มรรค ผล นิพพาน ไม่มีอิริยาบถ
วันที่ 25 สิงหาคม 2546 เวลา 16:00 น.
สถานที่ : ณ ศูนย์การค้าแฟชั่นไอล์แลนด์ ถ.รามอินทรา กรุงเทพฯ

บทสนทนาธรรม

ศูนย์การค้าแฟชั่นไอล์แลนด์ ถ.รามอินทรา กรุงเทพฯ

วันที่ ๒๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ [๑๖:๐๐ น.]

มรรค ผล นิพพาน ไม่มีอิริยาบถ

       

(ส่วนแรกนี้ หลวงตาสนทนากับเจ้าภาพในห้องรับรอง)

ผู้จัดการแฟชั่นไอล์แลนด์ :        ทุกคนดีใจหมดครับ ที่หลวงตาได้มาเขตคันนายาว และศูนย์แฟชั่นไอล์แลนด์

หลวงตา                            :        ต้องดีใจซิ หลวงตามานี่เพื่อมาเยี่ยมท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายไม่ดีใจหลวงตาดีใจคนเดียวเสียท่า กลับวัดไม่ได้นะเสียท่าเลยเชียว มันต้องได้ความดีใจจากพี่น้องลูกหลานทั้งหลายแล้วก็ชูหน้าไปเลย

ผู้จัดการแฟชั่นไอล์แลนด์ :        ทั้งดีใจทั้งปีติใจครับ

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        คือตอนดูประวัติของพระเดชพระคุณตอนหนุ่ม ๆ หน้าตาเอาจริงเอาจัง แต่พอมีอายุท่านดูมีเมตตากรุณาขึ้นเยอะ

หลวงตา                            :        ไม่ค่อยจริง แสดงว่าไม่ค่อยจริง

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        ตอนหนุ่ม ๆ โห หน้าตาเอาจริงเอาจัง

หลวงตา                            :          มันแก่แล้วจะเอาจริงมาจากไหน ทุกวันนี้ใช้ของปลอมทั้งนั้นละ มันเลอะ ๆ เทอะ ๆ ไปหมด กำลังวังชาอะไรอ่อนไปหมด นี่ก็คอยฟังที่เวลาเทศน์หลงหน้าหลงหลังวกวนไปมานะ อย่าขับลงธรรมาสน์นะ เพราะได้บอกไว้แล้วนี่ใช่ไหมละ เวลาเทศน์วกวนไปมามันไม่มีทางออกเพราะความจำมันเสื่อมมากนะ นี่ละถึงได้เรียนพี่น้องลูกหลานทั้งหลายทราบ การเทศน์ทุกวันนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน เมื่อมันจำเป็นหน้าที่อยู่กับเราแล้วเราก็บืนไปอย่างงั้นละ ไอ้เรื่องเครื่องมือที่จะทำงานมันเหลวไหลลงทุกวัน เฉพาะความจำนี้รู้สึกว่าเหลวไหลเอามากนะ เทศน์หลงหน้าหลงหลังวกวนเดี๋ยวนี้นะ แต่ก่อนมันก็ไม่เคยเป็น ทุกวันนี้ยิ่งหนักเข้า ๆ คอยที่จะหลงจะลืม เป็นอย่างงั้น นี่มีคนงานอยู่ประมาณสักเท่าไรที่นี่

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :          ในส่วนของทางเขตประมาณ ๕๐๐

หลวงตา                             :        ได้เห็นประวัติของหลวงตาเหมือนกันเหรอ

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :          อ่านแล้วครับ มีญาติธรรมคุณเหรียญน่ะเอามาให้ พออ่านดูสมัยหนุ่ม ๆ โอ้โห ยิ่งตอนนั่งใกล้กับสมเด็จพระสังฆราชตอนที่ยังเป็นพระธรรมพระเทพ ยังหน้าตาจริงจังนะฮะ แต่ไม่กล้านั่งใกล้สมเด็จพระสังฆราชตอนหนุ่ม ๆ ที่วัดบวรฯ

หลวงตา                            :          นั่นเป็นเพื่อนกันนะนั่น เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่หนุ่มแต่น้อยเรื่อยมา เดี๋ยวนี้ก็ต่างคนต่างแก่ ท่านดูเหมือนจะแก่มากกว่าเราละมัง อายุเท่ากันนะนั่น คือท่านเกิดเดือนตุลา เราเกิดเดือนสิงหา ปีเดียวกัน

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        พระเดชพระคุณนี่เป็นรุ่นพี่

หลวงตา                            :        เออ รุ่นพี่สองเดือนหรือกี่เดือนนะ แต่บวชเป็นน้องท่านดูเหมือนสองเดือนหรือเท่าไร นี่ละในระยะนี้ละ     

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        แล้วไปเจอกันครั้งแรกที่ไหน

หลวงตา                            :        ที่วัดบวรฯ ท่านเคยไปวัดเสมอนะแต่ก่อน ท่านไปภาวนาอยู่นั้นเป็นเวลานาน ๆ เป็นอาทิตย์ ๆ ไปภาวนาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด หลังจากนั้นท่านก็ชำรุดทรุดโทรม หน้าที่การงานท่านก็มากด้วยเลยไม่ค่อยได้ไป เราก็ไม่ค่อยได้มา ทุกวันนี้เลยไม่ได้เข้าไปกราบเยี่ยมท่านนะ ตั้งแต่เป็นสมเด็จสังฆราชแล้วเราเป็นฝ่ายถือเนื้อถือตัวก็ถูกนะ เราไม่ได้เข้าไปกราบท่านเลยนะตั้งแต่ท่านเป็นสมเด็จสังฆราชแล้ว ท่านยังอุตส่าห์ไปเยี่ยมหลวงตาที่วัดป่าบ้านตาดได้นี่นะ เวลาท่านไปในงานท่านตรงเข้าไปเลยเชียว เราไม่ได้เคยไปหาท่านเลย แสดงว่าเราถือเนื้อถือตัว (ลูกศิษย์หัวเราะ)

          ถ้าพูดถึงเรื่องตั้งแต่ยังหนุ่มน้อยกับทุกวันนี้ เรียกว่าเป็นคนละโลกกันเลยนะสำหรับหลวงตาเอง กำลังวังชาอ่อนมากทีเดียว แต่ก่อนแข็งแรง นิสัยคล่องตัวแต่ก่อนนะ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เรื่องนะ

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        ไปเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์มั่นตอนอายุพระเดชพระคุณเท่าไร

หลวงตา                            :        ก็ยังหนุ่มอยู่นะอายุ ๒๗-๒๘ ปี ไปหาท่านอยู่กับท่านก็เป็นเวลา ๘ ปี จนท่านมรณภาพจากไป จากนั้นมาเราก็ตะเกียกตะกายมาอย่างนี้ ก็ไม่ได้คิดนะว่าจะได้มาช่วยบ้านช่วยเมืองอย่างนี้ ไม่เคยคิด แต่มันก็เป็นความจำเป็นที่ออกมาอย่างปุบปับเลยเชียว คือไม่เคยคิดไว้เลย บ้านเมืองจะตั้งรัฐบาลชุดไหน ๆ มันก็รู้มาโดยลำดับลำดา เราก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องเพราะเป็นเรื่องของบ้านเมือง เรื่องของศาสนาก็เป็นเรื่องของเรา เราก็ทำหน้าที่ของศาสนาเรื่อยไป จนกระทั่งเวลามันจำเป็นบ้านเมืองจะล่มจมจริง ๆ แล้วเหรอนี่ว่ะ นั่นแหละเหตุถึงได้เคลื่อนออก ทีนี้เวลาออกก็ไม่ได้คิดว่าจะออกมากมายนานจนขนาดนี้นะ นี้ก็ออกมาจนกระทั่ง ๕-๖ ปีเข้านี่ละมัง เทศนาว่าการนี่เรียกว่าทั่วประเทศไทย แล้วก็มิหนำซ้ำทุกวันยังออกทั่วโลกด้วย เพราะอินเตอร์เน็ตออกทุกวันไปเลยเชียวเดี๋ยวนี้นะ เราไม่เคยคิดมันก็เป็นอย่างนี้จนได้นั่นแหละ

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        พระเดชพระคุณคิดว่ารอดไหมครับสถานการณ์เมืองไทยในปัจจุบัน คิดว่ารอดไหมครับสถานการณ์เมืองไทยและด้านเศรษฐกิจตอนนี้

หลวงตา                            :        ทุกวันนี้น่ะ

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        เศรษฐกิจรอดไหมครับขณะนี้ อนาคตข้างหน้า

หลวงตา                            :        ต้องรอด พวกเราต่างคนต่างเป็นคนดี เอาจริงเอาจัง ขยันหมั่นเพียร ต้องรอดเข้าใจไหม ถ้าขี้เกียจขี้คร้านแต่ชอบหาหลายลูกหลายเมีย หลายผัว เข้าใจเหรอ บ้านเมืองจะจมเพราะคนมีหลายผัวหลายเมีย ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมแต่สิ่งที่จะพาให้ฉิบหายวายป่วงจมได้ชาติไทยของเรา ถ้าต่างคนต่างปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนา สมนามว่าเราเป็นลูกชาวพุทธแล้วจะค่อยเจริญรุ่งเรือง สงบร่มเย็นเป็นลำดับไป ต่างคนต่างเชื่อฟังกัน เฉพาะอย่างยิ่งผัวเมียต้องเชื่อฟังกัน เราอย่าถืออย่าหยิ่งอย่างงี้ว่าเราเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ชายนะ เวลาไปทำความเสียหายนี่ลิงสู้ไม่ได้ เพราะลิงไม่เลวยิ่งกว่าเรา อย่างนั้นใช้ไม่ได้

          พอมาถึงแม่บ้านแล้วมาเบ่งใส่แม่บ้าน เราถือว่าเราเป็นผู้ชายยิ่งเลวลงอีก นี่ละให้ยอมรับกัน สามีภรรยาอยู่ด้วยกันไม่มีอะไรที่จะปลงใจ ตายใจ และรักสงวนมากยิ่งกว่าสามีภรรยา เราต้องถือเป็นหลักเกณฑ์ไว้เลยนะ อะไรจะได้จะเสีย จะมีมากมีน้อยอะไรก็ตามหลักสามีภรรยาคู่พึ่งเป็นพึ่งตาย มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ไว้ใจกันได้ ตายใจกันได้ เหมือนอวัยวะเดียวกันแล้วอดก็อดไปด้วยกัน อิ่มไปด้วยกัน เป็นตายไปด้วยกัน แล้วครอบครัวนี้จะเป็นครอบครัวที่มีความสุขสงบเย็นใจ ยังถ่ายทอดความดีงามสงบร่มเย็นให้แก่ลูกแก่หลาน บ้านเมืองกระจายทั่วไปหมด นี่หลักพุทธศาสนาท่านสอน

          ถ้าปลีกจากหลักพุทธศาสนาเป็นความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม แล้วก็มีแต่ความฉิบหาย ๆ กลับมาบ้านก็มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้กัน เฉพาะอย่างยิ่งก็แม่บ้านกับพ่อบ้านเพราะไม่ลงรอยกัน ฝ่ายหนึ่งไม่ชั่ว ฝ่ายหนึ่งไปชั่วเสีย ก็ได้มากระทบกัน ถ้าต่างฝ่ายต่างดีด้วยกันแล้วไม่กระทบกัน อยู่เย็นเป็นสุข เป็นตายไปด้วยกัน นี่คือหลักธรรม เพราะงั้นจึงขอให้บรรดาลูกหลานทั้งหลาย เดี๋ยวนี้มีแต่ลูกแต่หลานทั้งนั้น หลวงตาบวชได้ ๗๐ ปี นี้อายุกี่ปี (ผู้อำนวยการเขตฯ : ๕๐ ครับพระเดชพระคุณ) ก็นั่นซิ ไม่เรียกว่าลูกว่าหลานจะเรียกว่ายังไง ให้พากันจำ

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        ผมขอถามปริศนาธรรม ค่อนข้างเป็นเรื่องทันสมัยนิดหนึ่งครับพระเดชพระคุณ เรื่องเปรตนี่คืออะไร

หลวงตา                            :        เปรตคืออะไร ถ้าเราจะแปลปัจจุบันนี้พวกเปรตนี้คือพวกได้ไม่พอ กินไม่พอ มีเมียเท่าไรอยากได้มาก ๆ นี่คือพวกเปรต อ้าวมันอย่างงั้น คือเปรตแปลว่าเก็บของตก เปรตคือพวกหาเศษหาเดน หาเลย เรียกว่าเปรตเข้าใจไหม เราอยากเป็นเปรตไหม ถ้าไม่อยากเป็นเปรตอย่าไปหาเศษหาเลย ผู้หญิงมีเต็มบ้าน ผู้ชายมีเต็มบ้านไม่อดอยาก เราพอแล้วเมียคนเดียวพอแล้ว อย่าไปหาเศษหาเลยมันจะเป็นเปรต เข้าใจไหม

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        กรณีเรื่องเปรตวัดสุทัศน์นี่ ท่านดูหรือเปล่าครับ

ลูกศิษย์                             :        ในหนังทีวีฮะ ชื่อเปรตวัดสุทัศน์

หลวงตา                            :        โอ้ย เราไม่ไปหาดูละ ไอ้ทางทีวีทีแว อยู่ที่ไหนมันมีแต่เปรต หาดูอะไร มันจวนจะปิดตาไว้มันเบื่อดูเปรตเข้าใจไหม

ผู้จัดการแฟชั่นไอล์แลนด์ :        เปรตนี่เห็นทางจิตแล้วใช่ไหมครับ

หลวงตา                        :        ต้องเห็นทางจิตซิ คือนี่นะเป็นใหญ่คนละทางนะ ตานี้เป็นใหญ่ทางดู หูเป็นใหญ่ทางฟัง ท่านจึงว่าแปลว่าอินทรีย์ แปลว่าความเป็นใหญ่ ตาเป็นใหญ่ทางการดู หูไปทำแทนไม่ได้ หูเป็นใหญ่ในทางฟัง ตาไปทำแทนไม่ได้ จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นใหญ่คนละทิศละทาง แน่ะอย่างงั้นลืมแล้วนะ เออ พูดถึงเรื่องเห็นด้วยตา ตามีอายตนะเป็นของตัวเอง เวลาออกไปสู่ภายนอกหยาบ ๆ ก็ต้องอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นอายตนะสะพานสืบต่อกัน คือตาเป็นสะพานสืบต่อใส่รูป หูเป็นสะพานสืบต่อใส่เสียง นี่เรียกว่าอายตนะ แปลว่าเครื่องประสาน เครื่องสืบต่อกัน ให้ได้ยิน ให้ได้เห็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์เรื่องอะไรเป็นใหญ่คนละทิศละทาง นี่เรียกว่าอายตนะ

          ส่วนใจนี้เป็นอายตนะของตัวเอง เช่นอย่าง พวกเปรตท่านดูด้วยใจของท่านเห็นแล้ว คือใจไม่ต้องไปหาตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ไหนมาดู ใจมองดูปั๊บรู้แล้ว เสียงเสียงทิพย์ เรียกว่าตาทิพย์ หูทิพย์ หูทิพย์นี่ไม่ต้องไปเอาอะไรมาฟัง ฟังภายในจิตใจสำเร็จอยู่ในนี้หมด เสียงเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม เป็นเสียงยังไง เสียงพวกเปรต พวกผี พวกทำความชั่วช้าลามกแล้วเป็นยังไง ผลที่แสดงออกแก่สองประเภทนี้ ประเภทที่ทำชั่วแสดงผลขึ้นมาเป็นยังไง น่าฟังไหม น่าดูไหม ผลที่แสดงจากความดี พวกเทพ สวรรค์ชั้นพรหมไปนี้เป็นเสียงยังไง อากัปกิริยาทุกสิ่งทุกอย่าง ความเป็นอยู่ปูวายของท่านเหล่านี้เป็นยังไงตาท่านเห็นหมด

          ทีนี้เรื่องทางนรกอเวจีพวกเปรต พวกผี ท่านก็เห็นด้วยตา เรียกว่าตาในเป็นอายตนะของตัวเองสืบต่อไปได้ ท่านเห็นท่านรู้หมด แล้วท่านนำสิ่งที่ท่านรู้ท่านเห็นประจักษ์ใจจากตาในของท่านละมาสั่งสอนโลกที่ไม่มีตาในอย่างท่าน แม้ตั้งแต่มีตานอกอยู่นี้มันยังไม่เชื่อ มันก็เห็นด้วยกันทุกคนยังไม่เชื่อกันคนเรา แล้วยิ่งไม่เห็นด้วยตาในด้วยแล้วก็ยิ่งไปใหญ่ หูหนวกตาบอดไปเลย นี่คนไม่ค่อยเชื่ออรรถเชื่อธรรม คือมันบอดภายนอกแล้วก็บอดภายใน ถ้าภายนอกบอด เช่นตาบอดแต่ตาในดีนี้เรียกว่าสว่างภายใน เห็น นั่นเข้าใจแล้วเหรอ นี่ละเรียกว่าท่านเห็นก็เห็นอย่างงั้น

          พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนหูหนวกตาบอดมาสอนโลก ทรงไว้ซึ่งโลกวิทูรู้แจ้งทั้งโลกนอกโลกใน โลกนอกจากพระองค์ไปครอบโลกธาตุ มองทะลุปรุโปร่งไปหมด โลกในความดีงามหรือความชั่วมีมากน้อยภายในจิตใจทรงแทงทะลุกำจัดออกหมด เหลือแต่ธรรมล้วน ๆ นี่เรียกว่าโลกวิทู เป็นอย่างงั้น ท่านนำธรรมเหล่านี้ละมาสอนพวกเรา ทีนี้พวกเราทั้งหลายไม่ว่าท่านว่าเราน่ะ คนเราเมื่อไม่เห็นมันก็ไม่เชื่อ เห็นแล้วมันถึงจะเชื่อ อย่างหนึ่งเห็นแล้วยังไม่เชื่ออีก แน่ะเป็นอย่างงั้น เห็นแบบตาฝ้าตาฟาง ยิ่งให้ตาบอดดูแล้วมันไม่เชื่อเลย คนดีมีเท่าไร ตาบอดไม่ยอมเชื่อใครง่าย ๆ แล้วความอวดดิบอวดดีไม่เกินคนตาบอด คนตาบอดนี่ชอบอวดดิบอวดดี ตาหลับไปไม่ต้องอายใครพูดได้ โม้ไปได้อย่างสบาย ๆ คือคนตาบอดเข้าใจไหม คนตาดีจนหันหน้าเข้าป่า คือไม่อยากฟัง

          ทีนี้คนโง่ทั้งหลาย คนมืด คนดำภายในจิตใจทั้งหลาย จอมปราชญ์ทั้งหลายท่านหันหน้าเข้าป่า ท่านไม่อยากฟัง ท่านไม่อยากดู เพราะพูดแบบหลับหูหลับตาพูด ไม่ได้ดูเห็นตามความจริงเหมือนท่านได้ดู ได้เห็น ได้รู้มาทุกสิ่งทุกอย่างมาสอนโลก พวกนี้รู้ไม่รู้ก็ได้มันโม้ได้สบาย ๆ พวกหูหนวกตาบอดเข้าใจไหม นี่ละเปรตเป็นอย่างงั้นเข้าใจไหม นี่ละแล้วตาทิพย์หูทิพย์ท่านเป็นอย่างงั้น ศาสนาพระพุทธเจ้าของเรานี้จึงเป็นศาสนาที่เลิศเลอ ไม่มีอะไรเหมือนเลยละ ไม่มีอะไรเป็นคู่แข่ง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาผึงไม่ต้องหาใครมาเป็นพยาน สอนโลกได้เต็มสามโลกธาตุ

          บรรดาสาวกทั้งหลายที่ตรัสรู้จากธรรมพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าในบรรดาธรรมทั้งหลายที่สาวกรู้เต็มภูมิของตัวเอง สอนโลกได้เลย นี่หูแจ้งตาสว่างด้วยกัน เพราะจิตเป็นนักรู้ เมื่อเปิดความมืดดำคือกิเลสทั้งหลายออกแล้ว มันก็แจ้งออกมาเห็นหมด นี่ถึงว่าเป็นศาสนาที่แท้จริง สั่งสอนโลกให้พ้นทุกข์พ้นภัยได้จริง ๆ แล้วมีอะไรอีกละ

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        แล้วมีอาการเหนื่อยไหมครับเวลาพูด

หลวงตา                            :        เรื่องเหนื่อยมันเหนื่อยอยู่เรื่อย ๆ อยู่ธรรมดามันก็เหนื่อย ในวัยนี้แล้วมีเหนื่อย อยู่ธรรมดามันก็เหนื่อย แล้วยิ่งมีเคลื่อนไหวไปมาอะไรมันก็ยิ่งเหนื่อยของมันไปเรื่อย ๆ มันไม่เหมือนคนตั้งแต่หนุ่มน้อย มันต่างกันอย่างงั้น

ผู้จัดการแฟชั่นไอล์แลนด์ :        ทุกวันนี้นี่หลวงตาใช้เวลาภาวนาตอนไหนครับ ก่อนหลับ ก่อนนอนประจำวัน

หลวงตา                            :        ภาวนาตอนไหน ก่อนจะมาถามอาจารย์ อาจารย์ต้องถามลูกศิษย์เสียก่อน นี่เคยภาวนาไหมนี่น่ะ

ผู้จัดการแฟชั่นไอล์แลนด์ :        มิได้ครับ ที่ถามหลวงตานี้เพราะว่าผมกำลังจะภาวนาแล้วมีอาการปวดศีรษะ

หลวงตา                            :        นั่นปวดศีรษะ เวลาอยู่เฉย ๆ ไม่ปวดใช่ไหม นั่นมันเป็นอย่างงั้น (ลูกศิษย์หัวเราะ) พอจะภาวนาปวด มีห้าหัวปวดหมด มีอวัยวะกี่อันปวดหมด เป็นอย่างงั้นนะกิเลสมันตีนู้นตีนี้ให้อ่อนไปหมด อ่อนเปียก วันนี้เพลียภาวนาไม่ได้แหละ ฟังเสียงหลับครอก ๆ ได้สบายเลยเข้าใจไหมละ ต้องฝืนซิ ต้องฝึกซิ ไม่ฝึกไม่ได้ คิดดูซิพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ก่อนได้ตรัสรู้สลบถึงสามหน ฝืนหรือไม่ฝืน ทุกข์หรือไม่ทุกข์ แต่ทุกข์เพื่อความดี ความสุข ความเจริญ เพื่อความเป็นศาสดาทุกข์ก็ยอมรับ ทุกข์ทั้งหลายนี่มากลายเป็นปุ๋ย หนุนให้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ไอ้ทุกข์อันหนึ่งคือจะทำความดีงามทั้งหลายเป็นทุกข์ ๆ หรือเป็นทุกข์ก็พอใจทำ เช่น ไปหาฉกหาลัก หาปล้นหาสะดมเขานี้ไปเวลากลางวันไม่ได้ ไปตอนกลางคืน ไปเวลาเขาไม่เผลอ ไปตอนเขาเผลอ นี่พยายามจนได้ ทุกข์อันนี้ทุกข์เพื่อมหันตทุกข์ ทุกข์ทุกวิถีทางที่จะเป็นความทุกข์เพิ่มเติม อันนี้เป็นทางทุกข์ ดีดดิ้นเท่าไรทุกข์มากเท่าไรยิ่งเพิ่มทุกข์ให้มากขึ้นไป แต่ทุกข์อันหนึ่งเพื่อความดีงามนี้ถึงทุกข์มากก็มากเถอะน่ะ แต่เพื่อความสุขในกาลต่อไป หนุนกันผลขึ้นมาเป็นความสุขความเจริญ นั่นพากันเข้าใจไว้นะ

          เราอยากให้ลูกให้หลานภาวนาบ้าง เวลานี้ธรรมะของหลวงตาก็ออกกระจายทั่วโลกไม่ใช่เหรอ ที่ออกเป็นอินเตอร์เน็ต ๆ ถอดออกมาจากหัวใจมาเทศน์นี่นะ เราไม่ไปหาลูบ ๆ คลำ ๆ พูดแล้วสาธุเลย เรียนเราก็เรียน เขาก็ให้ชื่อว่ามหาบัว การเรียนการจดจำมานั้นเป็นอย่างหนึ่งนะ เราจำมาได้เช่นว่าโคอย่างงี้ เราจำแต่ชื่อโคเฉย ๆ แต่เราไม่เคยเห็นตัวโค เราเอาความแน่ใจมาจากไหน ว่าอะไรมันก็ได้ยินแต่ชื่อ เช่นว่าเสือนี่เห็นแต่ชื่อว่าเสือ ตัวเสือเราก็ไม่เห็น แน่ะ เราจะเอาความกลัวมาจากไหน ไม่กลัว คนไม่เห็นไม่กลัว พอไปเจอพอว่าเสือนี่เห็นทั้งตัวเสือด้วย ความกลัวไม่ต้องบอกใช่ไหมมาด้วยกัน แล้วความกล้าไม่ต้องบอกเมื่อได้เห็นชัด ๆ แล้วมาด้วยกัน ๆ

          นี่ภาคปฏิบัติท่านสอนอย่างนี้ ก้าวเดินตามนี้มันก็ไปเห็นอย่างท่านสอน ๆ เมื่อเห็นแล้วยอมรับท่าน ยอมรับ เช่นอย่างบอกว่าวัวอย่างนี้ เราได้อ่านแต่ชื่อว่าวัว ให้ตามไปดูวัวมันก็ไปเจอวัวเข้าไป ตามรอยมันไป ไปเจอตัววัวหายสงสัย อ๋อ เห็นทั้งชื่อวัว เห็นทั้งตัววัวหายสงสัยกลับมา ท่านสอนว่าบาป บุญ นรก สวรรค์  ปฏิบัติตัวเองเข้าไปตามธรรมที่ท่านสอน จำเฉยๆ นะ จำเฉย ๆ ได้แต่ชื่อแต่นาม กิเลสไม่ถลอกปอกเปิก แม้ตัวเดียวก็ไม่ถลอกปอกเปิก เพียงแต่ความจำ เรียนมาสูงขนาดไหนก็มีแต่ความจำ กิเลสไม่ถลอกปอกเปิก ดีไม่ดีทะนงตัวว่าเราเรียนมากสูงมากนี้ยิ่งเพิ่มกิเลสหนักเข้าไป

          นี่เพียงแต่มีแต่การเรียนไม่สนใจปฏิบัติ เพิ่มกิเลสเข้าไป นอกจากไม่ถอดถอนกิเลสได้แล้ว เพราะไม่สนใจปฏิบัติเพื่อถอนกิเลส แล้วก็ยังทะนงตัวเข้าอีกว่าตัวเรียนสูงชั้นนั้นชั้นนี้ แล้วทีนี้ไปที่ไหนเคลื่อนที่ไปไหนนี้ โห ยิ่งมีคนมายอด้วยว่านี่พระไตรปิฎกเคลื่อนที่นะนี่ โหย เป็นบ้าสด ๆ ร้อน ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่กิเลสตัวเดียวก็ไม่ถลอกปอกเปิก นี่การมีแต่เรียนเป็นอย่างนั้น ทีนี้พอแยกจากการเรียนมาปฏิบัติ ท่านว่าบาปเป็นยังไง บุญเป็นยังไง กิเลสประเภทต่าง ๆ เป็นยังไง เหมือนอย่างว่าดูสัตว์นั้นเป็นยังไง สัตว์นี้เป็นยังไงใช่ไหมละ เราไปดูตามที่ท่านสอนก้าวเดินไปดูจริง ๆ ไม่ใช่อ่านแต่ตำราแล้วไม่ไปดูตัวสัตว์ พออ่านแล้วสัตว์ตัวนี้อยู่ที่ไหน อยู่ที่นั่น เอ้าตามรอยเข้าไป ก็ไปเจอ ๆ ๆ นั่น เมื่อเจอแล้วหายสงสัยๆ

          เหมือนอย่างหลวงตาที่มาที่นี่ ก็ไม่เคยเห็นเกิดมาแต่โคตรพ่อโคตรแม่หลวงตาบัว อ้าวพูดตรง ๆ นี้นะ ไม่เคยเห็น แล้วท่านทั้งหลายนิมนต์หลวงตามา พอมาถึงที่นี่แล้วมาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างแล้วหายสงสัย ว่าที่นี่ไม่มีอย่างนี้ไม่มีเลยหายสงสัย ไม่เคยเห็นมันก็หายสงสัยเมื่อมาเจอด้วยตา เรื่องบาป บุญ คุณ โทษทั้งหลาย นรก สวรรค์ เปรต ผี อสุรกายทั้งหลาย นี่เราไม่เห็นเราก็ไม่เชื่อ แต่เวลาปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอน ๆ เข้าไป มันก็ไปเจอเอา ๆ ตามสายทางที่เรามาภพนั้นภพนี้มาเรื่อย จนกระทั่งมาถึงที่นี่มันก็เห็นจัง ๆ หายสงสัย

          ทีนี้ไปเจอเอาสิ่งเหล่านั้นที่พระพุทธเจ้าสอนไว้มันก็หายสงสัย ๆ นั่นละที่ท่านรู้ท่านเห็นธรรม เชื่อพระพุทธเจ้า หมอบราบต่อพระพุทธเจ้า คือท่านเห็นจริง ๆ ตามที่พระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้าก็ไม่โกหก ท่านผู้ดำเนินก็ดำเนินตามจริง ๆ นี้คือภาคปฏิบัตินะ ภาคปฏิบัติมันเห็นจริง ๆ ไม่ได้เพียงไปอ่านตำรับตำราทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นตนเห็นตัวเลย แล้วมาพูดตัวเองพูดก็จิตใจเลื่อนลอยเพราะไม่เห็น เมื่อมีคนทักทำไมถึงพูดอย่างงั้น เทศน์อย่างงั้นวะ ก็ตำราว่าอย่างงั้นนี่ แน่ะไปอย่างงั้นเสีย ทิ้งให้ตำรา ภาคปฏิบัติท่านไม่เป็นอย่างงั้น

          พอเรียนจากตำราแล้วเอาตำราน่ะ ซึ่งเป็นเหมือนแบบแปลนแผนผัง           เช่นเดียวกับแปลนบ้านของเรา เราจะเอาบ้านหลังไหน ชนิดไหนเอาแปลนมากาง แล้วปลูกบ้านสร้างเรือนหลังนั้น ๆ ตามแปลนก็สำเร็จขึ้นมา สำเร็จขึ้นมา เพราะแปลนสำเร็จรูปเรียบร้อยแล้ว อันนี้แปลนแห่งมรรค ผล นิพพาน ก็คือพุทธศาสนาของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างบอกไว้ทุกแง่ทุกมุม ละเอียดลออยิ่งกว่าแปลนบ้านแปลนเรือนเขาอีกเป็นไหน ๆ เวลาปฏิบัติตามนั้นมันก็เจอตามนั้น เจอตามนั้น

          นี่ละเหมือนเราปลูกบ้านปลูกเรือน ปฏิบัติตามเหมือนเราสร้างบ้านสร้างเรือนตามแปลน นี้เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เรียกว่าปฏิบัติตามแปลน คือคำสอน ท่านสอนไว้อย่างนี้เดินตาม ๆ มันก็รู้ก็เห็นก็เป็นขึ้นมา เป็นขึ้นมา ประจักษ์กับหัวใจ ๆ หายสงสัยเป็นลำดับ นี่ละการแนะนำสั่งสอนใครก็ตามตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมาถึงพระอรหันต์ ไม่มีพระองค์ใดที่จะสอนโลกด้วยความงมงาย สงสัยสนเท่ห์ สอนงู ๆ ปลา ๆ เวลาเขาถามมา เช่นทำไมถึงเทศน์อย่างนั้นละอย่างนี้นะ ท่านก็แก้เพราะเหตุนั้น นั่นท่านแก้ทันที ท่านไม่ได้ว่าก็ตำราท่านว่าอย่างงั้น ท่านไม่ได้ทิ้งใส่ตำรานะ ท่านเอาความจริงออกมาเลย ทำไมท่านถึงเทศน์อย่างนั้น เพราะเหตุนั้น ๆ จึงเทศน์อย่างนี้ นั่นเข้าใจเหรอ

          ท่านมีหลักมีเกณฑ์อยู่ภายในจิตใจ นี่ละภาคปฏิบัติที่จะนำศาสนาให้เจริญ เราชาวพุทธก็เหมือนกันถ้ามีแต่จำว่าพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นชาวพุทธเฉย ๆ แต่การปฏิบัติเหลวแหลกแหวกแนวต่อสิ่งชั่วช้าลามกทั้งหลาย ไม่มีวันอิ่มพอนี้เลวไปเรื่อย ๆ มีแต่ชื่อว่าชาวพุทธ ชาวพุทธช่วยอะไรไม่ได้นะ ต้องตัวของเราปฏิบัติตามชาวพุทธ พระพุทธเจ้าสอนยังไงปฏิบัติอย่างงั้นเราก็เป็นผลขึ้นตามขั้นตามภูมิของเรา เข้าใจไหมละ นี่ละภาคปฏิบัติมันต่างกัน

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        ถามหลวงตาครับ คือในทางการศึกษาเราก็ทราบว่าไอ้ความโลภ ความโกรธ ความหลงนี่มันสร้างทุกข์ ขณะที่เราศึกษาเราก็ปฏิบัติไปเพื่อให้หมดความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วทำไมต้องไปสำเร็จตอนนั่งสมาธิ หรือเดินจงกรม ทำไมต้องเป็นตอนนั้น   

หลวงตา                            :          อ้าว ท่านไม่ได้เป็นแต่ตอนนั้น สำหรับมรรค ผล นิพพาน ไม่มีอิริยาบถ ไม่ว่าจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน สำเร็จได้ทั้งนั้น แล้วคนสร้างบาปก็ไม่ได้สำเร็จในอิริยาบถนั้นอิริยาบถนี้ สร้างบาปเมื่อไรเป็นบาปเมื่อนั้น เข้าใจเหรอ อิริยาบถนี้เป็นการเคลื่อนไหวของธาตุขันธ์ จิตใจไม่มีอิริยาบถ หมุนตัวในทางดีทางชั่วได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงเจอดีเจอชั่วได้ตลอด เข้าใจ

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        จากการศึกษาจะพบว่า พระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่สำเร็จจะสำเร็จในขณะที่เดินจงกรมหรือว่านั่งสมาธิเท่านั้น เท่าที่ฟังมาก็ไม่มีพระสงฆ์องค์ไหนสอนว่าสำเร็จโดยที่ไม่ได้มีการนั่งสมาธิ หรือว่าเดินจงกรม

หลวงตา                            :        อย่างพระอานนท์ ท่านสำเร็จพระอรหันต์เวลาเอนกำลังจะนอน นั่นเห็นไหมละเราไม่เลยเอามาพูด เอาแต่พูดท่านเดิน ท่านเดิน ท่านนั่ง เดินจงกรมก็เพื่อแก้กิเลสมันก็แก้ได้ นั่งภาวนาก็เพื่อแก้กิเลสแก้ได้ นอนภาวนาเพื่อแก้กิเลสแก้ได้ทั้งยืน ทั้งเดิน ทั้งนั่ง ทั้งนอน อย่างพระอานนท์เอนลงไปนี้ศีรษะท่านยังไม่ถึงหมอนตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาในเดี๋ยวนั้น เรียกว่าพระอานนท์สำเร็จในอิริยาบถทั้งสี่ ท่านบอกไว้ในตำรา จะว่ายืนก็ไม่ใช่ นอนก็ไม่ใช่ เดินก็ไม่ใช่ คือนอนก็ยังไม่ถึงหมอนเสีย พอเอนเท่านั้นสำเร็จปึ๋งขึ้นมา นี่แหละ สำเร็จได้ทุกอิริยาบถเพราะใจไม่มีอิริยาบถ กิเลสก็ไม่มีอิริยาบถ ผูกมัดจิตใจของสัตว์ได้ทุกอิริยาบถเลย เวลาเราแก้แก้ได้ทุกอิริยาบถ กิเลสผ่านหลุดลอยไปได้ทุกอิริยาบถ กรุณาทราบตามนี้นะ

          ส่วนเด่นที่ท่านว่านั่งสมาธิภาวนาท่านเอาอันนี้มาพูดเฉยๆ เรื่องทั่ว ๆ ไปนี้สำเร็จได้ด้วยกันทั้งนั้น เรียกว่าธรรมเป็นอกาลิโกให้ผลตลอดเวลา จะเป็น ยืน เดิน นั่ง นอน อะไรก็ตาม เมื่อทำความดีให้ผลไปตลอดอิริยาบถนั้น ๆ  ทำชั่วก็เหมือนกัน แล้วมีอะไรอีกละ

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        ท่านออกธุดงค์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไร

หลวงตา                            :        ที่ออกจริง ๆ อายุ ๒๗

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        ไปป่าด้านไหนครับท่าน

หลวงตา                            :        โอ้ย คนไม่เคยเห็นป่า ไม่อยากพูดเดี๋ยวจะไม่เชื่อเราอีก

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        กำลังจะถามต่อท่านไปพบอะไรบ้าง พวกสิงห์สาลาสัตว์ สภาพแวดล้อมเป็นยังไงสมัยนั้น อุดมสมบูรณ์ไหมครับ

หลวงตา                            :          เรื่องสัตว์ไม่ต้องพูดละ คือแต่ก่อนพูดง่าย ๆ คือว่ารถราไม่มีนะ ตั้งแต่สมัยหลวงตาออกเที่ยวไม่มีรถมีรา อย่างมากที่สุดก็จากจังหวัดนี้ไปจังหวัดนั้นจะมีรถ เขาเรียกว่ารถเมล์หรือรถบริษัทเขาสองคันสามคันเท่านั้น หมดทั้งวันไม่มีรถ ไปเฉพาะจังหวัดต่อจังหวัด เรื่องอำเภอไม่มีรถ ทีนี้ในป่าในเขานี้เต็มไปด้วยสัตว์สาลาสิงห์มีเต็มไปหมด สมัยที่หลวงตาออกเที่ยวนี้มันปี ๒๔๘๓ มีภูเขาเหล่ากออะไร ต้นไม้ พวกสัตว์ พวกเสือ เนื้อร้ายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะไปที่ไหนมีเกลื่อนไปหมด

ผู้อำนวยการเขตคันนายาว          :        เห็นเลยด้วยตา

หลวงตา                            :        เห็นเลย ช้างก็เห็น เสือก็เห็น อะไรเห็น แต่เขาไม่มาเกี่ยวข้องกับเรา ส่วนมากสัตว์ทั้งหลายจะกลัวคน เห็นเราก็เผ่นไปเลยไม่มีอะไรละ แต่การไปมานี้คือไม่มีถนนหนทางนะ แม้แต่ทางนี้ก็เป็นทางล้อทางเกวียน บุกไปอย่างงั้นน่ะ ส่วนมากจะไปเป็นทางคน เช่น พวกที่อยู่ในป่าในเขา เขาจะไม่มีทางล้อทางเกวียนนะ เขาเดินหากันเลย เดินบุกป่าไปหากัน เป็นอย่างงั้น เพราะฉะนั้นการไปภาวนาที่ไหนจึงสะดวกหมด เข้าป่าไหน แยกออกปั๊บนี่ก็เป็นป่าแล้วเหมาะสมกับการภาวนาแล้ว แยกออกทางนี้ก็เหมาะสมแล้ว มันไม่เหมือนทุกวันนี้ซึ่งไปไหนมีแต่ถนนหนทาง มีแต่ผู้คน มีบ้านผู้บ้านคน แต่ก่อนเป็นป่าไม้เดี๋ยวนี้กลายเป็นป่าคนไปหมด มันต่างกัน

          การบำเพ็ญจึงไม่ค่อยสะดวกเหมือนแต่ก่อนนะ แต่สำหรับหลวงตานี้ทันการบำเพ็ญอยู่ในป่าในเขาที่สมบูรณ์แบบทุกอย่างนี้เราทัน คือไปเจออย่างงั้นจริง ๆ จนกระทั่งมาตั้งวัดป่าบ้านตาดตั้งสิบกว่าปีไปแล้ว มันจะค่อยเริ่มมีคน ขยับขยายมาจากทางนั้นทางนี้มาถากมาถางเลยจากวัดเข้าไป ในดงใหญ่ ๆ นั้นแหละ ต่อไปดง ๆ นั้นเดี๋ยวนี้เป็นอำเภอแล้ว หมด แต่ก่อนมีแต่สัตว์เสือ พวกช้าง อู๊ย เต็มไปหมดนั่นแหละ เราไปสร้างวัดทีแรกก็เต็มไปหมดนะ เป็นสิบกว่าปี แล้วคนก็ค่อยทยอยกันมา เพราะหาที่ทำอยู่ทำกินคนเรานะ มาจากจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ขยายมาเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้กลายเป็นอำเภอแล้ว เขาเรียกอำเภอหนองแสง นั้นเป็นป่าคนเดี๋ยวนี้นะ แต่ก่อนเป็นป่าไม้ ป่าเนื้อป่าสัตว์ เดี๋ยวนี้ไม่มีเลยสัตว์ ไม่มีหมด มันเป็นอย่างงั้นละ

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก