พระพุทธเจ้าที่แท้จริงเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์
วันที่ 23 ตุลาคม 2546 เวลา 8:35 น. ความยาว 55.54 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

พระพุทธเจ้าที่แท้จริงเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์

 

         เมื่อวานนี้ไม่ได้เลยทอง ดอลลาร์ ๑๔๘ ดอลล์ ระยะนี้เป็นระยะอะไร เหมือนว่าพักเครื่อง หรือเป็นเรื่องขี้เกียจก็แปลไม่ออก ตรงนี้ ทองคำได้ขีด ธรรมดามันเครื่องหมายลบไม่ใช่เหรอ หรือเตรียมตัว ทองคำเมื่อวานนี้เตรียมตัว ไม่ได้สักบาทสักสตางค์ ส่วนดอลลาร์ ๑๔๘ ดอลล์

         บรรดาพระกรรมฐานในวัดต่าง ๆ อยู่ในป่าในเขา บรรดาประชาชนไปถวายกฐินแล้ว ท่านได้เท่าไรท่านก็ริบรวมออกมาหมด เพราะท่านเหล่านี้ท่านไม่ได้สนใจกับเงินกับทองยิ่งกว่าธรรม ธรรมท่านถือเป็นจิตเป็นใจ ฝากเป็นฝากตายจริง ๆ ที่ว่าปัจจัย ๆ ก็เช่นอย่างเงินทองข้าวของ ไทยทานต่าง ๆ นี่เรียกว่าปัจจัย เครื่องอาศัย เครื่องหนุนกันไป ส่วนธรรมนี่มุ่งเข้าสู่หัวใจ กรรมฐานท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรมของท่านเป็นส่วนมากทีเดียว ท่านจะมุ่งต่อธรรมล้วนๆ เพราะฉะนั้นเวลาประชาชนญาติโยมไปถวายกฐินอย่างนี้ ถึงท่านไม่มีการช่วยชาติก็ตามท่านก็ไม่ค่อยยุ่ง ท่านให้เขาไปซื้อนั้นซื้อนี้แจกจ่ายคนจนไปอย่างงั้นนะ

         ทีนี้เวลาช่วยชาติท่านก็หมุนออกมาช่วยชาติ วัดกรรมฐานยังมีอยู่มาก ที่เป็นวัดใหญ่พอสมควร ๆ เช่น ภูสังโฆ ผาแดง นาคำน้อย ศรีชมภู นี่หมายถึงพระมาก ตั้งแต่ ๒๐ ขึ้นไปเรื่อยละ แล้วก็วัดดอยธรรมเจดีย์แต่ก่อนเคยมีมาก เวลานี้ท่านแบนปฏิบัติยังไงเราไม่ได้ไปหลายปีแล้วนะ สองสามปีเราไม่ได้ไปเพราะงานเรายุ่งมาก ปรกติพระมาก ท่านเหล่านี้มุ่งต่ออรรถต่อธรรมล้วน ๆ  ๆ เลย แล้วที่ไหนอีกเราจำไม่ได้นะ ที่วัดภูวัว ๓๐-๔๐ เหล่านี้ที่เป็นหลักใหญ่มีแต่พระจำนวนมาก ๆ แต่ที่รวมจริง ๆ ก็เข้ามารวมที่นี่ จิตใจก็มาจ่ออยู่ที่นี่ ทุกสิ่งทุกอย่างจ่ออยู่ที่นี่

         ทีนี้เวลาทางนี้หมุนตัวออกเพื่อช่วยโลก ทางนู้นก็ไหลเข้ามาตามเลย บรรดาพระกรรมฐานท่านอยู่ที่ไหนท่านนำมาถวายได้มากได้น้อย เป็นน้ำใจ ออกมาจากน้ำใจ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าท่านห่วงชาติ ห่วงศาสนา ห่วงโลกที่เป็นส่วนรวมที่ขาดตกบกพร่องเอนเอียง ท่านก็หนุนเข้ามา ช่วยเข้ามา นี่แหละที่ได้พูดอยู่ มันหลับตาพูดเราอยากว่างี้เลย เราออกช่วยโลกมันหาว่าออกไปช่วยโลกอะไรไม่ใช่กิจของสงฆ์ มันก็สวนหมัดละซิ อะไรกิจของสงฆ์ก็กระหน่ำเลยทันที อย่ามาต่อยนะ มาหมัดหนึ่งไปสองหมัด หมัดไหนหงายทั้งนั้น

         เราพูดตามหลักตามเกณฑ์ของธรรมของวินัย พูดอย่างนี้มาไม่มีหลักเกณฑ์ เป็นเรื่องหาโทษหาภัยใส่กัน เป็นเรื่องกิเลส เป็นเรื่องสกปรก คำพูดสกปรก คำพูดไม่ใช่อรรถไม่ใช่ธรรม คำพูดกิเลสล้วน ๆ เพราะฉะนั้นมันถึงสวนกันพับทันทีซิ นักบวชไม่พิจารณา ไม่ใคร่ครวญใครจะใคร่ครวญ ศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่ใคร่ครวญทุกสิ่งทุกอย่าง ละเอียดลออ สุขุมคัมภีรภาพ ไม่มีที่ไหนเกินนะ

         เพราะฉะนั้นพระที่เป็นลูกศิษย์ตถาคต สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ท่านจึงละเอียดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีที่ลับที่แจ้ง เอาใจเป็นประมาณ ใจสะกิดพับยังไง ๆ มีหลายประเภท ธรรมที่มีอยู่กับใจ ใจกับธรรมจะออกแบบไหน ๆ จะรู้เฉพาะเจ้าของ บางทีอย่างหยาบกระตุกก็มี เตือนพับเลย พับทางนี้ถอยจาก ไม่มีคำว่าฝืน สะกิดปั๊บ ๆ ซึมซาบออกมา อย่างนั้นมี มีหลายประเภท นี่ละธรรมในใจ ไม่ได้เคยขึ้นเวทีพูดเรื่องอรรถเรื่องธรรม มันเอากิเลส เอาส้วมเอาถานมาโปะเลยนะ เพราะมันมีแต่ส้วมแต่ถานเต็มโลกเต็มสงสาร ไม่มีอรรถมีธรรมในใจ จะหาอะไรเข้ามาเป็นสิริมงคลแก่ตัว พูดออกคำไหนก็มีแต่ส้วมแต่ถาน ดังที่พูดมาตะกี้นี้แหละ ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ฟังซิน่ะมันฟังได้ไหม

         พระพุทธเจ้าเป็นองค์เอกที่ช่วยโลก ไม่มีใครเสมอเหมือนเลย นั่นฟังซิ เราก็เคยพูดแล้ว ขึ้น มหาการุณิโก นาโถ ย่อ ๆ กระเทือนหมดโลก นี่คือองค์ศาสดาแท้ช่วยโลกอย่างนี้เอง แล้วทีนี้ตามเสด็จพระพุทธเจ้านั่นไม่ใช่กิจของสงฆ์ มันก็ศอกกลับกันละซิ อะไรกิจของสงฆ์ มันเป็นอย่างงั้นนะกิเลสกับธรรมมันขัดมันแย้งกัน ท่านไม่เอาอะไร ผู้ตั้งใจปฏิบัติต่ออรรถต่อธรรม จตุปัจจัยไทยทานเกิดมีมานี้ท่านออกหมด ๆ ท่านอยู่ผาสุกเย็นใจระหว่างจิตกับธรรมเท่านั้น ที่ท่านอยู่ ท่านชุ่มเย็นอยู่กับนั้นนะ ท่านอยู่กับอรรถกับธรรม กับความพากความเพียร ท่านร่มรื่นอยู่ภายในจิตใจ อยู่คนเดียวท่านก็สบาย

         นั่นละธรรมเข้าสู่ใจแล้วไม่ต้องหาที่ไหนมาเพิ่มมาเติม มาช่วยมาเหลือ วิ่งใส่นู้นวิ่งใส่นี้ ท่านไม่วิ่ง วิ่งเข้าหาธรรมอยู่ที่ใจ เมื่อธรรมเข้าสู่ใจแล้วสิ่งทั้งหลายที่เคยดีดดิ้นมันสลัดของมันออก ไม่มีอะไรสู้อันนี้ๆ ค่อยปัดออกๆ รู้สูงเข้าไปเท่าไรยิ่งปัดออกเรื่อย รู้ส่วนหยาบก็ปัดส่วนหยาบออก เบาลง ๆ ๆ ปัดออก รู้ธรรมขึ้นไปส่วนกลาง ปัดความสกปรกส่วนกลางที่เป็นส้วมเป็นถานอยู่ในใจนั้นแหละ ออกเรื่อย ๆ ส้วมถานละเอียด ปัดออก ๆ ฟาดที่สุดคว่ำหม้อกันเลย

         คือพวกส้วมพวกถาน พวกยุแหย่ก่อกวน พวกบีบบี้สีไฟ มีแต่เรื่องของกิเลส หลอกไปแล้วก็เพื่อจะขยี้ขยำ หลอกไปให้เพลิดให้เพลินไปตามเล็กๆ น้อยๆ แล้วทีนี้ก็ขยี้ขยำตาม นี่ละเรื่องกิเลสไปไหนจะต้องมีเหยื่อล่อไปเรื่อย ๆ หลอกสัตว์โลกให้หลงงมงายไปกับมัน แล้วก็ขยำเอาๆ ไปที่ไหนมีแต่เรื่องบ่นเกี่ยวกับเรื่องความทุกข์ ความลำบากลำบน ไม่ใช่กิเลสสร้างขึ้นอะไรสร้างขึ้น นั่น ตัวนี้เป็นตัวสร้างทุกข์ให้สัตว์โลกทั้งหลาย ธรรมเป็นองค์สร้างสุขให้สัตว์โลก แต่โลกมันไม่ได้มอง เพราะกิเลสมันกระซิบกระซาบอยู่ตลอดเวลาโดยหลักธรรมชาติของมัน มันจึงแก้ยากนะ

         ส่วนธรรมนี้ต้องมีครู มีอาจารย์ มีศาสดามาตรัสรู้ก่อน เปิดทางให้แล้วก็ยึดไป แล้วก็ค่อยมีทางออกๆ มันผิดกันมากนะ เรื่องกิเลสมันติดอยู่กับเรา เวลานี้ก็ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมซิ พอออกจากนี้ไปแล้วเรื่องของกิเลสมันก็รุมล้อมเข้ามา แทรกเข้ามา กระซิบกระซาบเรื่องนั้นเรื่องนี้ สร้างอารมณ์ที่จะจูงใจให้ดิ้นให้ดีดตามไปตลอดเวลา เรื่องของกิเลสเป็นอย่างนั้น เราจะเห็นได้ชัดว่าพอกิเลสขาดสะบั้นไปจากใจแล้วไม่มีเลย เรื่องอะไรไม่มีทั้งนั้น นั่น ขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องของกิเลสไม่มีเลย ท่านว่าบรมสุข คือไม่มีอะไรกวนตั้งแต่ท่านตรัสรู้ หรือบรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมา วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ  เสร็จงานฆ่ากิเลส งานรบกับกิเลสนั่นเอง

         ท่านแปลตามปริยัติท่านว่า พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว งานที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ควรทำก็คืองานแก้กิเลส งานที่จะให้ยิ่งกว่านี้ขึ้นไปไม่มี งานแก้กิเลส ความทุกข์ในหัวใจนี้เป็นงานที่หนักมากที่สุด เมื่อเสร็จอันนี้แล้วงานอะไรที่จะให้ยิ่งกว่านี้อีกไม่มี มีงานนี้เท่านั้น พองานนี้เสร็จลงไปแล้วท่านจึงไม่มีงานแก้กิเลส พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ไม่มีการแก้อารมณ์ใจของตัวเอง ที่กิเลสเข้ามารุมล้อม รบกันกับกิเลสอย่างนี้ หรือกิเลสเข้ามากวนใจท่านไม่มี หมดตลอดไปเลย

         นี่ละที่ว่างานของพระพุทธเจ้า งานของธรรมมีเวลาสำเร็จเสร็จสิ้น เบาบางลงไปโดยลำดับ ๆ จนกระทั่งเสร็จสิ้นแล้วหมดงาน งานฆ่ากิเลสไม่มี ท่านอยู่ด้วยความหมดการหมดงานที่จะก่อกวนทั้งหลาย งานธรรมะก็เต็มแล้วพอแล้ว ไม่เอาอะไร จากนั้นก็มีแต่แนะนำสั่งสอนสัตว์โลกที่ควรจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงไรจากการแนะนำ ท่านก็สอนไป เมื่อสุดวิสัยท่านปล่อยท่านก็ไปของท่าน นี่แหละผู้มุ่งต่อธรรมย่อมมีหวังได้รับความสมหวังไปเรื่อยๆ โดยลำดับลำดา แต่ผู้ไม่สนใจกับธรรม ดิ้นดีดอยู่กับกิเลสมีแต่จะจมไปเรื่อยๆ ความหวังนั้นเต็มหัวอก ความผิดหวังมันก็เต็มหัวอกเหมือนกัน นี่เรื่องของกิเลสเป็นอย่างนั้น

         นี่เราพูดถึงเรื่องพระท่านอยู่ในป่าในเขา ท่านพยายามบำเพ็ญสมณธรรม อยู่กับความเพียรแก้กิเลส เพราะข้างนอกก็ปัดออกไม่ให้เข้ามายุ่ง สิ่งก่อกวน ท่านจึงว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ไปอยู่ในป่าในเขา เป็นที่หลบภัย ป่าไม้กับป่าคนต่างกัน ป่าอารมณ์กับป่าแห่งธรรมต่างกัน ป่าแห่งธรรมไม่มีอารมณ์กวนใจ ถ้าป่าผู้ป่าคน ป่าอารมณ์แล้วเป็นภัยทั้งนั้น ท่านจึงไล่เข้าไปอยู่ในป่า ปัดออกสิ่งที่จะมาก่อกวน ให้แก้เฉพาะสิ่งที่มีอยู่ภายใน ขนออก ๆ อย่านำสิ่งภายนอกที่เป็นภัยอันเป็นคู่เคียงกันกับใจ ภัยของใจคือกิเลสนี้อย่าให้เข้ามาคละเคล้ากัน มันจะสั่งสมตัวขึ้นเผาเรานั่นเอง

         ท่านจึงปัดออกให้อยู่ข้างนอก ไม่ให้เข้าข้างใน เข้าอยู่ในป่าในเขา รุกขมูลร่มไม้อาศัยไปวันหนึ่งๆ บิณฑบาตพอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้น ท่านไม่มุ่งอะไรยิ่งกว่านั้น พอยังชีวิตให้เป็นไปวันหนึ่งๆ แต่เรื่องความมุ่งมั่นกับธรรมนั้นท่านไม่มีลดละ ขยับเข้าเรื่อยๆๆ ธรรมเมื่อมีการขวนขวายก็ต้องเกิดขึ้นเป็นผลของงาน ผลของงาน คือบำเพ็ญธรรมเป็นธรรมนั้นละเรียกว่าทำงานเกี่ยวกับธรรม ผลก็ปรากฏขึ้นเป็นความสงบเย็นใจ

         เมื่อสงบเย็นใจเข้ามาก ๆ อารมณ์ภายนอกก็ปล่อย ๆ เหลือแต่อารมณ์แห่งธรรมที่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความสงบร่มเย็น ยืน เดิน นั่ง นอน สงบร่มเย็น  อยู่ที่ไหนสบายๆ ตายไม่หมายป่าช้า ท่านดูลมหายใจซึ่งความเกิดความตายมันอยู่ที่จุดลมหายใจ เป็นจุดเด่นมาก ลมหายใจท่านก็พิจารณาอานาปานสติเสีย แน่ะ ลมเข้าลมออก กว้างหรือหยาบละเอียดท่านดูนี้เพื่อจะเข้าหาตัวจิต เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสายเกี่ยวโยงมาจากจิต เพราะฉะนั้นท่านถึงสอนภาวนาบทนั้นบทนี้เพื่อเข้าสู่จิต ธรรมแท้อยู่ที่จิต กิเลสก็จะจางไปที่จิต นั่นท่านสั่งสมธรรมท่านสั่งสมอย่างนั้นนะ

         ความทุกข์ ความยากลำบากภายนอกท่านไม่ถือเป็นอารมณ์ ยิ่งกว่าการต่อสู้กับกิเลส ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนเป็นการจดจ่อ ตบต่อยกันอยู่ตลอดเวลา รบกัน สติปัญญาเป็นพื้นฐานสำคัญมาก อยู่ที่ไหนสตินี้เป็นพื้นฐานปล่อยไม่ได้เลย รักษาจิต ถ้าจิตมีสติอยู่แล้วกิเลสจะไม่ค่อยแสดงตัวออกไปกวาดเอาไฟเข้ามาเผาเรา สติจึงเป็นของสำคัญมากนะ ไม่ได้มากขอให้มีสติรักษาใจเท่านั้นใจก็ทรงตัวอยู่ได้ กิเลสไม่เพิ่มต