปิดบังทางที่จะเข้าสู่อรรถสู่ธรรมนี้ไว้หมด เปิดทางเดินเพื่อนรกอเวจีให้เจ้าของสร้างขึ้นมา ๆ ตกนรกอเวจีอยู่ในอัตภาพนี้ด้วยความรุ่มร้อนภายในจิตใจยังไม่แล้ว ออกจากนี้ไม่ไปนรกจะไปไหน

กิเลสมันวิเศษวิโสอะไร มันไปปฏิเสธอะไรว่านรกไม่มี กิเลสนั้นหรือเป็นเจ้าตัวการใหญ่ที่เก่งกว่าศาสดา เอ้า เรียนเข้าซิถ้าอยากจะรู้ ว่าบาปไม่มีบุญไม่มี ใครเสวยบาปใครเสวยกองทุกข์อยู่ทุกวันนี้ถ้าไม่มี มันหลับตาพูดหรือผู้ฟังหลับตาฟังก็ไม่รู้ซิ ถ้าลืมตามันทำไมจะไม่รู้ สัตว์โลกได้ว่างจากความทุกข์ทรมานภายในจิตใจนี้อย่างไร บาปไม่มีเอาอะไรมาทรมาน บาปแปลว่าอะไร ความชั่วล้าลามกนำมาซึ่งความทุกข์ ทุกข์อยู่ที่ไหน ความชั่วช้าลามกใครเป็นคนสร้าง ใครเป็นคนทำขึ้นมา ถ้าไม่ใช่สัตว์โลกนี้จะเป็นใครไป แล้วใครเสวยอยู่ทุกวันนี้

มองเห็นหน้ากันเอาแต่ความทุกข์ความทรมานมาระบายต่อกัน พอที่จะให้มีความเบาใจบ้างมันไม่เบา ต่างคนต่างเอาทุกข์มาทุ่มกัน ๆ ๆ ก็เหมือนกับเอาไฟกับเชื้อมาทุ่มกัน เปลวมันจรดฟ้าโน่นแล้วมีประโยชน์อะไร สิ่งเหล่านี้มีตั้งแต่มันแทรกเข้ามาแฝงเข้ามา หนุนเข้ามาให้พูดให้อัดอั้นตันใจ จะเป็นจะตายแล้วก็พูดออกมา และเอาความสำคัญยัดเข้าไปอีกว่าพอได้ระบายแล้วว่าสบายบ้าง มันสบายอะไรคนจะตายอยู่แล้วนั่น นั่นละมันสลับซับซ้อนขนาดนั้น

เอ้า เรียนถ้าว่านี่โกหกน่ะ หลักวิชาธรรมของพระพุทธเจ้าใครจะเลิศยิ่งกว่านี้วะ เอา ดูซิ ให้เห็นเรื่องของกิเลสเป็นยังไง จะไม่เข็ดได้ยังไง สิ่งที่น่าเข็ดเอาเสียจริง ๆ เต็มหัวใจคือกิเลสนั่นเองจะเป็นอะไรไป เรื่องพาให้สัตว์โลกเข็ด ๆ ขอให้รู้ในเงื่อนที่ควรจะเข็ดเถอะ อันนี้ไม่รู้ไม่เห็นนั่นซิ มันปิดบังไว้หมดทุกข์ยากลำบากขนาดไหน ตกนรกอเวจีมากี่กัปกี่กัลป์กี่ภพกี่ชาตินับไม่ได้ สำหรับอัตภาพเดียวนี้เท่านั้น ยังถูกมันปฏิเสธลบล้างไปหมดว่าไม่เคยเกิด ตายแล้วยังสูญ นรกไม่มี บาปไม่มีบุญไม่มี เก่งขนาดไหนกิเลส แล้วเราโง่ขนาดไหน เอาธรรมะพระพุทธเจ้าเข้าไปจับซิจับภาคปฏิบัติ

อย่าเรียนแบกคัมภีร์มาอวดกันเฉย ๆ อวดน้ำลาย นั้นแหละตัวเครื่องมือของกิเลสอีก เราอย่าเข้าใจว่าเราเรียนธรรมกิเลสมันกลัว มันวิ่งเข้าป่าเข้ารก นั่นแหละคือกิเลสทำงาน เรียนเข้ามาได้แต่ความจดความจำมาอวดรู้อวดฉลาดกัน ยิ่งเย่อหยิ่งจองหองก็คือพวกเรียนรู้มาก ๆ นั่นแหละ ทิฐิมาก ๆ จรดเมฆจรดฟ้าโน่นถ้ามีฟ้า และหาได้รู้ไม่ว่าอะไรพาให้ทะนงอย่างนั้นถ้าไม่ใช่ธรรมชาติอันเดียวนี่ เรื่องธรรมพระพุทธเจ้าแล้วไม่มีทะนง เอาอะไรมาทะนง แม้แต่เพียงขั้นสมถธรรมเท่านั้นก็ยุบยอบไปแล้วเรื่องกิเลส จะเอาอะไรมาทะนง

จิตละเอียดเข้าไปเท่าไร ปัญญาแหลมคมเข้าไปเท่าไร ยิ่งเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของพิษของภัยทั้งนั้น ความเย่อหยิ่งจองหอง ความทะนงตน มีแต่เรื่องอันเดียวนี้ทั้งนั้นเป็นแต่ขวากแต่หนาม แล้วใครจะยอมพอใจให้มันปักเสียบอยู่ในหัวใจนี้ ต้องถอดออก ๆ ถอนออก ๆ เท่านั้นซิ ยิ่งละเอียดเข้าไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นเข้าไปชัดเจน ๆ ทำไมจะนอนใจอยู่ได้มนุษย์เรา นอกจากนอนอยู่เหมือนหมูเท่านั้นซิ มาภาวนา ๆ มีแต่เอาหมูมัดติดคอไว้ ๆ หมูหมอนติดอยู่นั้นตลอดเวลามันจะไปรู้ไปเห็นอะไร

มาภาวนากี่ปีกี่เดือนไม่ได้เรื่องได้ราว มันจะได้เรื่องได้ราวอะไรไม่ได้เอาเรื่องภาวนามาเข้าในหัวใจ มีแต่เรื่องของกิเลสตัณหาอาสวะประเภทต่าง ๆ ซึ่งมีแต่พิษแต่ภัยตัวยักษ์ใหญ่ทั้งนั้นเหยียบหัวใจตลอดเวลา นี่คือตัวพิษตัวภัยมันเอาฝังไว้ในหัวใจ นั่งสมาธิมันก็ฝัง เดินจงกรมอยู่ก็มีแต่กิริยาอาการเหล่านั้น มีแต่เรื่องกิเลสทำงานกอบโกยเอาจนหาที่บรรจุไม่มีแล้วเรายังทะนงอยู่เหรอ เรายังภูมิใจอยู่เหรอว่าเรามาภาวนา

เอ้า ภาวนาเข้าให้เห็นซิเรื่องของกิเลสเป็นยังไง พระพุทธเจ้าท่านสอนโลกโกหกโลกเหรอ พระพุทธเจ้ามาสอนโลกแต่ละองค์ ๆ นี้มีพระโอวาทอันเดียวกัน คือรู้เห็นอย่างเดียวกัน ไม่มีอะไรผิดแผกแตกต่างกันเลยพอที่จะได้คำพูดแปลก ๆ มาพูดให้โลกได้ฟัง ให้โลกได้แย้งเสียบ้างว่า ทำไมพระพุทธเจ้าองค์นี้มาตรัสรู้เป็นอย่างนี้ สอนธรรมธรรมเป็นอย่างนี้ องค์นั้นสอนธรรมเป็นอย่างนั้น…ไม่มี สอนลงแบบเดียวกันหมด เพราะรู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกันค้านกันได้ยังไง ต้องนำเอาเรื่องอย่างเดียวกันมาสอนซิ เช่นอย่างนรก บาป บุญ สวรรค์ ความเกิดแก่เจ็บตาย แล้วก็ ทุกฺขํ นตฺถิ อชาตสฺส ทุกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด ที่มันเกิดมันเป็นยังไง อันเดียวกันทั้งนั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ท่านสอน

นี่แหละเลิศ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ก็คือ ทุกฺขํ นตฺถิ อชาตสฺส นั่นเอง เข้ากันได้ปุ๊บเลย นี่ทำไมกี่ล้านองค์ เราอย่ามาพูดถึงเป็นล้าน ๆ เลย อยากจะเอาเม็ดหินเม็ดทรายมาพูดนั่น ตรัสรู้ถ่ายทอดกันมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่กี่กัปกี่กัลป์ไหนมาจนกระทั่งบัดนี้ ต่อกันไปเรื่อย ๆ เรายังมาหลับตาปฏิเสธได้อยู่เหรอ ให้กิเลสหลอกอยู่เหรอ เราเป็นชาวพุทธเป็นนักปฏิบัติ เฉพาะอย่างยิ่งเป็นพระแท้ ๆ ทำไมให้มันหลอกได้ ไม่เชื่อคนอย่างพระพุทธเจ้าเชื่ออะไร เชื่อกิเลสเป็นยังไง เห็นผลของมันไหม ไม่เห็นว่างั้นเลย ถ้าพูดธรรมดาก็บอกว่าต้องเห็น แต่นี้มันไม่เห็น ถ้าเห็นต้องเชื่อพระพุทธเจ้าให้ฝังใจ

ถ้าลองความเชื่อได้หยั่งธรรมะได้หยั่งเข้าถึงใจแล้ว กิเลสหนาแน่นขนาดไหนก็เถอะ มันอยู่ไม่ได้พังทลาย ๆ ทั้งนั้นแหละ ไม่มีอะไรที่จะมีกำลังรุนแรงมากยิ่งกว่ากำลังของใจ สามแดนโลกธาตุนี้พังทลายไปหมด ไม่พังยังไง พระพุทธเจ้าทำลายแดนโลกธาตุภายในจิตใจที่มันไปเที่ยวยึดเที่ยวแบกเที่ยวหาม มีใจดวงเดียวนี้เท่านั้นพังออกได้หมด ตัวแบกตัวหามคืออะไร คือกิเลสมันพาให้แบกให้หาม พังอันนั้นออกแล้วไม่แบกอะไรไม่หามอะไร อยู่สบาย รู้ตามเป็นจริง อะไรมีอยู่ก็รู้ตามสิ่งที่มี เห็นตามสิ่งที่มี แนะนำสั่งสอนตามสิ่งที่มีที่เป็นไม่โกหกโลก นี่แหละพระพุทธเจ้า

เอ้า เอาเข้าไปนี้ซิ ภาวนาทั้งสามปัญญาทั้งสามนี่ ให้ไปกองอยู่คัมภีร์แบกให้มันหลังหักเล่นอยู่ทำไม ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ใช่ตุ๊กตา อยู่ในคัมภีร์ก็เป็นธรรม เอามาแก้ซิ แต่เราอย่าไปหานะกิเลสและธรรมอยู่ในคัมภีร์ นั่นมีแต่ชื่อ ธรรมก็มีแต่ชื่อในคัมภีร์ มันกองอยู่ในหัวใจคนทั้งกิเลสทั้งธรรมแหละ นรก สวรรค์ นี่แหละเป็นสื่อทางที่จะก้าวไปจนกระทั่งถึงความสิ้นทุกข์ ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากการปฏิบัตินี้เลย

ลองเปิดทางให้ปัญญาเกิดซิ ได้ยินแต่พระพุทธเจ้าว่าปัญญา ๆ ตลอดถึงมหาสติมหาปัญญา มหาสติมหาปัญญานั่นละภาวนามยปัญญาโดยแท้ เมื่อถึงวาระที่ควรเกิดควรมีขึ้นแล้วไม่มีหยุด หมุนติ้ว ๆ เช่นเดียวกับกิเลสหมุนในหัวใจของสัตว์โลกนั่นแหละ เพราะนี้เป็นช่องเป็นโอกาส ธรรมมีกำลังแล้วกิเลสต้องหมอบราบ ๆ ต้องหลบต้องซ่อน ไม่หลบไม่ซ่อนพังจริง ๆ แตกจริง ๆ กระจายจริง ๆ ถ้าพูดแบบภาษาโลก ๆ เราก็ว่าหัวแตกสมองไหลเลยทีเดียวไม่รอ ขึ้นชื่อว่าปัญญาประเภทนี้ได้เกิดแล้ว

เครื่องอาวุธอย่างทันสมัยนี่ อะไรจะทันสมัยยิ่งกว่ามหาสติมหาปัญญา แม้กิเลสสิ้นไปแล้วปัญญานี้ก็ยังไม่สิ้นสุด แต่ใช้แบบปัญญาอิสระ ไม่ใช่ปัญญาแบบต่อสู้แก้นั้นแก้นี้แก้กิเลส ฆ่ากิเลสนั้นฆ่ากิเลสนี้ ในวงมหาสติมหาปัญญานี้เป็นปัญญาที่แก้กิเลสอาสวะ ต่อสู้กับข้าศึกศัตรูทั้งหลาย พอพ้นจากนั้นแล้วเป็นปัญญาอัตโนมัติอีกประเภทหนึ่ง ถึงวาระที่ควรจะเกิด เกิดขึ้น ๆ ๆ เกิดขึ้นแล้วดับไป ๆ โดยไม่มีเยื่อใยซึ่งกันและกัน และไม่สำคัญตนว่ามีปัญญา ไม่สำคัญตนว่าโง่ ไม่สำคัญตนว่าฉลาด เมื่อถึงวาระที่มีเหตุมีผลเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์แล้วเกิดเองเป็นเอง ๆ หมุนติ้ว ๆ จนกระทั่งถึงเหตุถึงผลถึงหลักถึงเกณฑ์เป็นที่แน่ใจแล้ว ไม่มีอะไรค้านตัวเองได้แล้วกับความจริงอันนั้น แล้วปล่อยวาง ๆ ๆ นี้เป็นปัญญาประเภทหนึ่ง เป็นปัญญาพิเศษประจำจิตที่บริสุทธิ์

มหาสติมหาปัญญานั้นเป็นปัญญาอัตโนมัติ และเป็นปัญญาที่ใช้ในวงต่อสู้กับกิเลส เป็นปัญญาที่กำลังต่อสู้กันไม่ใช่เป็นปัญญาอิสระ ยังมีสองกับกิเลส พอออกจากนั้นแล้วก็เป็นปัญญาอิสระ จิตเป็นอิสระฉันใด ปัญญานี้เวลาออกก็เป็นปัญญาอิสระเช่นนั้นเหมือนกัน ไม่มีอะไรมาติดมาข้องมาพัวมาพัน ไม่มีอะไรมาบีบบังคับ เวิ้งว้างเหมือนกับอวกาศ จิตเวิ้งว้างฉันใดปัญญานี้ก็เวิ้งว้างฉันนั้นเหมือนกัน ไปไม่มีติดมีข้องไม่มีคาที่ตรงไหน เพราะสมมุติไม่มีแล้วในจิตดวงนั้น อาการแห่งปัญญาที่ก้าวเดินออกมาแล้วจะเอาอะไรมาติดมาข้องมาพัวมาพัน พอพูดแล้วหรือคิดไปแล้วก็ดับไป ๆ ๆ พูดแล้วหายไป ๆ ๆ เหมือนไม่ได้พูด เพราะไม่มีอารมณ์กับสิ่งใด สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความบริสุทธิ์ล้วน ๆ เท่านั้น

เอ้า จำให้ดี ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นโมฆะเชียวหรือ จึงไม่ปรากฏกับนักปฏิบัติของเรา สอนประกาศกังวานมาได้ ๒,๕๐๐ ปีกว่านี้แล้วสำหรับองค์ศาสดาของเรา องค์ศาสดาอยู่ในที่เช่นไรเวลานี้ หรือมีแต่ลมปากนั่นเหรอ ในข้อปฏิบัติของเราเพื่อได้พบได้เห็นองค์ศาสดา ที่ว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต จะไม่มีบ้างเหรอในหัวใจของผู้ปฏิบัติแท้ ๆ น่ะ พระพุทธเจ้าโกหกโลกที่ไหน ธรรมเป็นของมีอยู่ ๆ ๆ ประกาศกังวานอยู่ทั่วดินแดนโลกธาตุมาแต่กาลไหน มีอยู่ยังไงธรรม

ปฏิบัติให้เห็นซิว่าธรรมมีอยู่ยังไง การสัมผัสธรรมสัมผัสด้วยวิธีใด ธรรมแต่ละขั้น ๆ สัมผัสกับจิตแล้วเป็นยังไง เราอย่าเอาอะไรมาสัมผัสไม่มีทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่มีทางที่จะสัมผัสสัมพันธ์ธรรมที่ว่ามีอยู่ ๆ นั้นได้เลยนอกจากจิต เริ่มตั้งแต่สมถธรรมไปด้วยภาคปฏิบัติ สมถธรรมเป็นขั้น ๆ จะทราบในนี้ ถ้าพูดเป็นขั้นก็ขั้นอันนี้ ถ้าว่าละเอียดก็ละเอียดในนี้ เป็นเองไปเองในจิตดวงนี้ ปัญญาธรรมก็เหมือนกันค่อยหมุนตัวออกมา ๆ ทีแรกพาบังคับให้ก้าวเดินเพราะมันติดสมาธิ มีความสุข ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีความสุขความสบาย พอจิตเป็นสมาธิสงบตัวแล้วเย็นสบาย เพลินอยู่ในความสบายนั้น

คิดดูซิตั้งแต่เกิดมาหาความสบายไม่ได้ จิตเหมือนฟุตบอลกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่เพราะถูกเตะจากกิเลส ทีนี้พอได้สงบตัวแล้วก็เพลินซิคนเรา นั่นละท่านถึงได้สอนให้ก้าวทางด้านปัญญา ไม่สอนให้ออกไม่ออก ติดจริง ๆ เพราะไม่เคยมีความสุขอย่างนั้นก็ต้องติดซิ เพียงความสุขในขั้นสมาธิมันก็เกินโลกไปแล้วแหละ เกินโลกที่อยู่ในขั้นที่ควรเกิน แล้วก็ค่อยเกินไปเรื่อย ๆ สูงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงวาระที่จะ เอ้า เหยียบให้แหลกหมด ขึ้นชื่อว่าวัฏจักรวัฏจิตที่มีอำนาจครอบอยู่หัวใจนี้ เอาแหลก ๆ นั่นละปัญญาอัตโนมัติหรือภาวนามยปัญญา เกิดขึ้นไม่มีขอบมีเขต เกิดขึ้นได้ทุกระยะทุกเวลาทุกอิริยาบถเว้นแต่หลับเท่านั้น

เดี๋ยวนี้มันมีแต่ชื่อนะศาสนา มีศาสนาที่แท้จริงติดหัวใจ ติดกิริยามารยาทของชาวพุทธเราที่ไหนเมื่อไร มีแต่เรื่องของกิเลสเข้าไปทำงานหมดนี่ ว่าข้าถือพุทธ ข้าไปวัดข้าไปวา ข้าไปฟังธรรมจำศีล ข้าเรียนปริยัติสอบได้ชั้นนั้นชั้นนี้ มีแต่เรื่องมันแทรก ๆ ไม่รู้ เราไม่คุยเราก็ไม่รู้แต่ก่อน ทำไมคราวนี้เอาคำพูดอันนี้ออกมาพูดได้ เอาฟังซิ เรียนได้นักธรรมตรีก็ โอ๊ย ตัวเท่าภูเขานี่ สำคัญว่าตนรู้ตนฉลาด นักธรรมโทก็ไปใหญ่เลย ภูเขากี่ลูกก็ไม่โตเท่า ยิ่งได้นักธรรมเอกมหาเปรียญเข้าไปแล้วก้าวไม่ออก เพราะหนักความรู้มาก นั่นดูเอา

มันหนักความรู้ มันหนักความรู้อะไร มันหนักกิเลสทับหัวมันนั่น โน่นต้องเอาภาคปฏิบัติเข้าไปทำลายถึงได้เรื่องได้ราวกันจะว่าไง ปฏิบัติภาวนาซิ เข้าไปทำลายทิฐิมานะเหล่านี้ มันฝังจมอยู่ลึก ๆ ไม่รู้นี่ทำยังไง ใครก็ภูมิใจ เวลาสอบเปรียญตกจนจะล้มทั้งหงายนี่ มันเสียใจมาก ฟังซิ พอสอบได้ก็เหมือนจะเหาะจะบินทั้ง ๆ ที่ไม่มีปีก ดีใจมาก มันบ้าทั้งขึ้นทั้งล่อง อยากจะรู้นี้เอาภาคปฏิบัติจับเข้าไปซิ มันก็รู้บ้าของตัวเองแหละไม่ต้องรู้บ้าของใคร รู้บ้าของตัวเองแล้วก็รู้บ้าของโลกเท่านั้นแหละจะไปไหน กิเลสประเภทเดียวกันครอบหัวอยู่ พังเข้าไปตรงนั้นมันก็รู้กันหมดนั่นแหละ

นี่มันอิดหนาระอาใจแล้วนะการสั่งสอนหมู่เพื่อน มันคอยแต่จะแหวกแนว ๆ ช่องทางที่ให้ไปไม่ยอมไปไม่ยอมฝืนนี่ซิ ให้แต่กิเลสลากไปถลอกปอกเปิกทั้งวันทั้งคืนไม่มีเข็ดมีหลาบน่ะซิ ตื่นตามาเช้ามีแต่เรื่องอันเดียวฉุดลากไป ถ้าหากว่ามันเป็นภาพเป็นอะไรเหมือนอย่างสิ่งทั้งหลายที่เป็นรูปเป็นร่างแล้ว พระเณรในวัดป่าบ้านตาดเรามีกระดูกติดตัวที่ไหน อย่าว่าแต่หนังถลอกปอกเปิกเลย หนังก็หมด เนื้อก็หมด เอ็นก็หมด กระดูกก็หมด เป็นผุยผงไปเลย

ถูกกิเลสมันขยี้ขยำเอาแหลกขนาดนั้นแหละ ทั้ง ๆ ที่เราเองก็ไม่รู้นะ ยังภูมิใจอยู่ เห็นกิเลสเป็นของประเสริฐเลิศเลอไปได้นี่ทั้ง ๆ มาปฏิบัติธรรม แล้ว พุทฺธํ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ เสียด้วย คำว่ากิเลส สรณํ คจฺฉามิ ไม่ได้ว่าเลย แต่กอดเอามากัดตับเอาเลยนี่ซิ เอามากัดในขั้วหัวตับแหลกไปเลย สรณํ คจฺฉามิ สรณํ คจฺฉามิ อยู่นั้น แย็บออกท่าไหนมีแต่ท่าของกิเลสทั้งนั้น แย็บออกไปกว้านไฟเข้ามา ๆ กว้านเข้ามาเผาเจ้าของยังไม่รู้นี่ โง่ไหมมนุษย์เรา โง่ไหมพวกปฏิบัติเรา เอ้า จำให้ดีคำนี้ ฟิตขึ้นสติปัญญาที่กล่าวนั้นน่ะ มันจะพ้นมือไปไหน จะไม่รู้อันนี้จะรู้อะไร มีอันนี้ติดแนบกับหัวใจใกล้กว่าสิ่งใดทั้งหมด

ประเภทต่าง ๆ ของอธรรม ข้าศึกศัตรูอันใหญ่หลวงนี่นับแต่ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ไปเรื่อย ๆ พอพูดถึงเรื่องอวิชชานี้ก็เป็นเหตุให้คิดอีกเหมือนกัน อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ผู้เรียนอวิชชา ผู้ปฏิบัติอวิชชา จะดู อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อวิชชาเป็นปัจจัยที่ให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ยาวยืดไปโน้น ๆ ให้มันวาดภาพหลอกไป ๆ ตัว อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ มันเกี่ยวพันกันอยู่ในหัวใจดวงเดียวนี้ไม่คิด

ปฏิบัติมันก็รู้เองอันนี้ก็ดี ที่เราจะไปตามมันตามเท่าไรก็ตามเถอะ เหมือนไม้ต้นนี้ เอ้า ไปเด็ดออก เด็ดใบนี้ออกเด็ดใบนั้นออก ตัดกิ่งนี้ออกตัดกิ่งนั้นออก ตายทิ้งเปล่า ๆ ก็ไม่ได้ทำลายต้นของมัน ขุดรากแก้วรากฝอยถอนพรวดขึ้นมาแล้วมันไปไหน เท่านั้น ไม่ต้องไปนับมันตายหมด มันเกี่ยวโยงกันหมดไม้ทั้งต้นนั้น นับแต่กิ่งก้านดอกใบของมัน อันนี้ก็เหมือนกันท่านว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา นั่นรากแก้ว สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ นั้นคือกิ่งคือก้านคือเปลือกคือกระพี้ คือดอกคือใบของมันไปเรื่อย ๆ ทีนี้ก็นับดอกนั้นนับใบนี้เป็นบ้าไปเลย

นี่ละความจำ ไม่พ้นที่จะต้องหมายอย่างนั้นหมายอย่างนี้ เหมือนอวิชชาจะเป็นอย่างนั้น เหมือนสังขารจะเป็นอย่างนี้ วิญญาณจะเป็นอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ ให้มันหลอก ให้ตัวกิเลสนั่นแหละหลอก เราเรียนธรรมเรียนเรื่องของกิเลส อยากจะรู้เรื่องกิเลส ถูกกิเลสปิดไปไม่รู้ ปิดไปเรื่อย ๆ ไม่รู้ เป็นกิเลสทั้งหมดนี่เราไม่รู้ โน่นภาคปฏิบัติจับเข้าไป ๆ ขุดอันโน้นออกมา ขุดด้านนี้เข้ามา ขุดเข้าไป ๆ รากฝอยตัดเข้าไป ๆ ถึงรากแก้วตัดขาดแหลกล้มตูมลงไป ไม่ต้องไปนับมันก็ได้ ไม่ต้องไปดูมันก็ได้ กิ่งก้านสาขาดอกใบมันตายพร้อม ๆ กันหมดเลย

นี่จึงไม่เทศน์ เทศน์เรื่อง อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ เทศน์ไปทำไม บอกตั้งแต่เรื่องราวความจริงที่จะฆ่าอวิชชาให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ พอเทศน์เข้าไปถึงเรื่องรูปกาย อายตนะภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส มาสัมผัสสัมพันธ์กับอายตนะภายใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่เรื่องอวิชชามันไปทำงานเห็นไหม ความหมายว่าอย่างนั้น จะพิจารณารูปกับพิจารณาเสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส เอ้า พิจารณาเข้ามาถึงตา หู จมูก ลิ้น กาย เข้ามาหากายนี้ เข้ามาหาเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หมุนเข้ามานี่ พิจารณารอบเข้าไป ๆ นี่เหมือนกับว่าตัดรากฝอยของมันเข้าไปโดยลำดับลำดา พอเข้าถึงที่แล้วมันก็เข้าอุโมงค์อย่างเคยพูดนั้น

เมื่อรู้ชัดทั้งรูปกายของตน ทั้งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแล้วมันจะไปไหน มันหาที่ยึดที่เกาะหาที่หลบซ่อนไม่ได้ก็หมุนตัวเข้าใน ๆ สุดท้ายก็ไปอยู่ที่จิต ดังที่เคยพูดให้ฟังเสมอ ๆ จนปากแฉะแล้วนี่ เอาความจริงมาพูดนี่ นี้ละคือพูดเรื่องอวิชชา เป็นแต่เพียงไม่บอกอวิชชาเฉย ๆ ไม่ได้บอกเป็นชื่ออย่างนี้เฉย ๆ หลักธรรมชาติก็คืออวิชชา แล้วสุดท้ายจึงไปบอกว่าอวิชชากับจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน แน่ะ ถึงได้บอก เวลามันหดตัวเข้าไปแล้ว ตัดเข้าไป ๆ จนกระทั่งถึงถอนพรวดออกมาจากจิต แตกกระจายไปหมดแล้ว ถามหาทำไมนิพพาน ขอให้ใจบริสุทธิ์เท่านั้นก็พอ มันกระจายไปหมดเลย

มีแต่กิริยาถือศาสนา ไม่ได้นำศาสนามาเป็นประโยชน์แก่ชาวพุทธเราเลยทำยังไง ประกาศโฆษณาแสดงที่นั่นแสดงที่นี่ ก็มีแต่พูดกันไปฟังกันไปเฉย ๆ ไม่ได้สนใจปฏิบัติ ถ้าลงสนใจปฏิบัติ อะไรจะศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าศาสนายิ่งกว่าตัวของเราแต่ละคน ๆ ยิ่งกว่าสังคมแต่ละสังคมที่มีศีลมีธรรมมีศาสนาประจำตัว ไม่มีอันใดเลิศอะไรประเสริฐ ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าคนแต่ละคนตั้งใจทำตัวให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยหลักธรรมหลักวินัยเลย

ศีลไม่ต้องมาก ศีล ๕ ก็เอาซิ เท่านั้นพอแล้ว โลกนี้เดือดร้อนเพราะอะไร เพราะทำลายศีลนั่นเอง ว่าทำลายศาสนาจะเป็นอะไรไป ศีล ๕ ใครบัญญัติไว้ แน่ะ ปาณาฯ ฆ่ากันวินาศสันตะโร นี้คือใครฆ่ากัน ไม่ใช่ทำลายศาสนาจะเป็นเรื่องอะไร ศาสนาพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้แล้วว่าชาวพุทธเองเป็นผู้ทำลาย จะไม่เรียกว่าทำลายศาสนาอะไร ปาณาฯ อทินนาฯ กาเมฯ มุสาฯ สุราฯ เหล่านี้ไม่มีใครรักษา มีแต่ผู้ทำลาย ๆ แล้วเอาชาวพุทธมาจากไหน มาพูดว่าเป็นชาวพุทธแล้วเดือดร้อน เดือดร้อนเพราะอะไร ไม่ได้เดือดร้อนเพราะศาสนา มันเดือดร้อนเพราะการทำลายศาสนา ถ้าต่างคนต่างรักษาปฏิบัติเพียงเท่านี้ก็พอแล้วโลก นี่ศักดิ์สิทธิ์วิเศษ

ตะรางมีไว้อะไรไม่เห็นจำเป็น เพราะใครก็ไม่ทำ โทษจะเกิดมียังไง ไม่ว่าโทษอาญาไม่ว่าโทษอะไรทั้งนั้นแหละ โทษแพ่งโทษอาญาพูดกันไปอย่างนั้น โทษไหนก็เกิดจากมนุษย์ที่ทำลายศีลธรรมทำลายศาสนานั่นแหละ ทำลายตัวเองแล้วก็กลายเป็นทำลายหมู่เพื่อนที่เกี่ยวโยงกันไปไม่มีสิ้นสุด มันอัดอยู่นั้นเห็นไหมตะราง มีแต่คนทำลายศาสนานั่นแหละ คนรักศาสนาจะไปทำอะไรอย่างนั้น ไม่ฉกไม่ลักไม่ปล้นไม่สะดม อะไรที่จะผิดศีลธรรมผิดกฎหมายบ้านเมือง ผิดศีลธรรมยิ่งเป็นของละเอียดแล้วไม่ทำ จะเป็นโทษไปจากไหน ใครจะไปติดคุกติดตะราง ศักดิ์สิทธิ์ไหมที่นี่มนุษย์เรา มนุษย์ทั้งคนไปเป็นนักโทษในเรือนจำมันเลวไหม

ทีนี้เมื่อมนุษย์ต่างคนต่างรักษาตัวเองให้ศักดิ์สิทธิ์ตามหลักศาสนาแล้ว ใครจะศักดิ์สิทธิ์เกินมนุษย์ มองเห็นกันยิ้มแย้มแจ่มใส ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ตายใจกันได้ ไม่ว่าจะเกิดมาจากชาติชั้นวรรณะใดสกุลใดภาคใด แม้ในประเทศเดียวกันภาคใดก็ตาม มนุษย์เหมือนกันความรู้สึกเหมือนกัน ต่างคนต่างรักษาความศักดิ์สิทธิ์วิเศษศักดิ์ศรีดีงามของตัวเองด้วยศีลด้วยธรรมแล้วเข้ากันได้สนิทมนุษย์เรา อันนี้มันไม่สนิทเพราะอะไร ก็เพราะตัวเทวทัตอยู่ภายในจิตใจนั่นซิ คอยทำลายศาสนาซึ่งมีอยู่ในตัวเองที่ควรจะได้มันไม่ได้ พังทลายลงไปหมด หลุดไม้หลุดมือไปหมด ถ้าทำให้มันศักดิ์สิทธิ์มันก็ศักดิ์สิทธิ์

อย่างเมืองไทยเรานี้ เอ้า ลองต่างคนต่างรักษาศีล ๕ ซิ เมื่อต่างคนต่างรักษาแล้วคดีไม่มี ขึ้นโรงขึ้นศาลขึ้นไปเพราะการทำลายกฎหมายบ้านเมือง ทำลายศีลธรรมนั่นเอง เมื่อต่างคนต่างรักษาแล้วจะเอาอะไรไปขึ้นโรงขึ้นศาล..ไม่มี แน่ะ ตะรางเรือนจำทำไว้ก็ทำไว้อย่างงั้นแหละ…ร้าง ผู้พิพากษา อัยการ ทนายนี้รื้อหมดเมื่อต่างคนต่างเป็นธรรมอย่างที่ว่านี้แล้ว ถึงจะเป็นด้วยเหตุที่ไม่รู้ก็ตามให้อภัยกันได้ แน่ะ เป็นขั้น ๆ ไปเลย ใครจะไปถือสีถือสากัน ลงศีลธรรมในหัวใจมีเต็มอัตราของผู้ปฏิบัติแล้วไม่ได้ถือสีถือสากัน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีคุณค่าเกินศีลธรรม ศีลธรรมมีคุณค่ามากกว่าก็ให้อภัยกันได้ง่ายนิดเดียว

มนุษย์เรามีแต่ทำลาย ๆ ใครก็ว่าใครเก่ง ใครก็ว่าใครฉลาด สร้างขึ้นมาศาสตราอาวุธก็เพื่อจะสังหารเรานั่นเองจะไปว่าสังหารเขาอะไร ก็สังหารเรานั่นแหละ มันโง่ไหม นั่นพิจารณาซิ เรามีเขาก็มีน่ะซิ นั่น เราสู้เขาก็สู้ เรารบเขาก็รบ เราฟันเขาก็ฟัน เราฆ่าเขาก็ฆ่า ไม่ว่าสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายตัวเองจะว่าอะไร ผิดที่ไหนธรรมพระพุทธเจ้าสอนไว้นั่น ว่าสร้างไว้เพื่อป้องกันตัว สร้างไว้เพื่อทำลายตัวนั่นหลักความจริง ต่างคนต่างสร้างต่างคนต่างทำเพื่อจะทำลายกัน คือสร้างทำลายตัวนั่นเอง หลักศีลธรรมเป็นอย่างนั้น

นี่ทำยังไง ยิ่งหลั่งยิ่งไหลเข้ามานี่จนไม่มีขอบมีเขต จนไม่มีที่อยู่ที่พักให้พักให้อยู่แล้วนี่ มาเก้ง ๆ ก้าง ๆ ภาวนายิ่งกว่าจูงหมาใส่ฝน ร้องแหง็ก ๆ นั่น ถ้าปล่อยออกหานรกอเวจีละมันเร็ว นี่ซิมันไม่ทันทำไง แม้ไม่มีตั้งใจเจตนาให้มันเป็น แต่สิ่งที่ผลักดันมันเหนืออำนาจเรา เหนือความรู้ความฉลาดของเราที่จะทันมัน มันมีอยู่ภายในใจถึงผลักดันออกมาให้แสดงตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกตัว ๆ เลย นี่ซิมันสะดุดใจเอามากทีเดียว กระเทือนใจมากเรา นี่ถึงกล้าพูดออกมาได้ เรากับกิเลสนี้มันผูกขึ้นมานะ เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอะไรแหละ มันเอาเรื่องที่เคยต่อสู้กันถึงพริกถึงขิงถึงเป็นถึงตายมานั่นแหละ กิเลสกับเรานี้ไม่ทราบเป็นยังไง มันเป็นข้าศึกต่อกันอย่างยิ่ง

สมมุติว่านั่งฉันจังหันอยู่นี้ว่ากองทัพกิเลสมาแล้ว ไหนทีเดียว บาตรนี้ทิ้งตูมเลย ใส่กันเปรี้ยงไม่มีคำว่ายกครู เอ้า กิเลสตายแล้วถึงจะกลับมาฉันจังหันอีกทีหนึ่ง ถ้าเราตายแล้วก็ไม่ต้องมาฉันไม่ต้องมายุ่งมัน ให้กิเลสเผาศพไปเลย คำว่าถอยไม่มี เพราะมันเคียดแค้นถ้าพูดถึงเรื่องความเคียดแค้นแบบโลก ๆ นะ นี่เรายกเอามาพูดให้เป็นข้อเปรียบเทียบกับโลกสมมุติที่มีว่าเคียดแค้น มันถึงใจถึงขนาดนั้นนะ รอไม่ได้เลย คำข้าวยังคาปากอยู่ก็ทั้งต่อยทั้งเคี้ยว หรือมันลืมเคี้ยวก็ไม่รู้แหละ เอากันเลย ปึ๋งเลยเทียวรอไม่ได้

ปัญญาที่ถึงขั้นมันเด็ดใส่กันมันเด็ดอย่างนั้น นี่ความเทียบเข้าอีกขั้นหนึ่ง กิเลสจะโผล่มาไม่ได้เป็นอันขาด เพราะไม่โผล่ก็ค้นหาอยู่แล้วนี่ นั่นละแปลว่างานอันหนึ่ง ที่ว่าสติปัญญาอัตโนมัติ คือมันคุ้ยเขี่ยหาอยู่นั้นไม่มีหยุดมีถอย จนจะไม่มีอะไรให้เหลือซากอยู่ภายในจิตใจเลย เอาให้แหลกหมดนี่ คุ้ยเขี่ยก็คุ้ยเขี่ยอย่างถึงใจด้วย เพราะฉะนั้นมันถึงหมุนติ้ว ๆ ซิ ธรรมไม่ถึงใจหมุนได้ยังไง สติปัญญาก็เป็นธรรมอันหนึ่ง ธรรมชาติอันหนึ่งที่หนุนสติปัญญาให้หมุนอีกมีอีก นั่น เหมือนกับกิเลสที่มันพอตัวของมัน กำลังของมันมาก มันหมุนตัวออกมาผลักดันกิริยาอาการต่าง ๆ ให้เป็นก็อย่างเดียวกัน เมื่อส่วนหยาบมันหมดไป ๆ ปัญญาขั้นละเอียดก็ตามกันไป ๆ กิเลสละเอียดขนาดไหนปัญญาละเอียดขนาดนั้น เหนือนั้น ๆ ก็ทำลายกันได้ เอาจนกระทั่งมันแหลกไม่มีเหลือนั่นแหละ ถ้าพูดถึงว่าเกิดก็เกิดชาติใหม่เสียว่างั้น

ขนาดนั้นแล้วทำไมจะไม่เห็นโทษ โอ้โห มันปิดมันบีบบังคับเรามาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ๆ โอ้โห ๆ แหละ อโธอธัง น้ำตาร่วง ความอัศจรรย์ในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยรู้เคยเห็น ก็ได้เห็นเสียแล้วได้ปรากฏเสียแล้ว นี่ก็ถึงใจ อัศจรรย์น้ำตาร่วง เอ้า เห็นโทษเพราะถูกกิเลสต้มตุ๋นมาเสียพอ จนกระทั่งวาระสุดท้าย อวิชฺชาปจฺจยา มันยังต้มอีกนี่ก็ถึงใจ เมื่อถึงใจต่อถึงใจทำไมกำลังใจจะไม่มี นี่ละมันผึง ๆ

อะไรจะไปเหนือกำลังใจไม่มีในโลกนี้ ถ้าลงได้บรรจุตัวเต็มที่ไม่ว่าทางฝ่ายดีฝ่ายชั่ว มันทำให้เอาแหลกได้เหมือนกัน ทางชั่วก็แหลกได้เลย ไม่ได้วิตกวิจารณ์กับบาปกับบุญคุณโทษอะไรเลยถ้าลงกิเลสตัวนี้มันถึงใจแล้ว ทางธรรมก็เหมือนกัน ธรรมก็ถึงใจที่จะปราบกิเลส อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย การชนะตนนั้นแลประเสริฐ นี่ละตรงนี้อันหนึ่ง กับ เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ ส เว สงฺคามชุตฺตโม การชำนะตนนั้นแลประเสริฐสุด นี่มันถึงใจ

กำลังของใจเป็นสำคัญนะการประกอบความพากเพียร เมื่อกำลังใจความมุ่งมั่นของใจมีมากแล้วมันจะหมุน ๆ ตัว ถ้ายิ่งได้รับอุบายจากครูจากอาจารย์ที่ท่านแสดงถูกต้องแม่นยำต่ออรรถต่อธรรมต่อความจริง เพื่อฆ่ากิเลสทุกประเภทด้วยแล้ว นั่นแหละยิ่งถึงใจ มันดีดผึง ๆ เลย เพราะฉะนั้นการได้ยินได้ฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญมากทีเดียว เราไม่ลืมเราได้ฟังธรรมกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ วันไหนท่านจะประชุมนี้มันกระหยิ่ม เหมือนจะเหาะจะบินโน่นน่ะ ข้อข้องใจตรงไหน ๆ ที่มีอยู่ภายในใจจะต้องมากระจายกันวันนี้ความหมายว่างั้นนะ

ที่จะได้ฟังได้ต่อผลประโยชน์ต่อไปอีกก็มี สิ่งที่ยังขัดยังข้องอยู่ภายในใจ วันนี้จะต้องถูกเปิดเผยด้วยธรรมของท่านทั้งนั้น แน่ะ เพราะมันเคยเป็นอย่างนั้นนี่ พอเทศน์ไปถึงจุดของเราแล้วมันจ่อ ๆ พอไปถึงนั้นพับท่านผ่านผึงเลย เพราะท่านผ่านไปแล้วนี่ท่านรู้แล้ว ผ่านผึงเราก็โดดผึงไปตาม ได้ก้าวหนึ่งสองก้าวก็เอา ฟังเทศน์แต่ละครั้ง ๆ นี่ทีละก้าวสองก้าวไปเรื่อย แล้วก็เพิ่มเติมกันไปเรื่อย ๆ นี่การฟังเทศน์จึงเป็นของสำคัญมากนะ

ดังที่ท่านแสดงไว้ในครั้งพุทธกาลว่า พระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทแต่ละครั้ง พุทธบริษัทได้บรรลุมรรคผลนิพพานมากมายก่ายกอง ไม่มากยังไง คนที่มีจิตจดจ่อต่อธรรมทั้งหลายมีอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วอุปนิสัยปัจจัยมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน ฟังมากต่อมาก คราวนี้คนนี้ผ่านไปได้แค่นี้ คนนั้นผ่านไปได้แค่นั้น มากต่อมากก็ผ่านได้ซิ เอ้า ผู้นั้นขยับเข้ามา ผู้นี้ผ่านไป ผู้นั้นขยับขึ้นมา ผ่านไป ๆ เราเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก่อนก็ไม่ได้คิดอะไรมากนักตอนที่เรียนหนังสืออยู่ แต่พอมาปฏิบัติแล้วมาได้ยินได้ฟังโอวาทของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ให้โอวาทนี้ แหม มันถึงใจเหลือเกินนะ เทศน์บางทีถึง ๓ วันยังเหมือนกับโลกธาตุมันดับไปตาม ๆ ธรรมเทศนาของท่านเหมือนไม่มีอะไรไหวติงเลยใบไม้เหล่านี้ ธรรมดาโลกก็มีอยู่ธรรมดา แต่เหมือนกับว่าโลกนี้ดับไปหมด เพราะอำนาจของธรรมท่านครอบไปหมด มันกังวานอยู่หัวใจเรา แน่ะ

พอพูดไป ๆ เหนื่อยแล้วนะ พูดเข้มข้น เอาละแค่นี้ละ

พูดท้ายเทศน์

จะเทศน์ธรรมดามันก็ไม่ได้ นี่ก็เป็นกรรมอันหนึ่งหรือยังไงก็ไม่รู้ ถ้าพูดแล้วมันหากผึงของมันแหละ พอไปมันก็มากระเทือนธาตุขันธ์นี่เสีย ไปไม่ถึงไหนหยุดเสีย เทศน์สมใจมันไม่สมละ เครื่องมือไม่ดีเป็นอย่างนี้ละ รถไม่ดีคนขับจะมือดีขนาดไหนก็เถอะ อีโหลกโขลกเขลกอยู่นั้นแหละ

เราไม่ตื่นอะไรแหละเราพูดตรง ๆ ใครจะว่าเป็นอะไรก็ฟังไปเฉย ฟังเป็นลมปากไปอย่างนั้น เราไม่ได้ตื่นอะไรนี่ เพราะไม่สำคัญตนว่าเป็นอะไร ถ้ามันหมดนี่ความสำคัญไม่มีจริง ๆ ว่าประเสริฐเลิศเลออะไรมันก็ไม่เห็นมี ว่าจะต่ำต้อยน้อยหน้าอะไรไม่เห็นมี เพราะทั้งสองอย่างนี้เอาเป็นสมมุติเข้ามาใช้เฉย ๆ แต่ธรรมชาติอันแท้จริงนั้นทรงอยู่กับตัวแล้ว เอาอะไรมาพูดก็ไม่ถูก เอาอะไรมาเพิ่มก็ไม่เหมือน ไม่มีอะไรเหมือนและไม่เหมือนอะไร

การแจกอาหารเป็นยังไง เคยพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ ใครแจกอาหารดูทุกบาตรให้ละเอียดลออไหม หรือว่าทำซุ่ม ๆ ซ่าม ๆ แบบพอผ่านมือ ๆ พอแล้วมือ ๆ อย่ามาทำให้เห็นอย่างนั้นนะ การทำนี้เป็นข้อวัตร เป็นการปฏิบัติตัวเองทั้งนั้น อย่าทำสักแต่ว่าทำ ความเป็นธรรมอยู่กับความสม่ำเสมอ อย่างหมู่เพื่อนเอามาสุมอยู่กับผม ผมไม่ได้ยินดีนะ ผมไม่คิดอยู่แค่นี้ คิดอยู่หมดทุกปากทุกท้องที่อยู่ร่วมกัน จากความดูแลและความรับผิดชอบของเรา ถ้าเทียบกับโลก ผิดอะไรกับลูกของเรา ลูกแต่ละคน ๆ พ่อแม่จะมีความรักสม่ำเสมอในคำว่าเป็นลูก แน่ะ อันนี้ก็เหมือนกัน เราอะไรมันจริงจริง ๆ นี่มันไม่ลืม จริงทุกอย่าง เพราะฉะนั้นใครจะมาทำเหลาะ ๆ แหละ ๆ ให้เห็นมันถึงขวางตา มันกระเทือนหัวใจ เพราะนี้ไม่เหลาะแหละนี่ มีมากมีน้อยให้สม่ำเสมอ แจกใส่บาตรไหนก็ดู นอกจากเจ้าของไม่เอานั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง แจกสม่ำเสมอเป็นธรรม

ธรรมอยู่ที่ความสม่ำเสมอ อะไรเอาให้หัวหน้า ๆ มาเสกเอาเฉย ๆ นี่ หัวหน้าจริง ๆ ไม่เห็นไปเสกอย่างนั้น อย่างผมเป็นหัวหน้าผมไม่เสกนะว่าผมเป็นผู้ใหญ่กว่าหมู่เพื่อน ผมควรจะได้ฉันของดิบของดีกว่าหมู่เพื่อน ผมไม่ยินดีอย่างนั้นเลย ถึงไหนถึงกันอย่างนั้นละ อันนี้พูดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงไหนถึงกัน มากน้อยเหมือนกัน ให้เหมือนกันเลย จิตของเราอยู่กับหมู่กับเพื่อน ไม่ได้มาอยู่กับเรา เพราะสิ่งเหล่านี้มันเสมอกันเหมือนกัน ปากท้องมันเหมือนกัน ไม่ว่าปากเณรปากพระปากครูอาจารย์ ท้องครูท้องอาจารย์ ท้องพระท้องเณรมันเหมือน ๆ กัน ต้องให้มันเสมออย่างนี้ อย่างนี้เสมอภาค

ผมนี่จะว่านักล่าอาจารย์ก็ถูก มันเข้าหมดทั้งปริยัติทั้งปฏิบัติ เพราะฉะนั้นถึงพูดได้ เรื่องปริยัติก็พูดได้เรื่องปฏิบัติก็พูดได้ เพราะเคยเข้าเคยอยู่ทั้งนั้นไม่ว่าวัดราษฎร์วัดหลวงอะไร วัดใหญ่วัดน้อย ได้ไปอยู่หมดมันก็รู้ซิ ออกมาทางป่าก็เหมือนกัน สำนักไหนผมก็ไป ครูบาอาจารย์ยิ่งมีชื่อโด่งดังเท่าไรยิ่งบุกเข้าไป มันไปเห็นนี่ ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ มีนิสัยเป็นยังไง ๆ ไม่เหมือนกันแต่ละองค์ แต่อย่าให้ผิดธรรมเราถือเอาตรงนี้ นิสัยเหมือนกันไม่เหมือนกันไม่สำคัญยิ่งกว่าเอาหลักธรรมวินัยออกกางตามนิสัยนั้น ๆ อย่าเอากิเลสออกมากาง

เอากิเลสมากางอย่างที่เคยพูดนั่นซิ หัวหน้าอย่างนี้ไม่ทราบว่าหม้อไม่ทราบว่าปิ่นโต เอื้อมเกือบจะไม่ถึง นั่น ลูกวัดแห้งผากอย่างนี้มีนะ ได้พบได้เห็นด้วยตาเจ้าของจนกระทั่งมันถึงใจ ออกอุทานภายในใจนี่ เมื่อเราได้เป็นผู้ใหญ่ สมมุติว่าเราได้มีอำนาจวาสนาได้เป็นผู้ใหญ่นี้ เราจะเป็นอย่างนี้ได้ไหมนา นี่น่ะมันถึงใจ อันนั้นมันจึงกังวานอยู่ที่หัวใจ

เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงไม่ให้มาขอผม ของมีไว้สำหรับทุกองค์ ใครมีอะไรก็ใช้ไปฉันไปอย่างนั้น เหล่านี้อย่ามายุ่งกับผมยิ่งกว่าที่จะให้หมู่เพื่อนได้รับความผาสุกสบายตามวิสัยของสมณะ แต่ไม่ให้ผิดวิสัยสมณะ ถ้าสิ่งใดที่มันจะเสริมทำกิเลสให้เกิดนั้น ผมเอาจริงนี่ก็ดี ผมไม่เสริมผมไม่ให้ ยกตัวอย่าง เช่น นมเนิมนี้ผมไม่เสริมพระ แม้จะเอาไปถวายวัดไหนผมก็ไม่ให้นะ เพราะวัดไหนก็เหมือนกัน เป็นวัดที่ปฏิบัติธรรมเหมือนกัน ผมไม่ให้ ให้เฉพาะคนแก่ให้เด็กให้เล็ก ให้พวกเขาไม่มีขอบเขตไปเสียตามเรื่องของเขา

เราพูดถึงเรื่องธาตุขันธ์ที่กำลังรุนแรงนี่ มีอะไรไปเสริมนิดหนึ่งมันดีดผึง ๆ เลย ผมเป็นอย่างนั้นนะสำหรับผมเอง จึงว่าปฏิปทาลำบากทุกข์มากตามเรานิสัยหยาบนั่นละ ไม่ได้แตะเลยนมตั้งแต่ออกปฏิบัติ แตะทีไรก็รู้ทุกทีไม่เคยพลาดเลย เพราะมันรุนแรงของมันอยู่แล้ว แม้แต่เรียนหนังสือก็ยังไม่เอา รู้เจ้าของอยู่โน้นนะ เรียนหนังสือก็เป็นธรรมอยู่แล้วนี่ เพราะเรียนเพื่อรู้แล้วจะออกปฏิบัติ จิตก็เป็นธรรมน่ะซิ อะไรกระเทือนในธาตุในขันธ์ จะไปทางไม่ดีมันก็รู้ของมัน มันก็ดัดกันระงับกันทันที ๆ เช่นอย่างนมนี้ผมไม่เอา เรียนหนังสืออยู่ก็ไม่เอา เขาถวายมานี้ถวายครูบาอาจารย์ท่านไปเสียไม่เอาเลย เพราะรู้ว่ามันเสริมง่ายที่สุด มันเป็นอาหารที่ละเอียดซึมซาบเข้าส่วนร่างกายแล้วส่งเสริมราคะตัณหาได้เร็ว

นี่มันไม่เห็นน่ะซิ ทางราคะตัณหากำเริบนี่มันรวดเร็วด้วย หมายถึงว่าเป็นทางใจ เช่น ฝันไปต่าง ๆ อย่างนี้ เวลาสัมผัสสัมพันธ์ทางตา หู จมูก พวกนี้มันก็เร็ว จึงต้องได้บังคับกันไว้ ๆ ดัดกันไว้ กินก็ไม่อิ่มแล้วทำไง ในระยะนั้นให้อิ่มมากไม่ได้มันดัดเราทำลายเรา มันทรมานเรา

การปฏิบัติไม่สังเกตเจ้าของขนาดนั้นไม่ได้นะ อาหารพวกผัดพวกมันนี้เร็ว เสริมไม่ได้ อาหารอย่างอื่นผิดกันสำหรับธาตุผม แต่ก่อนกินอย่างนั้นละ กินดิบ ๆ ดี ๆ ไม่ได้แหละ มันกรรมมันอะไรของมัน หรือบาปหรือกรรมอะไรก็ไม่รู้มันพูดยาก รู้อยู่หากไม่อยากพูด มาคิดย้อนหลังการต่อสู้กิเลส โฮ้ เพราะฉะนั้นถึงว่ากองทัพกิเลสมาแล้วมันจึงรอไม่ได้ มันจะมาเรืองอำนาจอยู่บนหัวใจอีกเหรอ พูดง่าย ๆ กูเข็ดมึงพอแรง ถ้าว่ากำลังฉันจังหันอยู่ ทิ้งบาตรตูมและโดดใส่กันผึงเลย มันพังลงเมื่อไรจึงจะกลับมาฉันจังหัน มันเข็ดขนาดนั้นละถ้าพูดถึงเรื่องเข็ด มันจำมันจองไว้ไม่ให้เป็นอิสระได้ ไม่ว่าความคิดความอ่าน ไม่ว่าความรู้ความเห็นอันใด มีแต่อันนี้เป็นเจ้าตัวการทั้งหมด เที่ยวกีดเที่ยวขวางไว้หมด พออันนี้พังลงไปแล้วมีอะไรกีดมีอะไรขวาง นั่นมันเห็นชัด ๆ นี่

นี่พูดถึงว่า อวกาศของจิต อวกาศของธรรม นั่นเอง มันไม่มีอะไรดึงดูด กิเลสแหละดูด อะไรติดหมด รักก็ติด ชังก็ติด รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสสัมพันธ์อะไรติดหมด มันดูดเอาหมด ๆ เพราะกิเลสตัวนี้มันเป็นแม่เหล็ก ฟาดมันพังทลายลงไปแล้วไม่มีอะไรดูด รู้ก็รู้อิสระเสีย คิดก็คิดอิสระเสีย ตาเห็นก็เห็นอิสระ ยืนอยู่ก็อิสระ อะไรก็อิสระไปตาม ๆ กันหมด จนกระทั่งเข้าไปความคิดภายในมันก็อิสระหมด

การพูดการจาอะไรก็เหมือนกันอิสระหมด เพราะฉะนั้นจึงพูดได้ถึงใจเต็มเหตุเต็มผล ไม่ได้คิดว่ากลัวเขาจะผิดใจอย่างนั้น เกรงใจคนอย่างนั้น เกรงใจคนอย่างนี้ เกรงหาเหตุหาผลไม่ได้เกรงไปทำไม นั่น เราเอาเหตุผลเข้าไปจับเลย เหตุผลอยู่ตรงไหนก็พุ่งไปตามเหตุผล หนักเบาไม่ว่าทั้งนั้นละ เมื่อถึงวาระที่จะไม่ว่าแล้วเป็นอย่างนั้นนะ พูดได้ทุกอย่างเมื่อเหตุผลพร้อมที่จะพูด เรื่องความประหม่าพรั่นพรึงหวั่นไหว หรือเกรงอกเกรงใจนั้นไม่ได้เข้ามายุ่ง มันก็อดรู้ไม่ได้ว่าสิ่งนี้คืออะไรอีกแหละ คือความละเอียดของกิเลสมันแทรกอยู่ในธรรมนั้นแหละ ความเกรงอกเกรงใจกันก็เป็นธรรมอันหนึ่ง แต่ก็ไม่พ้นที่กิเลสจะเข้าไปแทรกอยู่ในนั้นอีกได้ เกรงใจหาเหตุผลไม่ได้ แน่ะ นั่นละคือกิเลส

เอาละนะที่นี่นะ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก