เด่นคนละทาง
วันที่ 20 ธันวาคม 2547 เวลา 8:40 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพ

เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

เด่นคนละทาง

 

         วัดป่าหลวงตาบัวเลี้ยงเสือมากนะ เป็นสัตว์ที่น่ารัก เสือซึ่งเป็นสัตว์ที่น่ากลัวมากแล้วกลับมาเป็นสัตว์ที่น่ารักมาก มันขบขันตอนที่เราไปเยี่ยม เราก็เซ่อ นู่นเวลามันทำเร็วแท้ๆ นะ เราก็เซ่อ คือมีกรงอยู่นี้มันอยู่ข้างใน เราอยู่ข้างนอกก็เลยเดินรอบข้างๆ มันไป เขาอยู่ข้างใน เขาเดินเอื่อยๆ ไปมา เราเดินฉากไป เขาเดินไปทางนู้น เราไม่ได้นึกว่าเขาจะหันมาใส่เราปั๊วะนี่ เขาเดินไปทางนู้น เราก็เดินไปทางนี้ ปั๊วะนี่เลย แรงอยู่นะ แต่เล็บมันไม่ออก ปั๊วะนี่ เรามองไปที่ไหนได้เขาเดินไปที่นู่นแล้ว เขาใส่เรานี่ปั๊วะแล้วไปโน่นแล้ว อู๊ย ลึกลับแท้ๆ เวลาตบเรานี้ไม่รู้เลย เร็ว กรงเหล็กอยู่นี้เขาอยู่ข้างในเราอยู่ข้างนอก มันสอดออกมาตบเราได้ยังไง ความเร็วของมันนะ เราก็เดินเซ่อๆ มันปั๊วะเข้านี่เลย เรามองไปเขาเดินไปสบายเหมือนเขาไม่ได้ตบเรานะ เขาเดินแบบสบายเลย เราก็เลยยิ่งรักเขามาก เขาเฉยเหมือนไม่ได้ทำไมเราตอนเขาไป ใส่ปั๊วะนี่ มันแปลกอยู่ เป็นสัตว์ที่น่ารัก ถามพระท่านว่ามันเคยทำใครไหม ว่าไม่เคยทำ อย่างไรก็ตามมันก็เป็นสัตว์น่ากลัวอยู่นั้นละ ไม่ทำใครว่างั้น

ครูบาอาจารย์บางองค์เด่นคนละทางๆ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายในสมัยปัจจุบันนี้ที่ท่านเพิ่งล่วงลับไป อย่างท่านอาจารย์ชอบกับเสือกับงูเด่นมาก เหมือนว่าเป็นเพื่อนสหายเดียวกัน หลวงปู่ผาง อันนี้พวกงูพวกนาค หลวงปู่ขาวนี่ช้าง เด่นคนละทางๆ หลวงปู่ฝั้นมีแปลกๆ หลวงปู่ชอบกับเสือนี้บ่อย เสือขึ้นไปหาท่าน มันแปลกอยู่นะ ก็แบบเสือที่เดินเอื่อยๆ ผ่านเรา มันปั๊บนี่เลยแล้วเขาก็เดินเฉย เสือพวกนั้นก็ลักษณะนั้นละ ดูเหมือนมันจะรักท่าน มันขึ้นไปหาท่านเรื่อย สูมาทำไม ท่านว่างั้นถามเขา เขาขึ้นไปแล้วไปนั่งข้าง นี่ทางจงกรมบนถ้ำ เขาขึ้นมาเสียงเขากระหึ่มๆ อ้าว นี่มันก็ตอนเช้าแล้ว เรากำลังจะลงไปบิณฑบาต เสียงมันกระหึ่มๆ อาวๆ ๆ ขึ้นมา ท่านเดินอยู่ แล้วขึ้นมาจริงๆ นะ เดินขึ้นมาเฉยเลย ครั้นเดินขึ้นมาถึงทางจงกรมเขาก็มายืนอยู่นั่น มึงมาอะไรล่ะ มึงขึ้นมาอะไรกูกำลังจะไปบิณฑบาต ไปลง เขาก็เฉย ท่านเลยจับตัวมัน ไปลง มันก็ร้องโฮกแล้วไปเลย

เวลาเขาลงไปสักครู่หนึ่งท่านก็เตรียมลงไปบิณฑบาต ท่านเลยคิดยิบแย็บขึ้นมา หรือมันจะไม่ซื่อกับเราก็ไม่รู้ เวลาเราเดินไปนี้เดี๋ยวมันจะดักอยู่ข้างทาง กลัวมันจะคิดไม่ซื่อต่อเรา เดินไปท่านก็ดูไป ไม่มี เขาไปแล้ว เจอบ่อยแหละเสือ อาจารย์ชอบเจอบ่อย มันเป็นตามนิสัยวาสนา เป็นสัตว์ก็เคยเกี่ยวข้องกันมา เวลาเป็นสัตว์จิตใจก็ผูกพันสนิทสนมกันมาอย่างนั้น เป็นสัตว์แต่ร่าง แต่จิตใจมันเคยเกี่ยวข้องกันมาถึงเป็นอย่างนั้น

ท่านอาจารยฝั้นนี่พวกเสือพวกอะไร พวกสัตว์ลึกลับที่มองไม่เห็นด้วยตา ท่านเด่นมากอยู่นะท่านอาจารย์ฝั้น ท่านเล่าให้ฟังเองท่านมาอยู่ปากช่อง ท่านอยู่ในย่านกลางดงไม่มีบ้านคนแต่ก่อน มีสองสามหลังคาเรือนพอบิณฑบาตได้ เขาก็นิมนต์ให้ท่านไปพักด้วย ท่านก็ไปพัก อยู่กลางดง หินดาน โล่ง ท่านไปพักอยู่นู้นแล้วออกมาบิณฑบาตกับทับเขา เขาอยู่ปลูกเป็นทับเป็นอะไรอย่างนั้นละ เขาไปทำอะไรอยู่ที่นั่น เวลาออกมาเสือยังไม่มา พอรับบิณฑบาตพอสมควรแล้วก็กลับมา ก็มาเห็นมันนอนอยู่บนหินดานหินลาดอะไรนี่ กลางแจ้ง  มองไปอะไรเหลืองๆ ท่านว่าอย่างนั้นนะ มองไป เขานอนสบาย มองไปเห็นแต่เหลืองๆ ไม่มองเห็นลาย ส่วนใหญ่มองไปจะเห็นเหลืองมากกว่า ดำเลยไม่ปรากฏ เอ๊ นี่มันอะไร ท่านก็เดินไปเรื่อย พอไปใกล้ๆ ถึงรู้ว่าเสือ มันนอนตากแดดผิงแดด เสือโคร่งนะ ท่านเดินไปแล้วก็ว่า มึงมาอะไรที่นี่ มันร้องโฮกแล้วเปิดเลย วิ่งเข้าป่าเลย อย่างนั้นแหละ มึงมานอนอะไรที่นี่ไอ้นี่น่ะ

แปลกๆ อันหนึ่งก็คือ ท่านไปพักอยู่ที่ ทางภาคอีสานเขาเรียกว่าผีกองกอย มันร้องกลางคืน เขาว่าถ้าผีชนิดนี้มาเยี่ยมบ่อยๆ คนมักตายบ่อยๆ มันกินคนอย่างลึกลับ เขาเรียกผีกองกอย ท่านก็ไปพักอยู่ที่นั่น คนที่มาพักเขาก็บอกว่า ที่แถวนี้มีผีกองกอย เขาเล่าให้ท่านฟัง ตอนนั้นดูว่าท่านมีพระไปด้วย เป็นสององค์กับท่าน แล้วก็มีตาปะขาวคนหนึ่งรวมเป็นสามไปพักอยู่นั้น พอสามทุ่มล่วงไปแล้ว คืออยู่ในป่ามันเหมือนดึกนะ เขาบอกว่าแถวนี้มีผีกองกอย ถ้าผีกองกอยเที่ยวไปแถวไหนแล้วคนมักจะเป็นไข้ป่วยแล้วตาย เขาว่าผีพวกนี้มันกินตับคน เขาเล่ากันไปอย่างนั้นแหละท่านก็ฟังไป จึงได้เห็นผีนี้ชัดเจน นั่นเห็นไหมล่ะ

พอมันร้อง ตาปะขาวอยู่ที่นั่น ตรงนั้นละ สามทุ่มกว่าๆ ท่านกำลังนั่งภาวนาอยู่ เสียงกองกอยๆ มา ได้ยินชัดเจนเงียบๆ กลางคืน ที่เขาว่าเสียงกองกอยๆ มันเสียงอย่างนั้นจริงๆ เขาเรียกผีกองกอย พอมาถึงตาปะขาว ท่านก็วิตกถึงตาปะขาว กลัวมันจะมาทำไมตาปะขาวเพราะมันเป็นสัตว์ลึกลับ มองด้วยตาไม่เห็น พอมันมาได้จังหวะแล้วท่านก็กำหนดจิตดู ท่านพูดเองนะ โอ๋ย มันตัวเหมือนลิงท่านว่า มันเหมือนลิง พอจิตท่านส่งไป โอ๋ย มันกลัวมากที่สุดเลย พอตามันรับกับใจของท่าน เหมือนว่าตามันรับกับตาเราว่างั้นเถอะ แต่ตาเราเป็นตาใจ พอมองเห็นปั๊บวิ่งปรู๊ดเลย กลัวมากที่สุดเลย กลัวอย่างมากทีเดียว

เราเห็นมัน จ้องดูอยู่นี่ พอมันแพล็บเข้ามามองเห็นเรานี้ปรู๊ดวิ่งเลย ตั้งแต่วันนั้นเงียบเลย โอ๋ ได้เห็นแล้วมันเหมือนลิง ท่านว่างั้น สัตว์ตัวนี้เหมือนลิง คือมันไม่ได้เป็นรูปวัตถุนะ รูปเป็นนามธรรมแต่เหมือนลิง ท่านว่างั้น ท่านอาจารย์ฝั้นท่านเล่าให้ฟัง ท่านรู้สึกพิสดารเกี่ยวกับพวกเปรตพวกผี พวกเทวบุตรเทวดา ท่านอาจารย์ฝั้นเด่นอยู่องค์หนึ่ง นั่นละเด่นไปคนละทางๆ บรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ที่เป็นนักภาวนาด้วยกัน มีนิสัยวาสนาเด่นทางไหนก็เป็นไปทางนั้นๆ จะเป็นขึ้นมาเองรู้เอง

ครูบาอาจารย์ที่เป็นนักภาวนา ท่านรู้ของท่านธรรมดาๆ แต่เรื่องของโลกมันกีดมันขวาง ท่านจึงไม่นำออกมาใช้ ไม่พูด พูดก็มีแต่การแนะนำสั่งสอนไปธรรมดาที่อยู่ในฐานะซึ่งควรจะสอนได้ แต่เรื่องภายในแล้วท่านไม่พูด เฉย นอกจากพวกเดียวกัน ถ้าพวกเดียวกันท่านพูดเสมอ ไปอยู่ที่นั่นมีอย่างนั้นๆ เช่นอย่างในถ้ำ มีผีมีเทวดารักษา ท่านรู้ แต่ท่านพูดในวงของท่านเองพวกนักภาวนากรรมฐานด้วยกัน คือใจนี้เป็นนักรู้ เมื่อเปิดออกๆ นิสัยวาสนาของใครจะเด่นทางไหนๆ มันจะรู้ของมันเห็นของมันไปตามนั้น จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับนิสัยวาสนา ไปคนละทิศละทาง

มีตัวอย่างในปัจจุบันนี้ สมัยพ่อแม่ครูจารย์มั่น ก็พระกรรมฐานนี่ นี่ละท่านยืนยันกันอย่างนั้น ท่านยอมรับกัน เราเห็นตัวอย่างที่ยอมรับกัน มันมีผู้หญิงคนหนึ่ง คือมันมีผลไม้อยู่ที่นั่น แล้วผู้หญิงคนนั้นกำลังท้องด้วยนะ ปีนขึ้นไปเอาผลไม้นั้น พลัดตกลงมามาตายอยู่ที่นั่น ตายอยู่หน้าถ้ำ พระท่านก็ไม่รู้ ส่วนพวกชาวบ้านเขารู้ ตายแล้วมันไม่ไปไหนซิ มันอยู่นั่น ทีนี้พระองค์หนึ่งก็ไปอยู่ถ้ำนั้นแหละ องค์หนึ่งอยู่ถ้ำนั้น นัดกันว่าเท่านี้วันเท่านั้นวันถึงจะลงมา นี่เราพูดไม่ใช่คำหยาบ เอาความจริงมาพูด ความจริงมันเป็นอย่างนั้น เรื่องราวมันมีอย่างนั้นเป็นอย่างนั้น สัตว์โลกเป็นอย่างนั้น

พระท่านไปนั่งภาวนาอยู่ในถ้ำ ท่านทนอยู่ได้ ๓ คืน ฟังซิน่ะ ผู้หญิงคนนั้นมากอดมากุมมาจับอะไรยุ่งไปหมด ปัดออกเท่าไรมันก็ไม่ยอม แผ่เมตตาธรรมอะไรไม่ยอมทั้งนั้น มีแต่เรื่องกามกิเลสแสดงนิมิตในหญิงคนนั้นที่มีท้องตาย ทนอยู่ได้ ๓ วัน กลางคืนภาวนาไม่ได้ มาแล้วๆ ต้องลืมตาเหมือนไม่ภาวนา เฉย ถึงค่อยยังชั่ว พอกำหนดปั๊บมาแล้ว ทนได้ ๓ คืนแล้วลงไป ไปก็บอกหมู่เพื่อน ไปหาหมู่เพื่อน อ้าว ไหนกำหนดว่าจะอยู่เท่านั้นวันเท่านี้วัน ทำไมถึงมาเร็ว โอ๋ย อยู่ไม่ได้เลย เป็นอย่างนั้นๆ พอว่าอย่างนั้น เอ้า อย่างนั้นผมไปเอง

องค์นั้นทนอยู่ได้ ๒ คืน เผ่นเลย นี่เห็นไหมท่านยอมรับ ทีนี้ก็เลยสืบถามกับประชาชนเขาแถวนั้น ไม่ได้บอกเขานะว่ารู้เรื่องอะไร สถานที่นี่มีอะไรๆ หาอุบายถามไปถามมา ก็เลยทราบว่า ผู้หญิงคนนั้นกำลังท้องอยู่ ปีนขึ้นไปเอาผลไม้แล้วพลัดตกลงมาตายอยู่นั่น อ๋อ นี่เองเป็นเปรต แต่เขาไม่รู้นะ ท่านหาอุบายถามไปเฉยๆ เขาบอกเรื่องราวท่านก็ทราบ แต่เขาไม่ทราบเรื่องของท่านว่าเพราะอะไรถึงถาม เป็นอย่างนั้นแหละความรู้เป็นอย่างเดียวกัน ปฏิเสธกันไม่ได้นะ ยอมรับกันทันทีเลย

เรื่องเหล่านี้ พวกเปรตพวกผีพวกสัตว์ประเภทต่างๆ มีเกลื่อนโลกธาตุ มากยิ่งกว่ามนุษย์เป็นไหนๆ อย่างมดมีน้อยเมื่อไรที่เรามองเห็นด้วยตาของเรา พวกมดพวกปลวกพวกอะไรเต็ม ทีนี้สัตว์ประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่เป็นวัตถุอย่างนี้มันก็ยิ่งมากกว่านี้อีก ที่ไหนมีตั้งแต่จิตวิญญาณ คือจิตวิญญาณเหล่านี้มันก็เสวยกรรมของมันไปตามภพตามชาตินั้นๆ กรรมหนักกรรมเบา ควรจะเป็นสัตว์กำเนิดใดประเภทใดมันก็เป็นของมันๆ ตามกรรมของมันอย่างนั้นแหละ

ในโลกอันนี้สัตว์ประเภทที่ว่ามองไม่เห็นด้วยตานี่ มากยิ่งกว่าที่มองเห็นด้วยตานะ มากเกินกว่าที่เราจะพรรณนา ทีนี้เราไม่เห็นเราก็บอกว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีๆ ผู้ท่านเห็นท่านเห็นท่านรู้กันอยู่นี่ ท่านจะไปสงสัยอะไร ก็รู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ จะว่าอันนี้ไม่มีได้เหรอ นี่ละเรื่องสัตว์โลก เพราะฉะนั้นจึงว่าสัตว์ที่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งกรรม เป็นไปด้วยกันทั้งโลกเลย ท่านจึงสอนให้สร้างกรรมดี มันแล้วแต่กรรมของใครจะไปตกในภพใดชาติใด ถ้าหนักจริงๆ ก็ลงนรกเลย แต่คำว่านรกก็เป็นขั้นๆ ท่านแสดงไว้ในตำรามี ๒๕ หลุม ในไตรภพคือในวัฏจักรนี้ที่กรรมหนักที่สุดที่จะไปตกนรกหลุมนี้ท่านก็บอกไว้ว่า อนันตริยกรรม ๕ แน่ะก็บอกไว้แล้ว เป็นกรรมที่หนักมากที่สุดในบรรดากรรมทั้งหลาย ท่านบอกไว้ ๕ ประการ เป็นกรรมที่หนักมากที่สุดไม่มีระหว่าง เช่นอย่างตกนรกนี้จะมีความสุขชั่วฟ้าแลบนี้ไม่มีเลย ติดกันไปเลย

ฆ่ามารดาหนึ่ง ฆ่าบิดาหนึ่ง ฆ่าพระอรหันต์หนึ่ง ทำลายพระพุทธเจ้าแม้ไม่ตายหนึ่ง ยุยงส่งเสริมให้พระสงฆ์ผู้ทรงศีลทรงธรรมแตกแยกจากกัน ให้แตกสามัคคีกันนี้หนึ่ง

กรรม ๕ ประการนี้ถ้ายังพอมีสติระลึกได้อยู่แล้ว อย่าทำเป็นอันขาด เรียกว่ากรรมนี้กรรมหนัก ตกนรกหลุมเรียกอะไรเราก็ลืมเสีย แต่ก่อนจำได้หมดชื่อนรก นรกหลุมนี้รับพวกกรรมประเภทนี้ เป็นขั้นๆ ทีนี้จิตไม่ตาย จากหนักก็ค่อยผ่อนมาเบา ผ่อนมาๆ ก็มาถึงขั้นเป็นเปรต เปรตก็มีถึง ๑๓ จำพวก ของเล่นเมื่อไร มาโดยลำดับ แล้วก็มาเกิดเป็นผู้เป็นคน นี่ละเรื่องอำนาจแห่งกรรม ที่เป็นเหล่านี้เจ้าของทำเองนะไม่ใช่ผู้อื่นผู้ใดทำให้แล้วมาโยนตูมให้เราอย่างนี้ไม่มี เป็นเรื่องเจ้าของทำเอง ท่านจึงสอนให้ระมัดระวัง

ไม่มีที่ไหนที่จะเชื่อได้ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า สอนโลกไม่มีผิดพลาด สอนด้วยความแม่นยำ รู้แล้วเห็นแล้วทุกอย่างค่อยสอน ไม่ใช่สอนแบบลูบๆ คลำๆ ท่านสอนอย่างรู้จริงเห็นจริง ท่านไม่ได้บอกว่าเห็น แต่นำมาสอนกว้างๆ อย่างนี้ละ ถ้าหากว่ามีผู้มาทูลท่าน เช่นอย่างพระสาวกท่านไปรู้เห็นพวกพวกเปรตพวกผีพวกอะไรแปลกๆ ต่างๆ ท่านมาเล่าถวาย โอ๊ย เราเห็นแล้วแต่ครั้งนั้นๆ  สมมุติว่าเปรตตัวนี้ แต่ก่อนมันทำกรรมนั้นๆ อย่างนั้นนะ คือแต่ก่อนไม่มีใครพูดกับท่านก็เหมือนท่านไม่รู้ พอมีพระสาวกไปเจอพวกเปรตพวกนี้เข้าก็มาทูลพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า โอ๊ย เราเห็นแล้วตั้งแต่สมัยนู้น สมัยเราตรัสรู้ใหม่ๆ ระยะนั้นๆ

แล้วทีนี้ท่านเป็นผู้อธิบายเสียเองนะ เปรตตัวนี้เริ่มแรกมันเป็นอย่างนั้นๆ ไปสร้างกรรมนั้นๆ มาถึงได้เป็นอย่างนั้น บางรายตกนรกแล้วขึ้นมาตกค้างอยู่ในกำเนิดแห่งเปรต ท่านบรรยายไปหมด นั่นละท่านรู้แจ้ง ท่านไม่มีติดมีข้อง จ้าไปหมดเลย แต่พวกเรานี้บอดทั้งหมด ลบล้างทั้งหมดว่าไม่มีๆ แล้วโดนแต่ขวากแต่หนาม คนตาบอดมักจะโดนแต่ขวากแต่หนาม เพราะไม่เห็น เข้าใจว่าไม่มี หนามมันมีอยู่ปฏิเสธได้ยังไง ไปเหยียบมันก็ปักเอา พวกหินโสโครกหรือพวกไม้หัวตอไม่เห็น เรานึกว่าไม่มีแล้วโดนเอาๆ อันนี้ละที่ว่าไม่เห็นสิ่งเหล่านี้เรานึกว่ามันไม่มี แล้วก็โดนเอาๆ มีแต่คนตาบอดหูหนวก คนมืดหนาสาโหด ไปโดนสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาทั้งหลาย ผู้ท่านเชื่อบุญเชื่อกรรมเชื่อพระพุทธเจ้าท่านไม่โดน ท่านหลบท่านหลีก

เราก็ให้พยายามฟังเสียงพระพุทธเจ้า ฟังเสียงกิเลสนี้มีตั้งแต่พวกตาบอดหูหนวกหลอกกันไปวันยังค่ำ หลงกันไป ตกเหวตกบ่อ ตกนรกอเวจีไปไม่หยุดไม่ถอย ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าไม่ตก แน่ะ แน่นอนไหมล่ะพระพุทธเจ้า ถ้าเชื่อท่านแล้วไม่ตก ถ้าเชื่อตัวเองซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสอยู่ภายในใจแล้วเสียท่าทั้งนั้นแหละ ให้พากันจำเอานะ วันนี้ก็พูดเพียงเท่านี้แหละไม่พูดอะไรมาก เหนื่อย พูดทุกวันๆ เมื่อคืนนี้ก็เปิดโลกธาตุ เปิดไปหมด ขึ้นโน้นลงโน้นลงไปหมดเมื่อคืน วันนี้เหนื่อยไม่เอาละ เอาละที่นี่ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก