คำถาม 
โดย : สลัดบาร์ ถามเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2548

ความรอบรอบในสติกับจิต

กราบเรียนถามธรรมะหลวงตาดังนี้ค่ะ
ลูกดำเนินจิตภาวนาโดยการตั้งสติดูที่จิต  ได้เคยกราบเรียนถามไปเมื่อครั้งที่แล้ว  ลูกได้รับคำตอบให้ใช้สติจ่อดูอยู่ที่จิต  อย่าให้หนีจากจุดนี้  จึงได้พยายามทำตามหลวงตาเสมอมา 
ขณะนี้เกิดคำถามว่า  เมื่อปฏิบัติแบบ  ตั้งสติ  ดูเข้าไปที่ฐานของจิต ที่เป็นตัวเหตุก่อเกิดอาการต่างๆแล้ว  ขณะนั้นทุกๆสิ่งก็ดับทั้งหมด  เหลือเพียงสติ  กับจิตที่ว่างรู้ตัวอยู่เพียงเท่านั้น  
แต่กำลังของสติ  สามารถตั้งมั่นดูที่จิตได้เพียงสักระยะนึง  ก็เกิดการขยับตัวนิดๆหน่อยออกมา  ลูกก็ทำความเพียรตั้งสติแนบแน่นเข้าไปที่ฐานเดิมของจิตอย่างไม่ลดละ  บางครั้งสติกับจิตแนบแน่นอยู่ด้วยกันได้นาน ลูกก็เข้าใจว่า  การปฏิบัติก็มีเพียงเท่านี้  จึงพยายามทำเพียงแค่นี้

ขณะนี้เกิดคำถามว่า  ลูกควรวางใจอย่างไร  ขณะที่ลูก   
ได้เผอลสติ  จากการดูจิตอยู่  แม้ส่งออกมาเพียงเล็กน้อย   
ก็ทราบได้ว่า  เผลอ ออกมาแล้ว  
โดยปกติหากเป็นเช่นนี้  ลูกไม่ได้พิจารณาอะไร  เมื่อรู้ตัวว่าสติเผลอจากจิตแล้ว  สติก็หดกลับเข้าไปที่ฐานของจิตใหม่  เพียรทำอยู่เช่นนี้ตลอดเวลาที่นึกได้ 
ขอกราบเรียนถามหลวงตา  ว่า
1.  การทำเช่นนี้  เป็นการถูกต้องแบบรอบครอบแล้วหรือไม่  เพราะลูกรู้ตัวว่ายังโง่อยู่มาก  เป็นการโง่ที่หนีจากอารมณ์ภายนอกโดยไม่พิจารณาหรือไม่  หรือบางทีก็เข้าใจไปว่า  อาการบาง  ที่เกิดขึ้นภายนอกฐานของจิต  เป็นของสิ่งภายนอกตัวเรา  ไม่ใช่ของเรา  แต่จิตของเรา  คือความรู้ที่มีสติจดจ่อกันอยู่ขณะนั้นมากกว่า  การไม่รู้  ไม่เข้าใจเรื่องของอาการภายนอกจิต  แบบนี้เป็นการสมครวหรือโง่ในแง่มุมใด บ้าง  เพราะลูกก็เข้าใจว่าจิตกับสติแค่นี้เราสามารถควบคุมได้  รุ้ว่าเผลอกับไม่เผลอเท่านั้น  แต่ทุกครั้งที่เผลอก็มีสิ่งอื่นมากระทบ  ส่วนมากเป็นการกระเพื่อตัวของสภาวะอะไรไม่ทราบ  ลูกก็พยายามไม่สนใจเลย  เอาแต่สติกับจิตอย่างเดียว  แต่จะรู้สึกว่ายากกว่าทุกครั้งหากมีอะไรภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้มากระทบ  ลูกโง่ปรุงแต่งเองอาการนั้นๆ ขึ้นมาเอง หรืออย่างไรเจ้าคะ
และ  การทำเช่นนี้  เป็นสมาธิ  หรือปัญญา  รู้เองก็ยังแยกไม่ออก  แต่ทราบดีกับใจว่า  ลูกได้ใช้ความสังเกต  อยู่เสมอๆ ตลอดเวลา ไม่ยอมจมอยุ่กับสภาวะใดๆ  ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแสง  นิมิตร  อาการต่างๆ ซึ่งแม้เพียงนิดหน่อยออกมา  ก็รู้  และก็ทราบดีว่า  สติปัญญาของลูกมีเพียงเท่านี้  ตั้งมั่นแล้วก็เผลอ  ตั้งมั่นได้แล้วก็เผลอ  เป็นขณะไป  สู้กัน  ก็ไม่ถอย  และไม่ทราบว่าเป็นสมาธิอย่างไร  เป็นปัญญาหรือไม่    
ลูกกราบเรียนถามหลวงตาด้วยความ พยายามตั้งใจอยากพัฒนาตนเองให้หายจากความโง่   และกราบอบพระคุณหลวงตาที่ได้เมตตาตอบคำถามเจ้าค่ะ

คำตอบ
เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2548

เรียนคุณสลัดบาร์ 
หลวงตาท่านเมตตาตอบปัญหาจิตตภาวนาของคุณ
เมื่อวันที่ ๒๓ วันมาฆบูชา กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘  ดังนี้

หลวงตา     :     ถูกต้องแล้ว ให้มีสติทุกเมื่อ กิเลสจะหนาแน่นขนาดหนก็ตาม เหนือสติไปไม่ได้ ถ้าสติดันอยู่ดีๆ แล้วมันจะหมุนติ้วๆ อยู่ข้างล่าง มันจะดันออกมา สติบังคับเอาไว้ๆ ต่อไปความดันออกมาจะค่อยสงบตัวลงๆ สติดีขึ้นๆ ใจมีความสงบเย็นขึ้นมา เหล่านี้เราอธิบายให้ฟังแล้วไม่น่าจะสงสัย สติเป็นพื้นฐานสำคัญ ไม่มีอะไรเหนือสติไปได้ มันจะหนาแน่นขนาดไหนกิเลส ขอให้มีสติตั้งไว้ดีๆ เถอะมันล้มได้ทั้งนั้น นี่ได้ทำมาแล้วไม่ใช่พูดเฉยๆ ทำมาแล้ว ก็เคยพูดแล้วว่า เหมือนนักมวยเขาขึ้นต่อยกันพลิกคว่ำพลิกหงาย พลิกไปไหนก็ตามไม่ยอมให้เผลอ ถ้าเผลอแล้วตายกับคู่ต่อสู้แน่นอน ใครเผลอคนนั้นเป็นฝ่ายแพ้ทีเดียว

สติเผลอไปไม่ได้เพื่อไม่ต้องการความแพ้ สติจึงเป็นของสำคัญ เหมือนนักมวยเขาต่อยกัน พลิกคล่ำพลิกหงายก็ตาม สติของเขาตั้งจ่อตลอดเวลาเลย อันนี้ก็เหมือนกัน คู่ต่อสู้ก็คือกิเลส มันจะพลิกคว่ำพลิกหงายก็ตาม สติจับให้ดีๆ สักเดี๋ยวเรื่องเหล่านี้ก็จะสงบลง สติดีขึ้นแล้วสร้างฐานขึ้นมาเป็นความสงบเย็นๆ ตั้งสติต่อไปเรื่อยๆ อันนี้จะกระจายออกไปจากตัวเองไปเรื่อยๆ ความสงบนี้เย็น ละเอียดเข้าไปโดยลำดับลำดา
                                                 ________

(คุณสามารถอ่านและรับชมรับฟังพระธรรมเทศนาเต็มกัณฑ์ได้ที่
http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=3272&CatID=2)

<< BACK

 


หน้าแรก