ความรู้ในวงขันธ์
วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เวลา 18:20 น.
สถานที่ : กุฏิกลางน้ำ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

ความรู้ในวงขันธ์

 

       ลมอะไรหวือหวาๆ มา พัดหาอะไร มันหวือหวาๆ มาเรื่อย พัดลมนี่ เวลาพูดธรรมะอันนี้ไม่ได้นะ มาสะเทือนนี้ธรรมะจะไหวทันทีเลย เพราะฉะนั้นเวลาเทศน์จึงได้เตือนเรื่องการถ่ายภาพถ่ายอะไร เสียงอะไรเป้งปั้งต่างๆ นี้ คือเวลานั้นธรรมออกเรื่อยๆ ถ้ามีอะไรมาปั๊บตกปั๊บ เวลาเริ่มขึ้นใหม่ก็ไปใหม่เลย ไม่ได้ไปตามแถวนะ มันหนาวนักหรือทางนู้นถึงได้ใช้พัดลม มาแข่งพวกขี้หนาวทั้งหลาย มันจะไม่ไปเข้านิทานพ่อตากับลูกเขยเหรอ

         พ่อตากับลูกเขย เด็กมันรุมใส่กองไฟ ผิงไฟอะไรๆ ทางลูกเขยนั่งเอาพัดพัด พวกหนาวจนจะตาย ไอ้ลูกเขยทำแบบอัศจรรย์ เอาพัดมาพัดทั้งๆ ที่มันหนาว พ่อตามาเห็น มันยังไงพวกเด็กมารุมอะไรกองฟืนกองไฟนี่น่ะ หนาวอะไรนักหนา เห็นไหมพี่เขยของสูเขายังไม่เห็นหนาว มันไม่หนาวหรือถึงได้พัด ทางนู้นภาษาภาคอีสานว่าข้าบาท ข้าพระบาทนั่นเอง เขาเคารพ เป็นคำเคารพนะ เขาว่า ข้าบาทๆ เช่นน้องสะใภ้กับลุงอย่างนี้นะ น้องสะใภ้ต้องเรียกว่าข้าบาท เขาเคารพกันมา ทุกวันนี้คงไม่มีแหละความเคารพ

         “เป็นยังไม่หนาวหรือนี่ เห็นพัดอยู่” “ข้าบาทไม่หนาวพ่อเฒ่า” พ่อเฒ่ามันพูดจนเสียงไม่ออก มันจะตายมันสั่น พูดก็แบบอัศจรรย์ “ข้าบาทไม่หนาวละพ่อเฒ่า” พ่อเฒ่าพูดไม่ออก มันปากสั่นมันหนาวจะตาย ยังว่าข้าบาทไม่หนาวแหละพ่อเฒ่า โอ้ มันแบบอัศจรรย์ นี่ก็จะเอาแบบอัศจรรย์มาใช้ที่นี่

         ข้าบาท ข้าพระบาท ข้าน้อย นี่เหมือนกัน ข้าน้อยเป็นข้าที่น้อยที่สุดเลย ยอมรับ เขาเรียกว่าข้าน้อยๆ เป็นข้าเหมือนผ้าขี้ริ้ว ข้าน้อยพูดกับผู้ใหญ่ เช่นครูบาอาจารย์ หรือพูดกับผู้ใหญ่สูงอายุ ข้าน้อย เขาเป็นเหมือนขี้ข้าที่ต่ำที่สุดเขายอมตัวลง เป็นภาษาอย่างนั้น ข้าน้อย “โดย”นี่เหมือนกัน คือตามกัน ไม่คัดไม่ค้าน “โดย”ๆ ทางนี้เรียกว่าครับ ทางนั้นเรียกว่า “โดย” ทางภาคอีสานเคารพกันเขาเคารพอย่างนั้น เช่นลุงกับน้องเขย น้องเขยพูดกับลุงต้องข้าบาท เป็นอย่างนั้นมาดั้งเดิม น้องสะใภ้พูดกับลุงก็เหมือนกัน ข้าบาทๆ ลูกสะใภ้พูดกับย่ากับปู่ก็เหมือนกัน เรียกว่าข้าบาทๆ ทั้งนั้นเป็นความเคารพ แต่ก่อนก็ใช้กันอยู่ธรรมดาๆ เวลาเรามาบวชนี้ก็เลยหายไปไม่ทราบเขาใช้กันยังไงๆ เพราะสมัยทุกวันนี้คำพูดมันสับสนปนเปเปลี่ยนแปลงไปหมด ถือเอาความเข้าใจกันเท่านั้นพอ ประสาคำพูดเฉยๆ

         อย่างหลวงปู่แหวนเวลาท่านจะทำแปลกประหลาดท่านก็ทำอย่างว่า แต่ก่อนท่านก็ไม่เคยทำ เป็นธรรมดาๆ เขาถวายปัจจัยมาท่านก็ไม่เกี่ยว ก็มีแต่ประชาชนญาติโยมเก็บรักษาอะไรๆ ท่านไม่เคยสนใจท่านก็ไม่ทำ บทเวลาท่านทำท่านก็คว้าเอาธนบัตรใบละ ๕๐๐ บาทมามวนบุหรี่สูบเฉย โหย “ทำไมหลวงปู่ทำอย่างนี้ล่ะ นี่มันธนบัตรใบละ ๕๐๐ เอามามวนบุหรี่สูบ” “เหอ” ท่านก็ทำท่าดุ แล้วสุดท้ายท่านตอบว่า “ประสากระดาษ”  แน่ะ บทเวลาท่านจะปั๊บ ปั๊บอย่างนั้นละ มันก็ถูกของท่านจริงๆ

         ท่านทำตามสมมุติก็ทำมาพอแล้ว ทีนี้ท่านตามหลักธรรมชาติของท่านก็ “ประสากระดาษ” เท่านั้นพอ แล้วจะเอาผิดกับท่านได้ยังไง จะว่าท่านเป็นอาบัติปาจิตตีย์ท่านไม่ได้เป็น แต่ท่านปฏิบัติตามสมมุติเฉยๆ ที่เขาทำยังไงก็ทำ จิตผ่านหมดแล้ว เป็นอาบัติปาจิตตีย์ที่ไหน บทเวลาท่านจะพลิกปั๊บไปหาธรรมชาตินั้น ท่านบอกว่าประสากระดาษเท่านั้นพอ เราไม่ตำหนิท่านนะ ตำหนิท่านยังไง ท่านพลิกได้ เพราะจิตอย่างนั้นผ่านหมด

         ไม่มีคำว่าสังฆาฯ ปาราชิกหมดโดยสิ้นเชิง จิตดวงนั้นหมด ที่ท่านปรับอาบัติปาจิตตีย์นี้อยู่ในวงสมมุติ ถ้าจิตอยู่ในนี้เป็นทันที เป็นอาบัติอะไรเป็นโทษขั้นไหนเป็นทันทีๆ พอพ้นอันนี้แล้วเหล่านี้ไม่มีความหมาย แต่ท่านก็ต้องรักษาตามสมมุตินิยม เพราะขันธ์ของท่านก็เป็นสมมุติ กิริยาอาการแสดงออกก็ต้องให้เหมาะสมกับสมมุติ สมมุติของท่านก็เป็นพระ กิริยาของพระ การปฏิบัติของพระก็ปฏิบัติตามแบบของพระ คือตามหลักธรรมหลักวินัย

         ท่านก็ปฏิบัติตาม เพราะเป็นธาตุเป็นขันธ์ จนกว่าจะสิ้นชีวิตท่านก็รักษาขนบประเพณี หรือว่าความดีงามในเพศของท่านซึ่งเป็นพระ เป็นสมมุติ เป็นขันธ์ เป็นสมมุติให้เหมาะสมกับสมมุติทั้งหลาย พระก็เป็นพระ โยมก็เป็นโยม นี่เป็นขั้นๆ แต่เวลาท่านพลิกปั๊บอันนี้เข้าไม่ถึงเลย ปั๊บถึงนั้น อย่างที่หลวงปู่แหวนท่านว่า ประสากระดาษ นี่ท่านพลิกออกแล้วนะ มีแต่กิริยาทำเฉยๆ ไปปรับโทษท่านไม่ได้นะ คือความเหมาะสมที่สังคมยอมรับยังไง ท่านก็ปฏิบัติตามความเหมาะสมที่สังคมยอมรับ

         เช่นพระต้องปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยยังไงๆ จนกระทั่งถึงขั้นพระอรหันต์แล้ว เรื่องธาตุเรื่องขันธ์เป็นสมมุติ ถึงจิตจะเป็นวิมุตติหลุดพ้นไปหมดแล้วก็ตาม กิริยาของธาตุของขันธ์และธาตุขันธ์นี้เป็นตัวสมมุติ กิริยาที่แสดงออกต่อสังคมก็ให้เหมาะสมเป็นที่ยอมรับกัน ท่านก็ปฏิบัติอย่างนั้น แต่ที่จะให้ท่านกลัวเป็นอาบัติอาจี ท่านผ่านหมดแล้วท่านจะเอาอะไรมาเป็น เข้าใจหรือ วันนี้เปิดให้รู้เสีย

         จิตดวงนี้ละถ้าลงได้ผ่านสมมุติไปหมดโดยสิ้นเชิง สมมุติใดๆ เข้าไม่ถึงทั้งนั้น เป็นหลักธรรมชาติ บังคับให้เป็นก็ไม่เป็น ท่านผู้สิ้นกิเลสเป็นอรหันต์ใครจะไปโจทท่านว่าเป็นสังฆาฯ ปาราชิกนี้ว่าตามสมมุติเฉยๆ อันนั้นผ่านไปหมดแล้ว ยกตัวอย่างเช่น พระทัพพมัลลบุตรท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วทีนี้ถูกเขาโจทฟ้องว่าท่านเป็นปาราชิกราแชก ท่านเป็นภัตตุทเทสก์เป็นผู้แจกอาหาร ว่าท่านเป็นปาราชิก นี่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ยังดีนะ ไม่งั้นจะเกิดคดีกันกว่าจะสงบได้ก็ต้องเป็นเวลานาน ยุ่งไปหมด

         เวลาถูกเขาโจทอย่างนั้นพระองค์รับสั่งมาเลย พระทัพพมัลลบุตรโจทท่านหาอะไร ถ้าพูดภาษาของเราก็ท่านพ้นจากสิ่งสกปรกเหล่านี้หมดแล้ว ความหมายว่างั้น เรื่องก็เงียบปุ๊บหมดเลย พระพุทธเจ้ารับสั่งเอง อันนี้ใครจะมารับสั่งนอกจากเถียงกัน กัดกันเหมือนหมาเท่านั้น พระพุทธเจ้าปราบทีเดียวหมด เพราะจิตอันนี้เป็นจิตที่พ้นแล้ว คือสุดวิสัย เรื่องสมมุติโดยประการทั้งปวงไม่มีเลย ขันธ์อยู่ในสมมุติก็ต้องปฏิบัติตามสมมุติไปเรื่อยๆ ให้พอเหมาะพอสมกัน นี่ก็เป็นสมมุติ สิ่งเกี่ยวข้องทั้งหลายทั่วโลกก็เป็นสมมุติ ก็ปฏิบัติให้เหมาะสมกันไปตามนี้เท่านั้นเอง ท่านปฏิบัติมาอย่างนั้น

         อย่างที่พระมหากัปปิน เวลาลงอุโบสถ คือท่านอยู่ในป่า ในเขาลึกๆ มาประชุมลงอุโบสถกับพระสงฆ์ หรือกับพระพุทธเจ้าอย่างนี้ ท่านพูดออกมา มหากัปปินท่านเป็นกษัตริย์ “เราก็บริสุทธิ์แล้ว ไปฟังปาฏิโมกข์สวดปาฏิโมกข์ก็เพื่อทบทวนความบริสุทธิ์ นี้เราก็บริสุทธิ์แล้วทบทวนไม่ทบทวน จะเป็นอะไร” ท่านว่าอย่างนี้ พระองค์ทรงทราบรับสั่งทันที “อย่าพูดอย่างนั้น เรื่องวิมุตติเป็นเรื่องวิมุตติ เรื่องสังคมที่เป็นสมมุตินี้ต้องยอมรับตลอดไป การสังคมกันลงปาฏิโมกข์ทบทวนนี้ก็เพื่อทดสอบถึงเรื่องหลักธรรมวินัย ด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน”

         ตั้งแต่บัดนั้นมาพระมหากัปปินไม่เคยขาดเลย ลงอุโบสถนะ ไปตลอดเลย นั่นท่านเคารพพระพุทธเจ้า ท่านก็บอก “บริสุทธิ์แล้วไปฟังอะไรปาฏิโมกข์ ทบทวนหาอะไรก็เราบริสุทธิ์แล้ว” พระองค์ว่า “อย่าพูดอย่างนั้น” เห็นไหมล่ะ “เราเกี่ยวกับเรื่องสังคม เกี่ยวกับเรื่องสมมุติ พระสงฆ์องคเจ้าเกี่ยวโยงกันอยู่ต้องได้ปฏิบัติอย่างนี้ตลอดไป” ท่านไม่เคยฝืนพระพุทธเจ้านะ ท่านปฏิบัติตามปึ๋งร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไม่เคยให้ขาด ลำพังท่านเองก็จะว่า “ไปหาอะไรก็บริสุทธิ์แล้ว” ก็ถูกของท่านใช่ไหมล่ะ “ที่เกี่ยวโยงกันอยู่นี้มากเท่าไร” แน่ะพระพุทธเจ้ารับสั่งมาอย่างนั้นก็ยอมรับ

       จิตถ้าลงได้บริสุทธิ์แล้วหมดปัญหาโดยประการทั้งปวง หมดเรื่องสมมุติที่จะเข้าไปถึง จึงเรียกว่าวิมุตติพ้นหมดแล้วในบรรดาสมมุติ สามแดนโลกธาตุนี้เข้าไม่ถึง หมด นั่นแหละท่านว่าพ้นเป็นวิมุตติ ส่วนจิตเป็นวิมุตติแล้วก็จริง แต่ยังครองธาตุครองขันธ์ซึ่งอยู่ในวงสมมุติ ก็ต้องปฏิบัติให้เหมาะสมกับวงสมมุติ ก็เท่านั้นเอง แต่ความหยาบละเอียดอะไรใครจะไปรู้ละเอียดลออยิ่งกว่าพระอรหันต์ล่ะ ท่านรู้และท่านก็ปฏิบัติตามนั้นๆ

         ขันธ์เรานี้มันเป็นสมมุติทั้งมวล การอยู่การกินอย่างนี้เป็นสมมุติทั้งนั้น อันนี้ก็เป็นสมมุติ อันนี้ก็สมมุติเหมือนกัน รับกัน เข้ากันๆ ทีนี้ความรู้ที่อยู่ในขันธ์นี้ก็เป็นความรู้สมมุติ ไม่ใช่ความรู้ที่ซ่านออกมาตามประสาทต่างๆ รู้นั้นเห็นนี้นั้นจะเป็นวิมุตติ ไม่นะ วิมุตติแท้เป็นอันหนึ่ง กระแสของวิมุตติแท้ออกมารับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้  ให้รู้ให้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ จึงแยกไปจนกระทั่งว่าเอ้ออันนั้นดี อันนี้ไม่ดี ชอบอันนั้น ไม่ชอบอันนี้ คือความรู้อันนี้มันแทรกอยู่กับขันธ์ มองไปเอ้ออันนี้ดีนะ ความรู้อันนี้กับขันธ์มันรับกัน  เอ้ออันนี้ดีนะ ความรู้นี้อยู่ในวงขันธ์ ธรรมชาตินั้นไม่มีปัญหาอะไรเลย ต่างกันอย่างนั้น

         คำพูดอย่างนี้ใครมาพูดมีไหมล่ะ เคยได้ยินไหมคำพูดอย่างที่เราพูดนี้ ไม่มี แต่มันมีอยู่กับความจริง ถอดออกมาพูดตามหลักความจริงๆ ความรู้ที่มันซ่านไปทั่วตัวเรา ไปประสาทส่วนต่างๆ ประสาทส่วนตา ส่วนหู รับดู รับฟัง รับสัมผัสอะไรเหล่านี้ ประสาทเหล่านี้กับความรู้ในวงขันธ์นี้มันอยู่ด้วยกัน ความรู้ในวงขันธ์นี้มันจะทราบกันในวงขันธ์ๆๆ ว่าดีว่าชั่วก็อยู่ในวงขันธ์นี้เท่านั้น ไม่นอกเหนือจากนี้ไป โอ้นี่ดี หรือว่ารักว่าชังก็เป็นกิริยาเฉยๆ ไม่ใช่รักไม่ใช่ชังแบบซึ้งเข้าไปหาจิต รักชังก็อยู่ในวงขันธ์ๆ นี้ไปเลย คือกิริยาของขันธ์ที่ว่ารักว่าชัง อยู่ในเพียงวงของขันธ์ ไม่เข้าถึงนู้น มันเป็นประเภทหนึ่งต่างหากๆ 

         คือถ้าว่าจิตยังไม่บริสุทธิ์ ที่ว่าขันธ์นี้กับอันนั้นมันก็เกี่ยวโยงกันตลอด มีได้เสียตลอด พอธรรมชาตินั้นขาดไปหมด บริสุทธิ์เต็มที่แล้ว ประสาทส่วนนี้หรือความรู้นี้มันก็เป็นเรื่องประจำขันธ์ไปเสีย อาศัยพอถึงวัน เราจะเห็นได้เวลามันหดเข้ามา เรายกตัวอย่างมาเลยนะ ความรับผิดชอบของความรู้นี้ที่ไปตามตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือทุกขเวทนาต่างๆ มันเจ็บป่วยหรือทุกข์ไปหมดทั่วร่างกาย ความรู้อันนี้มันไปซ่านไปหมด ความรู้ในขันธ์มันซ่านไปหมดเลย

         พอความรู้นี้ถอนเข้ามา ประสาทส่วนต่างๆ ก็อยู่อย่างนั้น ตาเคยเห็น ไม่เห็น หูเคยได้ยิน ไม่ได้ยิน สุดท้ายรวมทั้งหมดที่ประสาทมีอยู่ทั่วตัว ความรู้ซ่านอยู่ตามประสาท พอความรู้นี้หดเข้ามาปั๊บ สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่เฉยๆ ทุกข์ทั้งหลายก็ไม่มี  ตา หู จมูก ลิ้น กาย ดูฟังไม่รู้เรื่องเลย มันหดความรู้นี้เข้าไปแล้ว เข้าไปหาหลักใหญ่แล้ว พอเข้าไปเท่านั้นทุกข์ก็ดับเลย นี่แสดงว่าความสุขความทุกข์อะไรอยู่ในวงขันธ์นี้มีความรู้นี้รับผิดชอบกัน ถ้าความรู้นี่เข้ามาแล้วไม่มีอะไร ร่างกายก็เป็นท่อนไม้ท่อนฟืนไปหมดเลย จนกว่าความรู้นี้ออกไปเมื่อไรก็รับผิดชอบ รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง

         ให้มันชัดอย่างนี้ซินักปฏิบัติ แล้วไม่ถามใครด้วย ลงได้ประจักษ์แล้วไม่ถามใคร ความจริงล้วนๆ เต็มอยู่ในหัวใจแล้วถามใคร เราเป็นผู้รู้เองเห็นเอง เขาไม่รู้ไม่เห็นไปถามเขาหาอะไร คำพูดอย่างนี้ก็ไม่มีใครพูด พูดจริงๆ เลย เรียนในพระไตรปิฎกเท่าไรก็ไปเรียนไม่เห็น ท่านไม่ได้ชี้แจงเอาไว้อย่างนี้ แต่เรียนภาคปฏิบัติมันจะเข้าตามหลักธรรมชาติ มันจะซึมซาบไปหมด ดังที่ว่าเหมือนไฟได้เชื้อ คือภาคปริยัตินี้เราเรียนไปไหนๆ มันก็ไปตามแถวตามแนวที่เราเรียนไปจำไป แม้หนังสือเล่มเดียวถ้าเราอ่านไม่จบ ตรงไหนไม่จบเราก็ไม่รู้ เราจะรู้ตั้งแต่ที่เราเรียนไป จำไปได้เท่านั้น

         แต่ภาคปฏิบัติไม่เป็นอย่างนั้น มันเหมือนไฟได้เชื้อ เชื้อคือสภาวธรรมทั้งหลายเป็นเหมือนเชื้อไฟ ไฟคือความรู้นี้มันจะออกรู้ซ่านไปหมดเลยเป็นหลักธรรมชาติ เป็นไปเองและกว้างขวางลึกซึ้งมากกว่าความจำเป็นไหนๆ นี่เป็นหลักธรรมชาติ เอ้าเรียนก็เรียนไป ถ้าไม่เป็นขึ้นจากภาคปฏิบัติเรียนเท่าไรก็ได้แค่ความจำ คำว่าไฟได้เชื้อนี้จะไม่ได้ ไม่มี ถ้าภาคปฏิบัติแล้วยอมรับปึ๋งเลยทันที ความรู้นี้มันจะซ่านไปตามหลักความจริง ควรรู้ควรเห็นสิ่งใดมันจะรู้จะเห็นของมันตามธรรมชาติ ปิดไม่อยู่ จึงเรียกว่าภาคปฏิบัติ ความจริงความจำต่างกัน ความจำจำได้ๆ จำแล้วก็หลงลืม ความจริง จริงตลอดเวลาจากภาคปฏิบัติ ไม่มีคำว่าหลงลืม เจอกันปั๊บความจริงเข้ากันได้ทันทีๆ เลย

         นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้าประกาศก้องอยู่ในหัวใจของผู้ปฏิบัติธรรม ธรรมที่สอนนั้นคือแบบแปลนแผนผัง พอเป็นแนวทางหรือพอเป็นปากเป็นทาง พอนำธรรมนั้นเข้ามาปฏิบัติ ทีนี้ผลจะแสดงขึ้น อย่างน้อยเป็นอย่างที่ปริยัติว่า มากกว่านั้นกระจายออกไปลึกซึ้งละเอียดลออไปอีก นั่นละภาคปฏิบัติ นี่ธรรมพระพุทธเจ้ากระจ่างแจ้งอยู่ด้วยหลักความจริง เอาแบบแปลนแผนผังนี้มาสอนเสียก่อน จนกระทั่งเจ้าของเข้าไปรู้เองแล้วมันก็หมดปัญหาๆ

         การเรียนเรียนเพื่อปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรมเรียกว่าถูกต้อง การเรียนเรียนเพื่อเอาชื่อเอาเสียงเหล่านั้น ไม่ได้ผิดอะไรกับเขาเรียนทางโลก เขาเรียนทางโลกก็เพื่อความรู้นั้นรู้นี้ๆ และเพื่อเอาชื่อเอาเสียง เช่นดอกเตอร์ดอกแต้ เรียนมาถ้าไม่มีทางภาคปฏิบัติ จะเรียนมาเท่าไรมันก็เท่าเดิม เป็นนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก มหาเปรียญ เป็นสมุห์ ใบฎีกา ปลัด พระครู เจ้าฟ้าเจ้าคุณ จนกระทั่งสมเด็จ มันก็มีแต่ชื่อ ไม่ได้มีตัวจริง ความดีไม่มี มีแต่ชื่อ ถ้าภาคปฏิบัติแล้วความดีมีอยู่แล้ว เหล่านี้มาประดับความดีที่มีอยู่ในตนจากภาคปฏิบัติต่างหาก นั่นต่างกันอย่างนั้นนะ

         ธรรมพระพุทธเจ้านี้ประกาศท้าทายอยู่ตามหลักความจริง ไม่ลดไม่หย่อน เป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดมา นอกจากผู้ปฏิบัติจะอ่อนข้อย่อหย่อน และไม่สนใจปฏิบัติ ธรรมะก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าตั้งใจปฏิบัติก็เป็นไปตามนั้นๆ ถ้าไม่สนใจปฏิบัติก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรแหละ เรียนมาก็เหมือนนกขุนทอง ดีไม่ดีเอาวิชาความรู้นี้ไปเบ่งด้วย  เลยกลายเป็นกิเลสตัณหา เป็นข้าศึกแก่ตนเองและส่วนรวม ว่าอะไรก็เรามันเรียนมามากแล้ว หลอกให้เขาเชื่อซิ มากก็มากมันมากมหาโจร ปล้นศาสนา ไม่ใช่มากด้วยอรรถด้วยธรรม คลังแห่งธรรมไม่ปล้น

         เรื่องคลังแห่งธรรมรักษาเทิดทูนสุดยอด ไม่มีใครเกินผู้ปฏิบัติได้รู้ธรรมเห็นธรรมภายในใจ เพราะพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่น หลักธรรมหลักวินัยก็อยู่ที่เดียวกัน เทิดทูนพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยแล้ว ก็เป็นอันเทิดทูนธรรมทั้งหลายเหล่านั้นอยู่ในตัวนั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงว่าไปหามรรคผลนิพพาน อย่าไปที่ไหนนะ พระองค์ทรงประทานไว้ยังไงให้จับนั้นให้ดี ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า “ดูก่อนอานนท์ พระธรรมและพระวินัยนั้นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต เมื่อเราตายไปแล้ว”

         เพราะฉะนั้นจึงให้เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัย “ดูก่อนอานนท์ เมื่อมีผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยที่แสดงไว้แล้วนี้มีอยู่ พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์” คืออันนี้เป็นเครื่องประกาศเรื่องมรรคผลนิพพานถึงขั้นอรหันต์ หลักธรรมหลักวินัย ไม่มีอะไรมาลบล้างเลย เอากาลสถานที่เวล่ำเวลาสมัยนั้นสมัยนี้มาลบล้างไม่ได้ ถ้าปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยเปิดโล่งไปตลอดทะลุไปได้เลย กิเลสกลัวตรงนี้ ความสำคัญตนเฉยๆ ด้วยความเรียนมา จำมาอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ เสริมกิเลสให้หนาแน่นขึ้นมา ทิฐิมานะก็สูง ว่าเราเรียนรู้หลักนักปราชญ์ฉลาดแหลมคม ความจริงมีตั้งแต่ส้วมแต่ถาน ฟืนไฟเต็มอยู่ในหัวใจ กิเลสแทรกธรรมมันแทรกอย่างนั้น

         ถ้าเป็นธรรมแล้วท่านไม่ได้ถือนะเรื่องทิฐิมานะ ท่านมุ่งต่อธรรม ธรรมนี้จะไม่มีความเย่อหยิ่งจองหอง มีแต่มุ่งต่อธรรม ปฏิบัติและเป็นธรรมไปหมด ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นธรรม ไม่ว่าตนนี้เป็นผู้ใหญ่ผู้น้อย เรียนมาสูงหรือต่ำขนาดไหน จะฟังเอาความจริง ถ้าความจริงออกมาเด็กพูดจริงก็ยอมรับ ผู้ใหญ่พูดก็ยอมรับ ถ้าไม่จริงไม่ยอมรับ นั่นเรียกว่าผู้เป็นธรรม ต้องยอมรับความจริง ผู้ไม่เป็นธรรมมันไม่ยอมรับความจริง

         เหมือนอย่างขโมย จับตัวมาได้แล้วมันก็บอกว่าไม่ได้ขโมย มันหลบมันหลีก จนกระทั่งไปหาของกลางมายืนยันขนาดนั้น พอรอดได้มันก็รอดอีก ถ้ายอมรับตามความจริงแล้วผู้นี้ก็ไม่ขโมย ก็มันผิดจะไปขโมยหาอะไร คือไม่ยอมรับความจริงนั่นแหละ จับได้แล้วมันก็ไม่ยอมรับ เวลาไปทำมันก็ไม่ยอมรับความจริง การขโมยเป็นความผิด มันก็ไม่ยอมรับ มันก็ไปขโมยจนได้ ถูกเขาจับได้มันก็ไม่ยอมรับอีกอันหนึ่ง แก้ตัวไปตลอดสาย ผลสุดท้ายไปเป็นนักโทษ แล้วทำไมถึงมาติดคุกติดตะรางอย่างนี้ล่ะ ไปทำอะไร มันก็แก้อีก มันบอกว่าเขาหาว่า เห็นไหมล่ะ นั่นมันยอมรับเมื่อไร แล้วเวลาไล่เบี้ยเข้าไป แล้วมันจริงๆ เหรอ จริงๆ ละครับ แน่ะเห็นไหมล่ะอย่างนั้น

         เรื่องกิเลสจะไม่ยอมใครง่ายๆ ตัวนี้ตัวทำลายศาสนธรรมให้ไม่มีความร่มเย็นเป็นสุขคือตัวนี้แหละ อยู่ในใครก็ตาม อยู่กับฆราวาสก็ทำความเดือดร้อนแก่ตนเองและส่วนรวม อยู่ในพระก็ทำความเดือดร้อนแก่ตนและวงศาสนาให้กระทบกระเทือนไปหมดนั้นแหละ นี่เรื่องกิเลสไม่ใช่เรื่องธรรมเรื่องพระ เรื่องพระแท้ท่านไม่ทำ จะทำแต่สิ่งดีงามตามหน้าที่ของพระเท่านั้น กิเลสมันไม่ได้ว่าซี มันเลยเอาอำนาจของพระมาเป็นอำนาจของกิเลสบีบบี้สีไฟไปได้ ทำความชั่วช้าลามกแบบหน้าด้านไปเลย นี่ละกิเลสมันพาหน้าด้าน มันทำได้หมด

         เวลานี้กำลังก่อกวนมากนะในประเทศไทยของเรา วงศาสนานี้คือพระเป็นผู้ก่อกวน เป็นผู้ทำลายเสียเอง ทำลายศาสนา ทำลายพระด้วยกัน ผู้ทรงศีลทรงธรรมเกิดความกระทบกระเทือนเดือดร้อน เลยหาความสุขไม่ได้ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็เพราะพวกเลวนี้มันไปทำลาย หาเรื่องนั้นเข้ามา หาเรื่องนี้เข้ามายุแหย่กัน ลบล้างกันไป มันจะเอาให้เป็นไปตามของปลอมมัน ของจริงมีอยู่ ผู้รักษารักษาอยู่ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมี ท่านจะยอมให้ไปลบล้างได้ยังไง นี่ละมันคัดค้านต้านทานกันจากของสกปรก จะให้ว่าเป็นของดีเหมือนมัน ทั้งๆ ที่มันสกปรกยิ่งกว่าหมาขี้เรื้อน

         นี่ละพวกทำลายศาสนาอยู่เวลานี้ นี่เอาธรรมออกมาแสดง แต่ก่อนก็ไม่เคยแสดงอย่างผาดโผนโจนทะยาน อย่างหน้าด้านเหมือนทุกวันนี้ พระเราสงบ อยู่ที่ไหนสงบ ไม่ว่าพระในป่าในบ้านในเมือง เช่นอย่างกรุงเทพฯอย่างนี้ ทางชนบทตั้งแต่เราบวชมาโดยลำดับ พระในกรุงเทพฯเขาเคารพ พระชนบทเคารพ ถ้าไปจากกรุงเทพฯแล้วเป็นแบบเป็นฉบับ พระในกรุงเทพฯท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นแบบเป็นฉบับได้ สมออกไปจากนครหลวง และไปเป็นแบบฉบับแก่ผู้น้อยได้ พระชนบททั้งหลายเคารพ

เดี๋ยวนี้ท่านไม่เคารพ ท่านดูถูกเสียแหลกไปเลย ดูถูกว่าไง แต่ก่อนพระที่อยู่ในกรุงเทพฯเป็นพระที่มีศักดิ์ศรีดีงาม พระก็เป็นพระที่มีศักดิ์ศรีดีงาม ไปที่ไหนคนก็เคารพ แต่เดี๋ยวนี้ตรงกันข้าม เห็นไหมล่ะ เขาว่ากันอย่างนี้ พระสงฆ์ท่านก็พูดอย่างนี้ เพราะท่านเห็นด้วยตาของท่านด้วยความกระทบกระเทือนกัน ด้วยความชั่วช้าลามกของพวกนี้ไปกระทบกระเทือนท่านให้เสียหาย ท่านก็บอก มันกลับกลายไปหมด วัดเลยกลายเป็นส้วมเป็นถาน นั่นเห็นไหมล่ะ

         วัดแท้ๆ แต่ก่อนก็เป็นวัด แล้วกลายเป็นส้วมเป็นถานขึ้นมาโดยไม่รู้สึกตัว แล้วก็เสกสรรปั้นยอว่าวัดๆ หรูหราฟู่ฟ่าสวยงาม ด้วยอิฐ ด้วยปูน ด้วยหิน ด้วยทราย เสกสรรขึ้นมาว่าสวยงาม สง่าราศี น่าเกรงขาม เกรงขามขี้หมาอะไร ประสาอิฐ ทีนี้ผู้ปฏิบัติอยู่ในวัด เจ้าของวัดก็คือพระคือเณรอยู่ในนั้น ปฏิบัติเหลวแหลกแหวกแนว ไม่ได้คำนึงดูหลักธรรมหลักวินัย เหยียบหัวพระพุทธเจ้าโดยข้ามเกินพระธรรมพระวินัยไปตลอดเวลา ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหวไม่มีคำว่าธรรม ไม่มีคำว่าวินัย เหยียบแหลกไปหมด นี่คือเหยียบหัวพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลาในเพศของพระนั่นแหละ

         เมื่อเป็นอย่างนั้นมันก็เลวซิ การประพฤติปฏิบัติลงข้ามเกินหลักธรรมหลักวินัยเข้าไปแล้วก็เรียกว่าเลวลงๆ แล้วก็กลายเป็นมูตรเป็นคูถไป มันมากต่อมากก็กลายมูตรเป็นคูถ ทีนี้พระเณรในวัดนั้นเลยกลายเป็นมูตรคูถในส้วมในถาน คือวัดนั้นเสียเอง เขาตำหนิอย่างนั้นจะให้ว่าไง ที่ไหนเขาก็ตำหนิได้ตาหูเขามี เรียนมาด้วยกันมันก็รู้ด้วยกัน ควรตำหนิก็ตำหนิได้ เดี๋ยวนี้เขาไม่เคารพ เขาบอกตรงๆ เลย ขยะแขยงไม่อยากดูหน้าเสียด้วยซ้ำ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่อยากดู ขยะแขยง สู้ดูหมาไม่ได้เขาว่า คำว่าดูหมา ดูหมามันเล่นกับหมาสนุกสนานนี่นะ ไม่ได้มีอะไรกับมัน ยกตัวอย่างในสวนแสงธรรมนี่ไอ้ดำหางด้วน มันไปไหนพระจับนั้นจับนี้ มันไปไหนวิ่งกับพระ พระก็ไปกับมัน ไม่เห็นมีอะไร แต่กับพระอลัชชีที่เลวทรามไม่มียางอาย หน้าด้านนี้ท่านดูไม่ได้นะ ท่านไม่คบค้าสมาคม ปัดออก

         เวลานี้จะพูดให้ฟังชัดเจน ท่านปัดออกยังไง เรื่องมหาเถรสมาคมที่ว่ามส.ๆ นี้ พระสงฆ์ทั่วสังฆมณฑลให้ความเคารพนับถือ ถือเป็นใจกลางของสังฆมณฑล เวลานี้พระไทยเราผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทรงศีลทรงธรรมท่านปัดออกหมดแล้ว และประกาศออกมาด้วยนะ บอกไม่ยอมรับ มาจากไหนๆ มันก็ไล่กันเข้าไป ขึ้นไปหาไอ้อุดมอุเดม อุดมที่ไปทำงานอยู่ในวงงานพุทธศาสนา ก็ไปทำเลอะเทอะอยู่นั้น ต้องถูกพระไปขับไล่ออก ขับไล่ออกไปแล้ว พอเกษียณแล้วสมเด็จเกี่ยวเป็นผู้ส่ง เขาบอกเราไม่เห็นเวลาส่ง เราก็พูดตามที่มีผู้มาบอกด้วยความสัตย์ความจริง

         ส่งมหาภัยคนนี้นายอุดมนี้ที่ถูกขับไล่ออกไปแล้ว เข้ามาอยู่ในวงมหาเถรสมาคมมาพูดปากหวานนะ ว่าให้ไปเป็นที่ปรึกษา  ปรึกษาอะไรก็มหาภัย จนขนาดพระไทยทั้งหลายดูไม่ได้ แล้วขับหนีออกจากวงงานพุทธศาสนา แต่ก่อนเป็นผู้อำนวยการในวงงานพุทธศาสนา ดูไม่ได้จึงขับออก แล้วสมเด็จเกี่ยวนี้ไปลากเข้ามา ที่เป็นมหาภัยใช้ไม่ได้ เลอะเทอะที่สุด เสียหายที่สุดแล้วลากเข้ามาสู่มส.นี่ละ เดี๋ยวนี้ก็อยู่ในมส. ได้ยินว่าโยกย้ายไปไหนไหม เรายังไม่ได้ยินว่าโยกย้ายไปไหน

         ทีนี้มส.เป็นมส.ประเภทใด ก็เลยหลับหูหลับตารับกันไว้ ทีนี้ไอ้นี้ก็เข้าไปอยู่ในท่ามกลางเป็นมหาภัยต่อวงคณะสงฆ์ อยู่ในท่ามกลางนั้น แล้วพระสงฆ์ที่เป็นมส.ๆ ก็เลยเป็นแหล่งใหญ่ของมหาโจร ตั้งแต่นายอุดมนี้เข้ามาเป็นใหญ่ เพราะมส.เป็นผู้รับเอาไว้ ใครเป็นคนส่งมาก็สมเด็จเกี่ยว แล้วเป็นคุณที่ตรงไหน ก็ใครจะสูงยิ่งกว่าสมเด็จเกี่ยว เป็นขนาดสมเด็จ สิ่งที่ไม่พึงหวังเป็นสิ่งที่เป็นภัยต่อโลก สมเด็จเกี่ยวส่งเข้ามาหาอะไร ถ้าหากว่าจะฟังโดยเหตุโดยผลแล้ว ส่งมาไม่ได้ เสียหายแล้ว แล้วส่งเข้ามาแบบหน้าด้านยังไง นี่มันเป็นอย่างนี้จะให้ว่าไง

         นี่ละมันทำลายศาสนาทำลายอย่างหน้าด้าน พระเราทำลายศาสนาทุกวันนี้ ทำลายแบบหน้าด้าน หลักธรรมหลักวินัยเรียนมาทุกคน กฎระเบียบอะไรที่ถูกต้องดีงามก็รู้กันทุกคน แล้วมันก็หน้าด้านเข้ามา เอาคนที่เป็นภัยต่อชาติต่อศาสนาเข้ามาอยู่ในวงมส. มส.เลยหมดความหมายนะ เพราะเขาไม่ยอมรับ บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่ท่านทรงศีลทรงธรรมท่านปัดออกหมดเลย นี่สาเหตุเป็นมาอย่างนี้ เราเล่าสาเหตุตามเรื่องมันเป็นมาอย่างนี้ แล้วก็เป็นความจริงที่นายอุดมนี้ถูกไล่ออก เพราะมันไปทำความเสียหาย

         ทีแรกมันก็ว่าจะไปทำศาสนาให้เจริญ มันว่าตั้งแต่ปาก เข้าไปไปทำความเสียหายจนกระทั่งพระสงฆ์ทนไม่ได้ไล่ออก ร้อนถึงนายกฯ นายกฯจึงได้แยกออกไป ให้ออกจากสำนักนี้แล้วเอาผู้อื่นมาแทน ครั้นแยกออกไปนั้น สมเด็จเกี่ยวก็ไปลากเอามา เข้าสู่มส. เข้าอีก มันก็มาเน่าอยู่ในนั้นเวลานี้ มหาเถรสมาคมมีความหมายอะไร เป็นส้วมเป็นถาน เป็นแหล่งมหาโจรไหลมาจากนายอุดมนี้อีก มาจากสมเด็จเกี่ยวอีก ใครจะชมเชยว่าสมเด็จเกี่ยวเป็นคนดี ยอมรับความผิดความถูกชั่วดี คนนี้เป็นอันตรายต่อสังคมแล้ว ต่อพระเจ้าพระสงฆ์แล้ว เอามาทำอะไร

         นี่ละความจริงเป็นอย่างนี้ เราเอาธรรมความจริงมาพูด เราไม่เคยสะทกสะท้านกับสิ่งใด เพราะเรานำธรรมมาสอนโลก ธรรมนี้เหนือโลกทุกอย่าง ผิดถูกชั่วดีสอนได้ทั้งนั้น เราพูดตามหลักธรรมชาติ นี่ละที่ว่ากวนศาสนา กำลังทำลายศาสนา ออกแง่ใดมุมใดพวกนี้มีแต่ออกเพื่อทำลายทั้งนั้น กดขี่บังคับแบบนั้นแบบนี้ เอาอำนาจพระ อำนาจพระก็เป็นอำนาจป่าเถื่อน อำนาจมหาโจร ใหญ่เท่าไรเป็นมหาโจรใหญ่เวลานี้ น่าเคารพกราบไหว้บูชาที่ไหน มันเป็นอย่างนั้นนะ

         คนมีหูมีตาดูกันได้ยังไง พระเหล่านี้ไม่ใช่หมูหมา ท่านเรียนตามหลักธรรมหลักวินัย ความผิดถูกชั่วดีท่านไม่รู้ยังไง แล้วมันก็ไม่ยอมฟัง ตัวหน้าด้านมันมีอยู่อย่างนี้ ใหญ่เท่าไรยิ่งหน้าด้านใหญ่ อวดอำนาจป่าๆ เถื่อนๆ เข้ามาอย่างนั้น ท่านทั้งหลายไม่เคยฟัง เอ้าฟังเสียซิน่ะ นี้เราเอาความจริงมาพูด พูดอย่างกลางๆ ตามหลักความจริงที่ได้รู้ได้ยินได้ฟังมามันเป็นอย่างนี้ แล้วมันก็ไม่ถูก เราพิจารณาแล้วเราก็เห็นด้วยอย่างนั้น ไม่ถูกแล้ว แล้วมันฝืนมาทำไม ถ้าเป็นผู้ที่ปกครองศาสนา เป็นอำนาจทางด้านศีลด้านธรรมจริงๆ เอามาทำไมคนเสียหาย ถ้าไม่ใช่มหาโจรมันจะเอามาได้ลงคอเหรอ มันก็เป็นมหาโจรนั่นเอง ใหญ่ขนาดไหนก็เป็นมหาโจรผู้ที่มาทำอย่างนี้แบบหน้าด้าน

         เวลานี้กำลังสั่งสมกำลังวังชามากมายขึ้นมานะ ดูซิพระที่ออกไปเป็น ทหารรบอยู่ที่พุทธมณฑล มันเคยมีที่ไหนในประเทศไทยเรา พระผ้าเหลืองๆ หัวโล้นๆ ไปเป็นเจ้าตัวการมหาอันธพาล มหาโจร ปล้นชาติปล้นศาสนา ทำลายหัวใจประชาชนผู้ดีทั้งหลายให้กระจ่างแจ้งอยู่ในวันนั้น จนจะเกิดข้าศึกศัตรู ถ้าคนดีทั้งหลายระงับไม่ได้มันจะเกิดข้าศึกศัตรูวันนั้น  แต่คนดีคือคนดีระงับลงได้ด้วยความสงบ พวกอันธพาลจึงไม่ลุกลาม ถ้าลุกลามนี้จะเกิดเรื่องขึ้นแน่นอน

         นี่เป็นยังไงผิดหรือถูกพวกที่ยกทัพออกไป พระทั้งองค์หัวโล้นๆ นั่น ยกไปเป็นทหาร ไปเป็นอันธพาลอยู่ในท่ามกลางพุทธมณฑล ใครก็เห็นไม่ใช่เหรอ จากนั้นมาแล้วเดี๋ยวนี้ก็เงียบ เห็นไหม ไม่ได้จัดการหรือพินิจพิจารณาตามหลักกฎหมายบ้านเมืองตามเรื่องของศีลของธรรมอะไรเลย ออกไปก็เงียบๆ แล้วยังส่งเสริมกันอีก ผู้ใดไปทำความเลวร้ายทั้งหลายนี้ถือเป็นความดีความชอบ เอ้า เลื่อนสมณศักดิ์ให้ ตั้งสมณศักดิ์ให้สูงขึ้นไป ตั้งให้พวกเปรตพวกผี พวกอันธพาลให้มันมีกำลังปล้นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ลงไปอีก เห็นอยู่นี้

         เวลานี้ก็เงียบอยู่เห็นไหมล่ะ เราฟังไม่ได้วี่แววไปทางไหนเราก็พูดตามนั้น เขาจะจัดการยังไงก็ไม่รู้ ทางบ้านทางเมืองที่มีขื่อมีแป ถ้าเป็นตามหลักธรรมวินัยแล้วไปเป็นอย่างนั้นแล้วจับสึกในขณะนั้นเลย แล้วกฎหมายบ้านเมืองเป็นยังไง หลักธรรมหลักวินัยเป็นอย่างนั้น แล้วไม่เห็นจับกันสึก ทางกฎหมายบ้านเมืองเป็นยังไงเรายังไม่ทราบ  เราก็บอกว่ายังไม่ทราบ ทางพระวินัยมีผู้ปกครองว่าเจ้าคณะนั้นเจ้าคณะนี้พิจารณากันอย่างไรเจ้าคณะ นอกเหนือธรรมวินัยไปไหน ก็ยังเงียบอยู่อย่างนี้

         นี้เราพูดตามหลักความจริง มันเลวไหมพิจารณาซิ เวลานี้กำลังก่อเรื่องก่อราวเรื่องนั้นเรื่องนี้ หาตั้งแต่เรื่องที่จะทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้ล่มจม พวกอันธพาลนักเลงโตเหล่านี้จะขึ้นมาครองบ้านครองเมือง มีไม่มากนะ มันมีแต่พิษแต่ภัย ทั้งนั้น มันจึงน่าขยะแขยง พูดแล้วเราสลดสังเวชนะ เราพูดโดยอรรถโดยธรรม เราไม่ได้พูดยกโทษคนนั้น ยกคุณคนนั้นขึ้นมาโดยหาเหตุผลไม่ได้

         วันนี้เรื่องมาสัมผัสเราก็พูดตามเรื่องของมันเป็นอย่างนี้ แล้วเป็นยังไงฟังซิพี่น้องทั้งหลายเห็นมิใช่หรือในพุทธมณฑล มันมีได้ยังไง ตั้งแต่ตั้งเมืองไทยมาเราก็ไม่เคยเห็น นี่เห็นในเดือนกรกฎา พ.ศ. ๒๕๔๗ หน้าด้านขนาดนั้น ยกขบวนมาเป็นอันธพาล พระทั้งหมดมาเป็นอันธพาลให้โลกได้เห็นอย่าง อู๊ย ขยะแขยงดูไม่ได้นะ แล้วยังโอ่อ่านะ นักเลงโตยังโอ่อ่า ผึ่งผายด้วย ว่าได้ทำความดีความชอบ แล้วจะตั้งฐานะยศถาบรรดาศักดิ์ให้กัน เลื่อนยศให้กัน เลื่อนให้หมาขี้เรื้อนยังดีกว่าเลื่อนให้หมาอันธพาลอย่างนี้ มันจะไม่มีกำลังไปปล้นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เหมือนพวกนี้ หมาขี้เรื้อนมันไม่เป็นอะไรละ โยนกระดูกไก่ให้มัน มันกินอิ่มแล้วมันก็เปิดเลย มันไม่ยุ่งกับใคร

         โอ๊ย พูดแล้วเราสลดสังเวชนะ ฟังเอานะเราพูดเป็นธรรม ธรรมนี้เหนือโลก ผิดถูกชั่วดีต้องพูดตามหลักความจริง หลวงตาบัวก็ไม่ได้ว่าตนวิเศษวิโสไปไหน อยู่ในกรอบแห่งศีลแห่งธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ผิดถูกชั่วดีมีสิทธิที่จะพูดได้ในฐานะที่เรานำธรรมมาสอนโลก นี่เรานำธรรมมาสอนโลก เราก็สอนแบบธรรม เราไม่สอนแบบอื่นแบบใดนะ มันสลดสังเวชนะเวลานี้ แหม มันหน้าด้านขนาดนั้นนะ มันตั้งหน้าตั้งตา ทางฝ่ายศาสนาก็หาบ่อนทำลายทุกแง่ทุกมุมๆ จากพวกหัวโล้นๆ ผ้าเหลืองนี่ละ

         แล้วทางบ้านเมืองมันก็มีกฎนั้นกฎนี้บังคับบัญชาให้ประชาชนทั้งหลาย ซึ่งเป็นคนดีนี้ก้าวเดินไม่สะดวก หน้าที่การงานอะไร ตลอดข่าวสารชนิดต่างๆ มันปิดตรงนั้นปิดตรงนี้ด้วยอำนาจป่าเถื่อนของมัน นี้เราเพียงทราบเฉยๆ เรายังหาความจริงไม่ได้ ถ้าได้ความจริงแล้วเราจะออกเอง มันออกมันยังออกได้ ทำไมเราจะพูดความจริงไม่ได้ ความจริงเสมอกัน มันออกมันก็เป็นความจริงอันหนึ่ง เราพูดตามหลักความจริง ดีชั่วเราก็พูดได้เต็มเหนี่ยว ทำไมเราจะพูดไม่ได้ นี้เราก็คอยฟังเสียงอยู่

         มันเลอะเทอะขนาดนั้นนะเมืองไทยเรา แล้วปีต่อไปนี้เป็นยังไง ในระยะที่จะตั้งผู้แทนจะมาสมัครเป็นนายกฯข้างหน้าเป็นผู้นำของชาติ มันจะเป็นยังไงอีก นี่ก็เป็นปัญหาน่าคิดอยู่มาก เราที่อยู่จุดศูนย์กลางพิจารณาความผิดถูกชั่วดีเราอดคิดไม่ได้ ดีไม่ดีอดพูดไม่ได้ก็ได้ หย่อนบัตรให้คนไหนๆ มันก็จะมาถลุงบ้านเมืองให้แหลกเหลวๆ ไปหมด หย่อนที่ไหนมันก็คอยที่จะกลืนบ้านกลืนเมือง ให้หน่วยไหนพรรคใดๆ ไม่ไว้วางใจ แล้วทีนี้ไม่ไว้วางใจจะทำยังไง นี้ก็มีประชาชนลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากมายมาปรึกษาหารือ เป็นยังไงที่จะหย่อนบัตร

         หย่อนที่ไหนก็มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ไปหมดๆ แล้วประชาชนจะอยู่กันได้ยังไง  หย่อนลงไปก็เท่ากับเอาดาบไปให้มันตัดคอเจ้าของๆ นอกจากนั้นมันก็มีค่าจ้างรางวัล ออกไปจ้างคนให้มาหย่อนบัตรให้ๆ คนหนึ่งสักเท่าไรๆ เราไม่ทราบ แต่ว่าเท่านั้นล้านเท่านี้ล้านพอทราบแว่วๆ นี่เอาเงินไปเป็นเหยื่อล่อปลา แล้วเบ็ดอยู่ข้างในเกาะปาก ประชาชนทั้งประเทศเป็นปลาโง่ แล้วมันเอาเหยื่อไปล่อ คือเอาเงินไปเป็นค่าจ้างให้หย่อนบัตรให้มัน เมื่อหย่อนบัตรได้แล้วเบ็ดอยู่ข้างในมันก็เกาะปากเลือดสาด คนไทยทั้งประเทศจมลงด้วยปาก เลือดเต็มปากๆ

         ประเทศไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีคุณค่าขนาดไหนที่ครองบ้านเมืองมาได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ปลาติดเบ็ดนี้มีคุณค่าอะไร มีแต่โทษแต่ภัย แล้วจะพิจารณายังไง จะเห็นแก่เหยื่อในปลายเบ็ด หรือจะเห็นแก่ชาติแก่ศาสนา พระมหากษัตริย์ พิจารณาดู นี่เขาก็มาปรึกษาหารือเหมือนกัน พิจารณาอย่างนั้นแล้วจะทำยังไงที่เหมาะสม ให้มันเหมาะ ก็เหมาะตรงที่มันไปกลางๆ ไม่เอียงหน้าเอียงหลัง  ผิดถูกชั่วดีรู้ ไปกลางๆ ลงจุดศูนย์กลางเลย ใครไม่เป็นภัยหย่อนให้ผู้นั้นละ ว่างั้นเลย จุดศูนย์กลางไม่เป็นภัย มันจะเป็นยังไงก็เป็น เพราะหย่อนไปที่ไหนก็เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้เรากันทั้งบ้านทั้งเมือง ทั้งประเทศไปหมด เราก็พูดไปลอยๆ ไปทางซ้ายก็ถูกไฟไหม้ ไปทางขวาก็ถูกไฟไหม้ ไปกลางทางละซี กลางทางคืออะไรเขาก็ถามอีก โยนลงกลางๆ นั่นแหละ มันจะไปไหนก็ให้รู้กัน

         นี้คือกำลังใจของประชาชน ความรู้ความเห็นของประชาชน ความรู้สึกของประชาชนที่หย่อนลงไปตรงกลาง นี้เป็นความรู้สึกของคนทั้งประเทศ หย่อนทางนู้นทางนี้เขาไม่วางใจ มันมีแต่เรื่องยักษ์เรื่องมารที่จะกลืนบ้านกลืนเมือง ไว้ใจไม่ได้ ตรงนี้ไว้ใจได้ไม่ได้ก็ตาม จุดศูนย์กลางนี้ไหลเข้าไปถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพิจารณายังไงให้เป็นเรื่องของพระองค์เอง เรื่องของเราไม่มีที่ไว้ใจ ไว้ใจตั้งแต่จุดศูนย์กลางคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจุดศูนย์กลางคือบัตรไม่ยินดีกับใคร มันเป็นภัยทั้งนั้น

         เขาก็มาปรึกษา เราก็พูดส่งเดชไปอย่างนั้น ผิดถูกชั่วดีก็แล้วแต่ หรือจะว่าหลวงตาบัวเล่นการบ้านการเมือง มันเรื่องหมาแย่งเนื้อกันจะว่าการบ้านการเมืองอะไร  แย่งเนื้อคือประชาชนเป็นเนื้อ พวกนี้กินเนื้อมันแย่งเนื้อกัน ตีปากมันออกไม่ให้มันแย่งเนื้อกัน ประชาชนไม่ใช่อาหารนะ อย่ามากินตับประชาชน ก็มีแต่อย่างนั้น เข้าใจไหมล่ะ เอาละพูดเพียงเท่านี้

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก